Becoming Warren Buffett

ก่อนหน้านี้ผมได้ดูสารคดีของ HBO ที่ชื่อ “Becoming Warren Buffett” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของนักลงทุนในตำนานของโลก คือ Warren Buffett (วอร์เรน บัฟเฟตต์) เลยอยากจะเขียนข้อคิดที่น่าสนใจเก็บไว้ครับ เพราะต้องถือว่าบัฟเฟตต์เป็นต้นแบบและผู้ให้ความรู้แก่ผมมาตั้งแต่เริ่มลงทุน ผมได้ซึบซัมหลักคิด วิธีการใช้ชีวิต ทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุนจากเขามากที่สุด และนำมาใช้ปฏิบัติในหลายด้านจนทุกวันนี้

I. ด้านการลงทุน

(1) หุ้นไม่รู้หรอกว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับมัน

เมื่อหุ้นไม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับมันและหุ้นก็ไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นเจ้าของมัน เพราะฉะนั้นอย่าใช้อารมณ์กับการลงทุน มันจะทำให้ผลลัพธ์จากการลงทุนไม่ดี ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอารมณ์กับการลงทุนมักจะเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เกิดจากความกลัวและความโลภ วิธีหนึ่งที่จะตัดปัญหาเรื่องอารมณ์ทิ้งไปก็คือ การใช้วินัย เช่น ใช้วิธีลงทุนแบบประจำ (DCA) ในการลงทุน

เมื่อใช้วินัยและความอดทนในการลงทุนระยะยาวแล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนย่อมมีสูงขึ้น ในทางกลับกัน การลงทุนระยะสั้นหรือการพยายามจับจังหวะเก็งกำไร ซื้อขายบ่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในการใช้อารมณ์กับการลงทุน เมื่ออารมณ์ได้เข้าครอบงำ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลก็จะหายไป เพราะนักลงทุนจะถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าทำให้ตัดสินใจลงทุนแบบผิดพลาดได้

บัฟเฟตต์จะใช้แนวคิดนี้กับการถือหุ้นรายบริษัทเป็นหลัก คือ ตัวบริษัทหรือตัวหุ้นนั้น มันไม่รู้ว่าใครถือครองมันครบ มันโตไปตามธุรกิจของมัน นักลงทุนบางคนมีอคติบางอย่างในการลงทุน เมื่อลงทุนไปแล้วจะรักหุ้นมาก แม้ผลประกอบการหรือโมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนไปหรือบริษัทไม่สามารถทำกำไรและแข่งขันได้ในตลาด นักลงทุนก็จะยังหน้ามืดถือมันอยู่ ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับนักลงทุนที่ถือกองทุนที่ไม่ดี คนเหล่านั้นมักจะไม่ยอมขายกองทุนที่ตนลงทุนผิดพลาดทิ้ง ยิ่งเป็นกองทุนที่ขาดทุนยิ่งไม่ยอมขาย อาจเรียกว่าเป็นการตัดกับดักอคติกลัวการสูญเสียอีกเด้งหนึ่งด้วย (Loss Aversion)

(2) สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำเงินคือ “เวลา”

คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดมาก แต่คุณจะต้องใจเย็น ๆ ในการลงทุนนั้นจะต้องใช้เวลา ต้องย้ำเสมอว่าคนทั่วไปควรรีบที่จะลงทุน โดยเฉพาะคนที่อายุน้อย ๆ อย่าหมิ่นเงินน้อย ลงทุนเดือนละ 500 หรือ 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนก่อนเพื่อฝึกวินัยและนำตัวเองไปสู่การฝึกฝนลงทุนในแนวทางที่ถูกต้อง การลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้คุณมีเวลาพอที่เงินจะเติบโตทบต้นนานขึ้น ยิ่งลงทุนได้ไวเท่าไหร่ เงินก้อนสุดท้ายในอนาคตยิ่งมีโอกาสทบทวีมหาศาล

ตามกฎ 72 ถ้าคุณทำผลตอบแทนระยะยาวได้ 10% ทบต้นต่อปี การที่ออมเงินได้ไวกว่าคนอื่นที่ลงทุนเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่ลงทุนช้าไปประมาณ 7 ปี คุณจะมีเงินมากกว่าคนนั้นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งเท่าตัวที่ว่าอาจจะหมายถึงเงินหลักล้านหรือร้อยล้านเลยทีเดียว

แม้บริบทหลักของคำพูดนี้จะเข้าใจได้ว่าบัฟเฟตต์หมายความอย่างกว้างโดยเฉพาะการลงทุนหุ้นรายตัว ซึ่งเมื่อผนวกคำสอนที่ว่า เวลาเป็นเพื่อนกับธุรกิจที่ดีแต่เป็นหายนะสำหรับธุรกิจที่แย่ หากแต่ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะหมายความรวมถึงเรื่องของดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เป็นประเด็นสำคัญด้วย

(3) ลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง

นักลงทุนควรลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง (circle of competence) อันนี้สำคัญนะครับ ลงทุนในสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของตัวเอง คือ ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมันจริง ๆ ถ้าเอามาเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมก็คือ คุณควรจะต้องเข้าใจวิธีที่สินทรัพย์ที่ลงทุนของกองทุนนั้นให้ผลตอบแทนคืออะไร แล้วก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องลงทุนเปรอะไปหมด ลงทุนทุกอย่าง ลงทุนกระจายความเสี่ยงแบบเบี้ยหัวแตก ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะต้องมีกองทุนทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งกองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ ทองคำ พันธบัตรขยะ น้ำมัน ฯลฯ

เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ เอาแค่ว่ากองทุนหุ้นทำไมต้องลงทุนระยะยาว และเราจะมีหลักลงทุนอย่างไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนหุ้น แค่นี้ผมว่าก็ครอบคลุมเกือบ 80% ของผลตอบแทนที่เราจะได้รับในอนาคตแล้วครับ


II. การใช้ชีวิต

(1) เขียนภาพชีวิตที่คุณอยากเป็น

บัฟเฟตต์บอกว่า “มันคงจะบ้ามากที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนภาพที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะมอง” เราควรรักในสิ่งที่เราทำและใช้ชีวิตตามความฝันและภาพชีวิตที่คุณวาดไว้ ทำงานที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก ใช้ชีวิตแวดล้อมกับคนที่เราอยากอยู่ด้วย บัฟเฟตต์จะถามว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตกับอะไรที่เราไม่ชอบด้วยล่ะ? แล้วเขายังแนะนำด้วยว่า ถ้าจะคิดจะฝันก็ต้องฝันให้สุด ๆ ไปเลย แล้วลงมือทำซะ

(2) ประเมินตนเอง

ในสารคดีนี้ ชาร์ลี มังเกอร์อธิบายว่า บัฟเฟตต์เป็นคนที่ชอบประเมินตนเองอย่างหนักหน่วง เราควรจะต้องเป็นคนที่ประเมินตนเองในอดีตเพื่อที่จะได้รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรบ้าง การประเมินตนเองทำให้เราต้องประเมินความผิดพลาด ต้องรู้ให้ได้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง เมื่อเรารู้ แก้ไข และหาทางป้องกัน เราจะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต

(3) จงมุ่งเน้น

บัฟเฟตต์บอกว่า “FOCUS” เป็นคำที่แรงมากในชีวิตและตัวของเขา ถ้าเขาสนใจอะไรมาก ๆ เขาจะอ่านมัน จะไปคุยกับคนที่รู้ และพยายามอย่างหนัก (work-hard) เพื่อจะให้รู้เรื่องนั้นให้ดีให้ได้ อย่างเช่นเวลาบัฟเฟตต์จะซื้อบริษัทอะไร บัฟเฟตต์ก็จะอ่านรายงานประจำย้อนหลังไปเยอะมาก แล้วเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ซื้อหุ้นนะครับ เขาทำมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ พอโฟกัสกับการลงทุนอย่างเดียว ทำให้เขารอบรู้เรื่องของธุรกิจต่าง ๆ อย่างมาก เลยทำให้ในช่วงเวลาต่อมาเวลาตัดสินใจทำอะไร บัฟเฟตต์จะทำได้ไว เพราะมีฐานข้อมูลพร้อมตัดสินใจในหัว

นอกจากนี้บัฟเฟตต์ยังแนะนำอีกว่า ถ้าคุณพยายามตีเป็นพันครั้ง คุณจะไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณตีเน้น ๆ ไม่กี่ครั้งคุณจะเปลี่ยนอะไรได้มหาศาล! นอกจากหลักคิดนี้จะใช้ในเรื่องการลงทุนส่วนตัวของบัฟเฟตต์แล้ว เรื่องโฟกัสหรือมุ่งเน้นยังเป็นสิ่งที่ชีวิตของบัฟเฟตต์แสดงให้เห็นว่า คนที่โฟกัสและทุ่มเทในอะไรสักอย่างมาทั้งชีวิต เขามีโอกาสที่จะเป็นตำนานได้เลยทีเดียว

(4) รักการอ่าน

บัฟเฟตต์เป็นคนที่อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 5-6 ชั่วโมง แล้วก็ชอบนั่งเฉย ๆ เพื่อคิด แม้จะดูเสียเวลา แต่บัฟเฟตต์บอกว่ามันมีความสสุขมากที่ได้คิดเรื่องของธุรกิจและการลงทุน เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันจึงถูกใช้ไปในการอ่านและคิด ซึ่งเขาทำแบบนี้มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยแนะนำนักศึกษาว่า ถ้าอยากจะให้ความรู้ทบต้น จงพยายามอ่านให้ได้ทุกวันอย่างน้อย 500 หน้าเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ หนังสือ รายงานประจำปี เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเงิน แล้วต่อไปคุณจะเก่งมาก ๆ

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายแง่คิดที่สำคัญครับแต่ไม่ได้เลือกมาเขียน เช่น การที่ไม่มีหนี้ในชีวิต การมีชื่อเสียงที่ดีจะเป็นประโยชน์มากในชีวิต ฯลฯ แนะนำให้ดูตัวเต็มจะมีประโยชน์มากครับ 😍

หนังสือการลงทุนแนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไป

ในการทำสงครามนั้นแม่ทัพหรือเสนาธิการย่อมมีตำราพิชัยยุทธ์ที่ดีไว้เป็นคู่มือ เช่นเดียวกันกับในการลงทุนหนังสือการลงทุนที่ดีย่อมช่วยเราในการทำความเข้าใจ สร้างกลยุทธ์ และเป็นหลักชัยกำกับการลงทุนที่นำไปสู่ผลสำเร็จในอนาคตของเรา แค่นี้เราก็จะได้คำถามหนึ่งข้อล่ะว่า แล้วเล่มไหนดี?

ในฐานะที่อ่านหนังสือลงทุนมามากระดับหนึ่ง ต้องบอกก่อนว่า หนังสือลงทุนที่ดี ที่เขียนหลักการลงทุนระยะยาวได้ดีเยี่ยม มีหลายเล่มมาก ๆ ครับ แต่ก็เหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัยนั่นล่ะ มันจะมีหนังสือ introduction to การลงทุนเบื้องต้น หนังสือการลงทุนขั้นกลาง ขั้นสูง จนไปถึงตำนาน ซึ่งหนังสือที่ดีมาก ๆ บางเล่ม ถ้าให้มาอ่านแต่แรกก็เป็นลมได้เหมือนกัน

อีกปัญหาหนึ่งคือ การลงทุนมันก็แยกได้เป็นหลายแนว อย่างการลงทุนระยะยาว มันก็จะมีทั้งการลงทุนที่เป็นแบบเชิงรับเป็นหลัก การลงทุนแบบมุ่งเน้น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า รวมไปถึงหนังสือที่เขียนเฉพาะลงทุนในหุ้นรายตัว ลงทุนในกองทุนรวม หรือเขียนผสมกันในเล่มเดียว เราก็จะ โว้ยยย! ต้องอ่านทุกเล่มเลยหรอ

เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าคุณหลงไหลในการลงทุนมาก ๆ การอ่านหลายเล่มย่อมช่วยให้เรามีหลักชัยในการลงทุนที่ดี เพราะจะมองภาพการลงทุนได้กว้างและภาพลึก แต่แน่นอนมันก็มีต้นทุนเวลา จะให้มาอ่านทุกเล่มก็ไม่ใช่

บทความนี้จึงเลือกหนังสือเล่มสำคัญที่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างเงินออมให้เติบโตระยะยาว วางแผนบริหารจัดการเงินเก็บของตัวเอง โดยหน้าที่หลักอยู่ที่การทำงานตามวิชาชีพ หรืออาชีพที่ตนรัก หรือทำตามความฝันอื่น (ที่ไม่ใช่การเป็นนักลงทุนชั้นเซียน) โดยลักษณะจึงเป็นนักลงทุนที่เอาเวลาไปทุ่มเทกับงานหรือพัฒนาตัวเองด้านอื่น แต่แบ่งเงินมาลงทุนด้วยเงินออมบางส่วน และต้องการลงทุนระยะยาว โดยไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยววุ่นวายกับตลาดหุ้นมากนัก ซึ่งด้านล่างนี้ก็จะเป็นหนังสือ 5 เล่มที่คัดมาแนะนำครับ

automa

(1) Automatic Millionaire — แปลไทยในชื่อ “เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ” เขียนโดย David Bach

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีต่อการปูพื้นฐานหลักการลงทุนอย่างมาก ขณะเขียน ก็อยู่ข้างตัวผมเล่มนึง ถ้าใครเป็นเพื่อนกับผมในชีวิตจริง ผมมักจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ ซึ่งสิ่งที่ดีมาก ๆ ของหนังสือเล่มนี้ คือมันจะบอกคุณว่า (i) คุณควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (ii) คุณต้องออมเงินเพื่ออนาคต (iii) การออมเงินนั้นควรออมแบบจ่ายให้ตัวเองก่อน – Pay yourself first! และ (iv) ทำการออมนั้นให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งทั้งสี่ข้อนี้คือหลักการลงทุนที่สำคัญมากกกกกกกกกก (ก.ไก่ ล้านตัว)

ก่อนจะไปสู่แนวทางลงทุนใด ๆ คุณต้องได้หลัก 4 ข้อนี้ก่อน เพราะต่อให้มีวิธีลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงขนาดไหน ถ้าไม่มีเงินเก็บมาลงทุนคุณก็จบ! หนังสือเล่มนี้สำคัญในแง่ของการปูพื้นฐานเรื่อง “การออม” มันจะสอนให้คุณ ออมเงินให้ตัวเองก่อนแบบอัตโนมัติ บทที่สำคัญคือบทที่ 1-5 ของเล่ม ซึ่งอ่านทวนได้เรื่อย ๆ เลยครับ

จัดทัพลงทุนรวยอัตโนมัติ

(2) จัดทัพลงทุน ตอน รวยอัตโนมัติ — เขียนโดย ดร.สมจินต์ สอนไพศาล

เล่มนี้หายากหน่อย เป็นหนังสือที่คล้ายคลึงกับเล่มข้างบน สรุปหลักการออมเงินเบื้องต้น แต่เสริมด้วยหลักการลงทุนในกองทุนรวม และการจัดพอร์ตลงทุน รวมไปถึงแนวทางการแบ่งสินทรัพย์ลงทุน เล่ม Automatic Millionaire คือเน้นเรื่องการออมเงิน (Saving) ในขณะที่เล่มนี้เน้นเรื่องลงทุน (investing)

ถ้าอ่านคู่กันสองเล่มเราก็จะเข้าใจหลักการออมเงินที่ดีจากเล่มข้างบน แล้วก็ได้หลักการลงทุนที่ดีจากเล่มนี้ เขียนอ่านง่ายครับ แนะนำเลย เวลาเจอที่ร้านหนังสือ ผมชอบซื้อติดมือเป็นประจำ เอาไว้ฝากเป็นของขวัญให้เพื่อน

RandomWalk_Cover2

(3) A Random Walk Down Wall Street — แปลไทยในชื่อ “เดินสุ่มในวอลสตรีท” เขียนโดย Burton G. Malkiel

นี่คือหนังสือในตำนานแห่งวงการลงทุนของโลก นักศึกษา MBA ในโรงเรียนธุรกิจดังของโลก ล้วนต้องอ่าน ผมว่านักลงทุนไม่ว่าจะใช้วิธีลงทุนแนวไหน ก็ควรจะต้องอ่านเล่มนี้ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ  มือใหม่อ่านอาจจะยากหน่อย เพราะเป็นหนังสือลงทุนขั้นกลาง-สูง เนื่องจากใช้ศัพท์การเงินระดับหนึ่ง

