คลังเก็บหมวดหมู่: Funds

มีกองทุนกี่กองดี

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนควรมีกองทุนกี่กองดี ควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายๆใบไหม เดี๋ยวมันแตกหมด ซึ่งเอาจริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนหลายๆกองเลย ถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามสิทธิประโยชน์ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

  1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข.
  2. กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  3. กองทุนรวมทั่วไป

ซึ่งโดยปกติคุณก็ควรจะมีกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาวๆ และออมเงินให้เติบโตเพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมากๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+) และต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือหุ้นมากที่สุด เลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่า 70/30 เลือกลงทุนใน RMF หุ้น แล้วก็เลือกกองทุนหุ้นอีกหนึ่งกองเพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มไปอีก เอาจริงๆคุณก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ แต่ทั้งนี้อาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมเอาไว้สำรองค่าใช้จ่ายหรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เท่ากับกองทุนในมือเราก็จะมี 5 กอง ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ โดยมี PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีกกองซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุนคือกองทุนหุ้นกับกองทุนที่เอาไว้พักเงิน

ผมมีข้อสังเกตว่ากรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็วๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท แต่เรื่องจริงมันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำๆกัน เพราะ active funds มักจะลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ๆนี่ล่ะ ซึ่งก็ไม่พ้นเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา โดยรวมแล้วเราก็น่าจะลงทุนในหุ้น 50 บริษัทขึ้นไป ลองคิดดูดีๆนะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับถือกองทุนดัชนี SET50 ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลายๆกองทุนแล้วหุ้นพอๆกับ SET50 ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปทำไมกัน เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่าประมาณ 2-5 เท่า ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือถือกองทุนดัชนีทุกกองไปเลยโดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลายๆกองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่ นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)¹ นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ นักลงทุนถือหุ้นประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ แต่ความเสี่ยงไม่ได้กระจาย แถมเพิ่มความเสี่ยงมาอีกด้วยว่าระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกันมันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า ฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยก ก็จะได้ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลายๆกองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทยซื้อไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย กองที่จะรอดก็จะมีแต่กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะๆ จับจังหวะถูก แต่ส่วนมากจะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น กองทุนพวกนี้จะไล่ซื้อหุ้นไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลายๆกอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อยๆ กองไหนกำไรก็ขาย กองขาดทุนก็ดองไว้ต่อ (ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช”) สุดท้ายพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุนเก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่าคนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

เพราะฉะนั้นถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริงๆหรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ

ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี

ควรทบทวนพอร์ตการลงทุนได้แล้วครับ


¹ การที่มีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง RMF หุ้นหนึ่งกอง กองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด ไม่เหมือนกับการมี LTF 5 กอง RMF อีก 5 กอง รวมเป็น 10 กองและเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีหลังเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนกรณีแรกเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับ เช่น LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจาก RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกันเนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน คือ จริงๆเราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกันครับ

กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? – แนวคิดและเหตุผล

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนนั้น นักลงทุนควรถือ กองทุนกี่กอง และควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบไหม เพราะเกิดใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เดี๋ยวมันร่วงปุ๊บ ไข่ในตะกร้าจะแตกหมด

1. กองทุนกี่กอง : เลขที่ออก

เอาจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนมากมายหลายกองเลย เพราะถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามลักษณะ “สิทธิประโยชน์” ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

(1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข. (GPF)

(2) กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

(3) กองทุนรวมทั่วไป สำหรับลงทุนเพิ่มเติมระยะยาว

ด้วยเหตุนี้คำถามที่ว่าเราควรมี กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? จึงสามารถตอบได้ว่า เพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป ก็พอแล้ว และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมาก ๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+)

นอกจากนี้ ถ้าหากเราต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือสัดส่วนแผนที่มีการลงทุนหุ้นมากที่สุด ควรเลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่าการลงทุน 70/30 หรือ 75/25 ควรเลือกลงทุนในกองทุน RMF หุ้น แล้วก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอีกหนึ่งกอง (ที่ไม่มีเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีเข้ามาเกี่ยว) เพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มเข้าไป ถ้าเอาตามนี้ เราก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ

อย่างไรก็ดี เราอาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับ สำรองค่าใช้จ่าย หรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (MMF) หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term bond) ซึ่งก็ถือว่าเป็นกองทุนที่อยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ

โดยสรุปก็คือ กองทุนที่เราควรมี ได้แก่ PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีก 1-2 กอง ซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุน คือ กองทุนหุ้น กับ กองทุนที่เอาไว้พักเงิน

2. กองทุนกี่กอง : ปัญหาจาก active funds

ผมมีข้อสังเกตว่า กรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็ว ๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท หากแต่ความเป็นจริงของการถือกองทุนหลาย ๆ กองเช่นนี้ มันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำ ๆ กัน เพราะกองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed fund) มักจะลงทุนในหุ้นของบริษัที่มีมูลค่าตลาดสูง ๆ (big-cap stocks) หรือบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นว่าเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา

โดยรวมแล้วการถือกองทุนแบบ active funds หลาย ๆ กอง จะส่งผลทำให้เราน่าจะลงทุนในหุ้นเกิน 50 บริษัทขึ้นไปและส่วนใหญ่ก็จะซ้ำ ๆ กัน ลองคิดดูดี ๆ นะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับการถือกองทุนดัชนี SET50

ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลาย ๆ กองทุน แล้วหุ้นมันพอ ๆ กันหรือซ้ำกันกับการถือกองทุนหุ้น SET50 แล้วท่านนักลงทุนไม่ฉุกใจเหรอว่า ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปเยอะแยะทำไมกัน? เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่ากองทุนดัชนีประมาณ 2-5 เท่า ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีทุกกองไปเลย โดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่? นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)

สาเหตุก็เพราะมันกลายเป็นว่า นักลงทุนได้ลงทุนในลักษณะประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ นอกจากความเสี่ยงไม่ได้กระจาย การทำเช่นนี้ยังมีของแถมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงบางอย่างมาอีกด้วยว่า ระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก (คือได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ผลตอบแทนรวมระยะยาวของตลาดหุ้น หรือ SET TR) เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกัน มันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด

อนึ่ง ต้องอธิบายเพิ่มเติมประเด็นข้างบน การมี LTF หุ้นไทย 5 กอง มีกองทุน RMF หุ้นไทยอีก 5 กอง รวมเป็น 10 กอง และทั้ง 10 กองเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด จะไม่เหมือนกันกับกรณีมีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง กองทุน RMF หุ้นอีกหนึ่งกอง และกองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีแรกเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรดังเหตุผลที่ได้อธิบายไปแล้ว

ส่วนกรณีหลังหรือแบบที่สองนั้นเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับเหตุผลก็เพราะกองทุนประเภท LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจากกองทุนประเภท RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกัน เนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน หรือพูดอีกแบบก็คือ จริง ๆ เราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกัน

การถือกองทุนแบบบริหารจัดการ (active mutual funds) หลาย ๆ กอง มันเป็นการการันตีและรับรองได้เลยว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนเชิงรับ[ลงทุนในกองทุนดัชนี][1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009),191.]

