คลังเก็บป้ายกำกับ: Index Funds

กองทุนดัชนีในไทย

ในประเทศไทยนั้นถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์กองทุนรวม (mutual funds) กองทุนดัชนีกองแรกน่าจะเป็น SCBSET ของบลจ.ไทยพาณิชย์ซึ่งลงทุนเลียนแบบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยออกกองทุนมาตอนปี พ.ศ. 2539 ส่วนกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี SET50 กองแรกคือ TMBSET50 ของบลจ.ทหารไทยในปี พ.ศ. 2544 ครับ ก็เกือบ 20 กว่าปีแล้วที่เกิดกองทุนรวมดัชนีในไทยขึ้นมา

ดัชนีที่เป็นที่นิยมเลียนแบบ คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งถือว่าดีครับ เพราะเกณฑ์ในการคำนวณและคัดเลือกบริษัทเข้ามาประกอบดัชนีนั้นใช้หลักการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) สามารถดูรายละเอียดเต็ม ๆ ได้ที่นี่  สรุปคร่าว ๆ ก็คือ ดัชนีประเภทนี้จะเป็นดัชนีแบบกระจายฐานกว้าง (broad-based) มีหุ้นหลายตัวประกอบกันโดยเรียงตามขนาดมูลค่าบริษัท บริษัทไหนใหญ่ก็จะมีน้ำหนักในการลงทุนมากกว่า และการเปลี่ยนแปลงราคาในแต่ละวันก็จะทำการปรับมูลค่าใหม่ให้กับหลักทรัพย์แต่ละตัวเองครับ ถ้าหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าตลาด (marketcap) ตกลงมา น้ำหนักในดัชนีก็จะน้อยลงไปอัตโนมัติ ทำให้ผู้จัดการกองทุนแทบจะไม่ต้องมายุ่งในการซื้อขายปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่อย่างใด เป็นดัชนีที่ทำการเข้าซื้อและถือยาวได้ง่ายที่สุด (buy & hold strategy) และจะประกอบด้วยหุ้นหลากหลายตัวทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ในไทยนั้นหลัก ๆ ก็จะมีดัชนี SET, SET50, SET100 (50-100 ก็คือจำนวนหุ้นที่จะต้องเลียนแบบครับ)

อย่าง SET50 โดยปกติมูลค่าของมันก็จะมีน้ำหนักประมาณ 70-75% ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับ ดัชนี The S&P500 ที่มีน้ำหนักประมาณสามในสี่ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐ กองทุนที่เลียนแบบมักจะทำได้ไม่ยากก็จะก็อปปี้ลงทุนหุ้นได้ครบ (full replication)  แต่อย่างดัชนี SET100 กองทุนอาจจะมีหุ้นไม่ถึง 100 ตัว หรือกรณี SET ยังไงก็คงไม่ครบ 500-600 แน่ๆ เพราะหุ้นตัวเล็ก ๆ สภาพคล่องในการซื้อขายยิ่งต่ำ แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เขาสามารถใช้วิธีปรับสัดส่วนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีได้โดยไม่ต้องมีหุ้นครบ คืออาจจะคำนวณโปรแกรมว่าต้องเพิ่มลดน้ำหนักตัวไหนจึงจะใกล้เคียงกับการลงทุนตามดัชนีนั้นๆมากที่สุด (optimization)

    ข้อมูลผมอาจจะตกหล่น แต่เท่าที่สำรวจดู ข้อเสียอย่างหนึ่งของกองทุนรวมโดยเฉพาะกองทุนเปิดในบ้านเรานั้น ไม่มีกองทุนดัชนีสินทรัพย์อื่น เช่น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ เป็นตัวเลือกให้นักลงทุน (ต่างประเทศมีและนิยมมากด้วย) ก็จะต้องทำการรอคอยกันต่อไปว่าบลจ.เจ้าไหนจะเข็นมันออกมาก่อน


แนวทางลงทุน

เพราะฉะนั้น ด้วยความครบหลายอย่างของดัชนี SET ไม่ว่าจะเกณฑ์ Market Cap-Weight, เป็น Broad-based index จึงทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broad diversification), และอย่าง SET50 นั้นลงทุนตามได้ง่าย full replication ซึ่งจะทำให้คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ลงอีกได้ กองทุนดัชนีในไทยเราที่เป็น กองทุนดัชนีหุ้น SET50 จึงค่อนข้างจะเหมาะสมในการถือครองระยะยาว

กองทุนดัชนีที่เหมาะสมจะลงทุนนั้น ยังต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่าย เป็นสำคัญ จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำมาก ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี (lower or lowest-costs) ยิ่งสมมติคุณลงทุนกองทุนดัชนี SET50 ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเหมือนกันหมด คุณจึงควรเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดครับ นอกจากนี้กองทุนดัชนีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เช่น ไม่ควรมีธรรมเนียมในการซื้อขาย (no-load) แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เก็บเข้ากองทุนประเภท Transaction-fees แบบนี้ยอมรับได้ อีกประเด็นคือ นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นอย่างน้อย 7-10 ปีขึ้นไป ดังนั้นนักลงทุนย่อมไม่ควรลงทุนในกองทุนดัชนีที่จ่ายปันผล (ดูข้อเสีย)

เพราะฉะนั้นข้อมูลด้านล่างนี้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลกองทุนดัชนีหุ้นไทย โดยจะตัดกองทุนเปิดดัชนีที่มีการจ่ายปันผลทิ้งไป เช่น TMB50DV, T-SET50 และบางกองที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างสูงเกิน 1% ไปมาก หรือบางกองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ที่อาจจะถูกปิดหรือเลิกกองทุนได้

นักลงทุนต้องระวังกองทุนรวมที่มีคำว่า SET50, SET100 แต่ไม่ใช่กองทุนดัชนีนะครับ เช่น 1AMSET50, KFENSET50 พวกนี้เป็น active fund

ข้อมูลด้านล่างนี้เก็บรวบรวมมา ณ วันที่ 18/11/2560 ก็จะพยายามอัพเดตอย่างน้อยทุกครึ่งปีครับ

  • ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (fee in-out) คือ คือค่าใช้จ่ายเวลาเราซื้อหรือขายกองทุนซึ่งทำให้กองทุนมีการเคลื่อนไหวเพราะเงินเราไหลเข้าออก กองทุนจึงเก็บจากเราโดยตรง จะได้ไม่กระทบกับเงินลงทุนคนอื่นที่เขาไม่ได้ซื้อขายด้วย เหลือก็เก็บเข้ากองทุน เป็นค่าใช้จ่ายที่โอเคและสมเหตุสมผลครับ
  • ค่าธรรมเนียม (Load – front, back) คือค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายกองทุน ซึ่งกองทุนดัชนีที่ดีไม่ควรมีพวกนี้ครับ (no-load)
  • Expenses Ratio (Total expenses ratio – TER) เป็นอัตราค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม รวมแล้วทั้งค่าธรรมเนียมบริหาร ค่าดูแลกองทุน ค่านายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่นอันแสนจะยิบย่อย (-_-“) ผลตอบแทนส่วนใหญ่ในระยะยาวของเราจะหายก็เพราะตัวนี้ครับ สำคัญมาก (ตัวเลขที่เอามาคือเป็นตัวเลขรวมภาษี บางกองทุนโชว์ก่อนภาษีผมก็ทำการเหมาคร่าว ๆ โดยคูณ 1.07 เข้าไป)
  • Turn-over rate expense คือ ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เพราะทุกครั้งที่กองทุนมีการเคลื่อนไหว มีการซื้อขายหุ้นในพอร์ตก็จะต้องจ่ายค่าคอมให้โบรกเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งปกติมันควรจะน้อยครับเพราะส่วนใหญ่กองทุนพวกนี้ก็ควรจะถือหุ้นยาว (** ทุกท่านควรจะอ่านและทำความเข้าใจให้ดีกับ ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม ครับ ว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับ)
  • ช่องสุดท้าย คือ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในท้ายที่สุด ดูไว ๆ ช่องนี้ได้เลย 

set181117

* กองทุน KT-SET50A พึ่งตั้งกองทุนเมื่อต้นปี 2560 ทำให้ข้อมูลรายงานประจำปียังไม่มี เบื้องต้น ณ วันจัดทำพบว่ามีค่าใช้จ่ายบริหาร 0.40% ค่าใช้จ่ายอื่นราว ๆ 0.10% รวมแล้วก็ประมาณ 0.5% หากแต่มีการยกเว้นค่านายทะเบียนชั่วคราวซึ่งปกติเจ้าอื่นเก็บ จึงมีความไม่แน่นอนในค่าใช้จ่ายตัวนี้ (ซึ่งในหนังสือชี้ชวนเก็บได้อีกสูงสุด 0.20%) ประกอบกับขาดค่าใช้จ่ายสำคัญอีกตัว คือ ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในกองทุนเอง (Turn over rate expenses) จึงไม่สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกมาได้แน่นอนครับ อาจจะต้องรอรอบรายงานประจำปีถัดไปให้ตัวเลขเสถียรและชัดเจนก่อน


