คลังเก็บป้ายกำกับ: Markets

กองทุนดัชนี กับคำแนะนำของกูรู

บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนรวมถึงกูรูและตำนานในวงการการเงินและการลงทุนของโลกนั้น มีหลายคนทีเดียวที่แนะนำว่า “กองทุนดัชนี” นั้น เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมากๆสำหรับนักลงทุนทั้งหลาย ลองมาดูกันครับ

  • Warren Buffett นักลงทุนในตำนานคนนี้จะแนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

A) จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่

““Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders

B) ครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนีทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.”

C) ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนักๆในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน” ถ้าคุณสามารถสละเวลาลงศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมง ก็ลงทุนเอง แต่ถ้าไม่ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสม (DCA) ในกองทุนดัชนี มันกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์(ลงทุนหุ้นหลายตัว)และเวลาซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน

“If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.”

“If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.”

“Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. [F]orget it and go back to work.”

E) ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่ยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้(แบ่งทรัพย์สิน)ลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมากๆ เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ, นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูงๆ”

“My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.”


  • The Intelligent Investor by Benjamin Graham

    ในหนังสือมีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและนักลงทุนเชิงรับไว้หลักๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ อันแรกคือส่วนที่บอกว่า

“เนื่องจากต้นทุน และ พฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลา และ ไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”

และส่วนข้างล่างนี้ที่ผมชอบมากๆ

“กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น .. นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ .. คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงฉลองบาร์บีคิว และ คุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ .. คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือ การทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด .. ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว .. อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้น  .. การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ .. ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย .. วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”


และนี่คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนี

  • William Bernstein, ผู้เขียน The Four Pillars of Investing แนะนำว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากการกระจายความเสี่ยงไม่พอ-ซื้อและลงทุนในกองทุนดัชนีและถือครองหลักทรัพย์(หุ้น)ทั้งตลาด (Avoid the problem—buy a well-run index fund and own the whole market.)
  • The Economist of London, กล่าวว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุนและให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … มันจะเป็นการลงทุนที่ดีกว่าถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะมันสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาดแต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)¹
  • Jack R. Meyer, อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำๆแทน (Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. [Investors] should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.)
  • Burton G. Malkiel, เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไปที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุนซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมากจนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง … กล่าวโดยสรุป การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริงสำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลยและยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”
  • Charles T. Munger, คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่าคือเลิกจ่ายเงินแพงๆให้ที่ปรึกษาและลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อยๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities.)¹
  • Peter Lynch, นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า “ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283%, [ผู้จัดการกองทุน] ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี (So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.)¹
  • William J. Ruane, เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่วๆไป อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน”²
  • Charles Schwab, เคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10,15,20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ? (For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10,15,20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?”)¹
  • David Swensen, ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ลงทุนใน[กองทุนรวม]ที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ, กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี (Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.)¹
  • The Little book of Bulletproof Investing, ให้คำแนะนำว่าไว้ว่า “ลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ค่าคอมมิชชั่น, ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว” (Do Invest in passive index funds wherever possible. Do keep a close eye on fees, expenses, commissions and taxes. Do buy and hold!)
  • Richard A. Ferri, เขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผล[ดี]ที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม (In the long run,index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.)
  • Larry E. Swedroe, ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากๆ (The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.)
  • Charles D. Ellis, ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game สรุปว่าเกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[active funds], การพยายามเอาชนะตลาดคือเกมแห่งความพ่ายแพ้  (the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity,…, low cost, …, and superior returns. Trying to beat the market was a loser’s game.)

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า

“The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.” —กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ


¹ อ้างอิงจากหนังสือ The Little book of Common Sense Investing, by John C. Bogle
² อ้างอิงจากหนังสือ Pick stocks like Warren Buffett, by Warren Boroson

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย

Index Fund ดีไหม : รวมคำแนะนำเกี่ยวกับ กองทุนดัชนี

Index Fund หรือกองทุนดัชนี ถือว่าเป็นเครื่องมือในการลงทุน ที่บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียน และตำนานในวงการการเงินและการลงทุนหลายคนของโลกนั้น ให้คำแนะนำไปในทางเดียวกันว่า “กองทุนดัชนี” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมาก ๆ สำหรับนักลงทุนทั่วไป ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการลงทุน กองทุนดัชนีในไทย ได้ด้วย

รวมคำแนะนำเกี่ยวกับ Index Fund

1. Warren Buffett

สำหรับกองทุนดัชนี (index fund) ดูวอร์เร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนในตำนานคนนี้จะเป็นแฟนตัวยงของมัน เพราะเขามักจะเป็นผู้ที่แนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่[1. Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.]

มีครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนี ทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ[1. Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.]

ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนัก ๆ ในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน”[1. If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.]

อย่างไรก็ดี ถ้าคุณสามารถสละเวลามาศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมงได้ ก็อาจจะลงทุนเอง แต่ถ้าไม่อาจทำแบบนี้ได้ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสมเป็นประจำในกองทุนดัชนี ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์ (ลงทุนหุ้นหลายตัว) และด้านเวลา ซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน[1. If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.]

การลงทุนประจำในกองทุนดัชนี S&P500 ที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ลงทุนหนักครั้งเดียว ลงทุนไปเรื่อย ๆ ลืมมันไปซะแล้วก็กลับไปทำงาน[1. Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. Forget it and go back to work.]

ใน จดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่จะยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้แบ่งทรัพย์สินลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น และอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ [บัฟเฟตต์]เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้ จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูง ๆ”[1. My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.]

2. The Intelligent Investor by Benjamin Graham

ในหนังสือตำนานเล่มนี้มีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและการลงทุนแบบเชิงรับ (passive investment) ไว้หลัก ๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ

อันแรกคือส่วนที่บอกว่า “เนื่องจากต้นทุนที่สูงและพฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลาและไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”[1. Benjamin Graham, The Intelligent Investor : คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า, แปลโดยพรชัย รัตนนนทชัยสุข (กรุงเทพมหานคร: วิสดอมเวิร์ค เพลส, 2553), หน้า 355.]

และอีกส่วนที่ผมชอบมาก ๆ คือ “กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงบาบีคิวและคุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือการทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่ระย่อ  การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือนจะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”[2. เรื่องเดียวกัน, หน้า 357.]

3. John C. Bogle

จอห์น โบเกิล เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยขึ้นมา ซึ่งโบเกิลเป็นผู้ที่อุทิศตนเชื่อมั่นในการลงทุนเชิงรับด้วยกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ อย่างมาก และเขาจะแนะนำนักลงทุนตลอดเวลาว่า นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broadly diversified) โดยเฉพาะกองทุนดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีที่ถือครองหลักทรัพย์หรือหุ้นทั้งตลาด จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนระยะยาวที่ธุรกิจทั้งหมดทำได้[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 32.] และกองทุนดัชนีนั้นควรมีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ เพราะค่าใช้จ่ายที่ต่ำจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับอย่างมาก[1. John C. Bogle, Bogle On Mutual Funds: New Perspectives For The Intelligent Investor (Hoboken: Wiley, 2014), 179.]

โดยสรุปสั้น ๆ ก็คือ Bogle ได้แนะนำว่า สูตรแห่งชัยชนะสำหรับการลงทุนก็คือการถือครองหุ้นทั้งตลาดผ่านกองทุนดัชนี หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรอีกเลยนอกจากถือครองและมีวินัยที่จะลงทุนถือครองกองทุนดัชนีเช่นว่าเรื่อย ๆ ตลอดไป (The winning formula for success in investing is owning the entire stock market through an index fund, and then doing nothing. Just stay the course.)[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 58.]

4. คำแนะนำอื่น ๆ เกี่ยวกับ Index Fund

ด้านล่างนี้คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนีครับ

William Bernstein

ในหนังสือของเขาที่ชื่อ The Intelligent Asset Allocator อธิบายว่า นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงกลยุทธ์แห่งการเป็นผู้แพ้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ซื้อและถือครองกองทุนดัชนีที่ถือหุ้นทั้งตลาด ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายที่ต่ำของกองทุนดัชนีนั้น[1. William J. Bernstein, The Intelligent Asset Allocator: How to Build Your Portfolio to Maximize Returns and Minimize Risk (New York: McGraw-Hill, 2017), 95.]

The Economist

นิตยสารการเงินและเศรษฐกิจชื่อดังฉบับนี้เคยแนะนำว่า การที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุน มันเป็นการให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … การลงทุนที่ดีกว่า คือ การลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะกองทุนดัชนีสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาด แต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)

Jack R. Meyer

อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 โดยชี้ให้เห็นประเด็นเกี่ยวกับผู้คนส่วนใหญ่ที่มักจะคิดว่า พวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี… นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน[1. “Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. Investors should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 7.]

Burton G. Malkiel

ศาสตราจารย์มัลคีลเขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนี มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไป ที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุน ซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมาก จนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง”[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 384.] หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ “การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริง สำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ เลย และยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”[1. ibid., 385.]

Charles T. Munger 

คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่า คือ เลิกจ่ายเงินแพง ๆ ให้ที่ปรึกษาทางการเงิน และลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อย ๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น[1. “The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 137.]

Peter Lynch

นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการก็เป็นผู้ที่เคยให้ความเห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำได้ดีและมีความมั่งคั่งกว่าหากลงทุนในกองทุนดัชนี[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), 184.] เช่น เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283% [ผู้จัดการกองทุน]ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี[1. “So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 87.]

นอกจากนี้ Lynch ยังให้ความเห็นไว้อีกว่า แทนที่จะมาเสียเวลานั่งเลือกกองทุนผู้ชนะที่มีน้อยนิด การซื้อทั้งกระดานไปเลย (ลงทุน index fund) น่าจะเป็นสิ่งดีกว่า[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 60.]

William J. Ruane 

เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่ว ๆ ไป … อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน” และยังให้คำแนะนำต่ออีกว่า สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้วให้นำเงินครึ่งหนึ่งของคุณไปลงทุนในกองทุนดัชนี[1. Warren Boroson, แกะรอยการลงทุน เลือกหุ้นอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์: Pick Stocks Like Warren Buffett, แปลโดย ประภาคาร ภราดรภิบาล (กรุงเทพมหานคร: วิง มีเดีย, 2559), 190.]

Charles Schwab

Schwab เป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นในพลังของการลงทุนตามดัชนี (the power of indexing)[1. Bogle, Common Sense on Mutual Funds, 184.] โดยเขาเคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ?[1. “For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10, 15, 20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 59.]

David Swensen

ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ควรลงทุนในกองทุนรวมที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี[1. “Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.” See ibid., 198.]

The Little Book of Bulletproof Investing 

หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า “จงลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าคอมมิชชั่น ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว”[1. Den Stein & Phil DeMuth, The Little Book of Bulletproof Investing: Do’s and Don’ts to Protect Your Financial Life (Hoboken: Wiley, 2010), 66.]

The Little Book of Main Street Money 

หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า การลงทุนโดยพยายามเอาชนะตลาดมักจะนำไปสู่ความล้มเหลว สิ่งที่เราต้องการคือกลยุทธ์ที่ให้โอกาสในการประสบความสำเร็จ[ในการลงทุน] ซึ่ง “กองทุนดัชนี” ได้เสนอสิ่งที่เราต้องการ มันไม่พยายามเอาชนะตลาด และตรงกันข้าม มันซื้อหลักทรัพย์หรือหุ้นทุกตัวเพื่อพยายามเลียนแบบผลตอบแทนของตลาดแทนด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ในขณะที่นักลงทุนแบบเชิงรุก (active investors) ทำผลตอบแทนได้ห่างจากตลาดเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว ผลก็คือ กองทุนดัชนีซึ่งธรรมดาไม่หรูและมีเป้าหมายมุ่งสู่ผลตอบแทนเฉลี่ย กลับกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด[1. Jonathan Glements, The Little Book of Main Street Money: 21 Simple Truths that Help Real People Make Real Money (Hoboken: Wiley, 2009), 88.]

Richard A. Ferri 

เขาเขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผลดีที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม[1. “In the long run, index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.” See Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 23.]

Larry E. Swedroe

ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก ๆ[1. The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.]

Charles D. Ellis 

ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game ซึ่งสามารถสรุปหลักการย่อ ๆ ได้ว่า เกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[1. “…the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity, …, low cost, …, and superior returns…” See Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013), ix.] เนื่องจากการจะเอาชนะตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากเมื่อคำนำถึงค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงมันและลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายโดยรวมต่ำ ๆ จะทำให้นักลงทุนเป็นผู้ชนะนักลงทุนอื่นกว่า 80% ในระยะยาว[1. ibid., 42.] และเขายังให้คำแนะนำร่วมกับ Malkiel ว่า นักลงทุนจะมีฐานะทางการเงินที่ดีในภายหน้าด้วยการลงทุนซื้อและถือครองกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีอย่างกองทุนดัชนีที่ถือครองหุ้นทั้งตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 34.]

Ken Fisher

การลงทุนระยะยาวในหุ้นเป็น 1 ใน 10 เส้นทางที่ Fisher เห็นว่าสามารถนำไปสู่ความร่ำรวยได้ โดย Fisher แนะนำให้นักลงทุนพยายามเลี่ยงการลงทุนในกองทุนบริหารจัดการคัดเลือกหุ้น (active mutual funds) และใช้กลยุทธ์ลงทุนเชิงรับ (passive) แทน โดยทำการซื้อและลงทุนกองทุนดัชนีหรือกองทุน ETF ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำด้วย[1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009), 191.] ซึ่งจะทำผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนแบบ active[1. ibid., 192.]

สุดท้ายนี้ ขอจบบทความนี้โดยปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า “กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, xi.]

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย

กองทุนดัชนี คืออะไร

กองทุนดัชนี (Index Funds) ก็คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนี หรือพูดอีกอย่าง มันก็คือกองทุนที่ลงทุนโดยพยายามเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่มันลงทุนตามครับ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีการจัดทำดัชนีที่เรียกว่า SET50 Index (หุ้น 50 ตัวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโดยมีเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย) ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายลงทุนโดยเลียนแบบ SET50 เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับดัชนีนี้ กองทุนก็จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่ถูกนำมาคำนวณดัชนี ซึ่งกรณีปกตินั้นก็จะต้องลงทุนในหุ้น 50 ตัวดังกล่าว ดังนั้นไม่ว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอย่างไร หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยปกติกองทุนเหล่านี้ก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามนั้นด้วย กำไรขาดทุนเหมือนกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์สูงสุดคือ เลียนแบบผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด พวกมันจึงจะต้องลงทุนตลอดเวลาเต็มอัตรา (Fully Invested) แต่เรื่องจริงก็อาจจะต้องถือเงินสดนิดหน่อยไว้สำหรับคืนเงินให้คนที่ขายกองทุนครับ เราจะเห็นว่ากลยุทธ์ลงทุนของกองทุนดัชนีนั้น “เรียบง่าย” กองทุนจะทำการซื้อหลักทรัพย์(เช่น หุ้น)ที่ประกอบเป็นดัชนีแล้วก็ถือลงทุนไปเรื่อยๆ—Simply buy and hold the securities in a particular index

กองทุนดัชนีนั้นไม่ได้มีแค่กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ถ้ามันมีดัชนีที่สามารถลงทุนตามได้ กองทุนดัชนีก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นนอกจากกองทุนหุ้นแล้ว ก็จะมีกองทุนดัชนีตราสารหนี้, กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ที่ฮิตสุดคือกองทุนดัชนีหุ้นครับ ที่ดังๆระดับโลก ก็เช่น กองทุนดัชนี S&P500 Index ของสหรัฐ, กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น, หรือกองทุนดัชนี Euro Stoxx600 ของยุโรป เป็นต้น

กองทุนดัชนีนั้นจะไม่มีการพยายามทำผลตอบแทนให้เกินดัชนีที่มันเลียนแบบ ไม่มีการพยายามหาหลักทรัพย์ที่ชนะในอนาคต ดัชนีประกอบด้วยหุ้นอะไรก็จะต้องซื้อและถือไปตามนั้น มันจะต้องมั่นคงในนโยบาย และเพราะเหตุนี้มันไม่ต้องจ้างนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนเป็นโหลๆมานั่งวิเคราะห์ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาด ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของกองทุนดัชนีจึง ต่ำกว่า กองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาหาผลตอบแทนให้ได้สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Actively Managed or Active Funds) และเพราะเหตุนี้ในเมื่อมันพยายามเลียนแบบดัชนี ผลตอบแทนรวมที่มันจะได้ก็จะต้องเท่ากับดัชนีดังกล่าวเป็นผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Return) แต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้จริงๆจะต้องหัก ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม เหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) ดังนั้นวิธีเลือกกองทุนดัชนีที่ลงทุนในดัชนีเดียวกัน ถ้าทุกอย่างเหมือนกันหมด ตัวเดียวที่จะทำให้ผลตอบแทนคุณหายไปคือค่าใช้จ่าย ดังนั้นจงเลือก กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด (Lowest-cost) เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนคุณต้องเอาไป 2 อย่าง คือ กองทุนดัชนี และกองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดด้วย



ข้อดีของกองทุนดัชนี

(1) ค่าใช้จ่าย—Costs

นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสุดๆในการลงทุน คือ โดยปกตินั้นกองทุนดัชนีจะมี “ค่าใช้จ่ายรวม” ที่ถูกและต่ำกว่ากองทุนแบบบริหารทั้งหลาย และในวงการลงทุนนั้น เพียงแค่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เงินที่ประหยัดได้ก็คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ ในการลงทุนนั้นการไม่จ่ายออกไปคือการได้รับกลับมาครับ คุณอย่าไปเชื่อการกล่าวอ้างของกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายแพงๆ ยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะเท่าไหร่ มันยิ่งกลืนกินผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคต  ในวงการลงทุนนั้น Cost is Matter สิ่งที่ส่งผลกระทบมากอันดับต้นๆต่อผลตอบแทนที่คุณจะได้คือ “ค่าใช้จ่าย” ครับ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่าย — ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม, ผลกระทบจากค่าใช้จ่าย

(2) ผลตอบแทน—Returns

เนื่องจากกองทุนพยายามเลียนแบบดัชนีชี้วัด เพราะฉะนั้นในระยะยาวผลตอบแทนคุณก็ควรจะใกล้เคียงผลตอบแทนของดัชนีดังกล่าวครับ เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนีตลาดหุ้นไทย ก็ควรจะได้ผลตอบแทนระยะยาวเท่ากับตลาดหุ้นไทย(ซึ่งจะมาจากส่วนต่างราคาและเงินปันผลทบต้น) แต่คุณอาจจะได้น้อยกว่าเพราะดัชนีนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่กองทุนนั้นมี แต่เชื่อไหมครับระยะยาวนั้นผลตอบแทนของดัชนีกลับสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนบริหารหรือแม้กระทั่งผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนเอง ยิ่งระยะเวลานานเท่าไหร่ยิ่งมีกองทุนรวมแบบบริหารน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีและมากกว่าอย่างสม่ำเสมอ ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจึงไม่ใช่ผลตอบแทนของค่าเฉลี่ยแต่กลายเป็นผลตอบแทนที่มากกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นไม่ว่าจะรายย่อยหรือสถาบัน และคุณยังได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอย่างมาก เนื่องจากอย่างที่บอก ว่าปกติกองทุนดัชนีจะลงทุนเต็มอัตราจึงไม่มีผลตอบแทนที่หายไปจากการถือเงินสดไว้ (no cash-drag) ในขณะที่กองทุนแบบบริหารพยายามที่จะจับจังหวะลงทุน พวกเขาจึงต้องถือเงินสดไว้บางส่วนตลอดเวลา ในระยะยาวผลตอบแทนก็จะลดน้อยลงไปอีกจากต้นทุนการถือเงินสด ซึ่งแทบจะไม่มีผลตอบแทนหรือผลตอบแทนน้อยกว่าการถือหุ้น(หรือหลักทรัพย์)อย่างมาก

(3) ความเสี่ยง—Risks

กองทุนดัชนีเป็นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (well-diversified) เนื่องจากปกติดัชนีจะประกอบด้วยหลักทรัพย์จำนวนมาก ทำให้กองทุนลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เช่น อาจจะลงทุนในหุ้น 50-100 ตัว ความเสี่ยงจึงถูกกระจายออกไป ความเสี่ยงเดียวที่จะเหลืออยู่คือความเสี่ยงที่เท่ากับตลาด นั่นคือถ้าดัชนีตกลงมา กองทุนดัชนีของคุณก็จะขาดทุนตามนั้น แต่ความเสี่ยงประเภทถือหลักทรัพย์หรือหุ้นไม่กี่ตัวแล้วมันมีปัญหาจนกระทบเงินทั้งหมดอย่างหนักจะไม่เกิดขึ้นเพราะแต่ละตัวจะมีน้ำหนักลงทุนไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งพอร์ตกองทุนรวม

ความเสี่ยงอีกอย่างที่กองทุนดัชนีกำจัดทิ้งได้ คือ Management-Risk จะไม่มีการเปลี่ยนนโยบายลงทุน เปลี่ยนผู้จัดการกองทุน หรือฝีมือของกองทุนหดหายลงด้วยสาเหตุใด เพราะกองทุนดัชนีมีโนบายลงทุนคงที่ตลอดเวลา (consistent strategy) มันต้องเลียนแบบดัชนีไปเรื่อยๆครับ หมดปัญหาความเสี่ยงว่าวันดีคืนดีกองทุนจะเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์อื่นลงทุนหรือความไม่เสถียรจากฝีมือใดๆ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเสี่ยง — ความเสี่ยง (risks)

(4) เวลา—Time

อันนี้เป็นการผสานกันของข้อดีข้างบนจนได้ตัวนี้ครับ เนื่องจากกองทุนดัชนีมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำทำให้ผลตอบแทนในอนาคตหลังหักค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น และจากงานวิจัยจำนวนมาก ก็พบว่าผลตอบแทนของพวกมันมากกว่ากองทุนแบบบริหารทั้งหลาย อีกทั้งนโยบายการลงทุนก็คงที่ ทำให้มันเหมาะอย่างมากที่จะลงทุนระยะยาวโดยได้รับผลตอบแทนทบต้นตามที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์ดังกล่าว คุณจึงสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการลงทุนเป็นแกนหลักของพอร์ตลงทุนระยะยาว (Core; Long-Term investment)

เนื่องจากมันเลียนแบบดัชนี คุณจึงไม่มีภาระหน้าที่หรือต้องใช้เวลามากมานั่งติดตามว่ากองทุนจะลงทุนอะไร กองทุนจะไปทำอะไรแปลกๆหรือเปล่า อีกทั้งการติดตามก็ทำได้ง่าย เพราะมันเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด ถ้าสมมติตลาดหุ้นตกหนัก คุณอนุมานได้เลยว่ากองทุนของคุณต้องตกลงมาพอกัน ก็สามารถลงทุนเพิ่มได้ และรูปแบบของกองทุนดัชนีก็เป็นการลงทุนที่ “เรียบง่าย” คุณจึงสามารถนำเวลาอันมีค่าไปทำอย่างอื่นที่สำคัญในชีวิตได้โดยไม่ต้องมานั่งติดตามอะไรมันมาก แค่ทำตามวินัยและอดทนตามแผนลงทุนที่กำหนดไว้พอ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยใช้กองทุนดัชนีกับทุกสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่น กองทุนดัชนีหุ้น, กองทุนดัชนีตราสารหนี้ โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงจากการหักเหผลตอบแทน(เพราะไม่ใช่กองทุนบริหารที่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือ) ดังนั้นคุณสามารถสร้างตะกร้าลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแท้ๆ(รวมถึงความเสี่ยงด้วย) จากการผสมกันของทรัพย์สินต่างๆอย่างใกล้เคียงที่สุดครับ


ข้อเสียของกองทุนดัชนี

กองทุนดัชนีมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ข้อด้อยครับ คือ อย่างแรก “มันน่าเบื่อ” คุณจะไปพูดคุยความหวือหวาไม่ได้เลย เพราะมันก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของผลตอบแทนหุ้นครับ, ไม่มีการลงทุนร้อนแรง (แต่ระยะยาวพวกนี้กลับเป็นข้อดีนะครับ) และคุณจะไม่สามารถอ้างได้ว่าได้ถือกองทุนที่ผลตอบแทนดีเยี่ยมที่สุด เพราะทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนร้อนแรงหรือกองทุนดาวรุ่งที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติครับ แต่การจะหาว่าใครจะชนะกองทุนดัชนีในอีก 20-40 ปีข้างหน้า คุณจะตอบไม่ได้เลย มันจึงเป็นความฉูดฉาดในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะในโลกของกองทุนรวมนั้นการพยายามหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดมักจะนำไปสู่ผลตอบแทนต่ำๆในอนาคตครับ (Searching for superior active funds is an inferior strategy.—Richard A. Ferri)

ข้อเสียต่อมาคือ เนื่องจากมันถือสินทรัพย์ตลอดเวลา เวลาดัชนีดังกล่าวตกหรือร่วงแรงมันก็จะตกลงมาด้วยพอๆกัน จึงไม่เหมือนกองทุนแบบบริหารที่อาจจะถือเงินสดลดแรงกระแทกได้ แต่จะบอกว่าในระยะยาวกลยุทธ์ถือเงินสดของกองทุนดังว่านั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงๆในระยะยาวได้หรอกครับ เพราะพวกเขามักจะจับจังหวะช้าไปหนึ่งจังหวะ มันเหมือนการทอยเหรียญ คุณต้องถือเงินสดคือทายถูกว่าตลาดหุ้นจะร่วงไปอีก และคุณต้องทายถูกอีกรอบว่าคุณจะต้องกลับมาซื้อตอนไหน เพราะถ้าตลาดฟื้นขึ้นมา แล้วกองทุนบริหารไม่มีหุ้น ผลตอบแทนก็จะถูกหักล้างและน้อยลงไปเอง (ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศรวมถึงจากในอดีตของไทย ปกติพวกเขาก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว)


สำหรับนักลงทุนทั่วไปนั้น กองทุนดัชนีค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่ดีลำดับต้นๆในการลงทุนแล้วครับ Warren Buffett ซึ่งเป็นนักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้แนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ระยะยาวการลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนมากกว่านักลงทุนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยด้วยกันหรือแม้กระทั่งมากกว่านักลงทุนสถาบันผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายครับ

“Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง

Index Funds 101 – กองทุนดัชนี คืออะไร?

กองทุนดัชนี (Index Funds)

กองทุนดัชนี คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนี หรือพูดอีกอย่าง มันก็คือกองทุนที่ลงทุนโดยพยายามเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่มันลงทุนตามครับ

ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีการจัดทำดัชนีที่เรียกว่า SET50 Index (หุ้น 50 ตัวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโดยมีเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย) ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายลงทุนโดยเลียนแบบ SET50 เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับดัชนีนี้ กองทุนก็จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกนำมาคำนวณดัชนี ซึ่งกรณีปกตินั้นก็จะต้องลงทุนในหุ้น 50 ตัวดังกล่าวที่ประกอบขึ้นเป็นดัชนีเรียงไปตามน้ำหนักของมูลค่าหลักทรัพย์ Market Cap เพราะดัชนี SET50 เป็นดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์ที่เรียกว่า Market cap-weighted Index

ดังนั้น ไม่ว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอย่างไร หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยปกติกองทุนดัชนีเหล่านี้ก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามนั้นด้วย กำไรขาดทุนที่ได้รับจะต้องเหมือนกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์สูงสุด คือ เลียนแบบผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด พวกมันจึงจะต้องลงทุนตลอดเวลาเต็มอัตรา (Fully Invested) 100%[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 17.] แต่ในสภาพความเป็นจริงก็อาจจะต้องถือเงินสดนิดหน่อยไว้สำหรับคืนเงินให้คนที่ขายกองทุนครับ

เราจะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ลงทุนของกองทุนดัชนีนั้น “เรียบง่าย” กองทุนจะทำการซื้อหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ที่ประกอบเป็นดัชนีแล้วก็ถือลงทุนไปเรื่อย ๆ (simply buy and hold the securities in a particular index)

1. ประเภทดัชนีที่ Index funds ลงทุน

กองทุนดัชนีนั้นไม่ได้มีแค่กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ถ้ามันมีดัชนีที่สามารถลงทุนตามได้ กองทุนดัชนีก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นนอกจากกองทุนหุ้นแล้ว ก็จะมีกองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ที่ฮิตสุดก็คือกองทุนดัชนีหุ้นครับ ที่ดัง ๆ ระดับโลกก็เช่น กองทุนดัชนี S&P500 Index ของสหรัฐ กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น

กองทุนดัชนีนั้นจะไม่มีการพยายามทำผลตอบแทนให้เกินดัชนีที่มันเลียนแบบ ไม่มีการพยายามหาหลักทรัพย์ที่ชนะในอนาคต ดัชนีประกอบด้วยหุ้นอะไรก็จะต้องซื้อหลักทรัพย์หรือหุ้นตามดัชนีและถือครองตลอดเวลาไปตามนั้น มันจะต้องมั่นคงในนโยบายลงทุนเลียนแบบและกำจัดความคิดที่จะชนะตลาดหรือดัชนีไปซะ

เพราะเหตุนี้กองทุนดัชนีจึงไม่ต้องจ้างนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนเป็นโหล ๆ มานั่งวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกหุ้นหรือพยายามหาวิธีทำผลตอบแทนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดหรือดัชนี ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของกองทุนดัชนีจึง ต่ำกว่า กองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาคัดเลือกหลักทรัพย์หรือหุ้นเพื่อให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Actively Managed Funds)

และในเมื่อกองทุนดัชนีมันพยายามเลียนแบบดัชนี ผลตอบแทนรวมที่มันจะได้รับก็จะต้องเท่ากับดัชนีดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Returns) หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจริง ๆ จากการลงทุนจะต้องหัก ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม ออกไป เหลือเท่าไหร่ก็จะเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ที่นักลงทุนได้รับเข้ากระเป๋าจริง ๆ

ดังนั้น วิธีเลือกกองทุนดัชนีที่ลงทุนในดัชนีเดียวกัน ถ้าทุกอย่างเหมือนกันหมด ตัวเดียวที่จะทำให้ผลตอบแทนคุณหายไป คือ ค่าใช้จ่าย! นักลงทุนที่ชาญฉลาดจึงควรที่จะต้องเลือก กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด (Lowest-cost)

เพราะฉะนั้นสำคัญมาก เวลาลงทุนกองทุนดัชนี เราจะต้องเอาหลักการสำคัญที่เป็นหัวใจไปทั้ง 2 อย่าง คือ การลงทุนในกองทุนดัชนี และกองทุนดัชนีที่ลงทุนนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดด้วย

2. ประโยชน์ของ Index funds 

I. ค่าใช้จ่าย—Costs

นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสุด ๆ ในการลงทุน คือ โดยปกตินั้น กองทุนดัชนีจะมี “ค่าใช้จ่ายรวม” (total expenses or costs) ที่ถูกและต่ำกว่ากองทุนแบบบริหารจัดการทั้งหลาย ทำให้โดยปกติในระยะยาวกองทุนดัชนีสามารถทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าผลตอบแทนของกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้นที่พยายามจะเอาชนะตลาดหรือดัชนีชี้วัด[1. ibid., 24.]

และในวงการลงทุนนั้น เพียงแค่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เงินที่ประหยัดได้ก็คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ เพราะในการลงทุนย่อมต้องถือว่า การไม่จ่ายออกไปคือการได้รับกลับมาครับ

คุณอย่าไปเชื่อการกล่าวอ้างของกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายแพง ๆ ยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะเท่าไหร่ มันยิ่งกลืนกินผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคต เนื่องจากว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบมากอันดับต้น ๆ ต่อผลตอบแทนที่คุณจะได้คือ “ค่าใช้จ่าย” ครับ (Cost is matter!!)

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจะประสบความสำเร็จในการลงทุนหรือจะล้มเหลวในการลงทุน รวมไปถึงผลตอบแทนในอนาคตที่นักลงทุนจะได้รับนั้นจะเป็นผลตอบแทนที่ดีหรือผลตอบแทนที่แย่และเลวร้าย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญมากนั่นก็คือ ค่าใช้จ่าย (costs)[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 45.]

อ่านเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่าย — ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม และ ผลกระทบจากค่าใช้จ่าย

II. ผลตอบแทน—Returns

เนื่องจากกองทุนพยายามเลียนแบบดัชนีชี้วัด เพราะฉะนั้นในระยะยาว ผลตอบแทนนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนดัชนีก็ควรจะใกล้เคียงผลตอบแทนของดัชนีดังกล่าวครับ เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ก็ควรจะได้ผลตอบแทนระยะยาวเท่ากับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทย (ซึ่งจะมาจากส่วนต่างราคาและเงินปันผลทบต้น) แต่คุณจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าเพราะตัวดัชนีนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่กองทุนนั้นมี ซึ่งช่องว่างส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงกับกองทุนดัชนีจะถูกเรียกว่า “Tracking Error”[1. Ferri, All About Index Funds, 17.]

แต่เชื่อไหมครับระยะยาวนั้นผลตอบแทนของดัชนีและกองทุนดัชนีกลับสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนบริหารจัดการ (actively managed funds or active funds)[1. ibid., 23.] หรือแม้กระทั่งผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนเอง ยิ่งระยะเวลานานเท่าไหร่ยิ่งมีกองทุนรวมแบบบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นน้อยมาก ๆ ที่จะทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนี และยิ่งน้อยลงเข้าไปอีกสำหรับกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่าดัชนีและทำได้มากกว่าอย่างสม่ำเสมอ

ความน่าจะเป็นของโอกาสที่จะมีผลตอบแทนในอนาคตสูงจึงอาจเรียงลำดับผลตอบแทนที่สูงไปหาต่ำได้ว่า ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น > ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ > ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมแบบบริหารจัดการ (โดยเฉพาะที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ) และ ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนคัดเลือกหุ้นเอง (ส่วนใหญ่)

แม้ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจะไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูงที่สุด เป็นแค่เพียงผลตอบแทนของค่าเฉลี่ยหรือผลตอบแทนของตลาดหุ้น (ที่ลดลงมาเพราะหักค่าใช้จ่ายบางส่วน) แต่กลับกลายเป็นว่า ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีเหล่านี้กลับมากกว่าผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นไม่ว่าจะนักลงทุนรายย่อยหรือสถาบัน

และนอกจากนี้ ปกติแล้วกองทุนดัชนีจะลงทุนเต็มอัตรา (fully invested) จึงไม่มีผลตอบแทนที่หายไปจากการถือเงินสดไว้ (no cash-drag) เหมือนดังกองทุนบริหารจัดการทั้งหลายและนักลงทุนส่วนใหญ่ที่พยายามจับจังหวะลงทุนถือเงินสดไว้ในมือ

ในขณะที่กองทุนแบบบริหารจัดการพยายามที่จะจับจังหวะลงทุน พวกเขาจึงต้องถือเงินสดไว้บางส่วนตลอดเวลา กองทุนบริหารในระยะยาวจึงมีผลตอบแทนที่ลดน้อยลงไปอีกจากต้นทุนการถือเงินสด เพราะเงินสดแทบจะไม่มีผลตอบแทนหรือผลตอบแทนน้อยกว่าการถือหุ้น(หรือหลักทรัพย์อื่น)อย่างมาก และพวกเขามักจะทำผิดพลาดเสมอ ชอบที่จะมีเงินสดไว้ในมือเยอะ ๆ ตอนที่หุ้นมีราคาถูกและไม่ยอมซื้อหุ้น ซึ่งในทางกลับกัน กองทุนพวกนี้จะมีหุ้นเยอะเต็มพอร์ตตอนที่หุ้นอยู่ในจุดกำลังจะถล่ม[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 33.]

III. ความเสี่ยง—Risks

กองทุนดัชนีเป็นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (well-diversified) เนื่องจากปกติดัชนีจะประกอบด้วยหลักทรัพย์จำนวนมาก ทำให้กองทุนลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เช่น ดัชนี SET50 หรือ SET100 อาจจะลงทุนในหุ้น 50-100 ตัว ความเสี่ยงจึงถูกกระจายออกไป ความเสี่ยงเดียวที่จะเหลืออยู่คือความเสี่ยงที่เท่ากับตลาด (market risk or systematic risk) นั่นคือ ถ้าดัชนีตกลงมา กองทุนดัชนีของคุณก็จะตกลงมาพอกันและขาดทุนตามนั้น เนื่องจากการกระจายความเสี่ยงของหุ้นไม่ได้ปกป้องคุณจากการที่ตลาดหุ้นตก การขาดทุนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือจากความผันผวนขึ้นลงของตลาดหุ้นในระยะสั้นแต่อย่างใด

หากแต่ความเสี่ยงประเภทถือหลักทรัพย์หรือหุ้นไม่กี่ตัวแล้วมันมีปัญหาจนกระทบเงินทั้งหมดอย่างหนักจะไม่เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนดัชนี ซึ่งความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่ไม่ใช่ความเสี่ยงระดับตลาด (non-market risk or unsystematic risk) นักลงทุนที่คัดเลือกหุ้นลงทุนเอง หรือถือกองทุนรวมที่เป็นแบบบริหารจัดการคัดเลือกหลักทรัพย์ จึงต้องแบกรับความเสี่ยงของหุ้นรายตัวหรืออุตสาหกรรมที่เน้นลงทุน เช่น ความเสี่ยงจากการบริหารจัดการของบริษัทไม่ดี ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมที่ซบเซา และความเสี่ยงอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับการถือหุ้นไม่กี่ตัว หรือถือหุ้นไม่ครบทั้งตลาดเหมือนดัชนีที่กระจายฐานกว้าง (broad-based index)