คำแนะนำผมคือ พลิกไปอ่านส่วนที่ 4 ก่อน สำหรับนักลงทุนทั่วไป ส่วนที่ 4 นี่ครอบคลุมการวางแผนจัดพอร์ตลงทุนเกือบครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่การออมเงินเบื้องต้น ไปจนถึงจะลงทุนในกองทุนรวมอย่างไร ผมว่าเขาเขียนได้ดีมาก และส่วนตัวคิดว่าเป็นแนวทางลงทุนระยะยาวที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ผมชอบหยิบมาอ่านซ้ำ ๆ ย้ำใส่หัวให้แม่น เป็นเล่ม Must Have! เล่มหนึ่งเลยครับ

การซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างยิ่ง (พออ่านส่วน 4 ครบค่อยไล่มาย้อนอ่านตั้งแต่ส่วนที่ 1 ก็ได้ครับ) เป็นหนังสือลงทุนที่ตั้งคำถามกับแนวทางลงทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะสายเทคนิคหรือสายปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้งในเล่มยังเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความบ้าคลั่งของตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่า การจะประสบความสำเร็จในการลงทุน เราต้องอาศัยการควบคุมทางอารมณ์ที่ดี ความมีวินัย และความอดทนอย่างยิ่ง

comonsense

(4)  The Little Book of Common Sense Investing — เขียนโดย John C. Bogle

เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทย นักลงทุนท่านใดที่พอจะอ่านภาษาอังกฤษได้ ผมแนะนำเล่มนี้ด้วย เพราะท่านจะได้หลักการลงทุนที่ดี ที่ชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวัน เล่มนี้เขียนโดย John C. Bogle บุคคลในตำนานผู้สร้างกองทุนดัชนี (index funds) ให้เติบโตมาจนทุกวันนี้

เล่มนี้มีหลักการทุกอย่างของการลงทุน เน้นหนักไปที่เรื่องการลงทุนระยะยาวในกองทุนรวม ในเล่มจะมีทั้งการเขียนเชิงแนะนำว่า ทำไมถึงควรลงทุนระยะยาวในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มีตัวอย่างประกอบว่า ถ้าท่านหลงไปหลงทุนในกองทุนแบบ active funds ท่านจะเจออะไรบ้าง รวมไปถึงการเขียนอธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจผิดต่าง ๆ ของนักลงทุน เป็นหนังสือที่ผมชอบมาก ๆ เลยครับ

สรุปให้ 3 คำว่า “ควรอ่าน อ่าน และก็อ่าน” 

tharv

(5)  Secrets of the Millionaire Mind — แปลไทยชื่อ “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” เขียนโดย T. Harv Eker

เล่มนี้ปิดท้าย ซึ่งไม่ได้สอนหลักการลงทุนอะไร แต่ผมว่ามันก็สำคัญ เพราะการลงทุนกับทัศนคติการใช้ชีวิตมันไปด้วยกัน เราจะลงทุนได้ดี เราต้องมี mind set หรือกลุ่มชุดทัศนคติกำกับที่สอดรับไปด้วย หนังสือของ Eker จะอธิบายถึงกระบวนการคิดภายในของแต่ละคน และนำไปสู่เหตุผลว่าทำไมถึงมีคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินน้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะ “วิธีคิด” ของพวกเขาครับ วิธีคิดที่พวกเขาใช้กับการมองเงิน การมองความมั่งคั่ง การตัดสินใจดำเนินชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของชีวิตเขาทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้ผมว่ามันจะช่วยให้เราเข้าใจตรงนี้ได้ดีขึ้น เพราะจากการสังเกตของผม แม้จะได้หลักการลงทุนที่ถูกต้องไป แต่คนกลุ่มหนึ่งก็ไม่สามารถลงทุนไปตามนั้นได้ เพราะขาด mind set กำกับการลงทุนคู่ไปด้วย คือ ถ้าไม่มี เขาก็จะตั้งคำถามอยู่ดีว่า จะต้องลงทุนไปทำไม? หรือแม้จะรู้เรื่องลงทุนดีแล้ว พวกเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการลงทุน

ตัวอย่างประจักษ์คือ คนที่เรียนหรือทำงานเกี่ยวกับการเงิน ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในการเงินการลงทุน แม้พวกเขาจะเข้าใจทฤษฎีและวิชาการเงินก็ตาม ส่วนหนึ่งผมคิดว่า เป็นเพราะพวกเขาขาดทัศนคติที่ดีทางการเงินครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย จะได้มีแนวคิดที่ครบครันระดับหนึ่งครับ

ถ้านักลงทุนมีเวลา ผมก็อยากจะให้อ่านทั้ง 5 เล่มนี้ให้ครบครับ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวนักลงทุนเอง การลงทุนในความรู้สำคัญที่สุด เพราะความไม่รู้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการลงทุนระยะยาว ก่อนจะลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ โปรดลงทุนในความรู้ก่อน เพราะนั่นคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต ซึ่งก็คือ “ตัวเราเอง” ครับ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ กองทุนดัชนี : ข้อคิดจากรายงานผู้ถือหุ้น – 2017

ผมได้อ่านรายงานที่ Warren Buffett เขียนถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2017 (งบปี 2016) ของ Berkshire Hathaway ปีนี้เขาอุทิศเกือบ 5 หน้าวิพากษ์อุตสาหกรรมการเงิน โดยเฉพาะเหล่ากองทุนรวมทั้งหลายที่คิดค่าใช้จ่ายสูง ๆ โดยเริ่มเล่าจาก เกมเดิมพันการกุศลที่เริ่มขึ้นในปี 2008 โดยบัฟเฟตต์เชื่อมั่นว่า พวกผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่ใช้วิธีการลงทุนเชิงรุก เช่น กองทุนแบบบริหาร (active funds) ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมมหาศาล (the massive fees levied by a variety of “helpers”) จะสร้างผลตอบแทนที่แย่มาก ๆ ให้กับนักลงทุนที่เป็นลูกค้า และทำผลตอบแทนได้แพ้กองทุนดัชนีที่คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (low-cost index fund)

โดยบัฟเฟตต์ได้ผู้ท้าชนรับคำท้าเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge funds) ที่ชื่อ Protégé ซึ่งใช้วิธีลงทุนแบบ funds-of-funds โดยเลือกลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่เป็น funds-of-funds เป็นจำนวน 5 กอง โดย Protégé คัดเลือกลงทุนในกองทุน 5 กอง ซึ่งกองทุนเหล่านั้นลงทุนแบบ funds-of-funds ก็จะไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ อีกหลายกองเพื่อลงทุนต่ออีกที ลองนึกภาพ funds-of-funds ก็คือ การที่เราเอาเงินไปลงทุนในกองทุน A แล้วกองทุน A ก็เอาเงินเราไปเลือกลงทุนในกองทุนที่เขาคิดว่าจะให้ผลตอบแทนดี อาจจะแบ่งไปลงทุนในกองทุน B C E F G… ส่วนบัฟเฟตต์เลือกลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 Index ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ แค่ 0.05-0.10% ต่อปี

เวลาผ่านไปเป็นเวลา 9 ปี (2008-2016) กองทุนดัชนี S&P500 ของบัฟเฟตต์ทำเงินเติบโตได้ถึง 85.4% ชนะกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ Protégé เลือกหมดเลย โดยผลตอบแทนของกองทุนดัชนีที่ 85.4% เป็นตัวเลขที่สูงกว่ากองทุนที่ Protégé เลือก ซึ่งกองทุนเหล่านั้นได้ผลตอบแทนแค่ 62.8, 28.3, 8.7, 7.5 และ 8.7% เท่านั้นเอง ทำให้เงิน $1,000,000 ที่ลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นให้ผลตอบแทนทบต้นที่ 2.2% ต่อปี หรือเงินจะเพิ่มขึ้นมาประมาณ $220,000 แต่ในขณะเดียวกัน เงินที่ลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินถึง $854,000

บัฟเฟตต์ให้ข้อสังเกตว่า กองทุนเหล่านี้อาจจะมีผู้จัดการกองทุนที่เก่งและมีความสามารถ หากแต่ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล (huge fees) จะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจนหมด ลงเอยด้วยการที่ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้รวยมาก แต่นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ห่วยมาก

บัฟเฟตต์ให้ลองนึกภาพ ตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนฉลาด ๆ เก่ง ๆ เต็มไปหมด เป็นนักลงทุนเชิงรุก (active investors) ในขณะที่จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มเป็นนักลงทุนเชิงรับ (passive investors) ซึ่งนักลงทุนกลุ่มแรกจะมีมากกว่า นักลงทุนกลุ่มหลังมีน้อยกว่าและหวังผลตอบแทนแค่เพียงค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ผลลัพธ์โดยรวมของนักลงทุนเชิงรุกย่อมถูกค่าใช้จ่ายกัดกิน จนได้ผลตอบแทนต่ำกว่านักลงทุนเชิงรับ ฝีมือของนักลงทุนเชิงรุกไม่สามารถก้าวข้ามค่าใช้จ่ายไปได้

เพราะฉะนั้น บัฟเฟตต์จึงแนะนำว่า นักลงทุนโดยทั่วไปจะทำผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นได้ดีกว่ามาก ถ้าลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทนที่จะไปลงทุนในกองทุนเชิงรุก โดยเฉพาะกองทุนแบบ funds of funds ซึ่งบัฟเฟตต์เชื่อว่า กลุ่มของนักลงทุนที่ไม่ทำอะไรเลย (do-nothing investors — คือลงทุนในกองทุนดัชนีแล้วถือไปเรื่อย ๆ) จะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ มีย่อหน้าหนึ่งที่น่าสนใจคือ บัฟเฟตต์อธิบายเพิ่มให้ว่า แน่ล่ะ มันต้องมีนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้วในระยะยาว แต่บัฟเฟตต์ระบุได้ประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้นที่จะมีความสามารถแบบนี้ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทั้งรายใหญ่รายเล็กควรยึดอยู่กับการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (“Both large and small investors should stick with low-cost index fund”)

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังได้เล่าเรื่องน่าสนใจให้ฟังอีกว่า หลายต่อหลายปี เขาจะถูกถามจากคนอื่น ๆ เรื่องวิธีลงทุน ซึ่ง บัฟเฟตต์จะแนะนำเป็นประจำว่า ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (เขายกตัวอย่าง กองทุนดัชนี S&P500 Index) ซึ่งก็มีบางคนเชื่อตามคำแนะนำนี้ หากแต่ไม่มีนักลงทุนประเภทที่รวยมาก ๆ เช่น นักลงทุนรายบุคคลที่มีเงินลงทุนเยอะ ๆ นักลงทุนสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ ที่เลือกจะทำตามคำแนะนำของเขา พวกเขาจะบอกว่า ขอบคุณ แล้วก็เดินตามเสียงเพรียกมรณะไป (บัฟเฟตต์เปรียบกับ siren song ของนางเงือก)

เสียงเรียกที่ Buffett เรียกว่าเสียงเพรียกมรณะนั้นมาจากเสียงของค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือในหลายครั้งก็คือการเรียกหาผู้แนะนำการลงทุนที่ขยันให้คำแนะนำแก่เราว่าจงซื้อ ๆ ขาย ๆ กองทุนรัว ๆ (hyper-helper consultant) โดยคำแนะนำจะมาในรูปของการลงทุนแบบแฟชั่น หาสไตล์จับจังหวะลงทุน หาคำทำนายหรือแนวโน้มเศรษฐกิจ มาให้เราซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นไปมา

เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า นักลงทุนเหล่านี้มีเงินลงทุนจำนวนมาก เป็น the financial “elites” อยากได้บริการการลงทุนหรือคำแนะนำซื้อขายที่มันดูหรูหราพิเศษ ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่คำกล่าวที่ว่า

“เมื่อคนที่มีเงิน ได้เจอคนที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ คนที่มีประสบการณ์จะจบลงด้วยการได้เงินไป ส่วนคนที่มีเงินจะต้องเสียเงินไปและได้รับประสบการณ์ (แย่ ๆ) กลับมาแทน”

โดยสรุป คำแนะนำสุดท้ายของบัฟเฟตต์ได้เตือนให้เราระวัง 4 ตัวอักษร คือ -fees- (ถ้าเป็นภาษาไทยก็อาจจะเป็น 3 คำ คือ -ค่าใช้จ่าย- หรือ – ค่าธรรมเนียม- ที่ต้องระวังให้ดีก็เพราะว่า

“ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล”

Poor investment performance accompanied by huge fees. —Warren Buffett

นักลงทุนอาจจะสงสัยว่าแล้ว กองทุนที่ลงทุนในกองทุนอื่น ๆ หลายกอง (funds of funds) ในประเทศไทยมีไหม ตอบเลยครับว่า มี! แล้วก็ลักษณะคล้าย ๆ กันนี่ล่ะ คือ กองทุนพวกนี้จะเอาเงินไปลงทุนในกองทุนอื่นอีกหลาย ๆ กอง ที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุนประเภทที่เอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศครับ ซึ่งอย่างบางกองทุนก็เอาเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศหลาย ๆ กอง โดยพวกเขาก็จะโปรยคำเชื่อมั่นว่า พวกเขามีความสามารถในการ “คัด” และสามารถ “เลือก” กองทุนที่เป็นผู้ชนะ หรือสามารถ “สลับ-สับ-เปลี่ยน” ไปยังกองทุนอื่น ๆ ที่มีความสามารถดีกว่าได้ และสามารถ “จับจังหวะ” ลงทุนได้ด้วย

กองทุนพวกนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ และเป็นค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน เช่น คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี (annual management fees) ให้กับกองทุนแม่ในไทย สมมติปีละ 1.5% บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมแล้วอาจจะตก 2% ต่อปี แล้วยังต้องไปเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บจากกองทุนที่กองทุนแม่ในไทยไปลงทุนอีก สมมติอีก 2% เท่ากับว่า นักลงทุนเสียค่าใช้จ่าย หรือในมุมกลับ เสียเงินเสียผลตอบแทนไปแล้ว 4% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายระดับนี้ นักลงทุนหวังผลตอบแทนสูง ๆ แบบชนะตลาดหุ้นหรือดัชนีชี้วัดยากครับ เอาแค่ไม่ให้ผลตอบแทนแพ้ตลาดแบบหลุดรุ่ยก็น่าจะต้องเชียร์จนหืดจับแล้ว


บทความแนะนำ

(1) กองทุนดัชนี (index funds)

(2) รวมคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนดัชนี

(3) กองทุนดัชนีในประเทศไทย

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนของหุ้น

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของหุ้น คุณเชื่อหรือไม่?

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี

หากแต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 (หรือช่วง พ.ศ. 2518-2544) ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนตลาดหุ้น

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 42 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง?

และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของ ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.33% ต่อปีด้วย (หากคิดปัดเต็มเป็น 42 ปี) แต่หากคิดปี 1975 ซึ่งมีแค่ช่วง 30/04/75 ถึงสิ้นปีก็จะได้ผลตอบแทนที่ประมาณ 11.4% ต่อปีครับ

ประเด็นความคิดเรื่อง เงินปันผล

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี โปรดขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ

(2) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม[1. มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วนั้น เงินปันผลเป็นสัดส่วนใหญ่และสำคัญที่สุดของผลตอบแทนตลาดหุ้น ช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ ซึ่งความสำคัญของเงินปันผลยังรวมไปกรณีของหุ้นรายตัวด้วยเช่นกัน เพราะเงินปันผลทบต้นส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย อาทิ หุ้นบริษัท Phillip Morris, Exxon Mobil]

(3) เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ > ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

(4) จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ อย่างกรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว

(5) เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่าตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ และลงทุนโดยให้อยู่ในลักษณะของการ re-invest นำเงินปันผลมาลงทุนทบต้นตลอดเวลาครับ สู้ ๆ

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี แต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 ไป ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 41 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง? และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1,542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9,065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น

เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของตลาดหุ้น ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.62% ต่อปี !!!!!!!!!


ทั้งหมดนี้ บอกเราได้ว่า

  1. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี (ขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ)
  2. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม¹
  3. เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ (ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”)
  4. จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ (กรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง) ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว
  5. เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่า ตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน (เพราะดัชนียังไม่ทะลุจุดสูงสุดเดิม – 1,753 จุด) แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ สู้ ๆ



¹
มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วเงินปันผลเป็นผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่สำคัญของตลาดหุ้น รวมไปถึงหุ้นรายตัวด้วย เช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel (กรณีของหุ้นรายตัวก็เช่นกัน เงินปันผลทบต้นยังส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย เช่น กรณีของ Phillip Morris, Exxon Mobil) หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ

Facebook : Bear Investor