ก็จะเห็นได้ว่า กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ณ ปัจจุบัน คือ TMB50 ส่วนหมวดกองทุนประหยัดภาษีนั้นต่ำสุดก็คือ KS50LTF กับ KFS100RMF ครับ แต่ต้องเข้าใจว่าต่อให้ต่ำสุดในหมวดนั้นแต่ถ้าเกิน 1% ต่อปี กองทุนดัชนีก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ครับ มันต้องรวมกันสองอย่างคือ เป็น “กองทุนดัชนี” และต้องมี “ค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด” ด้วย

ถามว่าค่าใช้จ่ายกองทุนดัชนีในบ้านเรานั้นต่ำหรือยัง คำตอบคือยังครับ ค่าเฉลี่ยจริง ๆ ค่าใช้จ่ายรวมไม่ควรเกิน 0.5% ควรจะต่ำกว่านี้ ลองดูกองทุนดัชนีของสหรัฐก็จะอยู่ที่ 0.1-0.3% ต่อปีครับ (ต่ำสุดเลยคือ 0.05% !) แต่ถามว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนดัชนีหุ้นไทย ต่ำๆก็อยู่ที่ 0.5-0.8% ต่อปี ก็ถือว่าน้อยกว่าเกือบ 2-3 เท่าของกองทุนบริหาร (active funds) ครับ ค่าเฉลี่ยที่ผมเคยทำ กองทุนบริหารในไทยมีค่าใช้จ่ายหลักและค่าใช้จ่ายแฝงรวมกันประมาณ 1.75-2.50% ต่อปีเลยทีเดียว ระยะยาวส่วนต่างพวกนี้จะถ่างผลตอบแทนออกเยอะมากครับด้วยพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น

แล้วถามว่ากองทุนรวมในไทยที่เป็นกองทุนบริหารทำผลตอบแทนได้แย่กว่าดัชนีหรือตลาดหุ้นหรือไม่ โปรดลองอ่านบทความเหล่านี้ครับ LTF กองไหนดี10 ปีผ่านไป กองหุ้นไทยเทียบ SET TRIเจาะลึก RMF หุ้นไทย ใครแพ้?, แล้วจะเห็นว่ากองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอนั้นมีน้อยจริง ๆ และชนะในวันนี้ก็อาจจะเป็นผู้แพ้ในวันหน้าได้ และนักลงทุนก็ไม่มีวิธีไหนทำนายได้ด้วยว่ากองไหนจะเป็นที่หนึ่งในอีก 20-40 ปีข้างหน้า โดยปกติการเสียเวลามานั่งหากองทุนบริหารผู้ชนะมักจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผลตอบแทนด้อยลงครับ (“Searching for superior active funds is an inferior strategy.”—Richard A. Ferri)

มีกองทุนดัชนีอีกประเภทในไทยที่ส่วนตัวผมอยากเตือนให้นักลงทุนระวังคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Foreign Investment Fund-FIF) ไม่ว่าจะเป็น Fund of Funds หรือ Feeder Fund พวกนี้มีการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่แพงมากและเก็บซ้ำซ้อนจนลดทอนผลตอบแทนที่นักลงทุนควรได้จนอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวที่จะลงทุนครับ ยกตัวอย่าง กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นต่างประเทศ เช่น ดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น นักลงทุนซื้อตอนแรกก็โดนค่าธรรมเนียมขาย (front-load) ไป 1.0-1.5% กองทุนพวกนี้เอาเงินท่านไปซื้อ ETF ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 0.3-0.4% ต่อปี แล้วกองทุนในไทยยังเก็บค่าใช้จ่ายท่านซ้ำอีก เช่น บางเจ้าเก็บปีละ 1.0-1.4% ต่อปี สรุปแล้วปีแรกท่านก็เสียค่าใช้จ่ายไปรวมร่วม ๆ 2-3% ปีหลัง ๆ พอถือยาวก็เสียอีก 1.5-2.0% ต่อปี ถ้าระยะยาวดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี ท่านก็จะโดยกินไปแล้วเกือบร้อยละ 20 ของผลตอบแทน ส่วนตัวผมจึงแทบไม่แตะต้องกองทุนพวกนี้เลย ค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนี้ ระยะยาวย่อมลดทอนสิ่งที่จะได้จากการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศครับ ว่ากันว่า การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศประกอบในพอร์ตฟอลิโอถือเป็น free-lunch ในการลงทุน แต่ถ้าถูกคิดค่าใช้จ่ายแพงขนาดนี้นอกจากเราจะไม่มี free-lunch อาหารกลางวันให้กินแล้ว เรายังต้องจ่ายอาหารเช้า breakfast-lunch ให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมด้วย อะไรที่คุณไม่จ่ายออกไปในการลงทุน ในด้านหนึ่งมันก็คือผลตอบแทนที่คุณได้รับ (“The Fact is that the reverse is true : the more you pay, the less your earn.” — John C. Bogle) ตรวจสอบค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามครับ

“Other things equal, lower costs mean higher returns.” — John C. Bogle


อยากให้อ่านบทความนี้ต่อครับ — DCA กับคำแนะนำของกูรู


—♦ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนี จัดทำ ณ วันที่ 20/11/2560

SETFUNDS201117

—♠ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนีตามรอบรายงานประจำปีที่ผ่านมา

SET AR back

กองทุนดัชนี ในไทย (Index Funds in Thailand)

กองทุนดัชนี (Index Funds)

ในประเทศไทยนั้น ถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์กองทุนรวม (mutual funds) กองทุนดัชนี กองแรกน่าจะเป็น SCBSET ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งลงทุนเลียนแบบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) โดยออกกองทุนมาตอนปี พ.ศ. 2539 ส่วนกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี SET50 กองแรกคือ TMBSET50 ของบลจ.ทหารไทยในปี พ.ศ. 2544 ครับ ก็เกือบ 20 กว่าปีแล้วที่เกิดกองทุนรวมดัชนีในไทยขึ้นมา

ปรับปรุงบทความ 22/07/62

1. ดัชนีที่ กองทุนดัชนี ในไทยนิยมเลียนแบบ

ดัชนีที่เป็นที่นิยมเลียนแบบของ กองทุนดัชนี ในไทย คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ซึ่งถือว่าดีครับ เพราะเกณฑ์ในการคำนวณและคัดเลือกบริษัทเข้ามาประกอบดัชนีนั้น ใช้หลักการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) (ดูรายละเอียด)

โดยสรุปคร่าว ๆ ก็คือ ดัชนีประเภทนี้จะเป็นดัชนีแบบกระจายฐานกว้าง (broad-based) มีหุ้นหลายตัวประกอบกันโดยเรียงตามขนาดมูลค่าบริษัท (market cap) บริษัทไหนมีขนาดใหญ่ก็จะมีน้ำหนักในการลงทุนมากกว่า และการเปลี่ยนแปลงราคาในแต่ละวันก็จะทำการปรับมูลค่าใหม่ล่าสุดให้กับหลักทรัพย์แต่ละตัวเองครับ ถ้าหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าตลาดตกลงมา น้ำหนักของมันในดัชนีก็จะลดน้อยลงไปอัตโนมัติ ทำให้ผู้จัดการกองทุนแทบจะไม่ต้องมายุ่งในการซื้อขายปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ดัชนี SET Index จึงเป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่ทำการเข้าซื้อและถือยาวได้ง่ายที่สุด (buy-and-hold strategy) และจะประกอบด้วยหุ้นหลากหลายตัวทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ในไทยนั้นหลัก ๆ ก็จะมี ดัชนี SET, SET50, SET100 โดยตัวเลข 50-100 ก็คือจำนวนหุ้นที่จะต้องเลียนแบบครับ

ยกตัวอย่าง ดัชนี SET50 โดยปกติมูลค่าของมันก็จะมีน้ำหนักประมาณ 70-75% ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับ ดัชนี the S&P500 ที่มีน้ำหนักประมาณสามในสี่ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐ กองทุนที่เลียนแบบมักจะทำได้ไม่ยาก ทำให้สามารถจะ copy ลงทุนหุ้นได้ครบ (full replication)

ส่วนดัชนี SET100 นั้น กองทุนอาจจะมีหุ้นไม่ถึง 100 ตัว หรือกรณีเลียนแบบ SET ยังไงก็คงลงทุนไม่ครบ 500-600 ตัวแน่ ๆ เพราะหุ้นตัวเล็ก ๆ สภาพคล่องในการซื้อขายยิ่งต่ำ หากแต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เขาสามารถใช้วิธีปรับสัดส่วนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีได้โดยไม่ต้องมีหุ้นทุกตัวครบ คือ อาจจะคำนวณโดยใช้โปรแกรมว่าต้องเพิ่มลดน้ำหนักของหุ้นตัวไหนจึงจะใกล้เคียงกับการลงทุนตามดัชนีนั้น ๆ มากที่สุด (optimization)

ข้อมูลผมอาจจะตกหล่น แต่เท่าที่สำรวจดู ข้อเสียอย่างหนึ่งของกองทุนรวมโดยเฉพาะกองทุนเปิดในบ้านเรานั้น ไม่มี กองทุนดัชนี สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เช่น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นตัวเลือกให้นักลงทุน (ต่างประเทศมีและนิยมมากด้วย) ก็จะต้องทำการรอคอยกันต่อไปว่า บลจ. เจ้าไหนจะเข็นมันออกมาก่อน

2. แนวทางลงทุนกองทุนดัชนี 

ด้วยความครบครันของดัชนี SET Index ไม่ว่าจะมีลักษณะตามเกณฑ์ market cap-weighted, เป็น broad-based index จึงทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broad diversification) และอย่างดัชนี SET50 นั้นลงทุนตามได้ง่าย ลงทุนหุ้นครบทั้ง 50 ตัวได้ด้วยวิธี full replication ซึ่งจะทำให้กองทุนสามารถคิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ได้ ทำให้กองทุนดัชนีในไทยเราที่เป็น กองทุนดัชนีหุ้น SET50 จึงค่อนข้างจะเหมาะสมในการถือครองระยะยาว ประเด็นนี้ค่อนข้างคล้ายกับกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐที่มักจะนิยมเลียนแบบดัชนี the S&P 500

อนึ่ง กองทุนดัชนีที่เหมาะสมจะลงทุนนั้น ยังต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่าย เป็นสำคัญ จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำมาก ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี (lower or lowest-cost index funds)

ยิ่งสมมติคุณลงทุนกองทุนดัชนี SET50 ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเหมือนกันหมด กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET50 ต้องลงทุนหุ้นทุกตัวเหมือนกัน ต้องทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี SET50 เมื่อมันไม่มีความต่าง คุณจึงควรเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่าย ต่ำที่สุด ครับ

นอกจากนี้ กองทุนดัชนีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ เช่น ไม่ควรมีธรรมเนียมในการซื้อขาย (no-load) แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เก็บเข้ากองทุนประเภทค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (transaction fees) แบบนี้ยอมรับได้

อีกประเด็นคือ นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นอย่างน้อย 7-10 ปีขึ้นไป ดังนั้น นักลงทุนย่อมไม่ควรลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีนโยบายในการจ่ายปันผล (ดูข้อเสีย)

ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลกองทุนดัชนีหุ้นไทย โดยจะตัดกองทุนเปิดดัชนีที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลทิ้งไป เช่น TMB50DV, T-SET50 และบางกองทุนที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างสูงเกิน 1% ไปมาก หรือบางกองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ที่มีโอกาสอาจจะถูกปิดหรือเลิกกองทุน

อนึ่ง นักลงทุนต้องระวังกองทุนรวมที่มีคำว่า SET50, SET100 แต่ไม่ใช่กองทุนดัชนีนะครับ เช่น 1AMSET50, KFENSET50 พวกนี้เป็น actively managed funds ไม่ใช่กองทุนดัชนีแบบเชิงรับแท้ (passive index funds) 

ข้อมูลด้านล่างนี้เก็บรวบรวมมา ณ วันที่ 22/07/2562 ก็จะพยายามอัพเดตอย่างน้อยทุกครึ่งปีครับ

(1) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (fee in-out) คือ คือค่าใช้จ่ายเวลาเราซื้อหรือขายกองทุนซึ่งทำให้กองทุนมีการเคลื่อนไหวเพราะเงินเราไหลเข้าออก กองทุนจึงเก็บค่าใช้จ่ายจากเราโดยตรง จะได้ไม่กระทบกับเงินลงทุนของคนอื่นที่เขาไม่ได้มาซื้อขายกับเราด้วย ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือก็เก็บเข้ากองทุน ทำให้ค่าใช้จ่ายตัวนี้โอเคและสมเหตุสมผลในการเก็บครับ

(2) ค่าธรรมเนียม (Load – front, back) คือค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายกองทุน ซึ่งกองทุนดัชนีที่ดีไม่ควรมีพวกนี้ครับ (no-load)

(3) Expense Ratio (Total expense ratio – TER) เป็นอัตราค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม ซึ่งคิดรวมแล้วทั้งค่าธรรมเนียมบริหารจัดการกองทุน ค่าดูแลกองทุน ค่านายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่นอันแสนจะยิบย่อย (-_-“) ผลตอบแทนส่วนใหญ่ในระยะยาวของเราจะหายก็เพราะตัวนี้ครับ สำคัญมาก (ตัวเลขที่เอามาคือเป็นตัวเลขรวมภาษี บางกองทุนโชว์ก่อนภาษีผมก็ทำการเหมาคร่าว ๆ โดยคูณ 1.07 เข้าไป)

(4) Turnover rate expense คือ ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เกิดจากการที่กองทุนทำการซื้อขายหุ้นของกองทุน หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการหมุนเวียนซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน เพราะทุกครั้งที่กองทุนมีการเคลื่อนไหว มีการซื้อขายหุ้นในพอร์ตก็จะต้องจ่ายค่าคอมให้โบรกเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งปกติมันควรจะน้อยครับเพราะส่วนใหญ่กองทุนพวกนี้ก็ควรจะถือหุ้นยาว

หากท่านไม่เข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมที่กล่าวไปข้างบน ทุกท่านควรจะอ่านและทำความเข้าใจให้ดีกับรายละเอียดของค่าใช้จ่ายแต่ละตัวตามบทความนี้ >> ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม

ช่องสุดท้าย คือ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในท้ายที่สุด ดูไว ๆ ช่องนี้ได้เลย 

Annotation 2019-07-22 191347

* Class E เป็นกองทุนที่ทางบลจ.ไทยพาณิชย์กำหนดให้ซื้อผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตหรือดิจิตัลเท่านั้น โดยจะยกเว้นไม่เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ แต่จะมีเงื่อนไขว่าห้ามซื้อกองทุนพวกนี้เกิน 1 ล้านบาท หรือลงทุนไปแล้ว ถ้ามูลค่าเงินลงทุนของเงินกองทุน Class E ทุกกองที่ลงทุนไปเติบโตไปเกิน 1 ล้านบาท ก็จะซื้อเพิ่มอีกไม่ได้ รายละเอียดโปรดดูที่เว็บไซต์ของทาง บลจ.ไทยพาณิชย์ เองนะครับ

จากรูปข้างบนนั้นก็จะเห็นได้ว่า กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ณ ปัจจุบัน คือ พวกกองทุน Class E ของบลจ.ไทยพาณิชย์ (0.10-011%) แต่ถ้าไม่นับ Class E ก็จะเป็นกองทุน K-SET50 (0.57%) ของค่ายบลจ.กสิกร

ส่วนหมวดกองทุนประหยัดภาษีนั้นต่ำสุดในหมวด LTF คือ KLTF50 (0.76%) ถ้าเป็นหมวด RMF ก็คือ SCBRMS50 (0.69%) ครับ

ต้องเข้าใจว่าต่อให้ต่ำสุดในหมวดนั้นแต่ถ้าค่าใช้จ่ายเกิน 1% ต่อปี กองทุนดัชนีกองนั้นก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ครับ มันต้องรวมกันสองอย่างคือ เป็น “กองทุนดัชนี” และต้องมี “ค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด” 

* Class E เป็นกองทุนที่ทางบลจ.ไทยพาณิชย์กำหนดให้ซื้อผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตหรือดิจิตัลเท่านั้น โดยจะยกเว้นไม่เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ แต่จะมีเงื่อนไขว่าห้ามซื้อกองทุนพวกนี้เกิน 1 ล้านบาท หรือลงทุนไปแล้ว ถ้ามูลค่าเงินลงทุนของเงินกองทุน Class E ทุกกองที่ลงทุนไปเติบโตไปเกิน 1 ล้านบาท ก็จะซื้อเพิ่มอีกไม่ได้ รายละเอียดโปรดดูที่ เว็บไซต์ของทาง บลจ.ไทยพาณิชย์ เองนะครับ

ค่าใช้จ่ายที่ควรจะเป็นและความหวัง

ถามว่าค่าใช้จ่ายกองทุนดัชนีในบ้านเรานั้นต่ำหรือยัง คำตอบคือยังครับ ค่าเฉลี่ยจริง ๆ ค่าใช้จ่ายรวมไม่ควรเกิน 0.5% ควรจะต่ำกว่านี้ ลองดูกองทุนดัชนีของสหรัฐก็จะอยู่ที่ 0.1 – 0.3% ต่อปีครับ (ต่ำสุดเลยคือ 0.05%!) แต่ถามว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนดัชนีหุ้นไทย ต่ำ ๆ ก็อยู่ที่ 0.6 – 0.8% ต่อปี ก็ถือว่าน้อยกว่าเกือบ 2-3 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปหากลงทุนในกองทุนบริหารจัดการที่คัดเลือกหุ้นรายตัว (actively managed funds) ครับ

ค่าเฉลี่ยที่ผมเคยสำรวจนั้น กองทุนบริหารจัดการในไทยมีค่าใช้จ่ายหลักและค่าใช้จ่ายแฝงรวมกันประมาณ 1.75 – 2.50% ต่อปีเลยทีเดียว ระยะยาวส่วนต่างพวกนี้จะถ่างผลตอบแทนออกเยอะมากครับด้วยพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น

แล้วถามว่ากองทุนรวมในไทยที่เป็นกองทุนบริหารทำผลตอบแทนได้แย่กว่าดัชนีหรือตลาดหุ้นหรือไม่ โปรดลองอ่านบทความเหล่านี้ครับ มายาคติและการเสียเวลาดูผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนรวม และ ผลตอบแทนของหุ้นและตลาดหุ้น แล้วจะเห็นว่ากองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอนั้นมีน้อยจริง ๆ และผู้ชนะในวันนี้ก็อาจจะเป็นผู้แพ้ในวันหน้าได้

นอกจากนี้ นักลงทุนก็ไม่มีวิธีไหนทำนายได้ด้วยว่า กองทุนไหนจะเป็นที่หนึ่งในอีก 20-40 ปีข้างหน้า โดยปกติการเสียเวลามานั่งหากองทุนบริหารที่จะเป็นผู้ชนะ มักจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผลตอบแทนด้อยลงครับ

Searching for superior active funds is an inferior strategy.“— Richard A. Ferri

3. กองทุนดัชนีที่ลงทุนดัชนีหุ้นต่างประเทศ

มีกองทุนดัชนีอีกประเภทในไทยที่ส่วนตัวผมอยากเตือนให้นักลงทุนระวังคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Foreign Investment Fund – FIF) ไม่ว่าจะเป็น Fund of Funds หรือ Feeder Fund พวกนี้มีการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่แพงมาก และเก็บซ้ำซ้อนจนลดทอนผลตอบแทนที่นักลงทุนควรได้ จนอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวที่จะลงทุนครับ

ยกตัวอย่าง กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นต่างประเทศ เช่น ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น นักลงทุนซื้อตอนแรกก็โดนค่าธรรมเนียมขาย (front-load) ไป 1.0 – 1.5% กองทุนพวกนี้เอาเงินท่านไปซื้อ ETF ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 0.3 – 0.4% ต่อปี แล้วกองทุนในไทยยังเก็บค่าใช้จ่ายท่านซ้ำอีก เช่น บางเจ้าเก็บปีละ 1.0 – 1.5% ต่อปี สรุปแล้วปีแรกท่านก็เสียค่าใช้จ่ายไปรวมร่วม ๆ 2 – 3% พอถือไปเรื่อย ๆ ปีหลัง ๆ ก็เสียอีก 1.5 – 2.0% ต่อปี

ถ้าระยะยาวดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี ท่านก็จะโดยกินผลตอบแทนไปแล้วเกือบร้อยละ 20 ผ่านค่าใช้จ่ายที่เสียไปในแต่ละปี ส่วนตัวผมจึงแทบไม่แตะต้องกองทุนพวกนี้เลย ค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนี้ ระยะยาวย่อมลดทอนข้อดีที่จะได้จากการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศครับ

อนึ่ง มีคำกล่าวว่า การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศประกอบในพอร์ตฟอลิโอถือเป็น free-lunch ในการลงทุน แต่ถ้าถูกคิดค่าใช้จ่ายแพงขนาดนี้นอกจากเราจะไม่มี free-lunch อาหารกลางวันให้กินแล้ว เรายังต้องจ่ายอาหารเช้าและเย็นให้กับอุตสาหกรรมกองทุนรวมด้วย

แล้วควรจะลงทุนอย่างไรดี?

จริง ๆ การลงทุนกองทุนดัชนีในไทยตอนนี้ เมื่อเริ่มจากหลักการว่าลงทุนระยะยาวเป็นประจำ สม่ำเสมอ ตามช่วงเวลาที่กำหนดเช่นทุกเดือน โดยที่กองทุนดัชนีนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด การลงทุนตามแนวทางข้างต้นในปัจจุบัน จึงควรจะลงทุนใน class e ของบลจ.ไทยพาณิชย์เป็นอันแรก จะกองทุน SETE หรือ SET50E ลงทุนให้ครบสิทธิที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทเสียก่อน เพราะจะได้ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวม ๆ ต่ำที่สุดแล้ว ราว ๆ 0.1-0.2% ที่เหลือเกินล้านค่อยไปลงทุนกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดกองอื่น ซึ่งจากตารางข้างบนก็คือ K-SET50

ผมว่าสิทธิ 1 ล้านนี่ เอาจริงคือไม่เลวเลยนะครับ โดยเฉพาะคนที่เริ่มลงทุนหรือคนที่จบใหม่เริ่มงาน สมมติเงินเดือน 15,000 คุณเก็บ 2,000 ปีละ 24,000 กว่าจะไปทะลุครบล้านนี่ก็ได้อีกหลายปี แม้กระทั่งคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ในเมื่อคุณสามารถลงทุนใน 1 ล้าน class e ได้ด้วย เราก็ควรจะลงให้เต็มก่อน ค่อยไปที่อื่น เป็นหนึ่งล้านที่ทุกคนได้สิทธิฟรี ๆ กันหมด อยู่ที่จะลงทุนไม่ลง

ถ้าเรายึดตามหลักการกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ พวกตระกูล e class ของบลจ.นี้ ณ ตอนนี้คือให้สิทธิตามนี้จริง ๆ ในอนาคตถ้ามีบลจ.ไหนทำได้ดีกว่า เราก็ลงทุนไปตามนั้น สมมติบลจ.ที่มีกองทุนดัชนีตอนนี้ทำ e class ออกมาอีก เราอาจจะได้ e class รวมกันหลายบลจ. เพิ่มอีก 5 ล้าน (สมมติมี 5 บลจ. ออก e class) แบบนั้นก็อาจกระจายลงทุนไปบลจ.ละล้าน ไม่มีอะไรห้าม ขนาดเงินฝาก เรายังนั่งหาโปรดอกเบี้ยสูงเลย นี่พวกกองทุนรวมคือทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายต่ำเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้นในระยะยาวอย่างหนึ่ง

เอาแค่ 1 ล้าน สมมติลงในกองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index สมมติผลตอบแทนระยะยาวทบต้น 30 ปีข้างหน้าคือ 9% ต่อปี คุณลงกองทุนดัชนี A ที่คิดค่าใช้จ่าย 0.1% ต่อปี ผลตอบแทนจะเหลือ 8.9% ต่อปี คุณลงกองทุนดัชนี B ค่าใช้จ่าย 0.6% ต่อปี ผลตอบแทนเหลือ 8.4% เงินหนึ่งล้านในกอง A จะเป็น 12.9 ล้าน กอง B จะเป็น 11.24 ล้าน ต่างกัน 1.6-1.7 ล้านบาท ถ้านานกว่านั้นตัวเลขก็จะถ่างออกไปมาก ๆ ครับ

ทวนกันอีกรอบ เราไม่ภักดีกับบลจ.ไหน เพราะเราจะลงทุนในบลจ.ที่มีกองทุนดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะในแง่หนึ่ง เราถือว่าบลจ.ที่ออกกองทุนดัชนีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ นั้นปฏิบัติกับเรานักลงทุนอย่างเป็นธรรมและคำนึงถึงพวกเราเป็นสำคัญแล้ว แม้อาจจะไม่ที่สุด แต่การได้จุดเริ่มต้นระบบที่ 1 ล้านเท่านั้น ก็เป็นจุดเริ่มที่ดีครับ

ทั้งนี้ กองทุนคลาส e ที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการยังรวมไปถึงกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้น กองทุนดัชนีหุ้นต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำแบบนี้ก็เพิ่มความน่าสนใจสำหรับการลงทุนพวกกองทุนดัชนีที่ไปลงทุนในกองทุนดัชนีต่างประเทศ ที่กองแม่ในตปท.ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่เยอะด้วย อย่างกอง SCBS&P500 ที่ค่าใช้จ่ายกอง class e ในไทยมีค่าใช้จ่ายราว ๆ 0.1% กว่า และไปลงทุนในกองทุนอีทีเอฟ SPDR S&P 500 ETF Trust ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีราว 0.1% ค่าใช้จ่ายรวมจึงตกอยู่ราว ๆ 0.2%+ ก็ใช้ได้อยู่ครับ ไม่เหมือนกับกองทุนแบบไม่ class e ที่ค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า 1.2%

โปรดอย่าลืมว่า…

อะไรที่คุณไม่จ่ายออกไปในการลงทุน ในด้านหนึ่งมันก็คือผลตอบแทนที่คุณได้รับ ยิ่งคุณจ่ายค่าใช้จ่ายมากเท่าไหร่ในการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนกองทุนรวม ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับก็จะน้อยลงไป

“The Fact is that the reverse is true : the more you pay, the less your earn.” — John C. Bogle[1. John C. Bogle, Bogle On Mutual Funds: New Perspectives For The Intelligent Investor (Hoboken: Wiley, 2014), 208.]

ตรวจสอบค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามครับ เพราะโดยทั่วไปแล้วนั้น ค่าใช้จ่ายที่ต่ำย่อมนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับนักลงทุน

“Other things equal, lower costs mean higher returns.” — John C. Bogle[1. ibid., 253]

อยากให้อ่านบทความนี้ต่อครับ 

I. DCA กับคำแนะนำของกูรู

II. ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

III. ความเชื่อเกี่ยวกับผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน 

—♦ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนี จัดทำ ณ วันที่ 22/07/2562

Annotation 2019-07-22 191453

ประวัติกองทุนดัชนี : ประวัติศาสตร์ของผู้ชนะแห่งวงการลงทุน

การศึกษาเกี่ยวกับ ประวัติกองทุนดัชนี จะช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับการลงทุนกองทุนดัชนี เพราะเมื่อเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ของมัน เส้นทางต่อสู้ของการลงทุนเชิงรับ (passive investment) ความลำบากกองทุนดัชนีที่กว่าจะมีวันนี้ได้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า กองทุนพวกนี้ก็เจ็บมาเยอะพอดู

และที่ ๆ บทความนี้จะพาไปย้อนอดีตคือ สหรัฐ (USA) เพราะกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นที่นั่นเป็นครั้งแรกครับ

1. ช่วงก่อนการเกิดขึ้นของกองทุนดัชนี

ประวัติกองทุนดัชนี ก่อนยุค 1960 โปรดนึกภาพก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี พ.ศ. 2500 วงการลงทุนอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนซึ่งบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด (Actively Managed Funds) อันที่จริงสมัยนั้นอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็กมากครับ แต่ภาพรวมคือ จะมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้จัดการเงินทุนเป็นคนวิเคราะห์หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ไม่ก็เป็นคนตัดสินใจโดยมีฝ่ายวิจัย นักวิเคราะห์หรือที่ปรึกษามาร่วมทีมลงทุนด้วย

ช่วง 1960s-1970s ช่วงนี้เป็นยุคคล้าย ๆ ยุค renaissance และปฏิวัติวงการลงทุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่วงการศึกษา (academic) ศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีบทวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจ (business school) ตามมหาวิทยาลัยดัง ๆ อาทิ Wharton Chicago เข้ามาพลิกวงการลงทุน อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนในยุคถัด ๆ ไป เพราะผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ออกมาทำงานในวงการลงทุน และเอาสิ่งที่เรียนรู้มาขยายในภาคปฏิบัติจริง ทำให้วงการศึกษาครอบงำตลาดทุนในยุคหลัง ๆ ครับ

คนในวงการที่เปลี่ยนโลกลงทุนในยุคนี้ก็เช่น Harry Markowitz ผู้ที่ได้ทำให้เกิดหลักการลงทุนที่ฮิต ๆ กันต่อมาคือ “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว” (don’t put all your eggs in one basket.) คือ มันถูกสกัดมาจากทฤษฎีการเงินสำคัญที่ยังเป็นเสาหลักของการเรียนการสอนอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของ “Portfolio Selection” ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์รายตัวไม่สำคัญเท่าความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตลงทุนแบกรับครับ ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well-diversified) คุณจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยที่ความเสี่ยงลดลง

เริ่มแรกมาร์โควิซเป็นคนเริ่ม แล้วมีคนหลัง ๆ ที่สำคัญอีกหลายคนมาช่วยต่อยอดพัฒนาทฤษฎีให้เข้มแข็งขึ้น อาทิ Kenneth R. French, Eugene Fama และได้พัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นมาเป็น Modern Portfolio Theory (MPT) ในปัจจุบันครับ

ยุคนี้อีกทฤษฏีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือทฤษฎี “Market Efficiency” (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) คือทฤษฎีนี้บอกว่า ถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด การใช้วิธีลงทุนแบบเทคนิค แบบปัจจัยพื้นฐาน และแม้กระทั่งข้อมูลภายในก็ไม่สามารถหาประโยชน์หรือทำผลตอบแทนส่วนเกินได้ เพราะตลาดจะรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง และราคาที่ปรากฏของหลักทรัพย์ เช่น ราคาหุ้น นั้น ได้สะท้อนข่าวสารและความคาดหวังไปหมดแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือ เลิกคิดที่จะชนะตลาดซะ มันไปถึงขั้นนั้นเลย

2. ประวัติกองทุนดัชนี : ก้าวแรกของการเกิดขึ้นมา

ยุค 1970-1990s ยุคนี้คือช่วงแรกที่เกิดกองทุนดัชนีครับ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมันมีทฤษฎีทางการเงินมารองรับถึง 2 อย่างคือ ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ และทฤษฎีพอร์ตฟอลิโอสมัยใหม่ (เรื่องของการผสมสินทรัพย์ลงทุน) คราวนี้นักลงทุนสถาบันก็เริ่มเรียกหาตัวช่วยที่จะลงทุนตามทฤษฎีเหล่านี้ได้ขึ้นมา ประกอบกับการมีหนังสือสำคัญ ๆ ที่ออกมากระแทกแสกหน้าวงการลงทุน ที่ยังครองโดยผู้จัดการกองทุน 100% นั่นคือ

ในปี 1973, ศาสตราจารย์ Burton G. Malkiel ตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Random Walk Down Wall Street เผยแพร่ทฤษฎีเดินสุ่ม มาย้ำอีกทีว่า ในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้น การเคลื่อนไหวของราคาไม่สามารถทำนายได้โดยวิธีการใด ๆ และการลงทุนด้วยวิธีเทคนิค วิธีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วิธีจับจังหวะตลาดก็ไม่ได้ผลในตลาดหุ้น (หนังสือเล่มนี้ดีมาก ๆ ควรอ่านครั้งหนึ่งในชีวิตการลงทุนครับ)

พอช่วงปี 1975-1976 ก็มีแรงกระแทกจาก Charles D. Ellis ตีพิมพ์บทความเรื่อง “The Loser’s Game” (เกมแห่งผู้แพ้) ที่บอกว่า  การลงทุนคือเกมคล้าย ๆ เทนนิสมือสมัครเล่น ใครที่ตีพลาดน้อยกว่ามักจะเป็นฝ่ายชนะ และคนที่พยายามจะเคลื่อนไหวมาก ๆ เช่น พวกผู้จัดการกองทุนที่ซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จะเป็นผู้ที่แพ้ครับ อีกทั้งยังตีแผ่อีกว่า ที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนโดยเฉลี่ยนั้นเขาบริหาร Actively Managed Funds ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างมาก นักลงทุนสถาบันกว่า 85% ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าดัชนี The S&P500[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 153.] หรือพูดอีกแบบก็คือ ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าดัชนีก็ถือว่าได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนแบบบริหารจำนวนกว่า 70-80% จากทั้งหมดครับ

คราวนี้เรื่องมันส์ ๆ และความมหัศจรรย์ของกองทุนดัชนีก็ได้เริ่มบังเกิดขึ้น

ไอเดียเกี่ยวกับกองทุนที่ทำการลงทุนหุ้นตามน้ำหนัก (market-weighted) เลียนแบบดัชนี the S&P500 ได้ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 1971 ที่สัมมนาโรงเรียนบริหารธุรกิจ Harvard โดย Batterymarch Financial Management แต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากแต่กองทุนดัชนีที่มีชีวิตได้เกิดขึ้นครั้งแรกโดยธนาคาร Wells Fargo ซึ่งสร้างบัญชีกองทุนเกษียณอายุ (pension fund) ลงทุนเลียนแบบหุ้นในตลาดหุ้น NYSE ในลักษณะลงทุนน้ำหนักเท่ากัน (equal-weighted) หากแต่ประสบปัญหาความยุ่งยากลำบากในการบริหารจัดการอย่างมาก จนตอนหลังต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีลงทุนเลียนแบบตามน้ำหนักของดัชนี the S&P500 แทน[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 44.]

ผ่านไปประมาณ 5 ปี บลจ.แวนการ์ด (Vanguard) โดย John C. Bogle ก็สร้างกองทุนดัชนีออกมาโดยเลียนแบบดัชนี the S&P500 Index โดยในปี 1976 วันที่ 30 สิงหาคม Vanguard ได้ออกกองทุน VFINX ซึ่งเป็นกองทุนดัชนีกองแรกสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป (individual investors) โดยมีเงินลงทุนตอนแรกที่นักลงทุนซื้อกองทุน VFINX เพียงแค่ $11.4 million (สิบเอ็ดล้านเหรียญสหรัฐ) เท่านั้น

3. เสียงเยาะเย้ยจากวงการ Wall Street

สิ่งที่วงการกองทุนรวมตอบรับกองทุนดัชนีคือ “เสียงหัวเราะและเยาะเย้ย” บ้างก็ว่าเป็นความโง่เขลาของโบเกิล (Bogle’s Folly) วงการกองทุนรวมตั้งคำถามว่า “ใครกันจะต้องการกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย(ของตลาด)?”

สมัยนั้นบลจ.ที่ใหญ่สุดในวงการคือ Fidelity ผู้บริหารได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “I can’t believe that the great mass of investors are going to be satisfied with just receive average returns.”[1. ibid., 46.] (ประมาณว่า จะบ้าหรอ! นักลงทุนคนไหนหรือใครกันจะมาพอใจกับผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าตลาดหุ้น)

บางโบรกเกอร์ก็โจมตีว่า กองทุนดัชนีพวกนี้ไม่ดี เวลาขายให้นักลงทุนก็จะบอกว่า คุณจะเอาหรอ จะลงทุนจริงหรือกับกองทุนพวกนี้ นี่มันเป็นกองทุนสำหรับนักลงทุนที่เป็นแค่พวกค่าเฉลี่ยนะ (average fund for average person) กระตุ้นให้คนซื้อรู้สึกแย่เวลาซื้อกองทุนดัชนี

ถามว่าจริง ๆ แล้ว สาเหตุที่พวกเขาไม่ชอบกองทุนดัชนีนั้นไม่ใช่อะไรครับ กองทุนดัชนีของ Vanguard ประมาณสองปีหลังก่อตั้งมาได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการขาย (Sale Front-Load) ทำให้เวลานักลงทุนมาซื้อกองทุนพวกนี้ คนขายเช่นโบรกเกอร์  ตัวแทนขาย ที่ปรึกษาการลงทุน ไม่ได้ค่านายหน้าครับ

พูดให้เห็นภาพก็คือโดยปกติสมัยนั้น กองทุนหุ้นทั่วไปมีค่าธรรมเนียมในการขายสูงมาก ประมาณ 5-10% ลองคิดภาพ คุณลงทุนไป 10,000 เหรียญ คุณได้ลงทุนจริง 9,000-9,500 ส่วนที่หายไป 500 ก็เข้ากระเป๋าคนขายซะ แถมถือไปเรื่อย ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายอีกปีละประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี

ในขณะที่กองทุนดัชนี S&P500 ของแวนการ์ดสมัยนั้นคิดค่าใช้จ่ายปีละ 0.25% ต่อปี เท่ากับประหยัดจากปกติ 1.25-2.25% ต่อปี มาตุนเป็นผลตอบแทนไว้ในกระเป๋าของเราเอง แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายให้ตัวแทนขายคนไหนด้วย ก็ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปี คือใกล้ ๆ ปี 1985 กองทุน Vanguard S&P500 ถึงมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโตจาก 10 ล้านตอนแรกเป็น 1,000 ล้านเหรียญ

4. การต่อสู้ของกองทุนดัชนีอย่างไม่ย่อท้อ

ยุค 1990 เป็นต้นมา พอเวลาผ่านไป ด้วยความไม่ย่อท้อและความพิสูจน์ได้ของกองทุนดัชนีว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำของมัน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บน้อยมาก ๆ กลยุทธ์ลงทุนที่เลียนแบบและถือหุ้นยาวสามารถเอาชนะกองทุนรวมแบบบริหารจัดการส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว งานวิจัยสมัยนั้นก็ตีพิมพ์รัว ๆ ว่า กองทุน actively managed funds ไม่ได้สร้างคุณค่าหรือทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีเลย พวกมันแพ้ตลาดและแพ้กองทุนดัชนีหลุดรุ่ย ทำให้กระแสความนิยมในกองทุนดัชนีมีสูงขึ้น

พอถึงปี 1993 เงินลงทุนในกองทุนดัชนีก็ขยับมาเป็น $125bn (125,000 ล้านเหรียญ) คิดเป็น 4% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมสมัยนั้น มันนิยมมากจนกระทั่งคนที่ดูถูกมัน เช่น Fidelity ต้องกลืนน้ำลายตัวเองและออกกองทุนดัชนีมาขายนักลงทุนบ้าง รวมถึงการเกิดขึ้นมาของกองทุน ETF ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนกองทุนดัชนีและการลงทุนเชิงรับกลายเป็นกระแสหลักขึ้นมา จากจำนวนกองทุนดัชนี 1 กองทุนในปี 1976 เป็น 2 กองทุนในปี 1980 เป็น 18 กองทุนในปี 1990 เป็น 310 กองทุนในปี 2000 เป็น 900 กองทุนในปี 2010[1. ibid., 8.] และปัจจุบันมีกองทุนดัชนีมากเกินกว่า 2,000 กองทุนไปแล้ว!

5. ประวัติกองทุนดัชนี ในยุคสมัยใหม่ :การก้าวสู่ชัยชนะ

ด้วยเวลาที่นานพอก็ทำให้คนเห็นอะไรอีกหลายอย่าง เช่น ตอน Vanguard ตั้งกองทุนดัชนีออกมา มีกองทุนหุ้นทั่วไป (general equity) ตอนนั้น 211 กอง พอมาถึงยุคล่าสุดเหลือผู้อยู่รอดเพียง 50 กองทุนในปัจจุบัน และส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนแพ้กองทุนดัชนีของ Vanguard ด้วย เงินลงทุนก้อนใหม่ ๆ จึงหลั่งไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนี

ตัวเลขปี 2015 นั้นมีเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น $4 trillion หรือประมาณ 33% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด และกระแสเงินลงทุนใหม่ ๆ ในปัจจุบันก็ไหลเข้ากองทุนดัชนีเรื่อย ๆ ครับ

ส่วนกองทุน Vanguard S&P500 พระเอกของเรานั้นปัจจุบันก็เป็นกองทุนรวมหุ้น (mutual equity fund) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาครับ ล่าสุดคือขนาดทรัพย์สินสุทธิประมาณ $230bn (230,000 ล้านเหรียญ) และคิดค่าใช้จ่ายเพียง 0.16% ต่อปี แต่ถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนสูงขึ้นต่องวด (VFIAX) ค่าใช้จ่ายรวมจะเหลือ 0.05% ต่อปี !! และผลตอบแทนทบต้นของมันตั้งแต่ก่อตั้ง 1976-2015 (ประมาณ 40 years) คือ 10.8% ต่อปีครับ

6. บทสรุป

จะเห็นได้ว่า กว่ากองทุนดัชนีกว่าจะได้รับความนิยมสุดๆจริง ๆ ก็ใช้เวลาเกือบ 20 ปีนับแต่กองแรกถูกสร้างขึ้นมา แต่การเกิดขึ้นมาบนโลกของมันเป็นประโยชน์กับนักลงทุนส่วนใหญ่ครับ กองทุนดัชนีในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยม และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารจากแหล่งต่าง ๆ ว่า ให้ลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (actively managed funds) เป็นหลัก บ้างก็ว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนบริหารในไทยได้ (อันนี้ไม่จริงนะครับ สามารถอ่านบทความอื่น ๆ ในเพจนี้ประกอบได้)

ผมขอจบบทความด้วยข้อคิดจาก John Bogle ที่ว่า

Don’t look for the needle in the haystack. Just buy the haystack![1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007) 86.]

แทนที่จะงมหากองทุนบริหารที่เป็นที่หนึ่งในอนาคต (ซึ่งไม่มีใครทำนายได้) หรือแทนที่จะเลือกหุ้นเลือกหลักทรัพย์เองรายตัว หรือแทนที่จะมัวมานั่งงมเข็มกองทุนที่สุดยอดที่สุดจากกองฟาง ประวัติศาสตร์ของกองทุนดัชนีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า

“ซื้อทั้งกองฟางไปเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า”

ประวัติศาสตร์กองทุนดัชนี

เพื่อจะเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เราลองมาย้อนประวัติศาสตร์ดูว่าเส้นทางแห่งการลงทุนเชิงรับ (passive investment) โดยกองทุนดัชนีนั้นเดินทางมาอย่างไร กว่าจะมีวันนี้กองทุนพวกนี้ก็เจ็บมาเยอะพอดู ที่ๆจะพาไปย้อนอดีตคือ สหรัฐอเมริกา เพราะกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นที่นั่นที่แรกครับ

  • ก่อนยุค 1960, นึกภาพก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี พ.ศ. 2500 วงการลงทุนอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนซึ่งบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด (Active Funds or Actively-Managed Funds) อันที่จริงสมัยนั้นอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็กมากครับ แต่ภาพรวมคือ ก็จะมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้จัดการเงินทุนเป็นคนวิเคราะห์หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ไม่ก็เป็นคนตัดสินใจโดยมีฝ่ายวิจัย นักวิเคราะห์หรือที่ปรึกษามาร่วมทีมลงทุนด้วย
  • ช่วง 1960s-1970s, ช่วงนี้เป็นยุคคล้ายๆยุค renaissance และปฏิวัติวงการลงทุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่วงการศึกษา (academic) และศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญรวมถึงมีบทวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจ (business school) ตามมหาวิทยาลัยดังๆ อาทิ Wharton, Chicago เข้ามาพลิกวงการลงทุน อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนในยุคถัดๆไป เพราะผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ออกมาทำงานในวงการลงทุนและเอาสิ่งที่เรียนรู้มาขยายในภาคปฏิบัติจริง ทำให้วงการศึกษาครอบงำตลาดทุนในยุคหลังๆครับ คนในวงการที่เปลี่ยนโลกลงทุนในยุคนี้ก็เช่น Harry Markowitz, ได้ทำให้เกิดหลักการลงทุนที่ฮิตๆกันต่อมาคือ “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว” (don’t put all your eggs in one basket.) คือมาจากหลักสำคัญที่ยังอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของ “Portfolio Selection” ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์(รายตัว)ไม่สำคัญเท่าความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตลงทุนแบกรับครับ ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well-diversified) คุณจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยที่ความเสี่ยงลดลง คือ มาร์โควิซเป็นคนเริ่ม แต่มีคนหลังๆที่สำคัญอีกหลายคนมาช่วยต่อยอดพัฒนาทฤษฎีให้เข้มแข็งขึ้น อาทิ Kenneth R. French, Eugene Fama และพัฒนามาเป็น Modern Portfolio Theory ในปัจจุบันครับ

ยุคนี้อีกทฤษฏีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือทฤษฎี “Market Efficiency” (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) คือทฤษฎีนี้บอกว่า ถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด การใช้วิธีลงทุนแบบเทคนิค แบบปัจจัยพื้นฐาน และแม้กระทั่งข้อมูลภายในก็ไม่สามารถหาประโยชน์หรือทำผลตอบแทนส่วนเกินได้ เพราะตลาดจะรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง และราคาที่ปรากฏของหลักทรัพย์ เช่น ราคาหุ้น นั้นสะท้อนข่าวสารและความคาดหวังไปหมดแล้ว พูดง่ายๆก็คือ เลิกคิดที่จะชนะตลาดซะ มันถึงขั้นนั้นเลย

  • ยุค 1970-1990s, ยุคนี้คือช่วงแรกที่เกิดกองทุนดัชนีครับ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมันมีทฤษฎีทางการเงินมารองรับถึง 2 อย่างคือ ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ, และทฤษฎีพอร์ตฟอลิโอสมัยใหม่(เรื่องของการผสมสินทรัพย์ลงทุน) คราวนี้นักลงทุนสถาบันก็เริ่มเรียกหาตัวช่วยที่จะลงทุนตามทฤษฎีเหล่านี้ได้ขึ้นมา ประกอบกับการมีหนังสือสำคัญๆที่ออกมากระแทกแสกหน้าวงการลงทุน(ที่ยังครองโดยผู้จัดการกองทุน 100%) นั่นคือ

ในปี 1973, ศาสตราจารย์ Burton G. Malkiel ตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Random Walk Down Wall Street เผยแพร่ทฤษฎีเดินสุ่ม มาย้ำอีกทีว่าในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้นการเคลื่อนไหวของราคาไม่สามารถทำนายได้โดยวิธีการใดๆ และการลงทุนด้วยวิธีเทคนิค วิธีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วิธีจับจังหวะตลาดก็ไม่ได้ผลในตลาดหุ้น (หนังสือเล่มนี้ดีมากๆ ควรอ่านครั้งหนึ่งในชีวิตการลงทุนครับ) พอปี 1976 มีหนังสือมากระแทกอีกเล่มคือ Winning The Loser’s game ของ Charles D. Ellis ที่บอกว่า การลงทุนคือเกมคล้ายๆเทนนิสมือสมัครเล่น ใครที่ตีพลาดน้อยกว่ามักจะเป็นฝ่ายชนะ และคนที่พยายามจะเคลื่อนไหวมากๆ (เช่น พวกผู้จัดการกองทุนที่ซื้อขายหุ้นบ่อยๆ) จะเป็นผู้ที่แพ้ครับ อีกทั้งยังตีแผ่อีกว่าที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนโดยเฉลี่ยบริหาร Active Funds ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างมาก พวกเขาส่วนใหญ่แพ้ดัชนี The S&P500 หรือพูดง่ายๆคือ ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าดัชนีก็ถือว่าได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนแบบบริหารกว่า 70-80% ครับ

คราวนี้เรื่องเลยมันส์เลย บลจ.แวนการ์ด (Vanguard) โดย John C. Bogle ก็ออกกองทุนดัชนีกองแรกออกมาโดยเลียนแบบ The S&P500 Index, และปี 1976 ก็ออกกองทุน VFINX เป็นกองทุนดัชนีกองแรกสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป (individual investors) โดยมีเงินลงทุนตอนแรกที่นักลงทุนซื้อเพียงแค่ $11 million (สิบเอ็ดล้านเหรียญสหรัฐ) และสิ่งที่วงการกองทุนรวมตอบรับคือ “เสียงหัวเราะและเยาะเย้ย” บ้างก็ว่าเป็นความโง่เขลาของโบเกิล วงการกองทุนรวมตั้งคำถามว่า “ใครกันจะต้องการกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย(ของตลาด)?” สมัยนั้นบลจ.ที่ใหญ่สุดในวงการคือ Fidelity ผู้บริหารก็บอกว่า “I can’t believe that the great mass of investors are going to be satisfied with just receive average returns.” (ประมาณว่า จะบ้าหรอ ใครกันจะมาพอใจกับผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น)

บางโบรกเกอร์ก็โจมตีว่ากองทุนพวกนี้ไม่ดี เวลาขายให้นักลงทุนก็จะบอกว่า คุณจะเอาหรอกองทุนพวกนี้มันสำหรับนักลงทุนที่เป็นแค่พวกค่าเฉลี่ยนะ (average fund for average person) กระตุ้นให้คนรู้สึกแย่เวลาซื้อกองทุนดัชนี จริงๆไม่ใช่อะไรครับ กองทุนดัชนีของ Vanguard นั้น ประมาณสองปีหลังก่อตั้งมาก็ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการขาย (Sale Front-Load) ทำให้เวลานักลงทุนมาซื้อกองทุนพวกนี้ คนขายเช่นโบรกเกอร์  ตัวแทนขาย ที่ปรึกษาการลงทุน ไม่ได้ค่านายหน้าครับ ปกติสมัยนั้นกองทุนทั่วไปมีค่าธรรมเนียมขายสูงประมาณ 5-10% ลองคิดภาพ คุณลงทุนไป 10,000 เหรียญ คุณได้ลงทุนจริง 9,000-9,500 ส่วนที่หายไปก็เข้ากระเป๋าคนขายซะ แถมถือไปเรื่อยๆก็มีค่าใช้จ่ายอีกปีละประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี ในขณะที่กองทุนดัชนี S&P500 ของแวนการ์ดสมัยนั้นคิดค่าใช้จ่ายปีละ 0.25% ต่อปี เท่ากับประหยัดจากปกติ 1.25-2.25% ต่อปีตุนเป็นผลตอบแทนไว้ในกระเป๋าของเราเอง แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายให้ตัวแทนขายคนไหนด้วย ก็ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปี คือใกล้ๆปี 1985 กองทุน Vanguard S&P500 ถึงมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโตจาก 10 ล้านตอนแรกเป็น 1,000 ล้านเหรียญ

  • ยุค 1990 เป็นต้นมา, พอเวลาผ่านไป ด้วยความไม่ย่อท้อและความพิสูจน์ได้ของกองทุนดัชนีว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำของมัน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บน้อยมากๆ กลยุทธ์ลงทุนที่เลียนแบบและถือหุ้นยาวสามารถเอาชนะกองทุนรวมแบบบริหารส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว งานวิจัยสมัยนั้นก็ตีพิมพ์รัวๆว่า กองทุน active funds ไม่ได้สร้างคุณค่าหรือทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีเลย แพ้ตลาดและแพ้กองทุนดัชนีนะ ทำให้กระแสความนิยมในกองทุนดัชนีมีสูงขึ้น พอถึงปี 1993 เงินลงทุนในกองทุนดัชนีก็ขยับมาเป็น $125bn (125,000 ล้านเหรียญ) คิดเป็น 4% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมสมัยนั้น มันนิยมมากจนกระทั่งคนที่ดูถูกมัน เช่น Fidelity ต้องกลืนน้ำลายตัวเองและออกกองทุนดัชนีมาบ้าง รวมถึงการเกิดขึ้นมาของกองทุน ETF ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนกองทุนดัชนีและการลงทุนเชิงรับกลายเป็นกระแสหลักขึ้นมา

และเวลาที่นานพอก็ทำให้คนเห็นอะไรอีกหลายอย่าง เช่น ตอน Vanguard ตั้งกองทุนดัชนีออกมา มีกองทุนหุ้น (general equity) ตอนนั้น 211 กอง พอมาถึงยุคล่าสุดเหลือผู้อยู่รอดเพียง 50 กองทุนในปัจจุบัน และส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนแพ้มันด้วย เงินลงทุนก้อนใหม่ๆจึงหลั่งไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนี ตัวเลขปี 2015 นั้นมีเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น $4 trillion หรือประมาณ 33% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด และกระแสเงินลงทุนใหม่ๆในปัจจุบันก็ไหลเข้ากองทุนดัชนีเรื่อยๆครับ ส่วนกองทุน Vanguard S&P500 พระเอกของเรานั้นปัจจุบันก็เป็นกองทุนรวมหุ้น (mutual equity fund) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาครับ ล่าสุดคือขนาดทรัพย์สินสุทธิประมาณ $230bn (230,000 ล้านเหรียญ) และคิดค่าใช้จ่ายเพียง 0.16% ต่อปี แต่ถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนสูงขึ้นต่องวด (VFIAX) ค่าใช้จ่ายรวมจะเหลือ 0.05% ต่อปี !! และผลตอบแทนทบต้นของมันตั้งแต่ก่อตั้ง 1976-2015 (ประมาณ 40 years) คือ 10.8% ต่อปีครับ


จะเห็นได้ว่ากว่ากองทุนดัชนีกว่าจะได้รับความนิยมสุดๆจริงๆก็ใช้เวลาเกือบ 20 ปีนับแต่มีกองแรกเกิดขึ้นมา แต่การเกิดขึ้นมาของมันเป็นประโยชน์กับนักลงทุนส่วนใหญ่ครับ ในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมและคนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารจากแหล่งต่างๆว่าให้ลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (active funds) เป็นหลัก บ้างก็ว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนบริหารในไทยได้ (อันนี้ไม่จริงนะครับ สามารถอ่านบทความอื่นๆในเพจนี้ประกอบได้) ทั้งนี้ขอจบบทความด้วยข้อคิดจาก John Bogle ที่ว่า

“Forget the Needle. Buy the Haystack”

แทนที่จะงมหากองทุนบริหารที่เป็นที่หนึ่งในอนาคต(ซึ่งทำนายไม่ได้), แทนที่จะเลือกหุ้นเลือกหลักทรัพย์เองรายตัว, แทนที่จะมัวมานั่งงมเข็ม ประวัติศาสตร์ของกองทุนดัชนีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า

“ซื้อทั้งกองฟางไปเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า”

กองทุนดัชนี กับคำแนะนำของกูรู

บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนรวมถึงกูรูและตำนานในวงการการเงินและการลงทุนของโลกนั้น มีหลายคนทีเดียวที่แนะนำว่า “กองทุนดัชนี” นั้น เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมากๆสำหรับนักลงทุนทั้งหลาย ลองมาดูกันครับ

  • Warren Buffett นักลงทุนในตำนานคนนี้จะแนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

A) จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่

““Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders

B) ครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนีทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.”

C) ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนักๆในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน” ถ้าคุณสามารถสละเวลาลงศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมง ก็ลงทุนเอง แต่ถ้าไม่ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสม (DCA) ในกองทุนดัชนี มันกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์(ลงทุนหุ้นหลายตัว)และเวลาซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน

“If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.”

“If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.”

“Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. [F]orget it and go back to work.”

E) ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่ยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้(แบ่งทรัพย์สิน)ลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมากๆ เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ, นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูงๆ”

“My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.”


  • The Intelligent Investor by Benjamin Graham

    ในหนังสือมีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและนักลงทุนเชิงรับไว้หลักๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ อันแรกคือส่วนที่บอกว่า

“เนื่องจากต้นทุน และ พฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลา และ ไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”

และส่วนข้างล่างนี้ที่ผมชอบมากๆ

“กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น .. นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ .. คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงฉลองบาร์บีคิว และ คุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ .. คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือ การทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด .. ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว .. อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้น  .. การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ .. ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย .. วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”


และนี่คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนี

  • William Bernstein, ผู้เขียน The Four Pillars of Investing แนะนำว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากการกระจายความเสี่ยงไม่พอ-ซื้อและลงทุนในกองทุนดัชนีและถือครองหลักทรัพย์(หุ้น)ทั้งตลาด (Avoid the problem—buy a well-run index fund and own the whole market.)
  • The Economist of London, กล่าวว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุนและให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … มันจะเป็นการลงทุนที่ดีกว่าถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะมันสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาดแต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)¹
  • Jack R. Meyer, อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำๆแทน (Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. [Investors] should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.)
  • Burton G. Malkiel, เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไปที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุนซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมากจนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง … กล่าวโดยสรุป การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริงสำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลยและยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”
  • Charles T. Munger, คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่าคือเลิกจ่ายเงินแพงๆให้ที่ปรึกษาและลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อยๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities.)¹
  • Peter Lynch, นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า “ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283%, [ผู้จัดการกองทุน] ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี (So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.)¹
  • William J. Ruane, เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่วๆไป อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน”²
  • Charles Schwab, เคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10,15,20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ? (For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10,15,20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?”)¹
  • David Swensen, ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ลงทุนใน[กองทุนรวม]ที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ, กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี (Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.)¹
  • The Little book of Bulletproof Investing, ให้คำแนะนำว่าไว้ว่า “ลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ค่าคอมมิชชั่น, ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว” (Do Invest in passive index funds wherever possible. Do keep a close eye on fees, expenses, commissions and taxes. Do buy and hold!)
  • Richard A. Ferri, เขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผล[ดี]ที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม (In the long run,index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.)
  • Larry E. Swedroe, ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากๆ (The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.)
  • Charles D. Ellis, ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game สรุปว่าเกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[active funds], การพยายามเอาชนะตลาดคือเกมแห่งความพ่ายแพ้  (the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity,…, low cost, …, and superior returns. Trying to beat the market was a loser’s game.)

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า

“The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.” —กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ


¹ อ้างอิงจากหนังสือ The Little book of Common Sense Investing, by John C. Bogle
² อ้างอิงจากหนังสือ Pick stocks like Warren Buffett, by Warren Boroson

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย