ค่าใช้จ่ายในการลงทุน – ตัวเขมือบผลตอบแทนระยะยาว

ค่าใช้จ่ายในการลงทุน - ตัวเขมือบผลตอบแทนระยะยาว

ตามหลักการทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่จะได้รับอย่างมาก เพราะผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับ ย่อมมาจากสมการที่ว่า ผลลัพธ์ขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด = ผลตอบแทน โดยผมขออนุญาตยกตัวอย่างสำคัญ คือ ผลตอบแทนของ กองทุนหุ้น” มาอธิบายในประเด็นข้างต้นนี้

I. ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ของกองทุนรวม

การลงทุนในกองทุนหุ้นนั้น เนื่องจากกองทุนนำเงินไปลงทุนในหุ้น ซึ่งผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจาก 1. การเติบโตของผลตอบแทนจากกำไรที่บริษัทจดทะเบียนทำได้ (earnings growth) กับ 2. ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมา (dividend) ซึ่งเราสามารถนำเงินปันผลนี้มาลงทุนทบต้นไปเรื่อย ๆ ได้

ในขณะที่ผลตอบแทนระยะสั้นของตลาดหุ้น จะถูกกระทบจากปัจจัยเกี่ยวกับการเก็งกำไรซะมากกว่า ซึ่งผลจากการเก็งกำไรจะหายไป เมื่อคุณได้ลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานมาก ๆ เช่น 10 ปีขึ้นไป

ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนของการลงทุนในกองทุนหุ้น จึงจะมาจากการลงทุนระยะยาวถือครองกองทุนหุ้นนั้นเพื่อรับผลประโยชน์จากการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนตามเศรษฐกิจระยะยาว และการนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ ซึ่งถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล กองทุนจะนำกำไรจากการลงทุนและเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท ไปลงทุนทบต้นต่อเนื่องอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเราลงทุนโดยถือครองกองทุนหุ้นที่มันลงทุนในหุ้นทั้งตลาดหุ้น เช่น กองทุนดัชนี ผลตอบแทนเราก็จะเทียบเท่าใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้น ดังที่ John Bogle กล่าวไว้ว่า “กลยุทธ์ในการลงทุนที่จะชนะในระยะยาว คือการเก็บเกี่ยวรับผลตอบแทนจากระบบทุนนิยม ซึ่งทำได้ด้วยการถือครองหุ้นทั้งตลาด อันเป็นการลงทุนถือครองธุรกิจทั้งหมด ไม่ใช่การซื้อขายหุ้น (In investing, the winning strategy for reaping the rewards of capitalism depends on owning business, not trading stocks.)1

นำมาสู่หลักการที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของเรา ก็จะมาจากผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้น (gross returns) แต่เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมจะมี ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ต่าง ๆ อันทำให้ ผลตอบแทนขั้นต้นถูกหักออกไปอีก ผลตอบแทนสุทธิที่คุณจะได้รับจริง ๆ ก็จะมาจาก ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น หักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด (gross returns – costs)

และนำไปสู่หลักการลงทุนต่อเนื่องที่ว่า ในเมื่อผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นนั้นคงที่ การจะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงที่สุด เราจะต้องลงทุนโดยมีค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด และถ้าเราลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราก็ควรจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมทั้งหมด ต่ำที่สุด โดยค่าใช้จ่ายที่จะลดทอนผลตอบแทนเรา ได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ทั้งหลายของกองทุนรวม

เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายกองทุน (front-end load) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (transation fees) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน (management fee) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ซึ่งถ้ารวมกับค่าบริหารก็จะเรียกเหมา ๆ ว่า “Total expenses” ยังไม่หมดครับ เวลาขายก็โดยค่าธรรมเนียมในการขาย (back-end load) อีก

(2) ภาษี (taxes)

โดยเฉพาะภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายปันผล ซึ่งจะทำให้คุณต้องเสียภาษีจากปันผลที่กองทุนจ่ายครั้งละ 10% ดูเหมือนไม่เยอะ แต่ระยะยาวนั้น ส่วนต่างตรงนี้ถ้าได้นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง มันจะเป็นมูลค่าเงินที่สูงมาก ๆ (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เกี่ยวกับ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ลองอ่านได้ครับ) ในทางกลับกัน ถ้าเป็นได้ เราควรจะลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ให้ครบตามสิทธิก็จะเป็นประโยชน์ขึ้นไปอีก

