คลังเก็บป้ายกำกับ: Financial-Plan

วลีเท่ ๆ ที่อาจส่งผลเสียในการออมเงิน

หนังสือ A Gift to My Children เป็นหนังสือที่ Jim Rogers นักลงทุนชื่อดังคนหนึ่งของโลก ได้เขียนคำสอนไว้ล่วงหน้าเพื่อสอนลูกสาวของเขา ซึ่งข้อความหนึ่งที่เขียนไว้ในหนังสือสำหรับเตือนลูกสาวที่โตขึ้นมา ก็คือ 

ให้ระวังคำพูดของคนกลุ่มหนึ่งที่จะคะยั้นคะยอให้ลูกจ่ายเงินตามใจชอบ ซึ่งพวกเขามักจะบอกว่า “ตายไปก็เอาไปไม่ได้”

โดย Rogers ยังสำทับต่อไปอีกว่า จงอย่าไปตกหลุมพรางของการใช้จ่าย เพียงเพราะว่าเรามีเงินพอให้จ่าย ถ้าสมมติเรามีเงินเราก็เอาแต่ใช้จ่าย ท้ายที่สุดเราก็จะลืมไปว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมีเงินเพื่อบรรลุมันให้ได้

1. ปัญหาเรื่องเงินคือปัญหาส่วนใหญ่ของชีวิต

การไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงิน = ไม่มีปัญหาในชีวิตกว่า 80% ดูจะเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าลองไล่ปัญหามากมายในชีวิตคนเรา ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเงิน ๆ ทอง ๆ นี่ล่ะครับ ทำให้วลีที่ว่า “เก็บเงินไปทำไมตายไปก็เอาไปไม่ได้” ที่อาจจะมาพร้อมกับวลียอดฮิตอย่าง “ใช้ชีวิตให้คุ้ม” ซึ่งถ้าพูดทื่อ ๆ มันก็ถูกนะครับ โอเคคนเราพอตายไปมันก็ไม่สามารถเอาเงินทองติดตัวไปได้ แต่ถ้าเอามาใช้ในการดำเนินชีวิตแบบเต็มสตรีมมันก็คือหายนะดี ๆ นี่เอง เพราะมันจะทรมานกันตั้งแต่ยังไม่ตายทีเดียว

ในความเป็นจริงวลีข้างบนทั้งสองนั้น มันมักจะถูกใช้เป็นข้ออ้างเวลาคนเราไม่อยากเก็บเงินซะมากกว่า ซึ่งมักจะได้ยินบ่อยจากคนหนุ่มสาวทั้งหลาย เก็บเงินไปทำไม เอาไปใช้ตอนแก่ ๆ หรอ? ทำไมไม่หาความสุขกันตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ เที่ยวตอนอายุเยอะ ๆ ไม่สนุกหรอก เกิดเก็บไปแล้วสักพักตายก็ไม่ได้ใช้ล่ะ เก็บเงินมาทั้งชีวิตให้คนอื่นได้ใช้ เสียดายแย่ ฯลฯ เหล่านี้ก็คือประโยคที่จะได้ยินบ่อย ๆ หรือพบเห็นได้ง่ายตามความเห็นในกระทู้หรือในเพจต่าง ๆ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าคุณได้เงินตอนนี้ 20,000 บาท คุณใช้หมดเลย คุณเดือนชนเดือน คุณซื้อทุกอย่าง ด้วยความคิดที่ว่า เดือนหน้าเงินเดือนก็ออก  หนักไปอีกคือ นอกจากคุณจะเดือนชนเดือนแล้ว คุณยังอาจต่อไปเดือนชนสองเดือน ชนสามเดือนได้ด้วยวิธีการรูดบัตรเครดิตหรือกู้หนี้ยืมสินหรือกดบัตรเงินสดเพื่อนำเงินไปใช้ผ่อนอะไรไม่รู้มากมาย ซึ่งคุณจะมีความสุขก็เมื่อตอนที่ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว หากแต่ยังต้องมานั่งไล่จ่ายให้สิ่งที่ตัวเองซื้อในอดีตต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตนยังเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือมีอายุน้อย ๆ ก็เลยคิดว่ายังสามารถเอาเวลาที่มีไปแลกเป็นเงินได้ แต่หากเราคิดแบบนี้มันอาจจะลงเอยว่าเราก็จะต้องเอาเวลาไปแลกเงินตลอดชีวิต 

