คลังเก็บป้ายกำกับ: Funds

ประวัติศาสตร์กองทุนดัชนี

เพื่อจะเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เราลองมาย้อนประวัติศาสตร์ดูว่าเส้นทางแห่งการลงทุนเชิงรับ (passive investment) โดยกองทุนดัชนีนั้นเดินทางมาอย่างไร กว่าจะมีวันนี้กองทุนพวกนี้ก็เจ็บมาเยอะพอดู ที่ๆจะพาไปย้อนอดีตคือ สหรัฐอเมริกา เพราะกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นที่นั่นที่แรกครับ

  • ก่อนยุค 1960, นึกภาพก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี พ.ศ. 2500 วงการลงทุนอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนซึ่งบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด (Active Funds or Actively-Managed Funds) อันที่จริงสมัยนั้นอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็กมากครับ แต่ภาพรวมคือ ก็จะมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้จัดการเงินทุนเป็นคนวิเคราะห์หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ไม่ก็เป็นคนตัดสินใจโดยมีฝ่ายวิจัย นักวิเคราะห์หรือที่ปรึกษามาร่วมทีมลงทุนด้วย
  • ช่วง 1960s-1970s, ช่วงนี้เป็นยุคคล้ายๆยุค renaissance และปฏิวัติวงการลงทุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่วงการศึกษา (academic) และศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญรวมถึงมีบทวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจ (business school) ตามมหาวิทยาลัยดังๆ อาทิ Wharton, Chicago เข้ามาพลิกวงการลงทุน อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนในยุคถัดๆไป เพราะผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ออกมาทำงานในวงการลงทุนและเอาสิ่งที่เรียนรู้มาขยายในภาคปฏิบัติจริง ทำให้วงการศึกษาครอบงำตลาดทุนในยุคหลังๆครับ คนในวงการที่เปลี่ยนโลกลงทุนในยุคนี้ก็เช่น Harry Markowitz, ได้ทำให้เกิดหลักการลงทุนที่ฮิตๆกันต่อมาคือ “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว” (don’t put all your eggs in one basket.) คือมาจากหลักสำคัญที่ยังอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของ “Portfolio Selection” ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์(รายตัว)ไม่สำคัญเท่าความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตลงทุนแบกรับครับ ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well-diversified) คุณจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยที่ความเสี่ยงลดลง คือ มาร์โควิซเป็นคนเริ่ม แต่มีคนหลังๆที่สำคัญอีกหลายคนมาช่วยต่อยอดพัฒนาทฤษฎีให้เข้มแข็งขึ้น อาทิ Kenneth R. French, Eugene Fama และพัฒนามาเป็น Modern Portfolio Theory ในปัจจุบันครับ

ยุคนี้อีกทฤษฏีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือทฤษฎี “Market Efficiency” (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) คือทฤษฎีนี้บอกว่า ถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด การใช้วิธีลงทุนแบบเทคนิค แบบปัจจัยพื้นฐาน และแม้กระทั่งข้อมูลภายในก็ไม่สามารถหาประโยชน์หรือทำผลตอบแทนส่วนเกินได้ เพราะตลาดจะรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง และราคาที่ปรากฏของหลักทรัพย์ เช่น ราคาหุ้น นั้นสะท้อนข่าวสารและความคาดหวังไปหมดแล้ว พูดง่ายๆก็คือ เลิกคิดที่จะชนะตลาดซะ มันถึงขั้นนั้นเลย

  • ยุค 1970-1990s, ยุคนี้คือช่วงแรกที่เกิดกองทุนดัชนีครับ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมันมีทฤษฎีทางการเงินมารองรับถึง 2 อย่างคือ ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ, และทฤษฎีพอร์ตฟอลิโอสมัยใหม่(เรื่องของการผสมสินทรัพย์ลงทุน) คราวนี้นักลงทุนสถาบันก็เริ่มเรียกหาตัวช่วยที่จะลงทุนตามทฤษฎีเหล่านี้ได้ขึ้นมา ประกอบกับการมีหนังสือสำคัญๆที่ออกมากระแทกแสกหน้าวงการลงทุน(ที่ยังครองโดยผู้จัดการกองทุน 100%) นั่นคือ

ในปี 1973, ศาสตราจารย์ Burton G. Malkiel ตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Random Walk Down Wall Street เผยแพร่ทฤษฎีเดินสุ่ม มาย้ำอีกทีว่าในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้นการเคลื่อนไหวของราคาไม่สามารถทำนายได้โดยวิธีการใดๆ และการลงทุนด้วยวิธีเทคนิค วิธีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วิธีจับจังหวะตลาดก็ไม่ได้ผลในตลาดหุ้น (หนังสือเล่มนี้ดีมากๆ ควรอ่านครั้งหนึ่งในชีวิตการลงทุนครับ) พอปี 1976 มีหนังสือมากระแทกอีกเล่มคือ Winning The Loser’s game ของ Charles D. Ellis ที่บอกว่า การลงทุนคือเกมคล้ายๆเทนนิสมือสมัครเล่น ใครที่ตีพลาดน้อยกว่ามักจะเป็นฝ่ายชนะ และคนที่พยายามจะเคลื่อนไหวมากๆ (เช่น พวกผู้จัดการกองทุนที่ซื้อขายหุ้นบ่อยๆ) จะเป็นผู้ที่แพ้ครับ อีกทั้งยังตีแผ่อีกว่าที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนโดยเฉลี่ยบริหาร Active Funds ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างมาก พวกเขาส่วนใหญ่แพ้ดัชนี The S&P500 หรือพูดง่ายๆคือ ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าดัชนีก็ถือว่าได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนแบบบริหารกว่า 70-80% ครับ

คราวนี้เรื่องเลยมันส์เลย บลจ.แวนการ์ด (Vanguard) โดย John C. Bogle ก็ออกกองทุนดัชนีกองแรกออกมาโดยเลียนแบบ The S&P500 Index, และปี 1976 ก็ออกกองทุน VFINX เป็นกองทุนดัชนีกองแรกสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป (individual investors) โดยมีเงินลงทุนตอนแรกที่นักลงทุนซื้อเพียงแค่ $11 million (สิบเอ็ดล้านเหรียญสหรัฐ) และสิ่งที่วงการกองทุนรวมตอบรับคือ “เสียงหัวเราะและเยาะเย้ย” บ้างก็ว่าเป็นความโง่เขลาของโบเกิล วงการกองทุนรวมตั้งคำถามว่า “ใครกันจะต้องการกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย(ของตลาด)?” สมัยนั้นบลจ.ที่ใหญ่สุดในวงการคือ Fidelity ผู้บริหารก็บอกว่า “I can’t believe that the great mass of investors are going to be satisfied with just receive average returns.” (ประมาณว่า จะบ้าหรอ ใครกันจะมาพอใจกับผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น)

