คลังเก็บป้ายกำกับ: Index Funds

การนิ่งและไม่เคลื่อนไหว

ในการลงทุนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะสร้างความเข้าใจและภาพจำในหัว ให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำอะไรบ่อย ๆ ซื้อขายเยอะ ๆ ในตลาดหุ้น น่าจะเป็นคนที่เก่งและคงประสบความสำเร็จในการลงทุน ตลาดหุ้นจึงดูเป็นตลาดของคนที่ไม่อยู่นิ่ง และความเชื่อนี้ก็ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่า การไม่อยู่นิ่ง ซื้อขายบ่อย ๆ ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเหตุการณ์ เป็นคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ควรทำตาม ว่าแต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว การเคลื่อนไหวบ่อยในตลาดหุ้นน่าจะนำคุณไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงต่างหาก ด้วยเหตุผลประการสำคัญเลย ก็คือ ทุกการเคลื่อนไหวในการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้น จะมี “ค่าใช้จ่าย” มากมายที่คุณจะต้องจ่ายเพราะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็น ทั้งที่เห็นชัด ๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่มาจากการอยู่ไม่สุขอื่น เช่น การขาดทุนเพราะจับจังหวะตลาด (market timing) ผิดพลาด ทำให้ขายหุ้นที่จุดขาดทุน และมาซื้อหุ้นที่จุดสูงสุด อันนำไปสู่ วงจรแห่งการล้มเหลวในการลงทุน

นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองมีสามารถที่จะซื้อขายได้ถูกต้องกว่าคนอื่น และทำนายเคลื่อนไหวหรือจับจังหวะตลาดได้เก่ง แต่เอาจริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาพยายามทำนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ผมคิดว่านักลงทุนจะคิดถูกและทำถูกได้ในเรื่องจับจังหวะลงทุน เขาจะต้องถูกถึง 4 ครั้ง คือ 1) คิดถูกว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลง 2) นอกจากจะคิดถูกต้องทำถูกด้วย คือ ซื้อขายไปแล้วตลาดหุ้นขึ้นลงอย่างที่คิด 3) พอขายแล้วนักลงทุนก็ต้องถือเงินสด เพราะฉะนั้น นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือ ต้องคิดถูกว่า แล้วช่วงเวลาไหนหรือราคาไหนที่เขาจะกลับมาซื้อมาขายอีกที อันนำไปสู่การถูกครั้งสุดท้าย คือ 4) นักลงทุนต้องทำตามที่ตัวเองคิดด้วยนั่นคือกลับเข้ามาซื้อขายถูกต้อง ทั้งหมดนี้ดูเหมือนง่าย แต่ การจับจังหวะตลาดมันไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คุณเข้าใจประะเด็นนี้และไม่หลงไปงมจังหวะซื้อขาย ผลตอบแทนของคุณอาจจะดีขึ้นมหาศาล

ลองไปดูการพูดถึงประเด็นนี้และคำแนะนำจากนักลงทุนคนดัง ๆ ของโลกกันบ้าง

•   Peter Lynch 
อดีตผู้จัดการกองทุนในตำนานของ Fidelity ผู้เขียนหนังสือในตำนานอย่าง One up on Wall Street หรือ Beating the Street ก็ได้เขียนไว้ในหนังสือของตนว่า นักลงทุนจะมีผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นักลงทุนไปติดเกาะสัก 6 เดือน นี่เป็นการอุปมาให้เห็นภาพของลินช์ว่า ที่นักลงทุนมักจะมีผลตอบแทนลดลงก็เพราะนักลงทุนชอบซื้อขาย เคลื่อนไหวบ่อย ๆ และถูกเร้าโดยข่าวหรือเสียงรบกวนต่าง ๆ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ คำแนะนำจากโบรกเกอร์ จากที่ปรึกษาทางการเงิน การที่ต้องแวดล้อมด้วยข่าวจากตลาดหุ้นเต็มไปหมดทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนลดลงได้

•   Warren Buffett
บัฟเฟตต์ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ผมจำคำพูดของเขาเกี่ยวกับการอยู่นิ่งในตลาดหุ้นได้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่สอนให้เราต้อง “นั่งทับมือตัวเองให้เป็น” เพราะการปฏิเสธไม่ทำอะไร หรือการไม่เคลื่อนไหวในตลาดหุ้นที่มีเสียงรบกวนเต็มไปหมด ก็เป็นคุณลักษณะสำคัญในการลงทุนระยะยาวครับ

•   John C. Bogle
Bogle ผู้มีอายุ 88 ปีในปัจจุบัน ตำนานแห่งวอลสตรีทผู้ก่อตั้งบลจ. Vanguard และปลุกปั้นให้กองทุนดัชนีเติบโตมาจนทุกวันนี้ อันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวในตลาดหุ้นมาประมาณ 65 ปี ได้เคยเห็นทั้งตลาดหุ้นที่ตกหนัก -50% จากจุดสูงสุด หรือการตกแบบ -25% ภายในวันเดียว ได้ให้คำแนะนำในการลงทุนว่า ให้หยุดฟังเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น (tune out the market noise) การที่ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงมีความผันผวนไปมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องของนักเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนระยะยาวไม่ควรถูกรบกวนและหวั่นไหวไปกับการขึ้นลงระยะสั้น ๆ ของตลาดหุ้นโดย Bogle อธิบายว่า เนื่องจากเวลานักลงทุนทั่วไปได้ยินเรื่องการพยากรณ์เศรษฐกิจ มีคนมาพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ย หรืออัตราเงินเฟ้อ ก็จะมีนักลงทุนบางส่วนซื้อ ๆ ขาย ๆ เมื่อได้ฟัง ซึ่งนักลงทุนระยะยาวไม่ได้รับผลลัพธ์แย่ ๆ อะไรจากพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเขายึดมั่นในการลงทุนระยะยาว หากแต่ เรื่องพวกนี้จะเป็นการรบกวนการลงทุนระยะยาวได้ในกรณีที่นักลงทุนไปสนใจมัน! และที่มันส่งผลกระทบต่อนักลงทุนระยะยาวก็เพราะว่า เวลานักลงทุนเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ การแห่ซื้อ แห่ขาย นักลงทุนมักจะถูกรบกวนความคิดให้รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ เราต้องทำอะไรบ้างแล้ว พอถูกชักจูงด้วยเสียงรบกวนจากตลาด นักลงทุนก็จะแห่ขายพอร์ตลงทุนตัวเองและออกจากตลาดไป สุดท้ายนักลงทุนเหล่านี้ก็จะเป็นผู้แพ้ (the losers) —คือเป็นผู้แพ้ให้กับเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น จากการเร้าหรือโดยความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น ตกอยู่ภายใต้อารมณ์แบบ เอ้ยย ฉันต้องทำอะไรบางแล้ว ตลาดหุ้นตก ฉันขายดีกว่า และมันก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ ๆ ในท้ายที่สุดนั่นเอง

ครั้งหนึ่งโบเกิลเคยพูดถึง To-do-list ในการลงทุนของเขาว่ามันไม่มีอะไรมาก เขาลงทุน 50% ในกองทุนดัชนีตราสารหนี้และอีก 50% ในกองทุนดัชนีหุ้น เขาจะไม่ดูมันทุกวัน ไม่สนใจมูลค่าของกองทุนหุ้น และปกติก็จะดูพอร์ตลงทุนนี้ตอนสิ้นปีครั้งนึง เหตุผลเกี่ยวกับการไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือทำอะไรกับการลงทุนมาก ก็เพราะโบเกิลคิดว่า “การ(คิดว่า)ต้องทำอะไรสักอย่าง(เช่นต้องขยับตัวซื้อขายหุ้น ปรับพอร์ตบ่อย ๆ) อาจไม่ใช่ไอเดียทีดีนัก (ในการลงทุน)”

นอกจากนี้ การชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ ก็นับเป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อขายเพราะสนใจลำดับผลตอบแทนสูงสุด ชอบดูรายชื่อกองทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่ง Jack R. Meyer อดีตประธาน Harvard Management Company ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน สอดคล้องกับความเห็นของ Charles Schwab ที่เคยอธิบายว่า ทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร นั่นก็เพราะ มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับผลตอบแทนที่ลดลง เพราะสำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า เนื่องจากทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าคนอื่น [ที่มัวแต่หากองทุนบริหารที่เก่งที่สุด] อีก 85 จาก 100 คน

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะทำความเข้าใจใหม่ว่า การเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ไม่ได้นำนักลงทุนไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่มักจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ลดลงหรือขาดทุนในท้ายที่สุด การไม่ทำอะไรและอยู่นิ่ง ๆ ผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกันครับ

ทัศนคติในการลงทุนถูกต้อง + มีวินัยที่จะยึดมั่นในทัศนคตินั้น + อดทนที่จะลงทุนระยะยาวให้ได้ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุนอย่างมาก ถามว่า การอยู่เฉย ๆ ในตลาดหุ้นเป็นเรื่องยากไหม ผมว่าก็ไม่นะ ที่สังเกตจากคนใกล้ตัวที่สามารถลงทุนมาหลายปีได้ มักจะมีคุณสมบัติร่วมกันประมาณว่า

  1. ตัดสินใจว่าจะลงทุนระยะยาว ส่วนมากก็จะแบบลงทุนประจำโดยหักจากเงินเดือนมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า ลงทุนแบบประจำ DCA นั่นล่ะครับ
  2. ไม่ติดตามการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรายวัน คนที่มักจะผ่านไปได้ บางทีก็ด้วยงานที่ทำนั้นหนัก หรือโฟกัสกับตัวงานมากกว่า เลยไม่มีเวลามานั่งจ้องหน้าจอ หรือบางทีก็ดูหน้าจอบ้าง แต่ไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุนตัวเอง
  3. มีวินัยที่จะลงทุนตามแผนไปเรื่อย ๆ (stay calm, stay invest) ผ่านความผันผวนตลาดหุ้น ปล่อยให้มันขึ้นมันลงไปของมัน พวกเขาก็จะยังลงทุนต่อไป
  4. พอเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี คนพวกนี้จะเริ่มเห็นธรรมชาติตลาดหุ้นที่มันจะมีขึ้นมีลง มีเรื่องผันผวนเป็นปกติ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่า การขึ้นลงตลาดหุ้นระยะสั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันจะวนลูปเป็นวัฏจักร และพวกเขาก็จะเลิกสนใจกับความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น และมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวตลอดไป

ย้ำอีกครั้งว่า การขยับตัวบ่อยในตลาดหุ้น การที่คุณนั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำหรับผลตอบแทนในอนาคตและการลงทุนระยะยาวของคุณอย่างแน่นอน ดังที่ Bogle เตือนสติเราไว้ว่า มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยที่จะคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างหรือต้องขยับตัวบ่อย ๆ ในการลงทุน

“Doing something is not a good idea in this business”

 

การย้ายและการเปลี่ยนกองทุน

เมื่อวันหนึ่งนักลงทุนตัดสินใจได้ว่า เรามีเหตุผลสมควรที่จะต้องขายกองทุนเดิมทิ้ง และนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนใหม่ ผมกลับพบว่า นักลงทุนหลายท่านกลับมีปัญหาหรือข้อวิตกกังวลหลายอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วมันเกิดจากอคติ (bias) จากผลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ซะมากกว่า เนื่องจากหากคิดอย่างละเอียดก็จะพบว่า มันไม่มีอะไรเลย แล้วกรณีไหนบ้างที่มักจะเกิดการย้ายกองทุน หรือมีเหตุผลที่ทำให้เราควรย้ายกองทุน

(1) กรณีลงทุน Index Funds อยู่แล้ว แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่าย (อย่างมีนัยยะ)

อันนี้ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่อาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่ายจนทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยหลักการลงทุนในกองทุนดัชนีแล้ว จะต้องเป็น “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” (และควรจะต่ำที่สุดด้วย) เรื่องจึงอาจเป็นได้ว่า เราถือกองทุนดัชนี A มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0.5% ต่อปี ซึ่งต่ำสุดในขณะนั้น แต่กองทุนดัชนีอีกเจ้า (กองทุน B) วันดีคืนดีก็ประกาศลดค่าใช้จ่ายจากเดิม 0.6% เหลือ 0.2% หรือ กอง A ที่เราลงทุนอยู่เองขึ้นค่าใช้จ่ายเป็น 0.9% ต่อปี แบบนี้ย่อมมีเหตุผลที่จะย้ายไปกองทุน B ซึ่งจริง ๆ โดยปกติแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยยะสำคัญมักจะไม่ค่อยมีครับ มันก็จะเก็บเท่าเดิมกันนานมาก ปรับขึ้นนิดหน่อย (ยกตัวอย่าง กองทุนดัชนีบางกองสมัยนึงก็เก็บค่าใช้จ่าย 0.4-0.5% มาราว 3-4 ปี แล้ววันนึงก็กระชากมาสู่ 0.7-0.8% การเพิ่มมาเกือบเท่าตัวแบบนี้ถือเป็นนัยยะสำคัญครับ แต่ถ้ามันไม่ได้ปรับเยอะอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรครับ สมมติ 0.5% เป็น 0.55% หรืออาจจะ 0.6% แบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรมาก ถ้าไม่สะดวกจริง ๆ ผมว่าจะไม่ย้ายก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าค่าใช้จ่ายปรับจาก 0.4% เป็น 0.8% ต่อปีแบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงควรจะอยู่กองเดิมล่ะ?) กรณีนี้อาจจะดูหยุมหยิมทำไมจะต้องย้าย ห่างกัน 0.3-0.5% มันอะไรขนาดนั้นเลยหรอ ในระยะเวลาสั้น ๆ มันไม่ต่างครับ มันแทบจะไม่เห็นอะไร แต่ในระยะเวลายาว ๆ ในฐานะที่คุณเป็นนักลงทุนระยะยาว สมมติคุณจะต้องลงทุนไปอีก 20-40 ปี ลองดูกราฟนี้นะครับ สมมติผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 11% ต่อปี

11%gross

value50yrs

โดยสรุปก็คือในระยะยาว การแตกต่างกันแม้เพียงค่าใช้จ่าย 0.2-0.3% ต่อปี มูลค่าเงินที่เราจะได้รับจากการลงทุนทบต้นนั้นแตกต่างกันมากเมื่อเวลาถ่างออกไปนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่านไป 40 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่อยู่ในกองทุนที่หักค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี (ซึ่งจะมีผลตอบแทนสุทธิ = 10.5% ต่อปี) จะมีมูลค่าเงินเป็น 54.26 ล้านบาท ในขณะที่กองที่หักค่าใช้จ่าย 0.80% จะมีมูลค่าเงินเป็น 48.7 ล้านบาท เงินที่ต่างกันประมาณ 5.5 ล้านบาทก็คือเงินครับ แม้กระทั่ง 20 ปี เงินระหว่าง 7.37 ล้านบาท กับเงิน 6.98 ล้านบาท เงินที่หายไป 4 แสนบาท สำหรับผมก็เป็นเงินที่มีค่าเช่นกัน (และนี่เราวัดกันแค่ส่วนต่างเล็กน้อยของกองทุนดัชนีนะครับ นึกภาพความต่างของค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนแบบ Active funds ที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้น แต่ดันเสียค่าใช้จ่ายปีละ 2-3% สิครับ ว่ามูลค่าเงินมันจะถ่างมหาศาลขนาดไหน! ดูจากบทความนี้ก็ได้ครับ -> ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน


กลับมาที่ประเด็นการย้ายกองทุนต่อ จากข้างบนผมแสดงเหตุผลให้เห็นว่า พอมันมีการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงในกองทุนดัชนี ทำไมเราถึงควรย้าย คำถามต่อมาซึ่งนักลงทุนสงสัยมาก ว่า เราควรจะย้ายอย่างไร มีนักลงทุนหนึ่งท่าน ถามผมมาด้วยคำพูดด้านล่างนี้ และผมเห็นว่าเขาเข้าใจได้ถูกต้อง

“สอบถามเรื่องการย้ายกองจาก Set50-ก.ไก่ ไป Set50-ข.ไข่ คือ ตอนนี้มีเงินในกองทุน ก.ไก่ที่ dca ไว้ สี่หมื่นกว่าบาท คือถ้าผมขายย้ายกองมาลงทุนที่ ข.ไข่ เวลาซื้อครั้งแรกที่กองนี้ให้ซื้อเป็นก้อนครั้งเดียวสี่หมื่นกว่า ๆ ตามยอดเงินที่ขายออกมาถูกต้องมั้ยครับ? (เดิมซื้อประจำทุกวันที่25) ผมก็จะมาซื้อกอง ข.ไข่ ทุกวันที่ 25 เหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็นการ dca ต่อถูกต้องมั้ยครับ ? (ซึ่งช่วงเวลาที่หายไประหว่างย้ายกองผมเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบมากต่อตัวเงิน)”