เรื่องเงินนี่สร้างปัญหาชีวิตด้านความก้าวหน้าระดับหนึ่งด้วยนะครับ เช่น ถ้าคุณไม่มีเงินสำรองเลย แล้วคุณยังมีภาระผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต คุณจะย้ายงาน ลาออกจากงาน (หรือตกงาน) แทบจะไม่ได้เลย ชีวิตคือเหมือนถูก “ล่ามโซ่” ระดับหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการทำตามความฝันอะไร เพราะจะกินจะใช้ก็ลำบากแล้ว อย่างที่ Rogers บอก คุณก็จะลืมไปเลยว่าชีวิตนี้อะไรคือสิ่งสำคัญ นอกจากมีวัตถุสิ่งของรอบกายแล้ว อะไรจริง ๆ ที่สำคัญกับชีวิต ที่เป็นความฝันที่เกิดมาต้องการทำ และในท้ายที่สุด คุณก็จะถูกกลืนชีวิตไปกับฝูงชนที่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองต้องการและมีความฝันทำอะไร หรือตอบได้แต่ก็ไม่มีทุนตั้งต้นจะไปเริ่มทำแบบที่คิด

2. ปัญหาทัศนคติด้านการเงินที่ไม่สอดรับกับการออม

เรื่องการเก็บเงินนี่มันมีปัญหาอีกด้านตรงที่ว่า เราถูกสอนมาว่าให้หารายได้เยอะ ๆ ให้พูดเลยก็ได้ว่า 90% ของเด็กมหาวิทยาลัยที่โตมา ไม่มีใครถูกสอนเรื่องว่าจะบริหารการเงินการลงทุนอย่างไร (แม้กระทั่งเด็กจบการเงินเองก็ตาม) ทำให้คนส่วนใหญ่เคว้งคว้าง ลงเอยด้วยยากนัก ก็ไม่ทำแม่งเลยล่ะกัน ในยุคที่โฆษณาเต็มเมือง จ่ายอะไรก็จ่ายง่าย ๆ ยิ่งเข้าไปกันใหญ่ แถมยังมีแรงกระตุ้นจากคนรอบข้าง จากเพื่อน ๆ ทั้งในโลกจริงและโลกโซเชียล สุดท้ายทุกคนก็พยายามใช้จ่ายให้ดูว่าเรามีระดับเหมือนกันนะ

อีกอย่างหนึ่งคือต้องบอกไว้ว่า การเก็บเงินออมและลงทุนในสินทรัพย์การเงิน กับ การออมเพื่อเอาไปใช้จ่าย อันหลังไม่ได้ทำให้รวยขึ้นในระยะยาวนะครับ ผมเรียกมันว่า ออมเพื่อจ่ายในอนาคต เช่น เก็บเงินไปซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศ ซื้อรถ ซื้อมือถือใหม่ ท้ายที่สุดเงินก้อนนี้มันก็ไม่ใช่เงินออม ไม่เปลี่ยนฐานะคุณอยู่ดี

การออมเพื่อเปลี่ยนฐานะ ต้องเป็นอะไรที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เช่น หักเงินลงทุนทุกเดือนไปซื้อกองทุนรวมหุ้น ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ให้บริษัทหักเงินเดือนไปสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พวกนี้ถึงจะนับว่าออมและลงทุนจริง ๆ

ถ้าใครกำลังเริ่มออมหรือลงทุนอยู่ ก็ขอให้ภูมิใจได้นะครับ เพราะผมจะบอกเลยว่าเรื่องแบบนี้มันยาก คุณจะดูแปลกประหลาด ไม่ค่อยมีใครทำหรอก (โดยเฉพาะคนรุ่นอายุช่วง 20-30) เอาจริง ๆ แล้ว แค่ใช้ชีวิตแบบไม่มีหนี้สิน มีเงินฝากในธนาคาร ยังเป็นเรื่องยากเลย ถ้าให้กะคร่าว ๆ สมมติมีเหตุการณ์หยุดโลกหมุนสัก 6 เดือน คือ ไม่มีเงินเดือนไม่มีรายได้ประมาณครึ่งปี เราอาจมั่นใจและทายว่าคนกว่า 7 จาก 10 จะต้องลำบากและมีปัญหาเรื่องเงินแน่นอน

อนึ่ง ชีวิตที่มีแต่เก็บเงินหมดเลย ไม่ใช้จ่ายเลยอันนั้นก็สุดโต่งระดับหนึ่งเหมือนกัน ลองบาลานซ์สมดุลชีวิตดูครับ ดึงความสุขในอนาคตมาใช้กับวันนี้หมดเลย กับดึงความสุขทุกอย่างในชีวิตไปอยู่ในอนาคตจนหมดก็ตึงเกินไปทั้งคู่

3. บทสรุปทางแก้คือออมให้ไว!

วิธีแก้ปัญหาการเงินใระยะยาวที่ดีที่สุด คือ การเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่ช่วงอายุ 20 เป็นต้นไป มีเงินก็หักไปลงทุนก่อน เช่น ได้เงินมา 1,000 ก็หักไปออมสัก 10-30% แม้จะลงทุนด้วยเงินไม่มาก แต่มีเวลาเป็นตัวคูณก็ช่วยได้เยอะทีเดียว และยังช่วยเสริมสร้างวินัยสำหรับการลงทุนระยะยาวได้อย่างดีด้วย

อย่างน้อยถ้าอยากจะเริ่มออมเริ่มลงทุน ผมแนะนำให้เก็บเงินให้ได้สัก เงินเดือนคูณด้วย 6 หรือคูณ 10 หรือ 12+ ซึ่งงนั่นหมายความว่า เราจะมีเงินใช้ได้สบาย ๆ เป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีโดยที่ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน ก็ถือว่าเราหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยแล้วครับ แล้วหลังจากนั้นเก็บเงินไปเรื่อย ๆ ซื้อสะสมพวกกองทุนรวมหุ้นก็ได้ แล้วเอาเงินออมก้อน 6 เท่าของเงินเดือนนั้นมาจัดทัพเป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน” (Reserve Fund)

ทั้งนี้ เราอาจจะมีคำถามว่าเราควรจะออมเงินหรือลงทุนไปถึงจำนวนเงินเท่าไหร่ดี? จริง ๆ มันมีวิธีวัดความมั่งคั่งง่าย ๆ อย่างหนึ่งอยู่ครับ คือ เราลองเอาค่าใช้จ่ายทั้งปี สมมติเดือนละ 20,000 = ปีละ 240,000 บาท แล้วหาร 4% หรือหาร 0.04 จะได้ตัวเลขกลม ๆ เช่นกรณีนี้ได้ 6 ล้าน ตัวเลขนี้ล่ะครับที่บอกว่า ถ้าคุณมีเงิน 6 ล้าน คุณเอาไปลงทุนแบบไม่เสี่ยง เช่น ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยสุทธิ 4% คุณจะได้เงินพอดีกับค่าใช้จ่ายทั้งปี

ด้วยเหตุนี้ จากตัวอย่างสมมติด้านบนถ้าคุณมีเงินก้อนจำนวนที่เท่ากับ 6 ล้าน อาจจะถือเป็นกำลังใจระดับหนึ่งได้ว่า ชีวิตกำลังจะหลุดจากภาระทางการเงินเกือบ 80% แล้ว (ลองคำนวณตัวเลขของแต่ละคนเอาเองนะครับ) ซึ่งถ้าจะให้ดี เราควรพยายามทำตัวเลขความมั่งคั่งนี้ให้ได้ประมาณช่วงอายุ 40 ก็ปลดเรื่องภาระทางการเงินในอนาคตได้สบาย ๆ ครับผม

หนังสือการลงทุนแนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไป

ในการทำสงครามนั้นแม่ทัพหรือเสนาธิการย่อมมีตำราพิชัยยุทธ์ที่ดีไว้เป็นคู่มือ เช่นเดียวกันกับในการลงทุนหนังสือการลงทุนที่ดีย่อมช่วยเราในการทำความเข้าใจ สร้างกลยุทธ์ และเป็นหลักชัยกำกับการลงทุนที่นำไปสู่ผลสำเร็จในอนาคตของเรา แค่นี้เราก็จะได้คำถามหนึ่งข้อล่ะว่า แล้วเล่มไหนดี?

ในฐานะที่อ่านหนังสือลงทุนมามากระดับหนึ่ง ต้องบอกก่อนว่า หนังสือลงทุนที่ดี ที่เขียนหลักการลงทุนระยะยาวได้ดีเยี่ยม มีหลายเล่มมาก ๆ ครับ แต่ก็เหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัยนั่นล่ะ มันจะมีหนังสือ introduction to การลงทุนเบื้องต้น หนังสือการลงทุนขั้นกลาง ขั้นสูง จนไปถึงตำนาน ซึ่งหนังสือที่ดีมาก ๆ บางเล่ม ถ้าให้มาอ่านแต่แรกก็เป็นลมได้เหมือนกัน

อีกปัญหาหนึ่งคือ การลงทุนมันก็แยกได้เป็นหลายแนว อย่างการลงทุนระยะยาว มันก็จะมีทั้งการลงทุนที่เป็นแบบเชิงรับเป็นหลัก การลงทุนแบบมุ่งเน้น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า รวมไปถึงหนังสือที่เขียนเฉพาะลงทุนในหุ้นรายตัว ลงทุนในกองทุนรวม หรือเขียนผสมกันในเล่มเดียว เราก็จะ โว้ยยย! ต้องอ่านทุกเล่มเลยหรอ

เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าคุณหลงไหลในการลงทุนมาก ๆ การอ่านหลายเล่มย่อมช่วยให้เรามีหลักชัยในการลงทุนที่ดี เพราะจะมองภาพการลงทุนได้กว้างและภาพลึก แต่แน่นอนมันก็มีต้นทุนเวลา จะให้มาอ่านทุกเล่มก็ไม่ใช่

บทความนี้จึงเลือกหนังสือเล่มสำคัญที่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างเงินออมให้เติบโตระยะยาว วางแผนบริหารจัดการเงินเก็บของตัวเอง โดยหน้าที่หลักอยู่ที่การทำงานตามวิชาชีพ หรืออาชีพที่ตนรัก หรือทำตามความฝันอื่น (ที่ไม่ใช่การเป็นนักลงทุนชั้นเซียน) โดยลักษณะจึงเป็นนักลงทุนที่เอาเวลาไปทุ่มเทกับงานหรือพัฒนาตัวเองด้านอื่น แต่แบ่งเงินมาลงทุนด้วยเงินออมบางส่วน และต้องการลงทุนระยะยาว โดยไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยววุ่นวายกับตลาดหุ้นมากนัก ซึ่งด้านล่างนี้ก็จะเป็นหนังสือ 5 เล่มที่คัดมาแนะนำครับ

automa

(1) Automatic Millionaire — แปลไทยในชื่อ “เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ” เขียนโดย David Bach

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีต่อการปูพื้นฐานหลักการลงทุนอย่างมาก ขณะเขียน ก็อยู่ข้างตัวผมเล่มนึง ถ้าใครเป็นเพื่อนกับผมในชีวิตจริง ผมมักจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ ซึ่งสิ่งที่ดีมาก ๆ ของหนังสือเล่มนี้ คือมันจะบอกคุณว่า (i) คุณควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (ii) คุณต้องออมเงินเพื่ออนาคต (iii) การออมเงินนั้นควรออมแบบจ่ายให้ตัวเองก่อน – Pay yourself first! และ (iv) ทำการออมนั้นให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งทั้งสี่ข้อนี้คือหลักการลงทุนที่สำคัญมากกกกกกกกกก (ก.ไก่ ล้านตัว)

ก่อนจะไปสู่แนวทางลงทุนใด ๆ คุณต้องได้หลัก 4 ข้อนี้ก่อน เพราะต่อให้มีวิธีลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงขนาดไหน ถ้าไม่มีเงินเก็บมาลงทุนคุณก็จบ! หนังสือเล่มนี้สำคัญในแง่ของการปูพื้นฐานเรื่อง “การออม” มันจะสอนให้คุณ ออมเงินให้ตัวเองก่อนแบบอัตโนมัติ บทที่สำคัญคือบทที่ 1-5 ของเล่ม ซึ่งอ่านทวนได้เรื่อย ๆ เลยครับ

จัดทัพลงทุนรวยอัตโนมัติ

(2) จัดทัพลงทุน ตอน รวยอัตโนมัติ — เขียนโดย ดร.สมจินต์ สอนไพศาล

เล่มนี้หายากหน่อย เป็นหนังสือที่คล้ายคลึงกับเล่มข้างบน สรุปหลักการออมเงินเบื้องต้น แต่เสริมด้วยหลักการลงทุนในกองทุนรวม และการจัดพอร์ตลงทุน รวมไปถึงแนวทางการแบ่งสินทรัพย์ลงทุน เล่ม Automatic Millionaire คือเน้นเรื่องการออมเงิน (Saving) ในขณะที่เล่มนี้เน้นเรื่องลงทุน (investing)

ถ้าอ่านคู่กันสองเล่มเราก็จะเข้าใจหลักการออมเงินที่ดีจากเล่มข้างบน แล้วก็ได้หลักการลงทุนที่ดีจากเล่มนี้ เขียนอ่านง่ายครับ แนะนำเลย เวลาเจอที่ร้านหนังสือ ผมชอบซื้อติดมือเป็นประจำ เอาไว้ฝากเป็นของขวัญให้เพื่อน

RandomWalk_Cover2

(3) A Random Walk Down Wall Street — แปลไทยในชื่อ “เดินสุ่มในวอลสตรีท” เขียนโดย Burton G. Malkiel

นี่คือหนังสือในตำนานแห่งวงการลงทุนของโลก นักศึกษา MBA ในโรงเรียนธุรกิจดังของโลก ล้วนต้องอ่าน ผมว่านักลงทุนไม่ว่าจะใช้วิธีลงทุนแนวไหน ก็ควรจะต้องอ่านเล่มนี้ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ  มือใหม่อ่านอาจจะยากหน่อย เพราะเป็นหนังสือลงทุนขั้นกลาง-สูง เนื่องจากใช้ศัพท์การเงินระดับหนึ่ง

คำแนะนำผมคือ พลิกไปอ่านส่วนที่ 4 ก่อน สำหรับนักลงทุนทั่วไป ส่วนที่ 4 นี่ครอบคลุมการวางแผนจัดพอร์ตลงทุนเกือบครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่การออมเงินเบื้องต้น ไปจนถึงจะลงทุนในกองทุนรวมอย่างไร ผมว่าเขาเขียนได้ดีมาก และส่วนตัวคิดว่าเป็นแนวทางลงทุนระยะยาวที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ผมชอบหยิบมาอ่านซ้ำ ๆ ย้ำใส่หัวให้แม่น เป็นเล่ม Must Have! เล่มหนึ่งเลยครับ

การซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างยิ่ง (พออ่านส่วน 4 ครบค่อยไล่มาย้อนอ่านตั้งแต่ส่วนที่ 1 ก็ได้ครับ) เป็นหนังสือลงทุนที่ตั้งคำถามกับแนวทางลงทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะสายเทคนิคหรือสายปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้งในเล่มยังเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความบ้าคลั่งของตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่า การจะประสบความสำเร็จในการลงทุน เราต้องอาศัยการควบคุมทางอารมณ์ที่ดี ความมีวินัย และความอดทนอย่างยิ่ง

comonsense

(4)  The Little Book of Common Sense Investing — เขียนโดย John C. Bogle

เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทย นักลงทุนท่านใดที่พอจะอ่านภาษาอังกฤษได้ ผมแนะนำเล่มนี้ด้วย เพราะท่านจะได้หลักการลงทุนที่ดี ที่ชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวัน เล่มนี้เขียนโดย John C. Bogle บุคคลในตำนานผู้สร้างกองทุนดัชนี (index funds) ให้เติบโตมาจนทุกวันนี้

เล่มนี้มีหลักการทุกอย่างของการลงทุน เน้นหนักไปที่เรื่องการลงทุนระยะยาวในกองทุนรวม ในเล่มจะมีทั้งการเขียนเชิงแนะนำว่า ทำไมถึงควรลงทุนระยะยาวในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มีตัวอย่างประกอบว่า ถ้าท่านหลงไปหลงทุนในกองทุนแบบ active funds ท่านจะเจออะไรบ้าง รวมไปถึงการเขียนอธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจผิดต่าง ๆ ของนักลงทุน เป็นหนังสือที่ผมชอบมาก ๆ เลยครับ

สรุปให้ 3 คำว่า “ควรอ่าน อ่าน และก็อ่าน” 

tharv

(5)  Secrets of the Millionaire Mind — แปลไทยชื่อ “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” เขียนโดย T. Harv Eker

เล่มนี้ปิดท้าย ซึ่งไม่ได้สอนหลักการลงทุนอะไร แต่ผมว่ามันก็สำคัญ เพราะการลงทุนกับทัศนคติการใช้ชีวิตมันไปด้วยกัน เราจะลงทุนได้ดี เราต้องมี mind set หรือกลุ่มชุดทัศนคติกำกับที่สอดรับไปด้วย หนังสือของ Eker จะอธิบายถึงกระบวนการคิดภายในของแต่ละคน และนำไปสู่เหตุผลว่าทำไมถึงมีคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินน้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะ “วิธีคิด” ของพวกเขาครับ วิธีคิดที่พวกเขาใช้กับการมองเงิน การมองความมั่งคั่ง การตัดสินใจดำเนินชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของชีวิตเขาทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้ผมว่ามันจะช่วยให้เราเข้าใจตรงนี้ได้ดีขึ้น เพราะจากการสังเกตของผม แม้จะได้หลักการลงทุนที่ถูกต้องไป แต่คนกลุ่มหนึ่งก็ไม่สามารถลงทุนไปตามนั้นได้ เพราะขาด mind set กำกับการลงทุนคู่ไปด้วย คือ ถ้าไม่มี เขาก็จะตั้งคำถามอยู่ดีว่า จะต้องลงทุนไปทำไม? หรือแม้จะรู้เรื่องลงทุนดีแล้ว พวกเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการลงทุน

ตัวอย่างประจักษ์คือ คนที่เรียนหรือทำงานเกี่ยวกับการเงิน ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในการเงินการลงทุน แม้พวกเขาจะเข้าใจทฤษฎีและวิชาการเงินก็ตาม ส่วนหนึ่งผมคิดว่า เป็นเพราะพวกเขาขาดทัศนคติที่ดีทางการเงินครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย จะได้มีแนวคิดที่ครบครันระดับหนึ่งครับ

ถ้านักลงทุนมีเวลา ผมก็อยากจะให้อ่านทั้ง 5 เล่มนี้ให้ครบครับ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวนักลงทุนเอง การลงทุนในความรู้สำคัญที่สุด เพราะความไม่รู้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการลงทุนระยะยาว ก่อนจะลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ โปรดลงทุนในความรู้ก่อน เพราะนั่นคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต ซึ่งก็คือ “ตัวเราเอง” ครับ

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี แต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 ไป ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 41 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง? และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1,542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9,065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น

เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของตลาดหุ้น ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.62% ต่อปี !!!!!!!!!


ทั้งหมดนี้ บอกเราได้ว่า

  1. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี (ขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ)
  2. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม¹
  3. เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ (ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”)
  4. จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ (กรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง) ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว
  5. เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่า ตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน (เพราะดัชนียังไม่ทะลุจุดสูงสุดเดิม – 1,753 จุด) แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ สู้ ๆ



¹
มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วเงินปันผลเป็นผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่สำคัญของตลาดหุ้น รวมไปถึงหุ้นรายตัวด้วย เช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel (กรณีของหุ้นรายตัวก็เช่นกัน เงินปันผลทบต้นยังส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย เช่น กรณีของ Phillip Morris, Exxon Mobil) หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนของหุ้น

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของหุ้น คุณเชื่อหรือไม่?

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี

หากแต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 (หรือช่วง พ.ศ. 2518-2544) ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนตลาดหุ้น

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 42 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง?

และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของ ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.33% ต่อปีด้วย (หากคิดปัดเต็มเป็น 42 ปี) แต่หากคิดปี 1975 ซึ่งมีแค่ช่วง 30/04/75 ถึงสิ้นปีก็จะได้ผลตอบแทนที่ประมาณ 11.4% ต่อปีครับ

ประเด็นความคิดเรื่อง เงินปันผล

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี โปรดขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ

(2) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม[1. มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วนั้น เงินปันผลเป็นสัดส่วนใหญ่และสำคัญที่สุดของผลตอบแทนตลาดหุ้น ช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ ซึ่งความสำคัญของเงินปันผลยังรวมไปกรณีของหุ้นรายตัวด้วยเช่นกัน เพราะเงินปันผลทบต้นส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย อาทิ หุ้นบริษัท Phillip Morris, Exxon Mobil]

(3) เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ > ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

(4) จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ อย่างกรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว

(5) เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่าตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ และลงทุนโดยให้อยู่ในลักษณะของการ re-invest นำเงินปันผลมาลงทุนทบต้นตลอดเวลาครับ สู้ ๆ

วงจรล้มเหลวแบบรถไฟเหาะของนักลงทุน

รูปข้างล่างนี้ กราฟเส้นสีดำคือดัชนีตลาดหุ้น SET INDEX  ส่วนเส้นอื่น ๆ คือ จำนวนหน่วยของกองทุนรวมหุ้น (ปรับให้หลักเท่า ๆ กัน) ถ้าเส้นกองทุนเพิ่มสูงขึ้นแสดงว่า มีจำนวนหน่วยของกองทุนเพิ่ม นั่นคือ มีนักลงทุนเข้ามาเติมเงินซื้อกองทุน ที่ยกมามีกองทุน ABG (อเบอร์ดีนโกรท) TMB50 (ทหารไทยSET50) KFSDIV (กรุงศรีหุ้นปันผล) และ BKA (บัวแก้ว) พวกนี้ล้วนเป็นกองหุ้นกองใหญ่ ๆ ของประเทศไทยที่คนชอบลงทุนกันครับ

934129_1760966617464850_7167614988469173382_n

รูปข้างบนนี้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมนักลงทุนในกองทุนส่วนใหญ่ ระยะยาวแล้วพวกเขาน่าจะได้ผลตอบแทนที่น้อยมาก จนถึงขั้นน่าจะขาดทุนกันอย่างแน่นอน สรุปง่าย ๆ ให้เห็นภาพเป็นวัฏจักร

ช่วงที่ (1) เวลาที่หุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่จะขายกองทุนทิ้ง หรือไม่ได้ทำอะไรเลย คือ จะมีนักลงทุนส่วนหนึ่งที่ตกใจก็ขายออกไป แต่ส่วนใหญ่จะช็อก แล้วก็อยู่เฉย ๆ อาจจะเพราะทำใจขายไม่ได้ ขาดทุนหนักเกิน โปรดดูช่วงกรอบแดงที่ตลาดหุ้นตกหนัก ๆ จำนวนหน่วยของกองทุนมักจะลดลงหรือไม่ก็คงที่ มีซื้อเพิ่มนิด ๆ เช่น ปลายปี 2008 วิกฤต Subprime หรือปลายปี 2011 ช่วงน้ำท่วมใหญ่ หรือปลายปี 2013 ช่วงที่ตลาดหุ้นไปแตะดอย 1650 จุด แล้วก็ตกมาแรง ๆ)

ช่วงที่ (2) เวลาที่ตลาดหุ้นเริ่มขึ้นเป็นช่วงกระทิงต้น ๆ กำลังค่อย ๆ ฟื้นขึ้นมา เช่น หลังวิกฤตซับพาร์มช่วงปี 2010 หรือต้นปี 2012 จำนวนหน่วยจะลดลงฮวบฮาบเลยครับ นักลงทุนส่วนใหญ่จะเริ่มขายทิ้ง เพราะหน่วยลงทุนที่ถือเริ่มพลิกจากกำไรมาเท่าทุน หรือได้กำไรขึ้นมานิดหน่อย และพวกเขาไม่ลืมความเจ็บปวดที่พึ่งผ่านพ้นไป เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็จะออกจากตลาดหุ้นโดยขายกองทุนทิ้งกะแค่เท่าทุน หรือกะว่าได้กำไรน้อย ๆ แค่นี้ ซึ่งในมุมของพวกเขานั้น การเท่าทุนหรืออย่างน้อยกำไรนิดเดียวก็ควรเก็บกำไรก้อนนิด ๆ นั้นไว้ไว้ดีกว่า เพราะพวกนักลงทุนฝังใจว่า ถ้าไม่ขาย เดี๋ยวกำไรหายหมดอีกรอบ

แต่ถ้าดูต่อจะพบว่า จำนวนหน่วยกองทุนทะยานมาก ๆ ช่วงที่ (3) กระทิงปลาย ๆ (ที่ตลาดหุ้นกำลังจะร่วงต่อในอีกไม่ช้า) แสดงว่า เม็ดเงินนักลงทุนไหลกลับเข้ามาซื้อกองทุน ให้ทายคือ พวกเขาจะบอกว่า แม่งเอ้ย ตกรถ! หรือไม่ก็ เฮ้ย! นี่มันขาขึ้นจริง ๆ นี่หว่า เนื่องจากพวกเขาต้องรอให้ชัดเจนแน่ใจว่านี่คือตลาดกระทิงที่ทะยานอย่างรุนแรง พวกเขาจึงจะเริ่มเชื่อและเอาเงินกลับมาลงทุนหนัก ๆ เพื่อเอาคืนซึ่งเงินที่เคยขาดทุนไปตอนสมัยช่วง (1)

บทสรุปสุดท้ายคือ พอตลาดหุ้นตกอีกรอบ นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะกลับไปที่โหมด (1) (2) (3) แล้ววงจรนี้ก็หมุนซ้ำไปเรื่อย ๆ ทำให้เห็นว่า นักลงทุนพยายามกะจังหวะตลาดเข้าออก จับจังหวะซื้อขาย (market timing) แต่จากรูปน่าจะได้เห็นแล้วนะครับว่า ส่วนใหญ่คนที่ลงทุนในตลาดหุ้นน่าจะขาดทุนในระยะยาว เพียงแค่เพราะเหตุว่า พวกเขาไม่สามารถทนถือกองทุนหุ้นให้ผ่านความผันผวนไปได้ พวกเขาเชื่อว่าเก็งกำไรระยะสั้นน่าจะกำไรกว่า เข้าเร็วออกเร็วน่าจะรวยกว่า แต่สถิติก็คงจะให้เห็นแล้วนะครับว่าพวกเขานั้น “ช้าไปหนึ่งก้าวเสมอ” 

นักลงทุนที่อยากประสบความสำเร็จในการลงทุนกองทุนหุ้น ควรจะหลีกเลี่ยงวัฏจักรวงจรล้มเหลวแบบรถไฟเหาะนี้ ด้วยการลงทุนถือกองทุนหุ้นให้ยาว ๆ ครับ คุณต้องลงทุนระยะยาวผ่านความผันผวนให้ได้ ลงทุนเป็นระยะเวลา 10 ปี+ ขึ้นไปยิ่งดี พยายามถือกองทุนอดทนให้ผ่านความเจ็บปวดช่วงสั้น ๆ ให้ได้ ระยะยาวคุณถึงจะได้ผลตอบแทนก้อนโต และถูกจัดเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ได้เงินไปจากตลาดหุ้น น่าแปลกที่ว่า เงินมักจะไหลออกจากคนที่อยู่เฉยไม่เป็น คนที่อยู่นิ่ง ๆ มักจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะการเคลื่อนไหวในตลาดหุ้นนั้นมีค่าใช้จ่ายแฝงอยู่เสมอ อาจจะเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้นมั้งครับ ที่กระตุ้นเร้าให้คนซื้อ ๆ ขาย ๆ พอไม่มีวินัยในการลงทุนกำกับ คนส่วนใหญ่ถึงไม่ค่อยรวยจากการลงทุน