บางโบรกเกอร์ก็โจมตีว่ากองทุนพวกนี้ไม่ดี เวลาขายให้นักลงทุนก็จะบอกว่า คุณจะเอาหรอกองทุนพวกนี้มันสำหรับนักลงทุนที่เป็นแค่พวกค่าเฉลี่ยนะ (average fund for average person) กระตุ้นให้คนรู้สึกแย่เวลาซื้อกองทุนดัชนี จริงๆไม่ใช่อะไรครับ กองทุนดัชนีของ Vanguard นั้น ประมาณสองปีหลังก่อตั้งมาก็ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการขาย (Sale Front-Load) ทำให้เวลานักลงทุนมาซื้อกองทุนพวกนี้ คนขายเช่นโบรกเกอร์  ตัวแทนขาย ที่ปรึกษาการลงทุน ไม่ได้ค่านายหน้าครับ ปกติสมัยนั้นกองทุนทั่วไปมีค่าธรรมเนียมขายสูงประมาณ 5-10% ลองคิดภาพ คุณลงทุนไป 10,000 เหรียญ คุณได้ลงทุนจริง 9,000-9,500 ส่วนที่หายไปก็เข้ากระเป๋าคนขายซะ แถมถือไปเรื่อยๆก็มีค่าใช้จ่ายอีกปีละประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี ในขณะที่กองทุนดัชนี S&P500 ของแวนการ์ดสมัยนั้นคิดค่าใช้จ่ายปีละ 0.25% ต่อปี เท่ากับประหยัดจากปกติ 1.25-2.25% ต่อปีตุนเป็นผลตอบแทนไว้ในกระเป๋าของเราเอง แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายให้ตัวแทนขายคนไหนด้วย ก็ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปี คือใกล้ๆปี 1985 กองทุน Vanguard S&P500 ถึงมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโตจาก 10 ล้านตอนแรกเป็น 1,000 ล้านเหรียญ

  • ยุค 1990 เป็นต้นมา, พอเวลาผ่านไป ด้วยความไม่ย่อท้อและความพิสูจน์ได้ของกองทุนดัชนีว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำของมัน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บน้อยมากๆ กลยุทธ์ลงทุนที่เลียนแบบและถือหุ้นยาวสามารถเอาชนะกองทุนรวมแบบบริหารส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว งานวิจัยสมัยนั้นก็ตีพิมพ์รัวๆว่า กองทุน active funds ไม่ได้สร้างคุณค่าหรือทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีเลย แพ้ตลาดและแพ้กองทุนดัชนีนะ ทำให้กระแสความนิยมในกองทุนดัชนีมีสูงขึ้น พอถึงปี 1993 เงินลงทุนในกองทุนดัชนีก็ขยับมาเป็น $125bn (125,000 ล้านเหรียญ) คิดเป็น 4% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมสมัยนั้น มันนิยมมากจนกระทั่งคนที่ดูถูกมัน เช่น Fidelity ต้องกลืนน้ำลายตัวเองและออกกองทุนดัชนีมาบ้าง รวมถึงการเกิดขึ้นมาของกองทุน ETF ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนกองทุนดัชนีและการลงทุนเชิงรับกลายเป็นกระแสหลักขึ้นมา

และเวลาที่นานพอก็ทำให้คนเห็นอะไรอีกหลายอย่าง เช่น ตอน Vanguard ตั้งกองทุนดัชนีออกมา มีกองทุนหุ้น (general equity) ตอนนั้น 211 กอง พอมาถึงยุคล่าสุดเหลือผู้อยู่รอดเพียง 50 กองทุนในปัจจุบัน และส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนแพ้มันด้วย เงินลงทุนก้อนใหม่ๆจึงหลั่งไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนี ตัวเลขปี 2015 นั้นมีเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น $4 trillion หรือประมาณ 33% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด และกระแสเงินลงทุนใหม่ๆในปัจจุบันก็ไหลเข้ากองทุนดัชนีเรื่อยๆครับ ส่วนกองทุน Vanguard S&P500 พระเอกของเรานั้นปัจจุบันก็เป็นกองทุนรวมหุ้น (mutual equity fund) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาครับ ล่าสุดคือขนาดทรัพย์สินสุทธิประมาณ $230bn (230,000 ล้านเหรียญ) และคิดค่าใช้จ่ายเพียง 0.16% ต่อปี แต่ถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนสูงขึ้นต่องวด (VFIAX) ค่าใช้จ่ายรวมจะเหลือ 0.05% ต่อปี !! และผลตอบแทนทบต้นของมันตั้งแต่ก่อตั้ง 1976-2015 (ประมาณ 40 years) คือ 10.8% ต่อปีครับ


จะเห็นได้ว่ากว่ากองทุนดัชนีกว่าจะได้รับความนิยมสุดๆจริงๆก็ใช้เวลาเกือบ 20 ปีนับแต่มีกองแรกเกิดขึ้นมา แต่การเกิดขึ้นมาของมันเป็นประโยชน์กับนักลงทุนส่วนใหญ่ครับ ในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมและคนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารจากแหล่งต่างๆว่าให้ลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (active funds) เป็นหลัก บ้างก็ว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนบริหารในไทยได้ (อันนี้ไม่จริงนะครับ สามารถอ่านบทความอื่นๆในเพจนี้ประกอบได้) ทั้งนี้ขอจบบทความด้วยข้อคิดจาก John Bogle ที่ว่า

“Forget the Needle. Buy the Haystack”

แทนที่จะงมหากองทุนบริหารที่เป็นที่หนึ่งในอนาคต(ซึ่งทำนายไม่ได้), แทนที่จะเลือกหุ้นเลือกหลักทรัพย์เองรายตัว, แทนที่จะมัวมานั่งงมเข็ม ประวัติศาสตร์ของกองทุนดัชนีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า

“ซื้อทั้งกองฟางไปเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า”

ประวัติกองทุนดัชนี : ประวัติศาสตร์ของผู้ชนะแห่งวงการลงทุน

การศึกษาเกี่ยวกับ ประวัติกองทุนดัชนี จะช่วยให้เราเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับการลงทุนกองทุนดัชนี เพราะเมื่อเราลองย้อนดูประวัติศาสตร์ของมัน เส้นทางต่อสู้ของการลงทุนเชิงรับ (passive investment) ความลำบากกองทุนดัชนีที่กว่าจะมีวันนี้ได้ จะเห็นได้ชัดเจนว่า กองทุนพวกนี้ก็เจ็บมาเยอะพอดู

และที่ ๆ บทความนี้จะพาไปย้อนอดีตคือ สหรัฐ (USA) เพราะกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นที่นั่นเป็นครั้งแรกครับ

1. ช่วงก่อนการเกิดขึ้นของกองทุนดัชนี

ประวัติกองทุนดัชนี ก่อนยุค 1960 โปรดนึกภาพก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี พ.ศ. 2500 วงการลงทุนอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนซึ่งบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด (Actively Managed Funds) อันที่จริงสมัยนั้นอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็กมากครับ แต่ภาพรวมคือ จะมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้จัดการเงินทุนเป็นคนวิเคราะห์หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ไม่ก็เป็นคนตัดสินใจโดยมีฝ่ายวิจัย นักวิเคราะห์หรือที่ปรึกษามาร่วมทีมลงทุนด้วย