ประเด็นแรกคือ การเปลี่ยนกองพวก index funds แทบจะไม่น่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมเคลื่อนย้ายหนัก ๆ (ปกติไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและรับซื้อคืนอยู่แล้ว) —ใครไม่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนคืออะไร โปรดอ่านบทความนี้ก่อน *ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม*

และที่สำคัญนั้น เงินที่โยกไปก็คือเงินก้อนเดิมครับ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนมันก็เงินก้อนเดิม นักลงทุนลองขยับออกมาพิจารณาให้ละเอียด มองเงินเราเป็นเงินทั้งก้อนจะเห็นภาพ ลองนึกภาพตามครับ กองเก่าเราคือ กองทุนดัชนี SET กองใหม่ก็ SET แสดงว่า หุ้นที่ลงทุนทั้ง 2 กองเหมือนกัน ขึ้นลงเหมือนกัน (ต่างกันตรงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ) เท่ากับว่า เงินที่ถูกย้ายมาก็จะกลับไปลงทุนแบบเดิม มันก็คือเสมือนกองทุนเดิมนั่นล่ะ นึกภาพตามผมนะครับ เรามีเงินในกองทุน A มูลค่า 100 บาท เราขายไปเราได้ 100 บาทไปลงทุนกองใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนแบบที่ลงทุนสภาพเดียวกับกองเดิม มันก็คือเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่าครับ แค่เรากดขายกองทุนเก่า อีกสามวันได้เงินที่ขายมาก็ไปกดซื้อกองใหม่ มันคือเงินก้อนเดิมแท้ ๆ เลย

แต่นักลงทุนบางท่านอาจจะถามว่า การย้ายกองสมมุติเงินก้อนใหญ่ เช่น หนึ่งล้าน จะย้ายก้อนใหญ่ตูมเดียวหรือค่อย ๆ dca ย้าย ถ้า dca ย้ายควรแบ่งเป็นกี่ไม้กี่เดือนดีครับ หรือ นักลงทุนได้บอกว่า กลัวการออกจากราคาเฉลี่ยที่ได้มาจากการ DCA เดิม แล้วไปเข้ากองใหม่แบบทั้งก้อน ณ ราคาปัจจุบัน จะทำให้เกิดต้นทุนใหม่ที่แพงขึ้น และอาจไปเจอตลาดที่มีความเสี่ยงขาลงในอนาคต

ข้างบนนี้ทำให้ผมเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ปกติผมนึกว่าจะมีเฉพาะแต่กรณีขาดทุนแล้วนักลงทุนไม่ค่อยอยากขายกองทุน แต่นี่แม้กระทั่งกองทุนมีกำไร นักลงทุนก็ไม่อยากขายเช่นเดียวกันด้วย!

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า คำถามด้านบนถ้าลองพิจารณาดูแล้ว คิดไว ๆ มันก็จะไขว้เขวกันได้ ถ้าลองคิดแบบละเอียดมันจะเห็นภาพทะลุชัดเจน เช่น เดือนที่ (1) ผมซื้อกองทุน A ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ด้วยเงิน 1,000 บาท ผมจะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย พอเดือนที่ (2) ผมซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยละ 20 บาท จะได้ 50 หน่วย แต่ต้นทุนเฉลี่ยผมตอนนี้เป็น 13.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งผมจะมีมูลค่าเงินลงทุนในมือตอนนี้ 150*20 = 3,000 บาท แสดงว่าผมมีกำไร 3,000-2,000 = 1,000 บาท มาดูการถูกตัวเลขหลอกกันครับ ผมพบว่ากองทุนเดิมค่าธรรมเนียมแพงเลยจะย้ายไปอีกกอง ผมบอกอยากเก็บกองทุนเดิมไว้เพราะเดี๋ยวต้นทุนกองใหม่แพง ก็เลยเก็บกองเดิมไว้ แต่ซื้อกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ สมมติราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เป็น 25 บาท เงิน 1,000 บาทจะซื้อได้ 40 หน่วย เท่ากับตอนนี้ผมมีหน่วยรวม 190 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 15.79 มูลค่าเงินกลายเป็น 4,750 บาท มีกำไร 1,750 บาท (4,750-3,000)

ex1

ไปขั้นต่อไปนะครับ สมมติว่า แล้วถ้าเราขายทั้งก้อนมาซื้อใหม่ในเดือนที่ 3 จะเกิดอะไรขึ้น ?

เงินจากการขายในเดือนที่ 3 ซึ่งราคาหน่วยเท่ากับ 25 บาท จะได้เงินมา 150 หน่วย * 25 บาทต่อหน่วย = 3,750 บาท + เงินที่จะซื้อในเดือนที่ 3 อีก 1,000 บาท เท่ากับเราเอาเงินไปซื้อกองทุนใหม่ด้วยเงิน 4,750 บาท จะได้หน่วยทั้งสิ้น 190 หน่วย มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ครับ คือเรามีเงินรวม 4,750 เหมือนการทำแบบย่อหน้าก่อน เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน! และต้องไม่ลืมว่าต้นทุนเราตอนนี้ก็ 3,000 บาทเหมือนเดิม แต่ถือเงินมูลค่าที่โตขึ้นมากลายเป็น 4,750 อันมีกำไรเท่ากัน ไม่ว่าจะค้างในกองเดิม หรือจะย้ายทั้งทั้งก้อนมากองใหม่ก็ตาม

ex2

เอาให้เห็นภาพอีก เป็นแบบตลาดขาลง ราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เหลือ 10 บาทเท่านั้น การที่เราค้างเงินไว้ในกองเก่า เงินกองเก่าจะเหลือมูลค่า 1,500 บาท แล้วเราซื้อ 1,000 DCA เพิ่มในเดือนที่ (3) จะได้อีก 100 หน่วย รวมเราจะมีหน่วยทั้งสิ้น 250 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท (ราคาตอนเดือนที่ 3) เท่ากับเรามีจะมีเงินลงทุนมูลค่าเหลือ 2,500 บาท (นั่นคือขาดทุนไป -500 บาทเพราะต้นทุนเราตอนนี้คือ 3,000)

ex3

และแม้คุณจะขายทิ้งมารวมเงินซื้อในเดือนที่ (3) ซึ่งในเดือนที่ (2) ถ้าเราขาย 150 หน่วยออกมาก็จะได้เงิน 1,500 บวกกับเงินลงทุนเดือนใหม่อีก 1,000 = 2,500 บาท สังเกตไหมครับว่ามันก็คือเงินก้อนเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าจะย้ายไม่ย้าย สุดท้ายถ้าคุณยัง DCA เหมือนเดิม มันก็คือเงินก้อนเดิมที่จะขาดทุน -500 บาทอยู่ดี

ex4

คือตัวเลขในพอร์ตบางทีมันก็หลอก พอนักลงทุนคิดแยกบัญชีในใจ เห็นเงินก้อนเก่าเงินก้อนใหม่แยกกัน เงินก้อนเก่าต้นทุนต่ำ มีกำไรเหลือ นักลงทุนก็สบายใจ แต่เงินก้อนใหม่ขาดทุน นักลงทุนก็รู้สึกสบายใจอยู่ เพราะรู้สึกว่าเงินมันแยกกัน แต่ไม่ใช่ครับ! มันคือเงินเราทั้งคู่ มันคือเงินก้อนเดียวกัน! เวลาคิดคำนวณกำไรหรือขาดทุนต้องคิดจากเงินลงทุนของเราทุกก้อน พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกว่า “การแยกบัญชีในใจ” (Mental accounting) นักลงทุนมีการจัดแบ่งเงินในใจออกเป็นบัญชีที่มองไม่เห็นในหัว และจะแยกมันออกจากกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของมนุษย์ที่มีเหตุผล มันจะไม่มีเหตุผลครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัว สมมตินักลงทุนมีหุ้น A หุ้น B หุ้น C นักลงทุนลงทุนซื้อหุ้นตัวละ 10,000 บาท เท่ากับนักลงทุนลงทุนไป 30,000 บาทถ้วน แต่สองตัวแรกมีกำไรตัวละ 3,000 บาท ตัวหลังสุดขาดทุน -7,000 บาท นักลงทุนจะถูกอคติทางการเงินนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจเพราะมีกำไรถึงสองตัว ตัวละ 3,000 จากเงิน 10,000 (+30% แหน่ะ!) แต่ลองคิดดี ๆ มองทั้งพอร์ตสิครับ นักลงทุนขาดทุนต่างหาก เพราะเงินมูลค่าตอนนี้เหลือ 13,000+13,000+3,000 = 29,000 นักลงทุนขาดทุนไปหนึ่งพันบาทแล้วนะ และถ้าได้ศึกษากันต่อไปจะพบว่า นักลงทุนมักจะเด็ดดอกไม้และเก็บวัชพืชไว้ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรออก และเก็บหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้ (เพราะนักลงทุนโดนครอบงำจากอคติอีกตัวคือ ความกลัวการสูญเสีย —loss aversion)

จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากขายกองทุนที่ตัวเองขาดทุน คือ มีความรู้สึกกันว่า รอเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันขึ้นค่อยขาย แม้จะเป็นกองทุนที่ไม่มีหวังว่ามันจะขึ้นก็เถอะ แม้จะลงทุนผิดไปแค่ไหนก็เถอะ ฉันรอได้นะ แต่ในขณะที่กองทุนมีกำไร นักลงทุนจะรู้สึกว่ากำไรจะต้องเป็นเงินจริง นักลงทุนก็จะขายทิ้งออกมาเพราะกลัวสูญเสียกำไรก้อนนั้น แต่นั่นล่ะพอเป็นขาดทุน นักลงทุนจะรู้สึกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน (ในกรณีที่มันเป็นการลงทุนผิดแน่ ๆ แบบคุณต้องเปลี่ยนกองทุนนะ) การขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ขายก็ไม่ต้องเจ็บปวด ซึ่งมันก็แปลกดี ซึ่งมักจะเจอในกรณีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายกองทุนแบบที่สอง นั่นคือ (2) กรณีลงทุนกองทุนประเภท Active Funds แต่อยากย้ายไป Index Funds หลายท่านที่มักจะมีการลงทุนในกองทุนแบบบริหารมาก่อน แต่อาจจะค้นพบว่า หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดีหรือเหมาะสมกว่าจึงตัดสินใจย้ายเงินมาลงทุน แต่เงินก้อนเดิมดันอยู่ในกองทุนพวกบริหาร และส่วนใหญ่กองบริหารนั้นมักจะขาดทุนอยู่ซะด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บกองทุนที่ขาดทุนนั้นไว้ไปเรื่อย ๆ อยากจะผัดความรู้สึกที่ตนเลือกกองทุนที่ผิดพลาดออกไปให้นาน ๆ ซึ่งจากที่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างละเอียดในเคสข้างบนว่า เงินของนักลงทุนนั้นคือก้อนเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอเลย ถ้ามันลงทุนแบบไม่ถูกต้อง คุณก็ควรจะลงทุนอย่างถูกต้อง คือ ขายทิ้งออกมา แล้วไปลงทุนกองทุนที่ถูกต้องซะ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพสักหน่อย สมมติเดือนที่ 1 นักลงทุนลงทุนในกองทุนบริหารเพราะเชื่อคำแนะนำจากในกลุ่ม Line เลยลงทุนไป 100,000 บาท เวลาผ่านไปมันขาดทุนเหลือ 60,000 บาท ถ้านักลงทุนตัดสินใจและมีความรู้ดีแล้ว เลยคิดจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนดัชนี แต่นักลงทุนโดนอคติทางการเงินครอบงำ มักจะลงเอยที่นักลงทุนค้างเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วลงทุนกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ เช่น ซื้อกองทุนดัชนีเพิ่มอีกกองที่ 100,000 บาท (โดยหวังลึก ๆ ว่าเงินก้อนเก่าจะกลับมาเท่าทุนแล้วค่อยขาย) แต่นั่นล่ะครับ ถ้ามองจากเงินทุกก้อนแบบทะลุ ไม่ว่าเงินจะลงทุนตรงไหน มันก็คือเงินของเราทั้งหมด นักลงทุนตอนนี้ลงทุนไปแล้ว 200,000 บาท และมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือที่ 160,000 นั่นคือขาดทุน -40,000 บาทอยู่ดี เงิน 60,000 ที่ย้ายออกมาลงทุน มันก็จะเติบโตในกองทุนดัชนีกองใหม่ของเรา สมมติเรามองอนาคตได้ เราอาจจะพบว่า เงินกองเก่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าเงินกองเก่าจะเท่าเดิม แต่กองใหม่จะเป็น 120,000 บาท (กำไร +20%) แต่สุดท้ายเงินทั้งหมดก็จะกลายเป็น 180,000 (60,000+120,000) นักลงทุนก็ยังขาดทุนอยู่ดี -20,000 ครับ แต่ถ้าย้ายเงินมาลงทุนเลยเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เท่ากับจะมีเงินลงทุนในกองทุนดัชนีจาก 60,000 กองเก่า + 100,000 ก้อนใหม่ เป็น 160,000 (ต้นทุนรวม 200,000) แต่ถ้าเงินโต 20% ใน 3 เดือนถัดไปดังที่สมมติ เงินจะกลายเป็น 192,000 นักลงทุนเกือบจะเท่าทุนแล้วนะครับ ต่างจากการไม่ย้ายมาก ๆ

ex5


เรื่องนี้ผมคิดว่ายังมีอคติทางการเงินและพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ อีกที่ส่งผลให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น Anchoring คือนักลงทุนได้ไปยึดติดตัวเลขต้นทุนที่โชว์ในพอร์ต โดยลืมคิดถึงต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ประกอบกับอคติแบบ Status Quo ที่ทำให้นักลงทุนอยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากจะคงสถานะเดิมไป แม้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสำคัญก็ตาม เห็นไหมครับว่า อคติทางการเงินทำให้การลงทุนของเราเขวไปหมด

จุดสำคัญ ไม่ใช่ว่า เราจะมานั่งหวังกำไรขาดทุน คาดเดาไปต่าง ๆ นานา จุดตัดสินใจสำคัญของผมคือ  “หลักการที่เรายึดถือ” ถ้าเราตัดสินใจดีแล้วว่าจะเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนใหม่ ด้วยเหตุผลที่พิจารณาละเอียดรอบคอบแล้ว เช่น ด้วยหลักการที่ยึดถือว่า ต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด นั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เราขายออกมาแล้วก็ซื้อกองใหม่ที่มันค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ๆ การค้างเงินไว้ในกองเดิมแล้วซื้อกองใหม่ ไม่ต่างอะไรจากการขายกองเดิมทั้งหมดแล้วมาลงทุนกองใหม่ แต่เวลาที่ผ่านไปหากเรายังคงเงินไว้ในกองทุนเดิม ผลตอบแทนทบต้นและเวลาจะสร้างความแตกต่างมหาศาล สำหรับก้อนเงินที่เรามีการทิ้งไว้ในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ อย่างแน่นอน

นอกจากสองกรณีข้างบนอาจจะมีกรณีอื่นอีก แต่ขอยกสองเคสนี้มาอธิบายก่อน ซึ่งโดยสรุปก็คือ ถ้าพิจารณารอบคอบถี่ถ้วนแล้วว่าจะย้ายกองทุน ไม่จำเป็นต้องค้างเงินไว้ที่กองเก่า เราจะขายทิ้งทั้งหมดแล้วนำเงินมาซื้อกองใหม่หมดเลย ระยะยาวย่อมเป็นประโยชน์ต่อผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ มากกว่าการค้างเงินไว้ในกองเก่าที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการลงทุนของนักลงทุนครับ


ปล. มีประเด็นน่าคิดเพราะมีคนบอกว่า ถ้ากองทุนดัชนีขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไปลงทุนกองทุนแบบบริหาร (Active Funds) ดีกว่า คำถามของผมก็คือ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมถึงควรลงทุน Index Funds แล้วว่า ในระยะยาวมันมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนบริหารเลือกหุ้นทั้งหลายจะชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นในระยะยาว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่กองทุน active funds ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้น (หรือใกล้เคียง) แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงรวม ๆ ระดับ 2% ขึ้นไป ยิ่งกดให้มันหาทางชนะตลาดหุ้นได้ยากยิ่งเข้าไปอีก และคำถามถัดมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองใดจะชนะตลาดหุ้นในวันข้างหน้า เราจะเลือกถูกตัวหรอ เราจะเลือกถูกแล้วยังถือไปถูกตัวระยะยาวได้หรือ แม้อาจจะต้องยอมรับว่า Index Funds บ้านเราค่าใช้จ่ายสูงระดับหนึ่ง อย่างต่ำสุดตอนนี้ก็ประมาณ 0.65% แต่กับกองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมทะลุ 2-2.5% แล้ว

ถ้าเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่เรามาเลือกลงทุน index funds แล้วทำไมเราต้องย้อนกลับไปลงทุนใน active funds อีกกันล่ะ ?

