คลังเก็บหมวดหมู่: Funds

ทองคำ และ กองทุนทองคำ เบื้องต้น – Gold 101

ทองคำ” เป็นโลหะชนิดหนึ่งที่อาจใช้ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ แต่มันได้ทำหน้าที่ (หรือจริง ๆ แล้วมีคนใส่หน้าที่ให้มันเพิ่มขึ้นต่างหาก) เช่น เป็นเงินทุนสำรองหนุนหลังการพิมพ์เงินและธนบัตร เป็นสินทรัพย์ที่มีราคาและเก็บเป็นสมบัติหรือมรดกตกทอดได้ ใช้บ่งบอกฐานะความร่ำรวยได้ และยังผูกพันกับชีวิตคนในหลายด้าน

สำหรับกรณีคนไทยก็เช่น สามารถเอา ทองคำ ไปหมั้นผู้หญิงได้ เอาไปหล่อพระพุทธรูปเพื่อเคารพสักการะก็ได้ แม้กระทั่งสำนวนสุภาษิตไทยก็เกี่ยวข้องกับทองตั้งหลายอัน ไม่ว่าจะเป็น เสียทองท่วมหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร เอาทองไปลู่กระเบื้อง กิ้งก่าได้ทอง ฯลฯ และถ้าถามถึงสุภาษิตเกี่ยวกับการให้ค่าทองคำของคนไทย ก็ต้องนึกถึงคำพูดติดปากที่ว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่” ในสายตาคนไทยสมัยก่อน คนที่รวยจริง ๆ ต้องถือ ทองคำ

1. ทองคำ กับการหนุนหลังระบบเงินตรา

ทองคำ ในบริบทที่น่าสนใจ คือการที่มันถูกนำมาเป็นเบื้องหลังทุนสำรองของประเทศ ซึ่งว่ากันว่า เงินที่เราใช้นี้ก็มีที่มาในสมัยก่อนจากทอง คือ เป็นกระดาษที่พิมพ์มาแทนทอง จะได้ใช้จ่ายคล่องขึ้น ไม่ต้องมีการส่งมอบทองจริง เปลี่ยนมาส่งแค่กระดาษแทน อันนำมาสู่กระบวนการซับซ้อนขึ้นว่า ถ้าจะพิมพ์เงินพิมพ์ธนบัตรคุณอาจทำได้ ขอแค่คุณมีทองคำมาหนุนหลังเพื่อเพิ่มความน่าน่าเชื่อถือ กระดาษที่สามารถแลกกลับเป็นทองได้จึงเป็นก้าวสำคัญของการเกิดขึ้นของเงินตรา

gold-is-money-2430052_640

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ทางอังกฤษซึ่งเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นได้นำ “ระบบมาตรฐานทองคำ” (Gold Standard) ที่มีฐานความคิดดังที่อธิบายมาใช้กับกับเงินปอนด์ โดยระบบมาตรฐานทองคำนี้คงอยู่มายาวนาน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยเหตุผลเกี่ยวเนื่องกับสภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากสงครามโลก จึงเกิดระบบการเงินใหม่ที่เรียกว่า ระบบมาตราปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบห่วงโซ่ต่อเนื่อง มีประเทศ A เป็นศูนย์กลางในการถือทองคำ ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้นก็เพียงแต่นำเงินตราของประเทศ A ไปถือไว้แทน ซึ่งในยุคนั้นสหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นประเทศศูนย์กลางในการถือทองคำแทนประเทศอื่น ๆ ในโลก และจุดนี้ทำให้อเมริกาในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นมหาอำนาจโลกในทางเศรษฐกิจ

และระบบการเงินก็ได้พัฒนาต่อมาสู่จุดที่ไม่จำเป็นต้องมีทองคำเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่นำเรามาสู่จุดนี้ก็คือ สหรัฐอเมริกา เจ้าเดิมนั่นเองครับ ที่ประกาศยกเลิกการผูกติดทองคำกับการพิมพ์เงิน และระบบการเงินได้ยกย่องสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นฐานและเครื่องมือหนุนหลังระบบของการแลกเปลี่ยนเงินตราของโลก ทำให้ทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีทองคำหนุนหลังในการพิมพ์เงินตราอีกแล้ว เพราะสามารถใช้ทุนสำรองในลักษณะที่เป็นการสะสมสกุลเงินดอลลาร์หนุนหลังการพิมพ์เงินตราแทน  (โดยอาศัยการเอาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามาเป็นเดิมพันการันตีแทนทอง)

แต่อย่างไรก็ตาม หลายประเทศก็ยังมีการถือทองคำเป็นทุนสำรองอยู่นะครับ คนที่ถือเยอะสุดก็คือ สหรัฐอเมริกา นั่นเอง ตามมาด้วยเยอรมัน และ IMF ครับ

gold reserve 2018

2. ทองคำในบริบทของสินทรัพย์(ที่ดูน่าจะ)ปลอดภัย(จริงหรือ?)

ทองคำถูกจัดเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven asset) เพราะว่ากันว่ามันเหมือนเป็นดั่งเครื่องชั่งคุณค่าของเงินตรา ถ้าวันใดฝั่งเงินตราโดยเฉพาะเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมา อีกฝั่งคือทองคำราคาจะสูงขึ้น มันจึงเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของนักวิเคราะห์สำหรับการพิจารณาตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะอัตราว่างงาน ตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่าง GDP หรือตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขอะไรก็ตามที่บ่งบอกสภาพเศรษฐกิจสหรัฐ ล้วนผูกพันไม่มากก็น้อยกับราคาขึ้นลงทองคำ นักวิเคราะห์ก็เลยมักจะมาคอยลุ้นเลขที่ออกกันบ่อย ๆ

แล้วมันก็จะแปลกตรงที่เขามีตัวเลขให้ลุ้นตื่นเต้นกันทุกวันเลยทีเดียวครับ หากใครอ่านบทวิเคราะห์จะพบตารางปฏิทินประกาศตัวเลขมากมายยิ่งกว่าวันหวยออก เช่น วันนี้ตัวเลขประกาศอัตราว่างงานลดเหลือ 6% พรุ่งนี้รายงานตัวเลขดัชนีการผลิตขึ้น 0.2% มะรืนนี้จะรายงานดอกเบี้ยเหลือ 0.5% โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำพูดของประธาน FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) ที่ออกมาพูดถึงนโยบายการเงินทีไร ทุกคนก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจยิ่งกว่ารางวัลที่ 1 พอบอกจะพิมพ์เงินเพิ่ม (ออกนโยบาย QE ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง) ทั้งหุ้นทั้งทองก็จะส่งผลเฮโลราคาพุ่งขึ้น

pexels-photo-366551

สมัยก่อนนั้นทองคำถูกนิยมเก็บสะสมในรูปทองรูปพรรณ (โดยเฉพาะทางฝั่งเอเชีย) ส่วนฝั่งสหรัฐ ยุโรป จะนิยมเก็บในรูปเหรียญทองคำเป็นรุ่น ๆ หรือรูปแบบของทองคำแท่ง แต่อย่างไรก็ดี วงการการเงินสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ เพราะทองคำในสมัยนี้ยังมีรูปแบบของทองคำกระดาษหรือทองคำในทางสัญญา เพราะมีการเก็งกำไรกันด้วยตราสารการเงินใหม่ ๆ ให้ผลตอบแทนอ้างอิงจากราคาขึ้นลงของทองคำ ใช้วิธีตัดส่วนต่างราคาซื้อหักลบราคาขายเอา ไม่ต้องมีการส่งมอบทองคำจริง ๆ เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ทองคำ (Gold derivatives) จึงมีคนกล่าวกันว่า ทองคำเริ่มจะไม่ปลอดภัยไม่ Safe heaven เหมือนเดิมแล้ว และทองกระดาษหรือสัญญาทองคำอาจจะมีมูลค่ารวมกันทุกสัญญาสูงกว่าทองจริง ๆ ที่ได้ผลิตกันขึ้นมาบนโลก

3. พาหนะในการลงทุนทองคำ

การลงทุนในทองคำสมัยนี้มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบซื้อเป็นทองคำจริง ๆ จะแบบแท่ง แบบรูปพรรณ (ทองเส้น) หรือจะลงทุนในกองทุนทองคำ (Gold funds) คือเอาเงินไปรวมกันเป็นก้อนใหญ่กับนักลงทุนรายย่อยอื่นเพื่อซื้อทองคำแล้วหาคนมาบริหารจัดการให้

ถ้าในระดับโลกจะมีกองทุนทองคำใหญ่ที่มีบทบาทสูง คือ SPDR Gold Trust/Share ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในหลายตลาดหุ้น เช่น ตลาดหลักทรัพย์ New York, Hong Kong, Singapore อธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับระบบกองทุนทองคำ คือ เอางี้นะ ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกส่งเงินมา เราจะรวมเป็นเงินก้อนบิ๊กบึ้มไปซื้อทองคำ หาที่เก็บ หาที่ดูแลรักษาให้ แต่เราขอค่าบริหารจัดการให้เรานิดนึง อันนี้คือหลักการ (concept) ของกองทุน SPDR ดังกล่าว

จากข้อมูลล่าสุดตอนนี้กองทุนดังกล่าวถือครองทองคำประมาณ 850 ตัน มากกว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ที่ครองอันดับ 9-10 ของประเทศที่ถือครองทองคำเป็นทุนสำรองเลยทีเดียวครับ

spdr8-5-18
ข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ของกองทุน ณ วันที่ 08/05/2018

สมัยก่อนราคาทองคำจะอิงกับค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก แต่สมัยนี้ชักจะเริ่มไม่ใช่ครับ เนื่องจากมีการเก็งกำไรกันสูงมาก และทองคำเป็นตัวสินค้าที่ Hedge Fund หรือกองทุนเก็งกำไร มุ่งลงมาหาเงินกับมันกันอย่างมาก กองทุนพวกนี้มีหน้าที่ทำกำไรสูง ๆ ให้กับผู้ร่วมลงทุน ซึ่งวิธีที่เขาใช้กันคือใช้ปัจจัยทางเทคนิค (ทำนายแนวโน้มราคาขึ้นหรือลง แล้วก็ทำการซื้อขายเอา)

และวิธีหนึ่งในการลงทุนทองคำอย่างไว ๆ ก็คือการเข้าซื้อ SPDR Gold นั่นเอง แนวทางการลงทุนทองคำสมัยใหม่สำหรับนักลงทุนจึงเป็นการลงทุนผ่านกองทุนทองคำนั่นเองครับ โดยเฉพาะกองทุนทองคำแบบ ETF ซึ่งสามารถซื้อขายได้ทันที (real-time)

gp.PNG

4. ราคาของ ทองคำ

ย้อนกลับมาดูกันเรื่องราคาทองคำบ้าง จาก goldprice.org เมื่อซัก 10 กว่าปีที่แล้ว ทองคำวิ่งที่ประมาณ 300-400 ดอลลาร์ต่ออนซ์ (troy ounce – เป็นหน่วยสากลของทองคำ) ตีเป็นเงินไทยนั้นน่าจะประมาณไม่เกิน 10,000 บาท (เราจะเห็นได้ว่าทองคำนั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูง และมีรอบของมัน และติดหล่มนานมาก)

จนเมื่อประมาณปี 2000 ราคาก็พุ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งสูงสุดแตะเกือบ 1900 เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2011-2012 และนั่นคือ ดอยทอง ที่คนติดทองกันสูงมาก หนาวสุดขั้วหัวใจ ราคาไทยก็ประมาณเกือบ 27000 บาทนั่นหล่ะครับ