ช่วง 1960s-1970s ช่วงนี้เป็นยุคคล้าย ๆ ยุค renaissance และปฏิวัติวงการลงทุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่วงการศึกษา (academic) ศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงมีบทวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจ (business school) ตามมหาวิทยาลัยดัง ๆ อาทิ Wharton Chicago เข้ามาพลิกวงการลงทุน อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนในยุคถัด ๆ ไป เพราะผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ออกมาทำงานในวงการลงทุน และเอาสิ่งที่เรียนรู้มาขยายในภาคปฏิบัติจริง ทำให้วงการศึกษาครอบงำตลาดทุนในยุคหลัง ๆ ครับ

คนในวงการที่เปลี่ยนโลกลงทุนในยุคนี้ก็เช่น Harry Markowitz ผู้ที่ได้ทำให้เกิดหลักการลงทุนที่ฮิต ๆ กันต่อมาคือ “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว” (don’t put all your eggs in one basket.) คือ มันถูกสกัดมาจากทฤษฎีการเงินสำคัญที่ยังเป็นเสาหลักของการเรียนการสอนอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของ “Portfolio Selection” ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์รายตัวไม่สำคัญเท่าความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตลงทุนแบกรับครับ ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well-diversified) คุณจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยที่ความเสี่ยงลดลง

เริ่มแรกมาร์โควิซเป็นคนเริ่ม แล้วมีคนหลัง ๆ ที่สำคัญอีกหลายคนมาช่วยต่อยอดพัฒนาทฤษฎีให้เข้มแข็งขึ้น อาทิ Kenneth R. French, Eugene Fama และได้พัฒนาแนวคิดนี้ขึ้นมาเป็น Modern Portfolio Theory (MPT) ในปัจจุบันครับ

ยุคนี้อีกทฤษฏีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือทฤษฎี “Market Efficiency” (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) คือทฤษฎีนี้บอกว่า ถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด การใช้วิธีลงทุนแบบเทคนิค แบบปัจจัยพื้นฐาน และแม้กระทั่งข้อมูลภายในก็ไม่สามารถหาประโยชน์หรือทำผลตอบแทนส่วนเกินได้ เพราะตลาดจะรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง และราคาที่ปรากฏของหลักทรัพย์ เช่น ราคาหุ้น นั้น ได้สะท้อนข่าวสารและความคาดหวังไปหมดแล้ว พูดง่าย ๆ ก็คือ เลิกคิดที่จะชนะตลาดซะ มันไปถึงขั้นนั้นเลย

2. ประวัติกองทุนดัชนี : ก้าวแรกของการเกิดขึ้นมา

ยุค 1970-1990s ยุคนี้คือช่วงแรกที่เกิดกองทุนดัชนีครับ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมันมีทฤษฎีทางการเงินมารองรับถึง 2 อย่างคือ ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ และทฤษฎีพอร์ตฟอลิโอสมัยใหม่ (เรื่องของการผสมสินทรัพย์ลงทุน) คราวนี้นักลงทุนสถาบันก็เริ่มเรียกหาตัวช่วยที่จะลงทุนตามทฤษฎีเหล่านี้ได้ขึ้นมา ประกอบกับการมีหนังสือสำคัญ ๆ ที่ออกมากระแทกแสกหน้าวงการลงทุน ที่ยังครองโดยผู้จัดการกองทุน 100% นั่นคือ

ในปี 1973, ศาสตราจารย์ Burton G. Malkiel ตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Random Walk Down Wall Street เผยแพร่ทฤษฎีเดินสุ่ม มาย้ำอีกทีว่า ในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้น การเคลื่อนไหวของราคาไม่สามารถทำนายได้โดยวิธีการใด ๆ และการลงทุนด้วยวิธีเทคนิค วิธีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วิธีจับจังหวะตลาดก็ไม่ได้ผลในตลาดหุ้น (หนังสือเล่มนี้ดีมาก ๆ ควรอ่านครั้งหนึ่งในชีวิตการลงทุนครับ)

พอช่วงปี 1975-1976 ก็มีแรงกระแทกจาก Charles D. Ellis ตีพิมพ์บทความเรื่อง “The Loser’s Game” (เกมแห่งผู้แพ้) ที่บอกว่า  การลงทุนคือเกมคล้าย ๆ เทนนิสมือสมัครเล่น ใครที่ตีพลาดน้อยกว่ามักจะเป็นฝ่ายชนะ และคนที่พยายามจะเคลื่อนไหวมาก ๆ เช่น พวกผู้จัดการกองทุนที่ซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ จะเป็นผู้ที่แพ้ครับ อีกทั้งยังตีแผ่อีกว่า ที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนโดยเฉลี่ยนั้นเขาบริหาร Actively Managed Funds ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างมาก นักลงทุนสถาบันกว่า 85% ทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าดัชนี The S&P500[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 153.] หรือพูดอีกแบบก็คือ ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าดัชนีก็ถือว่าได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนแบบบริหารจำนวนกว่า 70-80% จากทั้งหมดครับ

คราวนี้เรื่องมันส์ ๆ และความมหัศจรรย์ของกองทุนดัชนีก็ได้เริ่มบังเกิดขึ้น

ไอเดียเกี่ยวกับกองทุนที่ทำการลงทุนหุ้นตามน้ำหนัก (market-weighted) เลียนแบบดัชนี the S&P500 ได้ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกในปี 1971 ที่สัมมนาโรงเรียนบริหารธุรกิจ Harvard โดย Batterymarch Financial Management แต่ยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก หากแต่กองทุนดัชนีที่มีชีวิตได้เกิดขึ้นครั้งแรกโดยธนาคาร Wells Fargo ซึ่งสร้างบัญชีกองทุนเกษียณอายุ (pension fund) ลงทุนเลียนแบบหุ้นในตลาดหุ้น NYSE ในลักษณะลงทุนน้ำหนักเท่ากัน (equal-weighted) หากแต่ประสบปัญหาความยุ่งยากลำบากในการบริหารจัดการอย่างมาก จนตอนหลังต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีลงทุนเลียนแบบตามน้ำหนักของดัชนี the S&P500 แทน[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 44.]

ผ่านไปประมาณ 5 ปี บลจ.แวนการ์ด (Vanguard) โดย John C. Bogle ก็สร้างกองทุนดัชนีออกมาโดยเลียนแบบดัชนี the S&P500 Index โดยในปี 1976 วันที่ 30 สิงหาคม Vanguard ได้ออกกองทุน VFINX ซึ่งเป็นกองทุนดัชนีกองแรกสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป (individual investors) โดยมีเงินลงทุนตอนแรกที่นักลงทุนซื้อกองทุน VFINX เพียงแค่ $11.4 million (สิบเอ็ดล้านเหรียญสหรัฐ) เท่านั้น

3. เสียงเยาะเย้ยจากวงการ Wall Street

สิ่งที่วงการกองทุนรวมตอบรับกองทุนดัชนีคือ “เสียงหัวเราะและเยาะเย้ย” บ้างก็ว่าเป็นความโง่เขลาของโบเกิล (Bogle’s Folly) วงการกองทุนรวมตั้งคำถามว่า “ใครกันจะต้องการกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย(ของตลาด)?”