การย้ายกองทุน และ การเปลี่ยนกองทุนรวม

การย้ายกองทุน และการเปลี่ยนกองทุน มักจะเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งนักลงทุนรู้สึกหรือตัดสินใจได้ว่า เรามีเหตุผลสมควรที่จะต้องขายกองทุนเดิมทิ้ง และนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนใหม่

หากแต่ผมกลับพบว่า นักลงทุนหลายท่านกลับมีปัญหาหรือข้อวิตกกังวลหลายอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วมันเกิดจากอคติ (bias) จากผลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ซะมากกว่า เนื่องจากหากคิดอย่างละเอียดก็จะพบว่า มันไม่มีอะไรเลย

แล้วกรณีไหนบ้างที่มักจะเกิดการย้ายกองทุน หรือมีเหตุผลที่ทำให้เราควรย้ายกองทุน

1. การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่าย

อันนี้ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่อาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่ายจนทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยหลักการลงทุนในกองทุนดัชนีแล้ว จะต้องเป็น “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” (และควรจะต่ำที่สุดด้วย) เรื่องจึงอาจเป็นได้ว่า เราถือกองทุนดัชนี A มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0.5% ต่อปี ซึ่งต่ำสุดในขณะนั้น แต่กองทุนดัชนีอีกเจ้า (กองทุน B) วันดีคืนดีก็ประกาศลดค่าใช้จ่ายจากเดิม 0.6% เหลือ 0.2% หรือ กอง A ที่เราลงทุนอยู่เองขึ้นค่าใช้จ่ายเป็น 0.9% ต่อปี แบบนี้ย่อมมีเหตุผลที่จะย้ายไปกองทุน B

จริง ๆ โดยปกติแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญมักจะไม่ค่อยมีครับ มันก็จะเก็บเท่าเดิมกันนานมาก ปรับขึ้นนิดหน่อย ยกตัวอย่าง กองทุนดัชนีบางกองสมัยนึงก็เก็บค่าใช้จ่าย 0.4-0.5% มาราว 3-4 ปี แล้ววันนึงก็กระชากมาสู่ 0.7-0.8% การเพิ่มมาเกือบเท่าตัวแบบนี้ถือเป็นนัยสำคัญครับ แต่ถ้ามันไม่ได้ปรับเยอะอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรครับ สมมติ 0.5% เป็น 0.55% หรืออาจจะ 0.6% แบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรมาก ถ้าไม่สะดวกจริง ๆ ผมว่าจะไม่ย้ายก็ไม่ได้อะไร

หากแต่ถ้าค่าใช้จ่ายปรับจาก 0.4% เป็น 0.8% ต่อปีแบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงควรจะอยู่กองเดิมล่ะ? กรณีนี้อาจจะดูหยุมหยิมทำไมจะต้องย้าย ห่างกัน 0.3-0.5% มันอะไรขนาดนั้นเลยหรอ

ในระยะเวลาสั้น ๆ มันไม่ต่างครับ มันแทบจะไม่เห็นอะไร แต่ในระยะเวลายาว ๆ ในฐานะที่คุณเป็นนักลงทุนระยะยาว สมมติคุณจะต้องลงทุนไปอีก 20-40 ปี ลองดูกราฟนี้นะครับ สมมติผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 11% ต่อปี

11%gross

value50yrs

โดยสรุปก็คือในระยะยาว การแตกต่างกันแม้เพียงค่าใช้จ่าย 0.2-0.3% ต่อปี มูลค่าเงินที่เราจะได้รับจากการลงทุนทบต้นนั้นแตกต่างกันมากเมื่อเวลาถ่างออกไปนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่านไป 40 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่อยู่ในกองทุนที่หักค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี (ซึ่งจะมีผลตอบแทนสุทธิ = 10.5% ต่อปี) จะมีมูลค่าเงินเป็น 54.26 ล้านบาท ในขณะที่กองที่หักค่าใช้จ่าย 0.80% จะมีมูลค่าเงินเป็น 48.7 ล้านบาท เงินที่ต่างกันประมาณ 5.5 ล้านบาทก็คือเงินครับ แม้กระทั่ง 20 ปี เงินระหว่าง 7.37 ล้านบาท กับเงิน 6.98 ล้านบาท เงินที่หายไป 4 แสนบาท สำหรับผมก็เป็นเงินที่มีค่าเช่นกัน

และนี่เราวัดกันแค่ส่วนต่างเล็กน้อยของกองทุนดัชนีนะครับ นึกภาพความต่างของค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนแบบ Active funds ที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้น แต่ดันเสียค่าใช้จ่ายปีละ 2-3% สิครับ ว่ามูลค่าเงินมันจะถ่างมหาศาลขนาดไหน! ดูจากบทความนี้ก็ได้ครับ -> ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

2. ปัญหาของ การย้ายกองทุน

กลับมาที่ประเด็นการย้ายกองทุนต่อ จากข้างบนผมแสดงเหตุผลให้เห็นแล้วว่า พอมันมีการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงในกองทุนดัชนี ทำไมเราถึงควรย้าย คำถามต่อมาซึ่งนักลงทุนสงสัยมากว่า เราควรจะย้ายอย่างไร มีนักลงทุนหนึ่งท่าน ถามผมมาด้วยคำพูดด้านล่างนี้ และผมเห็นว่าเขาเข้าใจได้ถูกต้อง

“สอบถามเรื่องการย้ายกองจาก Set50-ก.ไก่ ไป Set50-ข.ไข่ คือ ตอนนี้มีเงินในกองทุน ก.ไก่ที่ dca ไว้ สี่หมื่นกว่าบาท คือ ถ้าผมขายย้ายกองมาลงทุนที่ ข.ไข่ เวลาซื้อครั้งแรกที่กองนี้ให้ซื้อเป็นก้อนครั้งเดียวสี่หมื่นกว่า ๆ ตามยอดเงินที่ขายออกมาถูกต้องมั้ยครับ? (เดิมซื้อประจำทุกวันที่ 25) ผมก็จะมาซื้อกอง ข.ไข่ ทุกวันที่ 25 เหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็นการ dca ต่อถูกต้องมั้ยครับ? (ซึ่งช่วงเวลาที่หายไประหว่างย้ายกองผมเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบมากต่อตัวเงิน)”

ประเด็นแรกคือ การเปลี่ยนกองพวก index funds แทบจะไม่น่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมเคลื่อนย้ายหนัก ๆ โดยปกติไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและรับซื้อคืนอยู่แล้ว หากใครไม่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนคืออะไร โปรดอ่านบทความนี้ก่อน *ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม*

และที่สำคัญนั้น เงินที่โยกไปก็คือเงินก้อนเดิมครับ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนมันก็เงินก้อนเดิม นักลงทุนลองขยับออกมาพิจารณาให้ละเอียด มองเงินเราเป็นเงินทั้งก้อนจะเห็นภาพ ลองนึกภาพตามครับ กองเก่าเราคือ กองทุนดัชนี SET กองใหม่ก็ SET แสดงว่า หุ้นที่ลงทุนทั้ง 2 กองเหมือนกัน ขึ้นลงเหมือนกัน (ต่างกันตรงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ) เท่ากับว่า เงินที่ถูกย้ายมาก็จะกลับไปลงทุนแบบเดิม มันก็คือเสมือนกองทุนเดิมนั่นล่ะ

นึกภาพตามผมนะครับ เรามีเงินในกองทุน A มูลค่า 100 บาท เราขายไปเราได้ 100 บาทไปลงทุนกองใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนแบบที่ลงทุนสภาพเดียวกับกองเดิม มันก็คือเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่าครับ แค่เรากดขายกองทุนเก่า อีก 2-3 วันได้เงินที่ขายมาก็ไปกดซื้อกองใหม่ มันคือเงินก้อนเดิมแท้ ๆ เลย

3. อคติใน การย้ายกองทุน

นักลงทุนบางท่านอาจจะถามว่า การย้ายกองสมมุติเงินก้อนใหญ่ เช่น 1,000,000 จะย้ายก้อนใหญ่ตูมเดียวหรือค่อย ๆ dca ย้าย ถ้า dca ย้ายควรแบ่งเป็นกี่ไม้กี่เดือนดีครับ หรือ นักลงทุนได้บอกว่า กลัวการออกจากราคาเฉลี่ยที่ได้มาจากการ DCA เดิม แล้วไปเข้ากองใหม่แบบทั้งก้อน ณ ราคาปัจจุบัน จะทำให้เกิดต้นทุนใหม่ที่แพงขึ้น และอาจไปเจอตลาดที่มีความเสี่ยงขาลงในอนาคต

ข้างบนนี้ทำให้ผมเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ปกติผมนึกว่าจะมีเฉพาะแต่กรณีขาดทุนแล้วนักลงทุนไม่ค่อยอยากขายกองทุน แต่นี่แม้กระทั่งกองทุนมีกำไร นักลงทุนก็ไม่อยากขายเช่นเดียวกันด้วย!

