Becoming Warren Buffett

ก่อนหน้านี้ผมได้ดูสารคดีของ HBO — “Becoming Warren Buffett เป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของนักลงทุนในตำนานของโลก Warren Buffett เลยอยากจะเขียนข้อคิดที่น่าสนใจเก็บไว้ครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วบัฟเฟตต์ถือเป็นต้นแบบและเป็นคนที่กว่าห้าปีที่ผ่านมานี้ ผมซึมซับหลักการใช้ชีวิตต่าง ๆ และนำมาปฏิบัติมากที่สุดเลยทีเดียว ผมแบ่งเป็น 2 หัวข้อนะครับว่าด้วยเรื่องการลงทุนกับการใช้ชีวิต คำอธิบายย่อหน้าเข้ามาเป็นส่วนที่ผมอธิบายเพิ่มเติมจากแนวคิดของบัฟเฟตต์นะครับ

การลงทุน

1. หุ้นไม่รู้หรอกว่าคุณรู้สึกอย่างไรกับมัน เพราะฉะนั้น อย่าใช้อารมณ์กับการลงทุน มันจะทำให้ผลลัพธ์จากการลงทุนไม่ดี
Bear Investor : เป็นหลักการสำคัญทีเดียวครับ สำหรับคนส่วนใหญ่อารมณ์กับการลงทุนมักจะเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เกิดจากความกลัวกับความโลภ วิธีหนึ่งที่ตัดปัญหาเกี่ยวกับอารมณ์ได้ดี คือ วิธีการลงทุนที่ต้องเน้น “วินัย” เช่น วิธีแบบลงทุนเป็นประจำ (DCA) เมื่อใช้วินัยกับความอดทนแล้วลงทุนระยะยาว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนย่อมสูงกว่า การลงทุนระยะสั้นหรือพยายามจับจังหวะเก็งกำไร ซื้อขายบ่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในการใช้อารมณ์กับการลงทุนเช่นเดียวครับ คือพออารมณ์มันครอบงำ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลก็จะหายไป เพราะคุณจะเริ่มถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าทำให้ตัดสินใจลงทุนแบบผิดพลาดได้ ซึ่งจริง ๆ แล้วแนวคิดนี้บัฟเฟตต์คงเน้นใช้กับการถือหุ้นรายบริษัทเป็นหลัก คือ ตัวบริษัทหรือตัวหุ้นมันไม่รู้ว่าใครถือครองครับ มันโตไปตามธุรกิจของมัน นักลงทุนบางคนมีอคติในการลงทุน คือ ลงทุนไปแล้วรักหุ้นมาก แม้ผลประกอบการหรือโมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนและบริษัทไม่ทำกำไร ก็ยังหน้ามืดที่จะถือมันอยู่ ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับนักลงทุนที่ถือกองทุนที่ไม่ดีอยู่นะครับ คนส่วนใหญ่ก็จะไม่อยากขายกองทุนที่ตนลงทุนผิดพลาดทิ้ง ยิ่งเป็นกองที่ขาดทุนยิ่งไม่อยากขาย ไปติดกับดักอคติกลัวการสูญเสียอีกเด้งหนึ่งด้วย – Loss Aversion
2. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำเงินคือ “เวลา” คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดมาก แต่คุณจะต้องใจเย็น ๆ
Bear Investor : การลงทุนต้องใช้เวลา อันนี้สำคัญ ผมย้ำเสมอเลยว่าให้รีบลงทุน โดยเฉพาะคนที่อายุน้อย ๆ อย่าหมิ่นเงินน้อย ลงทุนได้เดือนละ 500 1,000 ก็เริ่มลงทุนก่อนเพื่อฝึก “วินัย” และนำตัวเองไปสู่การฝึกฝนลงทุนในแนวทางที่ถูกต้อง การลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้คุณมีเวลาที่เงินเติบโตทบต้นนานขึ้น ยิ่งลงทุนได้ไว เงินก้อนสุดท้ายในอนาคตยิ่งมหาศาล ตามกฎ 72 ถ้าคุณทำผลตอบแทนระยะยาวได้ 10% ทบต้นต่อปี การที่ลงทุนไวกว่าคนอื่นที่ลงทุนเหมือนกันเป๊ะแต่ลงทุนช้ากว่าไปประมาณ 7 ปี คุณจะมีเงินมากกว่าคนนั้นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งเท่าตัวที่ว่าอาจจะหมายถึงเงินหลักล้านหรือร้อยล้านเลยทีเดียว แม้ในบริบทหลักของคำพูดนี้เข้าใจว่าบัฟเฟตต์หมายความอย่างกว้าง โดยเฉพาะการลงทุนหุ้นรายตัวเมื่อผนวกกับคำสอนที่ว่า เวลาเป็นเพื่อนกับธุรกิจที่ดีแต่เป็นหายนะสำหรับธุรกิจที่แย่ แต่ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะหมายรวมถึงเรื่องของดอกเบี้ยทบต้น – compound interest เป็นประเด็นสำคัญด้วย
3. ลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง (Circle of Competence)