สมัยนั้นบลจ.ที่ใหญ่สุดในวงการคือ Fidelity ผู้บริหารได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “I can’t believe that the great mass of investors are going to be satisfied with just receive average returns.”[1. ibid., 46.] (ประมาณว่า จะบ้าหรอ! นักลงทุนคนไหนหรือใครกันจะมาพอใจกับผลตอบแทนเฉลี่ยเท่าตลาดหุ้น)

บางโบรกเกอร์ก็โจมตีว่า กองทุนดัชนีพวกนี้ไม่ดี เวลาขายให้นักลงทุนก็จะบอกว่า คุณจะเอาหรอ จะลงทุนจริงหรือกับกองทุนพวกนี้ นี่มันเป็นกองทุนสำหรับนักลงทุนที่เป็นแค่พวกค่าเฉลี่ยนะ (average fund for average person) กระตุ้นให้คนซื้อรู้สึกแย่เวลาซื้อกองทุนดัชนี

ถามว่าจริง ๆ แล้ว สาเหตุที่พวกเขาไม่ชอบกองทุนดัชนีนั้นไม่ใช่อะไรครับ กองทุนดัชนีของ Vanguard ประมาณสองปีหลังก่อตั้งมาได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการขาย (Sale Front-Load) ทำให้เวลานักลงทุนมาซื้อกองทุนพวกนี้ คนขายเช่นโบรกเกอร์  ตัวแทนขาย ที่ปรึกษาการลงทุน ไม่ได้ค่านายหน้าครับ

พูดให้เห็นภาพก็คือโดยปกติสมัยนั้น กองทุนหุ้นทั่วไปมีค่าธรรมเนียมในการขายสูงมาก ประมาณ 5-10% ลองคิดภาพ คุณลงทุนไป 10,000 เหรียญ คุณได้ลงทุนจริง 9,000-9,500 ส่วนที่หายไป 500 ก็เข้ากระเป๋าคนขายซะ แถมถือไปเรื่อย ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายอีกปีละประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี

ในขณะที่กองทุนดัชนี S&P500 ของแวนการ์ดสมัยนั้นคิดค่าใช้จ่ายปีละ 0.25% ต่อปี เท่ากับประหยัดจากปกติ 1.25-2.25% ต่อปี มาตุนเป็นผลตอบแทนไว้ในกระเป๋าของเราเอง แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายให้ตัวแทนขายคนไหนด้วย ก็ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปี คือใกล้ ๆ ปี 1985 กองทุน Vanguard S&P500 ถึงมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโตจาก 10 ล้านตอนแรกเป็น 1,000 ล้านเหรียญ

4. การต่อสู้ของกองทุนดัชนีอย่างไม่ย่อท้อ

ยุค 1990 เป็นต้นมา พอเวลาผ่านไป ด้วยความไม่ย่อท้อและความพิสูจน์ได้ของกองทุนดัชนีว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำของมัน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บน้อยมาก ๆ กลยุทธ์ลงทุนที่เลียนแบบและถือหุ้นยาวสามารถเอาชนะกองทุนรวมแบบบริหารจัดการส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว งานวิจัยสมัยนั้นก็ตีพิมพ์รัว ๆ ว่า กองทุน actively managed funds ไม่ได้สร้างคุณค่าหรือทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีเลย พวกมันแพ้ตลาดและแพ้กองทุนดัชนีหลุดรุ่ย ทำให้กระแสความนิยมในกองทุนดัชนีมีสูงขึ้น

พอถึงปี 1993 เงินลงทุนในกองทุนดัชนีก็ขยับมาเป็น $125bn (125,000 ล้านเหรียญ) คิดเป็น 4% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมสมัยนั้น มันนิยมมากจนกระทั่งคนที่ดูถูกมัน เช่น Fidelity ต้องกลืนน้ำลายตัวเองและออกกองทุนดัชนีมาขายนักลงทุนบ้าง รวมถึงการเกิดขึ้นมาของกองทุน ETF ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนกองทุนดัชนีและการลงทุนเชิงรับกลายเป็นกระแสหลักขึ้นมา จากจำนวนกองทุนดัชนี 1 กองทุนในปี 1976 เป็น 2 กองทุนในปี 1980 เป็น 18 กองทุนในปี 1990 เป็น 310 กองทุนในปี 2000 เป็น 900 กองทุนในปี 2010[1. ibid., 8.] และปัจจุบันมีกองทุนดัชนีมากเกินกว่า 2,000 กองทุนไปแล้ว!

5. ประวัติกองทุนดัชนี ในยุคสมัยใหม่ :การก้าวสู่ชัยชนะ

ด้วยเวลาที่นานพอก็ทำให้คนเห็นอะไรอีกหลายอย่าง เช่น ตอน Vanguard ตั้งกองทุนดัชนีออกมา มีกองทุนหุ้นทั่วไป (general equity) ตอนนั้น 211 กอง พอมาถึงยุคล่าสุดเหลือผู้อยู่รอดเพียง 50 กองทุนในปัจจุบัน และส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนแพ้กองทุนดัชนีของ Vanguard ด้วย เงินลงทุนก้อนใหม่ ๆ จึงหลั่งไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนี

ตัวเลขปี 2015 นั้นมีเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น $4 trillion หรือประมาณ 33% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด และกระแสเงินลงทุนใหม่ ๆ ในปัจจุบันก็ไหลเข้ากองทุนดัชนีเรื่อย ๆ ครับ

ส่วนกองทุน Vanguard S&P500 พระเอกของเรานั้นปัจจุบันก็เป็นกองทุนรวมหุ้น (mutual equity fund) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาครับ ล่าสุดคือขนาดทรัพย์สินสุทธิประมาณ $230bn (230,000 ล้านเหรียญ) และคิดค่าใช้จ่ายเพียง 0.16% ต่อปี แต่ถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนสูงขึ้นต่องวด (VFIAX) ค่าใช้จ่ายรวมจะเหลือ 0.05% ต่อปี !! และผลตอบแทนทบต้นของมันตั้งแต่ก่อตั้ง 1976-2015 (ประมาณ 40 years) คือ 10.8% ต่อปีครับ

6. บทสรุป

จะเห็นได้ว่า กว่ากองทุนดัชนีกว่าจะได้รับความนิยมสุดๆจริง ๆ ก็ใช้เวลาเกือบ 20 ปีนับแต่กองแรกถูกสร้างขึ้นมา แต่การเกิดขึ้นมาบนโลกของมันเป็นประโยชน์กับนักลงทุนส่วนใหญ่ครับ กองทุนดัชนีในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยม และคนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารจากแหล่งต่าง ๆ ว่า ให้ลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (actively managed funds) เป็นหลัก บ้างก็ว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนบริหารในไทยได้ (อันนี้ไม่จริงนะครับ สามารถอ่านบทความอื่น ๆ ในเพจนี้ประกอบได้)

ผมขอจบบทความด้วยข้อคิดจาก John Bogle ที่ว่า

Don’t look for the needle in the haystack. Just buy the haystack![1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007) 86.]