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า คำถามด้านบนถ้าลองพิจารณาดูแล้ว คิดไว ๆ มันก็จะไขว้เขวกันได้ ถ้าลองคิดแบบละเอียดมันจะเห็นภาพทะลุชัดเจน เช่น เดือนที่ (1) ผมซื้อกองทุน A ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ด้วยเงิน 1,000 บาท ผมจะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย พอเดือนที่ (2) ผมซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยละ 20 บาท จะได้ 50 หน่วย แต่ต้นทุนเฉลี่ยผมตอนนี้เป็น 13.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งผมจะมีมูลค่าเงินลงทุนในมือตอนนี้ 150*20 = 3,000 บาท แสดงว่าผมมีกำไร 3,000-2,000 = 1,000 บาท

มาดูการถูกตัวเลขหลอกกันครับ ผมพบว่ากองทุนเดิมค่าธรรมเนียมแพงเลยจะย้ายไปอีกกอง ผมบอกอยากเก็บกองทุนเดิมไว้เพราะเดี๋ยวต้นทุนกองใหม่แพง ก็เลยเก็บกองเดิมไว้ แต่ซื้อกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ สมมติราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เป็น 25 บาท เงิน 1,000 บาทจะซื้อได้ 40 หน่วย เท่ากับตอนนี้ผมมีหน่วยรวม 190 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 15.79 มูลค่าเงินกลายเป็น 4,750 บาท มีกำไร 1,750 บาท (4,750-3,000)

ex1

ไปขั้นต่อไปนะครับ สมมติว่า แล้วถ้าเราขายทั้งก้อนมาซื้อใหม่ในเดือนที่ 3 จะเกิดอะไรขึ้น ?

เงินจากการขายในเดือนที่ 3 ซึ่งราคาหน่วยเท่ากับ 25 บาท จะได้เงินมา 150 หน่วย * 25 บาทต่อหน่วย = 3,750 บาท + เงินที่จะซื้อในเดือนที่ 3 อีก 1,000 บาท เท่ากับเราเอาเงินไปซื้อกองทุนใหม่ด้วยเงิน 4,750 บาท จะได้หน่วยทั้งสิ้น 190 หน่วย มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ครับ คือเรามีเงินรวม 4,750 เหมือนการทำแบบย่อหน้าก่อน เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน!

และต้องไม่ลืมว่าต้นทุนเราตอนนี้ก็ 3,000 บาทเหมือนเดิม แต่ถือเงินมูลค่าที่โตขึ้นมากลายเป็น 4,750 ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะค้างในกองเดิม หรือจะย้ายทั้งทั้งก้อนมากองใหม่ก็ตาม กำไรมันก็เท่ากันอยู่ดี

ex2

เอาให้เห็นภาพอีก เป็นแบบตลาดขาลง ราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เหลือ 10 บาทเท่านั้น การที่เราค้างเงินไว้ในกองเก่า เงินกองเก่าจะเหลือมูลค่า 1,500 บาท แล้วเราซื้อ 1,000 บาท DCA เพิ่มในเดือนที่ (3) จะได้อีก 100 หน่วย รวมเราจะมีหน่วยทั้งสิ้น 250 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท (ราคาตอนเดือนที่ 3) เท่ากับเรามีจะมีเงินลงทุนมูลค่าเหลือ 2,500 บาท (นั่นคือขาดทุนไป -500 บาทเพราะต้นทุนเราตอนนี้คือ 3,000)

ex3

และแม้คุณจะขายทิ้งมารวมเงินซื้อในเดือนที่ (3) ซึ่งในเดือนที่ (2) ถ้าเราขาย 150 หน่วยออกมาก็จะได้เงิน 1,500 บวกกับเงินลงทุนเดือนใหม่อีก 1,000 = 2,500 บาท สังเกตไหมครับว่ามันก็คือเงินก้อนเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าจะย้ายไม่ย้าย สุดท้ายถ้าคุณยัง DCA เหมือนเดิม มันก็คือเงินก้อนเดิมที่จะขาดทุน -500 บาทอยู่ดี

ex4

คือตัวเลขในพอร์ตบางทีมันก็หลอก พอนักลงทุนคิดแยกบัญชีในใจ เห็นเงินก้อนเก่าเงินก้อนใหม่แยกกัน เงินก้อนเก่าต้นทุนต่ำ มีกำไรเหลือ นักลงทุนก็สบายใจ แต่เงินก้อนใหม่ขาดทุน นักลงทุนก็รู้สึกสบายใจอยู่ เพราะรู้สึกว่าเงินมันแยกกัน แต่ไม่ใช่ครับ! มันคือเงินเราทั้งคู่ มันคือเงินก้อนเดียวกัน! เวลาคิดคำนวณกำไรหรือขาดทุนต้องคิดจากเงินลงทุนของเราทุกก้อน

I. Mental accounting & Loss aversion

พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกว่า “การแยกบัญชีในใจ” (Mental accounting) นักลงทุนมีการจัดแบ่งเงินในใจออกเป็นบัญชีที่มองไม่เห็นในหัว และจะแยกมันออกจากกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของมนุษย์ที่มีเหตุผล มันจะไม่มีเหตุผลครับ

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัว สมมตินักลงทุนมีหุ้น A หุ้น B หุ้น C นักลงทุนลงทุนซื้อหุ้นตัวละ 10,000 บาท เท่ากับนักลงทุนลงทุนไป 30,000 บาทถ้วน แต่สองตัวแรกมีกำไรตัวละ 3,000 บาท ตัวหลังสุดขาดทุน -7,000 บาท นักลงทุนจะถูกอคติทางการเงินนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจเพราะมีกำไรถึงสองตัว ตัวละ 3,000 จากเงิน 10,000 (+30% แหน่ะ!)

แต่ลองคิดดี ๆ มองทั้งพอร์ตสิครับ นักลงทุนขาดทุนต่างหาก เพราะเงินมูลค่าตอนนี้เหลือ 13,000+13,000+3,000 = 29,000 นักลงทุนขาดทุนไปหนึ่งพันบาทแล้วนะ และถ้าได้ศึกษากันต่อไปจะพบว่า นักลงทุนมักจะเด็ดดอกไม้และเก็บวัชพืชไว้ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรออก และเก็บหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้ เพราะว่า นักลงทุนโดนครอบงำจากอคติอีกตัวคือ ความกลัวการสูญเสีย (Loss aversion)

จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากขายกองทุนที่ตัวเองขาดทุน คือ มีความรู้สึกกันว่า รอเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันขึ้นค่อยขาย แม้จะเป็นกองทุนที่ไม่มีหวังว่ามันจะขึ้นก็เถอะ แม้จะลงทุนผิดไปแค่ไหนก็เถอะ ฉันรอได้นะ

แต่ในขณะที่กองทุนมีกำไร นักลงทุนจะรู้สึกว่ากำไรจะต้องเป็นเงินจริง นักลงทุนก็จะขายทิ้งออกมาเพราะกลัวสูญเสียกำไรก้อนนั้น แต่นั่นล่ะพอเป็นขาดทุน นักลงทุนจะรู้สึกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน (ในกรณีที่มันเป็นการลงทุนผิดแน่ ๆ แบบคุณต้องเปลี่ยนกองทุนนะ) การขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ขายก็ไม่ต้องเจ็บปวด

พฤติกรรมข้างบนนั้นดู ๆ แล้วมันก็แปลกดี ซึ่งมักจะเจอในกรณีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายกองทุนแบบที่สอง นั่นคือ (2) กรณีลงทุนกองทุนประเภท Active Funds แต่อยากย้ายไป Index Funds หลายท่านที่มักจะมีการลงทุนในกองทุนแบบบริหารมาก่อน แต่อาจจะค้นพบว่า หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดีหรือเหมาะสมกว่าจึงตัดสินใจย้ายเงินมาลงทุน แต่เงินก้อนเดิมดันอยู่ในกองทุนพวกบริหาร และส่วนใหญ่กองบริหารนั้นมักจะขาดทุนอยู่ซะด้วย