อันนี้ก็สำคัญนะครับ ลงทุนในสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของตัวเอง คือ ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมันจริง ๆ ถ้าเอามาเทียบกับการลงทุนในพวกกองทุนรวมก็คือ คุณควรจะต้องเข้าใจวิธีที่สินทรัพย์ที่ลงทุนของกองทุนนั้นให้ผลตอบแทนคืออะไร แล้วก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องลงทุนเปรอะไปหมด ลงทุนทุกอย่าง ลงทุนกระจายความเสี่ยงแบบเบี้ยหัวแตก ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะต้องมีกองทุนทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งกองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ ทองคำ พันธบัตรขยะ น้ำมัน ฯลฯ เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ เอาแค่ว่ากองทุนหุ้นทำไมต้องลงทุนระยะยาว และเราจะมีหลักลงทุนอย่างไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนหุ้น แค่นี้ผมว่าก็ครอบคลุมเกือบ 80% ของผลตอบแทนที่เราจะได้รับในอนาคตแล้วครับ


การใช้ชีวิต

i. เขียนภาพชีวิตที่คุณอยากเป็น
บัฟเฟตต์บอกว่า “มันคงจะบ้ามากที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนภาพที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะมอง” เราควรรักในสิ่งที่เราทำ และใช้ชีวิตตามความฝันและภาพชีวิตที่คุณวาดไว้ ทำงานที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก ใช้ชีวิตแวดล้อมกับคนที่เราอยากอยู่ด้วย บัฟเฟตต์จะถามว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตกับอะไรที่เราไม่ชอบด้วยล่ะ? แล้วก็แนะนำด้วยว่า ถ้าคิดจะฝันก็ต้องฝันให้สุด ๆ ไปเลยแล้วลงมือทำซะ
ii. ประเมินตนเอง
ในสารคดี ชาร์ลี มังเกอร์อธิบายว่า บัฟเฟตต์เป็นคนที่ชอบประเมินตนเองอย่างหนักหน่วง เราควรจะต้องเป็นคนที่ประเมินตนเองในอดีตเพื่อที่จะได้รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรบ้าง การประเมินตนเองทำให้เราต้องประเมินความผิดพลาด ต้องรู้ให้ได้ว่าเราพลาดอะไรไป เมื่อเรารู้ แก้ไข และหาทางป้องกัน เราจะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคตครับ
iii. จงมุ่งเน้น 
บัฟเฟตต์บอกว่า “FOCUS” เป็นคำที่แรงมากในชีวิตและตัวของเขา ถ้าเขาสนใจอะไรมาก ๆ จะอ่านมัน จะคุยกับคนที่รู้ และพยายามอย่างหนัก (work-hard) เพื่อจะให้รู้เรื่องนั้นให้ดีให้ได้ อย่างเช่นเวลาจะซื้อบริษัทอะไร บัฟเฟตต์ก็อ่านรายงานประจำปีย้อนหลังไปเยอะมาก แล้วเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ซื้อนะครับ ทำมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่หนุ่ม พอโฟกัสกับการลงทุนอย่างเดียว ทำให้เขารอบรู้เรื่องของธุรกิจต่าง ๆ อย่างมาก เลยทำให้เวลาตัดสินใจใจทำได้ไว เพราะมีฐานข้อมูลพร้อ
นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังแนะนำอีกว่า ถ้าคุณพยายามตีเป็นพันครั้ง คุณจะไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณตีเน้น ๆ ไม่กี่ครั้งคุณจะเปลี่ยนอะไรได้มหาศาล! นอกจากหลักคิดนี้จะใช้ในเรื่องการลงทุนส่วนตัวของบัฟเฟตต์แล้ว เรื่องโฟกัสยังเป็นสิ่งที่ชีวิตเขาแสดงให้เห็นว่า คนที่โฟกัสและทุ่มเทในอะไรสักอย่างมาทั้งชีวิต เขามีโอกาสที่จะเป็นตำนานได้เลยทีเดียว
iv. รักการอ่าน
บัฟเฟตต์เป็นคนที่อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 5-6 ชั่วโมง แล้วก็ชอบนั่งเฉย ๆ เพื่อคิด แม้จะดูเสียเวลา แต่บัฟเฟตต์บอกว่ามันมีความสุขมากที่ได้คิดเรื่องของธุรกิจและการลงทุน ส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันจึงใช้เวลาไปกับการอ่านและการคิด ซึ่งทำมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยแนะนำนักศึกษาว่า ถ้าอยากจะให้ความรู้ทบต้น พยายามอ่านทุกวันอย่างน้อยละวันละ 500 หน้าเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ หนังสือ รายงานประจำปี เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเงิน แล้วต่อไปคุณจะเก่งมาก ๆ

ทั้งนี้ จริง ๆ ยังมีอีกหลายแง่คิดที่สำคัญครับแต่ไม่ได้เลือกมาเขียน เช่น การที่ไม่มีหนี้ในชีวิต การมีชื่อเสียงที่ดีจะเป็นประโยชน์มากในชีวิต ฯลฯ แนะนำให้ดูตัวเต็มมีประโยชน์มากครับ <3

Share this:

Comments