และหลังจากยุคทะยานไม่หยุดหย่อนนั้น ทองคำก็ร่วงลงมาเรื่อย ๆ จนแตะ 1300 โดยเฉพาะตอนสงกรานต์ปี 2013 เป็นจุดร้องระงมที่ทำนักลงทุนจำนวนมากบาดเจ็บจากทองคำไปตาม ๆ กัน ทั้งร้านทอง คนซื้อทอง ซื้อกองทุนทอง คนลงทุนในสัญญาอนุพันธ์ทองคำ

กลับไปก่อนหน้านี้ที่พูดถึงกองทุน SPDR กองทุนนี้เค้าเคยถือทองคำถึง 1300 ตัน แต่ตอนช่วงต้นปี 2013 เป็นต้น กองทุนได้เคยขายทองหนัก ๆ เกือบ 300 ตัน (และปัจจุบัน 2018 เหลืออยู่เท่า ๆ เดิมที่ 850+) ถ้าจำหลักมันได้ คือ กองทุน SPDR รวมเงินทุกคนไปซื้อทองและจัดการให้ถูกไหมครับ งั้นคิดภาพถ้าทุกคนอยากขายหล่ะ ใช่ คำสั่งจะถูกส่งไปยังกองทุน และนั่นคือที่มาว่าทำไม ราคาทองมันลงเรื่อย ๆ เพราะกระแสคำสั่งขายล้วนระดมเข้าสู่โครงการกองทุน SPDR

และเมื่อมีคนขายอย่าง SPDR ก็ต้องมีคนซื้อ เวลาทองคำราคาตก ก็มีกลุ่มผู้ซื้อเก็บและกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากการที่ทองคำมีราคาลดลง เช่น พวกอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เหล่าธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติของแต่ละประเทศ

5. กองทุนรวมทองคำในไทย

ความสำคัญของกองทุน SPDR คือ กองทุนนี้เป็นกองทุนหลักที่กองทุนทองคำในบ้านเรามักจะไปลงทุนผ่านครับ เวลานักลงทุนทำการซื้อขายกองทุนทองคำ พวกกองทุน X-Gold กองทุนเหล่านี้ซึ่งมีกองทุน SPDR Gold Share เป็นกองแม่ ก็จะส่งคำสั่งซื้อขายต่อไปยังกอง SPDR

พูดให้เห็นภาพก็คือ นักลงทุนถือกองทุนทองคำในไทย ซึ่งกองทุนในไทยกองนั้น ไปลงทุนในกองทุน SPDR และ SPDR ไปลงทุนในทองคำ เราจึงถือทองคำผ่านระบบอ้อมหลายรอบหน่อย ๆ

และนักลงทุนต้องเข้าใจว่า กองทุนทองคำเนี่ย เวลาเราซื้อคือเหมือนเราซื้อทองคำที่ราคา ณ จุด ๆ นั้นนะครับ ซึ่งปกติก็คือราคาปิดทำการของวัน ผู้บริหารกองทุนไม่ได้มาจัดการซื้อขายจับจังหวะอะไรให้ มันแทบจะเหมือนซื้อทองคำจริง ๆ (แต่ไม่ซะทีเดียว) ถ้าราคาร่วงก็ร่วงจริง ๆ ต้องรอมันราคาขึ้นมา เช่น นักลงทุนที่ลงทุนซื้อกองทุนทองคำ ตอนราคาทองบาทละ 20,000 นักลงทุนก็จะมีต้นทุนที่ตรงนั้นนั่นล่ะครับ

กองทุนทองคำจึงไม่เหมือนกับพวกกองทุนหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนยังสามารถสับเปลี่ยนหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ หรือหุ้นที่กองทุนถืออาจมีการจ่ายปันผลเข้ามาเพิ่มกำไรให้นักลงทุนได้ แต่ว่า ทองคำนั้นตรงข้ามเพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอื่นนอกจากการที่คุณหวังให้ราคามันขึ้น ๆ ลง ๆ (คุณถือทอง 1 ก้อนผ่านไป 100 ปีคุณก็มีทองแค่ 1 ก้อนเช่นเดิมครับ มันไม่งอก)

ข้อตรงนี้ต้องระวังด้วย และการถือกองทุนทองคำก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การจ่ายค่าธรรมเนียมตอนเข้าซื้อหรือขายออก (0.5-1.0%) และการถือครองมันไว้ก็จะเสียค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน เช่น ค่าธรรมเนียมการบริการจัดการ อีกรวม ๆ 1.0-2.0% ต่อปี

การเลือกลงทุนทองคำในรูปแบบไหนก็มีต้นทุนอยู่ดีครับ การลงทุนทองคำหรือทองคำแท่ง คนเราก็จะพะวง บางคนก็เลือกจะเก็บไว้ที่บ้าน ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา เช่น เก็บในตู้เซฟ หรือบางคนอาจจะไปทำการเช่าตู้นิรภัยที่ธนาคาร การถือทองคำจริง ๆ จึงมีต้นทุนเช่นกัน ถึงกับมีสำนวนไทยว่า มีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว คือ มีทองนิดนึงเราก็พะวงไปต่าง ๆ นานาแล้ว

ในขณะที่การถือทองคำผ่านกองทุนรวมก็จะตัดปัญหาเรื่องการดูแลรักษาทองตรงนี้ไป แต่เราก็จะจ่ายในรูปค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุนแทนครับ

อีกอย่างคือผลตอบแทนทองคำมันผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ด้วย เราต้องตรวจสอบว่ากองทุนทองคำที่เราลงทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงินอย่างไรบ้าง เพราะสมมติถ้าราคาทองขึ้น (มักจะอิงเป็นราคาสกุลเงิน USD) มันจะมีปัญหาเวลาเราขายเอาเงินกลับมา เราต้องดูอีกว่า ถึงแม้เราจะได้กำไรจากราคาทองที่สูงขึ้น แต่ถ้าค่าเงินบาทเราแข็งค่าขึ้น เราก็อาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ครับเวลาเราขายกองทุน

6. ตราสารอนุพันธ์ทองคำ

ปกติตราสารอนุพันธ์จะมี 4 รูปแบบได้แก่ Forwards, Futures, Options และ Swaps ผมขออธิบายสักอันหนึ่งเป็นตัวอย่าง เอาแบบง่าย ๆ เลย นาย A ทำสัญญากับนาย B ว่า อีก 3 เดือนข้างหน้า นาย A จะขายทองคำจำนวน 10 บาทให้นาย B ที่ราคาบาทละ 20,000 บาท (มูลค่ารวม 200,000) และนาย B ตกลงจะจ่ายเงินให้นาย A ตามสัญญาดังกล่าวในวันนั้น ลักษณะสัญญาสร้างหนี้แก่ทั้งคู่จึงเป็น Gold Forwards นั่นหมายความว่า ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้า ราคาทองคำกลายเป็น 25,000 เท่ากับมูลค่าสัญญานี้จะกลายเป็น 250,000

ถามว่าใครได้ประโยชน์ครับ คำตอบคือ คนซื้อหรือนาย B ยังไงล่ะ เพราะแทนที่จะต้องซื้อทองคำนี้ในราคาบาทละ 25,000 ก็สามารถซื้อได้ตามสัญญาเพียงแค่บาทละ 20,000 จากนาย A (คนขาดทุนคือนาย A เพราะสามารถเอาทองไปขายได้จริง 25,000 แต่ถูกบังคับโดยสัญญาให้ต้องส่งมอบแก่นาย B มิฉะนั้นตนจะผิดสัญญา)

ในทางกลับกัน ถ้าทองคำเหลือบาทละ 15,000 แบบนี้คนขายคือนาย A จะได้กำไรเพราะขายทองได้ตั้ง 20,000 แก่นาย B และนาย B ก็จะขาดทุนเพราะแทนที่จะซื้อทองคำจากท้องตลาดในราคา 15,000 ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญายอมซื้อที่บาทละ 20,000

ความซับซ้อนอยู่ที่ว่า สัญญาทางการเงินเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีการส่งมอบทองคำจริง ๆ ก็ได้ หรือคู่สัญญาไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทองคำจริง ๆ ก็ได้ จึงเป็นที่มาว่าทำไมมูลค่าทองในกระดาษสูงกว่ามูลค่าทองคำแบบมีตัวตน (physical) ก็เพราะอาจจะมีทองจริงแค่จำนวนหนึ่ง แต่สัญญานั้นสามารถสร้างขึ้นได้เรื่อย ๆ บนทองจริงที่มีนั้น และอาจมีการตกลงทำสัญญาซ้อนสัญญาไปอีกแบบทบทวีเรื่อย ๆ

7. บทสรุปการลงทุน ทองคำ

นักลงทุนสามารถลงทุนทองคำได้หลายรูปแบบ ทั้งเก็บทองคำในลักษณะที่เป็นเหรียญ เป็นทองคำแท่ง เป็นทองรูปพรรณ เป็นสัญญา (อนุพันธ์) หรือทำการออมทองที่ห้างทองต่าง ๆ มีโปรแกรมนี้ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้าใจให้ดีและจำขึ้นใจ คือ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาเพราะมีการให้ราคา การที่ในอนาคตมันจะมีราคาเป็นอย่างใด ขึ้นอยู่กับคุณค่าและมุมมองของระบบการเงินในตอนนั้น

ด้วยเหตุนี้เราจึงหวังได้เพียงแค่คาดหวังว่าราคาทองจะสูงขึ้น และทองคำไม่มีผลตอบแทนอื่นใดนอกจากราคาให้เราเหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้น (ที่แสดงถึงส่วนในกิจการของบริษัทและมีการจ่ายปันผลให้) หรือ อสังหาริมทรัพย์ ที่มีค่าเช่าหรือผลผลิตจากการทำเกษตรในที่ดินนั้น

อย่างไรก็ดี มีนักลงทุนหลายคนที่ไม่ชอบทองคำนะครับ และคำพูดเจ็บถึงใจที่พวกเขาโต้ว่าการลงทุนทองไม่ดีอย่างที่คิด ก็เช่น คนซื้อทองเนี่ยทำได้เพียงแค่ลูบ ๆ คลำ ๆ มันเท่านั้นหล่ะ ดอกเบี้ยอะไรก็ไม่ให้ เก็บไว้ 10 ปีก็ไม่งอก ได้แต่นอนรอสักวันราคาจะขึ้นตามความเชื่อเท่านั้นเอง

นักลงทุนในตำนานคนหนึ่งที่ไม่ชอบการลงทุนในทองคำ คือ Warren Buffett ซึ่งเห็นว่า ถ้านำทองคำทั้งโลกมาแปลเป็นเงินตราแล้วเอาไปซื้อบริษัทอย่าง Exxon Mobil หรือซื้อที่ดินทั้งอเมริกา มันจะมีประโยชน์มากกว่าเยอะ เพราะสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์และกิจการต่าง ๆ สามารถสร้างผลผลิตที่แท้จริง เช่น ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าและบริการ แบบที่การถือทองคำเอาไว้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้เลย

อีกทั้งหลายคนยังเชื่อว่า ทองคำได้สูญเสียลักษณะของสินทรัพย์ลงทุนอันแสนปลอดภัยไปแล้ว และได้เข้าสู่โลกแห่งการเก็งกำไรอย่างรุนแรงแทน แถมจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทองคำได้ทำลายความเชื่อที่ว่า “ทองมีแต่ขึ้นไม่มีลง” ที่หลายคนเชื่อถือและบูชาความคิดนี้กันซะราบคาบ

สมัยก่อนถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ทองคำ สมัยนี้ทุกคนขับรถหนีจากถนนทองคำ แต่ขึ้นเครื่องบินทุกสายไปสู่ตลาดหุ้นแทน และตลาดการเงินมักซ้ำรอยเดิม เดี๋ยวก็จะเกิดเหตุการณ์สักวันหนึ่งที่ถนนทุกสายยูเทิร์นกลับมาฮิตลงทุนทองคำกันอีกรอบ พร้อมคำพูดที่ว่า “ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” ซึ่งว่ากันว่าเป็นคำพูดที่น่ากลัวที่สุดในตลาดการเงินและลงทุนครับ

การนิ่งและไม่เคลื่อนไหว

ในการลงทุนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะสร้างความเข้าใจและภาพจำในหัว ให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำอะไรบ่อย ๆ ซื้อขายเยอะ ๆ ในตลาดหุ้น น่าจะเป็นคนที่เก่งและคงประสบความสำเร็จในการลงทุน ตลาดหุ้นจึงดูเป็นตลาดของคนที่ไม่อยู่นิ่ง และความเชื่อนี้ก็ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่า การไม่อยู่นิ่ง ซื้อขายบ่อย ๆ ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเหตุการณ์ เป็นคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ควรทำตาม ว่าแต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว การเคลื่อนไหวบ่อยในตลาดหุ้นน่าจะนำคุณไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงต่างหาก ด้วยเหตุผลประการสำคัญเลย ก็คือ ทุกการเคลื่อนไหวในการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้น จะมี “ค่าใช้จ่าย” มากมายที่คุณจะต้องจ่ายเพราะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็น ทั้งที่เห็นชัด ๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่มาจากการอยู่ไม่สุขอื่น เช่น การขาดทุนเพราะจับจังหวะตลาด (market timing) ผิดพลาด ทำให้ขายหุ้นที่จุดขาดทุน และมาซื้อหุ้นที่จุดสูงสุด อันนำไปสู่ วงจรแห่งการล้มเหลวในการลงทุน

นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองมีสามารถที่จะซื้อขายได้ถูกต้องกว่าคนอื่น และทำนายเคลื่อนไหวหรือจับจังหวะตลาดได้เก่ง แต่เอาจริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาพยายามทำนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ผมคิดว่านักลงทุนจะคิดถูกและทำถูกได้ในเรื่องจับจังหวะลงทุน เขาจะต้องถูกถึง 4 ครั้ง คือ 1) คิดถูกว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลง 2) นอกจากจะคิดถูกต้องทำถูกด้วย คือ ซื้อขายไปแล้วตลาดหุ้นขึ้นลงอย่างที่คิด 3) พอขายแล้วนักลงทุนก็ต้องถือเงินสด เพราะฉะนั้น นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือ ต้องคิดถูกว่า แล้วช่วงเวลาไหนหรือราคาไหนที่เขาจะกลับมาซื้อมาขายอีกที อันนำไปสู่การถูกครั้งสุดท้าย คือ 4) นักลงทุนต้องทำตามที่ตัวเองคิดด้วยนั่นคือกลับเข้ามาซื้อขายถูกต้อง ทั้งหมดนี้ดูเหมือนง่าย แต่ การจับจังหวะตลาดมันไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คุณเข้าใจประะเด็นนี้และไม่หลงไปงมจังหวะซื้อขาย ผลตอบแทนของคุณอาจจะดีขึ้นมหาศาล

ลองไปดูการพูดถึงประเด็นนี้และคำแนะนำจากนักลงทุนคนดัง ๆ ของโลกกันบ้าง

•   Peter Lynch 
อดีตผู้จัดการกองทุนในตำนานของ Fidelity ผู้เขียนหนังสือในตำนานอย่าง One up on Wall Street หรือ Beating the Street ก็ได้เขียนไว้ในหนังสือของตนว่า นักลงทุนจะมีผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นักลงทุนไปติดเกาะสัก 6 เดือน นี่เป็นการอุปมาให้เห็นภาพของลินช์ว่า ที่นักลงทุนมักจะมีผลตอบแทนลดลงก็เพราะนักลงทุนชอบซื้อขาย เคลื่อนไหวบ่อย ๆ และถูกเร้าโดยข่าวหรือเสียงรบกวนต่าง ๆ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ คำแนะนำจากโบรกเกอร์ จากที่ปรึกษาทางการเงิน การที่ต้องแวดล้อมด้วยข่าวจากตลาดหุ้นเต็มไปหมดทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนลดลงได้

•   Warren Buffett
บัฟเฟตต์ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ผมจำคำพูดของเขาเกี่ยวกับการอยู่นิ่งในตลาดหุ้นได้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่สอนให้เราต้อง “นั่งทับมือตัวเองให้เป็น” เพราะการปฏิเสธไม่ทำอะไร หรือการไม่เคลื่อนไหวในตลาดหุ้นที่มีเสียงรบกวนเต็มไปหมด ก็เป็นคุณลักษณะสำคัญในการลงทุนระยะยาวครับ

•   John C. Bogle
Bogle ผู้มีอายุ 88 ปีในปัจจุบัน ตำนานแห่งวอลสตรีทผู้ก่อตั้งบลจ. Vanguard และปลุกปั้นให้กองทุนดัชนีเติบโตมาจนทุกวันนี้ อันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวในตลาดหุ้นมาประมาณ 65 ปี ได้เคยเห็นทั้งตลาดหุ้นที่ตกหนัก -50% จากจุดสูงสุด หรือการตกแบบ -25% ภายในวันเดียว ได้ให้คำแนะนำในการลงทุนว่า ให้หยุดฟังเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น (tune out the market noise) การที่ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงมีความผันผวนไปมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องของนักเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนระยะยาวไม่ควรถูกรบกวนและหวั่นไหวไปกับการขึ้นลงระยะสั้น ๆ ของตลาดหุ้นโดย Bogle อธิบายว่า เนื่องจากเวลานักลงทุนทั่วไปได้ยินเรื่องการพยากรณ์เศรษฐกิจ มีคนมาพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ย หรืออัตราเงินเฟ้อ ก็จะมีนักลงทุนบางส่วนซื้อ ๆ ขาย ๆ เมื่อได้ฟัง ซึ่งนักลงทุนระยะยาวไม่ได้รับผลลัพธ์แย่ ๆ อะไรจากพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเขายึดมั่นในการลงทุนระยะยาว หากแต่ เรื่องพวกนี้จะเป็นการรบกวนการลงทุนระยะยาวได้ในกรณีที่นักลงทุนไปสนใจมัน! และที่มันส่งผลกระทบต่อนักลงทุนระยะยาวก็เพราะว่า เวลานักลงทุนเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ การแห่ซื้อ แห่ขาย นักลงทุนมักจะถูกรบกวนความคิดให้รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ เราต้องทำอะไรบ้างแล้ว พอถูกชักจูงด้วยเสียงรบกวนจากตลาด นักลงทุนก็จะแห่ขายพอร์ตลงทุนตัวเองและออกจากตลาดไป สุดท้ายนักลงทุนเหล่านี้ก็จะเป็นผู้แพ้ (the losers) —คือเป็นผู้แพ้ให้กับเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น จากการเร้าหรือโดยความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น ตกอยู่ภายใต้อารมณ์แบบ เอ้ยย ฉันต้องทำอะไรบางแล้ว ตลาดหุ้นตก ฉันขายดีกว่า และมันก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ ๆ ในท้ายที่สุดนั่นเอง

ครั้งหนึ่งโบเกิลเคยพูดถึง To-do-list ในการลงทุนของเขาว่ามันไม่มีอะไรมาก เขาลงทุน 50% ในกองทุนดัชนีตราสารหนี้และอีก 50% ในกองทุนดัชนีหุ้น เขาจะไม่ดูมันทุกวัน ไม่สนใจมูลค่าของกองทุนหุ้น และปกติก็จะดูพอร์ตลงทุนนี้ตอนสิ้นปีครั้งนึง เหตุผลเกี่ยวกับการไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือทำอะไรกับการลงทุนมาก ก็เพราะโบเกิลคิดว่า “การ(คิดว่า)ต้องทำอะไรสักอย่าง(เช่นต้องขยับตัวซื้อขายหุ้น ปรับพอร์ตบ่อย ๆ) อาจไม่ใช่ไอเดียทีดีนัก (ในการลงทุน)”

นอกจากนี้ การชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ ก็นับเป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อขายเพราะสนใจลำดับผลตอบแทนสูงสุด ชอบดูรายชื่อกองทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่ง Jack R. Meyer อดีตประธาน Harvard Management Company ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน สอดคล้องกับความเห็นของ Charles Schwab ที่เคยอธิบายว่า ทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร นั่นก็เพราะ มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับผลตอบแทนที่ลดลง เพราะสำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า เนื่องจากทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าคนอื่น [ที่มัวแต่หากองทุนบริหารที่เก่งที่สุด] อีก 85 จาก 100 คน

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะทำความเข้าใจใหม่ว่า การเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ไม่ได้นำนักลงทุนไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่มักจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ลดลงหรือขาดทุนในท้ายที่สุด การไม่ทำอะไรและอยู่นิ่ง ๆ ผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกันครับ

ทัศนคติในการลงทุนถูกต้อง + มีวินัยที่จะยึดมั่นในทัศนคตินั้น + อดทนที่จะลงทุนระยะยาวให้ได้ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุนอย่างมาก ถามว่า การอยู่เฉย ๆ ในตลาดหุ้นเป็นเรื่องยากไหม ผมว่าก็ไม่นะ ที่สังเกตจากคนใกล้ตัวที่สามารถลงทุนมาหลายปีได้ มักจะมีคุณสมบัติร่วมกันประมาณว่า

  1. ตัดสินใจว่าจะลงทุนระยะยาว ส่วนมากก็จะแบบลงทุนประจำโดยหักจากเงินเดือนมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า ลงทุนแบบประจำ DCA นั่นล่ะครับ
  2. ไม่ติดตามการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรายวัน คนที่มักจะผ่านไปได้ บางทีก็ด้วยงานที่ทำนั้นหนัก หรือโฟกัสกับตัวงานมากกว่า เลยไม่มีเวลามานั่งจ้องหน้าจอ หรือบางทีก็ดูหน้าจอบ้าง แต่ไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุนตัวเอง
  3. มีวินัยที่จะลงทุนตามแผนไปเรื่อย ๆ (stay calm, stay invest) ผ่านความผันผวนตลาดหุ้น ปล่อยให้มันขึ้นมันลงไปของมัน พวกเขาก็จะยังลงทุนต่อไป
  4. พอเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี คนพวกนี้จะเริ่มเห็นธรรมชาติตลาดหุ้นที่มันจะมีขึ้นมีลง มีเรื่องผันผวนเป็นปกติ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่า การขึ้นลงตลาดหุ้นระยะสั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันจะวนลูปเป็นวัฏจักร และพวกเขาก็จะเลิกสนใจกับความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น และมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวตลอดไป

ย้ำอีกครั้งว่า การขยับตัวบ่อยในตลาดหุ้น การที่คุณนั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำหรับผลตอบแทนในอนาคตและการลงทุนระยะยาวของคุณอย่างแน่นอน ดังที่ Bogle เตือนสติเราไว้ว่า มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยที่จะคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างหรือต้องขยับตัวบ่อย ๆ ในการลงทุน

“Doing something is not a good idea in this business”

 

การนิ่งและไม่เคลื่อนไหว : ลงทุนระยะยาว

ในการลงทุนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะสร้างความเข้าใจและภาพจำในหัว ให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำอะไรบ่อย ๆ ซื้อขายเยอะ ๆ ในตลาดหุ้น น่าจะเป็นคนที่เก่งและคงประสบความสำเร็จในการลงทุน ตลาดหุ้นจึงดูเป็นตลาดของคนที่ไม่อยู่นิ่ง และความเชื่อนี้ก็ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่า การไม่อยู่นิ่ง ซื้อขายบ่อย ๆ ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเหตุการณ์ เป็นคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ควรทำตาม ว่าแต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ?

