P/E, P/BV, DIV Yield ตลาดหุ้นไทยย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี, ปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง P/E, P/B, Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

  • P/E (Price/Earning) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าวๆคือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า แนะนำให้อ่านบทความเก่าจะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี 
  • P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ(หรือก็คืออัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)” ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อยๆครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียวเพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง (มองให้ลึกไปอีก ROE—Return on Equity อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value = 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE นั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ก็จะลดจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อยๆ)
  • Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทั้ง SET วันนี้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)

ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E, P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมากคือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ


(1) P/E

PE-1975-2015

P/E นี่ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ ช่วงแดงๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่าแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1,500-1,700 จุด) และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณสองสามร้อยจุดแทน, อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1,650 จุด (P/E ประมาณ 20) และก็ตกหนักอีกรอบครับ ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมากๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่าโดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้นตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริงๆคือช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (ก่อนปี 1997) และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย (ตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1,650 จุด) ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจคือ ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งครับ แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลังๆ 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


จริงๆมันอาจจะบ่งบอกได้ระดับหนึ่งนะครับว่าในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B, Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราควรใช้ยิ่งอนุรักษ์นิยมก็จะดูปลอดภัยกว่ามาก ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E—12.5, P/B—1.84, Dividend Yield —3.37%

สรุป

ลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E 21.84, P/B1.85, Dividend Yield3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่านักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

  1. นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน
  2. นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อยๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูกๆเพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป (บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี) เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด เพราะคำถามคือถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร? หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนตรงนี้สูงไปครับ มีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อยๆดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อยๆ
  3. คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป แต่สำหรับท่านที่ยืดหยุ่นแบบบวกลบสัดส่วนได้นิดหน่อย เช่น ลงทุนแบบโปรเจกต์ B —Project “B” : Earning Yield Gap Asset Allocation 70/30 อันนี้ก็สามารถนำไปคำนวณสัดส่วนลงทุนได้ครับผม

“The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” — John Maynard Keynes

ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน สนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลักครับผม

Leave a Reply