P/E, P/BV, DIV Yield ตลาดหุ้นไทยย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี, ปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง P/E, P/B, Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

  • P/E (Price/Earning) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าวๆคือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า แนะนำให้อ่านบทความเก่าจะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี 
  • P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ(หรือก็คืออัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)” ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อยๆครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียวเพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง (มองให้ลึกไปอีก ROE—Return on Equity อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value = 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE นั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ก็จะลดจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อยๆ)
  • Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทั้ง SET วันนี้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)

ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E, P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมากคือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ


(1) P/E

PE-1975-2015

P/E นี่ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ ช่วงแดงๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่าแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1,500-1,700 จุด) และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณสองสามร้อยจุดแทน, อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1,650 จุด (P/E ประมาณ 20) และก็ตกหนักอีกรอบครับ ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมากๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่าโดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้นตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริงๆคือช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (ก่อนปี 1997) และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย (ตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1,650 จุด) ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจคือ ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งครับ แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลังๆ 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


จริงๆมันอาจจะบ่งบอกได้ระดับหนึ่งนะครับว่าในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B, Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราควรใช้ยิ่งอนุรักษ์นิยมก็จะดูปลอดภัยกว่ามาก ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E—12.5, P/B—1.84, Dividend Yield —3.37%

สรุป

ลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E 21.84, P/B1.85, Dividend Yield3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่านักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

  1. นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน
  2. นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อยๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูกๆเพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป (บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี) เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด เพราะคำถามคือถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร? หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนตรงนี้สูงไปครับ มีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อยๆดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อยๆ
  3. คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป แต่สำหรับท่านที่ยืดหยุ่นแบบบวกลบสัดส่วนได้นิดหน่อย เช่น ลงทุนแบบโปรเจกต์ B —Project “B” : Earning Yield Gap Asset Allocation 70/30 อันนี้ก็สามารถนำไปคำนวณสัดส่วนลงทุนได้ครับผม

“The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” — John Maynard Keynes

ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน สนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลักครับผม

ออมเงิน เก็บเงิน ลงทุน เท่าไหร่ของรายได้ดี?

ออมเงิน เท่าไหร่ดี?

หลาย ๆ ท่านอาจจะมีคำถาม เราควรจะ ออมเงิน ไปลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้กันดี? จริง ๆ ตัวเลขนี้ไม่มีลิมิตหรือข้อจำกัดเลยครับ เราอยากบรรลุเป้าหมายทางการเงินไวขนาดไหน จงออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออมให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย (ออมก่อนรวยกว่าและออมมากกว่าย่อมรวยมากกว่า)

หากแต่ปัญหาที่แท้จริงก็ก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย หลาย ๆ คนมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก เงินเดือนหรือรายได้ที่เข้ามาก็มีท่อไหลออกเหมือนกัน บางทีเงินเดือนยังไม่มา ก็ตั้งงบรอพร้อมออกแล้ว ทว่าอย่างน้อยต่อให้ค่าใช้จ่ายเยอะขนาดไหน ขั้นต่ำสุดจริง ๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรออมเงินไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้ครับ ต่อให้มีภาระแค่ไหนก็ตาม เราควรมีส่วนหนึ่งของเงินที่จ่ายออกไปเพื่อออมให้กับอนาคตของตัวเราเอง

ถ้าไม่มีเงินออมเลย เราควรจะตั้งคำถามได้แล้วว่า นี่เราเกิดมาเพื่อทำงานหารายได้ไปจ่ายภาษี จ่ายร้านอาหาร จ่ายบริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ แต่จะไม่จ่ายให้ตัวเองหน่อยเลยหรือ?

I. ตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ ออมเงิน

การหักมาออม 10% ของรายได้ เอาจริง ๆ ถือว่ายังน้อยไปมากนะครับ เงินเท่านี้ทำให้เราในอนาคตพอจะมีเงินโตขึ้นบ้าง แต่ฐานะคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรไปมาก การจะขยับฐานะหรือทำให้อนาคตมีความมั่งคั่งสูง คุณจะต้อง ออมเงิน มากกว่านั้น ซึ่งผมได้รวบรวมตัวเลขจากแหล่งต่าง ๆ มาให้ดูครับ

(1) โดยภาพรวมจะเห็นว่า ครัวเรือนไทยออมเงินเฉลี่ยประมาณ 8% ของรายได้รวม เงินออมเฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 9,000 บาท (หรือตก 750 บาทต่อเดือน) อ้างอิงข่าวจาก thaipublica อันนี้ตกใจตัวเลขครับ หรือจริง ๆ แล้วมันจะอนุมานได้ว่า คนส่วนใหญ่มีเงินแหล่งสุดท้ายแค่ประกันสังคม เพราะจำนวน 750 นี้ดันไปเท่ากับประกันสังคมที่ถูกหักในแต่ละเดือน มองในแง่ค่าเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่ไม่มีการออมเพิ่มรึเปล่าครับ อันนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

(2) หนังสือ The Millionaire Next Door ได้สำรวจพบว่า เศรษฐีเงินล้านในสหรัฐอเมริกาที่รวยมาจากการสร้างฐานะด้วยตัวเองปกติจะออมเงินในระดับ 15% ของรายได้ขึ้นไป เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ ควรจะเป็นมาตรฐานครับว่า คุณควรจะออมเงินไม่ต่ำกว่า 15% เพื่อสร้างฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต

(3) David Bach ผู้เขียนหนังสือ The Automatic Millionaire แนะนำว่า เนื่องจากในหนึ่งวันคุณจะทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณควรออมเงินอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงของการทำงาน ดังนั้น คุณจึงควรออมเงินอย่างน้อย 12.5 – 25% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่า คุณมาทำงานควรจะแบ่งรายได้จากชั่วโมงการทำงานให้กับอนาคตตัวเอง ด้วยการเอาไปลงทุน ซึ่งหักมา 2 ชั่วโมงต่อวันก็เท่ากับหักรายได้ตอนเช้าหนึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายอีกหนึ่งชั่วโมงมาจ่ายให้ตัวเองครับ