II. Loss aversion again!

จากประสบการณ์ส่วนตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บกองทุนที่ขาดทุนนั้นไว้ไปเรื่อย ๆ อยากจะผัดความรู้สึกที่ตนเลือกกองทุนที่ผิดพลาดออกไปให้นาน ๆ ซึ่งจากที่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างละเอียดในเคสข้างบนว่า เงินของนักลงทุนนั้นคือก้อนเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอเลย ถ้ามันลงทุนแบบไม่ถูกต้อง คุณก็ควรจะลงทุนอย่างถูกต้อง คือ ขายทิ้งออกมา แล้วไปลงทุนกองทุนที่ถูกต้องซะ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีกสักหน่อย สมมติเดือนที่ 1 นักลงทุนลงทุนในกองทุนบริหารเพราะเชื่อคำแนะนำจากในกลุ่ม Line เลยลงทุนไป 100,000 บาท เวลาผ่านไปมันขาดทุนเหลือ 60,000 บาท ถ้านักลงทุนตัดสินใจและมีความรู้ดีแล้ว เลยคิดจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนดัชนี แต่นักลงทุนโดนอคติทางการเงินครอบงำ มักจะลงเอยที่นักลงทุนค้างเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วลงทุนกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ เช่น ซื้อกองทุนดัชนีเพิ่มอีกกองที่ 100,000 บาท (โดยหวังในใจลึก ๆ ว่าเงินก้อนเก่าจะกลับมาเท่าทุนแล้วค่อยขาย)

แต่นั่นล่ะครับ ถ้ามองจากเงินทุกก้อนแบบทะลุ ไม่ว่าเงินจะลงทุนตรงไหน มันก็คือเงินของเราทั้งหมด นักลงทุนตอนนี้ลงทุนไปแล้ว 200,000 บาท และมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือที่ 160,000 นั่นคือขาดทุน -40,000 บาทอยู่ดี เงิน 60,000 ที่ย้ายออกมาลงทุน มันก็จะเติบโตในกองทุนดัชนีกองใหม่ของเรา

สมมติเรามองอนาคตได้ เราอาจจะพบว่า เงินกองเก่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าเงินกองเก่าจะเท่าเดิม แต่กองใหม่จะเป็น 120,000 บาท (กำไร +20%) แต่สุดท้ายเงินทั้งหมดก็จะกลายเป็น 180,000 (60,000+120,000) นักลงทุนก็ยังขาดทุนอยู่ดี -20,000 ครับ

แต่ถ้าย้ายเงินมาลงทุนเลยเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เท่ากับจะมีเงินลงทุนในกองทุนดัชนีจาก 60,000 กองเก่า + 100,000 ก้อนใหม่ เป็น 160,000 (ต้นทุนรวม 200,000) แต่ถ้าเงินโต 20% ใน 3 เดือนถัดไปดังที่สมมติ เงินจะกลายเป็น 192,000 นักลงทุนเกือบจะเท่าทุนแล้วนะครับ ต่างจากการไม่ย้ายมาก ๆ

ex5

III. Anchoring and Status Quo

เรื่องนี้ผมคิดว่ายังมีอคติทางการเงินและพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ อีกที่ส่งผลให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น Anchoring คือนักลงทุนได้ไปยึดติดตัวเลขต้นทุนที่โชว์ในพอร์ต โดยลืมคิดถึงต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ประกอบกับอคติแบบ Status Quo ที่ทำให้นักลงทุนอยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากจะคงสถานะเดิมไป แม้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสำคัญก็ตาม เห็นไหมครับว่า อคติทางการเงินทำให้การลงทุนของเราเขวไปหมด

ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งหวังกำไรขาดทุน คาดเดาไปต่าง ๆ นานา จุดตัดสินใจสำคัญ คือ  “หลักการที่เรายึดถือ” ถ้าเราตัดสินใจดีแล้วว่าจะเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนใหม่ ด้วยเหตุผลที่พิจารณาละเอียดรอบคอบแล้ว เช่น ด้วยหลักการที่ยึดถือว่า ต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด นั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เราขายออกมาแล้วก็ซื้อกองใหม่ที่มันค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ๆ การค้างเงินไว้ในกองเดิมแล้วซื้อกองใหม่ ไม่ต่างอะไรจากการขายกองเดิมทั้งหมดแล้วมาลงทุนกองใหม่ แต่เวลาที่ผ่านไปหากเรายังคงเงินไว้ในกองทุนเดิม ผลตอบแทนทบต้นและเวลาจะสร้างความแตกต่างมหาศาล สำหรับก้อนเงินที่เรามีการทิ้งไว้ในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ อย่างแน่นอน

นอกจากสองกรณีข้างบนอาจจะมีกรณีอื่นอีก แต่ขอยกสองเคสนี้มาอธิบายก่อน ซึ่งโดยสรุปก็คือ ถ้าพิจารณารอบคอบถี่ถ้วนแล้วว่าจะย้ายกองทุน ไม่จำเป็นต้องค้างเงินไว้ที่กองเก่า เราจะขายทิ้งทั้งหมดแล้วนำเงินมาซื้อกองใหม่หมดเลย ระยะยาวย่อมเป็นประโยชน์ต่อผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ มากกว่าการค้างเงินไว้ในกองเก่าที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการลงทุนของนักลงทุนครับ

4. ปัญหาอื่นของ การย้ายกองทุน

มีประเด็นน่าคิดเพราะมีคนบอกว่า ถ้ากองทุนดัชนีขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไปลงทุนกองทุนแบบบริหาร (Actively Managed Funds) ดีกว่า คำถามของผมก็คือ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมถึงควรลงทุน Index Funds แล้วว่า ในระยะยาวมันมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนบริหารเลือกหุ้นทั้งหลายจะชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นในระยะยาว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่กองทุน active funds ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้น (หรือใกล้เคียง) แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงรวม ๆ ระดับ 2% ขึ้นไป ยิ่งกดทับให้มันหาทางชนะตลาดหุ้นได้ยากยิ่งเข้าไปอีก

และคำถามถัดมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองใดจะชนะตลาดหุ้นในวันข้างหน้า เราจะเลือกถูกตัวหรอ เราจะเลือกถูกแล้วยังถือไปถูกตัวระยะยาวได้หรือ แม้อาจจะต้องยอมรับว่า Index Funds บ้านเราค่าใช้จ่ายสูงระดับหนึ่ง อย่างต่ำสุดตอนนี้ก็ประมาณ 0.65% แต่ก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกองทุนแบบบริหารจัดการที่ค่าใช้จ่ายบางกองทะลุ 2.0-2.5% แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่เรามาเลือกลงทุน index funds แล้วทำไมเราต้องย้อนกลับไปลงทุนใน active funds อีกกันล่ะ?

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ กองทุนดัชนี : ข้อคิดจากรายงานผู้ถือหุ้น – 2017

ผมได้อ่านรายงานที่ Warren Buffett เขียนถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2017 (งบปี 2016) ของ Berkshire Hathaway ปีนี้เขาอุทิศเกือบ 5 หน้าวิพากษ์อุตสาหกรรมการเงิน โดยเฉพาะเหล่ากองทุนรวมทั้งหลายที่คิดค่าใช้จ่ายสูง ๆ โดยเริ่มเล่าจาก เกมเดิมพันการกุศลที่เริ่มขึ้นในปี 2008 โดยบัฟเฟตต์เชื่อมั่นว่า พวกผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่ใช้วิธีการลงทุนเชิงรุก เช่น กองทุนแบบบริหาร (active funds) ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมมหาศาล (the massive fees levied by a variety of “helpers”) จะสร้างผลตอบแทนที่แย่มาก ๆ ให้กับนักลงทุนที่เป็นลูกค้า และทำผลตอบแทนได้แพ้กองทุนดัชนีที่คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (low-cost index fund)

โดยบัฟเฟตต์ได้ผู้ท้าชนรับคำท้าเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge funds) ที่ชื่อ Protégé ซึ่งใช้วิธีลงทุนแบบ funds-of-funds โดยเลือกลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่เป็น funds-of-funds เป็นจำนวน 5 กอง โดย Protégé คัดเลือกลงทุนในกองทุน 5 กอง ซึ่งกองทุนเหล่านั้นลงทุนแบบ funds-of-funds ก็จะไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ อีกหลายกองเพื่อลงทุนต่ออีกที ลองนึกภาพ funds-of-funds ก็คือ การที่เราเอาเงินไปลงทุนในกองทุน A แล้วกองทุน A ก็เอาเงินเราไปเลือกลงทุนในกองทุนที่เขาคิดว่าจะให้ผลตอบแทนดี อาจจะแบ่งไปลงทุนในกองทุน B C E F G… ส่วนบัฟเฟตต์เลือกลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 Index ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ แค่ 0.05-0.10% ต่อปี

เวลาผ่านไปเป็นเวลา 9 ปี (2008-2016) กองทุนดัชนี S&P500 ของบัฟเฟตต์ทำเงินเติบโตได้ถึง 85.4% ชนะกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ Protégé เลือกหมดเลย โดยผลตอบแทนของกองทุนดัชนีที่ 85.4% เป็นตัวเลขที่สูงกว่ากองทุนที่ Protégé เลือก ซึ่งกองทุนเหล่านั้นได้ผลตอบแทนแค่ 62.8, 28.3, 8.7, 7.5 และ 8.7% เท่านั้นเอง ทำให้เงิน $1,000,000 ที่ลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นให้ผลตอบแทนทบต้นที่ 2.2% ต่อปี หรือเงินจะเพิ่มขึ้นมาประมาณ $220,000 แต่ในขณะเดียวกัน เงินที่ลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินถึง $854,000

บัฟเฟตต์ให้ข้อสังเกตว่า กองทุนเหล่านี้อาจจะมีผู้จัดการกองทุนที่เก่งและมีความสามารถ หากแต่ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล (huge fees) จะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจนหมด ลงเอยด้วยการที่ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้รวยมาก แต่นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ห่วยมาก

บัฟเฟตต์ให้ลองนึกภาพ ตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนฉลาด ๆ เก่ง ๆ เต็มไปหมด เป็นนักลงทุนเชิงรุก (active investors) ในขณะที่จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มเป็นนักลงทุนเชิงรับ (passive investors) ซึ่งนักลงทุนกลุ่มแรกจะมีมากกว่า นักลงทุนกลุ่มหลังมีน้อยกว่าและหวังผลตอบแทนแค่เพียงค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ผลลัพธ์โดยรวมของนักลงทุนเชิงรุกย่อมถูกค่าใช้จ่ายกัดกิน จนได้ผลตอบแทนต่ำกว่านักลงทุนเชิงรับ ฝีมือของนักลงทุนเชิงรุกไม่สามารถก้าวข้ามค่าใช้จ่ายไปได้

เพราะฉะนั้น บัฟเฟตต์จึงแนะนำว่า นักลงทุนโดยทั่วไปจะทำผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นได้ดีกว่ามาก ถ้าลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทนที่จะไปลงทุนในกองทุนเชิงรุก โดยเฉพาะกองทุนแบบ funds of funds ซึ่งบัฟเฟตต์เชื่อว่า กลุ่มของนักลงทุนที่ไม่ทำอะไรเลย (do-nothing investors — คือลงทุนในกองทุนดัชนีแล้วถือไปเรื่อย ๆ) จะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ มีย่อหน้าหนึ่งที่น่าสนใจคือ บัฟเฟตต์อธิบายเพิ่มให้ว่า แน่ล่ะ มันต้องมีนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้วในระยะยาว แต่บัฟเฟตต์ระบุได้ประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้นที่จะมีความสามารถแบบนี้ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทั้งรายใหญ่รายเล็กควรยึดอยู่กับการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (“Both large and small investors should stick with low-cost index fund”)

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังได้เล่าเรื่องน่าสนใจให้ฟังอีกว่า หลายต่อหลายปี เขาจะถูกถามจากคนอื่น ๆ เรื่องวิธีลงทุน ซึ่ง บัฟเฟตต์จะแนะนำเป็นประจำว่า ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (เขายกตัวอย่าง กองทุนดัชนี S&P500 Index) ซึ่งก็มีบางคนเชื่อตามคำแนะนำนี้ หากแต่ไม่มีนักลงทุนประเภทที่รวยมาก ๆ เช่น นักลงทุนรายบุคคลที่มีเงินลงทุนเยอะ ๆ นักลงทุนสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ ที่เลือกจะทำตามคำแนะนำของเขา พวกเขาจะบอกว่า ขอบคุณ แล้วก็เดินตามเสียงเพรียกมรณะไป (บัฟเฟตต์เปรียบกับ siren song ของนางเงือก)

เสียงเรียกที่ Buffett เรียกว่าเสียงเพรียกมรณะนั้นมาจากเสียงของค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือในหลายครั้งก็คือการเรียกหาผู้แนะนำการลงทุนที่ขยันให้คำแนะนำแก่เราว่าจงซื้อ ๆ ขาย ๆ กองทุนรัว ๆ (hyper-helper consultant) โดยคำแนะนำจะมาในรูปของการลงทุนแบบแฟชั่น หาสไตล์จับจังหวะลงทุน หาคำทำนายหรือแนวโน้มเศรษฐกิจ มาให้เราซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นไปมา

เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า นักลงทุนเหล่านี้มีเงินลงทุนจำนวนมาก เป็น the financial “elites” อยากได้บริการการลงทุนหรือคำแนะนำซื้อขายที่มันดูหรูหราพิเศษ ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่คำกล่าวที่ว่า

“เมื่อคนที่มีเงิน ได้เจอคนที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ คนที่มีประสบการณ์จะจบลงด้วยการได้เงินไป ส่วนคนที่มีเงินจะต้องเสียเงินไปและได้รับประสบการณ์ (แย่ ๆ) กลับมาแทน”

โดยสรุป คำแนะนำสุดท้ายของบัฟเฟตต์ได้เตือนให้เราระวัง 4 ตัวอักษร คือ -fees- (ถ้าเป็นภาษาไทยก็อาจจะเป็น 3 คำ คือ -ค่าใช้จ่าย- หรือ – ค่าธรรมเนียม- ที่ต้องระวังให้ดีก็เพราะว่า

“ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล”

Poor investment performance accompanied by huge fees. —Warren Buffett

นักลงทุนอาจจะสงสัยว่าแล้ว กองทุนที่ลงทุนในกองทุนอื่น ๆ หลายกอง (funds of funds) ในประเทศไทยมีไหม ตอบเลยครับว่า มี! แล้วก็ลักษณะคล้าย ๆ กันนี่ล่ะ คือ กองทุนพวกนี้จะเอาเงินไปลงทุนในกองทุนอื่นอีกหลาย ๆ กอง ที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุนประเภทที่เอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศครับ ซึ่งอย่างบางกองทุนก็เอาเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศหลาย ๆ กอง โดยพวกเขาก็จะโปรยคำเชื่อมั่นว่า พวกเขามีความสามารถในการ “คัด” และสามารถ “เลือก” กองทุนที่เป็นผู้ชนะ หรือสามารถ “สลับ-สับ-เปลี่ยน” ไปยังกองทุนอื่น ๆ ที่มีความสามารถดีกว่าได้ และสามารถ “จับจังหวะ” ลงทุนได้ด้วย

กองทุนพวกนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ และเป็นค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน เช่น คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี (annual management fees) ให้กับกองทุนแม่ในไทย สมมติปีละ 1.5% บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมแล้วอาจจะตก 2% ต่อปี แล้วยังต้องไปเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บจากกองทุนที่กองทุนแม่ในไทยไปลงทุนอีก สมมติอีก 2% เท่ากับว่า นักลงทุนเสียค่าใช้จ่าย หรือในมุมกลับ เสียเงินเสียผลตอบแทนไปแล้ว 4% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายระดับนี้ นักลงทุนหวังผลตอบแทนสูง ๆ แบบชนะตลาดหุ้นหรือดัชนีชี้วัดยากครับ เอาแค่ไม่ให้ผลตอบแทนแพ้ตลาดแบบหลุดรุ่ยก็น่าจะต้องเชียร์จนหืดจับแล้ว


บทความแนะนำ

(1) กองทุนดัชนี (index funds)

(2) รวมคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนดัชนี

(3) กองทุนดัชนีในประเทศไทย

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี แต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 ไป ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 41 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง? และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1,542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9,065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น

เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของตลาดหุ้น ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.62% ต่อปี !!!!!!!!!


ทั้งหมดนี้ บอกเราได้ว่า

  1. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี (ขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ)
  2. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม¹
  3. เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ (ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”)
  4. จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ (กรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง) ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว
  5. เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่า ตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน (เพราะดัชนียังไม่ทะลุจุดสูงสุดเดิม – 1,753 จุด) แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ สู้ ๆ



¹
มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วเงินปันผลเป็นผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่สำคัญของตลาดหุ้น รวมไปถึงหุ้นรายตัวด้วย เช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel (กรณีของหุ้นรายตัวก็เช่นกัน เงินปันผลทบต้นยังส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย เช่น กรณีของ Phillip Morris, Exxon Mobil) หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