(3) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selection costs) 

พวกนี้ก็คือต้นทุนทั้งหลายเวลานักลงทุนเลือกกองทุนรวม โดยนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองทุนติดดาว กองทุนที่โฆษณาจัดอันดับ กองทุนฮิต ๆ คือ นักลงทุนจะระงับพฤติกรรมตรงนี้ได้ นักลงทุนต้องเชื่อก่อนว่าระยะยาว กองทุนรวมบริหารเชิงรุก (actively managed funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมาก และจะเป็นกองไหนเราไม่รู้หรอก ยิ่งไอ้เรื่องการดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองที่ 1 ที่ 2 แม้จะมีงานวิจัยมากมายหาอ่านได้ว่า วิธีแบบนี้เชื่อถือไม่ได้ ผลตอบแทนย้อนหลังในอดีตของกองทุนรวมไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคตเลย (In fund performance, the past is rarely prologue.)2 แต่นักลงทุนก็ไม่เชื่อกันอยู่ดี

นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าตัวเองจะเลือกผู้ชนะได้ พฤติกรรมแบบนี้ทำให้นักลงทุนเกิดการกระโดดไปมา ซื้อกองทุนนู้น ขายกองทุนนี้ โดยเชื่อว่าตนจะเลือกกองเทพ ๆ ได้ถูกต้อง ผลเสียจะเกิดขึ้นเพราะการกระโดดเคลื่อนย้ายมีค่าใช้จ่าย นักลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าออก นักลงทุนต้องเสียเวลามานั่งงมข้อมูล นักลงทุนจะขาดทุนเงินต้น ซึ่งต้นทุนพวกนี้จะไปกัดกินผลตอบแทนของนักลงทุนเอง ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งด้วย

(4) ค่าใช้จ่ายจากการจับจังหวะตลาดได้แย่ (counter productive market timing)

นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองซื้อถูกขายแพงได้ สามารถจับจังหวะซื้อขายแล้วได้กำไร แต่เรื่องจริง มีนักลงทุนน้อยมาก ๆ ที่จะทำได้ ซึ่งเคยมีงานวิจัยทำการศึกษาข้อมูลช่วงปี 1984-1998 พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว 15 ปีนั้น ดัชนี the S&P500 ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 17.9% ต่อปี ในขณะที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมทำผลตอบแทนได้เพียง 7% ต่อปี (ทำผลตอบแทนได้เพียง 39% จากผลตอบแทนของตลาดหุ้น) โดยสาเหตุของผลลัพธ์ที่เลวร้ายมาจากการที่นักลงทุนพยายามจับจังหวะซื้อขายเข้าออกกองทุนรวม พยายามจับจังหวะตลาด และกระโดดไปมาระหว่างกองทุนรวม3

หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว 15 ปี เงินจำนวน 1 ล้านบาทที่ลงทุนในดัชนี S&P500 จะกลายเป็น 11.82 ล้านบาท ส่วนเงินที่นักลงทุนในงานวิจัยทำได้คือ 2.76 ล้านบาท ส่วนต่างที่หายไปคือเงินถึง 9 ล้านบาท!! นี่คือภัยพิบัติของการพยายามจับจังหวะตลาดและผลของการคิดว่าตนสามารถเลือกช่วงเวลาลงทุนและเลือกกองทุนรวมได้ถูกต้อง

โดยสาเหตุประการสำคัญอีกอย่างเกี่ยวข้องกับ “ค่าใช้จ่าย” นั่นเป็นเพราะว่า โดยปกตินักลงทุนที่ซื้อขายกองทุนโดยเฉพาะพวก Actively Managed Funds จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประเภท Loads ตอนที่ซื้อหรือขายกองทุนเก่า และจ่ายค่าธรรมเนียมซื้อเข้ากองทุนใหม่ และการชอบโยกของนักลงทุน มักจะโยกจากกองทุนที่นักลงทุนไม่กำไร เพราะฉะนั้นก็จะมีผลขาดทุนค้างอยู่ พอนักลงทุนทำซ้ำแบบนี้เรื่อย ๆ นักลงทุนก็จะกินเงินต้นตัวเองไปอีก

อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการจับจังหวะ คือ นักลงทุนจะต้องถือเงินสด จนเกิดภาวะที่พลาดในการลงทุน ลองนึกภาพเงินที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพราะคอยจังหวะ แต่พอตลาดหุ้นทะยาน แล้วเรากลับเข้าไปซื้อไม่ทัน เราจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า (cash drag) เพราะเงินสดจะให้ผลตอบแทนต่ำมากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วงกระทิง นี่ก็เป็นผลที่ทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนที่ลดลง

และบางทีก็มี cash drag สองเด้ง คือนักลงทุนถือเงินสดรอลงทุน แต่พอนักลงทุนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนไปเลือกกองทุนบริหาร ซึ่งกองทุนพวกนี้ก็จะจับจังหวะลงทุนอีก ทำให้พวกเขาถือเงินสดยังไม่ยอมลงทุนหุ้นเต็มจำนวนเงินที่มี ทำให้นักลงทุนเจอสภาวะ cash drag ถึงสองต่อ

II. Causation ระหว่างผลตอบแทนกับ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลลัพธ์ (causation) อาจปรากฏในวงการลงทุน ในลักษณะของการกระทำกับผลที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นของคุณ จะลดลงจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิเช่น ภาษี ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม ต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุนรวม จากการจับจังหวะลงทุนที่แย่ และในการกลับกัน การเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวที่คุณจะได้รับในอนาคตอย่างหนึ่งก็คือการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนลงนั่นเอง4

ลองนึกภาพนะครับ ถ้าตลาดหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณถือกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดปีละประมาณ 2.5% คุณมีต้นทุนจากการเลือกกองทุนโดยการกระโดดไปมาอีกปีละ 0.5% การจับจังหวะลงทุนทำให้คุณพลาดช่วงตลาดหุ้นกระทิงทำให้เกิด cash drag ลดผลตอบแทนไปอีก 0.25% และค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ภาษี ก็ลดผลตอบแทนคุณไปอีกเป็นตัวเลขกลม ๆ 0.25% สรุปแล้วค่าใช้จ่ายของคุณเบ็ดเสร็จ 3.5% ต่อปี

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นหักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณจะเหลือผลตอบแทนสุทธิได้รับจริงแค่ 10-3.5 = 6.5% ต่อปี คุณอาจจะคิดว่ามันดูไม่น่าต่างอะไร แต่ในวงการเงินเรียกสิ่งนี้ว่า “Black Magic of Decompounding” เพราะมูลค่าเงินลงทุนของคุณในอนาคตจะหายไปมหาศาล

สมมติว่า ถ้าคุณเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งจะมีเวลาลงทุนประมาณ 50 ปี ถ้าคุณลงทุนด้วยเงินก้อนเดียว 10,000 บาท จำนวนเงินที่คุณจะได้ในปีที่ 50 ระหว่างผลตอบแทน 10% ต่อปี กับผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 6.5% ต่อปี ช่างน่าเหลือเชื่อนัก เงิน 10,000 บาทที่ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีทบต้นในระยะเวลา 50 ปี จะกลายเป็นเงินประมาณเกือบ 1,174,000 บาท

ในขณะที่ถ้าเหลือผลตอบแทนทบต้นแค่ 6.5% ต่อปีจะเป็นเงินประมาณ 233,000 บาท ห่างกันประมาณ 5 เท่า หรือพูดง่าย ๆ ว่า ค่าใช้จ่าย 3.5% ต่อปี คิดเป็นเงินถึง 941,000 หรือประมาณ 77.85% (เกือบ 80%) ของเงินที่คุณควรจะได้รับจากการลงทุน หรือพูดอีกแบบ ก็คือ แทนที่คุณจะได้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณสร้างค่าใช้จ่ายขึ้นมาเยอะ ๆ จนลดผลตอบแทนคุณเหลือ 6.5% ต่อปี เงินคุณจะเหลือแค่ 1/5 ของเงินที่คุณควรจะได้!

50yearcausation

นำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ของเรา ก็คือ ผลตอบแทน (Returns) เป็นผลโดยตรงจาก ค่าใช้จ่าย (Costs) 

อะไรที่คุณไม่เสียออกไป ก็คือ ผลตอบแทนที่คุณได้รับไว้ในมือ

เพราะฉะนั้น อย่าจ่ายอะไรออกไปอย่างไร้เหตุผล ครับ

  1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 192.
  2. ibid., 87.
  3. Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013),129.
  4. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 87.

Comments