(4) ถ้าอยากบรรลุเป้าหมายไว ๆ ให้ออมมากกว่าคนทั่วไป เช่น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมเคยอ่านหนังสือของท่าน ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานก็ตั้งเป้าออมเงินอย่างน้อย 4 บาทจากรายได้ 10 บาท (ออม 40% ของรายได้) หรือประวัติของ Rockefeller มหาเศรษฐีในตำนานของอเมริกา สำหรับรายนั้น ทุกเหรียญที่หาได้เขาจะออมถึงครึ่งหนึ่ง — 50% ของรายได้

อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าการออมที่มากขึ้นนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินหรือมีอิสรภาพทางการเงินที่ไวขึ้น ถ้าไม่ลำบากจึงต้องพยายามออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และออมให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตครับ ที่สำคัญสุดก็คือ ผลตอบแทนทั้งหลายไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ทบต้นก็ตาม มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าท่านไม่มีเงินออมมาลงทุน เงินออมจึงสำคัญมาก ๆ

อย่าติดกับดักของคนส่วนใหญ่ที่ถือคติว่า รายได้มากขึ้นเท่ากับรวยมากขึ้น เพราะโดยปกติรายได้ที่มากขึ้น ถ้าคุณไม่เคยออมเลย รายจ่ายคุณก็จะมากขึ้น และคุณก็จะไม่รวยขึ้นสักที ความรวยที่แท้จริงคือความมั่งคั่งในรูปของสินทรัพย์ทางการเงินครับ (accumulate wealth, not high salary)

II. ตัวอย่างของการจัดการเงินออม 

ขั้นตอนต่อไป ถ้าเราได้ตัวเลขที่อยากออมแล้ว สมมติเอาตามตัวเลขของเดวิด บาค — 25% ของรายได้รวมหรือหาได้เท่าไหร่เก็บหนึ่งส่วนจากสี่ส่วน เรามาดูแผนลงทุนด้วยการดูเครื่องมือลงทุนต่าง ๆ กันครับ

(ก) คนที่ทำงานราชการต้องเข้าออมเงินเข้า กบข. ขั้นต่ำน่าจะถูกหักเงินไป 3% ส่วนคนที่ทำงานบริษัทเอกชนที่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) น่าจะถูกหักเงินกันโดยเฉลี่ย 5% แต่สูงสุดที่จะออมในเครื่องมือเหล่านี้ได้คือ 15%

(ข) นอกจาก กบข. กับ PVD แล้ว เรายังสามารถออมคู่ไปกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้อีก รวมกันแล้วไม่เกิน 15% หรือไม่เกิน 500,000 บาท

(ค) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้สูงสุดอีก 15% ของเงินได้

(ง) ออมในกองทุนรวมธรรมดา อันนี้ไม่มีข้อจำกัดตัวเงินสูงสุดและเงื่อนไขที่จะลงทุน เอาตามศักยภาพที่เราตั้งใจจะออมและลงทุนได้เลย

(จ) ออมผ่านการลงทุนอื่น เช่น ซื้อหุ้นเพิ่ม คอนโดมิเนียม ที่ดิน ทองคำ พันธบัตร หุ้นกู้ เงินฝาก สหกรณ์ออมทรัพย์ สลากออมสิน ฯลฯ อันนี้ปกติก็ไม่มีข้อจำกัดเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า เราสามารถผสมเครื่องมือการลงทุนที่ทำให้ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมครับ เช่น สมมติทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เราก็จะเลือกเงินแบ่งไปออมแต่ละที่ได้ เช่น อาจจะหักสะสมกอง PVD 5%, LTF 5%, RMF 5%, ที่เหลือออมโดยการซื้อกองทุนหุ้นอีก 10% เป็นเงินลงทุนเพิ่มไป หรือเปลี่ยนการออมผ่านกองทุนหุ้นเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมดี ๆ สักที่ (ผ่อนสินเชื่อบ้านไป) เท่านี้ก็ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมแล้วครับ

การจะลงทุนอย่างไรขึ้นอยู่กับแผนการเงินและเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละท่านในการออกแบบแผนที่เหมาะสมกับชีวิตของตัวเอง (ลองอ่าน สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง)

ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมหลักการออมที่ถูกต้อง รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย (อย่ารอเงินเหลือแล้วค่อยออม) และพยายาม จ่ายให้ตัวเองก่อน ออมให้เป็นอัตโนมัติ เช่น ตั้งค่าหักเงินจากบัญชีไปออมทันทีตั้งแต่ได้วันที่ได้รับเงินเดือนครับ

III. ความแตกต่างในระยะยาวของอัตรา ออมเงิน

ลองมาดูความต่างของปริมาณมั่งคั่งกัน สมมติท่านสามารถนำเงินไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน 9% ทบต้นต่อปี เป็นเวลา  30 ปี (อายุ 25-54 ปี) ถ้าให้เงินเดือนช่วง 25-30 อยู่ที่ 20,000 บาท ช่วง 31-40 อยู่ที่ 30,000 บาท ช่วง 41-54 อยู่ที่ 40,000 บาท

และนี่คือความต่างของการออมเท่ากับคนทั่วไป 10% ของรายได้รวม เทียบกับออมตามเกณฑ์ The Millionaire Next door — 15% ออมตามเดวิด บาค — 25% ออมตามร็อคกี้ เฟลเลอร์ — 50% ความมั่งคั่งตอนอายุ 55 ปีของท่านจะเป็นดังรูปนี้

30y

จากรูปข้างบน ตัวแปรที่เท่ากัน คือ มีเวลาลงทุนที่ยาวเท่ากัน (time) และ ผลตอบแทนที่ทำได้เหมือนกัน (return) เพราะฉะนั้น ความมั่งคั่ง (Wealth) จะแตกต่างกันจาก 2 สาเหตุ คือ รายได้ (income) ที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าท่านทำได้มากกว่าในรูป สมมติพออายุ 30 ปีก็มีเงินเดือน 40,000 ล่ะ ท่านก็จะมีเงินมากกว่าในรูปแน่นอน หากออมตามที่อธิบายไป

อีกสาเหตุสำคัญก็คือ ปริมาณการออมที่ต่างกัน ออมมากกว่าย่อมสะสมความมั่งคั่งได้สูงกว่าครับ สำคัญตรงที่ ต้องเริ่มลงทุนทันที อย่ารีรอครับ อย่าหมิ่นเงินน้อย มีเท่าไหร่ก็ออมไปก่อน มันปรับเพิ่มขึ้นได้ทีหลัง คนเราจะมีเงินล้านในชีวิตนี้ไม่ยากเลย อย่าเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่บ่น ๆ ว่าโอ๊ย 500 บาทจะออมไปทำไม คนเหล่านั้นมี 1,000 เขาก็ยังไม่ออมอยู่ดี

ไม่ว่าคุณจะมีวิธีทำผลตอบแทนได้เท่าไหร่ก็ตาม จะ 2-5-10% ต่อปี หากว่าไม่มีเงินออมมาลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดังว่าแล้ว ทุกอย่างก็สูญเปล่าครับ เพราะทุกอย่างเริ่มต้นกันที่การออม (It all starts with saving.)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 2]

ลงมือทำสำคัญที่สุดครับ

ออมกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ดี?

หลายๆท่านอาจจะมีคำถาม เราควรจะออมเงินไปลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้กันดี? จริงๆตัวเลขนี้ไม่มีลิมิตเลยครับ เราอยากบรรลุเป้าหมายทางการเงินไวขนาดไหน จงออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออมให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย (ออมก่อนรวยกว่าและออมมากกว่ารวยมากกว่า)  แต่ปัญหาจริงๆก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย หลายๆคนมีค่อนข้างมาก เงินเดือนหรือรายได้ที่เข้ามาก็มีท่อไหลออกเหมือนกัน บางทีเงินเดือนยังไม่มาก็ตั้งงบรอพร้อมออกแล้ว ทว่า อย่างน้อยต่อให้ค่าใช้จ่ายเยอะขนาดไหน ขั้นต่ำสุดๆจริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรออมเงินไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้ครับ ต่อให้มีภาระแค่ไหน เราควรมีส่วนหนึ่งของเงินที่จ่ายออกไปเพื่อออมให้กับอนาคตของตัวเราเอง ถ้าไม่มีเงินออมเลย เราควรจะตั้งคำถามได้แล้ว ว่านี่เราเกิดมาเพื่อทำงานหารายได้ไปจ่ายภาษี, จ่ายร้านอาหาร, จ่ายบริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ แต่จะไม่จ่ายให้ตัวเองเลยหรือ?

การหักมาออม 10% ของรายได้ เอาจริงๆถือว่ายังน้อยไปมากนะครับ เงินเท่านี้ทำให้เราในอนาคตพอจะมีเงินโตขึ้นบ้าง แต่ฐานะคงไม่เปลี่ยนอะไรไปมาก การจะขยับฐานะหรือทำให้อนาคตมีความมั่งคั่งสูงอย่างไรคุณก็จะต้องออมมากว่านั้น ผมลองรวบรวมตัวเลขจากแหล่งต่างๆมาให้ครับ

  1. โดยภาพรวมครัวเรือนไทยออมประมาณเฉลี่ย 8% ของรายได้รวม, เงินออมเฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 9,000 บาท/ปี (ประมาณ 750 บาทต่อเดือน) อ้างอิงข่าวจาก thaipublica อันนี้ตกใจตัวเลขครับ หรือจริงๆแล้วจะอนุมานว่าคนส่วนใหญ่มีเงินแหล่งสุดท้ายแค่ประกันสังคม เพราะจำนวนนี้ดันไปเท่ากับประกันสังคมที่ถูกหักในแต่ละเดือน มองในแง่ค่าเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่ไม่มีการออมเพิ่มครับ อันนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

  2. หนังสือ The Millionaire Next Door สำรวจพบว่า เศรษฐีเงินล้านในสหรัฐอเมริกาที่รวยมาจากการสร้างฐานะด้วยตัวเองปกติจะออมเงินในระดับ 15% ของรายได้ขึ้นไป เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ ควรจะเป็นมาตรฐานครับว่าคุณควรจะออมเงินไม่ต่ำกว่า 15% เพื่อสร้างฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต

  3. David Bach ผู้เขียนหนังสือ The Automatic Millionaire แนะนำว่า เนื่องจากในหนึ่งวันคุณจะทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณควรออมเงินอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงของการทำงาน ดังนั้นคุณจึงควรออมเงินอย่างน้อย 12.5 – 25% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่า คุณมาทำงานควรจะแบ่งรายได้จากชั่วโมงการทำงานให้กับอนาคตตัวเองด้วยการเอาไปลงทุน ซึ่งหักมา 2 ชั่วโมงต่อวัน เท่ากับหักรายได้ตอนเช้าหนึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายอีกหนึ่งชั่วโมงมาจ่ายให้ตัวเองครับ

  4. ถ้าอยากบรรลุเป้าหมายไวๆ ให้ออมมากกว่าคนทั่วไป เช่น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมเคยอ่านหนังสือของท่าน ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานก็ตั้งเป้าออมเงินอย่างน้อย 4 บาทจากรายได้ 10 บาท (ออม 40% ของรายได้), หรือประวัติของ Rockefeller มหาเศรษฐีในตำนานของอเมริกา รายนั้น ทุกเหรียญที่หาได้เขาจะออมครึ่งหนึ่ง— 50% ของรายได้

ต้องไม่ลืมว่าการออมที่มากขึ้นนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินหรือมีอิสรภาพทางการเงินที่ไวขึ้น ถ้าไม่ลำบากพยายามออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตครับ สำคัญสุดคือ ผลตอบแทนทั้งหลายไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ทบต้นก็ตาม จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าท่านไม่มีเงินออมมาลงทุน เงินออมจึงสำคัญมากๆ อย่าติดกับดักของคนส่วนใหญ่ที่ถือคติว่า รายได้มากขึ้นเท่ากับรวยมากขึ้น เพราะโดยปกติรายได้ที่มากขึ้น ถ้าคุณไม่เคยออมเลย รายจ่ายคุณก็จะมากขึ้น และคุณก็จะไม่รวยขึ้นสักที ความรวยที่แท้จริงคือความมั่งคั่งในรูปของสินทรัพย์ทางการเงินครับ (accumulate wealth, not high salary)

ขั้นต่อไป ถ้าเราได้ตัวเลขที่อยากออมแล้ว สมมติเอาตามเดวิด บาค — 25% ของรายได้รวมหรือหาได้เท่าไหร่เก็บหนึ่งส่วนจากสี่ เรามาดูแผนลงทุนของเราด้วยการดูเครื่องมือลงทุนต่างๆกันครับ

  • คนที่ทำงานราชการต้องเข้า กบข.ขั้นต่ำน่าจะถูกหักเงินไป 3%, คนที่ทำงานบริษัทเอกชนที่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) น่าจะถูกหักเงินกันโดยเฉลี่ย 5% แต่สูงสุดที่จะออมในเครื่องมือเหล่านี้ได้คือ 15%
  • นอกจากกบข.กับ PVD แล้วยังสามารถออมคู่ไปกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้อีก รวมกันแล้วไม่เกิน 15% หรือไม่เกิน 500,000
  • กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้สูงสุดอีก 15% ของเงินได้
  • ออมในกองทุนรวมธรรมดา อันนี้ไม่มีข้อจำกัดตัวเงินสูงสุดและเงื่อนไขที่จะลงทุน เอาตามศักยภาพได้เลย
  • ออมผ่านการลงทุนอื่น เช่น ซื้อหุ้นเพิ่ม, คอนโดมิเนียม, ที่ดิน, ทองคำ, พันธบัตร, หุ้นกู้, เงินฝาก, สหกรณ์ออมทรัพย์, สลากออมสิน ฯลฯ อันนี้ปกติก็ไม่มีข้อจำกัด

จะเห็นได้ว่า เราสามารถผสมเครื่องมือการลงทุนที่ทำให้ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมครับ เช่น สมมติทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เราก็จะเลือกเงินแบ่งไปออมแต่ละที่ได้ เช่น อาจจะหักสะสมกอง PVD 5%, LTF 5%, RMF 5%, ที่เหลือออมโดยการซื้อกองทุนหุ้นอีก 10% เป็นเงินลงทุนเพิ่มไป หรือเปลี่ยนการออมผ่านกองทุนหุ้นเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมดีๆสักที่ (ผ่อนสินเชื่อบ้านไป) เท่านี้ก็ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมแล้วครับ ขึ้นอยู่กับแผนการเงินและเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละท่านในการออกแบบแผนที่เหมาะสมกับชีวิตของตัวเองครับ (ลองอ่าน สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง)

ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมหลักการออมที่ถูกต้อง รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย (อย่ารอเงินเหลือแล้วค่อยออม) และพยายามจ่ายให้ตัวเองก่อน ออมให้เป็นอัตโนมัติ เช่น ตั้งค่าหักเงินไปออมทันทีตั้งแต่ได้รับเงินเดือนครับ


ลองมาดูความต่างของปริมาณมั่งคั่งกัน สมมติท่านสามารถนำเงินไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน 9% ทบต้นต่อปี เป็นเวลา  30 ปี (อายุ 25-54 ปี) ถ้าให้เงินเดือนช่วง 25-30 อยู่ที่ 20,000 บาท ช่วง 31-40 อยู่ที่ 30,000 บาท ช่วง 41-54 อยู่ที่ 40,000 บาท และนี่คือความต่างของการออมเท่ากับคนทั่วไป 10% ของรายได้รวม, ออมตามเกณฑ์ The Millionaire Next door—15%, ออมตามเดวิด บาค—25%, ออมตามร็อคกี้ เฟลเลอร์—50% ความมั่งคั่งตอนอายุ 55 ปีของท่านจะเป็นดังรูปนี้

30y

จากรูปข้างบน ตัวแปรที่เท่ากัน คือ มีเวลาลงทุนที่ยาวเท่ากัน และผลตอบแทนที่ทำได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความมั่งคั่ง (Wealth) จะแตกต่างกันจาก 2 สาเหตุ คือ รายได้ที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าท่านทำได้มากกว่าในรูป เช่น พออายุ 30 ก็เงินเดือน 40,000 ล่ะ ท่านก็จะมีเงินมากกว่าในรูป และ อีกสาเหตุสำคัญก็คือ ปริมาณการออมที่ต่างกัน ออมมากกว่าย่อมสะสมความมั่งคั่งได้สูงกว่าครับ สำคัญตรงที่ เริ่มลงทุนทันที อย่ารีรอครับ อย่าหมิ่นเงินน้อย มีเท่าไหร่ก็ออมไปก่อน มันปรับเพิ่มขึ้นได้ทีหลัง คนเราจะมีเงินล้านในชีวิตนี้ไม่ยากเลย อย่าเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่บ่นๆว่าโอ๊ย 500 บาทจะออมไปทำไม คนเหล่านั้นมี 1,000 เขาก็ยังไม่ออมอยู่ดี

ลงมือทำสำคัญกว่าคำพูดหรือความคิด ครับ

Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

สัมฤทธิ์พิศวง (Outliers) เป็นหนังสือที่ดี ดีจริง ๆ แนะนำเลยครับ ผู้แต่งคือ Malcolm Gladwell ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดขึ้นมา มันต้องอาศัยกระทั่งเวลาเกิด ช่วงอายุ มรดกทางวัฒนธรรม ปัจจัยที่พ่อแม่เลี้ยงดู ฐานะของพ่อแม่ การสอนในโรงเรียน และโอกาสบางอย่างที่สังคมหยิบยื่นให้ ยกตัวอย่าง เช่น การที่ Bill Gates เป็นผู้ที่สร้างบริษัทอย่างไมโครซอฟ กับ Steve Jobs ผู้สร้างแอปเปิ้ลขึ้นมานั้น มันต้องอาศัยอะไรหลายอย่างที่ว่ามาอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ราคาแพงและการฝึกเขียนโปรแกรมมีต้นทุนสูงมาก มีจำนวนคอมพิวเตอร์น้อยในช่วงนั้น แต่ Gates อยู่ในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้และเขาก็หมกตัวในนั้นทั้งวัน แถมเขาหลงใหลถึงขั้นว่า ตอนห้าทุ่มต้องย่องจากบ้านไปศูนย์คอมแถวบ้าน เพราะที่นั่นใช้งานได้ทั้งคืน แล้วค่อยกลับมานอนตอนเช้า ๆ เขาฝึกฝนการเขียนโปรแกรมมากถึงมากกว่าเด็กหลายคนในยุคเดียวกัน ขณะที่ Jobs ก็อยู่ในแถบที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง HP กำลังเติบโต เขาชอบไปนั่งฟังและซักถามวิศวกรทั้งหลาย กระทั่งผู้บริหาร (CEO) ของ HP ก็ให้ชิ้นส่วนคอมกับเขาไปศึกษา นอกจากความหลงใหลคอมพิวเตอร์ ผู้แต่งยังเจาะไปถึงอายุว่า ทั้งคู่เป็นกลุ่มที่เกิดปีใกล้กันคือ 1954-1955 ซึ่งจะมีอายุ 20 กว่าปีในช่วงที่วงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จุดพลุพอดี และผลจากการฝึกฝนบวกอยู่กับมันมาตลอดกว่าสิบปี พวกเขาคือกลุ่มคนที่พร้อมที่สุด ณ เวลานั้นครับ (มีคนน้อยมากที่จะได้ใช้คอมในช่วงเวลาก่อนหน้า)

ข้อที่ผมคิดว่า อาจจะทำให้คนที่อ่านเล่มนี้คิดสวนทางกันไปเลย คือ จุดประสงค์หลักของหนังสืออยากจะทำให้เราเข้าใจว่า ผู้ที่เรามองว่าแปลกแยกประสบความสำเร็จโดดเด่นมันอยู่ที่ตัวเขาอย่างเดียว แต่จริง ๆไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบมากมายกว่าที่เห็น ในขณะที่เราอาจจะอ่านแล้วนำไปสู่บทสรุปเองว่า เพราะบ้านเขาฐานะดีในตอนนั้น เกิดถูกที่ถูกเวลา ฯลฯ แล้วก็จะพาลเชื่อแต่เรื่องคนพวกนั้นอยู่ ณ จุดที่เหมาะเหม็งมีบุญวาสนาอะไรประมาณนี้ ซึ่งจริง ๆไม่ใช่เลย ถ้าจะพูดแบบนั้นยุคนั้นก็มีลูกคนรวยตั้งเยอะแยะที่ได้ใช้คอมและเกิดช่วงปี 1955 แต่ทำไมถึงมีน้อยคนที่จะเป็นแบบเกตส์และจ็อบส์

สิ่งที่สำคัญที่น่าสนใจมาก (ซึ่งมีเขียนในเล่มนี้เหมือนกัน) คือ กฎ 10,000 ชั่วโมง”

การที่คนๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่องอย่างสุดยอด คุณต้องซ้อมและฝึกฝน “อย่างใจจดจ่อและมุ่งมั่น” ใช้คำว่าหลงใหลก็ได้ แล้วก็ฝึกฝนอย่างหนักให้ได้เกินหนึ่งหมื่นชั่วโมงเพื่อรับโอกาสที่จะมาถึง (วง The Beatles ก็เล่นเพลงใน  Hamburg มามากกว่าหมื่นชั่วโมง) ตัวอย่างในเรื่องคือ นักไวโอลินชั้นเยี่ยมกับมือสมัครเล่น ความต่างคือการฝึกซ้อมครับ ขีดเส้นใต้เลย ผมเจอประเด็นนี้ในหนังสือเล่มต่อมา— Talent is Overrated” เด็กรุ่นเดียวกันที่อยากเป็นนักไวโอลินระดับโลก มีตารางการใช้ชีวิตเหมือนกันเป๊ะ เรียนอะไรเท่ากัน ตารางกิจกรรมเหมือนกัน แต่ตัวต่างที่ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ห่างกันลิบลับคือ จำนวนเวลาที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง อันหมายถึงต้องฝึกฝนอย่างจดจ่อโดยไม่มีใครสั่ง ที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำนะ แต่มันไม่สนุกและยาก ผลลัพธ์ของคนที่ชนะใจตนเองจึงต่างมาก ตอนอายุ 18 กลุ่มที่ดีเยี่ยมซ้อมไปกว่า 8,000 ชั่วโมง ในขณะที่มือสมัครเล่นจะซ้อมต่ำกว่า 3,000 ชั่วโมง และยังเห็นไปอีกว่า ความต่างของชั่วโมงมาจากการสั่งสมเล็กน้อยตอนเด็ก ๆ คือ กลุ่มดีเยี่ยมจะซ้อมถึงวันละ 12 ชั่วโมงตั้งแต่อายุน้อย ๆ แล้วความสามารถก็ค่อย ๆ ทบทวีมาเรื่อย ด้วยเหตุนี้ การทำอะไรดี ๆ แค่เล็กน้อย ๆ ที่มากขึ้น ระยะยาวมันจะส่งผลกระทบมหาศาล ในด้านดีกับชีวิตเราเลยล่ะครับ

หลังจากอ่านสองเล่มนี้จบ ผมก็ลบคำว่า “พรสวรรค์” ที่คนส่วนใหญ่เชื่อทิ้งไปเลย คนเราจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่อง คุณต้อง “ฝึกฝนอย่างจดจ่อและต่อเนื่อง” ถามว่ามากแค่ไหน กฎที่ดีเยี่ยมคือ 10,000 ชั่วโมง หรือ กฎ 10 ปี โชคดีจะมาถ้าคุณทำงานหนัก และการจะทำงานหนักอย่างสนุกได้ คุณต้องใจรักและเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณก่อนเท่านั้น ถ้าคุณไม่มุ่งมั่น ให้เกณฑ์เทวดาทั้งสวรรค์มาช่วยก็คงจะส่ายหน้าครับ ความพยายามจึงเป็นใบเบิกทางสำหรับทุกสิ่ง

คติสำคัญในหัวของผมตอนนี้อาจจะเหมือน J. Paul Getty แล้วก็ได้ บุรุษผู้รวยสุดในประวัติศาสตร์ อเมริกา ผู้ตั้งเป้าว่าจะรวยตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าถามเขาว่าแล้วจะรวยยังไง ประโยคในตอนนั้นของเขาคือ

“ตื่นแต่เช้า ทำงานหนัก หาน้ำมัน” 

“Rise early, work hard, and strike oil” 


นักไวไอลินที่ซ้อมอย่างมุ่งมั่นจดจ่อมาแล้ว 10,000 ชั่วโมงจะมีโอกาสได้ไปแข่งระดับโลก ถ้าซ้อมระหว่าง 5,000-8,000 คือนักไวโอลินมืออาชีพ แต่ถ้าจะเป็นแค่มือสมัครเล่น ต่ำกว่า 2,000 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว และจุดที่ทำให้เขาต่างกันขนาดนี้ ก็เพียงแค่ตอนเด็ก ๆ คนแรกซ้อม 12 ชั่วโมง ส่วนมือสมัครเล่นซ้อมแค่ 3 ชั่วโมง ส่วนต่าง 9 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 10 ปีนั่นคือตัวคัดแยกฝีมือในอนาคต”

แล้วการลงทุนมีกฎ 10,000 ชั่วโมงไหม?

ผมเชื่อแบบลึกสุดใจเลยว่า มีครับ! การลงทุนก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่ต้องศึกษาและฝึกซ้อมเหมือนกัน การจะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องโฟกัสจดจ่ออย่างมุ่งมั่นที่จะศึกษามัน การทำงานหนักคือตัวที่ทำให้เกิดคำว่าโชคดี ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ครับ (คำนี้ลบจากหัวผมไปแล้ว) ถ้าได้ลองอ่านประวัติของนักลงทุนระดับโลกทั้งหลาย ส่วนมากจะเกิดจากความสนใจแง่มุมธุรกิจหรือลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วก็เริ่มทำงานกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว กว่าจะโชว์ผลงานให้โลกตะลึงกันได้ก็ช่วงอายุ 40 ปีกันทั้งนั้น จุดสำคัญสุดคือช่วงที่เขาเงินลงทุนน้อยหรือรับบริหารเงินก้อนเล็ก ๆ พวกเขาต้องสั่งสมประสบการณ์ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าก่อน พอผ่านไปสัก 10 ปี ด้วยผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินก้อนของเขาใหญ่ขึ้นและพอทำผลตอบแทนได้สูง (ฝีมือมาพร้อมล่ะตอนนั้น) การลงทุนแต่ละทีจึงได้ผลตอบแทนเน้น ๆ และเป็นเงินมูลค่าหลายร้อยล้าน เข้าสู่วงจรเงินต่อเงินในที่สุด

ต้องเข้าใจด้วยว่า การทำงานในสาขาวิชาชีพหนึ่งมา 10 ปี ไม่ได้บ่งบอกว่าคน ๆ นั้นจะได้ 10,000 ชั่วโมงนะครับ มันอาจจะเป็นแค่การทำงาน 1 ปีที่ทำไป 10 ครั้งก็ได้โดยไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นก็ได้

หัวใจคือ “โฟกัส จดจ่อ มุ่งมั่น” ต้องเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา ไม่ใช่ให้เกิดอะไรผิดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ และจะต้องมีใจรักพอที่จะกระหายศึกษาลงทุนทุกวัน ๆ ผมอ่านประวัติแต่ละคน นักลงทุนเหล่านั้นหนีไม่พ้นกิจวัตรข้างล่างนี้เลย

  • อ่าน อ่าน อ่าน 
  • อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันและติดตามข่าวธุรกิจต่าง ๆ
  • อ่านรายงานประจำปี และเจาะลึกเรื่องราวธุรกิจที่สนใจ
  • อ่านนิตยสารหรือหนังสือหมวดอุตสาหกรรมที่ชอบ
  • ฝึกคิดและวิเคราะห์เชื่อมโยงจุดแข็งจุดอ่อนของหุ้น
  • ฝึกฝนและฝึกอารมณ์ตามกฎการลงทุนของตน
  • มองหาแนวคิดดี ๆ ใหม่ ๆ เช่น สอบถามคนในวงการอุตสาหกรรม
  • มองภาพเทรนด์ในอนาคตให้ออก 
  • เดินห้างในแบบที่มองหากิจการต่าง ๆ ว่าอันไหนน่าลงทุน
  • ทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมาของตัวเองและแก้ไข

และพวกเขาลงมือทำแบบนี้ตลอดเวลา … ทางของนักลงทุนที่ตั้งใจก็ไม่ต่างจากงานอื่นครับ


Outliers ในการลงทุน

ส่วนของนักลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวม ในเมื่อเราตัดสินใจว่า จะไม่ทุ่มเวลาเข้ามานั่งคัดเลือกหุ้น หรือสละเวลามาทุ่มเทกับการลงทุน แต่ใช้วินัยในการลงทุนแทน เพราะฉะนั้น 10,000 ชั่วโมงที่ว่า จึงควรถูกนำไปใช้พัฒนาศักยภาพชีวิตในด้านอื่น เช่น การทำงาน การทำตามความฝัน ฯลฯ และนำเงินที่ได้จากการทำงานหรือรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำงานที่เรารักแบ่งมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ แล้วก็มีวินัย “จ่ายให้ตัวเองก่อน” แบบ “จ่ายเป็นอัตโนมัติ” เช่น หักเงินเดือนมาลงทุนทุกเดือน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็จะอยู่ที่วินัยและความอดทน