แทนที่จะงมหากองทุนบริหารที่เป็นที่หนึ่งในอนาคต (ซึ่งไม่มีใครทำนายได้) หรือแทนที่จะเลือกหุ้นเลือกหลักทรัพย์เองรายตัว หรือแทนที่จะมัวมานั่งงมเข็มกองทุนที่สุดยอดที่สุดจากกองฟาง ประวัติศาสตร์ของกองทุนดัชนีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า

“ซื้อทั้งกองฟางไปเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า”

กองทุนดัชนี กับคำแนะนำของกูรู

บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนรวมถึงกูรูและตำนานในวงการการเงินและการลงทุนของโลกนั้น มีหลายคนทีเดียวที่แนะนำว่า “กองทุนดัชนี” นั้น เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมากๆสำหรับนักลงทุนทั้งหลาย ลองมาดูกันครับ

  • Warren Buffett นักลงทุนในตำนานคนนี้จะแนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

A) จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่

““Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders

B) ครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนีทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.”

C) ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนักๆในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน” ถ้าคุณสามารถสละเวลาลงศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมง ก็ลงทุนเอง แต่ถ้าไม่ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสม (DCA) ในกองทุนดัชนี มันกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์(ลงทุนหุ้นหลายตัว)และเวลาซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน

“If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.”

“If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.”

“Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. [F]orget it and go back to work.”

E) ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่ยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้(แบ่งทรัพย์สิน)ลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมากๆ เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ, นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูงๆ”

“My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.”


  • The Intelligent Investor by Benjamin Graham

    ในหนังสือมีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและนักลงทุนเชิงรับไว้หลักๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ อันแรกคือส่วนที่บอกว่า

“เนื่องจากต้นทุน และ พฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลา และ ไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”

และส่วนข้างล่างนี้ที่ผมชอบมากๆ

“กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น .. นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ .. คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงฉลองบาร์บีคิว และ คุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ .. คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือ การทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด .. ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว .. อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้น  .. การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ .. ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย .. วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”


และนี่คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนี

  • William Bernstein, ผู้เขียน The Four Pillars of Investing แนะนำว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากการกระจายความเสี่ยงไม่พอ-ซื้อและลงทุนในกองทุนดัชนีและถือครองหลักทรัพย์(หุ้น)ทั้งตลาด (Avoid the problem—buy a well-run index fund and own the whole market.)
  • The Economist of London, กล่าวว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุนและให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … มันจะเป็นการลงทุนที่ดีกว่าถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะมันสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาดแต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)¹
  • Jack R. Meyer, อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำๆแทน (Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. [Investors] should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.)
  • Burton G. Malkiel, เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไปที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุนซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมากจนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง … กล่าวโดยสรุป การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริงสำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลยและยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”
  • Charles T. Munger, คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่าคือเลิกจ่ายเงินแพงๆให้ที่ปรึกษาและลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อยๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities.)¹
  • Peter Lynch, นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า “ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283%, [ผู้จัดการกองทุน] ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี (So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.)¹
  • William J. Ruane, เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่วๆไป อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน”²
  • Charles Schwab, เคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10,15,20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ? (For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10,15,20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?”)¹
  • David Swensen, ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ลงทุนใน[กองทุนรวม]ที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ, กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี (Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.)¹
  • The Little book of Bulletproof Investing, ให้คำแนะนำว่าไว้ว่า “ลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ค่าคอมมิชชั่น, ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว” (Do Invest in passive index funds wherever possible. Do keep a close eye on fees, expenses, commissions and taxes. Do buy and hold!)
  • Richard A. Ferri, เขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผล[ดี]ที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม (In the long run,index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.)
  • Larry E. Swedroe, ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากๆ (The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.)
  • Charles D. Ellis, ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game สรุปว่าเกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[active funds], การพยายามเอาชนะตลาดคือเกมแห่งความพ่ายแพ้  (the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity,…, low cost, …, and superior returns. Trying to beat the market was a loser’s game.)

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า

“The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.” —กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ


¹ อ้างอิงจากหนังสือ The Little book of Common Sense Investing, by John C. Bogle
² อ้างอิงจากหนังสือ Pick stocks like Warren Buffett, by Warren Boroson

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย

Index Fund ดีไหม : รวมคำแนะนำเกี่ยวกับ กองทุนดัชนี

Index Fund หรือกองทุนดัชนี ถือว่าเป็นเครื่องมือในการลงทุน ที่บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียน และตำนานในวงการการเงินและการลงทุนหลายคนของโลกนั้น ให้คำแนะนำไปในทางเดียวกันว่า “กองทุนดัชนี” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมาก ๆ สำหรับนักลงทุนทั่วไป ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการลงทุน กองทุนดัชนีในไทย ได้ด้วย

รวมคำแนะนำเกี่ยวกับ Index Fund

1. Warren Buffett

สำหรับกองทุนดัชนี (index fund) ดูวอร์เร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนในตำนานคนนี้จะเป็นแฟนตัวยงของมัน เพราะเขามักจะเป็นผู้ที่แนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่[1. Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.]

มีครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนี ทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ[1. Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.]

ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนัก ๆ ในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน”[1. If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.]

อย่างไรก็ดี ถ้าคุณสามารถสละเวลามาศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมงได้ ก็อาจจะลงทุนเอง แต่ถ้าไม่อาจทำแบบนี้ได้ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสมเป็นประจำในกองทุนดัชนี ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์ (ลงทุนหุ้นหลายตัว) และด้านเวลา ซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน[1. If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.]

การลงทุนประจำในกองทุนดัชนี S&P500 ที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ลงทุนหนักครั้งเดียว ลงทุนไปเรื่อย ๆ ลืมมันไปซะแล้วก็กลับไปทำงาน[1. Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. Forget it and go back to work.]

ใน จดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่จะยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้แบ่งทรัพย์สินลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น และอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ [บัฟเฟตต์]เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้ จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูง ๆ”[1. My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.]

2. The Intelligent Investor by Benjamin Graham

ในหนังสือตำนานเล่มนี้มีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและการลงทุนแบบเชิงรับ (passive investment) ไว้หลัก ๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ

อันแรกคือส่วนที่บอกว่า “เนื่องจากต้นทุนที่สูงและพฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลาและไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”[1. Benjamin Graham, The Intelligent Investor : คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า, แปลโดยพรชัย รัตนนนทชัยสุข (กรุงเทพมหานคร: วิสดอมเวิร์ค เพลส, 2553), หน้า 355.]

