คลังเก็บป้ายกำกับ: Index Funds

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนของหุ้น

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของหุ้น คุณเชื่อหรือไม่?

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี

หากแต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 (หรือช่วง พ.ศ. 2518-2544) ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนตลาดหุ้น

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 42 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง?

และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของ ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.33% ต่อปีด้วย (หากคิดปัดเต็มเป็น 42 ปี) แต่หากคิดปี 1975 ซึ่งมีแค่ช่วง 30/04/75 ถึงสิ้นปีก็จะได้ผลตอบแทนที่ประมาณ 11.4% ต่อปีครับ

ประเด็นความคิดเรื่อง เงินปันผล

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี โปรดขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ

(2) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม[1. มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วนั้น เงินปันผลเป็นสัดส่วนใหญ่และสำคัญที่สุดของผลตอบแทนตลาดหุ้น ช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ ซึ่งความสำคัญของเงินปันผลยังรวมไปกรณีของหุ้นรายตัวด้วยเช่นกัน เพราะเงินปันผลทบต้นส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย อาทิ หุ้นบริษัท Phillip Morris, Exxon Mobil]

(3) เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ > ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

(4) จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ อย่างกรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว

(5) เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่าตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ และลงทุนโดยให้อยู่ในลักษณะของการ re-invest นำเงินปันผลมาลงทุนทบต้นตลอดเวลาครับ สู้ ๆ

ความเสี่ยง (risks)

นอกจากผลตอบแทนและค่าใช้จ่ายแล้ว อีกด้านของสามเหลี่ยมในการลงทุนก็คือ ความเสี่ยง (risks) ซึ่งไอ้คำว่า ความเสี่ยง เนี่ย เป็นปัญหาในวงการเงินอย่างมาก ผมถือตามคำอธิบายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ว่า ความเสี่ยง คือ ความไม่รู้ ซึ่งเพราะคุณไม่รู้ว่าความเสี่ยงของสิ่งที่คุณกำลังจะลงทุนมันคืออะไร ทำให้ความเสียหายที่ได้รับมันสูงมาก เพราะแม้จะเป็นการลงทุนที่ดูเหมือนจะเสี่ยงสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าคุณเข้าใจมันดี คุณจะมีวิธีการลงทุนพร้อมวินัยที่จะรับมือกับมันได้ ความเสี่ยงที่สำคัญมาก ๆ ของคนส่วนใหญ่ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่คิดว่าตัวเองรู้ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองไม่รู้ครับ เพราะมันจะพาไปเจ๊งได้ง่ายที่สุด

นอกจากนี้ความเสี่ยงที่คุณพึงระวังไว้ คือ ความเสี่ยงที่จะทำให้เราสูญเสียเงินไปทั้งหมด ในการลงทุน เงินต้นหรือทุน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้น กลยุทธ์ที่หนึ่งคือ อย่าขาดทุน ! ซึ่งอย่าขาดทุนในที่นี้คือ อย่าขาดทุนจนเงินต้นสูญหมดในระยะยาวครับ เพราะการลงทุนบางอย่าง เช่น คุณลงทุนในหุ้นระยะยาว คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่ในระยะสั้น เงินลงทุนของคุณจะผันผวน ขาดทุนในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ บ้าง ข้อนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี บางคนลงทุนในกองทุนหุ้น 10,000 บาท ผ่านไป 2 สัปดาห์เงินต้นขาดทุนไป 500 บาทก็ไม่เอาแล้ว ขายทิ้ง การขาดทุนแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูดถึงนะครับ เพราะระยะเวลาในการลงทุนช่วงหนึ่ง คุณต้องมีเงินลงทุนที่มูลค่าลดลงอยู่แล้วล่ะ ถ้าหุ้นมันตก แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นควรจะให้ผลตอบแทนคาดหวังที่เป็นบวก ถ้าคุณถือครองไปเกิน 10-15 ปีได้ อันนี้ล่ะครับ ระยะยาวมันไม่ขาดทุน เพราะฉะนั้น ถ้าคุณลงทุนในหุ้นระยะยาว คุณจะไม่เสี่ยง ซึ่งสิ่งนี้ต้องเกิดจากความเข้าใจ และมีทัศนคติคุมไปตลอดระยะเวลาที่จะลงทุน ผ่านตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น ให้ได้

