คลังเก็บป้ายกำกับ: Index Funds

กองหุ้น ผลตอบแทนเทียบ SET TRI (2549-2558)

ในระยะยาวแล้วค่อนข้างยากที่จะหา กองหุ้น หรือกองทุนหุ้นกองไหนสามารถชนะตลาดหุ้นได้ ซึ่งประเด็นนี้ในต่างประเทศค่อนข้างมีบทวิจัยและบทความแพร่หลายกอง แต่ในไทยผมพบว่า ไม่ค่อยจะมีใครทำ แถมหลายคนก็บอกว่า ตลาดหุ้นบ้านเรานั้น กองทุนแบบบริหารเลือกหุ้น (Actively Managed Funds) น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า เพราะตลาดหุ้นไทยยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ

หากแต่ส่วนตัวผมกลับเชื่อว่า ตอนนี้ตลาดหุ้นไทยกำลังพัฒนาไปสู่ยุคที่การจะหาผลตอบแทนส่วนเกิน (Alpha Return) จากตลาดหุ้นจะทำได้ยากขึ้นมาก ลองดูกรณีข้างล่างนี้ก็ได้ครับ

Investment Managers are not beating the market; the market is beating them.” — Charles D. Ellis[1. Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013), 1.]

อย่างที่ Ellis บอกครับ ในระยะยาวแล้วผู้จัดการกองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้น แทนที่ชนะกลับกลายเป็นว่าพวกเขาแพ้ตลาดหุ้นซะเอง

ผมได้ทำการเลือกกองหุ้นเรียงตามผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุด 2 ช่วงเวลา คือ 5 ปีย้อนหลัง กับ 10 ปีย้อนหลังจาก Morningstar Thailand (ใช้ข้อมูล ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2558) เลือกกลุ่ม Thai Equity Large-Cap กับ Mid-Small Cap โดยกองทุนเหล่านี้จะประกอบด้วยกองทุนหุ้นทั้งหมด (รวม LTF-RMF ด้วย) แต่จะตัดกองทุนประเภทลงทุนหุ้น 70-75% และตัดกองทุนดัชนีทิ้งด้วย เพื่อหาว่าจริง ๆ แล้วค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของกองทุนหุ้นไทยแบบบริหารทำได้เท่าไหร่กันแน่

โดยตัวตัดเชือกก็คือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index Total Return : SET TR) ซึ่งตัวชี้วัดนี้กำลังบอกว่า ถ้าเราลงทุนด้วยการซื้อหุ้นทั้งตลาดถือไว้ กับการสุ่มลงทุนในกองหุ้นที่เคลมตัวเองว่า สามารถคัดเลือกหุ้นชนะตลาดหุ้นได้ จริง ๆ แล้วพวกมันชนะได้จริงหรอ? หรือเรากำลังจ่ายค่าธรรมเนียมแพง ๆ ไม่รู้ตัวโดยที่ไม่ได้ประโยชน์ส่วนเพิ่มอะไรขึ้นมา

Case 1 : วัดผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10 ปี

กรณีนี้เราจะพบว่า จำนวนกองทุนหุ้นแบบคัดเลือกหุ้น (Active Funds) รวมทั้งสิ้น 120 กองทุน ทำผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 9.98% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นของ SET TR อยู่ที่ 10.79% ต่อปี (ห่างกัน 0.81% ต่อปี หรือกองทุนเหล่านี้เฉลี่ยแล้วทำผลตอบแทนได้แค่ 92.5% ของตลาดหุ้น) ถ้าคุณลงทุนด้วยเงิน 10,000 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้วใน SET TRI คุณจะมีเงินทั้งสิ้นตอนนี้ที่ 29,276 บาท แต่กองทุนรวมโดยเฉลี่ยจะทำเงินให้คุณที่ 27,017 บาท หายไปประมาณ 2,200 บาท หรือเกือบ 10%

อีกอย่างที่น่าสังเกตคือ น 120 กองทุนนี้มีแค่ 43 กองทุนเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้สูงกว่า SET TR หรือคิดเป็นจำนวนเพียง  35.83% เท่านั้น หมายความว่ากองทุนอีก 77 กองหรือ 65% ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าตลาดหุ้นครับ

Case 2 : วัดผลการดำเนินงาน กองหุ้น ย้อนหลัง 5 ปี

กรณีนี้ล่ะครับที่ค่อนข้างยืนยันความคิดผมว่า ตลาดหุ้นไทยไม่หมูอีกแล้ว เพราะ 5 ปีย้อนหลังคือช่วง 2011-2015 ซึ่งถือว่ามีผู้เล่นในตลาดหุ้นจำพวกนักลงทุนสถาบันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะในไทยเองหรือมาจากต่างประเทศ ทำให้ตลาดหุ้นเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลคือรอบนี้มี Active Funds ให้ตัดเชือกรวม 154 กองทุนครับ ในขณะที่ SET TR ทำผลตอบแทนย้อนหลังได้ 8.37% ต่อปี

