คลังเก็บป้ายกำกับ: Financial-Plan

ซื้อคอนโด : สิ่งที่ควรรู้ในทางการเงินและมุมมองการลงทุน

“เมื่อผมจะ ซื้อคอนโด”

ถ้ามีคำถามนี้แวบมาในหัว ผมควรจะรู้อะไรบ้าง แล้วผมควรจะซื้อดีไหม ชีวิตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ในเมื่อบ้านและคอนโดเป็นของชิ้นใหญ่มากในชีวิตคน ๆ หนึ่ง ควรจะวางแผนอย่างไรดี การตัดสินใจว่าจะซื้อคอนโดนั้นดีหรือไม่ถ้าเกิดคุณลงทุนเป็นด้วย

1. ประเด็นที่สำคัญในการ ซื้อคอนโด

I. มันไม่ใช่แค่เรื่องค่าเช่า

แนวคิดที่คล้อยตามง่ายที่สุด คือ ในเมื่อก็ต้องจ่ายค่าหออยู่แล้ว จ่ายทิ้งไปเปล่า ๆ ทำไมไม่เอาค่าหอมาจ่ายค่าผ่อนคอนโดแทนล่ะ? ซื้อคอนโด ดีกว่าไหม? พูดปุ๊บตาก็ลุกวาว แต่น้อยมากที่ใครจะเอาไปคิดต่อ

เคยมีคนพูดว่าตัวเลขกลม ๆ ในการผ่อนคือ ราคาคอนโดล้านละ 7,000 – 8,000 บาท ถ้าผมจะซื้อคอนโดราคา 1 ล้าน ผมจะต้องจ่ายค่างวดเฉลี่ยเท่านี้ ปกติแบงก์จะให้กู้แบบปลอดภัยที่ 40% ของเงินเดือน แสดงว่า จะผ่อนเดือนละ 7,000+ ได้ผมควรมีเงินเดือนที่ 17,500 บาท (คิดโดยประมาณ)

นี่คือข้อควรจำ ถ้าคอนโด 2 ล้าน 3 ล้านก็คูณ 2 คูณ 3 ไป เช่น ราคาคอนโด 3 ล้าน ภาระผ่อนตกเดือนละ 21,000 (7,000 คูณ 3) ซึ่งก็ควรจะมีเงินเดือนที่ 52,500 บาทขึ้นไป

และผมควรจะคิดไปอีกว่า มันต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรตามมาอีกเยอะแยะเวลามีคอนโดเป็นของตัวเอง ค่าส่วนกลาง ค่าตกแต่ง ฯลฯ สรุปคือจริง ๆ แล้วเราจ่ายมากกว่า 7,000 ต่อเดือนอย่างแน่นอน เผลอ ๆ เอาค่าใช้จ่ายอย่างอื่นที่เกี่ยวข้องมาเฉลี่ย เราอาจจะต้องเตรียมเงินไว้ 10,000 บาทต่อเดือนด้วยซ้ำ

II. ซื้อคอนโด = ซื้อสภาพแวดล้อม

สมมติผมจะซื้อคอนโด จริง ๆ ผมกำลังจะ ซื้อสิ่งแวดล้อมที่จะต้องใช้ชีวิตในอนาคตด้วย ถ้าคอนโดราคา 1-2 ล้านบาท ตัวเลือกจะต้องเป็นว่า ไปซื้อคอนโดไกลตัวเมืองหน่อย หรือห่างจากรถไฟฟ้าไปประมาณ 1-2 กิโลเมตรโดยเฉลี่ย ผมซื้อแล้วผมก็ต้องอยู่กับมัน แล้วถ้าผมย้ายงานล่ะ? ผมก็ย้ายคอนโดตามไปด้วยไม่ได้หนิ

ในขณะที่ ถ้าหากผมเช่าหออยู่ ผมแค่ขนหมอนขนตุ๊กตาย้ายไปหาหอใหม่ก็ได้แล้ว นี่คือความต่างอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ถ้าคุณต้องผ่อนอะไรสักอย่างแล้ว ชีวิตและไลฟ์สไตล์คุณจะไม่เหมือนเดิม ชีวิตจะมีตัวเลือกน้อยลงไปอีก ถามใจตัวเองย้ำ ๆ ว่า คอนโดนี่เราต้องอยู่ไปอีกหลายปี ต้องใช้ชีวิตและจ่ายเงินผ่อนมันไปอีกเฉลี่ยหลาย 10 ปี (สูงสุดที่แบงค์ให้คือ 20-30 ปี) เราโอเคกับมันแน่แล้วนะ

III. ซื้อคอนโด vs ลงทุนอย่างอื่น

และนี่คือตัวอย่างที่น่าสนใจถ้าคุณลงทุนเป็น มันจะมีแง่มุมที่คุณจะทึ่ง สมมติผมอยากจะผ่อนคอนโดเดือนละ 10,000 บาท คำนวณแล้วผมจะได้คอนโดราคาประมาณ 1.5 ล้าน ความปลอดภัยที่เงินเดือน 25,000 บาท ผมตัดสินใจผ่อนคอนโด ในขณะที่ผมสมมติฝาแฝดตัวเองอีกคนมาเปรียบเทียบล่ะกัน

ผมเงินเดือน 25,000 ผ่อนคอนโดเดือนละ 10,000 บาท มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่เดือนละ 10,000 บาทถ้วน เหลือ 5,000 บาทเอาไปลงทุน แฝดของผมมีเงินเดือนเท่ากันเป๊ะ หาหออยู่ราคาต่ำ ๆ สมมติ 4,000 บาท มีค่าใช้จ่ายเดือนละ 10,000 เหมือนกัน แต่จะเหลือ 11,000 บาทเอาไปลงทุน

ทั้งผมและแฝดลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นทุกเดือนเหมือนกัน ให้ผลตอบแทนที่ 10% ต่อปี เราทั้งสองอายุ 23 ปี เมื่อไปถึงอายุ 30 (ลงทุนหุ้นไปแล้ว 7 ปี) นี่คือสิ่งที่จะแตกต่าง

ผมจะมีคอนโดอายุ 7 ปี พร้อมเงินในกองทุนอีกประมาณ 6 แสนบาท ในขณะที่แฝดของผมก็จะต้องเช่าหออยู่แต่จะมีเงินในกองทุน 1.3 ล้านบาท ผมให้ราคาคอนโดขึ้นด้วยล่ะกันสมมติกลายเป็น 2 ล้านกว่า (เฉลี่ยขึ้น 5% ต่อปี) เท่ากับผมมีของที่มูลค่ารวมกัน 2.6 ล้านบาท ในขณะที่แฝดมีแค่ 1.3 ล้าน

แต่ … ความต่างที่สำคัญมากคือ แฝดของผมนั้นไร้หนี้สิน มีอิสระจะทำอะไรก็ได้กับเงิน 1 ล้านกว่านั้น ในขณะที่ผมต้องผ่าน 7 ปีมาโดยที่จะขาดผ่อนชำระไม่ได้สักเดือน มันดูเหมือนเป็นคอนโดผม แต่จริง ๆ มันเป็นคอนโดแบงค์ต่างหาก ผมไม่จ่ายธนาคารก็ยึด มองในแง่นี้สินทรัพย์อิสระของผมจริง ๆ มันคือ 6 แสนบาทเท่านั้น

และสมมติเราลงทุนเหมือนเดิมกันทั้งคู่ (สมมติว่าเงินเดือน 25,000 ตลอดไป เศร้าใจยิ่งนัก) และลงทุนเท่าเดิมต่อเดือน คือ ผมลงทุน 4,000 ส่วนแฝดลงทุน 11,000 บาทต่อเดือน พออายุ 40 มาเจอกันอีกทีนึง เงินกองทุนรวมของผมนั้นจะมีมูลค่า 2.6 ล้านบาท ขณะที่แฝดผมจะมีเงินในกองทุนทั้งสิ้นเกือบ 6 ล้านบาท นั่นคือ ถ้าเขาสามารถหาอะไรที่ให้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เขาก็จะได้ดอกเบี้ยปีละ 3 แสนบาทไว้ใช้ฟรี ๆ หรือตกเดือนละ 25,000

เอ๊ะ คุ้นไหมครับเลข 25,000 บาทนี้ ขีดเส้นใต้เลยครับ เลขนี้ก็คือดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนที่ได้รับต่อเดือนจากการลงทุนจะเท่ากับเงินเดือนเป๊ะ ๆ !!