เรื่องจริงคือไม่ใช่เลย เป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะ การเคลื่อนไหวบ่อยในตลาดหุ้นน่าจะนำคุณไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงต่างหาก ด้วยเหตุผลประการสำคัญเลย ก็คือ ทุกการเคลื่อนไหวในการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้น จะมี “ค่าใช้จ่าย” มากมายที่คุณจะต้องจ่ายเพราะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็น ทั้งที่เห็นแบบชัดเจน อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่มาจากการอยู่ไม่สุขอื่น เช่น การขาดทุนเพราะจับจังหวะตลาด (market timing) ผิดพลาด ทำให้ขายหุ้นที่จุดขาดทุน และมาซื้อหุ้นที่จุดสูงสุด อันนำไปสู่ วงจรแห่งการล้มเหลวในการลงทุน

อย่างไรก็ดี นักลงทุนมักจะเชื่อและมั่นอกมั่นใจว่า ตัวเองมีสามารถที่จะซื้อขายได้ถูกต้องกว่าคนอื่น สามารถทำนายเคลื่อนไหวหรือจับจังหวะตลาดได้เก่ง แต่เอาจริง ๆ แล้ว สิ่งที่พวกเขาพยายามทำนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ผมคิดว่านักลงทุนจะคิดถูกและทำถูกได้ในเรื่องจับจังหวะลงทุน เขาจะต้องถูกถึง 4 ครั้ง คือ 1) คิดถูกว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลง 2) นอกจากจะคิดถูกต้องทำถูกด้วย คือ ซื้อขายไปแล้วตลาดหุ้นขึ้นลงอย่างที่คิด 3) พอขายแล้วนักลงทุนก็ต้องถือเงินสด เพราะฉะนั้น นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือ ต้องคิดถูกว่า ช่วงเวลาไหนหรือราคาไหนที่เขาจะกลับมาซื้อมาขายอีกที อันนำไปสู่การจำเป็นที่จะต้องถูกครั้งสุดท้าย คือ 4) นักลงทุนต้องทำตามที่ตัวเองคิดด้วย นั่นคือกลับเข้ามาซื้อขายได้ถูกต้อง 

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนง่าย แต่ การจับจังหวะตลาดมันไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คุณเข้าใจประะเด็นนี้และไม่หลงไปงมหาจังหวะซื้อขาย ผลตอบแทนของคุณอาจจะดีขึ้นมหาศาล

ลองไปดูการพูดถึงประเด็นนี้และคำแนะนำจากนักลงทุนคนดัง ๆ ของโลกกันบ้าง

I. Peter Lynch 

อดีตผู้จัดการกองทุนในตำนานของ Fidelity ผู้เขียนหนังสือในตำนานอย่าง One up on Wall Street หรือ Beating the Street ก็ได้เขียนไว้ในหนังสือของตนว่า นักลงทุนจะมีผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นักลงทุนไปติดเกาะสัก 6 เดือน นี่เป็นการอุปมาให้เห็นภาพของลินช์ว่า ที่นักลงทุนมักจะมีผลตอบแทนลดลงก็เพราะนักลงทุนชอบซื้อขาย เคลื่อนไหวบ่อย ๆ และถูกเร้าโดยข่าวหรือเสียงรบกวนต่าง ๆ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ คำแนะนำจากโบรกเกอร์ จากที่ปรึกษาทางการเงิน

การที่ต้องแวดล้อมด้วยข่าวจากตลาดหุ้นเต็มไปหมดทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนลดลงได้ และ Lynch ยังเตือนด้วยว่า การออกจากหุ้นและขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหุ้นตกหนักเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะกลับเข้ามาในหุ้นได้ทันตอนที่หุ้นวิ่งครั้งต่อไป

II. Warren Buffett

บัฟเฟตต์ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ผมจำคำพูดของเขาเกี่ยวกับการอยู่นิ่งในตลาดหุ้นได้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่สอนให้เราต้อง “นั่งทับมือตัวเองให้เป็น” เพราะการปฏิเสธไม่ทำอะไร หรือการไม่เคลื่อนไหวในตลาดหุ้นที่มีเสียงรบกวนเต็มไปหมด เป็นคุณลักษณะสำคัญในการลงทุนระยะยาวครับ

III. John C. Bogle

Bogle ผู้มีอายุ 88 ปีในปัจจุบัน ตำนานแห่งวอลสตรีทผู้ก่อตั้ง บลจ. Vanguard และปลุกปั้นให้กองทุนดัชนีเติบโตมาจนทุกวันนี้ อันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวในตลาดหุ้นมาประมาณ 65 ปี ได้เคยเห็นทั้งตลาดหุ้นที่ตกหนัก -50% จากจุดสูงสุด หรือการตกแบบ -25% ภายในวันเดียว ได้ให้คำแนะนำในการลงทุนว่า ให้หยุดฟังเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น (tune out the market noise) การที่ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงมีความผันผวนไปมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องของนักเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนระยะยาวไม่ควรถูกรบกวนและหวั่นไหวไปกับการขึ้นลงระยะสั้น ๆ ของตลาดหุ้น

โดย Bogle อธิบายว่า เนื่องจากเวลานักลงทุนทั่วไปได้ยินเรื่องการพยากรณ์เศรษฐกิจ มีคนมาพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ย หรืออัตราเงินเฟ้อ ก็จะมีนักลงทุนบางส่วนซื้อขายเมื่อได้ฟังข่าวดังกล่าว ซึ่งนักลงทุนระยะยาวจะไม่ได้รับผลลัพธ์แย่ ๆ จากพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเขายึดมั่นในการลงทุนระยะยาว

หากแต่ เรื่องพวกนี้จะเป็นการรบกวนการลงทุนระยะยาวได้ในกรณีที่นักลงทุนไปสนใจมัน และที่มันส่งผลกระทบต่อนักลงทุนระยะยาวก็เพราะว่า เวลานักลงทุนเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ การแห่ซื้อ แห่ขาย นักลงทุนมักจะถูกรบกวนความคิดให้รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ เราต้องทำอะไรบ้างแล้ว

พอถูกชักจูงด้วยเสียงรบกวนจากตลาด นักลงทุนก็จะแห่ขายพอร์ตลงทุนตัวเองและออกจากตลาดไป สุดท้ายนักลงทุนเหล่านี้ก็จะเป็นผู้แพ้ (the losers) — คือเป็นผู้แพ้ให้กับเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น จากการเร้าหรือโดยความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น ตกอยู่ภายใต้อารมณ์แบบ เอ้ยย ฉันต้องทำอะไรบางแล้ว ตลาดหุ้นตก ฉันขายดีกว่า และมันก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ ๆ ในท้ายที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้ ครั้งหนึ่งโบเกิลเคยพูดถึง To-do-list ในการลงทุนของเขาว่า มันไม่มีอะไรมาก เขาลงทุน 50% ในกองทุนดัชนีตราสารหนี้และสัดส่วนอีก 50% ที่เหลือในกองทุนดัชนีหุ้น เขาจะไม่ดูมันทุกวัน ไม่สนใจมูลค่าของกองทุนหุ้น และปกติก็จะดูพอร์ตลงทุนนี้ตอนสิ้นปีครั้งนึง เหตุผลเกี่ยวกับการไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือทำอะไรกับการลงทุนมาก ก็เพราะโบเกิลคิดว่า “การ(คิดว่า)ต้องทำอะไรสักอย่าง(เช่นต้องขยับตัวซื้อขายหุ้น ปรับพอร์ตบ่อย ๆ) อาจไม่ใช่ไอเดียทีดีนัก (ในการลงทุน)”

IV. Other Legends

นอกจากนี้ การชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ ก็นับเป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อขายเพราะสนใจลำดับผลตอบแทนสูงสุด ชอบดูรายชื่อกองทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง

Jack R. Meyer อดีตประธาน Harvard Management Company ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี …นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน

Charles Schwab ก็มีความเห็นคล้ายคลึงกับ Meyer โดย Schwab เคยอธิบายว่า ทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร นั่นก็เพราะเหตุผลที่ว่า การลงทุนกองทุนพวก active funds มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับผลตอบแทนที่ลดลง เพราะสำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า เนื่องจากทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าคนอื่น [ที่มัวแต่หากองทุนบริหารที่เก่งที่สุด] อีก 85 จาก 100 คน

V. Conclusion

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะทำความเข้าใจใหม่ว่า การเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ไม่ได้นำนักลงทุนไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่มักจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ลดลงหรือขาดทุนในท้ายที่สุด การไม่ทำอะไรและอยู่นิ่ง ๆ ผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกันครับ

ทัศนคติในการลงทุนถูกต้อง + มีวินัยที่จะยึดมั่นในทัศนคตินั้น + อดทนที่จะลงทุนระยะยาวให้ได้ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุนอย่างมาก ถามว่าการอยู่เฉย ๆ ในตลาดหุ้นเป็นเรื่องยากไหม ผมว่าก็ไม่นะ ที่สังเกตจากคนใกล้ตัวที่สามารถลงทุนมาหลายปีได้ มักจะมีคุณสมบัติร่วมกันประมาณว่า

(1) ตัดสินใจว่าจะลงทุนระยะยาว ส่วนมากก็จะแบบลงทุนประจำโดยหักจากเงินเดือนมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า ลงทุนแบบประจำ DCA นั่นล่ะครับ

(2) ไม่ติดตามการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรายวัน คนที่มักจะผ่านไปได้ บางทีก็ด้วยงานที่ทำนั้นหนัก หรือโฟกัสกับตัวงานมากกว่า เลยไม่มีเวลามานั่งจ้องหน้าจอ หรือบางทีก็ดูหน้าจอบ้าง แต่ไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุนตัวเอง

(3) มีวินัยที่จะลงทุนตามแผนไปเรื่อย ๆ (stay calm and stay invest) ผ่านความผันผวนตลาดหุ้น ปล่อยให้มันขึ้นมันลงไปของมัน ไม่ว่าตลาดจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็จะยังลงทุนต่อไป

(4) พอเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี คนพวกนี้จะเริ่มเห็นธรรมชาติตลาดหุ้นที่มันจะมีขึ้นมีลง มีเรื่องผันผวนเป็นปกติ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่า การขึ้นลงตลาดหุ้นระยะสั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันจะวนลูปเป็นวัฏจักร และพวกเขาก็จะเลิกสนใจกับความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น และมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวตลอดไป

ก่อนจบบทความนี้ขอย้ำอีกครั้งว่า การขยับตัวบ่อยในตลาดหุ้น การที่คุณนั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำหรับผลตอบแทนในอนาคตและการลงทุนระยะยาวของคุณอย่างแน่นอน ดังที่ Bogle เตือนสติเราไว้ว่า มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยที่จะคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างหรือต้องขยับตัวบ่อย ๆ ในการลงทุน

“Doing something is not a good idea in this business.”

การย้ายกองทุน และ การเปลี่ยนกองทุนรวม

การย้ายกองทุน และการเปลี่ยนกองทุน มักจะเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งนักลงทุนรู้สึกหรือตัดสินใจได้ว่า เรามีเหตุผลสมควรที่จะต้องขายกองทุนเดิมทิ้ง และนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนใหม่

หากแต่ผมกลับพบว่า นักลงทุนหลายท่านกลับมีปัญหาหรือข้อวิตกกังวลหลายอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วมันเกิดจากอคติ (bias) จากผลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ซะมากกว่า เนื่องจากหากคิดอย่างละเอียดก็จะพบว่า มันไม่มีอะไรเลย

แล้วกรณีไหนบ้างที่มักจะเกิดการย้ายกองทุน หรือมีเหตุผลที่ทำให้เราควรย้ายกองทุน

1. การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่าย

อันนี้ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่อาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่ายจนทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยหลักการลงทุนในกองทุนดัชนีแล้ว จะต้องเป็น “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” (และควรจะต่ำที่สุดด้วย) เรื่องจึงอาจเป็นได้ว่า เราถือกองทุนดัชนี A มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0.5% ต่อปี ซึ่งต่ำสุดในขณะนั้น แต่กองทุนดัชนีอีกเจ้า (กองทุน B) วันดีคืนดีก็ประกาศลดค่าใช้จ่ายจากเดิม 0.6% เหลือ 0.2% หรือ กอง A ที่เราลงทุนอยู่เองขึ้นค่าใช้จ่ายเป็น 0.9% ต่อปี แบบนี้ย่อมมีเหตุผลที่จะย้ายไปกองทุน B

จริง ๆ โดยปกติแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญมักจะไม่ค่อยมีครับ มันก็จะเก็บเท่าเดิมกันนานมาก ปรับขึ้นนิดหน่อย ยกตัวอย่าง กองทุนดัชนีบางกองสมัยนึงก็เก็บค่าใช้จ่าย 0.4-0.5% มาราว 3-4 ปี แล้ววันนึงก็กระชากมาสู่ 0.7-0.8% การเพิ่มมาเกือบเท่าตัวแบบนี้ถือเป็นนัยสำคัญครับ แต่ถ้ามันไม่ได้ปรับเยอะอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรครับ สมมติ 0.5% เป็น 0.55% หรืออาจจะ 0.6% แบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรมาก ถ้าไม่สะดวกจริง ๆ ผมว่าจะไม่ย้ายก็ไม่ได้อะไร

หากแต่ถ้าค่าใช้จ่ายปรับจาก 0.4% เป็น 0.8% ต่อปีแบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงควรจะอยู่กองเดิมล่ะ? กรณีนี้อาจจะดูหยุมหยิมทำไมจะต้องย้าย ห่างกัน 0.3-0.5% มันอะไรขนาดนั้นเลยหรอ

ในระยะเวลาสั้น ๆ มันไม่ต่างครับ มันแทบจะไม่เห็นอะไร แต่ในระยะเวลายาว ๆ ในฐานะที่คุณเป็นนักลงทุนระยะยาว สมมติคุณจะต้องลงทุนไปอีก 20-40 ปี ลองดูกราฟนี้นะครับ สมมติผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 11% ต่อปี

11%gross

value50yrs

โดยสรุปก็คือในระยะยาว การแตกต่างกันแม้เพียงค่าใช้จ่าย 0.2-0.3% ต่อปี มูลค่าเงินที่เราจะได้รับจากการลงทุนทบต้นนั้นแตกต่างกันมากเมื่อเวลาถ่างออกไปนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่านไป 40 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่อยู่ในกองทุนที่หักค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี (ซึ่งจะมีผลตอบแทนสุทธิ = 10.5% ต่อปี) จะมีมูลค่าเงินเป็น 54.26 ล้านบาท ในขณะที่กองที่หักค่าใช้จ่าย 0.80% จะมีมูลค่าเงินเป็น 48.7 ล้านบาท เงินที่ต่างกันประมาณ 5.5 ล้านบาทก็คือเงินครับ แม้กระทั่ง 20 ปี เงินระหว่าง 7.37 ล้านบาท กับเงิน 6.98 ล้านบาท เงินที่หายไป 4 แสนบาท สำหรับผมก็เป็นเงินที่มีค่าเช่นกัน

และนี่เราวัดกันแค่ส่วนต่างเล็กน้อยของกองทุนดัชนีนะครับ นึกภาพความต่างของค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนแบบ Active funds ที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้น แต่ดันเสียค่าใช้จ่ายปีละ 2-3% สิครับ ว่ามูลค่าเงินมันจะถ่างมหาศาลขนาดไหน! ดูจากบทความนี้ก็ได้ครับ -> ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

2. ปัญหาของ การย้ายกองทุน

กลับมาที่ประเด็นการย้ายกองทุนต่อ จากข้างบนผมแสดงเหตุผลให้เห็นแล้วว่า พอมันมีการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงในกองทุนดัชนี ทำไมเราถึงควรย้าย คำถามต่อมาซึ่งนักลงทุนสงสัยมากว่า เราควรจะย้ายอย่างไร มีนักลงทุนหนึ่งท่าน ถามผมมาด้วยคำพูดด้านล่างนี้ และผมเห็นว่าเขาเข้าใจได้ถูกต้อง

“สอบถามเรื่องการย้ายกองจาก Set50-ก.ไก่ ไป Set50-ข.ไข่ คือ ตอนนี้มีเงินในกองทุน ก.ไก่ที่ dca ไว้ สี่หมื่นกว่าบาท คือ ถ้าผมขายย้ายกองมาลงทุนที่ ข.ไข่ เวลาซื้อครั้งแรกที่กองนี้ให้ซื้อเป็นก้อนครั้งเดียวสี่หมื่นกว่า ๆ ตามยอดเงินที่ขายออกมาถูกต้องมั้ยครับ? (เดิมซื้อประจำทุกวันที่ 25) ผมก็จะมาซื้อกอง ข.ไข่ ทุกวันที่ 25 เหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็นการ dca ต่อถูกต้องมั้ยครับ? (ซึ่งช่วงเวลาที่หายไประหว่างย้ายกองผมเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบมากต่อตัวเงิน)”

ประเด็นแรกคือ การเปลี่ยนกองพวก index funds แทบจะไม่น่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมเคลื่อนย้ายหนัก ๆ โดยปกติไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและรับซื้อคืนอยู่แล้ว หากใครไม่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนคืออะไร โปรดอ่านบทความนี้ก่อน *ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม*

และที่สำคัญนั้น เงินที่โยกไปก็คือเงินก้อนเดิมครับ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนมันก็เงินก้อนเดิม นักลงทุนลองขยับออกมาพิจารณาให้ละเอียด มองเงินเราเป็นเงินทั้งก้อนจะเห็นภาพ ลองนึกภาพตามครับ กองเก่าเราคือ กองทุนดัชนี SET กองใหม่ก็ SET แสดงว่า หุ้นที่ลงทุนทั้ง 2 กองเหมือนกัน ขึ้นลงเหมือนกัน (ต่างกันตรงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ) เท่ากับว่า เงินที่ถูกย้ายมาก็จะกลับไปลงทุนแบบเดิม มันก็คือเสมือนกองทุนเดิมนั่นล่ะ

นึกภาพตามผมนะครับ เรามีเงินในกองทุน A มูลค่า 100 บาท เราขายไปเราได้ 100 บาทไปลงทุนกองใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนแบบที่ลงทุนสภาพเดียวกับกองเดิม มันก็คือเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่าครับ แค่เรากดขายกองทุนเก่า อีก 2-3 วันได้เงินที่ขายมาก็ไปกดซื้อกองใหม่ มันคือเงินก้อนเดิมแท้ ๆ เลย

3. อคติใน การย้ายกองทุน

นักลงทุนบางท่านอาจจะถามว่า การย้ายกองสมมุติเงินก้อนใหญ่ เช่น 1,000,000 จะย้ายก้อนใหญ่ตูมเดียวหรือค่อย ๆ dca ย้าย ถ้า dca ย้ายควรแบ่งเป็นกี่ไม้กี่เดือนดีครับ หรือ นักลงทุนได้บอกว่า กลัวการออกจากราคาเฉลี่ยที่ได้มาจากการ DCA เดิม แล้วไปเข้ากองใหม่แบบทั้งก้อน ณ ราคาปัจจุบัน จะทำให้เกิดต้นทุนใหม่ที่แพงขึ้น และอาจไปเจอตลาดที่มีความเสี่ยงขาลงในอนาคต

ข้างบนนี้ทำให้ผมเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ปกติผมนึกว่าจะมีเฉพาะแต่กรณีขาดทุนแล้วนักลงทุนไม่ค่อยอยากขายกองทุน แต่นี่แม้กระทั่งกองทุนมีกำไร นักลงทุนก็ไม่อยากขายเช่นเดียวกันด้วย!

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า คำถามด้านบนถ้าลองพิจารณาดูแล้ว คิดไว ๆ มันก็จะไขว้เขวกันได้ ถ้าลองคิดแบบละเอียดมันจะเห็นภาพทะลุชัดเจน เช่น เดือนที่ (1) ผมซื้อกองทุน A ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ด้วยเงิน 1,000 บาท ผมจะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย พอเดือนที่ (2) ผมซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยละ 20 บาท จะได้ 50 หน่วย แต่ต้นทุนเฉลี่ยผมตอนนี้เป็น 13.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งผมจะมีมูลค่าเงินลงทุนในมือตอนนี้ 150*20 = 3,000 บาท แสดงว่าผมมีกำไร 3,000-2,000 = 1,000 บาท

มาดูการถูกตัวเลขหลอกกันครับ ผมพบว่ากองทุนเดิมค่าธรรมเนียมแพงเลยจะย้ายไปอีกกอง ผมบอกอยากเก็บกองทุนเดิมไว้เพราะเดี๋ยวต้นทุนกองใหม่แพง ก็เลยเก็บกองเดิมไว้ แต่ซื้อกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ สมมติราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เป็น 25 บาท เงิน 1,000 บาทจะซื้อได้ 40 หน่วย เท่ากับตอนนี้ผมมีหน่วยรวม 190 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 15.79 มูลค่าเงินกลายเป็น 4,750 บาท มีกำไร 1,750 บาท (4,750-3,000)

ex1

ไปขั้นต่อไปนะครับ สมมติว่า แล้วถ้าเราขายทั้งก้อนมาซื้อใหม่ในเดือนที่ 3 จะเกิดอะไรขึ้น ?

เงินจากการขายในเดือนที่ 3 ซึ่งราคาหน่วยเท่ากับ 25 บาท จะได้เงินมา 150 หน่วย * 25 บาทต่อหน่วย = 3,750 บาท + เงินที่จะซื้อในเดือนที่ 3 อีก 1,000 บาท เท่ากับเราเอาเงินไปซื้อกองทุนใหม่ด้วยเงิน 4,750 บาท จะได้หน่วยทั้งสิ้น 190 หน่วย มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ครับ คือเรามีเงินรวม 4,750 เหมือนการทำแบบย่อหน้าก่อน เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน!