หากแต่ความเสี่ยงสำคัญในการลงทุนหุ้น (เช่น ลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น) จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะใหญ่ คือ ความเสี่ยงระดับตลาด (market risk) กับความเสี่ยงอื่นที่ไม่ใช่ความเสี่ยงตลาด ว่าแต่ Market Risk คืออะไร

ความเสี่ยงระดับตลาด เป็นความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภทนั้นในระดับภาพรวมทั้งหมดครับ เช่น ความเสี่ยงระดับตลาดของหุ้น ก็คือ ความเสี่ยงที่หุ้นทั้งตลาดจะต้องแบกรับ พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ ถ้าคุณถือหุ้นทั้งตลาด ไอ้การที่หุ้นตกเนี่ย คุณก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่หุ้นมันตก แล้วมูลค่าความมั่งคั่งของคุณลดลง ซึ่งเราอาจจะพูดได้อีกทางว่า มันเป็นความเสี่ยงระดับกว้างของการลงทุนหุ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ลงทุนในหุ้นจะหลีกหนีความเสี่ยงระดับตลาดของหุ้นไม่ได้ เป็นความเสี่ยงที่ขจัดไม่ได้ ต้องยอมรับมัน ถ้าอยากจะถือหุ้น

ในขณะที่ความเสี่ยงอื่นที่ไม่ใช่ความเสี่ยงตลาด ผมจะเรียกมันว่า ความเสี่ยงที่คุณเลือกที่จะแบกรับเอง เพราะจริง ๆ แล้วคุณสามารถเลือกขจัดมันทิ้งไปได้ ยกตัวอย่างเช่น

  • ความเสี่ยงของหุ้นหรือหลักทรัพย์รายตัว (the risk of selecting specific securities) ก็เข้าใจง่าย ๆ เลย คุณไม่ลงทุนในหุ้นทั้งตลาด คุณเลือกหุ้นเป็นรายตัว เพราะฉะนั้นมันจะเกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่าคุณไปลงทุนในหุ้นอะไร ความเสี่ยงพวกนี้จะหลากหลาย เช่น บริษัททำยอดขายได้ตกฮวบฮาบ ขาดทุน บริษัทเจ๊งล้มละลาย ผู้บริหารของบริษัทลาออก ฯลฯ
  • ความเสี่ยงของอุตสาหกรรม (sectors risk) อันนี้ลองนึกภาพนักลงทุนที่ชอบซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เขาคิดว่ามันร้อนแรง และจะทำผลตอบแทนในอนาคตได้มาก จึงเลือกจะ bet กับอุตสาหกรรมเดียว หรือลงทุนในไม่กี่อุตสาหกรรม เช่น health care, aging, IT, oil, premium brands, digital นักลงทุนก็จะแบกรับความเสี่ยงเฉพาะ เช่น ถ้าลงทุนในหุ้นอุตสาหกรรมสุขภาพอย่างเดียว นักลงทุนก็จะต้องเจอความเสี่ยงของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น เรื่องของใบอนุญาต เรื่องของนโยบายของรัฐ เรื่องของการแข่งขัน เรื่องของอนาคตของอุตสาหกรรมดังกล่าวว่าจะดีหรือแย่

นอกจากนี้ นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น นักลงทุนยังต้องแบกรับความเสี่ยงอีก ถ้านักลงทุนลงทุนในกองทุนแบบบริหารเชิงรุก (active funds) ได้แก่

  • manager risk  อันนี้ก็คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากผู้จัดการกองทุน หรือความเสี่ยงจากสไตล์การลงทุนที่เปลี่ยนไปของกองทุนแอ็คทีฟที่คุณเลือกลงทุน เช่น ผู้จัดการกองทุนคนนี้ถูกย้าย หรือ ผู้จัดการกองทุนกองนี้ฝีมือห่วยมาก ๆ (ซึ่งเราจะรู้ในอนาคต) หรือผู้จัดการกองทุนและบลจ.ที่บริหารกองทุนนี้เปลี่ยนสไตล์ลงทุน หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้บริหารกองทุนลาออก ไปตั้งบริษัทใหม่ หรือถูกซื้อตัวยกทีม ความเสี่ยงพวกนี้ถือว่านักลงทุนจะต้องแบกรับ ถ้านักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุนแบบ active
  • style drift อันนี้เป็นความเสี่ยงประเภทที่ว่า การที่เราไปลงทุนในกองทุน active นั้น ถ้าผู้จัดการกองทุนหรือบลจ.ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากที่เราเคยเชื่อ มันจะส่งผลกระทบมาก เพราะนักลงทุนเองจะสูญเสียการควบคุมพอร์ตลงทุนบางอย่าง เช่น พอร์ตจัดสรรสินทรัพย์ของคุณจะเบี่ยง เพราะสมมติถ้าคุณแบ่งเงินลงทุน 100% เป็นหุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% แต่คุณลงทุนกองทุนหุ้นแบบเชิงรุก ซึ่งปกติเขาจะถือเงินสดไว้จับจังหวะลงทุน ทำให้สัดส่วนหุ้นที่คุณต้องการลงทุน 50% มันไม่ถึง 50% ครับ การจะลงทุนให้ได้สัดส่วนหุ้นเป๊ะ คุณควรจะต้องเลือกกองทุนดัชนีหุ้นและหลีกเลี่ยงกองทุน active ซะ หรืออีกกรณีคือคุณวางแผนว่ากองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นแบบที่คุณถูกใจ แต่พอเปลี่ยนแนวลงทุน สไตล์ที่คุณวางไว้มันก็เปลี่ยน พอร์ตลงทุนในภาพรวมของคุณก็จะเพี้ยนไปเลย สมมติว่า คุณบอกคุณจะซื้อกองทุนเชิงรุกที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (mid-small cap) แต่คุณจะสังเกตได้ว่าในหนังสือชี้ชวนมักจะเปิดช่องว่า ไม่เป็นการห้ามให้ลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ถ้าผู้จัดการกองทุนเห็นว่า หุ้นขนาดใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่า แบบนี้สไตล์ลงทุนของภาพรวมทั้งหมดของคุณก็เปลี่ยนแล้ว นี่ล่ะครับสไตล์ดริ๊ฟต์

จะเห็นได้ว่า แค่แบกรับความเสี่ยงแบบตลาด (market risk) อย่างเดียวก็ถือว่าหนักแล้ว การจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างอื่นนั้น บางทีก็ไม่จำเป็นเลย เผลอ ๆ จะทำให้แบกรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยที่ผลตอบแทนระยะยาวแย่ลงไปอีก (พบได้บ่อยสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่น ซื้อกองทุน active ที่ปรากฏว่าผลตอบแทนระยะยาวในอนาคตต่อไปจะแย่มาก ๆ)

การลงทุนที่จะจำกัดให้คุณแบกรับแค่ภาระความเสี่ยงจากตลาด ก็คือ กองทุนดัชนี (index funds) ครับ กองทุนดัชนีจะกำจัดความเสี่ยงประเภทหุ้นรายตัว (individual stocks risk) ความเสี่ยงอุตสาหกรรม (market sectors risk) กำจัดความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) และหมดปัญหาเรื่อง style drift ความเสี่ยงอย่างเดียวที่เหลืออยู่คือ ความเสี่ยงตลาด (market risk) ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว

ถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง การถือครองกองทุนดัชนีที่ถือหุ้นทั้งหมด (เกือบทั้งตลาดหุ้น) เป็นกลยุทธ์ที่ลดความเสี่ยงลงอย่างมาก เพราะแทนที่จะแบกรับความเสี่ยง 5-6 ประเภทความเสี่ยง คุณก็จะเหลือแค่ความเสี่ยงเดียว คือ ความเสี่ยงจากตลาด ซึ่งตรงนี้วิธีลดความเสี่ยงลงไปอีก เราอาจจะอาศัยการผสมสินทรัพย์ลงทุน ด้วยการจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ครับ¹

โดยสรุป

ความเสี่ยงทั้งหมดที่อธิบายมา จริง ๆ แล้วนักลงทุนแบกรับแค่ความเสี่ยงระดับตลาด (market risk) ก็พอแล้วครับ และวิธีที่จะกำจัดความเสี่ยงอื่นได้อย่างดี คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีแบบคลาสสิก กองทุนดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีแท้ ๆ ของตลาดหุ้น (พวกดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบเกือบทั้งตลาดหุ้น เป็นดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตลาด ถ้าหุ้นไทยก็ ดัชนี SET, SET50, SET100 นั่นล่ะครับ) ถ้าพิจารณาในแง่ความเสี่ยง กองทุนดัชนี น่าจะเป็นกองทุนเดียวที่สามารถถือครองได้ระยะยาวแบบสบายใจ เพราะว่า