เพียงแค่สละการซื้อคอนโดไป 15 ปี ชีวิตก็ต่างขนาดนี้ เรื่องจริงมันจะไกลกว่านี้แน่ ๆ เพราะเงินเดือนมันขึ้นอีกระหว่างนั้น อัตราเก็บเงินยิ่งเพิ่มขึ้นไปด้วย เวลาจริงไม่ถึง 15 ปี หรอกครับ แค่ 10 กว่าปีความถ่างระหว่างความมั่งคั่งของทั้งสองคนจะกว้างออก

อีกประเด็นที่ควรจะต้องเขียนถึง คือ การซื้อคอนโดมานั้นสามารถปล่อยเช่าได้ หากแต่ในปัจจุบันตลาดการเช่าคอนโดค่อนข้างแข่งขันรุนแรง และอย่าคิดว่าการปล่อยเช่าเป็นเรื่องที่ง่ายดาย เพราะเราอาจจะไปเจอปัญหาได้หลายเรื่อง ซึ่งท่านที่คิดจะปล่อยเช่าต้องรับมือและวางแผนไว้ เช่น หากปล่อยเช่าแล้วผู้เช่าไม่จ่ายเงินแต่ไม่ย้ายของออก หากปล่อยเช่าแล้วผู้เช่าทำลายทรัพย์สินในห้องเช่าหรือไม่ยอมรักษาทรัพย์สินที่เช่าให้ดี หากปล่อยเช่าแล้วทรัพย์สินที่เช่ามีปัญหาใหญ่ซึ่งเป็นหน้าที่ตามกฎหมายที่ปกติเราจะต้องเข้าไปซ่อมแซมเพื่อให้ผู้เช่าสามารถเช่าต่อได้

นอกจากนี้ค่าเช่าเองก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยปกติการปล่อยเช่านั้น คนปล่อยเช่าควรจะต้องเก็บค่าเช่า 1-2 เดือนเอาไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ ดูแล หรือในกรณีคอนโดคืออาจจะต้องนำมาจ่ายค่าส่วนกลาง ผลตอบแทนที่ได้จากการเช่าจึงอาจไม่สูงมากอย่างที่คิด และค่าเช่าถือเป็นรายได้ชนิดหนึ่งที่จะต้องนำไปเสียภาษีด้วยเช่นกัน

2. ซื้อคอนโด ต้องดูให้ครบทุกด้าน

ที่เขียนมายืดยาว เพียงแค่ต้องการเปิดมุมมองให้เห็นว่า

“จริงๆ แล้วการตัดสินใจอะไรอย่างหนึ่ง มันมีต้นทุนมหาศาลที่ซ่อนอยู่ เพราะเราอาจจะไม่รู้ เราก็จะเฮ้ย มันมีอะไรขนาดนี้ด้วยเหรอ”

แต่ก็ไม่ใช่ว่าคนที่ตัดสินใจซื้อคอนโดเลยจะผิดพลาด ไม่ใช่เลย เพราะชีวิตแต่ละคนแตกต่างกัน

เงินใครเงินมัน มีเป้าหมาย มีความฝันไม่เหมือนกัน และอาจจะมีเหตุผลจริง ๆ ที่เป็นเบื้องหลังอีกมากมายที่ใครคนอื่นไม่อาจรู้ เพียงแต่เวลาตัดสินใจอะไรทางการเงินเราต้องมองให้รอบด้าน เพราะของพวกนี้เป็นของชิ้นใหญ่ เป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่สำคัญมาก และเอาจริง ๆ ชีวิตคนเราโดยเฉลี่ยเนี่ย ซื้อคอนโดอาจจะแค่ครั้งเดียวด้วยซ้ำไปครับ เราต้องคิดให้รอบด้าน

ในแง่กลับกัน การซื้อและถือครองคอนโดมิเนียมหรืออสังหาริมทรัพย์ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่มีเหตุผลในทางการเงินเช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น

(ก) คอนโดเป็นอสังหาริมทรัพย์อย่างหนึ่งจึงถือเป็นสินทรัพย์ทางการเงินของเราด้วย และผลตอบแทนโดยปกติก็จะสูงกว่าเงินเฟ้อ (a good inflation hedge)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (New Jersey: John Wiley and Sons, 2013), 25.]

(ข) ดอกเบี้ยบ้านเป็นสิ่งที่รับได้ เพราะดอกเบี้ยไม่สูงเท่าสินเชื่อชนิดอื่น แถมสามารถโปะเงินเพิ่มให้ลดต้นลดดอกได้ และการกู้เงินมาซื้อยังเป็นการสร้างตัวทวี (leverage) ผลตอบแทน คือ เราใช้เงินจำนวนน้อยซื้อสินทรัพย์ทางการเงินขนาดใหญ่ได้ด้วยการกู้ยืมเงินมาลงทุน นึกภาพเราใช้เงินตัวเองแค่ 100,000 บาท อาจจะสามารถกู้เงินซื้อสินทรัพย์คือคอนโดราคา 1 ล้านบาทได้ โดยที่อีก 900,000 บาทเป็นเงินกู้

(ค) รัฐสนับสนุนผ่านการหักค่าลดหย่อนที่นำดอกเบี้ยบ้านมาคำนวณภาษีได้ถึง 100,000 บาท

(ง) ในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้ การกู้ยืมเงินมาลงทุนสินทรัพย์ที่ดีย่อมถือเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่ง

(จ) คอนโด คือ ที่พักอาศัย มันคือบ้าน ในวันที่ฝนตก หรือวันที่เหนื่อยล้าน เราสามารถนอนพักในคอนโดได้ครับ อันนี้สำคัญ ขนาด Peter Lynch นักลงทุนในตำนานคนหนึ่งของวงการก็มองว่า การลงทุนในบ้าน (หรือซื้อบ้านที่พักอาศัย) เป็นการลงทุนที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตการลงทุนของคนทั่วไปครับ[1. Peter Lynch and John Rothchild, One up on Wall Street: How to Use What You Already Know to Make Money in the Market, 2nd ed. (New York: Simon & Schuster, 2000), 77.] ประเด็นนี้ Malkiel ก็สนับสนุนเช่นกันโดยให้ลงทุนซื้อบ้านเป็นของตัวเองถ้าทำได้ เพราะมันเป็นทั้งการลงทุนอย่างหนึ่งและบ้านยังมอบความสุขและความพึงพอใจหลายประการแก่ชีวิต[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 314.]

เนื่องจากมันมีปัจจัยมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับกรณียังไม่เข้าใจการลงทุนและยังลังเลกับการตัดสินใจเรื่องซื้อบ้านหรือคอนโด เราอาจจะใช้การเก็บเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์เท่าค่าผ่อนก็ได้ เพื่อยืดเวลาตัดสินใจให้แน่ชัด การซื้อคอนโดช้าไปหน่อย แต่ผ่านการทบทวนชีวิตตัวเองมาแล้ว ผมว่าสำคัญมาก ๆ

3. จุดตัดสินใจในการซื้อ

คำถามต่อมา คือ แล้วถ้าหากต้องเช่าห้องอยู่ประมาณ 5,000 บาทต่อเดือน จุดไหนคือจุดตัดสินใจที่ควรจะซื้อหรือผ่อนคอนโด?

โดยการพิจารณาของเรานั้น ควรเริ่มต้นจากความคิดที่ว่า การซื้อคอนโดหรือซื้อบ้านเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่มากในชีวิตหนึ่ง เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเร่งรีบตัดสินใจ ค่อย ๆ ทบทวนและวางแผนชีวิตตัวเองก่อน เพราะมันมีอะไรหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมาก

ยกตัวอย่างนะครับ สมมติหอที่อยู่จ่ายเดือนละ 5,000 ใกล้ที่ทำงาน ผมสมมติว่า เราทำงานที่ลาดกระบัง อันนี้ก็จะต้องคิดล่ะว่ามันยังไง เราจะอยู่โซนนี้ตลอดไปไหม ถ้าคนที่วางแผน เช่น อยากเข้ามาทำงานในเมือง อยากเข้าสำนักงานใหญ่ซึ่งอยู่แถวสีลม แสดงว่าต่อไปก็ไม่ได้อยู่โซนเดิม หรือในกรณีที่คิดว่า เราจะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดแน่ ๆ

พอเห็นภาพไหมครับว่า สองคนนี้มีปัจจัยนำมาคิดต่างกันมาก คือ นอกจากเรื่องของค่าเช่าต่อเดือนแล้ว เราต้องพิจารณาเรื่องของความฝันและแผนชีวิตไว้ด้วย สมมติซื้อตอนนี้มันสะดวกกับตอนนี้ แต่เราต้องย้ายไปไกล ๆ แน่นอนในอนาคต และจะไม่กลับมาละแวกนี้อีกเลย แบบนี้ก็อาจได้ผลลัพธ์ในการตัดสินใจว่า อาจจะยังไม่ซื้อดีกว่า

หรือ เราอาจจะยืดเวลาตกผลึกด้วยการลองเก็บเงิน อาจจะใช้วิธีลองหักเงินออมเท่าค่าผ่อนบ้านก็ได้ แต่หักเก็บไว้ในบัญชีออมทรัพย์ เพื่อทดสอบความสามารถในการชำระหนี้ของเราและดูความมีวินัยในการผ่อน สุดท้ายเงินก้อนนี้เอาไปเป็นเงินดาวน์ได้ เช่น ลองเก็บเงินเดือนละ 7,000-10,000 บาทจากเงินเดือนหักมาเก็บในบัญชีเงินฝากเพื่อทดสอบความมีวินัยและฝึกฝนการออม ซึ่งในบทความช่วงต้นก็จะเขียนไปอีกแบบเป็นเอาไปลงทุนในกองทุน เปรียบเทียบให้ดูอีกมุมหนึ่งแทน

อนึ่ง มันขึ้นอยู่กับตัวของเราอย่างสำคัญเลยครับว่า จะออกแบบชีวิตยังไง สมมติเราโอเคกับพื้นที่ตำแหน่งนี้แล้ว พิจารณาประกอบการตัดสินใจในหลายแง่มุมแล้ว ตั้งใจจะลงหลักปักฐานที่นี่ เกณฑ์เรื่องค่าเช่าก็อาจจะไม่ต้องพิจารณามาก ถ้าเราอยากจะซื้อคอนโดจริง เราจะเอาแน่ ๆ ด้วยเหตุผลสำคัญในชีวิต (ที่ผ่านการคิดใคร่ครวญมาแล้ว) เราก็ซื้อคอนโดได้ครับ

การใช้เกณฑ์ปีก็แค่พิจารณาร่วมประกอบครับ อย่างสมมติอยู่ 3 ปีเดียวต้องย้ายไปที่อื่น ก็ต้องดูล่ะว่าสถานที่ที่จะอยู่คือที่ไหนต่อไป และเราควรจะซื้อคอนโด ณ ตรงนี้ไหม หรือจะไปซื้อ ณ ที่ที่ย้ายไปใหม่ในอนาคต


ปล. ผมปรับปรุงบทความนี้จากสเตตัสเก่าของผม ของเดิมเขียนไว้แค่มุมมองเปรียบเทียบ ของใหม่เพิ่มข้อดีของการซื้อคอนโดมิเนียมลงไปด้วยครับ วัตถุประสงค์คือทบทวนความคิดตัวเอง และชี้ให้เห็นว่า มันมีต้นทุนแฝง ต้นทุนค่าเสียโอกาสเสมอในการตัดสินใจทางการเงิน ซึ่งเราจะต้องคิดให้รอบคอบ

หากแต่สุดท้ายแล้ว การจะตัดสินใจเช่นไรเป็นเรื่องของชีวิตแต่ละท่านครับ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจแต่ละคน ที่เขียนขึ้นมาเพราะสมัยก่อนผมก็ไม่รู้จักต้นทุนในด้านการเงินการลงทุนครับ คนที่อ่านจะได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ

และที่ผมพยายามอธิบายก็เพื่อคนอ่านจะได้เห็นว่า มันมีปัจจัยรอบด้านที่ต้องคิดครับ มันมีมุมมองอื่น ๆ อีกมาก ไม่ใช่แค่กังวลเรื่องราคาคอนโดสูงขึ้น หรือตัดสินใจโดยพิจารณาแค่ว่าอยากเปลี่ยนค่าเช่าเป็นค่าผ่อนคอนโดแทนอะไรแบบนี้ มันจะเกิดปัญหาตามมาได้ง่าย ๆ จากการตัดสินใช้แบบใช้อารมณ์และด่วนสรุป

การนิ่งและไม่เคลื่อนไหว

ในการลงทุนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะสร้างความเข้าใจและภาพจำในหัว ให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำอะไรบ่อย ๆ ซื้อขายเยอะ ๆ ในตลาดหุ้น น่าจะเป็นคนที่เก่งและคงประสบความสำเร็จในการลงทุน ตลาดหุ้นจึงดูเป็นตลาดของคนที่ไม่อยู่นิ่ง และความเชื่อนี้ก็ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่า การไม่อยู่นิ่ง ซื้อขายบ่อย ๆ ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเหตุการณ์ เป็นคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ควรทำตาม ว่าแต่มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือ?

จริง ๆ แล้ว การเคลื่อนไหวบ่อยในตลาดหุ้นน่าจะนำคุณไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงต่างหาก ด้วยเหตุผลประการสำคัญเลย ก็คือ ทุกการเคลื่อนไหวในการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้น จะมี “ค่าใช้จ่าย” มากมายที่คุณจะต้องจ่ายเพราะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็น ทั้งที่เห็นชัด ๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่มาจากการอยู่ไม่สุขอื่น เช่น การขาดทุนเพราะจับจังหวะตลาด (market timing) ผิดพลาด ทำให้ขายหุ้นที่จุดขาดทุน และมาซื้อหุ้นที่จุดสูงสุด อันนำไปสู่ วงจรแห่งการล้มเหลวในการลงทุน

นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองมีสามารถที่จะซื้อขายได้ถูกต้องกว่าคนอื่น และทำนายเคลื่อนไหวหรือจับจังหวะตลาดได้เก่ง แต่เอาจริง ๆ แล้วสิ่งที่พวกเขาพยายามทำนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ผมคิดว่านักลงทุนจะคิดถูกและทำถูกได้ในเรื่องจับจังหวะลงทุน เขาจะต้องถูกถึง 4 ครั้ง คือ 1) คิดถูกว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลง 2) นอกจากจะคิดถูกต้องทำถูกด้วย คือ ซื้อขายไปแล้วตลาดหุ้นขึ้นลงอย่างที่คิด 3) พอขายแล้วนักลงทุนก็ต้องถือเงินสด เพราะฉะนั้น นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือ ต้องคิดถูกว่า แล้วช่วงเวลาไหนหรือราคาไหนที่เขาจะกลับมาซื้อมาขายอีกที อันนำไปสู่การถูกครั้งสุดท้าย คือ 4) นักลงทุนต้องทำตามที่ตัวเองคิดด้วยนั่นคือกลับเข้ามาซื้อขายถูกต้อง ทั้งหมดนี้ดูเหมือนง่าย แต่ การจับจังหวะตลาดมันไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คุณเข้าใจประะเด็นนี้และไม่หลงไปงมจังหวะซื้อขาย ผลตอบแทนของคุณอาจจะดีขึ้นมหาศาล

ลองไปดูการพูดถึงประเด็นนี้และคำแนะนำจากนักลงทุนคนดัง ๆ ของโลกกันบ้าง

•   Peter Lynch 
อดีตผู้จัดการกองทุนในตำนานของ Fidelity ผู้เขียนหนังสือในตำนานอย่าง One up on Wall Street หรือ Beating the Street ก็ได้เขียนไว้ในหนังสือของตนว่า นักลงทุนจะมีผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นักลงทุนไปติดเกาะสัก 6 เดือน นี่เป็นการอุปมาให้เห็นภาพของลินช์ว่า ที่นักลงทุนมักจะมีผลตอบแทนลดลงก็เพราะนักลงทุนชอบซื้อขาย เคลื่อนไหวบ่อย ๆ และถูกเร้าโดยข่าวหรือเสียงรบกวนต่าง ๆ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ คำแนะนำจากโบรกเกอร์ จากที่ปรึกษาทางการเงิน การที่ต้องแวดล้อมด้วยข่าวจากตลาดหุ้นเต็มไปหมดทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนลดลงได้

•   Warren Buffett
บัฟเฟตต์ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ผมจำคำพูดของเขาเกี่ยวกับการอยู่นิ่งในตลาดหุ้นได้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่สอนให้เราต้อง “นั่งทับมือตัวเองให้เป็น” เพราะการปฏิเสธไม่ทำอะไร หรือการไม่เคลื่อนไหวในตลาดหุ้นที่มีเสียงรบกวนเต็มไปหมด ก็เป็นคุณลักษณะสำคัญในการลงทุนระยะยาวครับ

•   John C. Bogle
Bogle ผู้มีอายุ 88 ปีในปัจจุบัน ตำนานแห่งวอลสตรีทผู้ก่อตั้งบลจ. Vanguard และปลุกปั้นให้กองทุนดัชนีเติบโตมาจนทุกวันนี้ อันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวในตลาดหุ้นมาประมาณ 65 ปี ได้เคยเห็นทั้งตลาดหุ้นที่ตกหนัก -50% จากจุดสูงสุด หรือการตกแบบ -25% ภายในวันเดียว ได้ให้คำแนะนำในการลงทุนว่า ให้หยุดฟังเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น (tune out the market noise) การที่ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงมีความผันผวนไปมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องของนักเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนระยะยาวไม่ควรถูกรบกวนและหวั่นไหวไปกับการขึ้นลงระยะสั้น ๆ ของตลาดหุ้นโดย Bogle อธิบายว่า เนื่องจากเวลานักลงทุนทั่วไปได้ยินเรื่องการพยากรณ์เศรษฐกิจ มีคนมาพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ย หรืออัตราเงินเฟ้อ ก็จะมีนักลงทุนบางส่วนซื้อ ๆ ขาย ๆ เมื่อได้ฟัง ซึ่งนักลงทุนระยะยาวไม่ได้รับผลลัพธ์แย่ ๆ อะไรจากพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเขายึดมั่นในการลงทุนระยะยาว หากแต่ เรื่องพวกนี้จะเป็นการรบกวนการลงทุนระยะยาวได้ในกรณีที่นักลงทุนไปสนใจมัน! และที่มันส่งผลกระทบต่อนักลงทุนระยะยาวก็เพราะว่า เวลานักลงทุนเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ การแห่ซื้อ แห่ขาย นักลงทุนมักจะถูกรบกวนความคิดให้รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ เราต้องทำอะไรบ้างแล้ว พอถูกชักจูงด้วยเสียงรบกวนจากตลาด นักลงทุนก็จะแห่ขายพอร์ตลงทุนตัวเองและออกจากตลาดไป สุดท้ายนักลงทุนเหล่านี้ก็จะเป็นผู้แพ้ (the losers) —คือเป็นผู้แพ้ให้กับเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น จากการเร้าหรือโดยความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น ตกอยู่ภายใต้อารมณ์แบบ เอ้ยย ฉันต้องทำอะไรบางแล้ว ตลาดหุ้นตก ฉันขายดีกว่า และมันก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ ๆ ในท้ายที่สุดนั่นเอง

ครั้งหนึ่งโบเกิลเคยพูดถึง To-do-list ในการลงทุนของเขาว่ามันไม่มีอะไรมาก เขาลงทุน 50% ในกองทุนดัชนีตราสารหนี้และอีก 50% ในกองทุนดัชนีหุ้น เขาจะไม่ดูมันทุกวัน ไม่สนใจมูลค่าของกองทุนหุ้น และปกติก็จะดูพอร์ตลงทุนนี้ตอนสิ้นปีครั้งนึง เหตุผลเกี่ยวกับการไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือทำอะไรกับการลงทุนมาก ก็เพราะโบเกิลคิดว่า “การ(คิดว่า)ต้องทำอะไรสักอย่าง(เช่นต้องขยับตัวซื้อขายหุ้น ปรับพอร์ตบ่อย ๆ) อาจไม่ใช่ไอเดียทีดีนัก (ในการลงทุน)”

นอกจากนี้ การชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ ก็นับเป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อขายเพราะสนใจลำดับผลตอบแทนสูงสุด ชอบดูรายชื่อกองทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง ซึ่ง Jack R. Meyer อดีตประธาน Harvard Management Company ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน สอดคล้องกับความเห็นของ Charles Schwab ที่เคยอธิบายว่า ทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร นั่นก็เพราะ มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับผลตอบแทนที่ลดลง เพราะสำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า เนื่องจากทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าคนอื่น [ที่มัวแต่หากองทุนบริหารที่เก่งที่สุด] อีก 85 จาก 100 คน

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะทำความเข้าใจใหม่ว่า การเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ไม่ได้นำนักลงทุนไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่มักจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ลดลงหรือขาดทุนในท้ายที่สุด การไม่ทำอะไรและอยู่นิ่ง ๆ ผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกันครับ

ทัศนคติในการลงทุนถูกต้อง + มีวินัยที่จะยึดมั่นในทัศนคตินั้น + อดทนที่จะลงทุนระยะยาวให้ได้ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุนอย่างมาก ถามว่า การอยู่เฉย ๆ ในตลาดหุ้นเป็นเรื่องยากไหม ผมว่าก็ไม่นะ ที่สังเกตจากคนใกล้ตัวที่สามารถลงทุนมาหลายปีได้ มักจะมีคุณสมบัติร่วมกันประมาณว่า

  1. ตัดสินใจว่าจะลงทุนระยะยาว ส่วนมากก็จะแบบลงทุนประจำโดยหักจากเงินเดือนมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า ลงทุนแบบประจำ DCA นั่นล่ะครับ
  2. ไม่ติดตามการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรายวัน คนที่มักจะผ่านไปได้ บางทีก็ด้วยงานที่ทำนั้นหนัก หรือโฟกัสกับตัวงานมากกว่า เลยไม่มีเวลามานั่งจ้องหน้าจอ หรือบางทีก็ดูหน้าจอบ้าง แต่ไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุนตัวเอง
  3. มีวินัยที่จะลงทุนตามแผนไปเรื่อย ๆ (stay calm, stay invest) ผ่านความผันผวนตลาดหุ้น ปล่อยให้มันขึ้นมันลงไปของมัน พวกเขาก็จะยังลงทุนต่อไป
  4. พอเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี คนพวกนี้จะเริ่มเห็นธรรมชาติตลาดหุ้นที่มันจะมีขึ้นมีลง มีเรื่องผันผวนเป็นปกติ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่า การขึ้นลงตลาดหุ้นระยะสั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันจะวนลูปเป็นวัฏจักร และพวกเขาก็จะเลิกสนใจกับความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น และมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวตลอดไป

ย้ำอีกครั้งว่า การขยับตัวบ่อยในตลาดหุ้น การที่คุณนั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำหรับผลตอบแทนในอนาคตและการลงทุนระยะยาวของคุณอย่างแน่นอน ดังที่ Bogle เตือนสติเราไว้ว่า มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยที่จะคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างหรือต้องขยับตัวบ่อย ๆ ในการลงทุน

“Doing something is not a good idea in this business”

 

การนิ่งและไม่เคลื่อนไหว : ลงทุนระยะยาว

ในการลงทุนนั้น มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนจะสร้างความเข้าใจและภาพจำในหัว ให้นักลงทุนส่วนใหญ่เชื่อว่า คนที่ทำอะไรบ่อย ๆ ซื้อขายเยอะ ๆ ในตลาดหุ้น น่าจะเป็นคนที่เก่งและคงประสบความสำเร็จในการลงทุน ตลาดหุ้นจึงดูเป็นตลาดของคนที่ไม่อยู่นิ่ง และความเชื่อนี้ก็ทำให้นักลงทุนรู้สึกว่า การไม่อยู่นิ่ง ซื้อขายบ่อย ๆ ปรับพอร์ตลงทุนให้ทันเหตุการณ์ เป็นคุณสมบัติและพฤติกรรมที่ควรทำตาม ว่าแต่มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ?

เรื่องจริงคือไม่ใช่เลย เป็นไปในทางตรงกันข้ามด้วยซ้ำ เพราะ การเคลื่อนไหวบ่อยในตลาดหุ้นน่าจะนำคุณไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงต่างหาก ด้วยเหตุผลประการสำคัญเลย ก็คือ ทุกการเคลื่อนไหวในการลงทุนโดยเฉพาะตลาดหุ้น จะมี “ค่าใช้จ่าย” มากมายที่คุณจะต้องจ่ายเพราะอยู่นิ่ง ๆ ไม่เป็น ทั้งที่เห็นแบบชัดเจน อาทิ ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ ค่าธรรมเนียมซื้อขาย และค่าใช้จ่ายที่มาจากการอยู่ไม่สุขอื่น เช่น การขาดทุนเพราะจับจังหวะตลาด (market timing) ผิดพลาด ทำให้ขายหุ้นที่จุดขาดทุน และมาซื้อหุ้นที่จุดสูงสุด อันนำไปสู่ วงจรแห่งการล้มเหลวในการลงทุน

อย่างไรก็ดี นักลงทุนมักจะเชื่อและมั่นอกมั่นใจว่า ตัวเองมีสามารถที่จะซื้อขายได้ถูกต้องกว่าคนอื่น สามารถทำนายเคลื่อนไหวหรือจับจังหวะตลาดได้เก่ง แต่เอาจริง ๆ แล้ว สิ่งที่พวกเขาพยายามทำนี้เป็นอะไรที่ยากมาก ผมคิดว่านักลงทุนจะคิดถูกและทำถูกได้ในเรื่องจับจังหวะลงทุน เขาจะต้องถูกถึง 4 ครั้ง คือ 1) คิดถูกว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือจะลง 2) นอกจากจะคิดถูกต้องทำถูกด้วย คือ ซื้อขายไปแล้วตลาดหุ้นขึ้นลงอย่างที่คิด 3) พอขายแล้วนักลงทุนก็ต้องถือเงินสด เพราะฉะนั้น นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือ ต้องคิดถูกว่า ช่วงเวลาไหนหรือราคาไหนที่เขาจะกลับมาซื้อมาขายอีกที อันนำไปสู่การจำเป็นที่จะต้องถูกครั้งสุดท้าย คือ 4) นักลงทุนต้องทำตามที่ตัวเองคิดด้วย นั่นคือกลับเข้ามาซื้อขายได้ถูกต้อง 

ทั้งหมดนี้ดูเหมือนง่าย แต่ การจับจังหวะตลาดมันไม่ใช่เรื่องง่าย แค่คุณเข้าใจประะเด็นนี้และไม่หลงไปงมหาจังหวะซื้อขาย ผลตอบแทนของคุณอาจจะดีขึ้นมหาศาล

ลองไปดูการพูดถึงประเด็นนี้และคำแนะนำจากนักลงทุนคนดัง ๆ ของโลกกันบ้าง

I. Peter Lynch 

อดีตผู้จัดการกองทุนในตำนานของ Fidelity ผู้เขียนหนังสือในตำนานอย่าง One up on Wall Street หรือ Beating the Street ก็ได้เขียนไว้ในหนังสือของตนว่า นักลงทุนจะมีผลตอบแทนที่ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่นักลงทุนไปติดเกาะสัก 6 เดือน นี่เป็นการอุปมาให้เห็นภาพของลินช์ว่า ที่นักลงทุนมักจะมีผลตอบแทนลดลงก็เพราะนักลงทุนชอบซื้อขาย เคลื่อนไหวบ่อย ๆ และถูกเร้าโดยข่าวหรือเสียงรบกวนต่าง ๆ การพยากรณ์ทางเศรษฐกิจ คำแนะนำจากโบรกเกอร์ จากที่ปรึกษาทางการเงิน

การที่ต้องแวดล้อมด้วยข่าวจากตลาดหุ้นเต็มไปหมดทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนลดลงได้ และ Lynch ยังเตือนด้วยว่า การออกจากหุ้นและขายหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงหุ้นตกหนักเป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง เพราะจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะกลับเข้ามาในหุ้นได้ทันตอนที่หุ้นวิ่งครั้งต่อไป

