คลังเก็บป้ายกำกับ: Stock-Equity

Cash Drag

“Cash Drag” เป็นศัพท์ที่ผมเจอจากหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง แล้วรู้สึกว่า มันน่าสนใจครับ ว่าแต่อะไรคือ แคชแด๊ก (หนังสือบางเล่มก็ใช้ว่า Cash Position)  ถ้าใครเคยเล่นเกมที่มันจะชอบค้างบ่อย ๆ เล่นแล้ว lag อาการคล้ายกันครับ Cash Drag ก็คือ การที่เราถือเงินสดไว้ไม่ยอมลงทุน ซึ่งการที่เราถือเงินสดไว้เยอะ ๆ ในบางเหตุการณ์มันก็สมเหตุสมผล แต่กลับกันในบางครั้งมันจะส่งผลเสียอย่างมาก ผมจะแยกอธิบายดังนี้ครับ

กรณีแรก (1) Cash Drag เพราะ ไม่ยอมลงทุน กรณีนี้เป็น cash drag ของคนทั่วไป ก็คือ มีเงินสดเก็บไว้กับตัวตลอด ไม่ยอมเอาไปลงทุนให้มันเติบโตขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ มีเงินสดก็เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร พอจะลงทุนก็จะเลือกแต่อะไรที่มันคล้าย ๆ เงินฝาก เช่น เงินฝากประจำ สลากออมสิน แม้กระทั่งกองทุนประเภท term fund (พวกที่กำหนดลงทุนแค่ 3, 6, 12 เดือนแล้วปิดกองทุน) ถ้าคุณจะลงทุนแต่สินทรัพย์ประเภทนี้ในระยะยาวตลอดชีวิต คุณจะ cash drag แบบสูงสุด นั่นคือ เงินของคุณจะถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ อำนาจซื้อลดลงฮวบฮาบ แล้วก็ยากมากที่จะร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุน ต้องอาศัยเก็บเงินหนัก ๆ หรือหารายได้เยอะมาก ๆ เพื่อเอาเงินมาเก็บไว้

กรณีที่ (2) Cash Drag เพราะ จับจังหวะลงทุน (market timing) อันนี้หล่ะครับ ความหมายที่แท้จริง นักลงทุน (อาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ) จะถือเงินสดไว้ระดับหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการจับจังหวะลงทุน เช่น รอได้จังหวะเหมาะ ๆ ค่อยลงทุน หรือขายหุ้นขายกองทุนออกเพราะได้กำไรนิดหน่อยแต่ก็ขายเพราะกลัวหุ้นตก

ซึ่งการยกตัวอย่างนี้ ผมจะไม่รวมนักลงทุนที่เป็นระดับบน ๆ ขยันทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้า มีวิธีลงทุนที่ดี มีวินัย เช่น แบบ VI เก๋า ๆ อะไรอย่างนั้นนะครับ พวกนี้จะมีเหตุผลในการถือเงินสดไว้ เพราะอาจจะหาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าไม่เจอ แต่ถึงอย่างไร ก็อาจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า cash drag กับนักลงทุนกลุ่มนี้ได้เหมือนกัน

ถามว่าการถือเงินสดในกรณีนี้จะส่งผลอย่างไร? คำตอบ คือ สถานะเงินสดในระยะยาวนั้นไม่สร้างผลตอบแทนหรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก ๆ ทำให้เงินบางส่วนของคุณได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าผลตอบแทนระยะยาวจากตลาดหุ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กองทุนรวมหุ้น ประเภทกองทุนบริหารเชิงรุก (active funds) ทั้งหลาย กองทุนพวกนี้จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจับจังหวะลงทุนซื้อหุ้น หรือด้วยลักษณะถ้าเป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน กองทุนพวกนี้ก็ต้องถือสภาพคล่องระดับหนึ่งเพื่อให้มีเงินจ่ายคืนนักลงทุนที่ขายกองทุนได้ แต่ในระยะยาว ถ้าผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นต้องเติบโตขึ้น การถือเงินสดไว้ย่อมทำให้ผลตอบแทนส่วนหนึ่งของกองทุนน้อยกว่าปกติได้ (poorly performing) อันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (มีปัจจัยอื่นทบไปอีก เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมที่สูง)

ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ กองทุนพวกนี้พยายามจับจังหวะถือเงินสดใช่ไหมครับ พอเวลาเขาคิดวิเคราะห์ว่าหุ้นกำลังจะตก เขาก็จะขายหุ้นทิ้งถือเงินสด ถ้าโชคดีก็ทายถูก ถ้าไม่ ก็จะเกิด cash drag เพราะหุ้นขึ้น แต่กองทุนยังถือเงินสดไว้ ไม่ได้ซื้อหุ้น ผลตอบแทนก็จะแพ้ตลาด กลับกัน ในเวลาที่ขายหุ้นทิ้ง แต่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงฟื้นตัว พวกมันจะทะยานไวมาก กว่าจะแน่ใจเข้ามาซื้อหุ้นคืน ก็ cash drag ไปแล้ว เราลองสังเกตดูก็ได้ ช่วงหลังหุ้นตก แล้วถ้าตลาดหุ้นทะยานอย่างไวมาก กองทุนหุ้นเชิงรุกแบบบริหารจะแพ้ตลาดเกือบหมด เพราะพวกนี้มีแต่เงินสดสภาพคล่อง เราเรียกว่าเป็นกรณีแบบ Cash Reverse ถือเงินสดแบบพลาด

Cash Drag มีผลกระทบมากไหม เราลองคิดภาพผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นประมาณ 10% ทบต้นต่อปี กองทุนรวมหุ้นแบบบริหารเชิงรุกทั้งหลาย โดยเฉลี่ยจะถือเงินสดไว้ประมาณ 5-10% เพราะฉะนั้น ในระยะยาว Cash Drag จะส่งผลให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้น (underperform) ผลตอบแทนของพวกกองทุนเหล่านี้โดยเฉลี่ยก็ควรจะเหลือแค่ 9-9.5% ต่อปี

ในหนังสือของ John C. Bogle อธิบายไว้ว่า สถานะถือครองเงินสดไว้ ในภาวะที่หุ้นขึ้นเป็นตลาดกระทิง (holdings of cash reverse) จะลดทอนผลตอบแทนของกองทุนลงไปประมาณ 0.6% ต่อปี¹ 

และคนที่เห็นด้วยว่า Cash Drag ถือเป็นผลกระทบทางลบต่อนักลงทุน คือ Larry E. Swedroe คนเขียนหนังสือ What Wall Street Doesn’t Want You to Know เพราะเขาถือว่า Cash Reverse เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองทุนบริหารเชิงรุกแพ้กองทุนดัชนีในระยะยาว อีกทั้งผลตอบแทนของนักลงทุนจะลดลงด้วยแบบทบต้น (negative compounding) สาเหตุหนึ่งก็เพราะ Cash Drag ครับ

แล้วจะลงทุนอย่างไรจึงจะไม่แคชแด๊ก ?

กองทุนที่จะไม่ถือเงินสดไว้ คือ กองทุนดัชนี (index funds) นั่นเอง เนื่องด้วยข้อบังคับนโยบายลงทุนของมัน ทำให้กองทุนพวกนี้ต้องลงทุนเลียนแบบตลาดหุ้นเสมอ จึงต้องมีหุ้นเต็มสตรีมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหุ้นตกหุ้นขึ้น กองทุนพวกนี้จะต้องถือหุ้นให้ใกล้กับ 100% ตลอด สินทรัพย์ประเภทเงินสดสภาพคล่องมีไว้เท่าที่จำเป็นต่อการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหน่วยที่ทำการขายกองทุน เพราะฉะนั้นเมื่อมีหุ้นเต็มมือตลอดเวลา ผลตอบแทนมันจะต้องล้อไปตามตลาดหุ้น ดัชนีหุ้นตก -50% มันก็ควรจะต้องติดลบ -50% ด้วย แต่แน่นอนว่าในทางกลับกัน ถ้าหุ้นขึ้น +28% มันก็ต้องขึ้นด้วยอัตราเดียวกัน

กลยุทธ์ที่จะตัดปัญหา Cash Drag ก็ควรจะเป็น กลยุทธ์ถือครองกองทุนดัชนีหุ้นตลอดเวลาและลงทุนไปเรื่อย ๆ  จะหุ้นตก หุ้นขึ้น ก็ปล่อยมันไป “Stay hold Stay Invest” นั่นเอง

 


¹ John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds, fully updated tenth anniversary ed.  New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), p. 167.

Cash Drag – ผลกระทบจากการถือเงินสด

“Cash Drag” เป็นศัพท์ที่ผมเจอจากหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจครับ ว่าแต่อะไรคือ แคชแด๊ก (หนังสือบางเล่มก็ใช้ว่า Cash Position หรือ Cash Reverse)  ถ้าใครเคยเล่นเกมที่มันจะชอบค้างบ่อย ๆ เล่นแล้ว lag อาการคล้ายกันครับ

Cash Drag ก็คือ การที่เราถือเงินสดไว้ไม่ยอมลงทุน ซึ่งการที่เราถือเงินสดไว้เยอะ ๆ ในบางเหตุการณ์มันก็สมเหตุสมผล แต่กลับกันในบางครั้งมันจะส่งผลเสียอย่างมาก ผมจะแยกอธิบายดังนี้ครับ

การถือเงินสดเพราะไม่ลงทุน

กรณีแรกแคชแดรกเพราะ ไม่ยอมลงทุน กรณีนี้เป็นเรื่องที่มักจะเกิดกับคนทั่วไป คือ มีเงินสดเก็บไว้กับตัวตลอด ไม่ยอมเอาไปลงทุนให้มันเติบโตขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ มีเงินสดก็เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร พอจะลงทุนก็จะเลือกแต่อะไรที่มันคล้าย ๆ เงินฝาก เช่น เงินฝากประจำ สลากออมสิน แม้กระทั่งกองทุนประเภท term fund (พวกที่กำหนดลงทุนแค่ 3-6-12 เดือนแล้วปิดกองทุน)

ถ้าคุณจะลงทุนแต่สินทรัพย์ประเภทนี้ในระยะยาวตลอดชีวิต คุณจะได้รับผลกระทบจากการถือเงินสดมาก ๆ แบบสูงสุด นั่นคือ เงินของคุณจะถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ อำนาจซื้อลดลงฮวบฮาบ แล้วก็ยากมากที่จะร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุน ต้องอาศัยเก็บเงินหนัก ๆ หรือหารายได้เยอะมาก ๆ เพื่อเอาเงินมาเก็บไว้

Cash Drag เพราะจับจังหวะลงทุน

กรณีนี้แคชแดรกเพราะ จับจังหวะลงทุน (market timing) อันนี้หล่ะครับ ความหมายที่แท้จริง นักลงทุน (อาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ) จะถือเงินสดไว้ระดับหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการจับจังหวะลงทุน เช่น รอได้จังหวะเหมาะ ๆ ค่อยลงทุน หรือขายหุ้นขายกองทุนออกเพราะได้กำไรนิดหน่อยแต่ส่วนใหญ่ที่ขายเพราะกลัวหุ้นตกแล้วกำไรจะหายไป

หากแต่การยกตัวอย่างนี้ ผมจะไม่รวมนักลงทุนที่ขยันทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้า มีวิธีลงทุนที่ดี มีวินัย เช่น แบบ VI เก๋า ๆ อะไรอย่างนั้นนะครับ พวกนี้จะมีเหตุผลในการถือเงินสดไว้ เพราะอาจจะหาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าไม่เจอ แต่ถึงอย่างไร ก็อาจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า cash reverse กับนักลงทุนกลุ่มนี้ได้เหมือนกัน

ถามว่าการถือเงินสดในกรณีนี้จะส่งผลอย่างไร? คำตอบ คือ สถานะเงินสดในระยะยาวนั้นไม่สร้างผลตอบแทนหรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก ๆ ทำให้เงินบางส่วนของคุณได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าผลตอบแทนระยะยาวจากตลาดหุ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กองทุนรวมหุ้น ประเภทกองทุนบริหารเชิงรุก (actively managed funds) ทั้งหลาย กองทุนพวกนี้จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจับจังหวะลงทุนซื้อหุ้น หรือด้วยลักษณะถ้าเป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน (open-end fund) กองทุนพวกนี้ก็ต้องถือสภาพคล่องระดับหนึ่งเพื่อให้มีเงินจ่ายคืนนักลงทุนที่ขายกองทุนได้

หากแต่ในระยะยาวถ้าผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นต้องเติบโตขึ้น การถือเงินสดไว้ย่อมทำให้ผลตอบแทนส่วนหนึ่งของกองทุนน้อยกว่าปกติได้ (poorly performing) อันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (มีปัจจัยอื่นทบไปอีก เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมที่สูง)

ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ กองทุนพวกนี้พยายามจับจังหวะถือเงินสดใช่ไหมครับ พอเวลาเขาคิดวิเคราะห์ว่าหุ้นกำลังจะตก เขาก็จะขายหุ้นทิ้งถือเงินสด ถ้าโชคดีก็ทายถูก ถ้าไม่ ก็จะเกิด cash drag เพราะหุ้นขึ้น แต่กองทุนยังถือเงินสดไว้ ไม่ได้ซื้อหุ้น ผลตอบแทนก็จะแพ้ตลาด กลับกัน ในเวลาที่ขายหุ้นทิ้ง แต่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงฟื้นตัว พวกมันจะทะยานไวมาก กว่าจะแน่ใจเข้ามาซื้อหุ้นคืนก็พลาดหรือช้าไปหลายก้าวแล้ว

เราลองสังเกตดูก็ได้ ช่วงหลังหุ้นตก แล้วถ้าตลาดหุ้นทะยานฟื้นตัวอย่างไวมาก กองทุนหุ้นเชิงรุกแบบบริหารจัดการจะแพ้ตลาดเกือบหมด เพราะพวกนี้มีแต่เงินสดสภาพคล่อง เราเรียกว่าเป็นกรณีแบบ Cash Reverse ถือเงินสดแบบผิดพลาด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยเพราะพวกผู้จัดการกองทุนมักจะถือเงินสดน้อยในช่วงที่ตลาดหุ้นทะยาน(และกำลังจะตกหนัก)แต่ขายหุ้นทิ้งถือเงินสดเต็มมือตอนที่ตลาดหุ้นตกหนักแล้ว[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (New Jersey: John Wiley and Sons, 2013), 33.] แต่ไม่ยอมซื้อหุ้นคืน จนกระทั่งตลาดหุ้นทะยานไปไกลเป็นกระทิงแล้ว เขาถึงเริ่มซื้อหุ้นกัน (ช่างเป็นความผิดพลาดแบบซ้ำ ๆ)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแคชแดรก

ถามว่าการถือเงินสดมีผลกระทบมากไหม เราลองคิดภาพผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นประมาณ 10% ทบต้นต่อปี กองทุนรวมหุ้นแบบบริหารเชิงรุกทั้งหลาย โดยเฉลี่ยจะถือเงินสดไว้ประมาณ 5-10% เพราะฉะนั้น ในระยะยาวมันอาจจะส่งผลให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้น (underperform) ผลตอบแทนของพวกกองทุนเหล่านี้โดยเฉลี่ยก็ควรจะเหลือแค่ 9-9.5% ต่อปี

โดยในหนังสือของ John C. Bogle อธิบายไว้ว่า สถานะถือครองเงินสดไว้ ในภาวะที่หุ้นขึ้นเป็นตลาดกระทิง (holdings of cash reverse) จะลดทอนผลตอบแทนของกองทุนลงไปเฉลี่ยประมาณ 0.6% ต่อปี[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), 167.] 

นอกจากนี้ ยังมีอีกคนที่เห็นด้วยว่าการถือเงินสดมาก ๆ ถือเป็นผลกระทบทางลบต่อนักลงทุน คือ Larry E. Swedroe คนเขียนหนังสือ What Wall Street Doesn’t Want You to Know เพราะเขาถือว่า Cash Reverse เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองทุนบริหารเชิงรุกแพ้กองทุนดัชนีในระยะยาว อีกทั้งผลตอบแทนของนักลงทุนจะลดลงด้วยแบบทบต้น (negative compounding) สาเหตุหนึ่งก็เพราะแคชแดรกนี่ล่ะครับ

แล้วจะลงทุนอย่างไรจึงจะไม่แคชแดรก ?

กองทุนที่จะไม่ถือเงินสดไว้ คือ กองทุนดัชนี (index funds) นั่นเอง เนื่องด้วยข้อบังคับนโยบายลงทุนของมัน ทำให้กองทุนพวกนี้ต้องลงทุนเลียนแบบตลาดหุ้นเสมอ จึงต้องมีหุ้นเต็มสตรีมครบอัตราอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ไม่ว่าหุ้นจะตกหรือหุ้นจะขึ้น กองทุนพวกนี้จะต้องถือหุ้นให้ใกล้เคียงหรือ 100% ตลอด สินทรัพย์ประเภทเงินสดสภาพคล่องมีไว้เท่าที่จำเป็นต่อการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหน่วยที่ทำการขายกองทุน

เพราะฉะนั้น เมื่อมีหุ้นเต็มมือตลอดเวลา ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจะต้องล้อไปตามตลาดหุ้น ดัชนีหุ้นตก -50% มันก็ควรจะต้องติดลบ -50% ด้วย แต่แน่นอนว่าในทางกลับกัน ถ้าหุ้นขึ้น +28% มันก็ต้องขึ้นด้วยอัตราเดียวกันนั่นเอง

กลยุทธ์ที่จะตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้ ควรจะเป็น กลยุทธ์ถือครองกองทุนดัชนีหุ้นตลอดเวลาและลงทุนไปเรื่อย ๆ  จะหุ้นตกหรือหุ้นขึ้น ก็ปล่อยมันไปครับ

“Stay hold Stay Invest”

ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

ตามหลักการทั่วไป ผลตอบแทน ย่อมมาจากสมการ ผลลัพธ์ – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด = ผลตอบแทน ซึ่งผลตอบแทนจากการลงทุนก็ใช้หลักการคล้าย ๆ กันครับ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างสำคัญ คือ กองทุนหุ้น” มาอธิบาย

การลงทุนในกองทุนหุ้นนั้น เนื่องจากกองทุนนำเงินไปลงทุนในหุ้น ซึ่งผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจาก 1) การเติบโตของผลตอบแทนจากกำไรที่บริษัทจดทะเบียนทำได้ (earnings growth) กับ ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมา (dividend) ซึ่งเราสามารถนำเงินปันผลนี้มาลงทุนทบต้นไปเรื่อย ๆ ได้ ในขณะที่ผลตอบแทนระยะสั้นของตลาดหุ้น จะถูกกระทบจากปัจจัยเกี่ยวกับการเก็งกำไรซะมากกว่า ซึ่งผลจากการเก็งกำไรจะหายไป เมื่อคุณได้ลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานมาก ๆ เช่น 10 ปีขึ้นไป ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนของการลงทุนในกองทุนหุ้น จึงจะมาจากการลงทุนระยะยาวถือครองกองทุนหุ้นนั้นเพื่อรับผลประโยชน์จากการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนตามเศรษฐกิจระยะยาว และการนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (ซึ่งถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล กองทุนจะนำเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท และกำไรที่ลงทุนได้ ไปลงทุนทบต้นต่อเนื่องอยู่แล้ว)

เพราะฉะนั้น ถ้าเราลงทุนโดยถือครองกองทุนหุ้นที่มันลงทุนในหุ้นทั้งตลาดหุ้น (เช่น กองทุนดัชนี) ผลตอบแทนเราก็จะเทียบเท่าใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้น ดังที่ John Bogle กล่าวไว้ว่า “กลยุทธ์ในการลงทุนที่จะชนะในระยะยาว คือการเก็บเกี่ยวรับผลตอบแทนจากระบบทุนนิยม ซึ่งทำได้ด้วยการถือครองหุ้นทั้งตลาด อันเป็นการลงทุนถือครองธุรกิจทั้งหมด ไม่ใช่การซื้อขายหุ้น” — “In investing, the winning strategy for reaping the rewards of capitalism depends on owning business, not trading stocks.”¹

นำมาสู่หลักการที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของเรา ก็จะมาจากผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้น (gross returns) แต่เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมจะมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อันทำให้ ผลตอบแทนขั้นต้นถูกหักออกไปอีก ผลตอบแทนสุทธิที่คุณจะได้จริง ๆ ก็จะมาจาก ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด (gross returns – costs) ดังนั้น นำไปสู่หลักการลงทุนที่ว่า ในเมื่อผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นนั้นคงที่ การจะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงที่สุด เราจะต้องลงทุนโดยมีค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด และถ้าเราลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราก็ควรจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมทั้งหมด ต่ำที่สุด โดยค่าใช้จ่ายที่จะลดทอนผลตอบแทนเรา ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายทั้งหลายของกองทุนรวม — เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมในการซื้อกองทุน (front-load) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (transation fee) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน (management fee) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ซึ่งถ้ารวมกับค่าบริหารก็จะเรียกเหมา ๆ ว่า total expenses ยังไม่หมดครับ เวลาขายก็โดยค่าธรรมเนียมในการขาย (back-load) อีก
  2. ภาษี (taxes) — โดยเฉพาะภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายปันผล ซึ่งจะทำให้คุณต้องเสียภาษีจากปันผลที่กองทุนจ่ายครั้งละ 10% ดูเหมือนไม่เยอะ แต่ระยะยาวนั้น ส่วนต่างตรงนี้ถ้าได้นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง มันจะเป็นมูลค่าเงินที่สูงมาก ๆ (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เกี่ยวกับ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ลองอ่านได้ครับ) ในทางกลับกัน ถ้าเป็นได้ เราควรจะลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ให้ครบตามสิทธิก็จะเป็นประโยชน์ขึ้นไปอีก
  3. ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selection costs) — พวกนี้ก็คือต้นทุนทั้งหลายเวลานักลงทุนเลือกกองทุนรวม โดยนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองทุนติดดาว กองทุนที่โฆษณาจัดอันดับ กองทุนฮิต ๆ คือ นักลงทุนจะระงับพฤติกรรมตรงนี้ได้ นักลงทุนต้องเชื่อก่อนว่าระยะยาว กองทุนรวมบริหารเชิงรุก (active funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมาก และจะเป็นกองไหนเราไม่รู้หรอก ยิ่งไอ้เรื่องการดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองที่ 1 ที่ 2 แม้จะมีงานวิจัยมากมายหาอ่านได้ว่า มันเชื่อถือไม่ได้ ผลตอบแทนย้อนหลังในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคตเลย (In investment performance, the past is not prologue.) แต่นักลงทุนก็ไม่เชื่อกันอยู่ดี ยังเชื่อว่าตัวเองจะเลือกชนะ พฤติกรรมแบบนี้ทำให้นักลงทุนเกิดการกระโดดไปมา ซื้อกองทุนนู้น ขายกองทุนนี้ โดยเชื่อว่าตนจะเลือกกองเทพ ๆ ได้ถูกต้อง ผลเสียจะเกิดขึ้นเพราะการกระโดด เคลื่อนย้ายมีค่าใช้จ่าย นักลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าออก นักลงทุนต้องเสียเวลามานั่งงมข้อมูล นักลงทุนจะขาดทุนเงินต้น ต้นทุนพวกนี้จะไปกัดกินผลตอบแทนของนักลงทุนเอง ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งด้วย
  4. ค่าใช้จ่ายจากการจับจังหวะตลาดได้แย่ (counter productive market timing) — นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองซื้อถูกขายแพงได้ สามารถจับจังหวะซื้อขายแล้วได้กำไร แต่เรื่องจริง มีนักลงทุนน้อยมาก ๆ ที่จะทำได้ เรื่องนี้ Charles Ellis เคยทำการศึกษาจากข้อมูลช่วงปี 1982-1997 พบว่า นักลงทุนที่พยายามจับจังหวะตลาดหุ้น ซื้อขายกองทุนเปลี่ยนไปมา จากกองทุนเดิมของตนไปยังกองทุนที่เชื่อว่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ทำให้นักลงทุนพลาดผลตอบแทนเกือบ 1/3 จากผลตอบแทนที่กองทุนโดยเฉลี่ยทำได้ นั่นคือ ถ้ากองทุนโดยเฉลี่ยทำผลตอบแทนได้ 9% ต่อปี นักลงทุนที่มีพฤติกรรมจับจังหวะซื้อขายโยกย้ายกองทุนจะได้ผลตอบแทนแค่ 6% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งอีกสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะว่า นักลงทุนที่ซื้อขายกองทุนจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมกองทุนเก่า และจ่ายค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนใหม่ และการชอบโยกของนักลงทุน มักจะโยกจากกองทุนที่นักลงทุนไม่กำไร เพราะฉะนั้นก็จะมีผลขาดทุนค้างอยู่ พอนักลงทุนทำซ้ำแบบนี้เรื่อย ๆ นักลงทุนก็จะกินเงินต้นตัวเองไปอีก อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการจับจังหวะ คือ นักลงทุนจะต้องถือเงินสด จนเกิดภาวะที่พลาดในการลงทุน ลองนึกภาพเงินที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพราะคอยจังหวะ แต่พอตลาดหุ้นทะยาน แล้วเรากลับเข้าไปซื้อไม่ทัน เราจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า (cash drag) เพราะเงินสดจะให้ผลตอบแทนต่ำมากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วงกระทิง นี่ก็เป็นผลที่ทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนที่ลดลงไปอีก และบางทีก็มี cash drag สองเด้ง คือนักลงทุนถือเงินสดรอลงทุน แต่พอนักลงทุนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนไปเลือกกองทุนบริหาร ซึ่งกองทุนพวกนี้ก็จะจับจังหวะลงทุนอีก ทำให้พวกเขาถือเงินสดยังไม่ยอมลงทุน สรุปนักลงทุน cash drag ถึงสองต่อ

นำไปสู่ทฤษฎีการกระทำกับผลที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นของคุณ จะลดลงจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิเช่น ภาษี ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม ต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุนรวม จากการจับจังหวะลงทุนที่แย่ ลองนึกภาพ ถ้าตลาดหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณถือกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดปีละประมาณ 2.5% คุณมีต้นทุนจากการเลือกกองทุนโดยการกระโดดไปมาอีกปีละ 0.5% การจับจังหวะลงทุนทำให้คุณพลาดช่วงตลาดหุ้นกระทิงทำให้เกิด cash drag ลดผลตอบแทนไปอีก 0.25% และค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ภาษี ก็ลดผลตอบแทนคุณไปอีกเป็นตัวเลขกลม ๆ 0.25% สรุปแล้วค่าใช้จ่ายของคุณเบ็ดเสร็จ 3.5% ต่อปี

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นหักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณจะเหลือผลตอบแทนสุทธิได้รับจริงแค่ 10-3.5 = 6.5% ต่อปี คุณอาจจะคิดว่ามันดูไม่น่าต่างอะไร แต่ในวงการเงินเรียกสิ่งนี้ว่า “Black Magic of Decompounding” เพราะมูลค่าเงินลงทุนของคุณในอนาคตจะหายไปมหาศาล

สมมติว่า ถ้าคุณเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งจะมีเวลาลงทุนประมาณ 50 ปี ถ้าคุณลงทุนด้วยเงินก้อนเดียว 10,000  บาท จำนวนเงินที่คุณจะได้ในปีที่ 50 ระหว่างผลตอบแทน 10% ต่อปี กับผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 6.5% ต่อปี ช่างน่าเหลือเชื่อนัก เงิน 10,000 บาทที่ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีทบต้นในระยะเวลา 50 ปี จะกลายเป็นเงินประมาณเกือบ 1,174,000 บาท ในขณะที่ถ้าเหลือผลตอบแทนทบต้นแค่ 6.5% ต่อปีจะเป็นเงินประมาณ 233,000 บาท ห่างกันประมาณ 5 เท่า หรือพูดง่าย ๆ ว่า ค่าใช้จ่าย 3.5% ต่อปี คิดเป็นเงินถึง 941,000 หรือประมาณ 77.85% ของเงินที่คุณควรจะได้รับ

พูดอีกแบบ ก็คือ แทนที่คุณจะได้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณสร้างค่าใช้จ่ายขึ้นมาเยอะ ๆ จนลดผลตอบแทนคุณเหลือ 6.5% ต่อปี เงินคุณจะเหลือแค่ 1/5 ของเงินที่คุณควรจะได้ !

50yearcausation

นำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ของเรา ก็คือ ผลตอบแทน (Returns) เป็นผลโดยตรงจาก ค่าใช้จ่าย (Costs) 

อะไรที่คุณไม่เสียออกไป ก็คือ ผลตอบแทนที่คุณได้รับ

เพราะฉะนั้น อย่าจ่ายอะไรออกไปอย่างไร้เหตุผล ครับ


¹ อ้างอิงจาก John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing : The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (New Jersey: John Wiley & Sons, 2007), p. 192.

ค่าใช้จ่ายในการลงทุน – ตัวเขมือบผลตอบแทนระยะยาว

ตามหลักการทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่จะได้รับอย่างมาก เพราะผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับ ย่อมมาจากสมการที่ว่า ผลลัพธ์ขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด = ผลตอบแทน โดยผมขออนุญาตยกตัวอย่างสำคัญ คือ ผลตอบแทนของ กองทุนหุ้น” มาอธิบายในประเด็นข้างต้นนี้

I. ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ของกองทุนรวม

การลงทุนในกองทุนหุ้นนั้น เนื่องจากกองทุนนำเงินไปลงทุนในหุ้น ซึ่งผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจาก 1. การเติบโตของผลตอบแทนจากกำไรที่บริษัทจดทะเบียนทำได้ (earnings growth) กับ 2. ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมา (dividend) ซึ่งเราสามารถนำเงินปันผลนี้มาลงทุนทบต้นไปเรื่อย ๆ ได้

ในขณะที่ผลตอบแทนระยะสั้นของตลาดหุ้น จะถูกกระทบจากปัจจัยเกี่ยวกับการเก็งกำไรซะมากกว่า ซึ่งผลจากการเก็งกำไรจะหายไป เมื่อคุณได้ลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานมาก ๆ เช่น 10 ปีขึ้นไป

ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนของการลงทุนในกองทุนหุ้น จึงจะมาจากการลงทุนระยะยาวถือครองกองทุนหุ้นนั้นเพื่อรับผลประโยชน์จากการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนตามเศรษฐกิจระยะยาว และการนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ ซึ่งถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล กองทุนจะนำกำไรจากการลงทุนและเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท ไปลงทุนทบต้นต่อเนื่องอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเราลงทุนโดยถือครองกองทุนหุ้นที่มันลงทุนในหุ้นทั้งตลาดหุ้น เช่น กองทุนดัชนี ผลตอบแทนเราก็จะเทียบเท่าใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้น ดังที่ John Bogle กล่าวไว้ว่า “กลยุทธ์ในการลงทุนที่จะชนะในระยะยาว คือการเก็บเกี่ยวรับผลตอบแทนจากระบบทุนนิยม ซึ่งทำได้ด้วยการถือครองหุ้นทั้งตลาด อันเป็นการลงทุนถือครองธุรกิจทั้งหมด ไม่ใช่การซื้อขายหุ้น (In investing, the winning strategy for reaping the rewards of capitalism depends on owning business, not trading stocks.)[1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 192.]

นำมาสู่หลักการที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของเรา ก็จะมาจากผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้น (gross returns) แต่เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมจะมี ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ต่าง ๆ อันทำให้ ผลตอบแทนขั้นต้นถูกหักออกไปอีก ผลตอบแทนสุทธิที่คุณจะได้รับจริง ๆ ก็จะมาจาก ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น หักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด (gross returns – costs)

และนำไปสู่หลักการลงทุนต่อเนื่องที่ว่า ในเมื่อผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นนั้นคงที่ การจะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงที่สุด เราจะต้องลงทุนโดยมีค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด และถ้าเราลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราก็ควรจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมทั้งหมด ต่ำที่สุด โดยค่าใช้จ่ายที่จะลดทอนผลตอบแทนเรา ได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ทั้งหลายของกองทุนรวม

เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายกองทุน (front-end load) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (transation fees) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน (management fee) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ซึ่งถ้ารวมกับค่าบริหารก็จะเรียกเหมา ๆ ว่า “Total expenses” ยังไม่หมดครับ เวลาขายก็โดยค่าธรรมเนียมในการขาย (back-end load) อีก

(2) ภาษี (taxes)

โดยเฉพาะภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายปันผล ซึ่งจะทำให้คุณต้องเสียภาษีจากปันผลที่กองทุนจ่ายครั้งละ 10% ดูเหมือนไม่เยอะ แต่ระยะยาวนั้น ส่วนต่างตรงนี้ถ้าได้นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง มันจะเป็นมูลค่าเงินที่สูงมาก ๆ (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เกี่ยวกับ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ลองอ่านได้ครับ) ในทางกลับกัน ถ้าเป็นได้ เราควรจะลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ให้ครบตามสิทธิก็จะเป็นประโยชน์ขึ้นไปอีก

(3) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selection costs) 

พวกนี้ก็คือต้นทุนทั้งหลายเวลานักลงทุนเลือกกองทุนรวม โดยนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองทุนติดดาว กองทุนที่โฆษณาจัดอันดับ กองทุนฮิต ๆ คือ นักลงทุนจะระงับพฤติกรรมตรงนี้ได้ นักลงทุนต้องเชื่อก่อนว่าระยะยาว กองทุนรวมบริหารเชิงรุก (actively managed funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมาก และจะเป็นกองไหนเราไม่รู้หรอก ยิ่งไอ้เรื่องการดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองที่ 1 ที่ 2 แม้จะมีงานวิจัยมากมายหาอ่านได้ว่า วิธีแบบนี้เชื่อถือไม่ได้ ผลตอบแทนย้อนหลังในอดีตของกองทุนรวมไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคตเลย (In fund performance, the past is rarely prologue.)[1. ibid., 87.] แต่นักลงทุนก็ไม่เชื่อกันอยู่ดี

นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าตัวเองจะเลือกผู้ชนะได้ พฤติกรรมแบบนี้ทำให้นักลงทุนเกิดการกระโดดไปมา ซื้อกองทุนนู้น ขายกองทุนนี้ โดยเชื่อว่าตนจะเลือกกองเทพ ๆ ได้ถูกต้อง ผลเสียจะเกิดขึ้นเพราะการกระโดดเคลื่อนย้ายมีค่าใช้จ่าย นักลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าออก นักลงทุนต้องเสียเวลามานั่งงมข้อมูล นักลงทุนจะขาดทุนเงินต้น ซึ่งต้นทุนพวกนี้จะไปกัดกินผลตอบแทนของนักลงทุนเอง ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งด้วย

(4) ค่าใช้จ่ายจากการจับจังหวะตลาดได้แย่ (counter productive market timing)

นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองซื้อถูกขายแพงได้ สามารถจับจังหวะซื้อขายแล้วได้กำไร แต่เรื่องจริง มีนักลงทุนน้อยมาก ๆ ที่จะทำได้ ซึ่งเคยมีงานวิจัยทำการศึกษาข้อมูลช่วงปี 1984-1998 พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว 15 ปีนั้น ดัชนี the S&P500 ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 17.9% ต่อปี ในขณะที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมทำผลตอบแทนได้เพียง 7% ต่อปี (ทำผลตอบแทนได้เพียง 39% จากผลตอบแทนของตลาดหุ้น) โดยสาเหตุของผลลัพธ์ที่เลวร้ายมาจากการที่นักลงทุนพยายามจับจังหวะซื้อขายเข้าออกกองทุนรวม พยายามจับจังหวะตลาด และกระโดดไปมาระหว่างกองทุนรวม[1. Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013),129.]

หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว 15 ปี เงินจำนวน 1 ล้านบาทที่ลงทุนในดัชนี S&P500 จะกลายเป็น 11.82 ล้านบาท ส่วนเงินที่นักลงทุนในงานวิจัยทำได้คือ 2.76 ล้านบาท ส่วนต่างที่หายไปคือเงินถึง 9 ล้านบาท!! นี่คือภัยพิบัติของการพยายามจับจังหวะตลาดและผลของการคิดว่าตนสามารถเลือกช่วงเวลาลงทุนและเลือกกองทุนรวมได้ถูกต้อง

โดยสาเหตุประการสำคัญอีกอย่างเกี่ยวข้องกับ “ค่าใช้จ่าย” นั่นเป็นเพราะว่า โดยปกตินักลงทุนที่ซื้อขายกองทุนโดยเฉพาะพวก Actively Managed Funds จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประเภท Loads ตอนที่ซื้อหรือขายกองทุนเก่า และจ่ายค่าธรรมเนียมซื้อเข้ากองทุนใหม่ และการชอบโยกของนักลงทุน มักจะโยกจากกองทุนที่นักลงทุนไม่กำไร เพราะฉะนั้นก็จะมีผลขาดทุนค้างอยู่ พอนักลงทุนทำซ้ำแบบนี้เรื่อย ๆ นักลงทุนก็จะกินเงินต้นตัวเองไปอีก

อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการจับจังหวะ คือ นักลงทุนจะต้องถือเงินสด จนเกิดภาวะที่พลาดในการลงทุน ลองนึกภาพเงินที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพราะคอยจังหวะ แต่พอตลาดหุ้นทะยาน แล้วเรากลับเข้าไปซื้อไม่ทัน เราจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า (cash drag) เพราะเงินสดจะให้ผลตอบแทนต่ำมากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วงกระทิง นี่ก็เป็นผลที่ทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนที่ลดลง

และบางทีก็มี cash drag สองเด้ง คือนักลงทุนถือเงินสดรอลงทุน แต่พอนักลงทุนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนไปเลือกกองทุนบริหาร ซึ่งกองทุนพวกนี้ก็จะจับจังหวะลงทุนอีก ทำให้พวกเขาถือเงินสดยังไม่ยอมลงทุนหุ้นเต็มจำนวนเงินที่มี ทำให้นักลงทุนเจอสภาวะ cash drag ถึงสองต่อ

II. Causation ระหว่างผลตอบแทนกับ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลลัพธ์ (causation) อาจปรากฏในวงการลงทุน ในลักษณะของการกระทำกับผลที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นของคุณ จะลดลงจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิเช่น ภาษี ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม ต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุนรวม จากการจับจังหวะลงทุนที่แย่ และในการกลับกัน การเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวที่คุณจะได้รับในอนาคตอย่างหนึ่งก็คือการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนลงนั่นเอง[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 87.]

ลองนึกภาพนะครับ ถ้าตลาดหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณถือกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดปีละประมาณ 2.5% คุณมีต้นทุนจากการเลือกกองทุนโดยการกระโดดไปมาอีกปีละ 0.5% การจับจังหวะลงทุนทำให้คุณพลาดช่วงตลาดหุ้นกระทิงทำให้เกิด cash drag ลดผลตอบแทนไปอีก 0.25% และค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ภาษี ก็ลดผลตอบแทนคุณไปอีกเป็นตัวเลขกลม ๆ 0.25% สรุปแล้วค่าใช้จ่ายของคุณเบ็ดเสร็จ 3.5% ต่อปี

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นหักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณจะเหลือผลตอบแทนสุทธิได้รับจริงแค่ 10-3.5 = 6.5% ต่อปี คุณอาจจะคิดว่ามันดูไม่น่าต่างอะไร แต่ในวงการเงินเรียกสิ่งนี้ว่า “Black Magic of Decompounding” เพราะมูลค่าเงินลงทุนของคุณในอนาคตจะหายไปมหาศาล

สมมติว่า ถ้าคุณเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งจะมีเวลาลงทุนประมาณ 50 ปี ถ้าคุณลงทุนด้วยเงินก้อนเดียว 10,000 บาท จำนวนเงินที่คุณจะได้ในปีที่ 50 ระหว่างผลตอบแทน 10% ต่อปี กับผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 6.5% ต่อปี ช่างน่าเหลือเชื่อนัก เงิน 10,000 บาทที่ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีทบต้นในระยะเวลา 50 ปี จะกลายเป็นเงินประมาณเกือบ 1,174,000 บาท

ในขณะที่ถ้าเหลือผลตอบแทนทบต้นแค่ 6.5% ต่อปีจะเป็นเงินประมาณ 233,000 บาท ห่างกันประมาณ 5 เท่า หรือพูดง่าย ๆ ว่า ค่าใช้จ่าย 3.5% ต่อปี คิดเป็นเงินถึง 941,000 หรือประมาณ 77.85% (เกือบ 80%) ของเงินที่คุณควรจะได้รับจากการลงทุน หรือพูดอีกแบบ ก็คือ แทนที่คุณจะได้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณสร้างค่าใช้จ่ายขึ้นมาเยอะ ๆ จนลดผลตอบแทนคุณเหลือ 6.5% ต่อปี เงินคุณจะเหลือแค่ 1/5 ของเงินที่คุณควรจะได้!

50yearcausation

นำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ของเรา ก็คือ ผลตอบแทน (Returns) เป็นผลโดยตรงจาก ค่าใช้จ่าย (Costs) 

อะไรที่คุณไม่เสียออกไป ก็คือ ผลตอบแทนที่คุณได้รับไว้ในมือ

เพราะฉะนั้น อย่าจ่ายอะไรออกไปอย่างไร้เหตุผล ครับ

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุน

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุนเป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุน เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks) ดังรูปนี้

r-c-r

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจ และมันจะช่วยให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาทำอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ


(1) ผลตอบแทนreturns

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเรา ก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว แต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหว ไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของคุณ จะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ที่กองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)¹ ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร


(2) ค่าใช้จ่ายcosts

จริง ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่าย ก็คือผลตอบแทนของคุณนั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่คุณไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของคุณจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่คุณเสียไป ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ
  2. ภาษี (taxes) : หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล
  3. เงินเฟ้อ (inflations) : อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวของคุณหายไป โดยที่คุณไม่รู้ตัว โดยเป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อที่คุณควรได้รับออกไป
  4. ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections) : อันนี้ผมว่า เป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนจะมานั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อขายกองทุนทั้งขาเข้าขาออกอีก
  5. การจับจังหวะ (counter productive market timing) : การจับจังหวะซื้อขาย ก็ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็ถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (load) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

(3) ความเสี่ยงrisks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้ในระยะยาวคุณจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น อันนี้พูดยาก เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ แต่ส่วนใหญ่นักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกอย่าง คือ

ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร – active funds โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็น่าจะมาพร้อมกับ

ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจด้วย (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุกอาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

นักลงทุนบางคน ที่พบเห็นก็เช่น คนที่ชอบซื้อกองทุนอุตสาหกรรม ฮิต ๆ health care, IT, aging อะไรแบบนี้ คุณจะเพิ่มความเสี่ยงที่เรียกว่า ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) เข้ามาอีก

แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น เอาจริง ๆ ผมว่ามันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ


โดยสรุป 

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า

1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด และเมื่อเป็นเช่นนี้

2) คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ ควรเลือกกองทุนดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุน ไม่จำเป็นและลงทุนระยะยาว ก็ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ² ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม


¹ อ้างอิงจาก John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing : The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (New Jersey: John Wiley & Sons, 2007), p. 192.

² ibid, p. 189.