วลีเท่ ๆ ที่อาจส่งผลเสียในการออมเงิน

(เมื่อโตขึ้นมา) ลูกจะพบคนที่คะยั้นคะยอให้ลูกจ่ายเงินตามใจชอบ พวกเขาจะบอกว่า

“ตายไปก็เอาไปไม่ได้”

ข้อความด้านบนนั้นเป็นคำสอนของ Jim Rogers นักลงทุนชื่อดังคนหนึ่งของโลก ที่เขียนไว้ในหนังสือ A Gift to My Children ซึ่งเขาบอกว่า ให้ระวังคำพูดนี้ไว้

โดยยังสำทับต่อไปอีกว่า จงอย่าไปตกหลุมพรางของการใช้จ่าย เพียงเพราะว่าเรามีเงินพอให้จ่าย ถ้าสมมติเรามีเงินเราก็เอาแต่ใช้จ่าย ท้ายที่สุดเราก็จะลืมว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมีเงินเพื่อบรรลุมัน

การไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงิน = ไม่มีปัญหาในชีวิตกว่า 80%

ถ้าลองไล่ปัญหามากมายในชีวิตคนเรา ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเงิน ๆ ทอง ๆ นี่ล่ะครับ

วลีที่ว่า “เก็บเงินไปทำไมตายไปก็เอาไปไม่ได้” อาจจะมาพร้อมกับ

“ใช้ชีวิตให้คุ้ม”

คือถ้าพูดทื่อ ๆ มันก็ถูกนะครับ โอเคคนเราพอตายไปมันก็ไม่สามารถเอาเงินทองติดตัวไปได้ แต่ถ้าเอามาใช้ในการดำเนินชีวิตแบบเต็มสตรีมมันก็คือหายนะดี ๆ นี่เอง ทรมานกันตั้งแต่ยังไม่ตายทีเดียว มันมักจะถูกใช้เป็นข้ออ้างเวลาคนเราไม่อยากเก็บเงิน มักจะได้ยินบ่อยจากคนหนุ่มสาวทั้งหลาย เก็บเงินไปทำไม เอาไปใช้ตอนแก่ ๆ หรอ ทำไมไม่หาความสุขกันตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ เที่ยวตอนอายุเยอะ ๆ ไม่สนุกหรอก เกิดเก็บไปแล้วสักพักตายก็ไม่ได้ใช้ล่ะ คนอื่นได้ใช้ เสียดายแย่ ฯลฯ (อันนี้คือประโยคที่จะได้ยินบ่อย ๆ หรือพบเห็นได้ง่ายตามความเห็นในกระทู้หรือในเพจต่าง ๆ)

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าคุณได้เงินตอนนี้ 20,000 บาท คุณใช้หมดเลย คุณเดือนชนเดือน คุณซื้อทุกอย่าง ด้วยความคิดที่ว่า เดือนหน้าเงินเดือนก็ออก คุณคิดว่าคุณยังหนุ่มสาว คุณเอาเวลาที่คุณมีไปแลกเงิน คุณก็จะต้องแลกไปตลอด เพราะในอนาคตคุณจะไม่มีเงินที่จะเอาไปแลกเวลา ถ้าเคยดูหนังเรื่อง In Time เวลาก็คือเงินตราที่สำคัญอันหนึ่ง (ต่อชีวิตกันได้เลยทีเดียว) หนักไปอีกคือ นอกจากคุณจะเดือนชนเดือนแล้ว คุณยังอาจต่อไปเดือนชนสองเดือนชนสามเดือนได้ด้วย เพราะคุณต้องผ่อนอะไรไม่รู้มากมาย มีความสุขตอนซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว แต่ต้องมานั่งไล่จ่ายให้สิ่งที่ตัวเองซื้อในอดีตต่อไปเรื่อย ๆ

เรื่องเงินนี่สร้างปัญหาชีวิตด้านความก้าวหน้าระดับหนึ่งด้วยนะครับ เช่น ถ้าคุณไม่มีเงินสำรองเลย แล้วคุณยังมีภาระผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต คุณจะย้ายงาน ลาออกจากงาน (หรือตกงาน) แทบจะไม่ได้เลย ชีวิตคือเหมือนถูก “ล่ามโซ่” ระดับหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการทำตามความฝันอะไร เพราะจะกินจะใช้ก็ลำบากแล้ว อย่างที่ Rogers บอก คุณก็จะลืมไปเลยว่าชีวิตนี้อะไรคือสิ่งสำคัญ นอกจากมีวัตถุสิ่งของรอบกายแล้ว อะไรจริง ๆ ที่สำคัญกับชีวิต ที่เป็นความฝันที่เกิดมาต้องการทำ สุดท้ายคุณก็จะถูกกลืนชีวิตไปกับฝูงชนที่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองต้องการและมีความฝันทำอะไร หรือตอบได้แต่ก็ไม่มีทุนตั้งต้นจะไปเริ่มทำแบบที่คิด

เรื่องการเก็บเงินนี่มันมีปัญหาอีกด้านตรงที่ว่า เราถูกสอนมาว่าให้หารายได้เยอะๆ ให้พูดเลยก็ได้ว่า 90% ของเด็กมหาวิทยาลัยที่โตมาไม่มีใครถูกสอนเรื่องว่าจะบริหารการเงินการลงทุนอย่างไร (แม้กระทั่งเด็กจบการเงินเองก็ตาม) ทำให้คนส่วนใหญ่เคว้งคว้าง ลงเอยด้วยยากนัก ก็ไม่ทำแม่งเลยล่ะกัน ในยุคที่โฆษณาเต็มเมือง จ่ายอะไรก็จ่ายง่าย ๆ ยิ่งเข้าไปกันใหญ่ แถมยังมีแรงกระตุ้นจากคนรอบข้าง จากเพื่อน ๆ ทั้งในโลกจริงและโลกโซเชียล สุดท้ายทุกคนก็พยายามใช้จ่ายให้ดูว่าเรามีระดับเหมือนกันนะ

อีกอย่างหนึ่งคือต้องบอกไว้ว่า การเก็บเงินออมและลงทุนในสินทรัพย์การเงิน กับการออมเพื่อเอาไปใช้จ่าย อันหลังไม่ได้ทำให้รวยขึ้นในระยะยาวนะครับ ผมเรียกมันว่า ออมเพื่อจ่ายในอนาคต เช่น เก็บเงินไปซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศ ซื้อรถ ซื้อมือถือใหม่ ท้ายที่สุดเงินก้อนนี้มันก็ไม่ใช่เงินออม ไม่เปลี่ยนฐานะคุณอยู่ดี การออมเพื่อเปลี่ยนฐานะ ต้องเป็นอะไรที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เช่น หักเงินลงทุนทุกเดือนไปซื้อกองทุนรวมหุ้น ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ให้บริษัทหักเงินเดือนไปสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พวกนี้ถึงจะนับว่าออมและลงทุนจริง ๆ

ถ้าใครกำลังเริ่มออมหรือลงทุนอยู่ ก็ขอให้ภูมิใจได้นะครับ เพราะส่วนตัวผมก็อยู่ในรุ่นอายุ 20 กว่า ๆ และก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้มันยาก คุณจะดูแปลกประหลาด ไม่ค่อยมีใครทำหรอก เอาจริง ๆ แล้ว แค่ใช้ชีวิตแบบไม่มีหนี้สิน มีเงินฝากในธนาคาร ยังเป็นเรื่องยากเลย ถ้าให้กะคร่าว ๆ ถ้าสมมติมีเหตุการณ์หยุดโลกหมุนสัก 6 เดือน คือ ไม่มีเงินเดือนไม่มีรายได้ประมาณครึ่งปี ทายว่าคนกว่า 7 จาก 10 ลำบากแน่นอน

ทั้งนี้ชีวิตเก็บเงินหมดเลย ไม่ใช้จ่ายเลยอันนั้นก็สุดโต่งระดับหนึ่งเหมือนกัน ลองบาลานซ์สมดุลชีวิตดูครับ ดึงความสุขในอนาคตมาใช้กับวันนี้หมดเลย กับดึงความสุขทุกอย่างในชีวิตไปอยู่ในอนาคตจนหมดก็ตึงเกินไปทั้งคู่ วิธีแก้คือ การเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่ช่วงอายุ 20 เป็นต้นไป มีเงินก็หักไปลงทุนก่อน เช่น ได้เงินมา 100 ก็หักไปออมสัก 10-30% แม้จะลงทุนด้วยเงินไม่มาก แต่มีเวลาเป็นตัวคูณก็ช่วยได้เยอะทีเดียว

อย่างน้อยถ้าอยากจะเริ่มออมเริ่มลงทุน ผมแนะนำให้เก็บเงินให้ได้สัก เงินเดือนคูณด้วย 6 หรือคูณ 10 หรือ x 12+ นั่นหมายความว่า มีเงินใช้ได้สบาย ๆ เป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีโดยที่ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน ก็ถือว่าเราหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยแล้วครับ แล้วหลังจากนั้นเก็บเงินไปเรื่อยๆ ซื้อสะสมพวกกองทุนรวมหุ้นก็ได้

โดยวิธีวัดความมั่งคั่งอย่างหนึ่งคือ ลองเอา ค่าใช้จ่ายทั้งปี (สมมติเดือนละ 20,000 = ปีละ 240,000 บาท) แล้วหาร 4% หรือหาร 0.04 จะได้ตัวเลขกลม ๆ เช่นกรณีนี้ได้ 6 ล้าน ตัวเลขนี้ล่ะครับที่บอกว่า ถ้าคุณมีเงิน 6 ล้าน คุณเอาไปลงทุนแบบไม่เสี่ยง เช่น ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยสุทธิ 4% คุณจะได้เงินพอดีกับค่าใช้จ่ายทั้งปี ถ้าคุณมีเงินก้อนจำนวนเท่านี้ อาจจะถือเป็นกำลังใจระดับหนึ่งได้ว่า ชีวิตกำลังจะหลุดจากภาระทางการเงินเกือบ 80% แล้ว ถ้าจะให้ดีทำตัวเลขนี้ให้ได้ประมาณช่วงอายุ 40 อนาคตก็ปลดเรื่องภาระทางการเงินได้สบาย ๆ ครับผม