3. กองทุนกี่กอง : อคติทางการเงิน

ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า มีการแยกคิดบัญชีในใจ (mental accounting) หากฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ แต่หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยกกัน ก็จะได้มูลค่าเงินลงทุนของตัวเองที่ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลาย ๆ กองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น การที่นักลงทุนซื้อและถือกองทุนหุ้นไทยไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย ซึ่งจะต้องส่งผลให้กองทุนหุ้นทุกกองที่นักลงทุนถือร่วงตามเช่นกัน อาจจะมีบางกองที่จะรอด เช่น กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะ ๆ และสามารถจับจังหวะลงทุนได้ถูก แต่ส่วนมากแล้วกองทุนพวกนี้จะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น ผู้จัดการกองทุนมักจะไล่ซื้อหุ้นกลับเข้ากองทุนไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลาย ๆ กอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อย ๆ กองไหนกำไรก็ขายทิ้ง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ต่อ ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช” (pulling out the flowers and watering the weeds)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 91-92.] ซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุน เก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่า คนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

4. บทสรุป

จำนวนกองทุนที่นักลงทุนควรมีนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวมซะมากกว่า โดยทั่วไปสำหรับมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี กองทุนกองที่ 1 และ 2 ย่อมควรจะต้องเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF และกองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งจะมีกองทุนอีกประเภทที่คู่กันมาก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือสำหรับราชการก็จะเป็น กบข.

ถัดจากกองทุนรวม 2 กองข้างบนที่เป็นกองทุนลดหย่อนภาษี นักลงทุนควรมีอีกหนึ่งกองทุน คือ กองทุนรวมหุ้นธรรมดา เพื่อมีไว้สำหรับลงทุนระยะยาวเพิ่มเติม และแน่นอนว่านักลงทุนควรมีเงินสำรองสำหรับกรณีมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งนักลงทุนอาจพักเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้

ถ้านักลงทุนจะมีกองทุนมากกว่านี้ นักลงทุนก็ไม่ควรมีกองทุนหุ้นใด ๆ เพิ่มอีกแล้ว เว้นแต่จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่นักลงทุนต้องการเพิ่มเข้ามาเพื่อจัดพอร์ตลงทุนหรือกระจายความเสี่ยงครับ

เพราะฉะนั้น ถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริง ๆ หรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี จึงควรทบทวนพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมได้แล้วครับ

กองทุนดัชนีในไทย

ในประเทศไทยนั้นถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์กองทุนรวม (mutual funds) กองทุนดัชนีกองแรกน่าจะเป็น SCBSET ของบลจ.ไทยพาณิชย์ซึ่งลงทุนเลียนแบบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยออกกองทุนมาตอนปี พ.ศ. 2539 ส่วนกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี SET50 กองแรกคือ TMBSET50 ของบลจ.ทหารไทยในปี พ.ศ. 2544 ครับ ก็เกือบ 20 กว่าปีแล้วที่เกิดกองทุนรวมดัชนีในไทยขึ้นมา

ดัชนีที่เป็นที่นิยมเลียนแบบ คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งถือว่าดีครับ เพราะเกณฑ์ในการคำนวณและคัดเลือกบริษัทเข้ามาประกอบดัชนีนั้นใช้หลักการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) สามารถดูรายละเอียดเต็ม ๆ ได้ที่นี่  สรุปคร่าว ๆ ก็คือ ดัชนีประเภทนี้จะเป็นดัชนีแบบกระจายฐานกว้าง (broad-based) มีหุ้นหลายตัวประกอบกันโดยเรียงตามขนาดมูลค่าบริษัท บริษัทไหนใหญ่ก็จะมีน้ำหนักในการลงทุนมากกว่า และการเปลี่ยนแปลงราคาในแต่ละวันก็จะทำการปรับมูลค่าใหม่ให้กับหลักทรัพย์แต่ละตัวเองครับ ถ้าหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าตลาด (marketcap) ตกลงมา น้ำหนักในดัชนีก็จะน้อยลงไปอัตโนมัติ ทำให้ผู้จัดการกองทุนแทบจะไม่ต้องมายุ่งในการซื้อขายปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่อย่างใด เป็นดัชนีที่ทำการเข้าซื้อและถือยาวได้ง่ายที่สุด (buy & hold strategy) และจะประกอบด้วยหุ้นหลากหลายตัวทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ในไทยนั้นหลัก ๆ ก็จะมีดัชนี SET, SET50, SET100 (50-100 ก็คือจำนวนหุ้นที่จะต้องเลียนแบบครับ)

อย่าง SET50 โดยปกติมูลค่าของมันก็จะมีน้ำหนักประมาณ 70-75% ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับ ดัชนี The S&P500 ที่มีน้ำหนักประมาณสามในสี่ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐ กองทุนที่เลียนแบบมักจะทำได้ไม่ยากก็จะก็อปปี้ลงทุนหุ้นได้ครบ (full replication)  แต่อย่างดัชนี SET100 กองทุนอาจจะมีหุ้นไม่ถึง 100 ตัว หรือกรณี SET ยังไงก็คงไม่ครบ 500-600 แน่ๆ เพราะหุ้นตัวเล็ก ๆ สภาพคล่องในการซื้อขายยิ่งต่ำ แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เขาสามารถใช้วิธีปรับสัดส่วนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีได้โดยไม่ต้องมีหุ้นครบ คืออาจจะคำนวณโปรแกรมว่าต้องเพิ่มลดน้ำหนักตัวไหนจึงจะใกล้เคียงกับการลงทุนตามดัชนีนั้นๆมากที่สุด (optimization)

    ข้อมูลผมอาจจะตกหล่น แต่เท่าที่สำรวจดู ข้อเสียอย่างหนึ่งของกองทุนรวมโดยเฉพาะกองทุนเปิดในบ้านเรานั้น ไม่มีกองทุนดัชนีสินทรัพย์อื่น เช่น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ เป็นตัวเลือกให้นักลงทุน (ต่างประเทศมีและนิยมมากด้วย) ก็จะต้องทำการรอคอยกันต่อไปว่าบลจ.เจ้าไหนจะเข็นมันออกมาก่อน


แนวทางลงทุน

เพราะฉะนั้น ด้วยความครบหลายอย่างของดัชนี SET ไม่ว่าจะเกณฑ์ Market Cap-Weight, เป็น Broad-based index จึงทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broad diversification), และอย่าง SET50 นั้นลงทุนตามได้ง่าย full replication ซึ่งจะทำให้คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ลงอีกได้ กองทุนดัชนีในไทยเราที่เป็น กองทุนดัชนีหุ้น SET50 จึงค่อนข้างจะเหมาะสมในการถือครองระยะยาว

กองทุนดัชนีที่เหมาะสมจะลงทุนนั้น ยังต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่าย เป็นสำคัญ จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำมาก ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี (lower or lowest-costs) ยิ่งสมมติคุณลงทุนกองทุนดัชนี SET50 ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเหมือนกันหมด คุณจึงควรเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดครับ นอกจากนี้กองทุนดัชนีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เช่น ไม่ควรมีธรรมเนียมในการซื้อขาย (no-load) แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เก็บเข้ากองทุนประเภท Transaction-fees แบบนี้ยอมรับได้ อีกประเด็นคือ นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นอย่างน้อย 7-10 ปีขึ้นไป ดังนั้นนักลงทุนย่อมไม่ควรลงทุนในกองทุนดัชนีที่จ่ายปันผล (ดูข้อเสีย)

เพราะฉะนั้นข้อมูลด้านล่างนี้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลกองทุนดัชนีหุ้นไทย โดยจะตัดกองทุนเปิดดัชนีที่มีการจ่ายปันผลทิ้งไป เช่น TMB50DV, T-SET50 และบางกองที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างสูงเกิน 1% ไปมาก หรือบางกองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ที่อาจจะถูกปิดหรือเลิกกองทุนได้

นักลงทุนต้องระวังกองทุนรวมที่มีคำว่า SET50, SET100 แต่ไม่ใช่กองทุนดัชนีนะครับ เช่น 1AMSET50, KFENSET50 พวกนี้เป็น active fund

ข้อมูลด้านล่างนี้เก็บรวบรวมมา ณ วันที่ 18/11/2560 ก็จะพยายามอัพเดตอย่างน้อยทุกครึ่งปีครับ

  • ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (fee in-out) คือ คือค่าใช้จ่ายเวลาเราซื้อหรือขายกองทุนซึ่งทำให้กองทุนมีการเคลื่อนไหวเพราะเงินเราไหลเข้าออก กองทุนจึงเก็บจากเราโดยตรง จะได้ไม่กระทบกับเงินลงทุนคนอื่นที่เขาไม่ได้ซื้อขายด้วย เหลือก็เก็บเข้ากองทุน เป็นค่าใช้จ่ายที่โอเคและสมเหตุสมผลครับ
  • ค่าธรรมเนียม (Load – front, back) คือค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายกองทุน ซึ่งกองทุนดัชนีที่ดีไม่ควรมีพวกนี้ครับ (no-load)
  • Expenses Ratio (Total expenses ratio – TER) เป็นอัตราค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม รวมแล้วทั้งค่าธรรมเนียมบริหาร ค่าดูแลกองทุน ค่านายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่นอันแสนจะยิบย่อย (-_-“) ผลตอบแทนส่วนใหญ่ในระยะยาวของเราจะหายก็เพราะตัวนี้ครับ สำคัญมาก (ตัวเลขที่เอามาคือเป็นตัวเลขรวมภาษี บางกองทุนโชว์ก่อนภาษีผมก็ทำการเหมาคร่าว ๆ โดยคูณ 1.07 เข้าไป)
  • Turn-over rate expense คือ ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เพราะทุกครั้งที่กองทุนมีการเคลื่อนไหว มีการซื้อขายหุ้นในพอร์ตก็จะต้องจ่ายค่าคอมให้โบรกเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งปกติมันควรจะน้อยครับเพราะส่วนใหญ่กองทุนพวกนี้ก็ควรจะถือหุ้นยาว (** ทุกท่านควรจะอ่านและทำความเข้าใจให้ดีกับ ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม ครับ ว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับ)
  • ช่องสุดท้าย คือ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในท้ายที่สุด ดูไว ๆ ช่องนี้ได้เลย 

set181117

* กองทุน KT-SET50A พึ่งตั้งกองทุนเมื่อต้นปี 2560 ทำให้ข้อมูลรายงานประจำปียังไม่มี เบื้องต้น ณ วันจัดทำพบว่ามีค่าใช้จ่ายบริหาร 0.40% ค่าใช้จ่ายอื่นราว ๆ 0.10% รวมแล้วก็ประมาณ 0.5% หากแต่มีการยกเว้นค่านายทะเบียนชั่วคราวซึ่งปกติเจ้าอื่นเก็บ จึงมีความไม่แน่นอนในค่าใช้จ่ายตัวนี้ (ซึ่งในหนังสือชี้ชวนเก็บได้อีกสูงสุด 0.20%) ประกอบกับขาดค่าใช้จ่ายสำคัญอีกตัว คือ ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในกองทุนเอง (Turn over rate expenses) จึงไม่สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกมาได้แน่นอนครับ อาจจะต้องรอรอบรายงานประจำปีถัดไปให้ตัวเลขเสถียรและชัดเจนก่อน


ก็จะเห็นได้ว่า กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ณ ปัจจุบัน คือ TMB50 ส่วนหมวดกองทุนประหยัดภาษีนั้นต่ำสุดก็คือ KS50LTF กับ KFS100RMF ครับ แต่ต้องเข้าใจว่าต่อให้ต่ำสุดในหมวดนั้นแต่ถ้าเกิน 1% ต่อปี กองทุนดัชนีก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ครับ มันต้องรวมกันสองอย่างคือ เป็น “กองทุนดัชนี” และต้องมี “ค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด” ด้วย

ถามว่าค่าใช้จ่ายกองทุนดัชนีในบ้านเรานั้นต่ำหรือยัง คำตอบคือยังครับ ค่าเฉลี่ยจริง ๆ ค่าใช้จ่ายรวมไม่ควรเกิน 0.5% ควรจะต่ำกว่านี้ ลองดูกองทุนดัชนีของสหรัฐก็จะอยู่ที่ 0.1-0.3% ต่อปีครับ (ต่ำสุดเลยคือ 0.05% !) แต่ถามว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนดัชนีหุ้นไทย ต่ำๆก็อยู่ที่ 0.5-0.8% ต่อปี ก็ถือว่าน้อยกว่าเกือบ 2-3 เท่าของกองทุนบริหาร (active funds) ครับ ค่าเฉลี่ยที่ผมเคยทำ กองทุนบริหารในไทยมีค่าใช้จ่ายหลักและค่าใช้จ่ายแฝงรวมกันประมาณ 1.75-2.50% ต่อปีเลยทีเดียว ระยะยาวส่วนต่างพวกนี้จะถ่างผลตอบแทนออกเยอะมากครับด้วยพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น

แล้วถามว่ากองทุนรวมในไทยที่เป็นกองทุนบริหารทำผลตอบแทนได้แย่กว่าดัชนีหรือตลาดหุ้นหรือไม่ โปรดลองอ่านบทความเหล่านี้ครับ LTF กองไหนดี10 ปีผ่านไป กองหุ้นไทยเทียบ SET TRIเจาะลึก RMF หุ้นไทย ใครแพ้?, แล้วจะเห็นว่ากองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอนั้นมีน้อยจริง ๆ และชนะในวันนี้ก็อาจจะเป็นผู้แพ้ในวันหน้าได้ และนักลงทุนก็ไม่มีวิธีไหนทำนายได้ด้วยว่ากองไหนจะเป็นที่หนึ่งในอีก 20-40 ปีข้างหน้า โดยปกติการเสียเวลามานั่งหากองทุนบริหารผู้ชนะมักจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผลตอบแทนด้อยลงครับ (“Searching for superior active funds is an inferior strategy.”—Richard A. Ferri)

มีกองทุนดัชนีอีกประเภทในไทยที่ส่วนตัวผมอยากเตือนให้นักลงทุนระวังคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Foreign Investment Fund-FIF) ไม่ว่าจะเป็น Fund of Funds หรือ Feeder Fund พวกนี้มีการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่แพงมากและเก็บซ้ำซ้อนจนลดทอนผลตอบแทนที่นักลงทุนควรได้จนอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวที่จะลงทุนครับ ยกตัวอย่าง กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นต่างประเทศ เช่น ดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น นักลงทุนซื้อตอนแรกก็โดนค่าธรรมเนียมขาย (front-load) ไป 1.0-1.5% กองทุนพวกนี้เอาเงินท่านไปซื้อ ETF ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 0.3-0.4% ต่อปี แล้วกองทุนในไทยยังเก็บค่าใช้จ่ายท่านซ้ำอีก เช่น บางเจ้าเก็บปีละ 1.0-1.4% ต่อปี สรุปแล้วปีแรกท่านก็เสียค่าใช้จ่ายไปรวมร่วม ๆ 2-3% ปีหลัง ๆ พอถือยาวก็เสียอีก 1.5-2.0% ต่อปี ถ้าระยะยาวดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี ท่านก็จะโดยกินไปแล้วเกือบร้อยละ 20 ของผลตอบแทน ส่วนตัวผมจึงแทบไม่แตะต้องกองทุนพวกนี้เลย ค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนี้ ระยะยาวย่อมลดทอนสิ่งที่จะได้จากการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศครับ ว่ากันว่า การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศประกอบในพอร์ตฟอลิโอถือเป็น free-lunch ในการลงทุน แต่ถ้าถูกคิดค่าใช้จ่ายแพงขนาดนี้นอกจากเราจะไม่มี free-lunch อาหารกลางวันให้กินแล้ว เรายังต้องจ่ายอาหารเช้า breakfast-lunch ให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมด้วย อะไรที่คุณไม่จ่ายออกไปในการลงทุน ในด้านหนึ่งมันก็คือผลตอบแทนที่คุณได้รับ (“The Fact is that the reverse is true : the more you pay, the less your earn.” — John C. Bogle) ตรวจสอบค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามครับ

“Other things equal, lower costs mean higher returns.” — John C. Bogle


อยากให้อ่านบทความนี้ต่อครับ — DCA กับคำแนะนำของกูรู


—♦ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนี จัดทำ ณ วันที่ 20/11/2560

SETFUNDS201117

—♠ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนีตามรอบรายงานประจำปีที่ผ่านมา

SET AR back

กองทุนดัชนี ในไทย (Index Funds in Thailand)

กองทุนดัชนี (Index Funds)

ในประเทศไทยนั้น ถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์กองทุนรวม (mutual funds) กองทุนดัชนี กองแรกน่าจะเป็น SCBSET ของบลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งลงทุนเลียนแบบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) โดยออกกองทุนมาตอนปี พ.ศ. 2539 ส่วนกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี SET50 กองแรกคือ TMBSET50 ของบลจ.ทหารไทยในปี พ.ศ. 2544 ครับ ก็เกือบ 20 กว่าปีแล้วที่เกิดกองทุนรวมดัชนีในไทยขึ้นมา

ปรับปรุงบทความ 22/07/62

1. ดัชนีที่ กองทุนดัชนี ในไทยนิยมเลียนแบบ

ดัชนีที่เป็นที่นิยมเลียนแบบของ กองทุนดัชนี ในไทย คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) ซึ่งถือว่าดีครับ เพราะเกณฑ์ในการคำนวณและคัดเลือกบริษัทเข้ามาประกอบดัชนีนั้น ใช้หลักการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) (ดูรายละเอียด)

โดยสรุปคร่าว ๆ ก็คือ ดัชนีประเภทนี้จะเป็นดัชนีแบบกระจายฐานกว้าง (broad-based) มีหุ้นหลายตัวประกอบกันโดยเรียงตามขนาดมูลค่าบริษัท (market cap) บริษัทไหนมีขนาดใหญ่ก็จะมีน้ำหนักในการลงทุนมากกว่า และการเปลี่ยนแปลงราคาในแต่ละวันก็จะทำการปรับมูลค่าใหม่ล่าสุดให้กับหลักทรัพย์แต่ละตัวเองครับ ถ้าหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าตลาดตกลงมา น้ำหนักของมันในดัชนีก็จะลดน้อยลงไปอัตโนมัติ ทำให้ผู้จัดการกองทุนแทบจะไม่ต้องมายุ่งในการซื้อขายปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่อย่างใด

ด้วยเหตุนี้ ดัชนี SET Index จึงเป็นหนึ่งในดัชนีหุ้นที่ทำการเข้าซื้อและถือยาวได้ง่ายที่สุด (buy-and-hold strategy) และจะประกอบด้วยหุ้นหลากหลายตัวทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ในไทยนั้นหลัก ๆ ก็จะมี ดัชนี SET, SET50, SET100 โดยตัวเลข 50-100 ก็คือจำนวนหุ้นที่จะต้องเลียนแบบครับ

ยกตัวอย่าง ดัชนี SET50 โดยปกติมูลค่าของมันก็จะมีน้ำหนักประมาณ 70-75% ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับ ดัชนี the S&P500 ที่มีน้ำหนักประมาณสามในสี่ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐ กองทุนที่เลียนแบบมักจะทำได้ไม่ยาก ทำให้สามารถจะ copy ลงทุนหุ้นได้ครบ (full replication)

ส่วนดัชนี SET100 นั้น กองทุนอาจจะมีหุ้นไม่ถึง 100 ตัว หรือกรณีเลียนแบบ SET ยังไงก็คงลงทุนไม่ครบ 500-600 ตัวแน่ ๆ เพราะหุ้นตัวเล็ก ๆ สภาพคล่องในการซื้อขายยิ่งต่ำ หากแต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เขาสามารถใช้วิธีปรับสัดส่วนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีได้โดยไม่ต้องมีหุ้นทุกตัวครบ คือ อาจจะคำนวณโดยใช้โปรแกรมว่าต้องเพิ่มลดน้ำหนักของหุ้นตัวไหนจึงจะใกล้เคียงกับการลงทุนตามดัชนีนั้น ๆ มากที่สุด (optimization)

ข้อมูลผมอาจจะตกหล่น แต่เท่าที่สำรวจดู ข้อเสียอย่างหนึ่งของกองทุนรวมโดยเฉพาะกองทุนเปิดในบ้านเรานั้น ไม่มี กองทุนดัชนี สินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เช่น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ มาเป็นตัวเลือกให้นักลงทุน (ต่างประเทศมีและนิยมมากด้วย) ก็จะต้องทำการรอคอยกันต่อไปว่า บลจ. เจ้าไหนจะเข็นมันออกมาก่อน

2. แนวทางลงทุนกองทุนดัชนี 

ด้วยความครบครันของดัชนี SET Index ไม่ว่าจะมีลักษณะตามเกณฑ์ market cap-weighted, เป็น broad-based index จึงทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broad diversification) และอย่างดัชนี SET50 นั้นลงทุนตามได้ง่าย ลงทุนหุ้นครบทั้ง 50 ตัวได้ด้วยวิธี full replication ซึ่งจะทำให้กองทุนสามารถคิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ได้ ทำให้กองทุนดัชนีในไทยเราที่เป็น กองทุนดัชนีหุ้น SET50 จึงค่อนข้างจะเหมาะสมในการถือครองระยะยาว ประเด็นนี้ค่อนข้างคล้ายกับกองทุนดัชนีหุ้นสหรัฐที่มักจะนิยมเลียนแบบดัชนี the S&P 500

อนึ่ง กองทุนดัชนีที่เหมาะสมจะลงทุนนั้น ยังต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่าย เป็นสำคัญ จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำมาก ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี (lower or lowest-cost index funds)

ยิ่งสมมติคุณลงทุนกองทุนดัชนี SET50 ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเหมือนกันหมด กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET50 ต้องลงทุนหุ้นทุกตัวเหมือนกัน ต้องทำผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนี SET50 เมื่อมันไม่มีความต่าง คุณจึงควรเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่าย ต่ำที่สุด ครับ

นอกจากนี้ กองทุนดัชนีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใด ๆ เช่น ไม่ควรมีธรรมเนียมในการซื้อขาย (no-load) แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เก็บเข้ากองทุนประเภทค่าใช้จ่ายในการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ (transaction fees) แบบนี้ยอมรับได้

อีกประเด็นคือ นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นอย่างน้อย 7-10 ปีขึ้นไป ดังนั้น นักลงทุนย่อมไม่ควรลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีนโยบายในการจ่ายปันผล (ดูข้อเสีย)

ข้อมูลด้านล่างนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลกองทุนดัชนีหุ้นไทย โดยจะตัดกองทุนเปิดดัชนีที่มีนโยบายจ่ายเงินปันผลทิ้งไป เช่น TMB50DV, T-SET50 และบางกองทุนที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างสูงเกิน 1% ไปมาก หรือบางกองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ที่มีโอกาสอาจจะถูกปิดหรือเลิกกองทุน

อนึ่ง นักลงทุนต้องระวังกองทุนรวมที่มีคำว่า SET50, SET100 แต่ไม่ใช่กองทุนดัชนีนะครับ เช่น 1AMSET50, KFENSET50 พวกนี้เป็น actively managed funds ไม่ใช่กองทุนดัชนีแบบเชิงรับแท้ (passive index funds) 

ข้อมูลด้านล่างนี้เก็บรวบรวมมา ณ วันที่ 22/07/2562 ก็จะพยายามอัพเดตอย่างน้อยทุกครึ่งปีครับ

(1) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (fee in-out) คือ คือค่าใช้จ่ายเวลาเราซื้อหรือขายกองทุนซึ่งทำให้กองทุนมีการเคลื่อนไหวเพราะเงินเราไหลเข้าออก กองทุนจึงเก็บค่าใช้จ่ายจากเราโดยตรง จะได้ไม่กระทบกับเงินลงทุนของคนอื่นที่เขาไม่ได้มาซื้อขายกับเราด้วย ค่าใช้จ่ายส่วนที่เหลือก็เก็บเข้ากองทุน ทำให้ค่าใช้จ่ายตัวนี้โอเคและสมเหตุสมผลในการเก็บครับ

(2) ค่าธรรมเนียม (Load – front, back) คือค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายกองทุน ซึ่งกองทุนดัชนีที่ดีไม่ควรมีพวกนี้ครับ (no-load)

(3) Expense Ratio (Total expense ratio – TER) เป็นอัตราค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม ซึ่งคิดรวมแล้วทั้งค่าธรรมเนียมบริหารจัดการกองทุน ค่าดูแลกองทุน ค่านายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่นอันแสนจะยิบย่อย (-_-“) ผลตอบแทนส่วนใหญ่ในระยะยาวของเราจะหายก็เพราะตัวนี้ครับ สำคัญมาก (ตัวเลขที่เอามาคือเป็นตัวเลขรวมภาษี บางกองทุนโชว์ก่อนภาษีผมก็ทำการเหมาคร่าว ๆ โดยคูณ 1.07 เข้าไป)

(4) Turnover rate expense คือ ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ที่เกิดจากการที่กองทุนทำการซื้อขายหุ้นของกองทุน หรือเป็นค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการหมุนเวียนซื้อขายหลักทรัพย์ของกองทุน เพราะทุกครั้งที่กองทุนมีการเคลื่อนไหว มีการซื้อขายหุ้นในพอร์ตก็จะต้องจ่ายค่าคอมให้โบรกเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งปกติมันควรจะน้อยครับเพราะส่วนใหญ่กองทุนพวกนี้ก็ควรจะถือหุ้นยาว

หากท่านไม่เข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมที่กล่าวไปข้างบน ทุกท่านควรจะอ่านและทำความเข้าใจให้ดีกับรายละเอียดของค่าใช้จ่ายแต่ละตัวตามบทความนี้ >> ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม

ช่องสุดท้าย คือ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในท้ายที่สุด ดูไว ๆ ช่องนี้ได้เลย 

Annotation 2019-07-22 191347

* Class E เป็นกองทุนที่ทางบลจ.ไทยพาณิชย์กำหนดให้ซื้อผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตหรือดิจิตัลเท่านั้น โดยจะยกเว้นไม่เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ แต่จะมีเงื่อนไขว่าห้ามซื้อกองทุนพวกนี้เกิน 1 ล้านบาท หรือลงทุนไปแล้ว ถ้ามูลค่าเงินลงทุนของเงินกองทุน Class E ทุกกองที่ลงทุนไปเติบโตไปเกิน 1 ล้านบาท ก็จะซื้อเพิ่มอีกไม่ได้ รายละเอียดโปรดดูที่เว็บไซต์ของทาง บลจ.ไทยพาณิชย์ เองนะครับ

จากรูปข้างบนนั้นก็จะเห็นได้ว่า กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ณ ปัจจุบัน คือ พวกกองทุน Class E ของบลจ.ไทยพาณิชย์ (0.10-011%) แต่ถ้าไม่นับ Class E ก็จะเป็นกองทุน K-SET50 (0.57%) ของค่ายบลจ.กสิกร

ส่วนหมวดกองทุนประหยัดภาษีนั้นต่ำสุดในหมวด LTF คือ KLTF50 (0.76%) ถ้าเป็นหมวด RMF ก็คือ SCBRMS50 (0.69%) ครับ

ต้องเข้าใจว่าต่อให้ต่ำสุดในหมวดนั้นแต่ถ้าค่าใช้จ่ายเกิน 1% ต่อปี กองทุนดัชนีกองนั้นก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ครับ มันต้องรวมกันสองอย่างคือ เป็น “กองทุนดัชนี” และต้องมี “ค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด” 

* Class E เป็นกองทุนที่ทางบลจ.ไทยพาณิชย์กำหนดให้ซื้อผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตหรือดิจิตัลเท่านั้น โดยจะยกเว้นไม่เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการ แต่จะมีเงื่อนไขว่าห้ามซื้อกองทุนพวกนี้เกิน 1 ล้านบาท หรือลงทุนไปแล้ว ถ้ามูลค่าเงินลงทุนของเงินกองทุน Class E ทุกกองที่ลงทุนไปเติบโตไปเกิน 1 ล้านบาท ก็จะซื้อเพิ่มอีกไม่ได้ รายละเอียดโปรดดูที่ เว็บไซต์ของทาง บลจ.ไทยพาณิชย์ เองนะครับ

ค่าใช้จ่ายที่ควรจะเป็นและความหวัง

ถามว่าค่าใช้จ่ายกองทุนดัชนีในบ้านเรานั้นต่ำหรือยัง คำตอบคือยังครับ ค่าเฉลี่ยจริง ๆ ค่าใช้จ่ายรวมไม่ควรเกิน 0.5% ควรจะต่ำกว่านี้ ลองดูกองทุนดัชนีของสหรัฐก็จะอยู่ที่ 0.1 – 0.3% ต่อปีครับ (ต่ำสุดเลยคือ 0.05%!) แต่ถามว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนดัชนีหุ้นไทย ต่ำ ๆ ก็อยู่ที่ 0.6 – 0.8% ต่อปี ก็ถือว่าน้อยกว่าเกือบ 2-3 เท่าของค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไปหากลงทุนในกองทุนบริหารจัดการที่คัดเลือกหุ้นรายตัว (actively managed funds) ครับ

ค่าเฉลี่ยที่ผมเคยสำรวจนั้น กองทุนบริหารจัดการในไทยมีค่าใช้จ่ายหลักและค่าใช้จ่ายแฝงรวมกันประมาณ 1.75 – 2.50% ต่อปีเลยทีเดียว ระยะยาวส่วนต่างพวกนี้จะถ่างผลตอบแทนออกเยอะมากครับด้วยพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น

แล้วถามว่ากองทุนรวมในไทยที่เป็นกองทุนบริหารทำผลตอบแทนได้แย่กว่าดัชนีหรือตลาดหุ้นหรือไม่ โปรดลองอ่านบทความเหล่านี้ครับ มายาคติและการเสียเวลาดูผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุนรวม และ ผลตอบแทนของหุ้นและตลาดหุ้น แล้วจะเห็นว่ากองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอนั้นมีน้อยจริง ๆ และผู้ชนะในวันนี้ก็อาจจะเป็นผู้แพ้ในวันหน้าได้

นอกจากนี้ นักลงทุนก็ไม่มีวิธีไหนทำนายได้ด้วยว่า กองทุนไหนจะเป็นที่หนึ่งในอีก 20-40 ปีข้างหน้า โดยปกติการเสียเวลามานั่งหากองทุนบริหารที่จะเป็นผู้ชนะ มักจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผลตอบแทนด้อยลงครับ

Searching for superior active funds is an inferior strategy.“— Richard A. Ferri

3. กองทุนดัชนีที่ลงทุนดัชนีหุ้นต่างประเทศ

มีกองทุนดัชนีอีกประเภทในไทยที่ส่วนตัวผมอยากเตือนให้นักลงทุนระวังคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Foreign Investment Fund – FIF) ไม่ว่าจะเป็น Fund of Funds หรือ Feeder Fund พวกนี้มีการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่แพงมาก และเก็บซ้ำซ้อนจนลดทอนผลตอบแทนที่นักลงทุนควรได้ จนอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวที่จะลงทุนครับ

ยกตัวอย่าง กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นต่างประเทศ เช่น ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่น นักลงทุนซื้อตอนแรกก็โดนค่าธรรมเนียมขาย (front-load) ไป 1.0 – 1.5% กองทุนพวกนี้เอาเงินท่านไปซื้อ ETF ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 0.3 – 0.4% ต่อปี แล้วกองทุนในไทยยังเก็บค่าใช้จ่ายท่านซ้ำอีก เช่น บางเจ้าเก็บปีละ 1.0 – 1.5% ต่อปี สรุปแล้วปีแรกท่านก็เสียค่าใช้จ่ายไปรวมร่วม ๆ 2 – 3% พอถือไปเรื่อย ๆ ปีหลัง ๆ ก็เสียอีก 1.5 – 2.0% ต่อปี

ถ้าระยะยาวดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี ท่านก็จะโดยกินผลตอบแทนไปแล้วเกือบร้อยละ 20 ผ่านค่าใช้จ่ายที่เสียไปในแต่ละปี ส่วนตัวผมจึงแทบไม่แตะต้องกองทุนพวกนี้เลย ค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนี้ ระยะยาวย่อมลดทอนข้อดีที่จะได้จากการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศครับ

อนึ่ง มีคำกล่าวว่า การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศประกอบในพอร์ตฟอลิโอถือเป็น free-lunch ในการลงทุน แต่ถ้าถูกคิดค่าใช้จ่ายแพงขนาดนี้นอกจากเราจะไม่มี free-lunch อาหารกลางวันให้กินแล้ว เรายังต้องจ่ายอาหารเช้าและเย็นให้กับอุตสาหกรรมกองทุนรวมด้วย

แล้วควรจะลงทุนอย่างไรดี?

จริง ๆ การลงทุนกองทุนดัชนีในไทยตอนนี้ เมื่อเริ่มจากหลักการว่าลงทุนระยะยาวเป็นประจำ สม่ำเสมอ ตามช่วงเวลาที่กำหนดเช่นทุกเดือน โดยที่กองทุนดัชนีนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด การลงทุนตามแนวทางข้างต้นในปัจจุบัน จึงควรจะลงทุนใน class e ของบลจ.ไทยพาณิชย์เป็นอันแรก จะกองทุน SETE หรือ SET50E ลงทุนให้ครบสิทธิที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทเสียก่อน เพราะจะได้ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวม ๆ ต่ำที่สุดแล้ว ราว ๆ 0.1-0.2% ที่เหลือเกินล้านค่อยไปลงทุนกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดกองอื่น ซึ่งจากตารางข้างบนก็คือ K-SET50

ผมว่าสิทธิ 1 ล้านนี่ เอาจริงคือไม่เลวเลยนะครับ โดยเฉพาะคนที่เริ่มลงทุนหรือคนที่จบใหม่เริ่มงาน สมมติเงินเดือน 15,000 คุณเก็บ 2,000 ปีละ 24,000 กว่าจะไปทะลุครบล้านนี่ก็ได้อีกหลายปี แม้กระทั่งคนที่ลงทุนอยู่แล้ว ในเมื่อคุณสามารถลงทุนใน 1 ล้าน class e ได้ด้วย เราก็ควรจะลงให้เต็มก่อน ค่อยไปที่อื่น เป็นหนึ่งล้านที่ทุกคนได้สิทธิฟรี ๆ กันหมด อยู่ที่จะลงทุนไม่ลง

ถ้าเรายึดตามหลักการกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ พวกตระกูล e class ของบลจ.นี้ ณ ตอนนี้คือให้สิทธิตามนี้จริง ๆ ในอนาคตถ้ามีบลจ.ไหนทำได้ดีกว่า เราก็ลงทุนไปตามนั้น สมมติบลจ.ที่มีกองทุนดัชนีตอนนี้ทำ e class ออกมาอีก เราอาจจะได้ e class รวมกันหลายบลจ. เพิ่มอีก 5 ล้าน (สมมติมี 5 บลจ. ออก e class) แบบนั้นก็อาจกระจายลงทุนไปบลจ.ละล้าน ไม่มีอะไรห้าม ขนาดเงินฝาก เรายังนั่งหาโปรดอกเบี้ยสูงเลย นี่พวกกองทุนรวมคือทางกลับกัน ค่าใช้จ่ายต่ำเป็นปัจจัยที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้นในระยะยาวอย่างหนึ่ง

เอาแค่ 1 ล้าน สมมติลงในกองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index สมมติผลตอบแทนระยะยาวทบต้น 30 ปีข้างหน้าคือ 9% ต่อปี คุณลงกองทุนดัชนี A ที่คิดค่าใช้จ่าย 0.1% ต่อปี ผลตอบแทนจะเหลือ 8.9% ต่อปี คุณลงกองทุนดัชนี B ค่าใช้จ่าย 0.6% ต่อปี ผลตอบแทนเหลือ 8.4% เงินหนึ่งล้านในกอง A จะเป็น 12.9 ล้าน กอง B จะเป็น 11.24 ล้าน ต่างกัน 1.6-1.7 ล้านบาท ถ้านานกว่านั้นตัวเลขก็จะถ่างออกไปมาก ๆ ครับ

ทวนกันอีกรอบ เราไม่ภักดีกับบลจ.ไหน เพราะเราจะลงทุนในบลจ.ที่มีกองทุนดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด เพราะในแง่หนึ่ง เราถือว่าบลจ.ที่ออกกองทุนดัชนีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ นั้นปฏิบัติกับเรานักลงทุนอย่างเป็นธรรมและคำนึงถึงพวกเราเป็นสำคัญแล้ว แม้อาจจะไม่ที่สุด แต่การได้จุดเริ่มต้นระบบที่ 1 ล้านเท่านั้น ก็เป็นจุดเริ่มที่ดีครับ

ทั้งนี้ กองทุนคลาส e ที่ไม่เก็บค่าธรรมเนียมบริหารจัดการยังรวมไปถึงกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วย เพราะฉะนั้น กองทุนดัชนีหุ้นต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำแบบนี้ก็เพิ่มความน่าสนใจสำหรับการลงทุนพวกกองทุนดัชนีที่ไปลงทุนในกองทุนดัชนีต่างประเทศ ที่กองแม่ในตปท.ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่เยอะด้วย อย่างกอง SCBS&P500 ที่ค่าใช้จ่ายกอง class e ในไทยมีค่าใช้จ่ายราว ๆ 0.1% กว่า และไปลงทุนในกองทุนอีทีเอฟ SPDR S&P 500 ETF Trust ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีราว 0.1% ค่าใช้จ่ายรวมจึงตกอยู่ราว ๆ 0.2%+ ก็ใช้ได้อยู่ครับ ไม่เหมือนกับกองทุนแบบไม่ class e ที่ค่าใช้จ่ายรวมสูงกว่า 1.2%

โปรดอย่าลืมว่า…

อะไรที่คุณไม่จ่ายออกไปในการลงทุน ในด้านหนึ่งมันก็คือผลตอบแทนที่คุณได้รับ ยิ่งคุณจ่ายค่าใช้จ่ายมากเท่าไหร่ในการลงทุนโดยเฉพาะการลงทุนกองทุนรวม ผลตอบแทนที่คุณจะได้รับก็จะน้อยลงไป

“The Fact is that the reverse is true : the more you pay, the less your earn.” — John C. Bogle[1. John C. Bogle, Bogle On Mutual Funds: New Perspectives For The Intelligent Investor (Hoboken: Wiley, 2014), 208.]

ตรวจสอบค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามครับ เพราะโดยทั่วไปแล้วนั้น ค่าใช้จ่ายที่ต่ำย่อมนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นสำหรับนักลงทุน

“Other things equal, lower costs mean higher returns.” — John C. Bogle[1. ibid., 253]

อยากให้อ่านบทความนี้ต่อครับ 

I. DCA กับคำแนะนำของกูรู

II. ความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

III. ความเชื่อเกี่ยวกับผลตอบแทนย้อนหลังของกองทุน 

—♦ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนี จัดทำ ณ วันที่ 22/07/2562

Annotation 2019-07-22 191453

ประวัติศาสตร์กองทุนดัชนี

เพื่อจะเข้าใจได้ดีขึ้นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เราลองมาย้อนประวัติศาสตร์ดูว่าเส้นทางแห่งการลงทุนเชิงรับ (passive investment) โดยกองทุนดัชนีนั้นเดินทางมาอย่างไร กว่าจะมีวันนี้กองทุนพวกนี้ก็เจ็บมาเยอะพอดู ที่ๆจะพาไปย้อนอดีตคือ สหรัฐอเมริกา เพราะกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยเกิดขึ้นที่นั่นที่แรกครับ

  • ก่อนยุค 1960, นึกภาพก่อนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือก่อนปี พ.ศ. 2500 วงการลงทุนอยู่ในมือของผู้จัดการกองทุนซึ่งบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุด (Active Funds or Actively-Managed Funds) อันที่จริงสมัยนั้นอุตสาหกรรมกองทุนรวมยังเป็นอะไรที่ค่อนข้างเล็กมากครับ แต่ภาพรวมคือ ก็จะมีผู้จัดการกองทุนหรือผู้จัดการเงินทุนเป็นคนวิเคราะห์หุ้นหรือหลักทรัพย์ที่จะลงทุน ไม่ก็เป็นคนตัดสินใจโดยมีฝ่ายวิจัย นักวิเคราะห์หรือที่ปรึกษามาร่วมทีมลงทุนด้วย
  • ช่วง 1960s-1970s, ช่วงนี้เป็นยุคคล้ายๆยุค renaissance และปฏิวัติวงการลงทุน เพราะเป็นช่วงเวลาที่วงการศึกษา (academic) และศาสตราจารย์หรือผู้เชี่ยวชาญรวมถึงมีบทวิจัยจากโรงเรียนธุรกิจ (business school) ตามมหาวิทยาลัยดังๆ อาทิ Wharton, Chicago เข้ามาพลิกวงการลงทุน อีกทั้งยังเป็นจุดเปลี่ยนในยุคถัดๆไป เพราะผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเหล่านี้ก็ออกมาทำงานในวงการลงทุนและเอาสิ่งที่เรียนรู้มาขยายในภาคปฏิบัติจริง ทำให้วงการศึกษาครอบงำตลาดทุนในยุคหลังๆครับ คนในวงการที่เปลี่ยนโลกลงทุนในยุคนี้ก็เช่น Harry Markowitz, ได้ทำให้เกิดหลักการลงทุนที่ฮิตๆกันต่อมาคือ “อย่าใส่ไข่ทุกใบไว้ในตะกร้าใบเดียว” (don’t put all your eggs in one basket.) คือมาจากหลักสำคัญที่ยังอยู่ทุกวันนี้ในเรื่องของ “Portfolio Selection” ความเสี่ยงจากการลงทุนในหลักทรัพย์(รายตัว)ไม่สำคัญเท่าความเสี่ยงที่ทั้งพอร์ตลงทุนแบกรับครับ ถ้าคุณลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (well-diversified) คุณจะได้ผลตอบแทนสูงขึ้นโดยที่ความเสี่ยงลดลง คือ มาร์โควิซเป็นคนเริ่ม แต่มีคนหลังๆที่สำคัญอีกหลายคนมาช่วยต่อยอดพัฒนาทฤษฎีให้เข้มแข็งขึ้น อาทิ Kenneth R. French, Eugene Fama และพัฒนามาเป็น Modern Portfolio Theory ในปัจจุบันครับ

ยุคนี้อีกทฤษฏีหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือทฤษฎี “Market Efficiency” (ตลาดที่มีประสิทธิภาพ) คือทฤษฎีนี้บอกว่า ถ้าตลาดทุนมีประสิทธิภาพในระดับสูงสุด การใช้วิธีลงทุนแบบเทคนิค แบบปัจจัยพื้นฐาน และแม้กระทั่งข้อมูลภายในก็ไม่สามารถหาประโยชน์หรือทำผลตอบแทนส่วนเกินได้ เพราะตลาดจะรับรู้ข่าวสารทุกอย่าง และราคาที่ปรากฏของหลักทรัพย์ เช่น ราคาหุ้น นั้นสะท้อนข่าวสารและความคาดหวังไปหมดแล้ว พูดง่ายๆก็คือ เลิกคิดที่จะชนะตลาดซะ มันถึงขั้นนั้นเลย

  • ยุค 1970-1990s, ยุคนี้คือช่วงแรกที่เกิดกองทุนดัชนีครับ เพราะยุคก่อนหน้านั้นมันมีทฤษฎีทางการเงินมารองรับถึง 2 อย่างคือ ทฤษฎีตลาดที่มีประสิทธิภาพ, และทฤษฎีพอร์ตฟอลิโอสมัยใหม่(เรื่องของการผสมสินทรัพย์ลงทุน) คราวนี้นักลงทุนสถาบันก็เริ่มเรียกหาตัวช่วยที่จะลงทุนตามทฤษฎีเหล่านี้ได้ขึ้นมา ประกอบกับการมีหนังสือสำคัญๆที่ออกมากระแทกแสกหน้าวงการลงทุน(ที่ยังครองโดยผู้จัดการกองทุน 100%) นั่นคือ

ในปี 1973, ศาสตราจารย์ Burton G. Malkiel ตีพิมพ์หนังสือชื่อ A Random Walk Down Wall Street เผยแพร่ทฤษฎีเดินสุ่ม มาย้ำอีกทีว่าในตลาดทุนหรือตลาดหุ้นนั้นการเคลื่อนไหวของราคาไม่สามารถทำนายได้โดยวิธีการใดๆ และการลงทุนด้วยวิธีเทคนิค วิธีวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน วิธีจับจังหวะตลาดก็ไม่ได้ผลในตลาดหุ้น (หนังสือเล่มนี้ดีมากๆ ควรอ่านครั้งหนึ่งในชีวิตการลงทุนครับ) พอปี 1976 มีหนังสือมากระแทกอีกเล่มคือ Winning The Loser’s game ของ Charles D. Ellis ที่บอกว่า การลงทุนคือเกมคล้ายๆเทนนิสมือสมัครเล่น ใครที่ตีพลาดน้อยกว่ามักจะเป็นฝ่ายชนะ และคนที่พยายามจะเคลื่อนไหวมากๆ (เช่น พวกผู้จัดการกองทุนที่ซื้อขายหุ้นบ่อยๆ) จะเป็นผู้ที่แพ้ครับ อีกทั้งยังตีแผ่อีกว่าที่ผ่านมานั้นผู้จัดการกองทุนโดยเฉลี่ยบริหาร Active Funds ได้ผลตอบแทนน้อยกว่าผลตอบแทนของตลาดหุ้นอย่างมาก พวกเขาส่วนใหญ่แพ้ดัชนี The S&P500 หรือพูดง่ายๆคือ ลงทุนได้ผลตอบแทนเท่าดัชนีก็ถือว่าได้ผลตอบแทนมากกว่ากองทุนแบบบริหารกว่า 70-80% ครับ

คราวนี้เรื่องเลยมันส์เลย บลจ.แวนการ์ด (Vanguard) โดย John C. Bogle ก็ออกกองทุนดัชนีกองแรกออกมาโดยเลียนแบบ The S&P500 Index, และปี 1976 ก็ออกกองทุน VFINX เป็นกองทุนดัชนีกองแรกสำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป (individual investors) โดยมีเงินลงทุนตอนแรกที่นักลงทุนซื้อเพียงแค่ $11 million (สิบเอ็ดล้านเหรียญสหรัฐ) และสิ่งที่วงการกองทุนรวมตอบรับคือ “เสียงหัวเราะและเยาะเย้ย” บ้างก็ว่าเป็นความโง่เขลาของโบเกิล วงการกองทุนรวมตั้งคำถามว่า “ใครกันจะต้องการกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเท่ากับค่าเฉลี่ย(ของตลาด)?” สมัยนั้นบลจ.ที่ใหญ่สุดในวงการคือ Fidelity ผู้บริหารก็บอกว่า “I can’t believe that the great mass of investors are going to be satisfied with just receive average returns.” (ประมาณว่า จะบ้าหรอ ใครกันจะมาพอใจกับผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น)

บางโบรกเกอร์ก็โจมตีว่ากองทุนพวกนี้ไม่ดี เวลาขายให้นักลงทุนก็จะบอกว่า คุณจะเอาหรอกองทุนพวกนี้มันสำหรับนักลงทุนที่เป็นแค่พวกค่าเฉลี่ยนะ (average fund for average person) กระตุ้นให้คนรู้สึกแย่เวลาซื้อกองทุนดัชนี จริงๆไม่ใช่อะไรครับ กองทุนดัชนีของ Vanguard นั้น ประมาณสองปีหลังก่อตั้งมาก็ยกเลิกค่าธรรมเนียมในการขาย (Sale Front-Load) ทำให้เวลานักลงทุนมาซื้อกองทุนพวกนี้ คนขายเช่นโบรกเกอร์  ตัวแทนขาย ที่ปรึกษาการลงทุน ไม่ได้ค่านายหน้าครับ ปกติสมัยนั้นกองทุนทั่วไปมีค่าธรรมเนียมขายสูงประมาณ 5-10% ลองคิดภาพ คุณลงทุนไป 10,000 เหรียญ คุณได้ลงทุนจริง 9,000-9,500 ส่วนที่หายไปก็เข้ากระเป๋าคนขายซะ แถมถือไปเรื่อยๆก็มีค่าใช้จ่ายอีกปีละประมาณ 1.5-2.5% ต่อปี ในขณะที่กองทุนดัชนี S&P500 ของแวนการ์ดสมัยนั้นคิดค่าใช้จ่ายปีละ 0.25% ต่อปี เท่ากับประหยัดจากปกติ 1.25-2.25% ต่อปีตุนเป็นผลตอบแทนไว้ในกระเป๋าของเราเอง แถมไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมซื้อขายให้ตัวแทนขายคนไหนด้วย ก็ใช้เวลาประมาณ 10 กว่าปี คือใกล้ๆปี 1985 กองทุน Vanguard S&P500 ถึงมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโตจาก 10 ล้านตอนแรกเป็น 1,000 ล้านเหรียญ

  • ยุค 1990 เป็นต้นมา, พอเวลาผ่านไป ด้วยความไม่ย่อท้อและความพิสูจน์ได้ของกองทุนดัชนีว่าด้วยต้นทุนที่ต่ำของมัน ค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บน้อยมากๆ กลยุทธ์ลงทุนที่เลียนแบบและถือหุ้นยาวสามารถเอาชนะกองทุนรวมแบบบริหารส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว งานวิจัยสมัยนั้นก็ตีพิมพ์รัวๆว่า กองทุน active funds ไม่ได้สร้างคุณค่าหรือทำผลตอบแทนเฉลี่ยได้ดีเลย แพ้ตลาดและแพ้กองทุนดัชนีนะ ทำให้กระแสความนิยมในกองทุนดัชนีมีสูงขึ้น พอถึงปี 1993 เงินลงทุนในกองทุนดัชนีก็ขยับมาเป็น $125bn (125,000 ล้านเหรียญ) คิดเป็น 4% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมสมัยนั้น มันนิยมมากจนกระทั่งคนที่ดูถูกมัน เช่น Fidelity ต้องกลืนน้ำลายตัวเองและออกกองทุนดัชนีมาบ้าง รวมถึงการเกิดขึ้นมาของกองทุน ETF ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็เป็นตัวเร่งให้การลงทุนกองทุนดัชนีและการลงทุนเชิงรับกลายเป็นกระแสหลักขึ้นมา

และเวลาที่นานพอก็ทำให้คนเห็นอะไรอีกหลายอย่าง เช่น ตอน Vanguard ตั้งกองทุนดัชนีออกมา มีกองทุนหุ้น (general equity) ตอนนั้น 211 กอง พอมาถึงยุคล่าสุดเหลือผู้อยู่รอดเพียง 50 กองทุนในปัจจุบัน และส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนแพ้มันด้วย เงินลงทุนก้อนใหม่ๆจึงหลั่งไหลเข้าสู่กองทุนรวมดัชนี ตัวเลขปี 2015 นั้นมีเงินลงทุนในกองทุนรวมดัชนีหุ้น $4 trillion หรือประมาณ 33% ของเงินลงทุนในกองทุนรวมทั้งหมด และกระแสเงินลงทุนใหม่ๆในปัจจุบันก็ไหลเข้ากองทุนดัชนีเรื่อยๆครับ ส่วนกองทุน Vanguard S&P500 พระเอกของเรานั้นปัจจุบันก็เป็นกองทุนรวมหุ้น (mutual equity fund) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกาครับ ล่าสุดคือขนาดทรัพย์สินสุทธิประมาณ $230bn (230,000 ล้านเหรียญ) และคิดค่าใช้จ่ายเพียง 0.16% ต่อปี แต่ถ้าลงทุนด้วยเงินจำนวนสูงขึ้นต่องวด (VFIAX) ค่าใช้จ่ายรวมจะเหลือ 0.05% ต่อปี !! และผลตอบแทนทบต้นของมันตั้งแต่ก่อตั้ง 1976-2015 (ประมาณ 40 years) คือ 10.8% ต่อปีครับ


จะเห็นได้ว่ากว่ากองทุนดัชนีกว่าจะได้รับความนิยมสุดๆจริงๆก็ใช้เวลาเกือบ 20 ปีนับแต่มีกองแรกเกิดขึ้นมา แต่การเกิดขึ้นมาของมันเป็นประโยชน์กับนักลงทุนส่วนใหญ่ครับ ในประเทศไทยยังไม่ได้รับความนิยมและคนส่วนใหญ่ก็ได้รับสารจากแหล่งต่างๆว่าให้ลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (active funds) เป็นหลัก บ้างก็ว่าตลาดหุ้นไทยยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนบริหารในไทยได้ (อันนี้ไม่จริงนะครับ สามารถอ่านบทความอื่นๆในเพจนี้ประกอบได้) ทั้งนี้ขอจบบทความด้วยข้อคิดจาก John Bogle ที่ว่า

“Forget the Needle. Buy the Haystack”

แทนที่จะงมหากองทุนบริหารที่เป็นที่หนึ่งในอนาคต(ซึ่งทำนายไม่ได้), แทนที่จะเลือกหุ้นเลือกหลักทรัพย์เองรายตัว, แทนที่จะมัวมานั่งงมเข็ม ประวัติศาสตร์ของกองทุนดัชนีได้แสดงให้เห็นแล้วว่า

“ซื้อทั้งกองฟางไปเลย อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า”