II. Warren Buffett

บัฟเฟตต์ก็เป็นอีกตำนานหนึ่งที่ผมจำคำพูดของเขาเกี่ยวกับการอยู่นิ่งในตลาดหุ้นได้ เพราะบัฟเฟตต์เป็นคนที่สอนให้เราต้อง “นั่งทับมือตัวเองให้เป็น” เพราะการปฏิเสธไม่ทำอะไร หรือการไม่เคลื่อนไหวในตลาดหุ้นที่มีเสียงรบกวนเต็มไปหมด เป็นคุณลักษณะสำคัญในการลงทุนระยะยาวครับ

III. John C. Bogle

Bogle ผู้มีอายุ 88 ปีในปัจจุบัน ตำนานแห่งวอลสตรีทผู้ก่อตั้ง บลจ. Vanguard และปลุกปั้นให้กองทุนดัชนีเติบโตมาจนทุกวันนี้ อันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนหนาวในตลาดหุ้นมาประมาณ 65 ปี ได้เคยเห็นทั้งตลาดหุ้นที่ตกหนัก -50% จากจุดสูงสุด หรือการตกแบบ -25% ภายในวันเดียว ได้ให้คำแนะนำในการลงทุนว่า ให้หยุดฟังเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น (tune out the market noise) การที่ตลาดหุ้นมีขึ้นมีลงมีความผันผวนไปมาในช่วงเวลาสั้น ๆ เป็นเรื่องของนักเก็งกำไร ไม่เกี่ยวกับนักลงทุนระยะยาว นักลงทุนระยะยาวไม่ควรถูกรบกวนและหวั่นไหวไปกับการขึ้นลงระยะสั้น ๆ ของตลาดหุ้น

โดย Bogle อธิบายว่า เนื่องจากเวลานักลงทุนทั่วไปได้ยินเรื่องการพยากรณ์เศรษฐกิจ มีคนมาพูดเรื่องอัตราดอกเบี้ย หรืออัตราเงินเฟ้อ ก็จะมีนักลงทุนบางส่วนซื้อขายเมื่อได้ฟังข่าวดังกล่าว ซึ่งนักลงทุนระยะยาวจะไม่ได้รับผลลัพธ์แย่ ๆ จากพฤติกรรมเหล่านี้ถ้าเขายึดมั่นในการลงทุนระยะยาว

หากแต่ เรื่องพวกนี้จะเป็นการรบกวนการลงทุนระยะยาวได้ในกรณีที่นักลงทุนไปสนใจมัน และที่มันส่งผลกระทบต่อนักลงทุนระยะยาวก็เพราะว่า เวลานักลงทุนเห็นพฤติกรรมเหล่านี้ การแห่ซื้อ แห่ขาย นักลงทุนมักจะถูกรบกวนความคิดให้รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ ๆ เราต้องทำอะไรบ้างแล้ว

พอถูกชักจูงด้วยเสียงรบกวนจากตลาด นักลงทุนก็จะแห่ขายพอร์ตลงทุนตัวเองและออกจากตลาดไป สุดท้ายนักลงทุนเหล่านี้ก็จะเป็นผู้แพ้ (the losers) — คือเป็นผู้แพ้ให้กับเสียงรบกวนจากตลาดหุ้น จากการเร้าหรือโดยความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น ตกอยู่ภายใต้อารมณ์แบบ เอ้ยย ฉันต้องทำอะไรบางแล้ว ตลาดหุ้นตก ฉันขายดีกว่า และมันก็จะนำไปสู่ผลลัพธ์หรือผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ ๆ ในท้ายที่สุดนั่นเอง

นอกจากนี้ ครั้งหนึ่งโบเกิลเคยพูดถึง To-do-list ในการลงทุนของเขาว่า มันไม่มีอะไรมาก เขาลงทุน 50% ในกองทุนดัชนีตราสารหนี้และสัดส่วนอีก 50% ที่เหลือในกองทุนดัชนีหุ้น เขาจะไม่ดูมันทุกวัน ไม่สนใจมูลค่าของกองทุนหุ้น และปกติก็จะดูพอร์ตลงทุนนี้ตอนสิ้นปีครั้งนึง เหตุผลเกี่ยวกับการไม่ค่อยเคลื่อนไหวหรือทำอะไรกับการลงทุนมาก ก็เพราะโบเกิลคิดว่า “การ(คิดว่า)ต้องทำอะไรสักอย่าง(เช่นต้องขยับตัวซื้อขายหุ้น ปรับพอร์ตบ่อย ๆ) อาจไม่ใช่ไอเดียทีดีนัก (ในการลงทุน)”

IV. Other Legends

นอกจากนี้ การชอบซื้อขายกองทุนบ่อย ๆ ก็นับเป็นการเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ผลตอบแทนที่ลดลงด้วย โดยเฉพาะคนที่ชอบซื้อขายเพราะสนใจลำดับผลตอบแทนสูงสุด ชอบดูรายชื่อกองทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง การจัดอันดับผลตอบแทนย้อนหลัง

Jack R. Meyer อดีตประธาน Harvard Management Company ได้ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี …นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน

Charles Schwab ก็มีความเห็นคล้ายคลึงกับ Meyer โดย Schwab เคยอธิบายว่า ทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร นั่นก็เพราะเหตุผลที่ว่า การลงทุนกองทุนพวก active funds มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่พวกเขาก็ต้องเผชิญกับผลตอบแทนที่ลดลง เพราะสำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า เนื่องจากทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าคนอื่น [ที่มัวแต่หากองทุนบริหารที่เก่งที่สุด] อีก 85 จาก 100 คน

V. Conclusion

โดยสรุปก็คือ นักลงทุนควรจะทำความเข้าใจใหม่ว่า การเคลื่อนไหวบ่อย ๆ ไม่ได้นำนักลงทุนไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่มักจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ลดลงหรือขาดทุนในท้ายที่สุด การไม่ทำอะไรและอยู่นิ่ง ๆ ผ่านความผันผวนของตลาดหุ้นก็ถือเป็นกลยุทธ์การลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกันครับ

ทัศนคติในการลงทุนถูกต้อง + มีวินัยที่จะยึดมั่นในทัศนคตินั้น + อดทนที่จะลงทุนระยะยาวให้ได้ เป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการลงทุนอย่างมาก ถามว่าการอยู่เฉย ๆ ในตลาดหุ้นเป็นเรื่องยากไหม ผมว่าก็ไม่นะ ที่สังเกตจากคนใกล้ตัวที่สามารถลงทุนมาหลายปีได้ มักจะมีคุณสมบัติร่วมกันประมาณว่า

(1) ตัดสินใจว่าจะลงทุนระยะยาว ส่วนมากก็จะแบบลงทุนประจำโดยหักจากเงินเดือนมาลงทุนก่อน หรือที่เรียกว่า ลงทุนแบบประจำ DCA นั่นล่ะครับ

(2) ไม่ติดตามการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นรายวัน คนที่มักจะผ่านไปได้ บางทีก็ด้วยงานที่ทำนั้นหนัก หรือโฟกัสกับตัวงานมากกว่า เลยไม่มีเวลามานั่งจ้องหน้าจอ หรือบางทีก็ดูหน้าจอบ้าง แต่ไม่ได้ทำอะไรกับพอร์ตการลงทุนตัวเอง

(3) มีวินัยที่จะลงทุนตามแผนไปเรื่อย ๆ (stay calm and stay invest) ผ่านความผันผวนตลาดหุ้น ปล่อยให้มันขึ้นมันลงไปของมัน ไม่ว่าตลาดจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็จะยังลงทุนต่อไป

(4) พอเวลาผ่านไปสัก 2-3 ปี คนพวกนี้จะเริ่มเห็นธรรมชาติตลาดหุ้นที่มันจะมีขึ้นมีลง มีเรื่องผันผวนเป็นปกติ แล้วจะดวงตาเห็นธรรมว่า การขึ้นลงตลาดหุ้นระยะสั้นเดี๋ยวมันก็ผ่านไป มันจะวนลูปเป็นวัฏจักร และพวกเขาก็จะเลิกสนใจกับความผันผวนตลาดหุ้นระยะสั้น และมุ่งมั่นต่อการลงทุนระยะยาวตลอดไป

ก่อนจบบทความนี้ขอย้ำอีกครั้งว่า การขยับตัวบ่อยในตลาดหุ้น การที่คุณนั่งนิ่ง ๆ อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ สิ่งเหล่านี้จะเป็นอุปสรรคสำหรับผลตอบแทนในอนาคตและการลงทุนระยะยาวของคุณอย่างแน่นอน ดังที่ Bogle เตือนสติเราไว้ว่า มันไม่ใช่ไอเดียที่ดีเลยที่จะคิดว่า เราต้องทำอะไรสักอย่างหรือต้องขยับตัวบ่อย ๆ ในการลงทุน

“Doing something is not a good idea in this business.”

ชีวิตทำงานใน 3 ปีข้างหน้า

ข้างล่างนี้เป็นสเตตัสที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2558 วันนี้ครบรอบอีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวก็ยังคิดเหมือนเดิมครับ ❤ จะครบรอบ 3 ปีที่ตั้งไว้ก็น่าจะตอนปี 2561 ซึ่งก็คือปี 2018 ครับ

ชีวิตทำงานใน 3 ปีข้างหน้านี้ตั้งใจไว้ว่าจะเป็น มนุษย์เงินเดือนที่ “ตัวเบา” “ไร้หนี้” และ “ไร้สินทรัพย์ที่จับต้องได้” คือถ้าเป็นสมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเรื่องการเงิน ช่วงชีวิตตอนนี้ผมก็คงจะไล่ซื้อของอะไรที่อยากได้มากมาย มาวันนี้ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าไลฟ์สไตล์ชีวิตจะต่างกับที่คิดไว้ในวัยเด็กมาก ๆ แต่เชื่อมั่นว่า ช่วงเวลาไม่กี่ปีนี้จะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ชีวิตก้าวกระโดดในอนาคตอย่างแน่นอน เขียนไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่มีความฝันอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน

(1) พยายามอย่ารีบสะสมสิ่งที่จับต้องได้ พวก บ้าน รถ ของใช้หรูๆ ในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน (ถ้ามันไม่จำเป็นอะไรขนาดนั้น)

(2) รีบสะสมและลงทุนในอะไรที่ดูไม่มีตัวตนแต่มันจะทำให้ชีวิตคน ๆ หนึ่งมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะสินทรัพย์การเงิน พวกเงินฝาก กองทุนหุ้น หุ้น และควรลงทุนให้ไว เริ่มเรียนรู้วางแผนการเงินตั้งแต่ยังเริ่มทำงานเลย อย่าไปรอ ตรงนี้สำคัญมาก ทำงานหวังเงิน แต่ไม่คิด ไม่วางแผนเรื่องบริหารเงิน นี่ล่ะจุดผิดพลาดของคนทั่วไป

(3) สิ่งที่ควรลงทุนที่สุด คือ “ลงทุนในตัวคุณเอง” เอาเงินไปซื้อหนังสือดี ๆ อ่าน เข้าคอร์สพัฒนาความสามารถตัวเอง สอบวุฒิหรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกวันที่นอนถึงหมอน สามารถบอกตัวเองว่า เราได้พัฒนาความรู้ขึ้นไปอีกวันนึงแล้ว

(4) อย่ากลัวล้มเหลว ช่วงนี้อยากทำอะไรทำ พาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ คนที่ตัวเองชอบ สังคมที่ตัวเองชอบ หางานที่รักให้พบ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จได้ชัดเจนสุด คือ “ทำงานที่ตัวเองชอบและรัก และโฟกัสกับมัน” ให้คุณอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนดังทุกวงการระดับโลกหลาย ๆ เล่ม พูดเลยว่า เกือบทุกเล่มนี่คือคำแนะนำที่พวกเขาจะบอกคุณ

(5) อย่าสร้าง “หนี้”

ถ้าใครทำตามนี้ได้ เขาจะเป็นคนที่ไม่มีภาระหนี้สินเลย เงินทั้งเดือนจะถูกแบ่งเป็นค่ากินค่าอยู่ ณ ปัจจุบัน และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินสร้างอนาคต ทั้งอนาคตทางการเงินและอนาคตในความสามารถ ไม่ต้องกลัวว่าเช่าหออยู่แล้วจะเสียดาย ตราบใดที่จ่ายไม่เกิน 7-8 พันบาทต่อเดือน เช่าอยู่คุ้มกว่าทุกกรณี อยากไปอยู่ย่านไหนก็จงไปอยู่

ถ้าคุณซื้อคอนโด 10 ปี คุณต้องอยู่ที่เดิม แต่ถ้าอยู่หอ 10 ปี จะอยู่ 10 ที่ยังได้เลย แถมได้เรียนรู้หลากชีวิต ถ้าคุณไม่ชอบงาน คุณย้ายไปหางานที่คุณรักได้เสมอ คุณไม่มีพันธะอะไรเลย หอก็แค่ขนของย้าย หนี้สินจะหยุดคุณไม่ได้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่อย่าว่าแต่จะลาออกเลย การไม่มีรายได้เข้ามาแค่เดือนเดียวอาจจะทำให้ชีวิตหัวหมุนเพราะภาระหนี้จะกลืนกินชีวิต ชีวิตคนเหล่านี้จะผูกอยู่กับเจ้าหนี้ ในขณะที่ตัวคุณจะมีเงินเก็บที่เป็นเงินสำรองสำหรับในกรณีที่บางทีชีวิตช่วงนั้นก็อาจจะอยากได้ทุนไปทำอะไรบ้าง อาจจะพบว่าตัวเองมีความสามารถในลู่ทางการขาย จะตั้งธุรกิจเอง เงินเก็บนั่นล่ะจะปูทางให้ หรือถ้าได้ทำทั้งสิ่งที่ตัวเองรัก งานที่ตัวเองชอบ

การเก็บเงินต่อไปสักพักจะทำให้มีรายได้ที่สอง ที่ช่วยทำให้ลดการพึ่งพิงเงินเดือน อายุสัก 30 ขึ้นไป เงินเก็บอาจจะสร้างรายได้ที่พอกับค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อถึงวันนั้น อยากจะมีบ้าน มีรถ มีอะไรมันก็สบาย เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบรายได้มันน้อยมาก

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดอาจจะเป็นว่า คุณมีอิสระทุกอย่างที่จะเลือกทางเดินชีวิตโดยไม่ติดกับดักอะไรเหมือนใครเขา ในวันที่ใคร ๆ ต้องไปทำงานเพื่อจ่ายเงินในสิ่งที่เขาซื้อในอดีต คุณสามารถไปทำงานเพื่อจ่ายเช็คให้ตัวเองในอนาคตได้ครับ การเลือกว่าจะซื้ออะไรในวันนี้ เท่ากับคุณกำลังเลือกชีวิตในอนาคตให้ตัวเอง โปรดระลึกไว้เสมอ

เขียนไว้เผื่อจะมีใครจะพบทางเดินใหม่ๆ ผมคงจะดีใจมาก ^^

ความคิดบางอย่างทางการเงิน

โลกการเงินนี้มีกับดักที่ถ้าใครไม่เข้าใจ หรือติดกับดับซะเอง ชีวิตนี้ก็จะวิ่งตามเงินไปเรื่อย ๆ ตามกันต่อไป ๆ ไม่หลุดไม่พ้นสักที เราเคยเห็นคนรอบตัวเท่าไหร่กัน ที่ทำงาน ได้เลื่อนตำแหน่ง รายได้สูงขึ้น ๆ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่ก็หนีไม่พ้นคำว่า ไม่พอใช้ซักที เวลาผ่านไปก็ดูมีของมากขึ้น ๆ บ้านและห้องมีของเยอะขึ้น แต่ก็ยังไม่รวยสักที แล้วก็ได้เวลาเริ่มบ่นเริ่มโทษทุกอย่าง (อีกแล้ว)

ผมยังเชื่อเสมอว่า ทัศนคติทางการเงินและการลงมือทำตามทัศนคติที่ว่านั้น สำคัญมากต่อผลลัพธ์ทางการเงินที่เราจะได้รับ วิธีคิดบางอย่างอาจจะช่วยทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จในด้านการเงินมากขึ้นได้

1. แยกสินทรัพย์และหนี้สิน

อย่างแรก ต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วพยายามสร้างและ สะสมทรัพย์สินทางการเงิน ซึ่งต้องเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ายึดถือตามข้อนี้ “รถ” โดยปกติไม่ควรจะถือว่าเป็นทรัพย์สินทางการเงิน ใครที่อยากสร้างตัวไว ๆ ถ้าไม่จำเป็น อย่าพึ่งมีรถ มันมีแต่ค่าใช้จ่ายหนัก

นอกจากนี้ ต้องพยายามอย่าไปติดกับดักค่าใช้จ่ายหนักทั้งหลาย อย่าใช้จ่ายเงินมากกว่าฐานะ คนจะรวยได้มีอย่างเดียว ต้องใช้จ่ายให้ต่ำกว่าฐานะ ถ้าจ่ายมากกว่าฐานะตัวเอง ก็ไม่ต้องเดาเลย ได้ 100 ใช้ 120 ก็ไม่น่ารอดครับ

อย่าหลงมนต์บัตรเครดิต บัตรที่รูดปรื๊ด ๆ ของที่ได้มา ของผ่อน ของเช่าซื้อทั้งหลาย (รวมถึงรถด้วย) ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ ให้เอาเงินในปัจจุบันไปลงทุนสร้างเงินในอนาคตแทน ลองใช้เกณฑ์เงินสด ถ้าเงินสดยังไม่มีก็อย่าซื้อ ถ้าจะซื้อต้องจำเป็นจริง ๆ ตั้งคำถามกับการซื้อตัวเองบ่อย ๆ

2. ฝึกบริหารเงินให้เป็น

เราควรจะต้องรู้ว่าเงิน 100 บาทที่เข้ามาจะเอาไปทำอะไรบ้าง อย่างน้อยควรจะมีเงินเก็บออมเงินลงทุนสัก 20-30% ของเงินเดือนขึ้นไป จะทำให้ชีวิตในช่วงแรก ๆ เรียบง่ายพอดี มีปรับพฤติกรรมนิดนึง แต่เวลาผ่านไปสัก 5-6 ปี เราจะมีเงินก้อนหรือเงินลงทุนที่ใหญ่มาก แล้วเรื่องเงินจะเริ่มไม่ใช่ปัญหา ที่สำคัญคือช่วงแรก ๆ ในชีวิต “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง” พยายามสร้างความรู้ สร้างทักษะ พัฒนาความสามารถ เพราะช่วงนี้มีไฟและเวลาที่สุดแล้ว

3. ต่อยอดเงินลงทุนให้ได้

พยายามสะสมอะไรที่สร้างกระแสเงินสดให้เราเข้ามา เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซื้อบ้าน คอนโด หุ้น กองทุนรวม ของพวกนี้ยิ่งสะสมไว พอเวลาผ่านไป กระแสเงินสดจะเข้ามามาก จนเราไม่ต้องพะวงกับเรื่องเงินเดือนสักเท่าไหร่ ถ้าอยากให้บรรลุไวขึ้น พยายามหารายได้เพิ่มจากการทำงานอื่น หรือสร้างพวกรายได้ที่เป็นกระแสเงินสด เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ย พยายามสร้างรายได้ตรงนี้ให้ไว ให้ใกล้เคียงหรือมากกว่ารายได้จากการทำงานก็จะสบายขึ้น

4. มีวินัยและอดทน

ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ การที่จะมีอะไรดีดีในวันนี้ก็เพราะเราทำและตัดสินใจดีมาตั้งแต่อดีต ถ้าอยากให้เงินเติบโตระยะยาวควรลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่มากของพอร์ตการลงทุนเอง เช่น สะสมซื้อกองทุนหุ้นเป็นประจำ ถือและลงทุนไปเรื่อย ๆ ระยะยาวผลตอบแทน 10% ต่อปีเป็นไปได้

5. สร้างสมดุลชีวิต

ถ้าทำตามสี่ข้อแรกได้หมด ที่เหลือแค่ บาลานซ์ชีวิต เรื่องสุขภาพ เรื่องสังสรรค์ เรื่องชีวิตส่วนตัว ครอบครัว พอสักอายุ 35 ขึ้นไป เราจะมีฐานะและเงินระดับล้านต้น ๆ แล้ว อันนี้คิดแบบเฉลี่ยเริ่มลงทุนตอนอายุ 25 ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นเฉลี่ยเดือนละ 5000 ไปเรื่อยๆ ค่อย ๆ เติมครับ แรก ๆ เงินน้อยไม่เป็นไรขอให้ลงทุนไว้ก่อน ตอนนี้เงินไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว ที่เหลือก็ทำอะไรที่มีความสุขได้แล้ว ทำอะไรที่ฝันไว้ เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเพิ่มได้

ถ้าทำต่อไปอีกเรื่อย ๆ เราจะมีอิสระเรื่องเงินแน่ ๆ และจะเป็นคนที่พูดได้เต็มปากจริง ๆ ว่า เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต พูดในฐานะที่เป็นคนที่มีสุขภาพทางเงินที่ดี ไม่ต้องเลือกระหว่างเงินหรือความสุขด้วย เพราะจะมีทั้งสองอย่าง ทั้งตัวเอง-ทั้งคนรอบข้าง-และคนที่รักด้วย

ถ้าใครยังไม่ได้เริ่ม ลองคิดตัดสินใจดูครับ แรก ๆ การเริ่มออมและลงทุน เราต้องใช้จ่ายเงินต่ำกว่าฐานะระดับหนึ่ง มันอาจจะทำให้เราถูกมองจากภายนอกว่าดูใช้ชีวิตไม่ฟู่ฟ่าเหมือนคนอื่น แต่ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพดี เรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงเรื่องเงิน

มันทำยากเพราะจะต้องทำอะไรที่คนอื่นไม่อยากทำ

ทำอะไรที่ในวันนี้มันไม่เห็นผลตรงหน้า ไม่เห็นผลตอนนี้ คนเขาไม่เอา

แต่ถ้าทำได้แล้ว เราถึงจะมีในสิ่งที่คนอื่นอยากมี (แต่มีไม่ได้)

เพราะสุดท้ายจะแพ้จะชนะ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ใจและวินัยตัวเองล้วน ๆ เลยครับ