วงจรล้มเหลวแบบรถไฟเหาะของนักลงทุน

(บทความนี้เคยเขียนใน facebook เมื่อ 29 ธันวาคม 2015 แต่นำมาปรับปรุงเพราะเห็นว่า พฤติกรรมการลงทุนส่วนใหญ่แบบนี้จะยังคงอยู่กับตลาดหุ้นต่อไปอีกนานแสนนาน)

วิธีดูรูปนี้ กราฟเส้นสีดำคือดัชนีตลาดหุ้น SET INDEX  ส่วนเส้นอื่น ๆ คือ จำนวนหน่วยของกองทุนรวมหุ้น (ปรับให้หลักเท่า ๆ กัน) ถ้าเส้นกองทุนเพิ่มสูงขึ้นแสดงว่า มีจำนวนหน่วยของกองทุนเพิ่ม นั่นคือ มีนักลงทุนเข้ามาเติมเงินซื้อกองทุน ที่ยกมามีกองทุน ABG (อเบอร์ดีนโกรท) TMB50 (ทหารไทยSET50)KFSDIV (กรุงศรีหุ้นปันผล) และ BKA (บัวแก้ว) พวกนี้ล้วนเป็นกองหุ้นกองใหญ่ ๆ ของประเทศที่คนชอบลงทุนกันครับ

934129_1760966617464850_7167614988469173382_n

รูปข้างบนนี้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมนักลงทุนในกองทุนส่วนใหญ่ ระยะยาวแล้วพวกเขาน่าจะได้ผลตอบแทนที่น้อยมาก จนถึงขั้นน่าจะขาดทุนกันอย่างแน่นอน สรุปง่ายๆให้เห็นภาพเป็นวัฏจักรเลยนะครับ

ช่วงที่ (1) เวลาที่หุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่จะขายกองทุนทิ้ง หรือไม่ได้ทำอะไรเลย (คือจะมีส่วนหนึ่งที่ตกใจก็ขายออกไป แต่ส่วนใหญ่จะช็อก แล้วก็อยู่เฉย ๆ อาจจะเพราะทำใจขายไม่ได้ ขาดทุนหนักเกิน) โปรดดูช่วงกรอบแดงที่ตลาดหุ้นตกหนักๆ จำนวนหน่วยของกองทุนมักจะลดลงหรือไม่ก็คงที่ มีซื้อเพิ่มนิด ๆ เช่น ปลายปี 2008 (วิกฤต Subprime) ปลายปี 2011 (ช่วงน้ำท่วมใหญ่) ปลายปี 2013 (ช่วงที่ตลาดหุ้นไปแตะดอย 1,650 จุด แล้วก็ตกมาแรง ๆ)

ช่วงที่ (2) เวลาที่ตลาดหุ้นเริ่มขึ้นเป็นช่วงกระทิงต้น ๆ กำลังค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา เช่น หลังวิกฤตซับพาร์มช่วงปี 2010 หรือต้นปี 2012 จำนวนหน่วยจะลดลงฮวบฮาบเลยครับ นักลงทุนส่วนใหญ่จะเริ่มขายทิ้ง เพราะเริ่มพลิกจากกำไรมาเท่าทุน หรือได้กำไรนิดหน่อย และพวกเขาไม่ลืมความเจ็บปวดที่พึ่งผ่านพ้นไป เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็จะออกจากตลาดหุ้นโดยขายกองทุนทิ้งกะแค่เท่าทุน หรือกะว่าได้กำไรน้อย ๆ แค่นี้ (ในมุมของพวกเขาคือเท่าทุนหรืออย่างน้อยก็ควรเก็บกำไรก้อนนิด ๆ ไว้ดีกว่า) เพราะฝังใจว่าถ้าไม่ขาย เดี๋ยวกำไรหายหมด

แต่ถ้าดูต่อจะพบว่า จำนวนหน่วยกองทุนทะยานมากๆช่วงที่ (3) กระทิงปลาย ๆ (ที่ตลาดหุ้นกำลังจะร่วงต่อในอีกไม่ช้า) แสดงว่า เม็ดเงินนักลงทุนไหลกลับเข้ามาซื้อกองทุน ให้ทายคือ พวกเขาจะบอกว่า แม่งเอ้ย ตกรถ! หรือไม่ก็ เฮ้ย! นี่มันขาขึ้นจริง ๆ นี่หว่า (ต้องรอให้ตลาดกระทิงทะยานอย่างรุนแรง พวกเขาจึงจะเริ่มเชื่อและเอาเงินกลับมาลงทุนหนักๆ – เพื่อเอาคืน เงินที่เคยขาดทุนไปตอนสมัยช่วง (1) )

บทสรุปสุดท้ายคือ พอตลาดหุ้นตกอีกรอบ นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะกลับไปที่โหมด (1) (2) (3) แล้ววงจรนี้ก็หมุนซ้ำไปเรื่อยๆ ทำให้เห็นว่า นักลงทุนพยายามกะจังหวะตลาดเข้าออก จับจังหวะซื้อขาย (market timing) แต่จากรูปน่าจะได้เห็นแล้วนะครับว่า ส่วนใหญ่คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะขาดทุนในระยะยาว เพียงแค่เพราะเหตุว่า พวกเขาไม่สามารถทนถือกองทุนหุ้นให้ผ่านความผันผวนไปได้ พวกเขาเชื่อว่าเก็งกำไรระยะสั้นน่าจะกำไรกว่า เข้าเร็วออกเร็วน่าจะรวยกว่า แต่สถิติก็คงจะให้เห็นแล้วนะครับว่าพวกเขานั้น “ช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ” 

นักลงทุนที่อยากประสบความสำเร็จในการลงทุนกองทุนหุ้น ควรจะหลีกเลี่ยงวัฏจักรวงจรล้มเหลวแบบรถไฟเหาะนี้ ด้วยการลงทุนถือกองทุนหุ้นให้ยาว ๆ ครับ คุณต้องลงทุนระยะยาวผ่านความผันผวนให้ได้ ลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี+ ขึ้นไปยิ่งดี พยายามถือกองทุนอดทนให้ผ่านความเจ็บปวดช่วงสั้น ๆ ให้ได้ ระยะยาวคุณถึงจะได้ผลตอบแทนก้อนโต และถูกจัดเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เงินไปจากตลาดหุ้น น่าแปลกที่ว่า เงินมักจะไหลออกจากคนที่อยู่เฉยไม่เป็น คนที่อยู่นิ่ง ๆ มักจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะการเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นนั้นมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่เสมอ อาจจะเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นมั้งครับ ที่กระตุ้นเร้าให้คนซื้อ ๆ ขาย ๆ พอไม่มีวินัยในการลงทุนกำกับ คนส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยรวยจากการลงทุน

 

Leave a Reply