  1. มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพออย่างมาก เพราะได้ถือครองหุ้นเกือบทั้งตลาด หรือไม่ก็น้ำหนักเกือบ 75-90% ของตลาดหุ้นโดยรวม และการถือครองหุ้นเป็นตะกร้าแบบนี้ ทำให้กำจัดความเสี่ยงหุ้นรายตัว (individual stock risk) อย่างหมดจด
  2. นอกจากความเสี่ยงจากหุ้นรายตัวจะหมดไป ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจาก style drift รวมไปถึงความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมก็จะหายไปด้วย จะเหลือไว้ก็แค่ความเสี่ยงระดับตลาดเท่านั้น
  3. กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงเดียวที่นักลงทุนส่วนใหญ่ควรจะแบกรับจึงมีเพียง market risk และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอื่น ๆ ซื้อกองทุนดัชนี ที่ถือหุ้นทั้งตลาด (และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด) ดูน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีครับ

“It’s bad enough that you have to take market risk…, avoid the problem — buy a well-run index fund and own the whole market.” – William Bernstein


¹ จริง ๆ มีประเด็นความเสี่ยงหนึ่ง คือเรื่องของความเสี่ยงจากเวลา (horizon time) คือ ถ้าเราลงทุนในระยะเวลานาน ๆ จริง ๆ สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่น หุ้น เพราะสินทรัพย์พวกตราสารหนี้จะถูกเงินเฟ้อกัดกินและทำให้มันไม่สามารถรักษาอำนาจซื้อ (purchasing power) ให้เราได้ แต่ประเด็นนี้ไว้จะเขียนในบทความอื่นต่อไปครับ

 

ความเสี่ยง (risks) ในการลงทุนและทางการเงิน

นอกจากผลตอบแทนและค่าใช้จ่ายแล้ว อีกด้านของสามเหลี่ยมในการลงทุนก็คือ ความเสี่ยง (risks) ซึ่งไอ้คำว่า ความเสี่ยง เนี่ย เป็นปัญหาในวงการเงินอย่างมาก กับการนิยามความหมายของมัน

หากผมถือตามคำอธิบายของวอร์เรน บัฟเฟตต์ว่า ความเสี่ยง คือ ความไม่รู้ ซึ่งเพราะคุณไม่รู้ว่าความเสี่ยงของสิ่งที่คุณกำลังจะลงทุนมันคืออะไร ทำให้ความเสียหายที่คุณจะได้รับมันสูงมาก เพราะแม้จะเป็นการลงทุนที่ดูเหมือนจะเสี่ยงสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้าคุณเข้าใจมันดี คุณจะมีวิธีการลงทุนพร้อมวินัยที่จะรับมือกับมันได้

ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงที่สำคัญมาก ๆ ของคนส่วนใหญ่ คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากการที่คิดว่าตัวเองรู้ แต่จริง ๆ แล้วตัวเองไม่รู้ เพราะมันจะพาไปสู่หนทางที่เจ๊งหมดตัวได้ง่ายที่สุด

1. ความเสี่ยง จากการขาดทุน

ความเสี่ยงเพิ่มเติมที่คุณพึงระวังไว้ คือ ความเสี่ยง ที่จะทำให้เราสูญเสียเงินไปทั้งหมด ในการลงทุนนั้น เงินต้นหรือทุน เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้น กลยุทธ์ที่หนึ่งคือ อย่าขาดทุน! ซึ่งอย่าขาดทุนในที่นี้คือ อย่าขาดทุนจนเงินต้นสูญหมดในระยะยาวครับ เพราะการลงทุนบางอย่าง เช่น คุณลงทุนในหุ้นระยะยาว คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกที่ในระยะสั้น เงินลงทุนของคุณจะผันผวน ขาดทุนในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ บ้าง

ข้อนี้ต้องทำความเข้าใจให้ดี บางคนลงทุนในกองทุนหุ้น 10,000 บาท ผ่านไป 2 สัปดาห์เงินต้นขาดทุนไป 500 บาทก็ไม่เอาแล้ว ขายทิ้ง การขาดทุนแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูดถึงนะครับ เพราะระยะเวลาในการลงทุนช่วงหนึ่ง คุณต้องมีเงินลงทุนที่มูลค่าลดลงอยู่แล้วล่ะถ้าหุ้นมันตก แต่ในระยะยาวตลาดหุ้นควรจะให้ผลตอบแทนคาดหวังที่เป็นบวก ถ้าคุณถือครองไปเกิน 10-15 ปีได้ อันนี้ล่ะครับ ระยะยาวมันไม่ขาดทุน

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณลงทุนในหุ้นระยะยาว คุณจะไม่เสี่ยง ซึ่งสิ่งนี้ต้องเกิดจากความเข้าใจ และมีทัศนคติคุมไปตลอดระยะเวลาที่จะลงทุน ผ่านตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น ให้ได้

2. ความเสี่ยง ในระบบการลงทุน

หากแต่ความเสี่ยงสำคัญในการลงทุนหุ้น โดยเฉพาะลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น จะแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะใหญ่ คือ ความเสี่ยงระดับตลาด (market risk) กับความเสี่ยงอื่นที่ไม่ใช่ความเสี่ยงตลาด ว่าแต่ Market Risk คืออะไร

ความเสี่ยงระดับตลาด (market risk or systematic risk) เป็นความเสี่ยงของสินทรัพย์ประเภทนั้นในระดับภาพรวมทั้งหมดครับ เช่น ความเสี่ยงระดับตลาดของหุ้น ก็คือ ความเสี่ยงที่หุ้นทั้งตลาดจะต้องแบกรับ พูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ ถ้าคุณถือหุ้นทั้งตลาด ไอ้การที่หุ้นตกเนี่ย คุณก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงที่หุ้นมันตก แล้วมูลค่าความมั่งคั่งของคุณลดลง ซึ่งเราอาจจะพูดได้อีกทางว่า มันเป็นความเสี่ยงระดับกว้างของการลงทุนหุ้นนั่นเอง เพราะฉะนั้น ทุกคนที่ลงทุนในหุ้นจะหลีกหนีความเสี่ยงระดับตลาดของหุ้นไม่ได้ เป็นความเสี่ยงที่ขจัดไม่ได้ ต้องยอมรับมัน ถ้าอยากจะถือหุ้น คุณก็ต้องแบกรับความเสี่ยงระดับตลาดของหุ้น

ในขณะที่ความเสี่ยงอื่นที่ไม่ใช่ความเสี่ยงตลาด (non-market risk or unsystematic risk) ผมจะเรียกมันว่า ความเสี่ยงที่คุณเลือกที่จะแบกรับเอง เพราะจริง ๆ แล้วคุณสามารถเลือกขจัดมันทิ้งไปได้ ยกตัวอย่างเช่น

(a) ความเสี่ยงของหุ้นหรือหลักทรัพย์รายตัว (the risk of selecting specific securities) ให้เข้าใจง่าย ๆ เลย หากคุณไม่ลงทุนในหุ้นทั้งตลาด คุณเลือกหุ้นเป็นรายตัว เพราะฉะนั้นมันจะเกิดความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมา ขึ้นอยู่กับว่าคุณไปลงทุนในหุ้นอะไร ความเสี่ยงพวกนี้จะหลากหลาย เช่น บริษัททำยอดขายได้ตกฮวบฮาบ ขาดทุน บริษัทเจ๊งล้มละลาย ผู้บริหารของบริษัทลาออก ฯลฯ

(b) ความเสี่ยงของอุตสาหกรรม (sectors risk) อันนี้ให้ลองนึกภาพนักลงทุนที่ชอบซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในอุตสาหกรรมที่เขาคิดว่ามันร้อนแรง และจะทำผลตอบแทนในอนาคตได้มาก จึงเลือกจะลงทุนอย่างหนัก (bet) กับอุตสาหกรรมเดียว หรือลงทุนในไม่กี่อุตสาหกรรม เช่น health care, aging, IT, oil, premium brands, digital นักลงทุนก็จะแบกรับความเสี่ยงเฉพาะ เช่น ถ้าลงทุนในหุ้นอุตสาหกรรมสุขภาพอย่างเดียว นักลงทุนก็จะต้องเจอความเสี่ยงของอุตสาหกรรมนั้น ๆ เช่น เรื่องของใบอนุญาต เรื่องของนโยบายของรัฐ เรื่องของการแข่งขัน เรื่องของอนาคตของอุตสาหกรรมดังกล่าวว่าจะดีหรือแย่

3. ความเสี่ยง จากการลงทุนในกองทุนเชิงรุก

นอกจากนี้ นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น นักลงทุนยังต้องแบกรับความเสี่ยงอีก ถ้านักลงทุนลงทุนในกองทุนแบบบริหารเชิงรุก (actively managed funds) ได้แก่

I. Manager Risks  

อันนี้ก็คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากผู้จัดการกองทุน หรือความเสี่ยงจากสไตล์การลงทุนที่เปลี่ยนไปของกองทุนแบบบริหารจัดการที่คุณเลือกลงทุน เช่น ผู้จัดการกองทุนคนนี้ถูกย้าย หรือ ผู้จัดการกองทุนกองนี้ฝีมือห่วยมาก ๆ (ซึ่งเราจะรู้ในอนาคต) หรือผู้จัดการกองทุนและบลจ.ที่บริหารกองทุนนี้เปลี่ยนสไตล์ลงทุน หรือแม้กระทั่งกลุ่มผู้บริหารกองทุนลาออก ไปตั้งบริษัทใหม่ หรือถูกซื้อตัวยกทีม ความเสี่ยงพวกนี้ถือว่า นักลงทุนจะต้องแบกรับ ถ้านักลงทุนเลือกลงทุนในกองทุนแบบ actively managed funds

II. Style Drift 

อันนี้เป็นความเสี่ยงประเภทที่ว่า การที่เราไปลงทุนในกองทุน active นั้น ถ้าผู้จัดการกองทุนหรือบลจ.ลงทุนเปลี่ยนแปลงไปจากที่เราเคยเชื่อ มันจะส่งผลกระทบมาก เพราะนักลงทุนเองจะสูญเสียการควบคุมพอร์ตลงทุนบางอย่าง เช่น ส่งผลให้พอร์ตจัดสรรสินทรัพย์ของคุณจะเบี่ยง เพราะสมมติถ้าคุณแบ่งเงินลงทุน 100% เป็นหุ้น 50% ตราสารหนี้ 50% แต่คุณลงทุนกองทุนหุ้นแบบเชิงรุก ซึ่งปกติเขาจะถือเงินสดไว้จับจังหวะลงทุน ทำให้สัดส่วนหุ้นที่คุณต้องการลงทุน 50% มันไม่ถึง 50% ครับ

เพราะฉะนั้น การจะลงทุนให้ได้สัดส่วนหุ้นเป๊ะ คุณควรจะต้องเลือกกองทุนดัชนีหุ้นและหลีกเลี่ยงกองทุน active ซะ หรืออีกกรณีคือคุณวางแผนว่ากองทุนนี้จะเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นแบบที่คุณถูกใจ แต่พอเปลี่ยนแนวลงทุน สไตล์ที่คุณวางไว้มันก็เปลี่ยน พอร์ตลงทุนในภาพรวมของคุณก็จะเพี้ยนไปเลย

สมมติว่า คุณบอกคุณจะซื้อกองทุนเชิงรุกที่เน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก (mid-small cap) แต่คุณจะสังเกตได้ว่าในหนังสือชี้ชวนมักจะเปิดช่องเสมอ ไม่ห้ามการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ ถ้าผู้จัดการกองทุนเห็นว่า หุ้นขนาดใหญ่จะให้ผลตอบแทนดีกว่า แบบนี้สไตล์ลงทุนของภาพรวมทั้งหมดของคุณก็เปลี่ยนแล้ว นี่ล่ะครับ style drift!

4. ข้อพิจารณาในการแบกรับความเสี่ยง

จะเห็นได้ว่า แค่แบกรับความเสี่ยงแบบตลาด (market risk) อย่างเดียวก็ถือว่าหนักแล้ว การจะเพิ่มความเสี่ยงอย่างอื่นนั้น บางทีก็ไม่จำเป็นเลย เผลอ ๆ จะทำให้แบกรับความเสี่ยงมากขึ้น โดยที่ผลตอบแทนระยะยาวแย่ลงไปอีก พบได้บ่อยสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็เช่น ซื้อกองทุน active ที่ปรากฏว่า ผลตอบแทนระยะยาวในอนาคตต่อไปจะแย่มาก ๆ

การลงทุนที่จะจำกัดให้คุณแบกรับแค่ภาระความเสี่ยงจากตลาด ก็คือ กองทุนดัชนี (index funds) ครับ กองทุนดัชนีจะกำจัดความเสี่ยงประเภทหุ้นรายตัว (individual stocks risk) ความเสี่ยงอุตสาหกรรม (market sectors risk) กำจัดความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) และหมดปัญหาเรื่อง style drift ความเสี่ยงอย่างเดียวที่เหลืออยู่คือ ความเสี่ยงตลาด (market risk) ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว

ถ้ามองในอีกแง่มุมหนึ่ง การถือครองกองทุนดัชนีที่ถือหุ้นทั้งหมด (เกือบทั้งตลาดหุ้น) เป็นกลยุทธ์ที่ลดความเสี่ยงลงอย่างมาก เพราะแทนที่จะแบกรับความเสี่ยง 5-6 ประเภทความเสี่ยง คุณก็จะเหลือแค่ความเสี่ยงเดียว คือ ความเสี่ยงจากตลาด ซึ่งตรงนี้วิธีลดความเสี่ยงลงไปอีก เราอาจจะอาศัยการผสมสินทรัพย์ลงทุน ด้วยการจัดสรรเงินลงทุนส่วนหนึ่ง ไปลงทุนในสินทรัพย์อื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ครับ[1. จริง ๆ มีประเด็นความเสี่ยงหนึ่ง คือเรื่องของความเสี่ยงจากเวลา (horizon time) คือ ถ้าเราลงทุนในระยะเวลานานจริง ๆ สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้จะมีความเสี่ยงมากกว่าสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นเช่น หุ้น เพราะสินทรัพย์พวกตราสารหนี้จะถูกเงินเฟ้อกัดกินและทำให้มันไม่สามารถรักษาอำนาจซื้อ (purchasing power) ให้เราได้ แต่ประเด็นนี้ไว้จะเขียนในบทความอื่นต่อไปครับ]

บทสรุป

ความเสี่ยงทั้งหมดที่อธิบายมา จริง ๆ แล้วนักลงทุนแบกรับแค่ความเสี่ยงระดับตลาด (market risk) ก็พอแล้วครับ และวิธีที่จะกำจัดความเสี่ยงอื่นได้อย่างดี คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีแบบคลาสสิก กองทุนดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีแท้ ๆ ของตลาดหุ้น พวกดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบเกือบทั้งตลาดหุ้น เป็นดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตลาด ถ้าหุ้นไทยก็ ดัชนี SET, SET50, SET100 นั่นล่ะครับ ถ้าพิจารณาในแง่ความเสี่ยง กองทุนดัชนี น่าจะเป็นกองทุนเดียวที่สามารถถือครองได้ระยะยาวแบบสบายใจ เพราะเหตุผลที่ว่า

(ก) มีการกระจายความเสี่ยงที่เพียงพออย่างมาก เนื่องจากได้ถือครองหุ้นเกือบทั้งตลาด หรือไม่ได้ลงทุนถือครองหุ้นที่มีน้ำหนักเกือบ 75-90% ของตลาดหุ้นโดยรวม และการถือครองหุ้นเป็นตะกร้าแบบนี้ ทำให้กำจัดความเสี่ยงหุ้นรายตัว (individual stock risk) อย่างหมดจด

(ข) นอกจากความเสี่ยงจากหุ้นรายตัวจะหมดไป ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจาก style drift รวมไปถึงความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมก็จะหายไปด้วย จะเหลือไว้ก็แค่ความเสี่ยงระดับตลาดเท่านั้น

(ค) กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ก็จะทำให้เราได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาดหุ้นมากที่สุด

ด้วยเหตุนี้ ความเสี่ยงเดียวที่นักลงทุนส่วนใหญ่ควรจะแบกรับจึงมีเพียง market risk และเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงอื่น ๆ การซื้อกองทุนดัชนีที่ถือหุ้นทั้งตลาด และมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีมากเมื่อพิจารณาจากมุมมองเรื่องความเสี่ยงในการลงทุน

“It’s bad enough that you have to take market risk…, avoid the problem — buy a well-run index fund and own the whole market.” – William Bernstein

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุน

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุนเป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุน เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks) ดังรูปนี้

r-c-r

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจ และมันจะช่วยให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาทำอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ


(1) ผลตอบแทนreturns

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเรา ก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว แต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหว ไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของคุณ จะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ที่กองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)¹ ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร


(2) ค่าใช้จ่ายcosts

จริง ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่าย ก็คือผลตอบแทนของคุณนั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่คุณไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของคุณจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่คุณเสียไป ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ
  2. ภาษี (taxes) : หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล
  3. เงินเฟ้อ (inflations) : อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวของคุณหายไป โดยที่คุณไม่รู้ตัว โดยเป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อที่คุณควรได้รับออกไป
  4. ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections) : อันนี้ผมว่า เป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนจะมานั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อขายกองทุนทั้งขาเข้าขาออกอีก
  5. การจับจังหวะ (counter productive market timing) : การจับจังหวะซื้อขาย ก็ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็ถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (load) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

(3) ความเสี่ยงrisks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้ในระยะยาวคุณจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น อันนี้พูดยาก เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ แต่ส่วนใหญ่นักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกอย่าง คือ

ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร – active funds โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็น่าจะมาพร้อมกับ

ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจด้วย (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุกอาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

นักลงทุนบางคน ที่พบเห็นก็เช่น คนที่ชอบซื้อกองทุนอุตสาหกรรม ฮิต ๆ health care, IT, aging อะไรแบบนี้ คุณจะเพิ่มความเสี่ยงที่เรียกว่า ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) เข้ามาอีก

แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น เอาจริง ๆ ผมว่ามันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ


โดยสรุป 

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า

1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด และเมื่อเป็นเช่นนี้

2) คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ ควรเลือกกองทุนดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุน ไม่จำเป็นและลงทุนระยะยาว ก็ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ² ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม


¹ อ้างอิงจาก John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing : The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (New Jersey: John Wiley & Sons, 2007), p. 192.

² ibid, p. 189.

 

การลงทุน : หัวใจสำคัญ ผลตอบแทน-ค่าใช้จ่าย-ความเสี่ยง

สามเหลี่ยมแห่ง การลงทุน เป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุนนั้น เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks)

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจเสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี กรณีที่เราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาพิจารณาอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ

การลงทุน ด้านที่ 1 : ผลตอบแทน (returns)

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว

หากแต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของเราจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน? มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ซึ่งกองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)[1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (Hoboken: Wiley, 2007), 192.] ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร

การลงทุน ด้านที่ 2 :  ค่าใช้จ่าย — costs

ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่ายก็คือผลตอบแทนของเรานั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่เราไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย(ที่ไม่ควรจ่าย) เราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ซึ่งผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (total expenses)

อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ โดยสรุปก็คือ กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนนั้นจะแพ้ตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 88.] ค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไปให้กับอุตสาหกรรมการเงินยิ่งมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนในอนาคตที่นักลงทุนได้รับก็จะน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

(2) ภาษี (taxes)

หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล ซึ่งโดยปกติจะถูกหัก 10% ณ ที่จ่าย

(3) เงินเฟ้อ (inflations)

อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวหายไป โดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อ (purchasing power)ในอนาคตของเราทิ้งไป

(4) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections)

อันนี้ผมว่า มันเป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนที่นั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ

คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนไหว ทั้งค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขายกองทุนขาเข้าขาออกอีก

(5) การจับจังหวะลงทุน (market timing)

การจับจังหวะซื้อขาย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็มาถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า

ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (loads) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นลดลงฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนที่เกิดจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

การลงทุน ด้านที่ 3 : ความเสี่ยง – risks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น

ความเสี่ยงจากความไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้ เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ว่าเวลาไหนหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินลงทุนหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกหลายอย่าง คือ

(I) ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร (active funds) โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ซึ่งความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็จะมาพร้อมกับ

(II) ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจ (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกลงทุนโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุก อาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

(III) ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) โดยเฉพาะในนักลงทุนบางคนที่ชอบซื้อกองทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะฮิต ๆ เป็นเทรนด์ในช่วงนั้น อาทิ health care (กลุ่มธุรกิจหุ้นสุขภาพ), IT (กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี), aging (ธุรกิจเกี่ยวกับความชรา) อะไรแบบนี้

ทั้งที่จริงแล้ว แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น มันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ

r-c-r

สรุปข้อคิดเกี่ยวกับ การลงทุน

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด

(2) จากข้อข้างบน คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ จึงควรเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุนและลงทุนระยะยาว ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อกองทุนพวกนี้เพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

(3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ[2. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing, 189.] ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม

♠  ผลตอบแทน (returns) : ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

♠  ค่าใช้จ่าย (costs) : ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (ทั้งหมด!!) และ ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

♠  ความเสี่ยง (risks) : ความเสี่ยง (risks)