เหล่าผู้ท้าชิงของเรา กองหุ้นแบบบริหารจัดการโดยเฉลี่ยทำผลตอบแทนทบต้นย้อนหลังได้เพียง 6.78% หรือทำได้แค่ 81% ของผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ และมีจำนวนเพียง 50 กองเท่านั้นที่ชนะ SET TR พูดอีกแบบก็คือ กองหุ้นเกือบ 70% ทำผลตอบแทนได้แย่กว่าตลาดหุ้น

Case 3 : ถ้าเลือกลงทุนกองทุนดัชนีแทนกองทุนบริหาร

ผมใช้กองทุนทหารไทย SET50 เป็นตัวแทน เพราะตั้งมานานสุด (2544) เราจะพบว่า กองทุนทำผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปีได้เฉลี่ย 9.34% ต่อปี และ 5 ปีเฉลี่ย 6.13% ต่อปี ซึ่งถ้าเอามาเทียบตำแหน่งผลตอบแทนแล้วจะพบว่า

ช่วงระยะเวลา 10 ปีนั้น จำนวน 120 กองทุน มีเพียง 42 กองทุนที่แพ้ทหารไทย SET50 หรือพูดอีกแบบว่า กองทุน TMB50 มันทำผลตอบแทนชนะแค่ 35% ของกองทุนทั้งหมด (ซึ่งต่างจาก SET TRI ที่ชนะถึง 65%)

ส่วนช่วง 5 ปีย้อนหลัง กองทุนทหารไทย SET50 ชนะ 57 จาก 154 กองทุน หรือชนะกองทุนประมาณ 40% (ในขณะที่ SET TRI ชนะกองทุนเกือบ 70%)

บทสรุป

กองหุ้น ส่วนใหญ่ในบ้านเราในแต่ละช่วงเวลา เฉลี่ยแล้ว 60-70% จะแพ้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นครับ (สอดคล้องกับบทวิจัยก่อนหน้าของผมที่ว่า กองทุน LTF ส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้น) จึงมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่ในระยะยาวนั้นกองทุนแบบบริหารจัดการคัดเลือกหุ้น (actively managed funds) ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนได้สูงพอจะชนะตลาดหุ้น

ถ้าหากคุณคาดหวังแบบชนะตลาดหุ้น 2% ต่อปี ผมจะบอกให้ว่า ในช่วงเวลา 10 ปี มีแค่ 6 จาก 120 กองทุน และในช่วง 5 ปีย้อนหลัง มีแค่ 17 จาก 154 หรือพูดกว้าง ๆ ได้ว่า จะหากองทุนที่ชนะตลาดหุ้นระยะยาวแบบได้ส่วนเกิน +2% ต่อปี คุณต้องงมกองทุนด้วยโอกาสความน่าจะเป็นเพียง 5-10% ให้ได้ และความยากอยู่ที่

(1) คุณต้องรู้ว่าอีก 5, 10, 20, 30 ปีข้างหน้าใครจะผลตอบแทนอยู่ลำดับแรก

(2) คุณรู้ผู้ชนะไม่พอ คุณต้องถือผู้ชนะนั้นตลอด 5, 10, 20, 30 ปีด้วย

(3) มันยากตั้งแต่หาข้อ 1 แล้วครับ เพราะผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถบอกผลตอบแทนในอนาคตได้ (โปรดดูตัวอย่างจากกอง LTF >Click)

ลองเดาดูก็ได้ครับว่าใครจะเป็นที่ 1 ในอีก 20, 30 ปีข้างหน้า โดยดูผลตอบแทนย้อนหลังตอนนี้ ซึ่งสีฟ้าที่เน้นไว้คือจะให้เห็นว่ามีโอกาสต่ำกว่าครึ่งที่คุณปาเป้าที่ 1-10 แล้วมันจะไม่อยู่ในช่วงเวลาถัดไป

11111

ซึ่งถ้าคุณคิดว่าเดาไม่ถูกแน่ ๆ อันนี้ถือว่าคุณได้เริ่มต้นเห็นทางสว่างแล้วครับ เพราะในต่างประเทศนั้นวิธีที่ดีที่สุดที่จะลงทุนหุ้นระยะยาวก็คือ

ลงทุนใน “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” 

ซึ่งปัญหามันก็อยู่ที่ตรงนี้ครับ บ้านเรานั้นเก็บค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมกองทุนดัชนีค่อนข้างแพงมาก (เก็บกันที่ 0.6-0.9% ต่อปีเลยทีเดียว) ทำให้กองทุนพวกนี้ไม่โชว์ผลตอบแทนที่เห็นชัดเจนว่า ในระยะยาวกองทุนดัชนีชนะกองทุนบริหารได้เกือบ 70-80%

ขอจบบทความนี้ด้วยคำกล่าวสำคัญของ Warren Buffett ในรายงานประจำปี 1996 ที่ว่า

“Let me add a few thoughts about your own investments.  Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.”