และต้องไม่ลืมว่าต้นทุนเราตอนนี้ก็ 3,000 บาทเหมือนเดิม แต่ถือเงินมูลค่าที่โตขึ้นมากลายเป็น 4,750 ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะค้างในกองเดิม หรือจะย้ายทั้งทั้งก้อนมากองใหม่ก็ตาม กำไรมันก็เท่ากันอยู่ดี

ex2

เอาให้เห็นภาพอีก เป็นแบบตลาดขาลง ราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เหลือ 10 บาทเท่านั้น การที่เราค้างเงินไว้ในกองเก่า เงินกองเก่าจะเหลือมูลค่า 1,500 บาท แล้วเราซื้อ 1,000 บาท DCA เพิ่มในเดือนที่ (3) จะได้อีก 100 หน่วย รวมเราจะมีหน่วยทั้งสิ้น 250 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท (ราคาตอนเดือนที่ 3) เท่ากับเรามีจะมีเงินลงทุนมูลค่าเหลือ 2,500 บาท (นั่นคือขาดทุนไป -500 บาทเพราะต้นทุนเราตอนนี้คือ 3,000)

ex3

และแม้คุณจะขายทิ้งมารวมเงินซื้อในเดือนที่ (3) ซึ่งในเดือนที่ (2) ถ้าเราขาย 150 หน่วยออกมาก็จะได้เงิน 1,500 บวกกับเงินลงทุนเดือนใหม่อีก 1,000 = 2,500 บาท สังเกตไหมครับว่ามันก็คือเงินก้อนเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าจะย้ายไม่ย้าย สุดท้ายถ้าคุณยัง DCA เหมือนเดิม มันก็คือเงินก้อนเดิมที่จะขาดทุน -500 บาทอยู่ดี

ex4

คือตัวเลขในพอร์ตบางทีมันก็หลอก พอนักลงทุนคิดแยกบัญชีในใจ เห็นเงินก้อนเก่าเงินก้อนใหม่แยกกัน เงินก้อนเก่าต้นทุนต่ำ มีกำไรเหลือ นักลงทุนก็สบายใจ แต่เงินก้อนใหม่ขาดทุน นักลงทุนก็รู้สึกสบายใจอยู่ เพราะรู้สึกว่าเงินมันแยกกัน แต่ไม่ใช่ครับ! มันคือเงินเราทั้งคู่ มันคือเงินก้อนเดียวกัน! เวลาคิดคำนวณกำไรหรือขาดทุนต้องคิดจากเงินลงทุนของเราทุกก้อน

I. Mental accounting & Loss aversion

พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกว่า “การแยกบัญชีในใจ” (Mental accounting) นักลงทุนมีการจัดแบ่งเงินในใจออกเป็นบัญชีที่มองไม่เห็นในหัว และจะแยกมันออกจากกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของมนุษย์ที่มีเหตุผล มันจะไม่มีเหตุผลครับ

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัว สมมตินักลงทุนมีหุ้น A หุ้น B หุ้น C นักลงทุนลงทุนซื้อหุ้นตัวละ 10,000 บาท เท่ากับนักลงทุนลงทุนไป 30,000 บาทถ้วน แต่สองตัวแรกมีกำไรตัวละ 3,000 บาท ตัวหลังสุดขาดทุน -7,000 บาท นักลงทุนจะถูกอคติทางการเงินนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจเพราะมีกำไรถึงสองตัว ตัวละ 3,000 จากเงิน 10,000 (+30% แหน่ะ!)

แต่ลองคิดดี ๆ มองทั้งพอร์ตสิครับ นักลงทุนขาดทุนต่างหาก เพราะเงินมูลค่าตอนนี้เหลือ 13,000+13,000+3,000 = 29,000 นักลงทุนขาดทุนไปหนึ่งพันบาทแล้วนะ และถ้าได้ศึกษากันต่อไปจะพบว่า นักลงทุนมักจะเด็ดดอกไม้และเก็บวัชพืชไว้ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรออก และเก็บหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้ เพราะว่า นักลงทุนโดนครอบงำจากอคติอีกตัวคือ ความกลัวการสูญเสีย (Loss aversion)

จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากขายกองทุนที่ตัวเองขาดทุน คือ มีความรู้สึกกันว่า รอเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันขึ้นค่อยขาย แม้จะเป็นกองทุนที่ไม่มีหวังว่ามันจะขึ้นก็เถอะ แม้จะลงทุนผิดไปแค่ไหนก็เถอะ ฉันรอได้นะ

แต่ในขณะที่กองทุนมีกำไร นักลงทุนจะรู้สึกว่ากำไรจะต้องเป็นเงินจริง นักลงทุนก็จะขายทิ้งออกมาเพราะกลัวสูญเสียกำไรก้อนนั้น แต่นั่นล่ะพอเป็นขาดทุน นักลงทุนจะรู้สึกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน (ในกรณีที่มันเป็นการลงทุนผิดแน่ ๆ แบบคุณต้องเปลี่ยนกองทุนนะ) การขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ขายก็ไม่ต้องเจ็บปวด

พฤติกรรมข้างบนนั้นดู ๆ แล้วมันก็แปลกดี ซึ่งมักจะเจอในกรณีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายกองทุนแบบที่สอง นั่นคือ (2) กรณีลงทุนกองทุนประเภท Active Funds แต่อยากย้ายไป Index Funds หลายท่านที่มักจะมีการลงทุนในกองทุนแบบบริหารมาก่อน แต่อาจจะค้นพบว่า หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดีหรือเหมาะสมกว่าจึงตัดสินใจย้ายเงินมาลงทุน แต่เงินก้อนเดิมดันอยู่ในกองทุนพวกบริหาร และส่วนใหญ่กองบริหารนั้นมักจะขาดทุนอยู่ซะด้วย

II. Loss aversion again!

จากประสบการณ์ส่วนตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บกองทุนที่ขาดทุนนั้นไว้ไปเรื่อย ๆ อยากจะผัดความรู้สึกที่ตนเลือกกองทุนที่ผิดพลาดออกไปให้นาน ๆ ซึ่งจากที่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างละเอียดในเคสข้างบนว่า เงินของนักลงทุนนั้นคือก้อนเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอเลย ถ้ามันลงทุนแบบไม่ถูกต้อง คุณก็ควรจะลงทุนอย่างถูกต้อง คือ ขายทิ้งออกมา แล้วไปลงทุนกองทุนที่ถูกต้องซะ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีกสักหน่อย สมมติเดือนที่ 1 นักลงทุนลงทุนในกองทุนบริหารเพราะเชื่อคำแนะนำจากในกลุ่ม Line เลยลงทุนไป 100,000 บาท เวลาผ่านไปมันขาดทุนเหลือ 60,000 บาท ถ้านักลงทุนตัดสินใจและมีความรู้ดีแล้ว เลยคิดจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนดัชนี แต่นักลงทุนโดนอคติทางการเงินครอบงำ มักจะลงเอยที่นักลงทุนค้างเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วลงทุนกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ เช่น ซื้อกองทุนดัชนีเพิ่มอีกกองที่ 100,000 บาท (โดยหวังในใจลึก ๆ ว่าเงินก้อนเก่าจะกลับมาเท่าทุนแล้วค่อยขาย)

แต่นั่นล่ะครับ ถ้ามองจากเงินทุกก้อนแบบทะลุ ไม่ว่าเงินจะลงทุนตรงไหน มันก็คือเงินของเราทั้งหมด นักลงทุนตอนนี้ลงทุนไปแล้ว 200,000 บาท และมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือที่ 160,000 นั่นคือขาดทุน -40,000 บาทอยู่ดี เงิน 60,000 ที่ย้ายออกมาลงทุน มันก็จะเติบโตในกองทุนดัชนีกองใหม่ของเรา

สมมติเรามองอนาคตได้ เราอาจจะพบว่า เงินกองเก่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าเงินกองเก่าจะเท่าเดิม แต่กองใหม่จะเป็น 120,000 บาท (กำไร +20%) แต่สุดท้ายเงินทั้งหมดก็จะกลายเป็น 180,000 (60,000+120,000) นักลงทุนก็ยังขาดทุนอยู่ดี -20,000 ครับ

แต่ถ้าย้ายเงินมาลงทุนเลยเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เท่ากับจะมีเงินลงทุนในกองทุนดัชนีจาก 60,000 กองเก่า + 100,000 ก้อนใหม่ เป็น 160,000 (ต้นทุนรวม 200,000) แต่ถ้าเงินโต 20% ใน 3 เดือนถัดไปดังที่สมมติ เงินจะกลายเป็น 192,000 นักลงทุนเกือบจะเท่าทุนแล้วนะครับ ต่างจากการไม่ย้ายมาก ๆ

ex5

III. Anchoring and Status Quo

เรื่องนี้ผมคิดว่ายังมีอคติทางการเงินและพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ อีกที่ส่งผลให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น Anchoring คือนักลงทุนได้ไปยึดติดตัวเลขต้นทุนที่โชว์ในพอร์ต โดยลืมคิดถึงต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ประกอบกับอคติแบบ Status Quo ที่ทำให้นักลงทุนอยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากจะคงสถานะเดิมไป แม้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสำคัญก็ตาม เห็นไหมครับว่า อคติทางการเงินทำให้การลงทุนของเราเขวไปหมด

ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งหวังกำไรขาดทุน คาดเดาไปต่าง ๆ นานา จุดตัดสินใจสำคัญ คือ  “หลักการที่เรายึดถือ” ถ้าเราตัดสินใจดีแล้วว่าจะเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนใหม่ ด้วยเหตุผลที่พิจารณาละเอียดรอบคอบแล้ว เช่น ด้วยหลักการที่ยึดถือว่า ต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด นั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เราขายออกมาแล้วก็ซื้อกองใหม่ที่มันค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ๆ การค้างเงินไว้ในกองเดิมแล้วซื้อกองใหม่ ไม่ต่างอะไรจากการขายกองเดิมทั้งหมดแล้วมาลงทุนกองใหม่ แต่เวลาที่ผ่านไปหากเรายังคงเงินไว้ในกองทุนเดิม ผลตอบแทนทบต้นและเวลาจะสร้างความแตกต่างมหาศาล สำหรับก้อนเงินที่เรามีการทิ้งไว้ในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ อย่างแน่นอน

นอกจากสองกรณีข้างบนอาจจะมีกรณีอื่นอีก แต่ขอยกสองเคสนี้มาอธิบายก่อน ซึ่งโดยสรุปก็คือ ถ้าพิจารณารอบคอบถี่ถ้วนแล้วว่าจะย้ายกองทุน ไม่จำเป็นต้องค้างเงินไว้ที่กองเก่า เราจะขายทิ้งทั้งหมดแล้วนำเงินมาซื้อกองใหม่หมดเลย ระยะยาวย่อมเป็นประโยชน์ต่อผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ มากกว่าการค้างเงินไว้ในกองเก่าที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการลงทุนของนักลงทุนครับ

4. ปัญหาอื่นของ การย้ายกองทุน

มีประเด็นน่าคิดเพราะมีคนบอกว่า ถ้ากองทุนดัชนีขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไปลงทุนกองทุนแบบบริหาร (Actively Managed Funds) ดีกว่า คำถามของผมก็คือ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมถึงควรลงทุน Index Funds แล้วว่า ในระยะยาวมันมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนบริหารเลือกหุ้นทั้งหลายจะชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นในระยะยาว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่กองทุน active funds ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้น (หรือใกล้เคียง) แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงรวม ๆ ระดับ 2% ขึ้นไป ยิ่งกดทับให้มันหาทางชนะตลาดหุ้นได้ยากยิ่งเข้าไปอีก

และคำถามถัดมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองใดจะชนะตลาดหุ้นในวันข้างหน้า เราจะเลือกถูกตัวหรอ เราจะเลือกถูกแล้วยังถือไปถูกตัวระยะยาวได้หรือ แม้อาจจะต้องยอมรับว่า Index Funds บ้านเราค่าใช้จ่ายสูงระดับหนึ่ง อย่างต่ำสุดตอนนี้ก็ประมาณ 0.65% แต่ก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกองทุนแบบบริหารจัดการที่ค่าใช้จ่ายบางกองทะลุ 2.0-2.5% แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่เรามาเลือกลงทุน index funds แล้วทำไมเราต้องย้อนกลับไปลงทุนใน active funds อีกกันล่ะ?

การย้ายและการเปลี่ยนกองทุน

เมื่อวันหนึ่งนักลงทุนตัดสินใจได้ว่า เรามีเหตุผลสมควรที่จะต้องขายกองทุนเดิมทิ้ง และนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนใหม่ ผมกลับพบว่า นักลงทุนหลายท่านกลับมีปัญหาหรือข้อวิตกกังวลหลายอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วมันเกิดจากอคติ (bias) จากผลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ซะมากกว่า เนื่องจากหากคิดอย่างละเอียดก็จะพบว่า มันไม่มีอะไรเลย แล้วกรณีไหนบ้างที่มักจะเกิดการย้ายกองทุน หรือมีเหตุผลที่ทำให้เราควรย้ายกองทุน

(1) กรณีลงทุน Index Funds อยู่แล้ว แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่าย (อย่างมีนัยยะ)

อันนี้ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่อาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่ายจนทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยหลักการลงทุนในกองทุนดัชนีแล้ว จะต้องเป็น “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” (และควรจะต่ำที่สุดด้วย) เรื่องจึงอาจเป็นได้ว่า เราถือกองทุนดัชนี A มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0.5% ต่อปี ซึ่งต่ำสุดในขณะนั้น แต่กองทุนดัชนีอีกเจ้า (กองทุน B) วันดีคืนดีก็ประกาศลดค่าใช้จ่ายจากเดิม 0.6% เหลือ 0.2% หรือ กอง A ที่เราลงทุนอยู่เองขึ้นค่าใช้จ่ายเป็น 0.9% ต่อปี แบบนี้ย่อมมีเหตุผลที่จะย้ายไปกองทุน B ซึ่งจริง ๆ โดยปกติแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยยะสำคัญมักจะไม่ค่อยมีครับ มันก็จะเก็บเท่าเดิมกันนานมาก ปรับขึ้นนิดหน่อย (ยกตัวอย่าง กองทุนดัชนีบางกองสมัยนึงก็เก็บค่าใช้จ่าย 0.4-0.5% มาราว 3-4 ปี แล้ววันนึงก็กระชากมาสู่ 0.7-0.8% การเพิ่มมาเกือบเท่าตัวแบบนี้ถือเป็นนัยยะสำคัญครับ แต่ถ้ามันไม่ได้ปรับเยอะอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรครับ สมมติ 0.5% เป็น 0.55% หรืออาจจะ 0.6% แบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรมาก ถ้าไม่สะดวกจริง ๆ ผมว่าจะไม่ย้ายก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าค่าใช้จ่ายปรับจาก 0.4% เป็น 0.8% ต่อปีแบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงควรจะอยู่กองเดิมล่ะ?) กรณีนี้อาจจะดูหยุมหยิมทำไมจะต้องย้าย ห่างกัน 0.3-0.5% มันอะไรขนาดนั้นเลยหรอ ในระยะเวลาสั้น ๆ มันไม่ต่างครับ มันแทบจะไม่เห็นอะไร แต่ในระยะเวลายาว ๆ ในฐานะที่คุณเป็นนักลงทุนระยะยาว สมมติคุณจะต้องลงทุนไปอีก 20-40 ปี ลองดูกราฟนี้นะครับ สมมติผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 11% ต่อปี

11%gross

value50yrs

โดยสรุปก็คือในระยะยาว การแตกต่างกันแม้เพียงค่าใช้จ่าย 0.2-0.3% ต่อปี มูลค่าเงินที่เราจะได้รับจากการลงทุนทบต้นนั้นแตกต่างกันมากเมื่อเวลาถ่างออกไปนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่านไป 40 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่อยู่ในกองทุนที่หักค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี (ซึ่งจะมีผลตอบแทนสุทธิ = 10.5% ต่อปี) จะมีมูลค่าเงินเป็น 54.26 ล้านบาท ในขณะที่กองที่หักค่าใช้จ่าย 0.80% จะมีมูลค่าเงินเป็น 48.7 ล้านบาท เงินที่ต่างกันประมาณ 5.5 ล้านบาทก็คือเงินครับ แม้กระทั่ง 20 ปี เงินระหว่าง 7.37 ล้านบาท กับเงิน 6.98 ล้านบาท เงินที่หายไป 4 แสนบาท สำหรับผมก็เป็นเงินที่มีค่าเช่นกัน (และนี่เราวัดกันแค่ส่วนต่างเล็กน้อยของกองทุนดัชนีนะครับ นึกภาพความต่างของค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนแบบ Active funds ที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้น แต่ดันเสียค่าใช้จ่ายปีละ 2-3% สิครับ ว่ามูลค่าเงินมันจะถ่างมหาศาลขนาดไหน! ดูจากบทความนี้ก็ได้ครับ -> ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน


กลับมาที่ประเด็นการย้ายกองทุนต่อ จากข้างบนผมแสดงเหตุผลให้เห็นว่า พอมันมีการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงในกองทุนดัชนี ทำไมเราถึงควรย้าย คำถามต่อมาซึ่งนักลงทุนสงสัยมาก ว่า เราควรจะย้ายอย่างไร มีนักลงทุนหนึ่งท่าน ถามผมมาด้วยคำพูดด้านล่างนี้ และผมเห็นว่าเขาเข้าใจได้ถูกต้อง

“สอบถามเรื่องการย้ายกองจาก Set50-ก.ไก่ ไป Set50-ข.ไข่ คือ ตอนนี้มีเงินในกองทุน ก.ไก่ที่ dca ไว้ สี่หมื่นกว่าบาท คือถ้าผมขายย้ายกองมาลงทุนที่ ข.ไข่ เวลาซื้อครั้งแรกที่กองนี้ให้ซื้อเป็นก้อนครั้งเดียวสี่หมื่นกว่า ๆ ตามยอดเงินที่ขายออกมาถูกต้องมั้ยครับ? (เดิมซื้อประจำทุกวันที่25) ผมก็จะมาซื้อกอง ข.ไข่ ทุกวันที่ 25 เหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็นการ dca ต่อถูกต้องมั้ยครับ ? (ซึ่งช่วงเวลาที่หายไประหว่างย้ายกองผมเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบมากต่อตัวเงิน)”

ประเด็นแรกคือ การเปลี่ยนกองพวก index funds แทบจะไม่น่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมเคลื่อนย้ายหนัก ๆ (ปกติไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและรับซื้อคืนอยู่แล้ว) —ใครไม่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนคืออะไร โปรดอ่านบทความนี้ก่อน *ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม*

และที่สำคัญนั้น เงินที่โยกไปก็คือเงินก้อนเดิมครับ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนมันก็เงินก้อนเดิม นักลงทุนลองขยับออกมาพิจารณาให้ละเอียด มองเงินเราเป็นเงินทั้งก้อนจะเห็นภาพ ลองนึกภาพตามครับ กองเก่าเราคือ กองทุนดัชนี SET กองใหม่ก็ SET แสดงว่า หุ้นที่ลงทุนทั้ง 2 กองเหมือนกัน ขึ้นลงเหมือนกัน (ต่างกันตรงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ) เท่ากับว่า เงินที่ถูกย้ายมาก็จะกลับไปลงทุนแบบเดิม มันก็คือเสมือนกองทุนเดิมนั่นล่ะ นึกภาพตามผมนะครับ เรามีเงินในกองทุน A มูลค่า 100 บาท เราขายไปเราได้ 100 บาทไปลงทุนกองใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนแบบที่ลงทุนสภาพเดียวกับกองเดิม มันก็คือเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่าครับ แค่เรากดขายกองทุนเก่า อีกสามวันได้เงินที่ขายมาก็ไปกดซื้อกองใหม่ มันคือเงินก้อนเดิมแท้ ๆ เลย

แต่นักลงทุนบางท่านอาจจะถามว่า การย้ายกองสมมุติเงินก้อนใหญ่ เช่น หนึ่งล้าน จะย้ายก้อนใหญ่ตูมเดียวหรือค่อย ๆ dca ย้าย ถ้า dca ย้ายควรแบ่งเป็นกี่ไม้กี่เดือนดีครับ หรือ นักลงทุนได้บอกว่า กลัวการออกจากราคาเฉลี่ยที่ได้มาจากการ DCA เดิม แล้วไปเข้ากองใหม่แบบทั้งก้อน ณ ราคาปัจจุบัน จะทำให้เกิดต้นทุนใหม่ที่แพงขึ้น และอาจไปเจอตลาดที่มีความเสี่ยงขาลงในอนาคต

ข้างบนนี้ทำให้ผมเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ปกติผมนึกว่าจะมีเฉพาะแต่กรณีขาดทุนแล้วนักลงทุนไม่ค่อยอยากขายกองทุน แต่นี่แม้กระทั่งกองทุนมีกำไร นักลงทุนก็ไม่อยากขายเช่นเดียวกันด้วย!

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า คำถามด้านบนถ้าลองพิจารณาดูแล้ว คิดไว ๆ มันก็จะไขว้เขวกันได้ ถ้าลองคิดแบบละเอียดมันจะเห็นภาพทะลุชัดเจน เช่น เดือนที่ (1) ผมซื้อกองทุน A ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ด้วยเงิน 1,000 บาท ผมจะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย พอเดือนที่ (2) ผมซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยละ 20 บาท จะได้ 50 หน่วย แต่ต้นทุนเฉลี่ยผมตอนนี้เป็น 13.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งผมจะมีมูลค่าเงินลงทุนในมือตอนนี้ 150*20 = 3,000 บาท แสดงว่าผมมีกำไร 3,000-2,000 = 1,000 บาท มาดูการถูกตัวเลขหลอกกันครับ ผมพบว่ากองทุนเดิมค่าธรรมเนียมแพงเลยจะย้ายไปอีกกอง ผมบอกอยากเก็บกองทุนเดิมไว้เพราะเดี๋ยวต้นทุนกองใหม่แพง ก็เลยเก็บกองเดิมไว้ แต่ซื้อกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ สมมติราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เป็น 25 บาท เงิน 1,000 บาทจะซื้อได้ 40 หน่วย เท่ากับตอนนี้ผมมีหน่วยรวม 190 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 15.79 มูลค่าเงินกลายเป็น 4,750 บาท มีกำไร 1,750 บาท (4,750-3,000)

ex1

ไปขั้นต่อไปนะครับ สมมติว่า แล้วถ้าเราขายทั้งก้อนมาซื้อใหม่ในเดือนที่ 3 จะเกิดอะไรขึ้น ?

เงินจากการขายในเดือนที่ 3 ซึ่งราคาหน่วยเท่ากับ 25 บาท จะได้เงินมา 150 หน่วย * 25 บาทต่อหน่วย = 3,750 บาท + เงินที่จะซื้อในเดือนที่ 3 อีก 1,000 บาท เท่ากับเราเอาเงินไปซื้อกองทุนใหม่ด้วยเงิน 4,750 บาท จะได้หน่วยทั้งสิ้น 190 หน่วย มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ครับ คือเรามีเงินรวม 4,750 เหมือนการทำแบบย่อหน้าก่อน เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน! และต้องไม่ลืมว่าต้นทุนเราตอนนี้ก็ 3,000 บาทเหมือนเดิม แต่ถือเงินมูลค่าที่โตขึ้นมากลายเป็น 4,750 อันมีกำไรเท่ากัน ไม่ว่าจะค้างในกองเดิม หรือจะย้ายทั้งทั้งก้อนมากองใหม่ก็ตาม

ex2

เอาให้เห็นภาพอีก เป็นแบบตลาดขาลง ราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เหลือ 10 บาทเท่านั้น การที่เราค้างเงินไว้ในกองเก่า เงินกองเก่าจะเหลือมูลค่า 1,500 บาท แล้วเราซื้อ 1,000 DCA เพิ่มในเดือนที่ (3) จะได้อีก 100 หน่วย รวมเราจะมีหน่วยทั้งสิ้น 250 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท (ราคาตอนเดือนที่ 3) เท่ากับเรามีจะมีเงินลงทุนมูลค่าเหลือ 2,500 บาท (นั่นคือขาดทุนไป -500 บาทเพราะต้นทุนเราตอนนี้คือ 3,000)

ex3

และแม้คุณจะขายทิ้งมารวมเงินซื้อในเดือนที่ (3) ซึ่งในเดือนที่ (2) ถ้าเราขาย 150 หน่วยออกมาก็จะได้เงิน 1,500 บวกกับเงินลงทุนเดือนใหม่อีก 1,000 = 2,500 บาท สังเกตไหมครับว่ามันก็คือเงินก้อนเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าจะย้ายไม่ย้าย สุดท้ายถ้าคุณยัง DCA เหมือนเดิม มันก็คือเงินก้อนเดิมที่จะขาดทุน -500 บาทอยู่ดี

ex4

คือตัวเลขในพอร์ตบางทีมันก็หลอก พอนักลงทุนคิดแยกบัญชีในใจ เห็นเงินก้อนเก่าเงินก้อนใหม่แยกกัน เงินก้อนเก่าต้นทุนต่ำ มีกำไรเหลือ นักลงทุนก็สบายใจ แต่เงินก้อนใหม่ขาดทุน นักลงทุนก็รู้สึกสบายใจอยู่ เพราะรู้สึกว่าเงินมันแยกกัน แต่ไม่ใช่ครับ! มันคือเงินเราทั้งคู่ มันคือเงินก้อนเดียวกัน! เวลาคิดคำนวณกำไรหรือขาดทุนต้องคิดจากเงินลงทุนของเราทุกก้อน พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกว่า “การแยกบัญชีในใจ” (Mental accounting) นักลงทุนมีการจัดแบ่งเงินในใจออกเป็นบัญชีที่มองไม่เห็นในหัว และจะแยกมันออกจากกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของมนุษย์ที่มีเหตุผล มันจะไม่มีเหตุผลครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัว สมมตินักลงทุนมีหุ้น A หุ้น B หุ้น C นักลงทุนลงทุนซื้อหุ้นตัวละ 10,000 บาท เท่ากับนักลงทุนลงทุนไป 30,000 บาทถ้วน แต่สองตัวแรกมีกำไรตัวละ 3,000 บาท ตัวหลังสุดขาดทุน -7,000 บาท นักลงทุนจะถูกอคติทางการเงินนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจเพราะมีกำไรถึงสองตัว ตัวละ 3,000 จากเงิน 10,000 (+30% แหน่ะ!) แต่ลองคิดดี ๆ มองทั้งพอร์ตสิครับ นักลงทุนขาดทุนต่างหาก เพราะเงินมูลค่าตอนนี้เหลือ 13,000+13,000+3,000 = 29,000 นักลงทุนขาดทุนไปหนึ่งพันบาทแล้วนะ และถ้าได้ศึกษากันต่อไปจะพบว่า นักลงทุนมักจะเด็ดดอกไม้และเก็บวัชพืชไว้ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรออก และเก็บหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้ (เพราะนักลงทุนโดนครอบงำจากอคติอีกตัวคือ ความกลัวการสูญเสีย —loss aversion)

จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากขายกองทุนที่ตัวเองขาดทุน คือ มีความรู้สึกกันว่า รอเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันขึ้นค่อยขาย แม้จะเป็นกองทุนที่ไม่มีหวังว่ามันจะขึ้นก็เถอะ แม้จะลงทุนผิดไปแค่ไหนก็เถอะ ฉันรอได้นะ แต่ในขณะที่กองทุนมีกำไร นักลงทุนจะรู้สึกว่ากำไรจะต้องเป็นเงินจริง นักลงทุนก็จะขายทิ้งออกมาเพราะกลัวสูญเสียกำไรก้อนนั้น แต่นั่นล่ะพอเป็นขาดทุน นักลงทุนจะรู้สึกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน (ในกรณีที่มันเป็นการลงทุนผิดแน่ ๆ แบบคุณต้องเปลี่ยนกองทุนนะ) การขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ขายก็ไม่ต้องเจ็บปวด ซึ่งมันก็แปลกดี ซึ่งมักจะเจอในกรณีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายกองทุนแบบที่สอง นั่นคือ (2) กรณีลงทุนกองทุนประเภท Active Funds แต่อยากย้ายไป Index Funds หลายท่านที่มักจะมีการลงทุนในกองทุนแบบบริหารมาก่อน แต่อาจจะค้นพบว่า หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดีหรือเหมาะสมกว่าจึงตัดสินใจย้ายเงินมาลงทุน แต่เงินก้อนเดิมดันอยู่ในกองทุนพวกบริหาร และส่วนใหญ่กองบริหารนั้นมักจะขาดทุนอยู่ซะด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บกองทุนที่ขาดทุนนั้นไว้ไปเรื่อย ๆ อยากจะผัดความรู้สึกที่ตนเลือกกองทุนที่ผิดพลาดออกไปให้นาน ๆ ซึ่งจากที่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างละเอียดในเคสข้างบนว่า เงินของนักลงทุนนั้นคือก้อนเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอเลย ถ้ามันลงทุนแบบไม่ถูกต้อง คุณก็ควรจะลงทุนอย่างถูกต้อง คือ ขายทิ้งออกมา แล้วไปลงทุนกองทุนที่ถูกต้องซะ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพสักหน่อย สมมติเดือนที่ 1 นักลงทุนลงทุนในกองทุนบริหารเพราะเชื่อคำแนะนำจากในกลุ่ม Line เลยลงทุนไป 100,000 บาท เวลาผ่านไปมันขาดทุนเหลือ 60,000 บาท ถ้านักลงทุนตัดสินใจและมีความรู้ดีแล้ว เลยคิดจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนดัชนี แต่นักลงทุนโดนอคติทางการเงินครอบงำ มักจะลงเอยที่นักลงทุนค้างเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วลงทุนกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ เช่น ซื้อกองทุนดัชนีเพิ่มอีกกองที่ 100,000 บาท (โดยหวังลึก ๆ ว่าเงินก้อนเก่าจะกลับมาเท่าทุนแล้วค่อยขาย) แต่นั่นล่ะครับ ถ้ามองจากเงินทุกก้อนแบบทะลุ ไม่ว่าเงินจะลงทุนตรงไหน มันก็คือเงินของเราทั้งหมด นักลงทุนตอนนี้ลงทุนไปแล้ว 200,000 บาท และมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือที่ 160,000 นั่นคือขาดทุน -40,000 บาทอยู่ดี เงิน 60,000 ที่ย้ายออกมาลงทุน มันก็จะเติบโตในกองทุนดัชนีกองใหม่ของเรา สมมติเรามองอนาคตได้ เราอาจจะพบว่า เงินกองเก่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าเงินกองเก่าจะเท่าเดิม แต่กองใหม่จะเป็น 120,000 บาท (กำไร +20%) แต่สุดท้ายเงินทั้งหมดก็จะกลายเป็น 180,000 (60,000+120,000) นักลงทุนก็ยังขาดทุนอยู่ดี -20,000 ครับ แต่ถ้าย้ายเงินมาลงทุนเลยเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เท่ากับจะมีเงินลงทุนในกองทุนดัชนีจาก 60,000 กองเก่า + 100,000 ก้อนใหม่ เป็น 160,000 (ต้นทุนรวม 200,000) แต่ถ้าเงินโต 20% ใน 3 เดือนถัดไปดังที่สมมติ เงินจะกลายเป็น 192,000 นักลงทุนเกือบจะเท่าทุนแล้วนะครับ ต่างจากการไม่ย้ายมาก ๆ

ex5


เรื่องนี้ผมคิดว่ายังมีอคติทางการเงินและพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ อีกที่ส่งผลให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น Anchoring คือนักลงทุนได้ไปยึดติดตัวเลขต้นทุนที่โชว์ในพอร์ต โดยลืมคิดถึงต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ประกอบกับอคติแบบ Status Quo ที่ทำให้นักลงทุนอยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากจะคงสถานะเดิมไป แม้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสำคัญก็ตาม เห็นไหมครับว่า อคติทางการเงินทำให้การลงทุนของเราเขวไปหมด

จุดสำคัญ ไม่ใช่ว่า เราจะมานั่งหวังกำไรขาดทุน คาดเดาไปต่าง ๆ นานา จุดตัดสินใจสำคัญของผมคือ  “หลักการที่เรายึดถือ” ถ้าเราตัดสินใจดีแล้วว่าจะเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนใหม่ ด้วยเหตุผลที่พิจารณาละเอียดรอบคอบแล้ว เช่น ด้วยหลักการที่ยึดถือว่า ต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด นั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เราขายออกมาแล้วก็ซื้อกองใหม่ที่มันค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ๆ การค้างเงินไว้ในกองเดิมแล้วซื้อกองใหม่ ไม่ต่างอะไรจากการขายกองเดิมทั้งหมดแล้วมาลงทุนกองใหม่ แต่เวลาที่ผ่านไปหากเรายังคงเงินไว้ในกองทุนเดิม ผลตอบแทนทบต้นและเวลาจะสร้างความแตกต่างมหาศาล สำหรับก้อนเงินที่เรามีการทิ้งไว้ในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ อย่างแน่นอน

นอกจากสองกรณีข้างบนอาจจะมีกรณีอื่นอีก แต่ขอยกสองเคสนี้มาอธิบายก่อน ซึ่งโดยสรุปก็คือ ถ้าพิจารณารอบคอบถี่ถ้วนแล้วว่าจะย้ายกองทุน ไม่จำเป็นต้องค้างเงินไว้ที่กองเก่า เราจะขายทิ้งทั้งหมดแล้วนำเงินมาซื้อกองใหม่หมดเลย ระยะยาวย่อมเป็นประโยชน์ต่อผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ มากกว่าการค้างเงินไว้ในกองเก่าที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการลงทุนของนักลงทุนครับ


ปล. มีประเด็นน่าคิดเพราะมีคนบอกว่า ถ้ากองทุนดัชนีขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไปลงทุนกองทุนแบบบริหาร (Active Funds) ดีกว่า คำถามของผมก็คือ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมถึงควรลงทุน Index Funds แล้วว่า ในระยะยาวมันมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนบริหารเลือกหุ้นทั้งหลายจะชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นในระยะยาว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่กองทุน active funds ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้น (หรือใกล้เคียง) แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงรวม ๆ ระดับ 2% ขึ้นไป ยิ่งกดให้มันหาทางชนะตลาดหุ้นได้ยากยิ่งเข้าไปอีก และคำถามถัดมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองใดจะชนะตลาดหุ้นในวันข้างหน้า เราจะเลือกถูกตัวหรอ เราจะเลือกถูกแล้วยังถือไปถูกตัวระยะยาวได้หรือ แม้อาจจะต้องยอมรับว่า Index Funds บ้านเราค่าใช้จ่ายสูงระดับหนึ่ง อย่างต่ำสุดตอนนี้ก็ประมาณ 0.65% แต่กับกองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมทะลุ 2-2.5% แล้ว

ถ้าเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่เรามาเลือกลงทุน index funds แล้วทำไมเราต้องย้อนกลับไปลงทุนใน active funds อีกกันล่ะ ?