การกระจายความเสี่ยงที่กองทุนดัชนีมอบให้จึงลดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (unsystematic risk) ทิ้งไป เหลือไว้แต่ความเสี่ยงที่เป็นระบบหรือความเสี่ยงตลาดอย่างเดียว ซึ่งความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบที่ถูกกำจัดทิ้งโดยเฉพาะความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว อันนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเองและผู้จัดการกองทุนจะต้องเผชิญว่า บริษัทที่พวกเขาซื้อหุ้นลงทุนจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง เช่น ผลกระทบจากคดีความ ผลกระทบจากคณะกรรมการและผู้บริหารดำเนินงานผิดพลาด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่สร้างความปวดหัวและจะต้องมานั่งเสียเวลาหาทางบริหารจัดการและวิเคราะห์มัน

ความเสี่ยงอีกอย่างที่กองทุนดัชนีกำจัดทิ้งได้ คือ Management Risk ซึ่งเป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากนโยบายและวิธีการลงทุน ความเสี่ยงเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการกองทุน หรือความเสี่ยงที่ฝีมือของกองทุนหดหายหรือด้อยลงด้วยสาเหตุใดก็ตาม เพราะกองทุนดัชนีมีโนบายลงทุนคงที่ตลอดเวลา (consistent strategy) โดยมันต้องลงทุนเลียนแบบดัชนีไปเรื่อย ๆ จึงหมดปัญหาความเสี่ยงที่ว่า วันดีคืนดีกองทุนจะเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์อื่นลงทุน หรือความไม่เสถียรจากฝีมือใด ๆ ของผู้จัดการกองทุน หรือบางทีไม่ต้องภาวนาว่าดวงและโชคดีของผู้จัดการกองทุนจะยังมีตลอดไปในอนาคตหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ กองทุนดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีจึงกำจัดทิ้งทั้งความเสี่ยงในการเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์รายตัว ความเสี่ยงในการเลือกผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงในการเลือกสไตล์และวิธีลงทุน คงเหลือไว้ก็แต่ความเสี่ยงระดับตลาดหรือความเสี่ยงที่เป็นระบบ[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 211.] ซึ่งแค่ความเสี่ยงนี้อย่างเดียวก็หนักหนาและพอแล้วสำหรับการลงทุน

อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเสี่ยง — ความเสี่ยง (risks)

IV. เวลา—Time

อันนี้เป็นการผสานกันของข้อดีข้างบนจนได้ตัวนี้ครับ เนื่องจากกองทุนดัชนีมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำทำให้ผลตอบแทนในอนาคตหลังหักค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น และจากงานวิจัยจำนวนมากก็พบว่า ผลตอบแทนของพวกมันมากกว่ากองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed funds) ทั้งหลาย

อีกทั้งนโยบายการลงทุนก็คงที่ ทำให้มันเหมาะอย่างมากที่จะลงทุนระยะยาวโดยได้รับผลตอบแทนทบต้นตามที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์ดังกล่าวที่มันหรือดัชนีเลียนแบบ คุณจึงสามารถใช้กองทุนดัชนีเป็นเครื่องมือในการลงทุนโดยยึดเป็นแกนหลักของพอร์ตลงทุนระยะยาวได้เลย (Core or Long-Term investment)

เนื่องจากกองทุนดัชนีมันเลียนแบบดัชนี คุณจึงไม่มีภาระหน้าที่หรือต้องใช้เวลามานั่งติดตามว่ากองทุนจะลงทุนอะไร กองทุนจะไปทำอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า อีกทั้งการติดตามก็ทำได้ง่าย เพราะมันเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด ถ้าสมมติตลาดหุ้นตกหนัก คุณอนุมานได้เลยว่า กองทุนของคุณต้องตกลงมาพอกัน ซึ่งในบางครั้งที่ตลาดหุ้นตกหนักมากคุณอาจลงทุนเพิ่มเป็นพิเศษได้

และรูปแบบของกองทุนดัชนีก็เป็นการลงทุนที่ “เรียบง่าย” คุณจึงสามารถนำเวลาอันมีค่าไปทำอย่างอื่นที่สำคัญในชีวิตได้โดยไม่ต้องมานั่งติดตามอะไรมันมาก แค่ทำตามวินัยและอดทนตามแผนลงทุนที่กำหนดไว้พอ เหมือนที่ Warren Buffett เคยพูดอย่างเห็นภาพไว้ว่า ลงทุนประจำในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ลงทุนหนักครั้งเดียว ลงทุนไปเรื่อย ๆ ลืมมันไปซะแล้วก็กลับไปทำงาน (Forget it and go back to work.)

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยใช้กองทุนดัชนีกับทุกสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่น กองทุนดัชนีหุ้น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงจากการหักเหผลตอบแทน เพราะไม่ใช่กองทุนบริหารจัดการที่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้จัดการกองทุน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการลงทุนหุ้น 90% ตราสารหนี้ 10% คุณก็แค่ซื้อกองทุนดัชนีหุ้น 90% กองทุนดัชนีตราสารหนี้ 10% ในขณะที่กองทุนบริหารจัดการนั้น โดยปกติคุณจะต้องเผชิญกับการถือเงินสดจับจังหวะของผู้จัดการกองทุน นั่นเท่ากับว่า มีโอกาสที่สัดส่วนการลงทุนของคุณจะเพี้ยนได้ สมมติกองทุนถือเงินสด 10% สัดส่วนที่คุณลงทุนหุ้นจริงก็จะลดจาก 90% ของสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุนของคุณ ลงมาเหลือเพียง 81% เท่านั้น กลายเป็นว่าคุณมีสัดส่วนเงินลงทุนในตราสารหนี้ขยับขึ้นเป็น 19% ไปซะงั้น ผลตอบแทนที่คาดหวังในอนาคตจึงไม่เป็นไปตามที่คุณตั้งใจและวางแผนไว้

ดังนั้น คุณสามารถสร้างตะกร้าลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแท้ ๆ จากการผสมกันของทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างใกล้เคียงที่สุด โดยการลงทุนแต่ละสินทรัพย์นั้นในกองทุนดัชนีครับ

3. ข้อเสียของกองทุนดัชนี

กองทุนดัชนีมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียข้อด้อยครับ คือ อย่างแรก “มันน่าเบื่อ” คุณจะไปพูดคุยความหวือหวาไม่ได้เลย เพราะมันก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของผลตอบแทนหุ้นครับ ไม่มีการลงทุนในหุ้นหรืออุตสาหกรรมร้อนแรง (แต่ระยะยาวพวกนี้กลับเป็นข้อดีนะครับ) และคุณจะไม่สามารถอ้างได้ว่า คุณได้ถือกองทุนที่ผลตอบแทนดีเยี่ยมที่สุด เพราะทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนร้อนแรงหรือกองทุนดาวรุ่งที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติครับ เสียเวลาที่จะมานั่งงมหา[1. Ferri, All About Index Funds, 37.] มองผ่านมันไปซะ

หากแต่อย่างไรก็ดี การจะหาว่าใครหรือกองทุนกองไหนจะชนะกองทุนดัชนีในอีก 20-40 ปีข้างหน้า คุณจะตอบไม่ได้เลย มันจึงเป็นความฉูดฉาดในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะในโลกของกองทุนรวมนั้น การพยายามหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดมักจะนำไปสู่ผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินในอนาคตครับ และการดูผลตอบแทนย้อนหลังก็ไม่ช่วยนักลงทุนทำนายอนาคตได้แต่อย่างใด

Searching for superior active funds is an inferior strategy. — Richard A. Ferri

ข้อเสียต่อมาคือ เนื่องจากมันต้องถือสินทรัพย์เต็มที่ตลอดเวลา เวลาดัชนีที่มันเลียนแบบ เช่น ดัชนีตลาดหุ้นตกหรือร่วงแรง กองทุนดัชนีก็จะตกลงมาด้วยพอ ๆ กัน จึงไม่เหมือนกองทุนแบบบริหารจัดการที่อาจจะถือเงินสดลดแรงกระแทกได้ แต่จะบอกว่าในระยะยาวกลยุทธ์ถือเงินสดของกองทุนบริหารจัดการดังว่านั้น ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ในระยะยาวได้หรอกครับ เพราะพวกเขามักจะจับจังหวะช้าไปหนึ่งจังหวะเสมอ การถือเงินสดจึงเป็นกลยุทธ์ด้อยของกองทุนแบบ Actively Managed Funds อย่างหนึ่ง

ในความเป็นจริง กองทุนรวมเหล่านี้มักจะถือเงินสดมากตอนที่ตลาดหุ้นตกหนักมาแล้วและถือเงินสดน้อยนิดตอนที่ตลาดหุ้นอยู่ยอดดอย เช่น ตอนก่อนปี 1973-1974 ซึ่งตลาดหุ้นกำลังจะถล่มหนัก กองทุนรวมโดยเฉลี่ยถือเงินสดแค่ 4% ของสินทรัพย์ (ถือหุ้น 96%) แต่ในทางตรงกันข้ามพอตลาดหุ้นตกมาหนักแล้วแทนที่กองทุนจะซื้อหุ้น กองทุนก็ถือเงินสดในสัดส่วน 12% ของสินทรัพย์แทน[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 173.]

สาเหตุก็เพราะการพยายามจับจังหวะลงทุน (Market Timing) มันเหมือนการทอยเหรียญ คุณต้องถือเงินสดในขั้นต้นคือทายถูกว่าตลาดหุ้นจะร่วงไปอีก และคุณต้องทายถูกอีกรอบว่าคุณจะต้องกลับมาซื้อตอนไหน เพราะถ้าตลาดฟื้นขึ้นมา แล้วกองทุนบริหารจัดการไม่มีหุ้น ผลตอบแทนก็จะถูกหักล้างจากการถือเงินสดและผลตอบแทนระยะยาวก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศรวมถึงจากในอดีตของไทย ปกติพวกเขาก็จับจังหวะพลาดแบบนั้นกันเป็นปกติอยู่แล้ว

4. Index Funds : บทสรุป

ด้วยเหตุนี้ สำหรับนักลงทุนทั่วไป กองทุนดัชนีค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่ดีลำดับต้น ๆ ในการลงทุนแล้วครับ Warren Buffett ซึ่งเป็นนักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้แนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เพราะระยะยาวแล้ว การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนมากกว่านักลงทุนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยด้วยกัน หรือแม้กระทั่งมากกว่านักลงทุนสถาบันผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย 😍

“Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Warren Buffett from 1996 letter to shareholders

บทความอ่านประกอบเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจ

(1) ประวัติศาสตร์กองทุนดัชนี

(2) กองทุนดัชนีในไทย

(3) กองทุนดัชนี กับคำแนะนำของกูรู

(4) ข้อคิดจากรายงานผู้ถือหุ้นของ Buffett

(5) เชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(6) การเลือกกองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลัง

P/E, P/BV, DIV Yield ตลาดหุ้นไทยย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี, ปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง P/E, P/B, Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

  • P/E (Price/Earning) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าวๆคือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า แนะนำให้อ่านบทความเก่าจะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี 
  • P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ(หรือก็คืออัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)” ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อยๆครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียวเพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง (มองให้ลึกไปอีก ROE—Return on Equity อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value = 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE นั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ก็จะลดจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อยๆ)
  • Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทั้ง SET วันนี้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)

ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E, P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมากคือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ


(1) P/E

PE-1975-2015

P/E นี่ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ ช่วงแดงๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่าแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1,500-1,700 จุด) และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณสองสามร้อยจุดแทน, อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1,650 จุด (P/E ประมาณ 20) และก็ตกหนักอีกรอบครับ ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมากๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่าโดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้นตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริงๆคือช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (ก่อนปี 1997) และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย (ตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1,650 จุด) ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจคือ ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งครับ แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลังๆ 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


จริงๆมันอาจจะบ่งบอกได้ระดับหนึ่งนะครับว่าในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B, Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราควรใช้ยิ่งอนุรักษ์นิยมก็จะดูปลอดภัยกว่ามาก ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E—12.5, P/B—1.84, Dividend Yield —3.37%

สรุป

ลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E 21.84, P/B1.85, Dividend Yield3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่านักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

  1. นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน
  2. นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อยๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูกๆเพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป (บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี) เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด เพราะคำถามคือถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร? หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนตรงนี้สูงไปครับ มีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อยๆดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อยๆ
  3. คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป แต่สำหรับท่านที่ยืดหยุ่นแบบบวกลบสัดส่วนได้นิดหน่อย เช่น ลงทุนแบบโปรเจกต์ B —Project “B” : Earning Yield Gap Asset Allocation 70/30 อันนี้ก็สามารถนำไปคำนวณสัดส่วนลงทุนได้ครับผม

“The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” — John Maynard Keynes

ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน สนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลักครับผม