กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? – แนวคิดและเหตุผล

กองทุนกี่กอง

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนนั้น นักลงทุนควรถือ กองทุนกี่กอง และควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบไหม เพราะเกิดใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เดี๋ยวมันร่วงปุ๊บ ไข่ในตะกร้าจะแตกหมด ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนมากมายหลายกองเลย เพราะถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามสิทธิประโยชน์ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

(1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข. (GPF)

(2) กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

(3) กองทุนรวมทั่วไป

โดยปกติเราก็ควรจะมีกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาว ๆ และออมเงินให้เติบโต คำถามว่า กองทุนกี่กอง จึงสามารถตอบได้ว่า เพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป ก็พอแล้ว และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมาก ๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+) และต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือหุ้นมากที่สุด เลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่า 70/30 เลือกลงทุนใน RMF หุ้น แล้วก็เลือกกองทุนหุ้นอีกหนึ่งกองเพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มเข้าไป ถ้าเอาตามนี้ เราก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ

อย่างไรก็ดี เราอาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับ สำรองค่าใช้จ่าย หรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (MMF) หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term bond) ซึ่งก็ถือว่าเป็นกองทุนอยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ โดยมี PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีกกอง ซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุน คือ กองทุนหุ้น กับ กองทุนที่เอาไว้พักเงิน

ผมมีข้อสังเกตว่า กรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็ว ๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท แต่เรื่องจริงมันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำ ๆ กัน เพราะกองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed fund) มักจะลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ ๆ นี่ล่ะ ซึ่งก็ไม่พ้นว่าเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา โดยรวมแล้วเราก็น่าจะลงทุนในหุ้น 50 บริษัทขึ้นไป ลองคิดดูดี ๆ นะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับการถือกองทุนดัชนี SET50

ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลาย ๆ กองทุน แล้วหุ้นมันพอ ๆ กันหรือซ้ำกันกับการถือกองทุนหุ้น SET50 แล้วท่านไม่ฉุกใจเหรอว่า ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปทำไมกัน? เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่ากองทุนดัชนีประมาณ 2-5 เท่า

ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีทุกกองไปเลย โดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่? นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)1  นักลงทุนถือหุ้นประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ แต่ความเสี่ยงไม่ได้กระจาย แถมเพิ่มความเสี่ยงมาอีกด้วยว่า ระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก (คือได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ผลตอบแทนรวมระยะยาวของตลาดหุ้น หรือ SET TR) เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกัน มันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด

ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า มีการแยกคิดบัญชีในใจ หากฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยกกัน ก็จะได้มูลค่าเงินลงทุนของตัวเองที่ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลาย ๆ กองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทยซื้อไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย กองที่จะรอดก็จะมีแต่กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะ ๆ จับจังหวะถูก แต่ส่วนมากจะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น กองทุนพวกนี้จะไล่ซื้อหุ้นไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลาย ๆ กอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อย ๆ กองไหนกำไรก็ขายทิ้ง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ต่อ ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช” สุดท้ายพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุน เก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่า คนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

เพราะฉะนั้นถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริง ๆ หรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ

ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี

ควรทบทวนพอร์ตการลงทุนได้แล้วครับ

  1. การที่มีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง RMF หุ้นหนึ่งกอง กองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด ไม่เหมือนกับการมี LTF 5 กอง RMF อีก 5 กอง รวมเป็น 10 กอง และเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีหลังเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนกรณีแรกเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับ เช่น LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจาก RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกัน เนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน คือ จริง ๆ เราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกันครับ

Share this:

3 Comments

  1. แล้วถ้าซื้อกองทุนหุ้นขนาดใหญ่หรือเซ็ท 50 และกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก โดยถือยาวทั้งคู่ มีความคิดเห็นอย่างไรกับแนวทางนี้ครับ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างระดับผลตอบแทนให้คงที่หรือเปล่า ขอบคุณครับ

  2. แล้วถ้าซื้อกองทุนหุ้นขนาดใหญ่หรือเซ็ท 50 และกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก โดยถือยาวทั้งคู่ มีความคิดเห็นอย่างไรกับแนวทางนี้ครับ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างระดับผลตอบแทนให้คงที่หรือเปล่า ขอบคุณครับ

    1. คือถ้าซื้อ SET50+กองทุนหุ้นขนาดกลาง+เล็กมันก็น่าจะเท่ากับซื้อ SET อยู่ดีหรือเปล่าครับ (อันนี้มาจากปัญหาหนึ่งในวงการกองทุนดัชนีไทย ที่ตัวกองทุนเลียนแบบ SET Index แท้ ๆ และค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ นั้นไม่มี ที่มีก็เก็บแพงไปประมาณ 1% นิด ๆ ต่อปี) เว้นแต่จะลงทุนกองทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็กในสัดส่วนที่มาก ๆ

Comments