ก็อย่างที่บัฟเฟตต์ว่าครับ “วิธีที่ดีที่สุดที่ (คนส่วนใหญ่) จะลงทุนในหุ้นสามัญก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่คิดใช้จ่ายต่ำที่สุด” ในระยะยาวนั้นผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายของคุณจะดีกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น ถ้าไม่เชื่อลองดูข้างบนก็ได้ครับว่า ในระยะยาวนั้นมีกองทุนจำนวนน้อยนิดที่จะชนะตลาดหุ้นได้จริง ๆ

บทความอื่นที่แนะนำ

(1) ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(2) ความเสียเวลาในการนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลังกองทุน

(3) กองทุนดัชนี (index funds) คืออะไร?


** บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

LTF กองไหนดี

พอถึงช่วงเวลาสิ้นปีได้วนมาครบบรรจบอีกรอบ เหล่าผู้มีรายได้ก็จะเริ่มมองหาการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เพื่อลดหย่อนภาษี ด้วยสรรพคุณที่จำง่าย ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ซื้อแล้วถือยาว 7 ปี และซื้อปีไหนก็ได้ไม่บังคับซื้อทุกปี (อันนี้คือเงื่อนไขภาษีคร่าวๆนะครับ) ทำให้มันเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ใครๆหลายคนเลือกเป็นตัวเลือกแรกๆ แต่ทว่าคนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่ามันลดภาษีได้เป็นหลัก หลายๆคนก็เลยปาลูกดอกเล่น ซื้อกองทุน LTF เจ้าไหนก็ได้เอาฉันสะดวกพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดครับ!

LTF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนใน “หุ้น” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือ “SET” ดังนั้น การถือครองถึง 7 ปีย่อมทำให้ผลตอบแทนของกองทุนสะท้อนผลตอบแทนหุ้นได้อย่างดี (จากสถิติคำนวณย้อนหลัง 2002 – พฤศจิกายน2015 Rolling Return ของผลตอบแทนตลาดหุ้นรวมเงินปันผลอยู่ที่ 13.5% กว่าต่อปี หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนในหุ้นวันไหนก็ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วถือยาวถึง 7 ปี ผลตอบแทนที่ได้รับจะเฉลี่ยอยู่ที่ 13.5% ต่อปี และที่น่าสนใจคือ ค่าต่ำสุดของผลตอบแทนคือ 5.1% นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาที่ทดสอบย้อนหลังนั้น ารถือครองหุ้นทั้งตลาดเป็นเวลา 7 ปี ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกตลอด ไม่ขาดทุน  โดยคุณสามารถลงทุนอย่างเรียบง่าย สบายๆ เพียงแค่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดแล้วถือครองให้ยาวพอ ด้วยวิธีที่ดีที่สุดในการจะทำแบบนี้ คือ ซื้อ ” Index Fund” หรือกองทุนดัชนี

คำถามก็คือ ถ้าเราเลือกลงทุน LTF โดยใช้ Active Funds หรือกองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาเลือกหุ้นให้ ในเวลา 10 ปีย้อนหลังที่ผ่านมามีกี่กองที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น(รวมเงินปันผลทบต้น)

จากการดึงข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2015 ย้อนหลังไป 10 ปี เราจะได้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นรวมเงินปันผลทบต้น (SET Index Total Return หรือ “SET TR”) ที่ 11.79% ต่อปี ในขณะที่ กองทุน LTF ที่ตั้งเกิน 10 ปีมาแล้วมี 26 กองทุน ผลตอบแทนเฉลี่ยของพวกเขาคือ 10.21% (สูงสุด 15.65% ต่ำสุด 4.2%) ซึ่งจะมีเพียง 6 กองทุนจาก 26 กองที่ชนะ SET TR หรือคิดเป็น 22% เท่านั้น หมายความว่า กองทุนประมาณ 80% ทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าตลาดหุ้น โดยน้อยกว่าเฉลี่ย 1.58% ต่อปี !!!!  หรือทำผลตอบแทนได้เพียง 86.5% ของผลตอบแทนรวมตลาดหุ้น