และอีกส่วนที่ผมชอบมาก ๆ คือ “กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงบาบีคิวและคุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือการทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่ระย่อ  การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือนจะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”[2. เรื่องเดียวกัน, หน้า 357.]

3. John C. Bogle

จอห์น โบเกิล เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยขึ้นมา ซึ่งโบเกิลเป็นผู้ที่อุทิศตนเชื่อมั่นในการลงทุนเชิงรับด้วยกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ อย่างมาก และเขาจะแนะนำนักลงทุนตลอดเวลาว่า นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broadly diversified) โดยเฉพาะกองทุนดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีที่ถือครองหลักทรัพย์หรือหุ้นทั้งตลาด จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนระยะยาวที่ธุรกิจทั้งหมดทำได้[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 32.] และกองทุนดัชนีนั้นควรมีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ เพราะค่าใช้จ่ายที่ต่ำจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับอย่างมาก[1. John C. Bogle, Bogle On Mutual Funds: New Perspectives For The Intelligent Investor (Hoboken: Wiley, 2014), 179.]

โดยสรุปสั้น ๆ ก็คือ Bogle ได้แนะนำว่า สูตรแห่งชัยชนะสำหรับการลงทุนก็คือการถือครองหุ้นทั้งตลาดผ่านกองทุนดัชนี หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรอีกเลยนอกจากถือครองและมีวินัยที่จะลงทุนถือครองกองทุนดัชนีเช่นว่าเรื่อย ๆ ตลอดไป (The winning formula for success in investing is owning the entire stock market through an index fund, and then doing nothing. Just stay the course.)[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 58.]

4. คำแนะนำอื่น ๆ เกี่ยวกับ Index Fund

ด้านล่างนี้คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนีครับ

William Bernstein

ในหนังสือของเขาที่ชื่อ The Intelligent Asset Allocator อธิบายว่า นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงกลยุทธ์แห่งการเป็นผู้แพ้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ซื้อและถือครองกองทุนดัชนีที่ถือหุ้นทั้งตลาด ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายที่ต่ำของกองทุนดัชนีนั้น[1. William J. Bernstein, The Intelligent Asset Allocator: How to Build Your Portfolio to Maximize Returns and Minimize Risk (New York: McGraw-Hill, 2017), 95.]

The Economist

นิตยสารการเงินและเศรษฐกิจชื่อดังฉบับนี้เคยแนะนำว่า การที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุน มันเป็นการให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … การลงทุนที่ดีกว่า คือ การลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะกองทุนดัชนีสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาด แต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)

Jack R. Meyer

อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 โดยชี้ให้เห็นประเด็นเกี่ยวกับผู้คนส่วนใหญ่ที่มักจะคิดว่า พวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี… นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน[1. “Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. Investors should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 7.]

Burton G. Malkiel

ศาสตราจารย์มัลคีลเขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนี มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไป ที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุน ซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมาก จนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง”[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 384.] หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ “การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริง สำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ เลย และยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”[1. ibid., 385.]

Charles T. Munger 

คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่า คือ เลิกจ่ายเงินแพง ๆ ให้ที่ปรึกษาทางการเงิน และลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อย ๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น[1. “The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 137.]

Peter Lynch

นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการก็เป็นผู้ที่เคยให้ความเห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำได้ดีและมีความมั่งคั่งกว่าหากลงทุนในกองทุนดัชนี[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), 184.] เช่น เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283% [ผู้จัดการกองทุน]ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี[1. “So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 87.]

นอกจากนี้ Lynch ยังให้ความเห็นไว้อีกว่า แทนที่จะมาเสียเวลานั่งเลือกกองทุนผู้ชนะที่มีน้อยนิด การซื้อทั้งกระดานไปเลย (ลงทุน index fund) น่าจะเป็นสิ่งดีกว่า[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 60.]

William J. Ruane 

เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่ว ๆ ไป … อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน” และยังให้คำแนะนำต่ออีกว่า สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้วให้นำเงินครึ่งหนึ่งของคุณไปลงทุนในกองทุนดัชนี[1. Warren Boroson, แกะรอยการลงทุน เลือกหุ้นอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์: Pick Stocks Like Warren Buffett, แปลโดย ประภาคาร ภราดรภิบาล (กรุงเทพมหานคร: วิง มีเดีย, 2559), 190.]

Charles Schwab

Schwab เป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นในพลังของการลงทุนตามดัชนี (the power of indexing)[1. Bogle, Common Sense on Mutual Funds, 184.] โดยเขาเคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ?[1. “For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10, 15, 20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 59.]

David Swensen

ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ควรลงทุนในกองทุนรวมที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี[1. “Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.” See ibid., 198.]

The Little Book of Bulletproof Investing 

หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า “จงลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าคอมมิชชั่น ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว”[1. Den Stein & Phil DeMuth, The Little Book of Bulletproof Investing: Do’s and Don’ts to Protect Your Financial Life (Hoboken: Wiley, 2010), 66.]

The Little Book of Main Street Money 

หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า การลงทุนโดยพยายามเอาชนะตลาดมักจะนำไปสู่ความล้มเหลว สิ่งที่เราต้องการคือกลยุทธ์ที่ให้โอกาสในการประสบความสำเร็จ[ในการลงทุน] ซึ่ง “กองทุนดัชนี” ได้เสนอสิ่งที่เราต้องการ มันไม่พยายามเอาชนะตลาด และตรงกันข้าม มันซื้อหลักทรัพย์หรือหุ้นทุกตัวเพื่อพยายามเลียนแบบผลตอบแทนของตลาดแทนด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ในขณะที่นักลงทุนแบบเชิงรุก (active investors) ทำผลตอบแทนได้ห่างจากตลาดเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว ผลก็คือ กองทุนดัชนีซึ่งธรรมดาไม่หรูและมีเป้าหมายมุ่งสู่ผลตอบแทนเฉลี่ย กลับกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด[1. Jonathan Glements, The Little Book of Main Street Money: 21 Simple Truths that Help Real People Make Real Money (Hoboken: Wiley, 2009), 88.]

Richard A. Ferri 

เขาเขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผลดีที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม[1. “In the long run, index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.” See Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 23.]

Larry E. Swedroe

ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก ๆ[1. The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.]

Charles D. Ellis 

ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game ซึ่งสามารถสรุปหลักการย่อ ๆ ได้ว่า เกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[1. “…the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity, …, low cost, …, and superior returns…” See Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013), ix.] เนื่องจากการจะเอาชนะตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากเมื่อคำนำถึงค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงมันและลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายโดยรวมต่ำ ๆ จะทำให้นักลงทุนเป็นผู้ชนะนักลงทุนอื่นกว่า 80% ในระยะยาว[1. ibid., 42.] และเขายังให้คำแนะนำร่วมกับ Malkiel ว่า นักลงทุนจะมีฐานะทางการเงินที่ดีในภายหน้าด้วยการลงทุนซื้อและถือครองกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีอย่างกองทุนดัชนีที่ถือครองหุ้นทั้งตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 34.]

Ken Fisher

การลงทุนระยะยาวในหุ้นเป็น 1 ใน 10 เส้นทางที่ Fisher เห็นว่าสามารถนำไปสู่ความร่ำรวยได้ โดย Fisher แนะนำให้นักลงทุนพยายามเลี่ยงการลงทุนในกองทุนบริหารจัดการคัดเลือกหุ้น (active mutual funds) และใช้กลยุทธ์ลงทุนเชิงรับ (passive) แทน โดยทำการซื้อและลงทุนกองทุนดัชนีหรือกองทุน ETF ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำด้วย[1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009), 191.] ซึ่งจะทำผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนแบบ active[1. ibid., 192.]

สุดท้ายนี้ ขอจบบทความนี้โดยปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า “กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, xi.]

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย

กองทุนดัชนี คืออะไร

กองทุนดัชนี (Index Funds) ก็คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนี หรือพูดอีกอย่าง มันก็คือกองทุนที่ลงทุนโดยพยายามเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่มันลงทุนตามครับ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีการจัดทำดัชนีที่เรียกว่า SET50 Index (หุ้น 50 ตัวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโดยมีเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย) ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายลงทุนโดยเลียนแบบ SET50 เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับดัชนีนี้ กองทุนก็จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่ถูกนำมาคำนวณดัชนี ซึ่งกรณีปกตินั้นก็จะต้องลงทุนในหุ้น 50 ตัวดังกล่าว ดังนั้นไม่ว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอย่างไร หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยปกติกองทุนเหล่านี้ก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามนั้นด้วย กำไรขาดทุนเหมือนกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์สูงสุดคือ เลียนแบบผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด พวกมันจึงจะต้องลงทุนตลอดเวลาเต็มอัตรา (Fully Invested) แต่เรื่องจริงก็อาจจะต้องถือเงินสดนิดหน่อยไว้สำหรับคืนเงินให้คนที่ขายกองทุนครับ เราจะเห็นว่ากลยุทธ์ลงทุนของกองทุนดัชนีนั้น “เรียบง่าย” กองทุนจะทำการซื้อหลักทรัพย์(เช่น หุ้น)ที่ประกอบเป็นดัชนีแล้วก็ถือลงทุนไปเรื่อยๆ—Simply buy and hold the securities in a particular index

กองทุนดัชนีนั้นไม่ได้มีแค่กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ถ้ามันมีดัชนีที่สามารถลงทุนตามได้ กองทุนดัชนีก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นนอกจากกองทุนหุ้นแล้ว ก็จะมีกองทุนดัชนีตราสารหนี้, กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ที่ฮิตสุดคือกองทุนดัชนีหุ้นครับ ที่ดังๆระดับโลก ก็เช่น กองทุนดัชนี S&P500 Index ของสหรัฐ, กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น, หรือกองทุนดัชนี Euro Stoxx600 ของยุโรป เป็นต้น

กองทุนดัชนีนั้นจะไม่มีการพยายามทำผลตอบแทนให้เกินดัชนีที่มันเลียนแบบ ไม่มีการพยายามหาหลักทรัพย์ที่ชนะในอนาคต ดัชนีประกอบด้วยหุ้นอะไรก็จะต้องซื้อและถือไปตามนั้น มันจะต้องมั่นคงในนโยบาย และเพราะเหตุนี้มันไม่ต้องจ้างนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนเป็นโหลๆมานั่งวิเคราะห์ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาด ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของกองทุนดัชนีจึง ต่ำกว่า กองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาหาผลตอบแทนให้ได้สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Actively Managed or Active Funds) และเพราะเหตุนี้ในเมื่อมันพยายามเลียนแบบดัชนี ผลตอบแทนรวมที่มันจะได้ก็จะต้องเท่ากับดัชนีดังกล่าวเป็นผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Return) แต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้จริงๆจะต้องหัก ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม เหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) ดังนั้นวิธีเลือกกองทุนดัชนีที่ลงทุนในดัชนีเดียวกัน ถ้าทุกอย่างเหมือนกันหมด ตัวเดียวที่จะทำให้ผลตอบแทนคุณหายไปคือค่าใช้จ่าย ดังนั้นจงเลือก กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด (Lowest-cost) เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนคุณต้องเอาไป 2 อย่าง คือ กองทุนดัชนี และกองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดด้วย



ข้อดีของกองทุนดัชนี

(1) ค่าใช้จ่าย—Costs

นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสุดๆในการลงทุน คือ โดยปกตินั้นกองทุนดัชนีจะมี “ค่าใช้จ่ายรวม” ที่ถูกและต่ำกว่ากองทุนแบบบริหารทั้งหลาย และในวงการลงทุนนั้น เพียงแค่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เงินที่ประหยัดได้ก็คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ ในการลงทุนนั้นการไม่จ่ายออกไปคือการได้รับกลับมาครับ คุณอย่าไปเชื่อการกล่าวอ้างของกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายแพงๆ ยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะเท่าไหร่ มันยิ่งกลืนกินผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคต  ในวงการลงทุนนั้น Cost is Matter สิ่งที่ส่งผลกระทบมากอันดับต้นๆต่อผลตอบแทนที่คุณจะได้คือ “ค่าใช้จ่าย” ครับ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่าย — ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม, ผลกระทบจากค่าใช้จ่าย

(2) ผลตอบแทน—Returns

เนื่องจากกองทุนพยายามเลียนแบบดัชนีชี้วัด เพราะฉะนั้นในระยะยาวผลตอบแทนคุณก็ควรจะใกล้เคียงผลตอบแทนของดัชนีดังกล่าวครับ เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนีตลาดหุ้นไทย ก็ควรจะได้ผลตอบแทนระยะยาวเท่ากับตลาดหุ้นไทย(ซึ่งจะมาจากส่วนต่างราคาและเงินปันผลทบต้น) แต่คุณอาจจะได้น้อยกว่าเพราะดัชนีนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่กองทุนนั้นมี แต่เชื่อไหมครับระยะยาวนั้นผลตอบแทนของดัชนีกลับสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนบริหารหรือแม้กระทั่งผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนเอง ยิ่งระยะเวลานานเท่าไหร่ยิ่งมีกองทุนรวมแบบบริหารน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีและมากกว่าอย่างสม่ำเสมอ ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจึงไม่ใช่ผลตอบแทนของค่าเฉลี่ยแต่กลายเป็นผลตอบแทนที่มากกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นไม่ว่าจะรายย่อยหรือสถาบัน และคุณยังได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอย่างมาก เนื่องจากอย่างที่บอก ว่าปกติกองทุนดัชนีจะลงทุนเต็มอัตราจึงไม่มีผลตอบแทนที่หายไปจากการถือเงินสดไว้ (no cash-drag) ในขณะที่กองทุนแบบบริหารพยายามที่จะจับจังหวะลงทุน พวกเขาจึงต้องถือเงินสดไว้บางส่วนตลอดเวลา ในระยะยาวผลตอบแทนก็จะลดน้อยลงไปอีกจากต้นทุนการถือเงินสด ซึ่งแทบจะไม่มีผลตอบแทนหรือผลตอบแทนน้อยกว่าการถือหุ้น(หรือหลักทรัพย์)อย่างมาก

(3) ความเสี่ยง—Risks

กองทุนดัชนีเป็นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (well-diversified) เนื่องจากปกติดัชนีจะประกอบด้วยหลักทรัพย์จำนวนมาก ทำให้กองทุนลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เช่น อาจจะลงทุนในหุ้น 50-100 ตัว ความเสี่ยงจึงถูกกระจายออกไป ความเสี่ยงเดียวที่จะเหลืออยู่คือความเสี่ยงที่เท่ากับตลาด นั่นคือถ้าดัชนีตกลงมา กองทุนดัชนีของคุณก็จะขาดทุนตามนั้น แต่ความเสี่ยงประเภทถือหลักทรัพย์หรือหุ้นไม่กี่ตัวแล้วมันมีปัญหาจนกระทบเงินทั้งหมดอย่างหนักจะไม่เกิดขึ้นเพราะแต่ละตัวจะมีน้ำหนักลงทุนไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งพอร์ตกองทุนรวม

ความเสี่ยงอีกอย่างที่กองทุนดัชนีกำจัดทิ้งได้ คือ Management-Risk จะไม่มีการเปลี่ยนนโยบายลงทุน เปลี่ยนผู้จัดการกองทุน หรือฝีมือของกองทุนหดหายลงด้วยสาเหตุใด เพราะกองทุนดัชนีมีโนบายลงทุนคงที่ตลอดเวลา (consistent strategy) มันต้องเลียนแบบดัชนีไปเรื่อยๆครับ หมดปัญหาความเสี่ยงว่าวันดีคืนดีกองทุนจะเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์อื่นลงทุนหรือความไม่เสถียรจากฝีมือใดๆ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเสี่ยง — ความเสี่ยง (risks)

(4) เวลา—Time

อันนี้เป็นการผสานกันของข้อดีข้างบนจนได้ตัวนี้ครับ เนื่องจากกองทุนดัชนีมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำทำให้ผลตอบแทนในอนาคตหลังหักค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น และจากงานวิจัยจำนวนมาก ก็พบว่าผลตอบแทนของพวกมันมากกว่ากองทุนแบบบริหารทั้งหลาย อีกทั้งนโยบายการลงทุนก็คงที่ ทำให้มันเหมาะอย่างมากที่จะลงทุนระยะยาวโดยได้รับผลตอบแทนทบต้นตามที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์ดังกล่าว คุณจึงสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการลงทุนเป็นแกนหลักของพอร์ตลงทุนระยะยาว (Core; Long-Term investment)

เนื่องจากมันเลียนแบบดัชนี คุณจึงไม่มีภาระหน้าที่หรือต้องใช้เวลามากมานั่งติดตามว่ากองทุนจะลงทุนอะไร กองทุนจะไปทำอะไรแปลกๆหรือเปล่า อีกทั้งการติดตามก็ทำได้ง่าย เพราะมันเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด ถ้าสมมติตลาดหุ้นตกหนัก คุณอนุมานได้เลยว่ากองทุนของคุณต้องตกลงมาพอกัน ก็สามารถลงทุนเพิ่มได้ และรูปแบบของกองทุนดัชนีก็เป็นการลงทุนที่ “เรียบง่าย” คุณจึงสามารถนำเวลาอันมีค่าไปทำอย่างอื่นที่สำคัญในชีวิตได้โดยไม่ต้องมานั่งติดตามอะไรมันมาก แค่ทำตามวินัยและอดทนตามแผนลงทุนที่กำหนดไว้พอ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยใช้กองทุนดัชนีกับทุกสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่น กองทุนดัชนีหุ้น, กองทุนดัชนีตราสารหนี้ โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงจากการหักเหผลตอบแทน(เพราะไม่ใช่กองทุนบริหารที่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือ) ดังนั้นคุณสามารถสร้างตะกร้าลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแท้ๆ(รวมถึงความเสี่ยงด้วย) จากการผสมกันของทรัพย์สินต่างๆอย่างใกล้เคียงที่สุดครับ


ข้อเสียของกองทุนดัชนี

กองทุนดัชนีมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ข้อด้อยครับ คือ อย่างแรก “มันน่าเบื่อ” คุณจะไปพูดคุยความหวือหวาไม่ได้เลย เพราะมันก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของผลตอบแทนหุ้นครับ, ไม่มีการลงทุนร้อนแรง (แต่ระยะยาวพวกนี้กลับเป็นข้อดีนะครับ) และคุณจะไม่สามารถอ้างได้ว่าได้ถือกองทุนที่ผลตอบแทนดีเยี่ยมที่สุด เพราะทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนร้อนแรงหรือกองทุนดาวรุ่งที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติครับ แต่การจะหาว่าใครจะชนะกองทุนดัชนีในอีก 20-40 ปีข้างหน้า คุณจะตอบไม่ได้เลย มันจึงเป็นความฉูดฉาดในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะในโลกของกองทุนรวมนั้นการพยายามหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดมักจะนำไปสู่ผลตอบแทนต่ำๆในอนาคตครับ (Searching for superior active funds is an inferior strategy.—Richard A. Ferri)

ข้อเสียต่อมาคือ เนื่องจากมันถือสินทรัพย์ตลอดเวลา เวลาดัชนีดังกล่าวตกหรือร่วงแรงมันก็จะตกลงมาด้วยพอๆกัน จึงไม่เหมือนกองทุนแบบบริหารที่อาจจะถือเงินสดลดแรงกระแทกได้ แต่จะบอกว่าในระยะยาวกลยุทธ์ถือเงินสดของกองทุนดังว่านั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงๆในระยะยาวได้หรอกครับ เพราะพวกเขามักจะจับจังหวะช้าไปหนึ่งจังหวะ มันเหมือนการทอยเหรียญ คุณต้องถือเงินสดคือทายถูกว่าตลาดหุ้นจะร่วงไปอีก และคุณต้องทายถูกอีกรอบว่าคุณจะต้องกลับมาซื้อตอนไหน เพราะถ้าตลาดฟื้นขึ้นมา แล้วกองทุนบริหารไม่มีหุ้น ผลตอบแทนก็จะถูกหักล้างและน้อยลงไปเอง (ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศรวมถึงจากในอดีตของไทย ปกติพวกเขาก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว)


สำหรับนักลงทุนทั่วไปนั้น กองทุนดัชนีค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่ดีลำดับต้นๆในการลงทุนแล้วครับ Warren Buffett ซึ่งเป็นนักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้แนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ระยะยาวการลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนมากกว่านักลงทุนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยด้วยกันหรือแม้กระทั่งมากกว่านักลงทุนสถาบันผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายครับ

“Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง