Becoming Warren Buffett

Becoming Warren Buffett

ก่อนหน้านี้ผมได้ดูสารคดีของ HBO ที่ชื่อ “Becoming Warren Buffett” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของนักลงทุนในตำนานของโลก คือ Warren Buffett (วอร์เรน บัฟเฟตต์) เลยอยากจะเขียนข้อคิดที่น่าสนใจเก็บไว้ครับ เพราะต้องถือว่าบัฟเฟตต์เป็นต้นแบบและผู้ให้ความรู้แก่ผมมาตั้งแต่เริ่มลงทุน ผมได้ซึบซัมหลักคิด วิธีการใช้ชีวิต ทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุนจากเขามากที่สุด และนำมาใช้ปฏิบัติในหลายด้านจนทุกวันนี้

I. ด้านการลงทุน

(1) หุ้นไม่รู้หรอกว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับมัน

เมื่อหุ้นไม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับมันและหุ้นก็ไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นเจ้าของมัน เพราะฉะนั้นอย่าใช้อารมณ์กับการลงทุน มันจะทำให้ผลลัพธ์จากการลงทุนไม่ดี ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอารมณ์กับการลงทุนมักจะเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เกิดจากความกลัวและความโลภ วิธีหนึ่งที่จะตัดปัญหาเรื่องอารมณ์ทิ้งไปก็คือ การใช้วินัย เช่น ใช้วิธีลงทุนแบบประจำ (DCA) ในการลงทุน

เมื่อใช้วินัยและความอดทนในการลงทุนระยะยาวแล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนย่อมมีสูงขึ้น ในทางกลับกัน การลงทุนระยะสั้นหรือการพยายามจับจังหวะเก็งกำไร ซื้อขายบ่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในการใช้อารมณ์กับการลงทุน เมื่ออารมณ์ได้เข้าครอบงำ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลก็จะหายไป เพราะนักลงทุนจะถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าทำให้ตัดสินใจลงทุนแบบผิดพลาดได้

บัฟเฟตต์จะใช้แนวคิดนี้กับการถือหุ้นรายบริษัทเป็นหลัก คือ ตัวบริษัทหรือตัวหุ้นนั้น มันไม่รู้ว่าใครถือครองมันครบ มันโตไปตามธุรกิจของมัน นักลงทุนบางคนมีอคติบางอย่างในการลงทุน เมื่อลงทุนไปแล้วจะรักหุ้นมาก แม้ผลประกอบการหรือโมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนไปหรือบริษัทไม่สามารถทำกำไรและแข่งขันได้ในตลาด นักลงทุนก็จะยังหน้ามืดถือมันอยู่ ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับนักลงทุนที่ถือกองทุนที่ไม่ดี คนเหล่านั้นมักจะไม่ยอมขายกองทุนที่ตนลงทุนผิดพลาดทิ้ง ยิ่งเป็นกองทุนที่ขาดทุนยิ่งไม่ยอมขาย อาจเรียกว่าเป็นการตัดกับดักอคติกลัวการสูญเสียอีกเด้งหนึ่งด้วย (Loss Aversion)

(2) สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำเงินคือ “เวลา”

คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดมาก แต่คุณจะต้องใจเย็น ๆ ในการลงทุนนั้นจะต้องใช้เวลา ต้องย้ำเสมอว่าคนทั่วไปควรรีบที่จะลงทุน โดยเฉพาะคนที่อายุน้อย ๆ อย่าหมิ่นเงินน้อย ลงทุนเดือนละ 500 หรือ 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนก่อนเพื่อฝึกวินัยและนำตัวเองไปสู่การฝึกฝนลงทุนในแนวทางที่ถูกต้อง การลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้คุณมีเวลาพอที่เงินจะเติบโตทบต้นนานขึ้น ยิ่งลงทุนได้ไวเท่าไหร่ เงินก้อนสุดท้ายในอนาคตยิ่งมีโอกาสทบทวีมหาศาล

ตามกฎ 72 ถ้าคุณทำผลตอบแทนระยะยาวได้ 10% ทบต้นต่อปี การที่ออมเงินได้ไวกว่าคนอื่นที่ลงทุนเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่ลงทุนช้าไปประมาณ 7 ปี คุณจะมีเงินมากกว่าคนนั้นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งเท่าตัวที่ว่าอาจจะหมายถึงเงินหลักล้านหรือร้อยล้านเลยทีเดียว

แม้บริบทหลักของคำพูดนี้จะเข้าใจได้ว่าบัฟเฟตต์หมายความอย่างกว้างโดยเฉพาะการลงทุนหุ้นรายตัว ซึ่งเมื่อผนวกคำสอนที่ว่า เวลาเป็นเพื่อนกับธุรกิจที่ดีแต่เป็นหายนะสำหรับธุรกิจที่แย่ หากแต่ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะหมายความรวมถึงเรื่องของดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เป็นประเด็นสำคัญด้วย

(3) ลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง

นักลงทุนควรลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง (circle of competence) อันนี้สำคัญนะครับ ลงทุนในสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของตัวเอง คือ ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมันจริง ๆ ถ้าเอามาเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมก็คือ คุณควรจะต้องเข้าใจวิธีที่สินทรัพย์ที่ลงทุนของกองทุนนั้นให้ผลตอบแทนคืออะไร แล้วก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องลงทุนเปรอะไปหมด ลงทุนทุกอย่าง ลงทุนกระจายความเสี่ยงแบบเบี้ยหัวแตก ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะต้องมีกองทุนทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งกองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ ทองคำ พันธบัตรขยะ น้ำมัน ฯลฯ

เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ เอาแค่ว่ากองทุนหุ้นทำไมต้องลงทุนระยะยาว และเราจะมีหลักลงทุนอย่างไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนหุ้น แค่นี้ผมว่าก็ครอบคลุมเกือบ 80% ของผลตอบแทนที่เราจะได้รับในอนาคตแล้วครับ


II. การใช้ชีวิต

(1) เขียนภาพชีวิตที่คุณอยากเป็น

บัฟเฟตต์บอกว่า “มันคงจะบ้ามากที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนภาพที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะมอง” เราควรรักในสิ่งที่เราทำและใช้ชีวิตตามความฝันและภาพชีวิตที่คุณวาดไว้ ทำงานที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก ใช้ชีวิตแวดล้อมกับคนที่เราอยากอยู่ด้วย บัฟเฟตต์จะถามว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตกับอะไรที่เราไม่ชอบด้วยล่ะ? แล้วเขายังแนะนำด้วยว่า ถ้าจะคิดจะฝันก็ต้องฝันให้สุด ๆ ไปเลย แล้วลงมือทำซะ

(2) ประเมินตนเอง

ในสารคดีนี้ ชาร์ลี มังเกอร์อธิบายว่า บัฟเฟตต์เป็นคนที่ชอบประเมินตนเองอย่างหนักหน่วง เราควรจะต้องเป็นคนที่ประเมินตนเองในอดีตเพื่อที่จะได้รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรบ้าง การประเมินตนเองทำให้เราต้องประเมินความผิดพลาด ต้องรู้ให้ได้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง เมื่อเรารู้ แก้ไข และหาทางป้องกัน เราจะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต

(3) จงมุ่งเน้น

บัฟเฟตต์บอกว่า “FOCUS” เป็นคำที่แรงมากในชีวิตและตัวของเขา ถ้าเขาสนใจอะไรมาก ๆ เขาจะอ่านมัน จะไปคุยกับคนที่รู้ และพยายามอย่างหนัก (work-hard) เพื่อจะให้รู้เรื่องนั้นให้ดีให้ได้ อย่างเช่นเวลาบัฟเฟตต์จะซื้อบริษัทอะไร บัฟเฟตต์ก็จะอ่านรายงานประจำย้อนหลังไปเยอะมาก แล้วเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ซื้อหุ้นนะครับ เขาทำมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ พอโฟกัสกับการลงทุนอย่างเดียว ทำให้เขารอบรู้เรื่องของธุรกิจต่าง ๆ อย่างมาก เลยทำให้ในช่วงเวลาต่อมาเวลาตัดสินใจทำอะไร บัฟเฟตต์จะทำได้ไว เพราะมีฐานข้อมูลพร้อมตัดสินใจในหัว

นอกจากนี้บัฟเฟตต์ยังแนะนำอีกว่า ถ้าคุณพยายามตีเป็นพันครั้ง คุณจะไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณตีเน้น ๆ ไม่กี่ครั้งคุณจะเปลี่ยนอะไรได้มหาศาล! นอกจากหลักคิดนี้จะใช้ในเรื่องการลงทุนส่วนตัวของบัฟเฟตต์แล้ว เรื่องโฟกัสหรือมุ่งเน้นยังเป็นสิ่งที่ชีวิตของบัฟเฟตต์แสดงให้เห็นว่า คนที่โฟกัสและทุ่มเทในอะไรสักอย่างมาทั้งชีวิต เขามีโอกาสที่จะเป็นตำนานได้เลยทีเดียว

(4) รักการอ่าน

บัฟเฟตต์เป็นคนที่อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 5-6 ชั่วโมง แล้วก็ชอบนั่งเฉย ๆ เพื่อคิด แม้จะดูเสียเวลา แต่บัฟเฟตต์บอกว่ามันมีความสสุขมากที่ได้คิดเรื่องของธุรกิจและการลงทุน เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันจึงถูกใช้ไปในการอ่านและคิด ซึ่งเขาทำแบบนี้มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยแนะนำนักศึกษาว่า ถ้าอยากจะให้ความรู้ทบต้น จงพยายามอ่านให้ได้ทุกวันอย่างน้อย 500 หน้าเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ หนังสือ รายงานประจำปี เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเงิน แล้วต่อไปคุณจะเก่งมาก ๆ

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายแง่คิดที่สำคัญครับแต่ไม่ได้เลือกมาเขียน เช่น การที่ไม่มีหนี้ในชีวิต การมีชื่อเสียงที่ดีจะเป็นประโยชน์มากในชีวิต ฯลฯ แนะนำให้ดูตัวเต็มจะมีประโยชน์มากครับ 😍

Comments