10Y
Data as of 27/11/2015  source : Morningstar, SET

จากข้อมูลข้างบน เราจะตั้งข้อสังเกตกันได้อีกครับ ถ้าเราซื้อกองทุนดัชนีที่ใกล้เคียงที่สุด คือ กรุงศรีหุ้นระยะยาว SET50 ซึ่งได้ผลตอบแทน 9.8% ต่อปี ก็ยังห่างจากผลตอบแทน SET TR ถึง 1.99% ต่อปี และทำผลตอบแทนชนะกองทุนได้เพียงแค่ 10 กองทุน (ชนะประมาณ 40% ของกองทุนทั้งหมด) ซึ่งผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นจะชนะกองทุนได้กว่า 80% แต่กองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้นกลับชนะได้น้อยกว่ามากๆ นั่นก็เพราะเหตุผลเดียวคือ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม (Total Expense Ratio) ครับ นั่นคือ ถ้ากองทุนดัชนีพวกนี้คิดค่าใช้จ่ายน้อยลงจะทำให้โอกาสที่พวกมันจะชนะกองทุนบริหารทั้งหลายนั้นสูงขึ้นมาก

การที่กองทุน Active Funds (LTF) ส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับทางตะวันตกครับ ซึ่งได้พิสูจน์กันมาแล้วว่า ระยะยาว กองทุนบริหารที่คัดเลือกหุ้นมีน้อยมากที่ระยะยาวจะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น ยิ่งกองดัชนีในต่างประเทศ อย่างเช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนเพียงปีละ 0.05% ต่อปียิ่งทำให้พวกมันทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงตลาดหุ้นจริงๆ จึงทำให้พวกกองทุนบริหารกว่า 70-80% ไม่สามารถทำผลตอบแทนดีกว่าพวกมันได้

ประเด็นสั้นๆ 1 บรรทัดที่สำคัญคือ ในระยะยาวนั้น

“ค่าใช้จ่ายบ่งบอกผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคตมากที่สุด”

เพราะในระยะยาวมีกองทุนน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น คุณแทบจะทำนายไม่ได้เลยว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้ากองทุนไหนจะทำผลตอบแทนได้ที่ 1 หรือ 2 เพราะฉะนั้นการมานั่งเสียเวลาไปกับการไล่ล่าหากองทุนที่ผลตอบแทนดีเป็นการเปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เชื่อลองดู 5 ปีล่าสุดก็ได้ครับ

5 ปีล่าสุดนั้น ผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยอยู่ที่ 7.52% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนของ SET TR อยู่ที่ 10.39% ต่อปี ส่วนต่างคือ -2.87% ต่อปี หรือเท่ากับว่ากองทุน LTF ส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนหายไปซึ่งคิดเป็น 27% ของผลตอบแทนตลาดหุ้นที่คุณควรจะได้รับครับ และมีเพียง 11 จาก 52 กองทุนเท่านั้นที่ชนะ SET TR (เท่ากับว่ามีแค่ 20.8%จากทั้งหมดที่สามารถชนะตลาดหุ้นได้)โดยลำดับก็ไม่เหมือนเดิมกันด้วย เพราะ 6 กองทุนที่ชนะ SET TR ของ 10 ปีที่แล้ว โผล่มาชนะในรอบ 5 ปีนี้แค่ 4 กองทุนเท่านั้น

5Y

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองทำแบบ 3 ปีย้อนหลังบ้างครับ คราวนี้มี LTF แค่ 10 กองเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น ( ประมาณ 80% ของกองทุนจาก 52 กองทุนพ่ายแพ้กับตลาดหุ้นอีกแล้ว) โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยครั้งนี้อยู่ที่ 3.42% ต่อปี ในขณะที่ SET TR อยู่ที่ 5.15% นั่นคือ ส่วนต่างความพ่ายแพ้ครั้งนี้อยู่ที่ 1.73% ต่อปีครับ หรือกองทุน LTF ส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้เพียงแค่ 66.4% จากที่ตลาดหุ้นทำได้ (ขออนุญาตไ่ม่ใส่รูปครับ)

มาถึงตรงนี้ เราก็ได้ตัวเลขสักทีว่า กองทุนที่มีผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังชนะตลาดหุ้น ซึ่งมีทั้งหมด 6 กองทุนนั้น มี 4 กองทุนที่สามารถชนะตลาดหุ้น 5 ปีย้อนหลังได้ และเหลือแค่  3 กองทุนเท่านั้นที่ชนะในช่วงเวลา 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งใน 3 กองนี้มีเพียงแค่กองเดียวที่ชนะ ทั้งช่วงเวลา 10 ปี 5 ปี 3 ปี แถมถ้าทำการติดตามต่อในปีล่าสุด (2015) ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีล่าสุด กองดังกล่าวได้แพ้ตลาดหุ้นไปเรียบร้อยยยย

ผมกำลังจะชี้ให้เห็นครับว่าในระยะยาวแล้ว ไม่มีผู้ชนะในวงการกองทุนรวมหุ้นที่ถาวร ทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนกลุ่มหนึ่งที่ชนะตลาดหุ้นแล้วก็จะกลับมาแพ้ หรืออาจจะหายไปเลย การมานั่งไล่หาว่ากองทุนไหนชนะตลาดหุ้นในปีนี้ ปีหน้า 3 ปี 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เสียเวลาเปล่าๆครับ ทางเลือกที่ดีที่สุดที่พิสูจน์กันมาแล้วในฝั่งตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว คือ “ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” (Stay invest & Stay hold index fund) 

ซึ่งตรงนี้บ้านเรามี LTF กองดัชนีค่าใช้จ่ายต่ำสุดก็ประมาณ 0.7-0.8% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างสูง ทำให้มันยังไม่สามารถโชว์ผลตอบแทนที่โดดเด่นออกมาได้  แต่ SET TR ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า กองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นในระยะยาวนั้นหาได้ยากมาก ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งงมยากเหมือนเข็มในกองฟาง จึงได้แต่หวังว่าสักวันจะมีบลจ.สักที่ที่คิดค่าใช้จ่ายกองทุนรวมดัชนีต่ำๆ เพื่อประโยชน์ของนักลงทุนครับ

วัตถุประสงค์สำคัญในการเขียนบทความนี้ของผมขึ้นมาก็คือ อยากให้นักลงทุนได้รับรู้ข้อมูลว่าจริงๆแล้ว “กองทุนหุ้นโดยส่วนใหญ่ในระยะยาวทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น” แม้แต่กองทุนที่ชนะตลาดหุ้นในวันนี้ อนาคตก็อาจจะแพ้ได้ เพราะมันวกกลับสู่ค่าเฉลี่ย “Reversion to the Mean” (RTM)

ซึ่งปัจจัยสำคัญอันแรก ก็คือ กองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้ อาจจะมาจากฝีมือการคัดเลือกหุ้นที่พลาดไป หรือ เพราะความมีประสิทธิภาพของตลาดหุ้นเองทำให้การชนะมันเป็นเรื่องที่ลำบาก

ผสมกับปัจจัยที่สองที่สำคัญกว่า นั่นคือ

“ระยะยาวแล้วค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนทำลายผลตอบแทนของนักลงทุนมากที่สุด”

 เพราะต่อให้ผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นถึงปีละ 1.2% แต่ถ้าค่าใช้จ่ายรวมต่อปีของกองทุนคือ 2-3% ต่อปี ยังไงก็แพ้ตลาดหุ้นอยู่ดีครับ

ถ้าระยะยาวตลาดหุ้นทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกองทุนปีละ 2-3% ต่อปี เท่ากับว่าคุณต้องเสียผลตอบแทนที่ควรได้รับไปถึง 20-30% เลยทีเดียว


 

บนโลกการลงทุนสมัยนี้ที่ใครๆก็พยายามจะหาวิธีเลือกกองทุนหุ้นอย่างเช่น LTF ที่มีผลตอบแทนสูงสุด ไล่ล่าเสียเวลาไปกับการนั่งติดตามการจัดอันดับ คำแนะนำคือ เราไม่ควรทำแบบนั้นตามฝูงชน ครับ

สำหรับแนวทางในการลงทุน LTF จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า

A) ลงทุนในกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีสม่ำเสมอ และเราสบายใจในการถือ

B) เชื่อมั่นในกองทุนดัชนีโดยเลือกลงทุนในกองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

เพราะทั้งนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่จะวัดว่าระยะยาวผลตอบแทนของนักลงทุนจะดีหรือไม่ อย่างเช่น การอดทนถือกองทุนให้ได้ยาวๆ เกิน 10 ปีขึ้นไป, การมีวินัยในการซื้อกองทุน ฯลฯ เพียงแต่ว่าบันไดก้าวแรกควรจะต้องรู้ตัวเองก่อนครับว่า การเสียเวลาไปกับการหากองทุนร้อนแรง การนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง การนั่งฟังคนขายพูดถึงผลตอบแทนล่าสุด หรืออ่านบทความแนะนำกองนู้นนี่นั้น เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าๆ เพราะ Past Performance ผลตอบแทนย้อนหลัง ทำนายอนาคตแทบจะไม่ได้เลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ เราจะได้เลิกนั่งติดตามกองทุนต่างๆ และเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นที่ส่งผลดีกับการลงทุนของเราครับผม ^^


บทความนี้เขียนขึ้นโดยต้องการให้ความรู้กับนักลงทุน และไม่มีวัตถุประสงค์ในการชี้ชวนหรือแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด 

LTF กองไหนดี ? : คำถามซึ่งไม่ไร้คนพยายามตอบ

LTF กองไหนดี ?

พอถึงช่วงเวลาสิ้นปีได้วนมาครบบรรจบอีกรอบ เหล่าผู้มีรายได้ก็จะเริ่มมองหาการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เพื่อลดหย่อนภาษี ด้วยสรรพคุณที่จำง่าย ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ซื้อแล้วถือยาว 7 ปี และซื้อปีไหนก็ได้ไม่บังคับซื้อทุกปี (อันนี้คือเงื่อนไขภาษีคร่าว ๆ นะครับ) ทำให้มันเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ใครหลาย ๆ คนเลือกเป็นตัวเลือกแรก ๆ

ทว่า LTF กองไหนดี เมื่อคนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่ามันลดภาษีได้เป็นหลัก หลายคนก็เลยปาลูกดอกเล่น ซื้อกองทุน LTF เจ้าไหนก็ได้ เอาที่ฉันสะดวกพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดครับ!

1. อะไรคือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว?

LTF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนใน “หุ้น” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือ “SET” ดังนั้น การถือครองถึง 7 ปีย่อมทำให้ผลตอบแทนของกองทุนสะท้อนผลตอบแทนหุ้นได้อย่างดี (จากสถิติคำนวณย้อนหลัง 2002 – พฤศจิกายน 2015 พบว่า Rolling Return ของผลตอบแทนตลาดหุ้นรวมเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 13.5% ต่อปี หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นวันไหนก็ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วถือยาวถึง 7 ปี ผลตอบแทนที่ได้รับจะเฉลี่ยอยู่ที่ 13.5% ต่อปี และที่น่าสนใจคือ ค่าต่ำสุดของผลตอบแทนคือ 5.1%

นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาที่ทดสอบย้อนหลังนั้น การถือครองหุ้นทั้งตลาดเป็นเวลา 7 ปี ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกตลอด ไม่ขาดทุน  โดยคุณสามารถลงทุนอย่างเรียบง่าย สบาย ๆ เพียงแค่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดแล้วถือครองให้ยาวพอ ด้วยวิธีที่ดีที่สุดในการจะทำแบบนี้ คือ ซื้อกองทุนดัชนี (Index Fund)

คำถามก็คือ ถ้าเราเลือกลงทุน LTF โดยใช้ Active Funds หรือกองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาเลือกหุ้นให้ ในเวลา 10 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา มีกี่กองกันนะที่ทำผลตอบแทนได้ชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น

จากการดึงข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2015 ย้อนหลังไป 10 ปี เราจะได้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นรวมเงินปันผลทบต้น (SET Index Total Return หรือ “SET TR”) ที่ 11.79% ต่อปี

ในขณะที่ กองทุน LTF ที่ตั้งเกิน 10 ปีมาแล้วมี 26 กองทุน ผลตอบแทนเฉลี่ยของพวกเขาคือ 10.21% (สูงสุด 15.65% ต่ำสุด 4.2%) ซึ่งจะมีเพียง 6 กองทุนจาก 26 กองที่ชนะ SET TR หรือคิดเป็น 22% เท่านั้น นั่นเท่ากับว่า กองทุนประมาณ 80% ทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าตลาดหุ้น โดยทำได้น้อยกว่าเฉลี่ย 1.58% ต่อปี !!!  หรือทำผลตอบแทนได้เพียง 86.5% ของผลตอบแทนรวมตลาดหุ้น  😱

10Y
Data as of 27/11/2015  source : Morningstar, SET

จากข้อมูลข้างบน เราจะตั้งข้อสังเกตกันได้อีกครับ ถ้าเราซื้อกองทุนดัชนีที่ใกล้เคียงที่สุด คือ กรุงศรีหุ้นระยะยาว SET50 ซึ่งได้ผลตอบแทน 9.8% ต่อปี ก็ยังห่างจากผลตอบแทน SET TR ถึง 1.99% ต่อปี และทำผลตอบแทนชนะกองทุนได้เพียงแค่ 10 กองทุน (ชนะประมาณ 40% ของกองทุนทั้งหมด)

ซึ่งผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นจะชนะกองทุนได้กว่า 80% แต่กองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้นกลับชนะได้น้อยกว่ามาก ๆ นั่นก็เพราะเหตุผลเดียวคือ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม (Total Expense Ratio) ครับ นั่นคือ ถ้ากองทุนดัชนีพวกนี้คิดค่าใช้จ่ายน้อยลง จะทำให้โอกาสที่พวกมันจะชนะกองทุนบริหารทั้งหลายนั้นสูงขึ้นอย่างมาก

การที่กองทุน LTF ประเภทกองทุนบริหาร (Active Funds) ส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับทางตะวันตกครับ ซึ่งได้พิสูจน์กันมาแล้วว่า ในระยะยาวนั้น กองทุนบริหารที่คัดเลือกหุ้นมีน้อยมากที่ระยะยาวจะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น ยิ่งกองดัชนีในต่างประเทศ อย่างเช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนเพียงปีละ 0.05% ต่อปี ก็ยิ่งทำให้พวกมันทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงตลาดหุ้นจริง ๆ จึงทำให้พวกกองทุนบริหารกว่า 70-80% ไม่สามารถทำผลตอบแทนดีกว่าพวกมันได้

2. ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายกองทุน

ประเด็นสั้น ๆ 1 บรรทัดที่สำคัญคือ ในระยะยาวนั้น

“ค่าใช้จ่ายบ่งบอกผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคตมากที่สุด”

เพราะในระยะยาวมีกองทุนน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น คุณแทบจะทำนายไม่ได้เลยว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้า กองทุนไหนจะทำผลตอบแทนได้ที่ 1 หรือ 2 เพราะฉะนั้นการมานั่งเสียเวลาไปกับการไล่ล่าหากองทุนที่ผลตอบแทนดีที่สุด จึงเป็นการเปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เชื่อลองดู 5 ปีล่าสุดก็ได้ครับ

5 ปีล่าสุดนั้น ผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยอยู่ที่ 7.52% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนของ SET TR อยู่ที่ 10.39% ต่อปี ส่วนต่างคือ – 2.87% ต่อปี หรือเท่ากับว่ากองทุน LTF ส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนหายไปซึ่งคิดเป็น 27% ของผลตอบแทนตลาดหุ้นที่คุณควรจะได้รับครับ และมีเพียง 11 จาก 52 กองทุนเท่านั้นที่ชนะ SET TR (เท่ากับว่ามีแค่ 20.8%จากทั้งหมดที่สามารถชนะตลาดหุ้นได้) โดยลำดับก็ไม่เหมือนเดิมกันด้วย เพราะ 6 กองทุนที่ชนะ SET TR ของ 10 ปีที่แล้ว โผล่มาชนะในรอบ 5 ปีนี้แค่ 4 กองทุนเท่านั้น

5Y

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองทำแบบ 3 ปีย้อนหลังบ้างครับ คราวนี้มี LTF แค่ 10 กองเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น (ประมาณ 80% ของกองทุนจาก 52 กองทุนพ่ายแพ้กับตลาดหุ้นอีกแล้ว) โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยครั้งนี้อยู่ที่ 3.42% ต่อปี ในขณะที่ SET TR อยู่ที่ 5.15% นั่นคือ ส่วนต่างความพ่ายแพ้ครั้งนี้อยู่ที่ 1.73% ต่อปีครับ หรือกองทุนส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้เพียงแค่ 66.4% จากที่ตลาดหุ้นทำได้ 

มาถึงตรงนี้ เราก็ได้ตัวเลขสักทีว่า กองทุนที่มีผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังชนะตลาดหุ้น ซึ่งมีทั้งหมด 6 กองทุนนั้น มี 4 กองทุนที่สามารถชนะตลาดหุ้น 5 ปีย้อนหลังได้ และเหลือแค่  3 กองทุนเท่านั้นที่ชนะในช่วงเวลา 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งใน 3 กองนี้มีเพียงแค่กองเดียวที่ชนะ ทั้งช่วงเวลา 10 ปี 5 ปี 3 ปี แถมถ้าทำการติดตามต่อในปีล่าสุด (2015) ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีล่าสุด กองดังกล่าวได้แพ้ตลาดหุ้นไปเรียบร้อย  😯

3. LTF กองไหนดี : ผู้ชนะในระยะยาวมีจริงหรือไม่?

ผมกำลังจะชี้ให้เห็นครับว่า ในระยะยาวแล้ว ไม่มีผู้ชนะในวงการกองทุนรวมหุ้นที่ถาวร ทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนกลุ่มหนึ่งที่ชนะตลาดหุ้นแล้วก็จะกลับมาแพ้ หรืออาจจะหายไปเลย การมานั่งไล่หาว่ากองทุนไหนชนะตลาดหุ้นในปีนี้ ปีหน้า 3 ปี 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เสียเวลาเปล่า ๆ ครับ (Peter Lynch ก็เคยเตือนเรื่องนี้ว่ามันเปล่าประโยชน์)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 68.] ทางเลือกที่ดีที่สุดที่พิสูจน์กันมาแล้วในฝั่งตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว คือ “ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” (Stay invest & Stay hold an index fund) 

ซึ่งตรงนี้บ้านเรามี LTF กองดัชนีค่าใช้จ่ายต่ำสุดก็ประมาณ 0.7-0.8% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างสูง ทำให้มันยังไม่สามารถโชว์ผลตอบแทนที่โดดเด่นออกมาได้  แต่ SET TR ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า กองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นในระยะยาวนั้นหาได้ยากมาก ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งงมยากเหมือนเข็มในกองฟาง จึงได้แต่หวังว่าสักวันจะมีบลจ.สักที่ ที่ทำการคิดค่าใช้จ่ายกองทุนรวมดัชนีต่ำ ๆ เพื่อประโยชน์ของนักลงทุนครับ

วัตถุประสงค์สำคัญในการเขียนบทความนี้ของผมขึ้นมาก็คือ อยากให้นักลงทุนได้รับรู้ข้อมูลว่าจริงๆแล้ว กองทุนหุ้นโดยส่วนใหญ่ในระยะยาวทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น แม้แต่กองทุนที่ชนะตลาดหุ้นในวันนี้ อนาคตก็อาจจะแพ้ได้ เพราะมันมักวกกลับไปสู่ค่าเฉลี่ย “Reversion to the Mean” (RTM)

ซึ่งปัจจัยสำคัญอันแรก ก็คือ กองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้ อาจจะมาจากฝีมือการคัดเลือกหุ้นที่พลาดไป หรืออาจเพราะความมีประสิทธิภาพของตลาดหุ้นเองทำให้การชนะมันเป็นเรื่องที่ลำบาก โดยผสมกับปัจจัยที่สองที่สำคัญกว่า นั่นคือ

ในระยะยาวแล้วค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนทำลายผลตอบแทนของนักลงทุนมากที่สุด

 เพราะต่อให้ผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นถึงปีละ 1.2% แต่ถ้าค่าใช้จ่ายรวมต่อปีของกองทุนคือ 2-3% ต่อปี ยังไงก็แพ้ตลาดหุ้นอยู่ดีครับ หรือพูดอีกแบบให้เห็นภาพก็คือ ถ้าระยะยาวตลาดหุ้นทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกองทุนปีละ 2-3% ต่อปี เท่ากับว่าคุณต้องเสียผลตอบแทนที่ควรได้รับไปถึง 20-30% เลยทีเดียว

4. ข้อสนับสนุนเพิ่มเติม

งานวิจัยทางวิชาการของไทยก็ให้ผลไปในทางเดียวกันว่า กลยุทธ์ที่ซื้อกองทุน LTF จากผลตอบแทนที่ดีในอดีตไม่อาจชี้วัดได้ว่ากองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนดีในอนาคต และยังพบอีกว่า กองทุนรวม LTF หุ้นไทยโดยเฉลี่ยทำผลตอบแทนสุทธิ (net returns) ได้ต่ำกว่าผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์โดยห่างและทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นประมาณ 3% ต่อปี[1. ณัฐวุฒิ เจนวิทยาโรจน์, “ผลตอบแทนและความต่อเนื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่มีนโยบายเชิงรุก,” วารสารบริหารธุรกิจ นิด้า 22 (พฤษภาคม 2561): 61.]

โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF แบบ actively managed funds ในช่วงปี 2005-2016 อยู่ที่ 12.65% ต่อปี แต่ SET TR อยู่ที่ 15.73% (ห่างกัน 3.08% ต่อปี)[1. ibid., 70.] เงิน 10,000 ในตลาดหุ้นเป็น 57,723.34 แต่เงินในกองทุนบริหารโดยเฉลี่ยเป็นแค่ 41,761.33 ซึ่งห่างกันประมาณ 15,926 บาท! หรือหายไปเกือบ 28%!!

5. ทิ้งท้ายกับปัญหา LTF กองไหนดี ?

บนโลกการลงทุนสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็พยายามจะหาวิธีเลือกกองทุนหุ้นที่มีผลตอบแทนสูงสุด ไล่ล่าเสียเวลาไปกับการนั่งติดตามการจัดอันดับ คำแนะนำที่เรียบง่ายคือ เราไม่ควรทำแบบนั้นตามฝูงชน ครับ

สำหรับแนวทางในการลงทุนจึงอาจจะเป็นไปได้ว่า การเชื่อมั่นในการลงทุนเชิงรับ (passive investment)โดยเลือกลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด อาจเป็นแนวทางที่ดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง และไม่ใช่แค่เพียงลงทุนกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่จะวัดว่าในระยะยาว ผลตอบแทนของนักลงทุนจะดีหรือไม่ เช่น การอดทนถือกองทุนให้ได้ยาว ๆ เกิน 10 ปีขึ้นไป หรือการมีวินัยในการซื้อกองทุน ฯลฯ

เพียงแต่ว่าบันไดก้าวแรกนั้น นักลงทุนควรจะต้องรู้ตัวเองก่อนครับว่า การเสียเวลาไปกับการหากองทุนร้อนแรง การนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง การนั่งฟังคนขายพูดถึงผลตอบแทนล่าสุด หรืออ่านบทความแนะนำกองนู้นนี่นั้น เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่า ๆ เพราะผลตอบแทนย้อนหลัง (Past Performance) ทำนายผลตอบแทนในอนาคตแทบจะไม่ได้เลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ เราจะได้เลิกนั่งติดตามกองทุนต่าง ๆ และเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นที่ส่งผลดีกับการลงทุนของเราครับผม

บทความแนะนำ:

(1) ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(2) ปัญหาของการเลือกกองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลัง