ทองคำ และ กองทุนทองคำ เบื้องต้น – Gold 101

ทองคำ

ทองคำ” เป็นโลหะชนิดหนึ่งที่อาจใช้ในกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หรือในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ แต่มันได้ทำหน้าที่ (หรือจริง ๆ แล้วมีคนใส่หน้าที่ให้มันเพิ่มขึ้นต่างหาก) เช่น เป็นเงินทุนสำรองหนุนหลังการพิมพ์เงินและธนบัตร เป็นสินทรัพย์ที่มีราคาและเก็บเป็นสมบัติหรือมรดกตกทอดได้ ใช้บ่งบอกฐานะความร่ำรวยได้ และยังผูกพันกับชีวิตคนในหลายด้าน

สำหรับกรณีคนไทยก็เช่น สามารถเอา ทองคำ ไปหมั้นผู้หญิงได้ เอาไปหล่อพระพุทธรูปเพื่อเคารพสักการะก็ได้ แม้กระทั่งสำนวนสุภาษิตไทยก็เกี่ยวข้องกับทองตั้งหลายอัน ไม่ว่าจะเป็น เสียทองท่วมหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร เอาทองไปลู่กระเบื้อง กิ้งก่าได้ทอง ฯลฯ และถ้าถามถึงสุภาษิตเกี่ยวกับการให้ค่าทองคำของคนไทย ก็ต้องนึกถึงคำพูดติดปากที่ว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่” ในสายตาคนไทยสมัยก่อน คนที่รวยจริง ๆ ต้องถือ ทองคำ

1. ทองคำ กับการหนุนหลังระบบเงินตรา

ทองคำ ในบริบทที่น่าสนใจ คือการที่มันถูกนำมาเป็นเบื้องหลังทุนสำรองของประเทศ ซึ่งว่ากันว่า เงินที่เราใช้นี้ก็มีที่มาในสมัยก่อนจากทอง คือ เป็นกระดาษที่พิมพ์มาแทนทอง จะได้ใช้จ่ายคล่องขึ้น ไม่ต้องมีการส่งมอบทองจริง เปลี่ยนมาส่งแค่กระดาษแทน อันนำมาสู่กระบวนการซับซ้อนขึ้นว่า ถ้าจะพิมพ์เงินพิมพ์ธนบัตรคุณอาจทำได้ ขอแค่คุณมีทองคำมาหนุนหลังเพื่อเพิ่มความน่าน่าเชื่อถือ กระดาษที่สามารถแลกกลับเป็นทองได้จึงเป็นก้าวสำคัญของการเกิดขึ้นของเงินตรา

gold-is-money-2430052_640

ในช่วงศตวรรษที่ 19 ทางอังกฤษซึ่งเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นได้นำ “ระบบมาตรฐานทองคำ” (Gold Standard) ที่มีฐานความคิดดังที่อธิบายมาใช้กับกับเงินปอนด์ โดยระบบมาตรฐานทองคำนี้คงอยู่มายาวนาน

จนกระทั่งวันหนึ่ง ด้วยเหตุผลเกี่ยวเนื่องกับสภาวะเศรษฐกิจและผลกระทบจากสงครามโลก จึงเกิดระบบการเงินใหม่ที่เรียกว่า ระบบมาตราปริวรรตทองคำ (Gold Exchange Standard) ซึ่งมีลักษณะเป็นระบบห่วงโซ่ต่อเนื่อง มีประเทศ A เป็นศูนย์กลางในการถือทองคำ ส่วนประเทศอื่น ๆ นั้นก็เพียงแต่นำเงินตราของประเทศ A ไปถือไว้แทน ซึ่งในยุคนั้นสหรัฐอเมริกาได้ก้าวขึ้นมาสู่การเป็นประเทศศูนย์กลางในการถือทองคำแทนประเทศอื่น ๆ ในโลก และจุดนี้ทำให้อเมริกาในเวลาต่อมาได้กลายมาเป็นมหาอำนาจโลกในทางเศรษฐกิจ

และระบบการเงินก็ได้พัฒนาต่อมาสู่จุดที่ไม่จำเป็นต้องมีทองคำเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้ที่นำเรามาสู่จุดนี้ก็คือ สหรัฐอเมริกา เจ้าเดิมนั่นเองครับ ที่ประกาศยกเลิกการผูกติดทองคำกับการพิมพ์เงิน และระบบการเงินได้ยกย่องสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เป็นฐานและเครื่องมือหนุนหลังระบบของการแลกเปลี่ยนเงินตราของโลก ทำให้ทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีทองคำหนุนหลังในการพิมพ์เงินตราอีกแล้ว เพราะสามารถใช้ทุนสำรองในลักษณะที่เป็นการสะสมสกุลเงินดอลลาร์หนุนหลังการพิมพ์เงินตราแทน  (โดยอาศัยการเอาเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามาเป็นเดิมพันการันตีแทนทอง)

แต่อย่างไรก็ตาม หลายประเทศก็ยังมีการถือทองคำเป็นทุนสำรองอยู่นะครับ คนที่ถือเยอะสุดก็คือ สหรัฐอเมริกา นั่นเอง ตามมาด้วยเยอรมัน และ IMF ครับ

gold reserve 2018

2. ทองคำในบริบทของสินทรัพย์(ที่ดูน่าจะ)ปลอดภัย(จริงหรือ?)

ทองคำถูกจัดเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven asset) เพราะว่ากันว่ามันเหมือนเป็นดั่งเครื่องชั่งคุณค่าของเงินตรา ถ้าวันใดฝั่งเงินตราโดยเฉพาะเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงมา อีกฝั่งคือทองคำราคาจะสูงขึ้น มันจึงเป็นสินทรัพย์ยอดนิยมของนักวิเคราะห์สำหรับการพิจารณาตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะอัตราว่างงาน ตัวเลขทางเศรษฐกิจอย่าง GDP หรือตัวเลขอัตราเงินเฟ้อ ตัวเลขอะไรก็ตามที่บ่งบอกสภาพเศรษฐกิจสหรัฐ ล้วนผูกพันไม่มากก็น้อยกับราคาขึ้นลงทองคำ นักวิเคราะห์ก็เลยมักจะมาคอยลุ้นเลขที่ออกกันบ่อย ๆ

แล้วมันก็จะแปลกตรงที่เขามีตัวเลขให้ลุ้นตื่นเต้นกันทุกวันเลยทีเดียวครับ หากใครอ่านบทวิเคราะห์จะพบตารางปฏิทินประกาศตัวเลขมากมายยิ่งกว่าวันหวยออก เช่น วันนี้ตัวเลขประกาศอัตราว่างงานลดเหลือ 6% พรุ่งนี้รายงานตัวเลขดัชนีการผลิตขึ้น 0.2% มะรืนนี้จะรายงานดอกเบี้ยเหลือ 0.5% โดยเฉพาะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำพูดของประธาน FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) ที่ออกมาพูดถึงนโยบายการเงินทีไร ทุกคนก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจยิ่งกว่ารางวัลที่ 1 พอบอกจะพิมพ์เงินเพิ่ม (ออกนโยบาย QE ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง) ทั้งหุ้นทั้งทองก็จะส่งผลเฮโลราคาพุ่งขึ้น

pexels-photo-366551

สมัยก่อนนั้นทองคำถูกนิยมเก็บสะสมในรูปทองรูปพรรณ (โดยเฉพาะทางฝั่งเอเชีย) ส่วนฝั่งสหรัฐ ยุโรป จะนิยมเก็บในรูปเหรียญทองคำเป็นรุ่น ๆ หรือรูปแบบของทองคำแท่ง แต่อย่างไรก็ดี วงการการเงินสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาตอบสนองความต้องการของนักลงทุนได้ เพราะทองคำในสมัยนี้ยังมีรูปแบบของทองคำกระดาษหรือทองคำในทางสัญญา เพราะมีการเก็งกำไรกันด้วยตราสารการเงินใหม่ ๆ ให้ผลตอบแทนอ้างอิงจากราคาขึ้นลงของทองคำ ใช้วิธีตัดส่วนต่างราคาซื้อหักลบราคาขายเอา ไม่ต้องมีการส่งมอบทองคำจริง ๆ เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ทองคำ (Gold derivatives) จึงมีคนกล่าวกันว่า ทองคำเริ่มจะไม่ปลอดภัยไม่ Safe heaven เหมือนเดิมแล้ว และทองกระดาษหรือสัญญาทองคำอาจจะมีมูลค่ารวมกันทุกสัญญาสูงกว่าทองจริง ๆ ที่ได้ผลิตกันขึ้นมาบนโลก

3. พาหนะในการลงทุนทองคำ

การลงทุนในทองคำสมัยนี้มีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบซื้อเป็นทองคำจริง ๆ จะแบบแท่ง แบบรูปพรรณ (ทองเส้น) หรือจะลงทุนในกองทุนทองคำ (Gold funds) คือเอาเงินไปรวมกันเป็นก้อนใหญ่กับนักลงทุนรายย่อยอื่นเพื่อซื้อทองคำแล้วหาคนมาบริหารจัดการให้

ถ้าในระดับโลกจะมีกองทุนทองคำใหญ่ที่มีบทบาทสูง คือ SPDR Gold Trust/Share ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในหลายตลาดหุ้น เช่น ตลาดหลักทรัพย์ New York, Hong Kong, Singapore อธิบายง่าย ๆ เกี่ยวกับระบบกองทุนทองคำ คือ เอางี้นะ ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกส่งเงินมา เราจะรวมเป็นเงินก้อนบิ๊กบึ้มไปซื้อทองคำ หาที่เก็บ หาที่ดูแลรักษาให้ แต่เราขอค่าบริหารจัดการให้เรานิดนึง อันนี้คือหลักการ (concept) ของกองทุน SPDR ดังกล่าว

จากข้อมูลล่าสุดตอนนี้กองทุนดังกล่าวถือครองทองคำประมาณ 850 ตัน มากกว่าประเทศอย่างญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ที่ครองอันดับ 9-10 ของประเทศที่ถือครองทองคำเป็นทุนสำรองเลยทีเดียวครับ

spdr8-5-18

ข้อมูลจากหน้าเว็บไซต์ของกองทุน ณ วันที่ 08/05/2018

สมัยก่อนราคาทองคำจะอิงกับค่าเงินดอลลาร์เป็นหลัก แต่สมัยนี้ชักจะเริ่มไม่ใช่ครับ เนื่องจากมีการเก็งกำไรกันสูงมาก และทองคำเป็นตัวสินค้าที่ Hedge Fund หรือกองทุนเก็งกำไร มุ่งลงมาหาเงินกับมันกันอย่างมาก กองทุนพวกนี้มีหน้าที่ทำกำไรสูง ๆ ให้กับผู้ร่วมลงทุน ซึ่งวิธีที่เขาใช้กันคือใช้ปัจจัยทางเทคนิค (ทำนายแนวโน้มราคาขึ้นหรือลง แล้วก็ทำการซื้อขายเอา)

และวิธีหนึ่งในการลงทุนทองคำอย่างไว ๆ ก็คือการเข้าซื้อ SPDR Gold นั่นเอง แนวทางการลงทุนทองคำสมัยใหม่สำหรับนักลงทุนจึงเป็นการลงทุนผ่านกองทุนทองคำนั่นเองครับ โดยเฉพาะกองทุนทองคำแบบ ETF ซึ่งสามารถซื้อขายได้ทันที (real-time)

gp.PNG

4. ราคาของ ทองคำ

ย้อนกลับมาดูกันเรื่องราคาทองคำบ้าง จาก goldprice.org เมื่อซัก 10 กว่าปีที่แล้ว ทองคำวิ่งที่ประมาณ 300-400 ดอลลาร์ต่ออนซ์ (troy ounce – เป็นหน่วยสากลของทองคำ) ตีเป็นเงินไทยนั้นน่าจะประมาณไม่เกิน 10,000 บาท (เราจะเห็นได้ว่าทองคำนั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูง และมีรอบของมัน และติดหล่มนานมาก)

จนเมื่อประมาณปี 2000 ราคาก็พุ่งขึ้น ๆ จนกระทั่งสูงสุดแตะเกือบ 1900 เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปี 2011-2012 และนั่นคือ ดอยทอง ที่คนติดทองกันสูงมาก หนาวสุดขั้วหัวใจ ราคาไทยก็ประมาณเกือบ 27000 บาทนั่นหล่ะครับ

และหลังจากยุคทะยานไม่หยุดหย่อนนั้น ทองคำก็ร่วงลงมาเรื่อย ๆ จนแตะ 1300 โดยเฉพาะตอนสงกรานต์ปี 2013 เป็นจุดร้องระงมที่ทำนักลงทุนจำนวนมากบาดเจ็บจากทองคำไปตาม ๆ กัน ทั้งร้านทอง คนซื้อทอง ซื้อกองทุนทอง คนลงทุนในสัญญาอนุพันธ์ทองคำ

กลับไปก่อนหน้านี้ที่พูดถึงกองทุน SPDR กองทุนนี้เค้าเคยถือทองคำถึง 1300 ตัน แต่ตอนช่วงต้นปี 2013 เป็นต้น กองทุนได้เคยขายทองหนัก ๆ เกือบ 300 ตัน (และปัจจุบัน 2018 เหลืออยู่เท่า ๆ เดิมที่ 850+) ถ้าจำหลักมันได้ คือ กองทุน SPDR รวมเงินทุกคนไปซื้อทองและจัดการให้ถูกไหมครับ งั้นคิดภาพถ้าทุกคนอยากขายหล่ะ ใช่ คำสั่งจะถูกส่งไปยังกองทุน และนั่นคือที่มาว่าทำไม ราคาทองมันลงเรื่อย ๆ เพราะกระแสคำสั่งขายล้วนระดมเข้าสู่โครงการกองทุน SPDR

และเมื่อมีคนขายอย่าง SPDR ก็ต้องมีคนซื้อ เวลาทองคำราคาตก ก็มีกลุ่มผู้ซื้อเก็บและกลุ่มผู้ได้ประโยชน์จากการที่ทองคำมีราคาลดลง เช่น พวกอุตสาหกรรมเครื่องประดับ เหล่าธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติของแต่ละประเทศ

5. กองทุนรวมทองคำในไทย

ความสำคัญของกองทุน SPDR คือ กองทุนนี้เป็นกองทุนหลักที่กองทุนทองคำในบ้านเรามักจะไปลงทุนผ่านครับ เวลานักลงทุนทำการซื้อขายกองทุนทองคำ พวกกองทุน X-Gold กองทุนเหล่านี้ซึ่งมีกองทุน SPDR Gold Share เป็นกองแม่ ก็จะส่งคำสั่งซื้อขายต่อไปยังกอง SPDR

พูดให้เห็นภาพก็คือ นักลงทุนถือกองทุนทองคำในไทย ซึ่งกองทุนในไทยกองนั้น ไปลงทุนในกองทุน SPDR และ SPDR ไปลงทุนในทองคำ เราจึงถือทองคำผ่านระบบอ้อมหลายรอบหน่อย ๆ

และนักลงทุนต้องเข้าใจว่า กองทุนทองคำเนี่ย เวลาเราซื้อคือเหมือนเราซื้อทองคำที่ราคา ณ จุด ๆ นั้นนะครับ ซึ่งปกติก็คือราคาปิดทำการของวัน ผู้บริหารกองทุนไม่ได้มาจัดการซื้อขายจับจังหวะอะไรให้ มันแทบจะเหมือนซื้อทองคำจริง ๆ (แต่ไม่ซะทีเดียว) ถ้าราคาร่วงก็ร่วงจริง ๆ ต้องรอมันราคาขึ้นมา เช่น นักลงทุนที่ลงทุนซื้อกองทุนทองคำ ตอนราคาทองบาทละ 20,000 นักลงทุนก็จะมีต้นทุนที่ตรงนั้นนั่นล่ะครับ

กองทุนทองคำจึงไม่เหมือนกับพวกกองทุนหุ้นที่ผู้จัดการกองทุนยังสามารถสับเปลี่ยนหุ้นสร้างผลตอบแทนได้ หรือหุ้นที่กองทุนถืออาจมีการจ่ายปันผลเข้ามาเพิ่มกำไรให้นักลงทุนได้ แต่ว่า ทองคำนั้นตรงข้ามเพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนอื่นนอกจากการที่คุณหวังให้ราคามันขึ้น ๆ ลง ๆ (คุณถือทอง 1 ก้อนผ่านไป 100 ปีคุณก็มีทองแค่ 1 ก้อนเช่นเดิมครับ มันไม่งอก)

ข้อตรงนี้ต้องระวังด้วย และการถือกองทุนทองคำก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นที่คุณจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น การจ่ายค่าธรรมเนียมตอนเข้าซื้อหรือขายออก (0.5-1.0%) และการถือครองมันไว้ก็จะเสียค่าใช้จ่ายรวมของกองทุน เช่น ค่าธรรมเนียมการบริการจัดการ อีกรวม ๆ 1.0-2.0% ต่อปี

การเลือกลงทุนทองคำในรูปแบบไหนก็มีต้นทุนอยู่ดีครับ การลงทุนทองคำหรือทองคำแท่ง คนเราก็จะพะวง บางคนก็เลือกจะเก็บไว้ที่บ้าน ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการรักษา เช่น เก็บในตู้เซฟ หรือบางคนอาจจะไปทำการเช่าตู้นิรภัยที่ธนาคาร การถือทองคำจริง ๆ จึงมีต้นทุนเช่นกัน ถึงกับมีสำนวนไทยว่า มีทองเท่าหนวดกุ้ง นอนสะดุ้งจนเรือนไหว คือ มีทองนิดนึงเราก็พะวงไปต่าง ๆ นานาแล้ว

ในขณะที่การถือทองคำผ่านกองทุนรวมก็จะตัดปัญหาเรื่องการดูแลรักษาทองตรงนี้ไป แต่เราก็จะจ่ายในรูปค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของกองทุนแทนครับ

อีกอย่างคือผลตอบแทนทองคำมันผกผันกับค่าเงินดอลลาร์ด้วย เราต้องตรวจสอบว่ากองทุนทองคำที่เราลงทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านค่าเงินอย่างไรบ้าง เพราะสมมติถ้าราคาทองขึ้น (มักจะอิงเป็นราคาสกุลเงิน USD) มันจะมีปัญหาเวลาเราขายเอาเงินกลับมา เราต้องดูอีกว่า ถึงแม้เราจะได้กำไรจากราคาทองที่สูงขึ้น แต่ถ้าค่าเงินบาทเราแข็งค่าขึ้น เราก็อาจจะขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้ครับเวลาเราขายกองทุน

6. ตราสารอนุพันธ์ทองคำ

ปกติตราสารอนุพันธ์จะมี 4 รูปแบบได้แก่ Forwards, Futures, Options และ Swaps ผมขออธิบายสักอันหนึ่งเป็นตัวอย่าง เอาแบบง่าย ๆ เลย นาย A ทำสัญญากับนาย B ว่า อีก 3 เดือนข้างหน้า นาย A จะขายทองคำจำนวน 10 บาทให้นาย B ที่ราคาบาทละ 20,000 บาท (มูลค่ารวม 200,000) และนาย B ตกลงจะจ่ายเงินให้นาย A ตามสัญญาดังกล่าวในวันนั้น ลักษณะสัญญาสร้างหนี้แก่ทั้งคู่จึงเป็น Gold Forwards นั่นหมายความว่า ถ้าอีก 3 เดือนข้างหน้า ราคาทองคำกลายเป็น 25,000 เท่ากับมูลค่าสัญญานี้จะกลายเป็น 250,000

ถามว่าใครได้ประโยชน์ครับ คำตอบคือ คนซื้อหรือนาย B ยังไงล่ะ เพราะแทนที่จะต้องซื้อทองคำนี้ในราคาบาทละ 25,000 ก็สามารถซื้อได้ตามสัญญาเพียงแค่บาทละ 20,000 จากนาย A (คนขาดทุนคือนาย A เพราะสามารถเอาทองไปขายได้จริง 25,000 แต่ถูกบังคับโดยสัญญาให้ต้องส่งมอบแก่นาย B มิฉะนั้นตนจะผิดสัญญา)

ในทางกลับกัน ถ้าทองคำเหลือบาทละ 15,000 แบบนี้คนขายคือนาย A จะได้กำไรเพราะขายทองได้ตั้ง 20,000 แก่นาย B และนาย B ก็จะขาดทุนเพราะแทนที่จะซื้อทองคำจากท้องตลาดในราคา 15,000 ก็ต้องปฏิบัติตามสัญญายอมซื้อที่บาทละ 20,000

ความซับซ้อนอยู่ที่ว่า สัญญาทางการเงินเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องมีการส่งมอบทองคำจริง ๆ ก็ได้ หรือคู่สัญญาไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของทองคำจริง ๆ ก็ได้ จึงเป็นที่มาว่าทำไมมูลค่าทองในกระดาษสูงกว่ามูลค่าทองคำแบบมีตัวตน (physical) ก็เพราะอาจจะมีทองจริงแค่จำนวนหนึ่ง แต่สัญญานั้นสามารถสร้างขึ้นได้เรื่อย ๆ บนทองจริงที่มีนั้น และอาจมีการตกลงทำสัญญาซ้อนสัญญาไปอีกแบบทบทวีเรื่อย ๆ

7. บทสรุปการลงทุน ทองคำ

นักลงทุนสามารถลงทุนทองคำได้หลายรูปแบบ ทั้งเก็บทองคำในลักษณะที่เป็นเหรียญ เป็นทองคำแท่ง เป็นทองรูปพรรณ เป็นสัญญา (อนุพันธ์) หรือทำการออมทองที่ห้างทองต่าง ๆ มีโปรแกรมนี้ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องเข้าใจให้ดีและจำขึ้นใจ คือ ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาเพราะมีการให้ราคา การที่ในอนาคตมันจะมีราคาเป็นอย่างใด ขึ้นอยู่กับคุณค่าและมุมมองของระบบการเงินในตอนนั้น

ด้วยเหตุนี้เราจึงหวังได้เพียงแค่คาดหวังว่าราคาทองจะสูงขึ้น และทองคำไม่มีผลตอบแทนอื่นใดนอกจากราคาให้เราเหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่น เช่น หุ้น (ที่แสดงถึงส่วนในกิจการของบริษัทและมีการจ่ายปันผลให้) หรือ อสังหาริมทรัพย์ ที่มีค่าเช่าหรือผลผลิตจากการทำเกษตรในที่ดินนั้น

อย่างไรก็ดี มีนักลงทุนหลายคนที่ไม่ชอบทองคำนะครับ และคำพูดเจ็บถึงใจที่พวกเขาโต้ว่าการลงทุนทองไม่ดีอย่างที่คิด ก็เช่น คนซื้อทองเนี่ยทำได้เพียงแค่ลูบ ๆ คลำ ๆ มันเท่านั้นหล่ะ ดอกเบี้ยอะไรก็ไม่ให้ เก็บไว้ 10 ปีก็ไม่งอก ได้แต่นอนรอสักวันราคาจะขึ้นตามความเชื่อเท่านั้นเอง

นักลงทุนในตำนานคนหนึ่งที่ไม่ชอบการลงทุนในทองคำ คือ Warren Buffett ซึ่งเห็นว่า ถ้านำทองคำทั้งโลกมาแปลเป็นเงินตราแล้วเอาไปซื้อบริษัทอย่าง Exxon Mobil หรือซื้อที่ดินทั้งอเมริกา มันจะมีประโยชน์มากกว่าเยอะ เพราะสินทรัพย์อย่างอสังหาริมทรัพย์และกิจการต่าง ๆ สามารถสร้างผลผลิตที่แท้จริง เช่น ผลผลิตทางการเกษตร สินค้าและบริการ แบบที่การถือทองคำเอาไว้ไม่สามารถทำแบบนั้นได้เลย

อีกทั้งหลายคนยังเชื่อว่า ทองคำได้สูญเสียลักษณะของสินทรัพย์ลงทุนอันแสนปลอดภัยไปแล้ว และได้เข้าสู่โลกแห่งการเก็งกำไรอย่างรุนแรงแทน แถมจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทองคำได้ทำลายความเชื่อที่ว่า “ทองมีแต่ขึ้นไม่มีลง” ที่หลายคนเชื่อถือและบูชาความคิดนี้กันซะราบคาบ

สมัยก่อนถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ทองคำ สมัยนี้ทุกคนขับรถหนีจากถนนทองคำ แต่ขึ้นเครื่องบินทุกสายไปสู่ตลาดหุ้นแทน และตลาดการเงินมักซ้ำรอยเดิม เดี๋ยวก็จะเกิดเหตุการณ์สักวันหนึ่งที่ถนนทุกสายยูเทิร์นกลับมาฮิตลงทุนทองคำกันอีกรอบ พร้อมคำพูดที่ว่า “ครั้งนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว” ซึ่งว่ากันว่าเป็นคำพูดที่น่ากลัวที่สุดในตลาดการเงินและลงทุนครับ

Comments