Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

สัมฤทธิ์พิศวง (Outliers) เป็นหนังสือที่ดี ดีจริง ๆ แนะนำเลยครับ ผู้แต่งคือ Malcolm Gladwell ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดขึ้นมา มันต้องอาศัยกระทั่งเวลาเกิด ช่วงอายุ มรดกทางวัฒนธรรม ปัจจัยที่พ่อแม่เลี้ยงดู ฐานะของพ่อแม่ การสอนในโรงเรียน และโอกาสบางอย่างที่สังคมหยิบยื่นให้ ยกตัวอย่าง เช่น การที่ Bill Gates เป็นผู้ที่สร้างบริษัทอย่างไมโครซอฟ กับ Steve Jobs ผู้สร้างแอปเปิ้ลขึ้นมานั้น มันต้องอาศัยอะไรหลายอย่างที่ว่ามาอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ราคาแพงและการฝึกเขียนโปรแกรมมีต้นทุนสูงมาก มีจำนวนคอมพิวเตอร์น้อยในช่วงนั้น แต่ Gates อยู่ในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้และเขาก็หมกตัวในนั้นทั้งวัน แถมเขาหลงใหลถึงขั้นว่า ตอนห้าทุ่มต้องย่องจากบ้านไปศูนย์คอมแถวบ้าน เพราะที่นั่นใช้งานได้ทั้งคืน แล้วค่อยกลับมานอนตอนเช้า ๆ เขาฝึกฝนการเขียนโปรแกรมมากถึงมากกว่าเด็กหลายคนในยุคเดียวกัน ขณะที่ Jobs ก็อยู่ในแถบที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง HP กำลังเติบโต เขาชอบไปนั่งฟังและซักถามวิศวกรทั้งหลาย กระทั่งผู้บริหาร (CEO) ของ HP ก็ให้ชิ้นส่วนคอมกับเขาไปศึกษา นอกจากความหลงใหลคอมพิวเตอร์ ผู้แต่งยังเจาะไปถึงอายุว่า ทั้งคู่เป็นกลุ่มที่เกิดปีใกล้กันคือ 1954-1955 ซึ่งจะมีอายุ 20 กว่าปีในช่วงที่วงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จุดพลุพอดี และผลจากการฝึกฝนบวกอยู่กับมันมาตลอดกว่าสิบปี พวกเขาคือกลุ่มคนที่พร้อมที่สุด ณ เวลานั้นครับ (มีคนน้อยมากที่จะได้ใช้คอมในช่วงเวลาก่อนหน้า)

ข้อที่ผมคิดว่า อาจจะทำให้คนที่อ่านเล่มนี้คิดสวนทางกันไปเลย คือ จุดประสงค์หลักของหนังสืออยากจะทำให้เราเข้าใจว่า ผู้ที่เรามองว่าแปลกแยกประสบความสำเร็จโดดเด่นมันอยู่ที่ตัวเขาอย่างเดียว แต่จริง ๆไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบมากมายกว่าที่เห็น ในขณะที่เราอาจจะอ่านแล้วนำไปสู่บทสรุปเองว่า เพราะบ้านเขาฐานะดีในตอนนั้น เกิดถูกที่ถูกเวลา ฯลฯ แล้วก็จะพาลเชื่อแต่เรื่องคนพวกนั้นอยู่ ณ จุดที่เหมาะเหม็งมีบุญวาสนาอะไรประมาณนี้ ซึ่งจริง ๆไม่ใช่เลย ถ้าจะพูดแบบนั้นยุคนั้นก็มีลูกคนรวยตั้งเยอะแยะที่ได้ใช้คอมและเกิดช่วงปี 1955 แต่ทำไมถึงมีน้อยคนที่จะเป็นแบบเกตส์และจ็อบส์

สิ่งที่สำคัญที่น่าสนใจมาก (ซึ่งมีเขียนในเล่มนี้เหมือนกัน) คือ กฎ 10,000 ชั่วโมง”

การที่คนๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่องอย่างสุดยอด คุณต้องซ้อมและฝึกฝน “อย่างใจจดจ่อและมุ่งมั่น” ใช้คำว่าหลงใหลก็ได้ แล้วก็ฝึกฝนอย่างหนักให้ได้เกินหนึ่งหมื่นชั่วโมงเพื่อรับโอกาสที่จะมาถึง (วง The Beatles ก็เล่นเพลงใน  Hamburg มามากกว่าหมื่นชั่วโมง) ตัวอย่างในเรื่องคือ นักไวโอลินชั้นเยี่ยมกับมือสมัครเล่น ความต่างคือการฝึกซ้อมครับ ขีดเส้นใต้เลย ผมเจอประเด็นนี้ในหนังสือเล่มต่อมา— Talent is Overrated” เด็กรุ่นเดียวกันที่อยากเป็นนักไวโอลินระดับโลก มีตารางการใช้ชีวิตเหมือนกันเป๊ะ เรียนอะไรเท่ากัน ตารางกิจกรรมเหมือนกัน แต่ตัวต่างที่ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ห่างกันลิบลับคือ จำนวนเวลาที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง อันหมายถึงต้องฝึกฝนอย่างจดจ่อโดยไม่มีใครสั่ง ที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำนะ แต่มันไม่สนุกและยาก ผลลัพธ์ของคนที่ชนะใจตนเองจึงต่างมาก ตอนอายุ 18 กลุ่มที่ดีเยี่ยมซ้อมไปกว่า 8,000 ชั่วโมง ในขณะที่มือสมัครเล่นจะซ้อมต่ำกว่า 3,000 ชั่วโมง และยังเห็นไปอีกว่า ความต่างของชั่วโมงมาจากการสั่งสมเล็กน้อยตอนเด็ก ๆ คือ กลุ่มดีเยี่ยมจะซ้อมถึงวันละ 12 ชั่วโมงตั้งแต่อายุน้อย ๆ แล้วความสามารถก็ค่อย ๆ ทบทวีมาเรื่อย ด้วยเหตุนี้ การทำอะไรดี ๆ แค่เล็กน้อย ๆ ที่มากขึ้น ระยะยาวมันจะส่งผลกระทบมหาศาล ในด้านดีกับชีวิตเราเลยล่ะครับ

หลังจากอ่านสองเล่มนี้จบ ผมก็ลบคำว่า “พรสวรรค์” ที่คนส่วนใหญ่เชื่อทิ้งไปเลย คนเราจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่อง คุณต้อง “ฝึกฝนอย่างจดจ่อและต่อเนื่อง” ถามว่ามากแค่ไหน กฎที่ดีเยี่ยมคือ 10,000 ชั่วโมง หรือ กฎ 10 ปี โชคดีจะมาถ้าคุณทำงานหนัก และการจะทำงานหนักอย่างสนุกได้ คุณต้องใจรักและเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณก่อนเท่านั้น ถ้าคุณไม่มุ่งมั่น ให้เกณฑ์เทวดาทั้งสวรรค์มาช่วยก็คงจะส่ายหน้าครับ ความพยายามจึงเป็นใบเบิกทางสำหรับทุกสิ่ง

คติสำคัญในหัวของผมตอนนี้อาจจะเหมือน J. Paul Getty แล้วก็ได้ บุรุษผู้รวยสุดในประวัติศาสตร์ อเมริกา ผู้ตั้งเป้าว่าจะรวยตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าถามเขาว่าแล้วจะรวยยังไง ประโยคในตอนนั้นของเขาคือ

“ตื่นแต่เช้า ทำงานหนัก หาน้ำมัน” 

“Rise early, work hard, and strike oil” 


นักไวไอลินที่ซ้อมอย่างมุ่งมั่นจดจ่อมาแล้ว 10,000 ชั่วโมงจะมีโอกาสได้ไปแข่งระดับโลก ถ้าซ้อมระหว่าง 5,000-8,000 คือนักไวโอลินมืออาชีพ แต่ถ้าจะเป็นแค่มือสมัครเล่น ต่ำกว่า 2,000 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว และจุดที่ทำให้เขาต่างกันขนาดนี้ ก็เพียงแค่ตอนเด็ก ๆ คนแรกซ้อม 12 ชั่วโมง ส่วนมือสมัครเล่นซ้อมแค่ 3 ชั่วโมง ส่วนต่าง 9 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 10 ปีนั่นคือตัวคัดแยกฝีมือในอนาคต”

แล้วการลงทุนมีกฎ 10,000 ชั่วโมงไหม?

ผมเชื่อแบบลึกสุดใจเลยว่า มีครับ! การลงทุนก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่ต้องศึกษาและฝึกซ้อมเหมือนกัน การจะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องโฟกัสจดจ่ออย่างมุ่งมั่นที่จะศึกษามัน การทำงานหนักคือตัวที่ทำให้เกิดคำว่าโชคดี ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ครับ (คำนี้ลบจากหัวผมไปแล้ว) ถ้าได้ลองอ่านประวัติของนักลงทุนระดับโลกทั้งหลาย ส่วนมากจะเกิดจากความสนใจแง่มุมธุรกิจหรือลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วก็เริ่มทำงานกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว กว่าจะโชว์ผลงานให้โลกตะลึงกันได้ก็ช่วงอายุ 40 ปีกันทั้งนั้น จุดสำคัญสุดคือช่วงที่เขาเงินลงทุนน้อยหรือรับบริหารเงินก้อนเล็ก ๆ พวกเขาต้องสั่งสมประสบการณ์ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าก่อน พอผ่านไปสัก 10 ปี ด้วยผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินก้อนของเขาใหญ่ขึ้นและพอทำผลตอบแทนได้สูง (ฝีมือมาพร้อมล่ะตอนนั้น) การลงทุนแต่ละทีจึงได้ผลตอบแทนเน้น ๆ และเป็นเงินมูลค่าหลายร้อยล้าน เข้าสู่วงจรเงินต่อเงินในที่สุด

ต้องเข้าใจด้วยว่า การทำงานในสาขาวิชาชีพหนึ่งมา 10 ปี ไม่ได้บ่งบอกว่าคน ๆ นั้นจะได้ 10,000 ชั่วโมงนะครับ มันอาจจะเป็นแค่การทำงาน 1 ปีที่ทำไป 10 ครั้งก็ได้โดยไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นก็ได้

หัวใจคือ “โฟกัส จดจ่อ มุ่งมั่น” ต้องเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา ไม่ใช่ให้เกิดอะไรผิดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ และจะต้องมีใจรักพอที่จะกระหายศึกษาลงทุนทุกวัน ๆ ผมอ่านประวัติแต่ละคน นักลงทุนเหล่านั้นหนีไม่พ้นกิจวัตรข้างล่างนี้เลย

  • อ่าน อ่าน อ่าน 
  • อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันและติดตามข่าวธุรกิจต่าง ๆ
  • อ่านรายงานประจำปี และเจาะลึกเรื่องราวธุรกิจที่สนใจ
  • อ่านนิตยสารหรือหนังสือหมวดอุตสาหกรรมที่ชอบ
  • ฝึกคิดและวิเคราะห์เชื่อมโยงจุดแข็งจุดอ่อนของหุ้น
  • ฝึกฝนและฝึกอารมณ์ตามกฎการลงทุนของตน
  • มองหาแนวคิดดี ๆ ใหม่ ๆ เช่น สอบถามคนในวงการอุตสาหกรรม
  • มองภาพเทรนด์ในอนาคตให้ออก 
  • เดินห้างในแบบที่มองหากิจการต่าง ๆ ว่าอันไหนน่าลงทุน
  • ทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมาของตัวเองและแก้ไข

และพวกเขาลงมือทำแบบนี้ตลอดเวลา … ทางของนักลงทุนที่ตั้งใจก็ไม่ต่างจากงานอื่นครับ


Outliers ในการลงทุน

ส่วนของนักลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวม ในเมื่อเราตัดสินใจว่า จะไม่ทุ่มเวลาเข้ามานั่งคัดเลือกหุ้น หรือสละเวลามาทุ่มเทกับการลงทุน แต่ใช้วินัยในการลงทุนแทน เพราะฉะนั้น 10,000 ชั่วโมงที่ว่า จึงควรถูกนำไปใช้พัฒนาศักยภาพชีวิตในด้านอื่น เช่น การทำงาน การทำตามความฝัน ฯลฯ และนำเงินที่ได้จากการทำงานหรือรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำงานที่เรารักแบ่งมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ แล้วก็มีวินัย “จ่ายให้ตัวเองก่อน” แบบ “จ่ายเป็นอัตโนมัติ” เช่น หักเงินเดือนมาลงทุนทุกเดือน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็จะอยู่ที่วินัยและความอดทน

เส้นทางของคนกลุ่มนี้คือ ชีวิตได้ทำตามความฝัน ทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เก่งขึ้น ได้เงินเดือนหรือผลตอบแทนมากขึ้น เงินรายได้ถูกหักมาลงทุน และ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าจะทรงพลังสองทาง คือ คุณจะเก่งในสิ่งที่คุณอยากทำ และเงินส่วนหนึ่งของคุณจะเติบโตทบต้นทบทวี ทำให้ในอนาคตคุณร่ำรวยขึ้นไปด้วย เป็นคนที่เก่งในวงการนั้น ๆ และไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่มีฐานะและความมั่งคั่งสูงด้วย พร้อมทั้งมีบางสิ่งที่เหมือนกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเทเวลาลงทุนเองครับ นั่นคือ 

โชคดีไม่ได้วิ่งเข้าหา ทำงานหนักและพยายามจึงได้มาต่างหาก”

2 thoughts on “Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

  1. คิดว่า หนังสือ ให้กำลังใจแบบนึง
    ซึ่ง core มันเป็นแบบนี้หลายเล่มเลย ของ แกรดเวล

    แต่ผมยังเชื่อเรื่องดวงนะ เช่น เรื่อง คริส แลงเกน แต่เข้าใจว่า แกรดเวล พยายามจะบอกว่าทุกคนประสพความเสำเร็จได้

    แต่คิดอีกที หมื่นชม มัน สิบปี เป็นขึ้นต่ำ การที่คนจะชำนาญอะไร
    ชีวิตคนมันสั้นจริงๆ ถ้าเลือกผิดต่อให้เก่งในสิ่งที่เลือก แต่อาจไม่สำเร็จ
    และชีวิตคนมันกะสั้น เกินกว่าจะให้กลับลำ

    • จริงครับ ชีวิตมันสั้น(แต่หลายครั้งก็ยาว) มันก็เลยทำให้คนที่ตั้งต้นไวในเรื่องหนึ่ง มีความพยายามสูงสุด แน่วแน่แล้วทำจึงประสบความสำเร็จไปเลย เพราะแทบจะไม่ค่อยมีคู่แข่งในสนามบน เนื่องจากหลายเหตุผล เช่น คนอื่นท้อไปก่อน หรืออย่างที่คุณนัทบอกว่ามารู้ว่าเลือกผิดตอนหลังก็จะเกิดปัญหา ก็ขึ้นอยู่กับว่ารู้แล้วจะทำอย่างไรต่อ

      แต่ก็นั่นล่ะครับมันก็คือ ความหลากหลาย ที่เป็นเสน่ห์ของโลกใบนี้อย่างหนึ่ง

Comments