คลังเก็บป้ายกำกับ: Stock-Equity

ปัญหาของ Magic Formula และ Back-Testing

เรื่องพวก Magic Formula หรือระบบการลงทุนที่เราอาจจะใช้อัตราส่วนทางการเงินบางอย่างเลือกหุ้น เช่น ค่า P/E – P/B – Dividend yield – ROA – ROE มาเลือกหุ้นถือครอง

อันที่จริงผมเคยอ่านหนังสือของ Joel Greenblatt เจ้าตำรับสูตรลับพวกนี้มานานมาก ในหนังสือก็จะโชว์ผลตอบแทนทบต้นระดับ 20-40% ต่อปีกันเลยทีเดียว งานวิจัยในไทยบางชิ้นก็สอดรับไปในทางนั้น

คำถามคือแล้วทำไมนักลงทุนถึงไม่ลงทุนตามนั้นกันล่ะ?

อันนี้เป็นการทดสอบส่วนตัวนะครับ ผมเคยนั่งลองทำลองดึงข้อมูลโดยใช้เกณฑ์เลือกหุ้นที่ P/E ต่ำสุด P/B ต่ำสุดมานั่งทดสอบย้อนหลัง เหมือนจะเคยโพสไปทีหนึ่ง มีปรับสูตรหลายแบบดู เช่น P/E ต่ำสุดแต่ห้ามต่ำกว่า 5 หรือใช้หุ้น 10 ตัวกับใช้หุ้น 15 ตัว

ผลลัพธ์ก็คือ บางวิธีให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก ดีใจ ใช่แล้ว ผมว่าเออ มันมีจริง ๆ สูตรแบบนี้ไม่ยากด้วย แต่นั่นคือ บน excel แบบจำลองบนกระดาษ เพราะพอมาทำจริง คุณจะพบปัญหามากมาย

สมมตินะ เราคำนวณ ณ สิ้นปี 31 ธันวาคมเท่ากับวันแรกในปีถัดไป เราก็จะต้องซื้อบนโมเดลหุ้นที่เราคำนวณได้ ซึ่งเรื่องจริงนั้น หุ้น (ส่วนใหญ่) ที่เข้าตามสูตรอาจจะมีสภาพคล่องที่ต่ำ เช่น วันหนึ่งซื้อขายกันนิดเดียวไม่มีคนขายให้ บางทีก็โดนไล่ราคา พอโดนไล่ราคา ค่าต่าง ๆ ตามสูตรก็เพี้ยน ถ้าซื้อไม่ได้ในวันนั้นค่าต่าง ๆ ก็เปลี่ยน เพราะหุ้นบางตัวอาจจะราคาทะยาน

เจ้าปัญหาข้างบนนี้นี้เป็นปัญหาสำคัญที่ผมเรียกว่า Liquidity Error คือทำจริงแล้วเจอปัญหาหุ้นบางตัวซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นกรณีแบบเงินเยอะ ๆ หลัก 10 ล้านขึ้นแล้วจะทำแบบนี้ทำได้ยากมาก ๆ ครับ

สูตรใดหรือสูตรที่แท้จริง

นักลงทุนบุคคลธรรมดาอาจจะไม่สามารถมาเสียเวลานั่งทำแบบนี้ได้ เอาแค่เลือกสูตรว่าจะใช้ P/E – P/B – ROA หรือ ROE หรือจะผสมกันดีก็งงล่ะ แล้วนักลงทุนจะต้องเชื่อมั่นอย่างมากด้วย เพราะมันมีปีที่แพ้ตลาดหลุดรุ่ย และอาจจะแพ้ติด ๆ กันหลายปี ความเชื่อมั่นก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง เกิดไปเลิกก่อนที่สูตรจะมีผลลัพธ์ที่ดีก็จะมีปัญหา และนักลงทุนต้องคุมจิตใจให้ดี เพราะสูตรพวกนี้มันทำให้บางทีนักลงทุนที่ลงทุนมาสักพักรู้จักหุ้นพอสมควร จะกระอักกระอ่วนใจที่จะซื้อ ก็จะเกิดปัญหา แหกสูตร

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เกิดไปเจอหุ้นที่เป็น Commodity ขายสินค้าโภคภัณฑ์ แล้วปีนั้นกำไรมันสูง ทำให้ค่าอัตราส่วน P/E ต่ำมาก แต่นักลงทุนที่สมมติยึดหลัก VI ในการลงทุน นักลงทุนจะเห็นว่ามันไม่โอเค แต่ถ้ามันอยู่ในสูตร นักลงทุนจะทำอย่างไร จะเชื่อสูตรหรือเชื่อตัวเอง นักลงทุนบางท่านก็กลัวว่ากำไรมันผิดปกติ ก็เลยไม่ซื้อ แต่นี่ล่ะครับ

ผลลัพธ์ของสูตรจริง ๆ มาจากการเข้าซื้อดื้อ ๆ หรือจริง ๆ มันมาจากการซื้อโดยที่ปรับปรุงสูตรกันแน่ ซึ่งกองทุนในต่างประเทศ แม้กระทั่งกองทุนที่ Greenblatt ลงทุนเองก็มีปรับสูตร คำถามคือ เราไม่รู้ว่าทำจริงแล้วต้องมีการปรับอะไรบ้างหรือไม่?

ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายเมื่อลงทุนจริง

อันต่อมาคือ งานวิจัยส่วนมากนั้นอยู่บนกระดาษ ผลตอบแทนที่ได้เป็น Gross Returns ยังไม่หักค่าใช้จ่าย ถ้านักลงทุนทำจริงนักลงทุนจะเจอค่าคอมค่านายหน้าซื้อหุ้น (รวมไปถึงอธิบายข้างบนเจอค่าใช้จ่ายต้นทุน bid-ask spread ส่วนต่างราคา หรือ market cost ต้นทุนสภาพคล่องตลาด)

ทำให้ผลตอบแทนสุทธิระยะยาวจริง ๆ (Net Returns) จากที่มันเหนือกว่า พอหักค่าใช้จ่ายแล้วผลตอบแทนก็อาจจะไม่ได้ดีไปกว่าตลาดหุ้น หรืออาจจะน้อยกว่าตลาดหุ้นก็ได้ ถ้าผลตอบแทนระยะยาวมันดีจริง ทำไมอุตสาหกรรมกองทุนรวมไม่มาใช้ระบบนี้ทั้งหมดไปเลย

ผลกระทบจากระยะเวลาที่เลือก

พูดถึงเรื่องนี้ก็ขอพูดถึงเรื่องของ Back-testing หรือการไปนั่งคุ้ย ๆ ข้อมูลมาทำโมเดลใน excel แล้วก็ค้นพบการลงทุนอันยิ่งใหญ่ (สมัยก่อนผมก็ชอบทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน) แต่พออ่านหนังสือหลาย ๆ เล่ม กลับพบว่า การทำแบบนี้มันมันทำให้เกิดการค้นพบแบบเข้าใจผิด เช่น ผลลัพธ์ที่สุดยอดเกิดจากอคติด้านเวลา

สมมติคุณเลือกข้อมูลช่วงปี 2000-2015 คุณอาจจะพบว่าไอ้เจ้าสิ่งนี้มันลงทุนย้อนหลังแล้วดี แต่ถ้าเลือกเป็น 1995-2015 ผลตอบแทนอาจจะคนละม้วนเลยก็ได้ ในวงการก็มีเรื่องแบบนี้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น ยูจีน ฟามา เคยค้นพบว่า การลงทุนในหุ้นที่มีค่า P/B หรือมูลค่าทางบัญชีต่ำ ๆ จะทำให้ชนะตลาดได้ ก็ฮือฮากันไปพักหนึ่ง (ช่วง 1970s) พอถึงยุคหลัง ๆ หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy Siegel ลองทำตรวจสอบพบว่ามันเป็นวิธีการลงทุนที่ไม่ชนะตลาดแล้ว

หรืออย่าง John Bogle ก็เคยดูกองทุนของตัวเอง กองหุ้น Value กับกองหุ้น Growth พอถึงจุดหนึ่งผลตอบแทนมันไม่หนีกัน เขาก็อธิบายว่า ช่วงยุคหนึ่งที่เป็นยุคทองของหุ้นคุณค่า ทำให้มันชนะตลาด paper งานวิจัยจึงได้รับอคติ (Bias) ตรงนั้นมา ทำให้ดูเหมือนหุ้นคุณค่าจะชนะหุ้นเติบโตในระยะยาว และเชื่อว่าต่อไปก็จะเป็นแบบนี้ แต่พอถึงยุคหนึ่งหุ้นเติบโตก็แซง แล้วมันก็สลับ ๆแบบนี้ไปมาจนมันไม่ต่างกัน (ลองอ่านบทความนี้ครับ -> “Reversion to the Mean” (RTM))

ข้อคิดเห็นบางประการ

สรุปแล้ว จงระวังการค้นพบอะไรบางอย่างจากตัวเลขที่ในระยะยาวมันอาจจะไม่ดีจริง ยิ่งถ้ามีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อาจจะทำให้ผลตอบแทนมันแย่กว่าการถือกองทุนดัชนีแบบปกติเฉย ๆ จะเห็นว่า พักหลังผมก็ไม่ค่อยได้ทำวิจัยข้อมูลย้อนหลังอะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว

อย่างกองทุนบริหารนี่ไม่เชื่อเลยว่าระยะยาว ๆ จริงแบบ 30-50 ปีข้างหน้า จะไปรู้ได้อย่างไรว่าใครจะเป็นที่หนึ่ง ข้อมูลย้อนหลังประเภทที่เชื่อถือได้และทำซ้ำ ๆ มาจริง ๆ หลากช่วงเวลาจนวางใจได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นที่อยู่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี ที่ตัวเลขมันจะวิ่งอยู่ในช่วงนี้

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือผลวิจัยที่ว่าในระยะยาว ยังไงผลตอบแทนของหุ้นก็สูงกว่าตราสารหนี้อย่างมาก รวมถึงการที่กองทุนบริหาร (active funds) ในระยะยาวส่วนใหญ่จะพ่ายแพ้ให้กับตลาดหุ้น และไม่ได้ทำผลตอบแทนสูงกว่าอย่างที่พยายามชวนเชื่อกัน เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่งที่น่าเก็บไปคิดคือ ถ้าทำ Back-testing หรือใช้สูตรมหัศจรรย์ในการลงทุนได้ ทำไม Warren Buffett หรือนักลงทุนชั้นเอกหลายคนถึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีแบบนี้ในการลงทุน ทำไมถึงยังเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นของกองทุนดัชนีแบบธรรมดา ๆ อย่างกองทุนดัชนี S&P500 ทั้ง ๆ ที่ผมก็คิดว่าเขาต้องอ่านหนังสือของกรีนเบลท์แน่ ๆ อันนี้ก็ชวนคิด

นอกจากนี้ นักการเงินหรือนักลงทุนหลายท่านก็ออกมาเตือนให้นักลงทุนทั่วไปหลีกเลี่ยงเรื่องสูตรมหัศจรรย์ (magic formula) เช่น Ken Fisher[1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009), 190.]

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

พึงระวังอะไรพวกนี้ให้ดีครับ พยายามยึดอยู่กับความเรียบง่าย และอย่าไปทำอะไรให้มันยากพิสดารจนเกินไป ลงทุนเป็นเรื่องของนิสัยกับวินัยเป็นส่วนใหญ่ และถ้าทำมันได้ไว ลงทุนเร็วตั้งแต่อายุ 20 กว่า ๆ ลงทุนไปเรื่อย ๆ ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น ถือกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุด ระยะยาวผลตอบแทนมันน่าประทับใจอยู่แล้วครับ หาทางเพิ่มเงินลงทุนซะ ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่เข้าใจมันจริง ๆ อย่าทำอะไรให้วุ่นวายจนเกินไป อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกับนักลงทุนส่วนใหญ่ซะมากกว่า

Project 50

*** เนื่องจากในหลายปีต่อจากนี้นับจากปี 2018 ผมจำต้องไปศึกษาต่อ ซึ่งก็จะมีปัญหาเพราะการไปเรียนต่อนี้ ผมจำต้องระดมทุนเพื่อตระเตรียมไว้ใช้จ่ายด้วย ด้วยเหตุนี้และด้วยความรู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่สามารถดำเนินการลงทุนทดลองไปตลอดรอดฝั่ง ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปิดโปรเจกต์เพื่อนำเงินมาใช้ในการศึกษาครับ หวังว่าทุกท่านจะได้โปรดให้อภัย หากมีโอกาสหน้าเมื่อพร้อม ผมจะกลับมาทำโปรเจกต์ทดลองเหล่านี้ต่อให้ได้ครับ 


โปรเจกต์ที่ 2 ของเราขอตั้งชื่อว่า “โปรเจกต์ 50” ซึ่งไม่มีอะไรยากครับ โครงการลงทุนทดลองนี้เป็นการลงทุนแบบ DCA ซึ่งความตั้งใจของผมคือ อยากแสดงให้เห็นว่าการลงทุนไม่ได้ยากและมีวิธีประยุกต์ให้มันสนุกๆได้

ต้องเล่าก่อนว่าจุดเริ่มต้นออมเงินแบบจริงจังของผมมาจากการเข้ากระทู้ Pantip เมื่อช่วงปี 2553 ซึ่งเจ้าของกระทู้แนะนำวิธีออมเงินแบบสนุกๆ คือ เวลาได้ธนบัตรใบละ ๕๐ (แบงก์ห้าสิบ) ให้เก็บเป็นเงินออมซะ ผมก็เริ่มเก็บมาจนประมาณครบปี ก็มานับๆและตกใจที่เก็บเงินได้ถึงหลักหมื่น! มันเลยนำไปสู่คำถามต่อว่าแล้วผมจะเอาไปทำอะไร ทำให้ได้มาเริ่มเรียนรู้เรื่องของเงินฝาก กองทุน หุ้น จนกลายเป็น Bear Investor ในทุกวันนี้ครับ

โปรเจกต์นี้ก็ง่ายๆ ผมจะลงทุนทุกเดือนๆละ 1,000 บาท โดยลงทุนซื้อสะสมกองทุนหุ้น ซึ่งในที่นี้เลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างต่ำที่สุด นั่นก็คือ SCBSET50 โดยตั้งค่าให้ซื้อทุกวันที่ 2 ของทุกเดือน ในส่วนของท็อปปิ้ง (นึกถึงไอติมมันก็มีอะไรโรยๆข้างบน ช็อกโกแลตบ้าง ถั่วบ้าง) ผมจะเก็บออมเงินโดยแบงก์ 50 ไปด้วย เมื่อเก็บจนครบ 20 ใบหรือ 1,000 บาทก็จะซื้อเติมเพิ่มเข้าไปจากปกติ เพราะฉะนั้นแต่ละปี โครงการนี้ก็จะมีเงินต้นสำหรับออมขั้นต่ำที่ 12,000 บาท (หนึ่งพันจำนวนสิบสองเดือน) และส่วนเพิ่มจากแบงก์ 50 ซึ่งไม่รู้จะได้อีกเท่าไหร่ ก็จะเป็นเกมสนุกๆของเราว่าภารกิจเก็บเงินแบงก์ 50 ทุกครั้งที่เราได้มา เราจะไม่ใช้ ปีหนึ่งๆเราจะได้เท่าไหร่กันบ้าง บางท่านอาจจะใช้เป็นการหยอดเหรียญเพิ่มในกระปุกหมูแล้วเอามาทบลงทุนเพิ่มก็ได้ครับผม

ผลตอบแทนระยะยาวที่คาดหวังจากการลงทุนก็คือประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีในระยะยาว 10-20 ปีตามผลตอบแทนรวมปกติของตลาดหุ้น การลงทุนนี้จะไม่มีการเดาหรือจับจังหวะตลาด (market timing) แต่อย่างใด จะซื้อแล้วถือครองตลอดเวลา (Stay buy and hold strategy)

เนื่องจากผมได้เริ่มการลงทุนไปแล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน เพราะฉะนั้นส่วนตัวจะทำการวัดผลทุกวันที่ 27 มิถุนายนของทุกปีนะครับ สำหรับโครงการนี้ก็ถือว่าเริ่มกันที่ดัชนี SET Index ประมาณ 1,400 จุด ซึ่งส่วนตัวว่ามันไม่ถูกล่ะ ค่อนข้างกึ่งแพง แต่ปล่อยให้เป็นเรื่องของตลาดหุ้นไป หน้าที่เราคือลงทุนระยะยาวครับผม

 

บันทึกรายปี

project50-year1

 * บันทึก ณ วันที่ 22/11/17 เดิมทางโปรเจกต์ใช้กองทุน SCBSET50 ในการ DCA ลงทุน แต่เนื่องจากมีการปรับขึ้นค่าใช้จ่าย ทำให้กองทุน SCBSET50 มีค่าใช้จ่ายแพงมากจนเกินไป จึงต้องทำการย้ายไปยังกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่า อันได้แก่ กองทุนดัชนี TMB50 โดย ณ วันที่ขายออกมา คือ วันที่ 20/11/17 ได้เงินมาทั้งสิ้น 33,871.53 เป็นเงินต้น 30,000 แบ่งเป็นในส่วนของเงินลงทุนประจำ 18,000 และแบงค์ 50 สมทบอีก 12,000 (เท่ากับมีกำไร 3,871.53 บาท) ซึ่งได้ทำการนำเงินดังกล่าวซื้อกองทุน TMB50 แทน ณ วันที่ 23/11/17

ยอดล่าสุด

project50-1yr

สรุปยอดหยุดโปรเจกต์ 50 เริ่มต้นวันที่ 27 มิถุนายน 2016 ตอนนี้ 28 มีนา 2018 ผ่านมาทั้งสิ้น 21 เดือน ลงทุนประจำเดือนละ 1,000 บาท สมทบด้วยเงินออมจากแบงค์ 50 ที่เก็บไว้ ตอนเงินลงทุนรวมตอนนี้คือ เงินต้น 34,000 (ตัวเลขในรูปหากลบต้นทุนจะไม่ตรงเพราะเคยโอนเงินขายกองทุนมาจากกอง SCBSET50) แต่มูลค่าเงินปัจจุบันคือ 41,284.06 คิดเป็นกำไรประมาณ 7,000 หรือ cumulative return ผลตอบแทนสะสม 20% กว่าครับ

Project50-lastday

** บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้ เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

เกมของตลาดหุ้น

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า Positive-sum, Zero-sum, Negative-sum game อธิบายง่ายๆก็คือ การเล่นเกมแต่ละอย่างจะให้ผลลัพธ์รวมที่ต่างกัน คือ Positive-sum game เป็นการเล่นเกมที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะได้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นบวก คือ ได้ทั้งคู่ ส่วน Zero-sum คือเล่นกันไปแล้วมีคนหนึ่งได้ คนหนึ่งเสีย และสุดท้าย Negative-sum เกมที่เล่นแล้วจะต้องเสียทั้งคู่เรื่อยๆทุกครั้งที่เล่น เพราะฉะนั้นเกมที่ทำให้เราชนะจริงๆ ควรจะกระโดดเข้าไปเล่นเกมที่เป็น positive-sum และเชื่อไหมครับว่า ตลาดหุ้นเองนั้นก็ให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวก การลงทุนในหุ้นคือการลงทุนที่เสมือนว่าเรากำลังเล่นเกมที่เราจะเป็นผู้ชนะแน่ๆ (Winner’s game)

ลองคิดภาพธุรกิจแบบเป็นกลุ่ม ลองนึกตามว่าในตลาดหลักทรัพย์ (ซึ่งมีหุ้นรวมกันประมาณ 500-600 บริษัท) สมมตินักลงทุนทุกคนร่วมกันเป็นกลุ่มถือหุ้นของทุกบริษัทเหล่านี้แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย ซื้อแล้วถือยาว ธุรกิจเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปตท., เซ่เว่น, เซ็นทรัลพัฒนา, โรงพยาบาลกรุงเทพ, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง, ปูนซีเมนต์ไทย, ธนาคารทั้งหลาย ฯลฯ ก็จะดำเนินธุรกิจของมันไปเรื่อยๆ มีกำไรรวมกันที่เติบโตไปตามเศรษฐกิจ-ปรับราคาตามเงินเฟ้อ-พัฒนาศักยภาพนวัตกรรมและการทำกำไร-ขยายสาขา-ขายของมากขึ้น-ขยายไปต่างประเทศ พอมีกำไรรวมก็จ่ายปันผลให้นักลงทุนทั้งกลุ่ม กำไรที่เหลือ ธุรกิจและบริษัทต่างๆก็เอากลับไปลงทุนต่อ ผลตอบแทนของธุรกิจโดยรวมก็จะสะท้อนกลับมาในผลตอบแทนของตลาดหุ้น (ที่สถิติบอกว่าประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปี) ในภาพรวมแล้วการเล่นเกมรูปแบบนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกกับนักลงทุนทั้งกลุ่ม จึงจัดว่าเป็น positive-sum game สำหรับเจ้าของธุรกิจผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่รวมกันเป็นกลุ่ม การลงทุนในหุ้นย่อมเป็นเกมของผู้ชนะที่แท้จริง

ทว่าเมื่อไหร่ที่นักลงทุนไม่ยอมถือหุ้นยาว แต่อยากได้กำไรไวๆ นักลงทุนก็จะเริ่มพยายามทำการซื้อขายระหว่างกัน นึกภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มันมีการซื้อขายครับ คนหนึ่งได้กำไร แสดงว่าอีกคนหนึ่งพลาดที่ขาย(ผลตอบแทนลดลง) เพราะฉะนั้นถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมันก็ไม่มีกำไรหรือผลตอบแทนเพิ่มในระบบแต่อย่างใด มันเป็นแค่การถ่ายเทความมั่งคั่งชั่วระยะเวลาหนึ่งให้กับผู้เล่นอีกฝ่าย (คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย แต่ทั้งระบบได้เท่าเดิม) เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่นักลงทุนทั้งกลุ่มเลิกถือหุ้นยาวและพยายามเอาชนะกันเอง การเล่นเกมแบบนี้ระหว่างกันจัดเป็น Zero-sum game แม้การเล่นเกมแบบนี้จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์

แต่นั้นคือตลาดหุ้นที่ยังขาดความจริงข้อหนึ่งครับ นั่นคือ ถ้าเมื่อไหร่มีการพยายามซื้อขายกันเอง สิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาคือ “ค่าใช้จ่าย” Costs ต้นทุนธุรกรรมทุกอย่างจะลดผลตอบแทนทั้งที่ผู้ชนะได้ไปและซ้ำเติมคนที่พลาด จากเดิมไม่มีค่าใช้จ่ายมันก็เป็น zero-sum ผลลัพธ์โดยรวมศูนย์ พอเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายลงไป เท่ากับทั้งระบบมีแต่เสียเพิ่มขึ้น ท้ายสุดมันก็จะนำทั้งระบบไปสู่ Negative-sum game ที่ผลลัพธ์ทั้งหมดเป็นลบ

ก่อนการถูกหักค่าใช้จ่าย การพยายามเอาชนะตลาดให้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์ แต่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว การพยายามเอาชนะตลาดหุ้น เป็นเกมที่มีผลลัพธ์ติดลบ เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยที่คุณพยายามจะเอาชนะตลาดหุ้นจึงเท่ากับคุณพาตัวเองไปเล่นในสนามที่เป็นเกมของผู้แพ้ (Beating the stock market is a loser’s game.)

สำหรับนักลงทุนที่พยายามจะเอาชนะตลาด คุณกำลังเล่นเกมที่ทำให้ตัวเองก้าวไปสู่เกมแห่งผู้แพ้ แต่ในทางกลับกันมีผู้ที่ชนะในเกมนี้คือ ว่าแต่ใครคือผู้ชนะ? ผมว่าคุณตอบถูก ผู้ชนะก็คือคนที่เก็บค่าใช้จ่ายจากนักลงทุนนั่นเอง บุรุษผู้คอยเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าต๋ง (the man in the middle) ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่าคอมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ, ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนอันแสนแพง, ค่าธรรมเนียมขาย, ค่าที่ปรึกษาการลงทุน, ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ, ค่าการตลาด, ค่าที่ปรึกษาบัญชี-กฎหมาย ฯลฯ รวมๆแล้วก็คือค่าใช้จ่ายจากส่วนงานต่างๆในตลาดทุนนั่นล่ะครับ ซึ่ง Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยเขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire ว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คำนวณแล้วอาจจะถึง 20% ของผลตอบแทนจากกำไรที่ธุรกิจทำได้ในแต่ละปี ถ้าธุรกิจทั้งตลาดหุ้นทำผลกำไรได้ 1 ล้านล้าน นักลงทุนทั้งระบบปีหนึ่งก็จะเสียค่าใช้จ่ายไป 200,000 ล้าน เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ นักลงทุนควรจะลงทุนแล้วก็นั่งเฉยๆ

John Bogle เขียนไว้ในหนังสือ The Little book of Common Sense Investing บอกให้เราคิดภาพของคาสิโน ตัวคาสิโนและบ่อนคือผู้ชนะระยะยาวที่แท้จริงจากการเก็บค่าต๋งที่คุณจ่ายเพื่อเล่น ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน คนเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆก็คือผู้ชนะ (“Our financial croupiers always win. In the Casino, the house always wins. Investing is no different.”)

สุดท้ายแล้วการพยายามเอาชนะตลาดหุ้นก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำคุณไปสู่ผลลัพธ์ติดลบของเกมแห่งผู้แพ้ วิธีที่จะทำให้เราเล่นเกมที่ชนะ คือ คุณต้องลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นและถือยาว (Buy and Hold Strategy) โดยลงทุนด้วยวิธีที่ทำให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น ลงทุนถือหุ้นส่วนใหญ่หรือทั้งตลาด ลงทุนถือยาวไปเรื่อยๆ อาจจะตลอดเวลาและตลอดไปให้นานที่สุด โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ ต่ำ หรือ น้อยที่สุด เลิกที่จะพยายามจับจังหวะตลาด เลิกที่จะทำการซื้อขายบ่อยๆ เลิกที่จะเปลี่ยนกองทุนไปมา เลิกที่จะคาดการณ์ตลาด เลิกที่จะพยายามหากองทุนผู้ชนะ และ เลิกที่จะพยายามชนะตลาด ก็นำไปสู่หลักการที่เป็น คำแนะนำของนักลงทุนสำคัญๆ ที่ว่า

“จงลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

และต้องไม่ลืมหลักการเรื่อง ลงทุนระยะยาว ด้วยครับ

เกมหุ้น : สนามแห่งผู้แพ้หรือสนามแห่งผู้ชนะกันแน่

หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า Positive-sum, Zero-sum, Negative-sum อธิบายง่าย ๆ ก็คือ การเล่นเกม แต่ละอย่าง (ซึ่งอาจรวมถึง เกมหุ้น) จะให้ผลลัพธ์รวมที่ต่างกัน คือ

(1) Positive-sum game เป็นการเล่นเกมที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะได้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นบวก ผู้เล่นได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งคู่

(2) Zero-sum คือเล่นกันไปแล้วมีคนหนึ่งได้ คนหนึ่งเสีย

(3) Negative-sum เกมที่เล่นแล้วจะต้องเสียทั้งคู่เรื่อยๆทุกครั้งที่เล่น

เพราะฉะนั้นเกมที่ทำให้เราชนะจริง ๆ และเป็นเกมที่ควรจะกระโดดเข้าไปเล่น คือ เกมที่มีลักษณะเป็น positive-sum และเชื่อไหมครับว่า ตลาดหุ้นเองนั้นก็ให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวก การลงทุนในหุ้นคือการลงทุนที่เสมือนว่า เรากำลังเล่นเกมที่เราจะเป็นผู้ชนะแน่ ๆ (Winner’s game)

ให้ลองคิดภาพธุรกิจแบบเป็นกลุ่ม ลองนึกภาพตามว่าในตลาดหลักทรัพย์ (ซึ่งมีหุ้นรวมกันประมาณ 500-600 บริษัท) สมมตินักลงทุนทุกคนร่วมกันเป็นกลุ่ม ถือหุ้นของทุกบริษัทเหล่านี้แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย ซื้อแล้วถือยาว ธุรกิจเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปตท. 7-11 ห้างเซ็นทรัล แมคโคร โรงพยาบาลกรุงเทพ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารทั้งหลาย ฯลฯ ก็จะดำเนินธุรกิจของมันไปเรื่อย ๆ มีกำไรรวมกันที่เติบโตไปตามเศรษฐกิจ ปรับราคาสินค้าและบริการตามเงินเฟ้อ พัฒนาศักยภาพนวัตกรรมและการทำกำไร มีการขยายสาขา มีการขายของขายสินค้าได้มากขึ้น มีการขยายกิจการไปต่างประเทศ

พอบริษัทเหล่านี้มีกำไรรวมกันก็จ่ายปันผลให้นักลงทุนทั้งกลุ่ม กำไรที่เหลืออยู่นั้น ทางธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ ก็เอากลับไปลงทุนต่อ ผลตอบแทนของธุรกิจโดยรวมก็จะสะท้อนกลับมาในผลตอบแทนของตลาดหุ้น ที่สถิติบอกว่าประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปี ในภาพรวมแล้ว การเล่น เกมหุ้น รูปแบบนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกกับนักลงทุนทั้งกลุ่ม จึงจัดว่าเป็น positive-sum game ทำให้การลงทุนในหุ้นย่อมเป็นเกมของผู้ชนะที่แท้จริง

ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่นักลงทุนไม่ยอมถือหุ้นยาว แต่อยากได้กำไรไว ๆ นักลงทุนก็จะเริ่มพยายามทำการซื้อขายระหว่างกัน นึกภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มันมีการซื้อขายครับ คนหนึ่งได้กำไร แสดงว่าอีกคนหนึ่งพลาดที่ขายออกมา (ผลตอบแทนลดลง)

เพราะฉะนั้น ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมันก็ไม่มีกำไรหรือผลตอบแทนเพิ่มในระบบแต่อย่างใด มันเป็นแค่การถ่ายเทความมั่งคั่งชั่วระยะเวลาหนึ่งให้กับผู้เล่นอีกฝ่าย (คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย แต่ทั้งระบบได้เท่าเดิม) เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่นักลงทุนทั้งกลุ่มเลิกถือหุ้นยาวและพยายามเอาชนะกันเอง การเล่น เกมหุ้น แบบนี้ระหว่างกันจัดเป็น Zero-sum game แม้การเล่นเกมแบบนี้จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์

แต่นั้นคือตลาดหุ้นที่ยังขาดความจริงข้อหนึ่งครับ ถ้าเมื่อไหร่มีการพยายามซื้อขายกันเอง สิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาคือ “ค่าใช้จ่าย” (Costs) ต้นทุนธุรกรรมทุกอย่างจะลดผลตอบแทนทั้งที่ผู้ชนะได้ไป และยังซ้ำเติมคนที่พลาด้วย จากเดิมไม่มีค่าใช้จ่ายมันเป็นแค่ zero-sum ผลลัพธ์โดยรวมศูนย์ พอเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายลงไป เท่ากับทั้งระบบมีแต่เสียเพิ่มขึ้น ท้ายสุดมันก็จะนำทั้งระบบไปสู่ Negative-sum game ที่ผลลัพธ์ทั้งหมดติดลบ

ก่อนการถูกหักค่าใช้จ่าย การพยายามเอาชนะตลาดให้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์ แต่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว การพยายามเอาชนะตลาดหุ้น เป็นเกมที่มีผลลัพธ์ติดลบ เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยที่คุณพยายามจะเอาชนะตลาดหุ้นจึงเท่ากับคุณพาตัวเองไปเล่นในสนามที่เป็นเกมของผู้แพ้ (Beating the stock market is a loser’s game.)

สำหรับนักลงทุนที่พยายามจะเอาชนะตลาด คุณกำลังเล่นเกมที่ทำให้ตัวเองก้าวไปสู่เกมแห่งผู้แพ้ แต่ในทางกลับกันมีผู้ที่ชนะในเกมนี้คือ ว่าแต่ใครคือผู้ชนะ? อาจมีคนตอบถูก

ผู้ชนะก็คือคนที่เก็บค่าใช้จ่ายจากนักลงทุนนั่นเองยังไงล่ะ บุรุษผู้คอยเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าต๋ง (the man in the middle) ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่าคอมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนอันแสนแพง ค่าธรรมเนียมขาย ค่าที่ปรึกษาการลงทุน ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ ค่าการตลาด ค่าที่ปรึกษาบัญชี-กฎหมาย ฯลฯ รวม ๆ แล้วก็คือค่าใช้จ่ายจากส่วนงานต่าง ๆ ในตลาดทุนนั่นล่ะครับ

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ถูก Warren Buffett เขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire ครั้งหนึ่งว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คำนวณแล้วอาจจะถึง 20% ของผลตอบแทนจากกำไรที่ธุรกิจทำได้ในแต่ละปี ถ้าธุรกิจทั้งตลาดหุ้นทำผลกำไรได้ 1 ล้านล้าน นักลงทุนทั้งระบบปีหนึ่งก็จะเสียค่าใช้จ่ายไป 200,000 ล้าน เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ นักลงทุนควรจะลงทุนแล้วก็นั่งเฉย ๆ เพื่อลดการเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ John Bogle ยังเขียนไว้ในหนังสือ The Little book of Common Sense Investing บอกให้เราคิดภาพของคาสิโน ตัวคาสิโนและบ่อนคือผู้ชนะระยะยาวที่แท้จริง จากการเก็บค่าต๋งค่าธรรมเนียมที่คุณจ่ายเพื่อเล่นพนัน ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน คนเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็คือผู้ชนะแบบเงียบ ๆ (“Our financial croupiers always win. In the Casino, the house always wins. Investing is no different.”)

สุดท้ายแล้วการพยายามเอาชนะตลาดหุ้นก็นำไปสู่เส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะนำคุณไปสู่ผลลัพธ์ติดลบของเกมแห่งผู้แพ้ วิธีที่จะทำให้เราเล่นเกมที่ชนะ คือ คุณต้องลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นและถือยาว (Buy-and-hold strategy) โดยลงทุนด้วยวิธีที่ทำให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น ลงทุนถือหุ้นส่วนใหญ่หรือทั้งตลาด ลงทุนถือยาวไปเรื่อย ๆ อาจจะตลอดเวลาและตลอดไปให้นานที่สุด โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ หรือน้อยที่สุด นักลงทุนต้องเลิกที่จะพยายามจับจังหวะตลาด เลิกที่จะทำการซื้อขายบ่อย ๆ เลิกที่จะเปลี่ยนกองทุนไปมา เลิกที่จะคาดการณ์ตลาด เลิกที่จะพยายามหากองทุนผู้ชนะ และ เลิกที่จะพยายามชนะตลาด และทั้งหมดเหล่านี้ก็นำไปสู่หลักการที่เป็น คำแนะนำของนักลงทุนสำคัญหลายคน ที่ว่า

“จงลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

และต้องไม่ลืมหลักการเรื่อง ลงทุนระยะยาว ด้วยครับ

กองทุนดัชนีในไทย

ในประเทศไทยนั้นถ้าพูดถึงประวัติศาสตร์กองทุนรวม (mutual funds) กองทุนดัชนีกองแรกน่าจะเป็น SCBSET ของบลจ.ไทยพาณิชย์ซึ่งลงทุนเลียนแบบดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยออกกองทุนมาตอนปี พ.ศ. 2539 ส่วนกองทุนรวมที่เลียนแบบดัชนี SET50 กองแรกคือ TMBSET50 ของบลจ.ทหารไทยในปี พ.ศ. 2544 ครับ ก็เกือบ 20 กว่าปีแล้วที่เกิดกองทุนรวมดัชนีในไทยขึ้นมา

ดัชนีที่เป็นที่นิยมเลียนแบบ คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ซึ่งถือว่าดีครับ เพราะเกณฑ์ในการคำนวณและคัดเลือกบริษัทเข้ามาประกอบดัชนีนั้นใช้หลักการคำนวณแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization Weight) สามารถดูรายละเอียดเต็ม ๆ ได้ที่นี่  สรุปคร่าว ๆ ก็คือ ดัชนีประเภทนี้จะเป็นดัชนีแบบกระจายฐานกว้าง (broad-based) มีหุ้นหลายตัวประกอบกันโดยเรียงตามขนาดมูลค่าบริษัท บริษัทไหนใหญ่ก็จะมีน้ำหนักในการลงทุนมากกว่า และการเปลี่ยนแปลงราคาในแต่ละวันก็จะทำการปรับมูลค่าใหม่ให้กับหลักทรัพย์แต่ละตัวเองครับ ถ้าหุ้นตัวนั้นมีมูลค่าตลาด (marketcap) ตกลงมา น้ำหนักในดัชนีก็จะน้อยลงไปอัตโนมัติ ทำให้ผู้จัดการกองทุนแทบจะไม่ต้องมายุ่งในการซื้อขายปรับเปลี่ยนสัดส่วนแต่อย่างใด เป็นดัชนีที่ทำการเข้าซื้อและถือยาวได้ง่ายที่สุด (buy & hold strategy) และจะประกอบด้วยหุ้นหลากหลายตัวทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี ในไทยนั้นหลัก ๆ ก็จะมีดัชนี SET, SET50, SET100 (50-100 ก็คือจำนวนหุ้นที่จะต้องเลียนแบบครับ)

อย่าง SET50 โดยปกติมูลค่าของมันก็จะมีน้ำหนักประมาณ 70-75% ของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งค่อนข้างคล้ายกับ ดัชนี The S&P500 ที่มีน้ำหนักประมาณสามในสี่ของมูลค่าตลาดหุ้นสหรัฐ กองทุนที่เลียนแบบมักจะทำได้ไม่ยากก็จะก็อปปี้ลงทุนหุ้นได้ครบ (full replication)  แต่อย่างดัชนี SET100 กองทุนอาจจะมีหุ้นไม่ถึง 100 ตัว หรือกรณี SET ยังไงก็คงไม่ครบ 500-600 แน่ๆ เพราะหุ้นตัวเล็ก ๆ สภาพคล่องในการซื้อขายยิ่งต่ำ แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เขาสามารถใช้วิธีปรับสัดส่วนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีได้โดยไม่ต้องมีหุ้นครบ คืออาจจะคำนวณโปรแกรมว่าต้องเพิ่มลดน้ำหนักตัวไหนจึงจะใกล้เคียงกับการลงทุนตามดัชนีนั้นๆมากที่สุด (optimization)

    ข้อมูลผมอาจจะตกหล่น แต่เท่าที่สำรวจดู ข้อเสียอย่างหนึ่งของกองทุนรวมโดยเฉพาะกองทุนเปิดในบ้านเรานั้น ไม่มีกองทุนดัชนีสินทรัพย์อื่น เช่น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ เป็นตัวเลือกให้นักลงทุน (ต่างประเทศมีและนิยมมากด้วย) ก็จะต้องทำการรอคอยกันต่อไปว่าบลจ.เจ้าไหนจะเข็นมันออกมาก่อน


แนวทางลงทุน

เพราะฉะนั้น ด้วยความครบหลายอย่างของดัชนี SET ไม่ว่าจะเกณฑ์ Market Cap-Weight, เป็น Broad-based index จึงทำให้มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broad diversification), และอย่าง SET50 นั้นลงทุนตามได้ง่าย full replication ซึ่งจะทำให้คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ลงอีกได้ กองทุนดัชนีในไทยเราที่เป็น กองทุนดัชนีหุ้น SET50 จึงค่อนข้างจะเหมาะสมในการถือครองระยะยาว

กองทุนดัชนีที่เหมาะสมจะลงทุนนั้น ยังต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่าย เป็นสำคัญ จะต้องมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำมาก ยิ่งต่ำเท่าไหร่ยิ่งดี (lower or lowest-costs) ยิ่งสมมติคุณลงทุนกองทุนดัชนี SET50 ก็ในเมื่อทุกอย่างมันเหมือนกันหมด คุณจึงควรเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดครับ นอกจากนี้กองทุนดัชนีไม่ควรมีค่าใช้จ่ายหรือค่าธรรมเนียมใดๆ เช่น ไม่ควรมีธรรมเนียมในการซื้อขาย (no-load) แต่ถ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่เก็บเข้ากองทุนประเภท Transaction-fees แบบนี้ยอมรับได้ อีกประเด็นคือ นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นอย่างน้อย 7-10 ปีขึ้นไป ดังนั้นนักลงทุนย่อมไม่ควรลงทุนในกองทุนดัชนีที่จ่ายปันผล (ดูข้อเสีย)

เพราะฉะนั้นข้อมูลด้านล่างนี้จึงเป็นการรวบรวมข้อมูลกองทุนดัชนีหุ้นไทย โดยจะตัดกองทุนเปิดดัชนีที่มีการจ่ายปันผลทิ้งไป เช่น TMB50DV, T-SET50 และบางกองที่อาจจะมีค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างสูงเกิน 1% ไปมาก หรือบางกองที่มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิต่ำเกินไป เช่น ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ที่อาจจะถูกปิดหรือเลิกกองทุนได้

นักลงทุนต้องระวังกองทุนรวมที่มีคำว่า SET50, SET100 แต่ไม่ใช่กองทุนดัชนีนะครับ เช่น 1AMSET50, KFENSET50 พวกนี้เป็น active fund

ข้อมูลด้านล่างนี้เก็บรวบรวมมา ณ วันที่ 18/11/2560 ก็จะพยายามอัพเดตอย่างน้อยทุกครึ่งปีครับ

  • ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (fee in-out) คือ คือค่าใช้จ่ายเวลาเราซื้อหรือขายกองทุนซึ่งทำให้กองทุนมีการเคลื่อนไหวเพราะเงินเราไหลเข้าออก กองทุนจึงเก็บจากเราโดยตรง จะได้ไม่กระทบกับเงินลงทุนคนอื่นที่เขาไม่ได้ซื้อขายด้วย เหลือก็เก็บเข้ากองทุน เป็นค่าใช้จ่ายที่โอเคและสมเหตุสมผลครับ
  • ค่าธรรมเนียม (Load – front, back) คือค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายกองทุน ซึ่งกองทุนดัชนีที่ดีไม่ควรมีพวกนี้ครับ (no-load)
  • Expenses Ratio (Total expenses ratio – TER) เป็นอัตราค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนรวม รวมแล้วทั้งค่าธรรมเนียมบริหาร ค่าดูแลกองทุน ค่านายทะเบียน และค่าใช้จ่ายอื่นอันแสนจะยิบย่อย (-_-“) ผลตอบแทนส่วนใหญ่ในระยะยาวของเราจะหายก็เพราะตัวนี้ครับ สำคัญมาก (ตัวเลขที่เอามาคือเป็นตัวเลขรวมภาษี บางกองทุนโชว์ก่อนภาษีผมก็ทำการเหมาคร่าว ๆ โดยคูณ 1.07 เข้าไป)
  • Turn-over rate expense คือ ค่านายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ เพราะทุกครั้งที่กองทุนมีการเคลื่อนไหว มีการซื้อขายหุ้นในพอร์ตก็จะต้องจ่ายค่าคอมให้โบรกเกอร์ทั้งหลาย ซึ่งปกติมันควรจะน้อยครับเพราะส่วนใหญ่กองทุนพวกนี้ก็ควรจะถือหุ้นยาว (** ทุกท่านควรจะอ่านและทำความเข้าใจให้ดีกับ ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม ครับ ว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับ)
  • ช่องสุดท้าย คือ รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่เราจะได้รับในท้ายที่สุด ดูไว ๆ ช่องนี้ได้เลย 

set181117

* กองทุน KT-SET50A พึ่งตั้งกองทุนเมื่อต้นปี 2560 ทำให้ข้อมูลรายงานประจำปียังไม่มี เบื้องต้น ณ วันจัดทำพบว่ามีค่าใช้จ่ายบริหาร 0.40% ค่าใช้จ่ายอื่นราว ๆ 0.10% รวมแล้วก็ประมาณ 0.5% หากแต่มีการยกเว้นค่านายทะเบียนชั่วคราวซึ่งปกติเจ้าอื่นเก็บ จึงมีความไม่แน่นอนในค่าใช้จ่ายตัวนี้ (ซึ่งในหนังสือชี้ชวนเก็บได้อีกสูงสุด 0.20%) ประกอบกับขาดค่าใช้จ่ายสำคัญอีกตัว คือ ค่าใช้จ่ายจากการซื้อขายหลักทรัพย์ในกองทุนเอง (Turn over rate expenses) จึงไม่สามารถคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกมาได้แน่นอนครับ อาจจะต้องรอรอบรายงานประจำปีถัดไปให้ตัวเลขเสถียรและชัดเจนก่อน


ก็จะเห็นได้ว่า กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่ำที่สุด ณ ปัจจุบัน คือ TMB50 ส่วนหมวดกองทุนประหยัดภาษีนั้นต่ำสุดก็คือ KS50LTF กับ KFS100RMF ครับ แต่ต้องเข้าใจว่าต่อให้ต่ำสุดในหมวดนั้นแต่ถ้าเกิน 1% ต่อปี กองทุนดัชนีก็จะไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่ครับ มันต้องรวมกันสองอย่างคือ เป็น “กองทุนดัชนี” และต้องมี “ค่าใช้จ่ายที่ต่ำที่สุด” ด้วย

ถามว่าค่าใช้จ่ายกองทุนดัชนีในบ้านเรานั้นต่ำหรือยัง คำตอบคือยังครับ ค่าเฉลี่ยจริง ๆ ค่าใช้จ่ายรวมไม่ควรเกิน 0.5% ควรจะต่ำกว่านี้ ลองดูกองทุนดัชนีของสหรัฐก็จะอยู่ที่ 0.1-0.3% ต่อปีครับ (ต่ำสุดเลยคือ 0.05% !) แต่ถามว่าค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดของกองทุนดัชนีหุ้นไทย ต่ำๆก็อยู่ที่ 0.5-0.8% ต่อปี ก็ถือว่าน้อยกว่าเกือบ 2-3 เท่าของกองทุนบริหาร (active funds) ครับ ค่าเฉลี่ยที่ผมเคยทำ กองทุนบริหารในไทยมีค่าใช้จ่ายหลักและค่าใช้จ่ายแฝงรวมกันประมาณ 1.75-2.50% ต่อปีเลยทีเดียว ระยะยาวส่วนต่างพวกนี้จะถ่างผลตอบแทนออกเยอะมากครับด้วยพลังแห่งดอกเบี้ยทบต้น

แล้วถามว่ากองทุนรวมในไทยที่เป็นกองทุนบริหารทำผลตอบแทนได้แย่กว่าดัชนีหรือตลาดหุ้นหรือไม่ โปรดลองอ่านบทความเหล่านี้ครับ LTF กองไหนดี10 ปีผ่านไป กองหุ้นไทยเทียบ SET TRIเจาะลึก RMF หุ้นไทย ใครแพ้?, แล้วจะเห็นว่ากองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอนั้นมีน้อยจริง ๆ และชนะในวันนี้ก็อาจจะเป็นผู้แพ้ในวันหน้าได้ และนักลงทุนก็ไม่มีวิธีไหนทำนายได้ด้วยว่ากองไหนจะเป็นที่หนึ่งในอีก 20-40 ปีข้างหน้า โดยปกติการเสียเวลามานั่งหากองทุนบริหารผู้ชนะมักจะเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ผลตอบแทนด้อยลงครับ (“Searching for superior active funds is an inferior strategy.”—Richard A. Ferri)

มีกองทุนดัชนีอีกประเภทในไทยที่ส่วนตัวผมอยากเตือนให้นักลงทุนระวังคือ กองทุนรวมที่ลงทุนในกองทุนต่างประเทศ (Foreign Investment Fund-FIF) ไม่ว่าจะเป็น Fund of Funds หรือ Feeder Fund พวกนี้มีการเก็บค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายที่แพงมากและเก็บซ้ำซ้อนจนลดทอนผลตอบแทนที่นักลงทุนควรได้จนอาจไม่คุ้มค่าในระยะยาวที่จะลงทุนครับ ยกตัวอย่าง กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นต่างประเทศ เช่น ดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น นักลงทุนซื้อตอนแรกก็โดนค่าธรรมเนียมขาย (front-load) ไป 1.0-1.5% กองทุนพวกนี้เอาเงินท่านไปซื้อ ETF ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 0.3-0.4% ต่อปี แล้วกองทุนในไทยยังเก็บค่าใช้จ่ายท่านซ้ำอีก เช่น บางเจ้าเก็บปีละ 1.0-1.4% ต่อปี สรุปแล้วปีแรกท่านก็เสียค่าใช้จ่ายไปรวมร่วม ๆ 2-3% ปีหลัง ๆ พอถือยาวก็เสียอีก 1.5-2.0% ต่อปี ถ้าระยะยาวดัชนีตลาดหุ้นทั่วโลกทำผลตอบแทนได้ 10% ต่อปี ท่านก็จะโดยกินไปแล้วเกือบร้อยละ 20 ของผลตอบแทน ส่วนตัวผมจึงแทบไม่แตะต้องกองทุนพวกนี้เลย ค่าใช้จ่ายที่แพงขนาดนี้ ระยะยาวย่อมลดทอนสิ่งที่จะได้จากการกระจายความเสี่ยงไปลงทุนต่างประเทศครับ ว่ากันว่า การกระจายความเสี่ยงโดยลงทุนสินทรัพย์ต่างประเทศประกอบในพอร์ตฟอลิโอถือเป็น free-lunch ในการลงทุน แต่ถ้าถูกคิดค่าใช้จ่ายแพงขนาดนี้นอกจากเราจะไม่มี free-lunch อาหารกลางวันให้กินแล้ว เรายังต้องจ่ายอาหารเช้า breakfast-lunch ให้อุตสาหกรรมกองทุนรวมด้วย อะไรที่คุณไม่จ่ายออกไปในการลงทุน ในด้านหนึ่งมันก็คือผลตอบแทนที่คุณได้รับ (“The Fact is that the reverse is true : the more you pay, the less your earn.” — John C. Bogle) ตรวจสอบค่าใช้จ่ายรวมทุกอย่างให้ดีก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามครับ

“Other things equal, lower costs mean higher returns.” — John C. Bogle


อยากให้อ่านบทความนี้ต่อครับ — DCA กับคำแนะนำของกูรู


—♦ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนี จัดทำ ณ วันที่ 20/11/2560

SETFUNDS201117

—♠ ข้อมูลอ้างอิงค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมดัชนีตามรอบรายงานประจำปีที่ผ่านมา

SET AR back