เส้นทางของคนกลุ่มนี้คือ ชีวิตได้ทำตามความฝัน ทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เก่งขึ้น ได้เงินเดือนหรือผลตอบแทนมากขึ้น เงินรายได้ถูกหักมาลงทุน และ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าจะทรงพลังสองทาง คือ คุณจะเก่งในสิ่งที่คุณอยากทำ และเงินส่วนหนึ่งของคุณจะเติบโตทบต้นทบทวี ทำให้ในอนาคตคุณร่ำรวยขึ้นไปด้วย เป็นคนที่เก่งในวงการนั้น ๆ และไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่มีฐานะและความมั่งคั่งสูงด้วย พร้อมทั้งมีบางสิ่งที่เหมือนกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเทเวลาลงทุนเองครับ นั่นคือ 

โชคดีไม่ได้วิ่งเข้าหา ทำงานหนักและพยายามจึงได้มาต่างหาก”

CANSLIM – William J. O’Neil

CANSLIM (How to make money in stocks) เขียนโดย William J. O’Neil ซึ่งมีแปลไทยนะครับ ผมเคยอ่านจบก็พบว่า เป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว คนที่น่าจะนำไปใช้ได้ดีคือ นักลงทุนสายเทคนิคที่อ่านกราฟได้ แต่เบื้องหลังแนวคิดของผู้เขียน แฝงไปด้วยปัจจัยพื้นฐานแน่น และการเขียนมีสไตล์ อ่านแล้วค่อนข้างสนุกครับ ใครสนใจลองอ่านดู ผมแนะนำเลย ข้อระวังคือมีศัพท์เทคนิคการลงทุนเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะศัพท์เกี่ยวกับแนวกราฟ อ่าน ๆ ไปอาจสะดุดได้ครับสำหรับมือใหม่

quote-my-philosophy-is-that-all-stocks-are-bad-there-are-no-good-stocks-unless-they-go-up-william-o-neil-106-69-33
credit picture : http://www.azquotes.com/author/63079-William_O_Neil

วิธีลงทุนของ O’Neil จะเน้นการดูชาร์ตอ่านกราฟแล้วก็ใช้สูตรหลักคือ CANSLIM (7ตัวย่ออักษร) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของตลาด แรงผลักของนักลงทุนสถาบัน การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฯลฯ แต่ทัศนคติที่ผมชอบมากที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ปฏิเสธโชคดีในตลาดหุ้น เพราะมันไม่มีความสำเร็จข้ามคืนในการลงทุนแน่นอน ใครที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นและรู้จักแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในนักลงทุนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีวินัยและไม่ใส่ใจกับการลงทุน ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับการซื้อขาย และเข้ามาลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีหลักการ พวกเขามองว่า การลงทุนมีความเสี่ยงคล้าย ๆ การพนัน ซึ่งนั่นล่ะ เวลาผ่านไป นักลงทุนกลุ่มนี้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก

ยกตัวอย่างวิธีลงทุนของเขาที่น่าสนใจอันหนึ่ง เมื่อ O’Neil ได้คัดหุ้นด้วยวิธีของตนแล้ว เขาจะปล่อยให้มันวิ่งทำกำไรไปประมาณ 25% แล้วขายทิ้ง ในขณะเดียวกันก็มีระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ 7-8% ถ้าสมมติเราใช้วิธีนี้ตามแบบ O’Neil  เมื่อเราซื้อหุ้นมาในราคา 100 บาท ถ้าหุ้นตกเหลือ 92-93 บาท เราจะต้องขายทิ้งในทันทีแบบไม่มีข้ออ้างและไม่มีการบ่น ซึ่งอันนี้นี่ล่ะที่ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่มักจะถูกอารมณ์ของตนเองเข้าครอบงำ

O’Neil ได้อธิบายถึงคนส่วนใหญ่ที่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องในระบบเทรดโดยเห็นว่า นักลงทุนที่ได้ซื้อหุ้นมาผิดพลาด พวกเขาจะทนขาดทุนไปเรื่อย ๆ โดยหวังว่าสักวันราคามันจะกลับมาเท่าทุนที่ซื้อแล้วจึงค่อยขายทิ้ง ซึ่งบ่อยครั้งที่หุ้นตัวนั้นมันจะตกลงไปและราคาไม่กลับมา ณ จุดเดิมอีกเลย แล้วนักลงทุนก็จะขาดทุนอย่างถาวรในท้ายที่สุด

วิธีลงทุนของ O’Neil ในเรื่องระบบเทรดมีจุดขาดทุนหรือจุดขายทำกำไรก็มีเหตุผลในตัวมัน นักลงทุนต่อให้เซียนเหยียบเมฆขนาดไหนก็มีการลงทุนที่ผิดพลาดกันได้ คำพูดของนักลงทุนชั้นเอกหลายท่านก็คือ การทำกำไรในระยะยาวคุณจะต้องถูกอย่างน้อย 4 ใน 10 ครั้ง นั่นเป็นการเพียงพอแล้ว หากแต่สำคัญที่ว่า “เวลาขาดทุนจะต้องขาดทุนนิดหน่อยแต่เวลาได้กำไรต้องได้กำไรก้อนใหญ่มโหฬาร

วิธีการตัดขาดทุนจึงเป็นวิธีในการรักษาไว้ซึ่งเงินต้น และต้องเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้ซื้อหุ้นมั่ว ๆ ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วพอขาดทุน -7% ก็ขายทิ้ง หุ้นที่จะซื้อเข้ามาต้องผ่านตะแกรงการคัดหุ้นชั้นดีแล้ว แต่แม้ร่อนผ่านตะแกรงการคัดมาดีแค่ไหนก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าเลือกมา 5 ตัวแล้วถูกต้อง 2 ตัวแต่ทั้งสองตัวนั้นได้กำไรราคาทะยานขึ้น 2 เท่า แม้อีก 3 ตัวจะขาดทุนและถูกตัดทิ้งที่ราคา -7% ทั้งหมด ก็ยังถือได้ว่าในภาพรวมนั้นถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ อยู่

O’Niel ได้แนะนำนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนกองทุนรวมด้วย (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง) โดยในหนังสือ Canslim พูดถึงความผิดพลาด 5 อย่างของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่คนทำมากที่สุด ได้แก่

(1) ล้มเหลวที่จะอยู่เฉย ๆ และถือครองมันนาน ๆ (15-20 ปีขึ้นไป) — พูดง่าย ๆ คือ การขาดความอดทนและไร้ซึ่งวินัย

(2) ชอบซื้อกองทุนที่มีผลงานอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา — สถิติบอกเราว่าพวกนั้นจะตกไปท้าย ๆตาราง หรือทำผลตอบแทนไม่ดีในปีหรือสองปีถัดมา

(3) โดนผลกระทบจากข่าวระยะสั้นมากไป  — ชอบตกใจขายทิ้ง มีความเชื่อว่าตัวเองทำนายตลาดได้

(4) ชอบสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยเกินไป  — เพราะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ง่าย ๆ ในการซื้อถูกแล้วขายแพง ส่วนมากจะทุ่มซื้อตอนตลาดหุ้นแพง แล้วตัดใจหดหู่ขายมันถูก ๆ ตอนที่ตลาดหุ้นตกมาหนักแล้ว

(5) หมดความอดทนและเสียความมั่นใจเร็วเกินไป 

มีใครที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วทำแบบนี้บ้างเอ่ย? คุณเตรียมตัวที่จะได้ผลตอบแทนแย่ ๆในอนาคตหรือยัง? เพราะมันจะมาแน่นอน ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ ต้องรีบเปลี่ยนแนวทางลงทุนและแก้ไขพฤติกรรมครับ

เขาอธิบายว่า คนทุกคนควรมีบ้าน เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และต้องเป็นเจ้าของหุ้นโดยเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเอง หรือวิธีที่ง่ายกว่าคือซื้อกองทุนรวม หากแต่จะต้องลงทุนระยะยาว โดยคำถามที่ว่าลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจะต้องนานเแค่ไหน ตอบได้เลยว่าต้อง 15-20 ปีขึ้นไป ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำผิดพลาดในการลงทุนกองทุนหุ้น เนื่องจากนักลงทุนได้สร้างความล้มเหลวจากการที่ไม่สามารถจะอยู่เฉย ๆ และถือครองกองทุนหุ้นได้นาน ๆ

กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มันแย่สำหรับคนหลายคนเพราะพวกเขาจัดการมันไม่ดี

คำแนะนำที่เรียบง่ายก็คือ “ซื้อแล้วก็นั่งลง” เนื่องจากการซื้อกองทุนรวมหุ้น คุณจะต้องอยู่กับมันไปอีก 10-20 ปี คุณถึงจะได้เงินมหาศาลจากการถือครองมัน การนั่งเฉย ๆ ผ่านตลาดหุ้นที่ผันผวน หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยไม่ต้องไปทำอะไรมาก จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เหตุผลประกอบของเขาก็คือ กองทุนรวมจะประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัว อาจจะถึง 100 ตัว ซึ่งหุ้นที่เยอะขนาดนั้นก็คือ คุณกำลังซื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น หุ้นฟื้น กองทุนพวกนี้จะกลับมา แต่อย่างไรก็ดี O’Neil ชอบกองทุนหุ้นเติบโต เพราะหุ้นที่เติบโตมันจะกลับมาแล้วราคาสูงกว่าเดิม ซึ่งเขาแนะนำอีกว่า ถ้ากองทุนที่ซื้อมีการกระจายตัวของบริษัทที่เติบโตดี ๆ คุณควรจะซื้อเพิ่มด้วยซ้ำตอนที่ตลาดหุ้นมันตกหนัก ๆ

อีกเรื่องหนึ่งคือเขาบอกว่า นักลงทุนไม่เข้าใจระหว่าง หลักการลงทุนหุ้น กับ การลงทุนกองทุนหุ้น เพราะราคาของหุ้น 1 ตัวสามารถลงไปจนถึง 0 บาทได้ แต่กองทุนที่มีการถือหุ้นหลายตัวมันไม่สามารถตกลงไปหนักขนาดนั้น ดังนั้น เมื่อลงทุนกองทุนหุ้นแล้วให้พยายามนั่งเฉย ๆ อย่าไปคิดอะไรมากถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว ต้องมองข้ามความผันผวนระยะสั้นให้ได้ครับ

อนึ่ง ข้อควรระวังอีกอย่างที่ผมคิดได้เวลาอ่านหนังสือของนักลงทุนที่มีวิธีลงทุนแตกต่างกันไปจากวิธีที่คุณลงทุน อาทิ คุณเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม คุณเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่า หรือแม้กระทั่งอ่านในสายเดียวกัน เวลาอ่านหนังสือ เช่น ของ O’Neil ซึ่งมีหลักการต่างออกไป คุณจะต้องแม่นยำและเข้าใจในหลักการลงทุนของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะตีกันครับ แล้วระบบการลงทุนของคุณจะเสีย แต่ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คุณจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่เปิดโลกมุมมองการลงทุน ส่วนมากนักลงทุนแม้จะใช้วิธีต่างกัน ใช้เครื่องมือต่างกัน แต่ในลักษณะสำคัญเชิงพฤติกรรมการลงทุน เช่น ความมีวินัย ความพยายาม ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความอดทน ฯลฯ พวกนี้จะคล้ายกันครับ นักลงทุนควรจะสนใจที่ประเด็นตรงนี้มากกว่า

Facebook : Bear Investor