คลังเก็บป้ายกำกับ: Gurus

DCA กับคำแนะนำของกูรู

จากบทความตั้งต้นที่ว่า DCA คืออะไร ผมก็อยากจะพาไปทัวร์โลกแห่งการลงทุนว่า บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนแม้กระทั่งชั้นตำนานทั้งหลาย มีใครแนะนำหรือพูดถึงวิธีการลงทุนแบบซื้อสะสมรายเดือนสำหรับนักลงทุนรายย่อยบ้าง ข้างล่างนี้คือคำแนะนำในการลงทุนด้วยวิธีซื้อสะสมแบบ DCA ของกูรูการเงินแต่ละคนครับ

  1. Warren Buffettเคยให้คำแนะนำกับ LeBron James ว่า “ลงทุนรายเดือนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำเป็นอะไรที่เข้าท่าและมีเหตุผล ซื้อสะสมไปเรื่อยๆ และถือลงทุนไป 30-40 ปี” (“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.”—อ้างอิงจากข่าว MarketWatch) หรือจาก คลิปนี้ สรุปได้ว่า นักลงทุนทั่วไป (average person) ควรลงทุนแบบสะสมไปเรื่อยๆ(ในกองทุนดัชนี)ในระยะยาว หรือจาก บทความนี้ ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนักๆในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี (where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years) คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกันโดยสรุปก็คือ บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกรณีที่เราไม่อยากเสียเวลาหรือต้องทุ่มเทลงทุนเอง ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีด้วยการซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ยซะ (“If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.—Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time.”)
  2. Burton G. Malkiel : ได้เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street สรุปใจความได้ว่า ถ้าคุณกำลังสร้างพอร์ตการลงทุนด้วยการพอกพูนเงินออมในแต่ละปี คุณจะได้ประโยชน์จากการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน นั่นคือ การที่คุณจะมีต้นทุนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่ซื้อหุ้นมา มีหน่วยลงทุนที่ซื้อมาในราคาต่ำมากกว่าหน่วยที่ซื้อมาในราคาสูง แต่วิธีนี้นั้นมันจะไม่ช่วยปกป้องแผนออมเงินของคุณในช่วงหุ้นตก ทว่าเอาจริงๆแล้วก็ไม่มีแผนใดๆที่จะปกป้องคุณจากสภาวะตลาดหมีที่หุ้นตกอย่างรุนแรงได้เลย คุณต้องมีเงินและความมั่นใจที่จะลงทุนต่อเนื่องตามกำหนดไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมืดมิดแค่ไหนก็ตาม ข้อดีคือการลงทุนด้วยวิธีนี้มันจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่คุณจะทุ่มเงินทั้งหมดในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์นั้นเป็นฟองสบู่ ทั้งนี้ศาสตราจารย์มัลคีลยังเสนออีกว่า เราอาจสำรองเงินไว้บางส่วนในกองทุนตลาดเงินเพื่อฉวยโอกาสที่จะเพิ่มการลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรงๆทำให้ต้นทุนถูกลงไปอีกได้
  3. ส่วนหนึ่งในหนังสือ The Intelligent Investor ของ Benjamin Graham ได้วางแนวไว้ว่า .. “การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ .. ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย .. วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”
  4. John C. Bogle ได้เขียนไว้ในหนังสือ Bogle On Mutual Funds ส่วนของ The Accumulation Investor ว่า สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่นั้น กระบวนการสะสมสินทรัพย์ลงทุน อยู่ในช่วงอายุอยู่ระหว่าง 25-50 (เป็นส่วนใหญ่) ดอกเบี้ยทบต้นมีความสัมพันธ์(จะทรงพลังอย่างยิ่ง)ถ้ามีระยะเวลาลงทุนที่นาน ดังนั้น มันจึงสมเหตุผลสมผลที่จะลงทุนเป็นประจำต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี (It is common sense that you will be considerably better off if you can invest regularly for 30 years rather than 10.)
  5. ยังมีนักลงทุนอีกหลายท่านที่แนะนำให้ลงทุนแบบซื้อสะสมไปเรื่อยๆในระยะยาว แม้จะไม่พูดตรงๆแต่ย่อมอนุมานได้ อาทิ Peter Lynch ก็เป็นคนที่เน้นให้นักลงทุนลงทุนในหุ้น โดยถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นให้ถือลงทุนระยะยาวและถ้ามีเงินลงทุนเพิ่มก็สะสมกองทุนไปเรื่อยๆ ครับ (อ้างอิงจากบทที่ 3 : a tour of the fund house—Beating The Street)

จะเห็นว่า มีนักลงทุนคนสำคัญของโลกหลายคน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแบบซื้อสะสม (Regularly Invest หรือ DCA) กันค่อนข้างมาก เพราะค่อนข้างจะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและในหลายๆแง่นั้นถือว่าเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่ค่อนข้างดีเยี่ยม ถ้าคุณเลือกจะลงทุนด้วยวิธี DCA หรือซื้อสะสมลงทุนอย่างมีวินัยแล้ว คุณจะได้ “ความเรียบง่าย”ได้การลงทุนที่ไม่ต้องมาสนใจตลาดหุ้นในะระยะเวลาสั้นๆ และอย่างที่บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยว่า

เมื่อตั้งแผนลงทุน ทำตามแผนอย่างมีวินัยและอดทนแล้ว

ลำดับต่อมานั้น

“Forget it and go back to work.”

ปล่อยตลาดหุ้นไปตามธรรมชาติของมันไป เราเอาเวลากลับไปทำงานที่รักดีกว่าครับ

คำแนะนำ DCA จากนักลงทุนชั้นเซียนและกูรู

จากบทความตั้งต้นที่ว่า DCA คืออะไร ผมก็อยากจะพาไปทัวร์โลกแห่งการลงทุนว่า บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนแม้กระทั่งชั้นตำนานทั้งหลาย มีใครแนะนำหรือพูดถึงวิธีการลงทุนแบบซื้อสะสมรายเดือนสำหรับนักลงทุนรายย่อยบ้าง ข้างล่างนี้คือ คำแนะนำ DCA ของกูรูการเงินแต่ละคนครับ

1. คำแนะนำ DCA ของ Warren Buffett

บัฟเฟตต์เคยให้คำแนะนำกับ LeBron James ว่า “ลงทุนรายเดือนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำเป็นอะไรที่เข้าท่าและมีเหตุผล ซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ และถือลงทุนไป 30-40 ปี”

“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.” — อ้างอิงจากข่าว MarketWatch

หรือจาก คลิปนี้ สรุป คำแนะนำ DCA ของบัฟเฟตต์ได้ว่า นักลงทุนทั่วไป (average person) ควรลงทุนระยะยาวแบบสะสมไปเรื่อย ๆ ในกองทุนดัชนี และจาก บทความนี้ บัฟเฟตต์แนะนำว่า ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนัก ๆ ในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี (where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years) คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน

โดยสรุปก็คือ บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกรณีที่เราไม่อยากเสียเวลาหรือต้องทุ่มเทลงทุนเอง ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีด้วยการซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ย

“If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.—Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time.”

2. คำแนะนำ DCA ของ Burton G. Malkiel 

เขาได้เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street สรุปใจความได้ว่า ถ้าคุณกำลังสร้างพอร์ตการลงทุนด้วยการพอกพูนเงินออมในแต่ละปี คุณจะได้ประโยชน์จากการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 355.] เพราะคุณจะมีต้นทุนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าราคาหุ้นที่คุณซื้อมา หรือมีหน่วยลงทุนที่ซื้อมาในราคาต่ำมากกว่าหน่วยที่ซื้อมาในราคาสูง แม้วิธีนี้นั้นมันจะไม่ช่วยปกป้องแผนออมเงินของคุณในช่วงหุ้นตกแต่ทว่าเอาจริง ๆ แล้วก็ไม่มีแผนใด ๆ ที่จะปกป้องนักลงทุนจากสภาวะตลาดหมีที่หุ้นตกอย่างรุนแรงได้เลย ด้วยเหตุนี้ คุณต้องมีเงินและความมั่นใจที่จะลงทุนต่อเนื่องตามกำหนด ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมืดมิดแค่ไหนก็ตาม[1. ibid., 357.]

นอกจากนี้ ข้อดีที่สำคัญอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบประจำก็คือ ด้วยวิธีการลงทุนแบบประจำตลอดเวลา มันจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทุ่มเงินทั้งหมดที่มีอยู่ ไปลงทุนในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์นั้นเป็นฟองสบู่หรือมีราคาอยู่ในจุดสูงสุด[1. ibid.] และศาสตราจารย์มัลคีลยังเสนออีกว่า เราอาจสำรองเงินไว้บางส่วนในกองทุนตลาดเงินเพื่อฉวยโอกาสที่จะเพิ่มการลงทุน ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง ๆ ทำให้ต้นทุนถูกลงไปอีกได้[1. ibid., 359.]

อนึ่ง Malkiel ยังได้เขียนไว้ในหนังสือ The Elements of Investing ร่วมกับ Charles D. Ellis ยืนยันคำแนะนำการลงทุนซ้ำอีกว่า กฎพื้นฐานของการลงทุน คือ การลงทุนให้ไวและลงทุนเป็นประจำ (save early and regularly)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 95.]

3. คำแนะนำ DCA ของ John C. Bogle 

โบเกิลได้เขียนไว้ในหนังสือ Bogle On Mutual Funds บทที่ชื่อว่า The Accumulation Investor สรุปได้ว่า สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่นั้น กระบวนการสะสมสินทรัพย์ลงทุน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-50 ปีเป็นส่วนใหญ่ ดอกเบี้ยทบต้นมีความสัมพันธ์กับเวลาและมันจะทรงพลังอย่างยิ่งถ้านักลงทุนมีระยะเวลาลงทุนที่นาน มันจึงเป็นความสมเหตุผลสมผลที่เราจะลงทุนเป็นประจำต่อเนื่อง (It is common sense that you will be considerably better off if you can invest regularly for 30 years rather than 10.)[1. John C. Bogle, John Bogle on Investing: The First 50 Years (Hoboken: Wiley, 2015), 263.] ซึ่งเราควรเริ่มลงทุนให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้และหลังจากนั้นให้ลงทุนต่อเนื่องเป็นประจำไปเรื่อย ๆ[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 210.] ด้วยพลังของผลตอบแทนทบต้นและการลงทุนเป็นประจำต่อเนื่อง (dollar-cost averaging) จะทำให้การลงทุนในหุ้นของนักลงทุนนั้นได้ผลดีในระยะยาว (Slow-and-steady will likely wins the race)[1. John C. Bogle, John Bogle on Investing, 33.]

4. คำแนะนำ DCA ของนักลงทุนอื่น

นอกจาก 3  คนข้างบน ยังมีคำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำ (regular investment) หรือการลงทุนแบบ DCA อีกมายมาย โดยมีนักลงทุนอีกหลายท่านที่แนะนำให้ลงทุนแบบซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว แม้บางคนจะไม่พูดตรง ๆ แต่ก็อนุมานได้ ดังต่อไปนี้

(I) The Intelligent Investor

ส่วนหนึ่งในหนังสือ The Intelligent Investor ของ Benjamin Graham ได้อธิบายแนวคิดในการลงทุนแบบประจำไว้ว่า “การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย  วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”[3. Benjamin Graham, The intelligent investor : คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า, แปลโดยพรชัย รัตนนนทชัยสุข (กรุงเทพมหานคร : วิสดอมเวิร์ค เพรส, 2553), หน้า 357.]

(II) Peter Lynch

Lynch ก็เป็นนักลงทุนอีกคนที่เน้นให้คนทั่วไปลงทุนในหุ้น โดยถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นให้ถือลงทุนระยะยาว และถ้ามีเงินลงทุนเพิ่มก็สะสมกองทุนไปเรื่อย ๆ ครับ เขาเห็นว่า คนที่ลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดแบบอัตโนมัติทุกเดือนจะได้รับประโยชน์จากความมีวินัยของตนเอง (invest in stocks automaticlly, the same amount every moth) และการลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดยังสามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ให้นักลงทุนได้ และจะสูงขึ้นไปอีกถ้ากล้าซื้อหุ้นเพิ่มในเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายหุ้นหนีตาย[4. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 33.] และในกรณีลงทุนกองทุนรวม นักลงทุนที่ไม่เคยคิดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งจะมองข้ามภาวะตลาดและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นคนที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ศึกษาและพยายามจับจังหวะลงทุน[5. ibid., 36.]

(III) William J. Bernstein

Bernstein อธิบายว่า วิธีลงทุนแบบประจำหรือ DCA จะบังคับให้นักลงทุนทำการลงทุนจำนวนเงินเท่ากันเป็นประจำตามงวดระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งลดต้นทุนของหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่ซื้อสะสมอันส่งผลดีต่อมาในการเพิ่มผลตอบแทนโดยรวม และนักลงทุนหรือคนที่มีอายุน้อยควรยึดมั่นมีวินัยกับการลงทุนแบบประจำ (Young savers should adhere to a disciplined savings plan using the dollar cost averaging…)[1. William J. Bernstein, The Investor’s Manifesto: Preparing for Prosperity, Armageddon, and Everything in Between (Hoboken: Wiley, 2012), 153.]

(IV) Richard A. Ferri

Ferri เป็นผู้ที่เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญในการสะสมเงินลงทุนในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการออมเงินอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง ระยะเวลาในการลงทุน รวมไปถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย และแม้ผลตอบแทนจะเป็นสิ่งที่สำคัญหากแต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ แผนการเงินที่แน่วแน่คงที่ โดยกลยุทธ์ที่จะสร้างความมั่งคั่งได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น ๆ คือ การออมเงินและลงทุนเป็นประจำ (savings and investing regularly)[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 265.]

5. บทสรุป

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า DCA เป็นวิธีและแผนการลงทุนหนึ่งที่เรียบง่ายและปฏิบัติตามได้ ซึ่งนักลงทุนคนสำคัญของโลกหลายคน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแบบซื้อสะสมเป็นประจำ (a regular routine of investing) กันค่อนข้างมาก

และในหลาย ๆ แง่นั้น DCA ถือว่าเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่ค่อนข้างดีเยี่ยม ถ้าคุณเลือกจะลงทุนด้วยวิธี DCA หรือซื้อสะสมลงทุนอย่างมีวินัยแล้ว คุณจะได้ “ความเรียบง่าย” และได้วิธีการลงทุนที่ไม่ต้องมาสนใจตลาดหุ้นในะระยะเวลาสั้น ๆ และอย่างที่บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยว่า

เมื่อตั้งแผนลงทุน ทำตามแผนอย่างมีวินัยและอดทนแล้ว

สิ่งที่สำคัญต่อมานั้น คือ

“Forget it and go back to work.”

ปล่อยตลาดหุ้นไปตามธรรมชาติของมันไป เราเอาเวลากลับไปทำงานที่รักดีกว่าครับ

Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

สัมฤทธิ์พิศวง (Outliers) เป็นหนังสือที่ดี ดีจริง ๆ แนะนำเลยครับ ผู้แต่งคือ Malcolm Gladwell ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดขึ้นมา มันต้องอาศัยกระทั่งเวลาเกิด ช่วงอายุ มรดกทางวัฒนธรรม ปัจจัยที่พ่อแม่เลี้ยงดู ฐานะของพ่อแม่ การสอนในโรงเรียน และโอกาสบางอย่างที่สังคมหยิบยื่นให้ ยกตัวอย่าง เช่น การที่ Bill Gates เป็นผู้ที่สร้างบริษัทอย่างไมโครซอฟ กับ Steve Jobs ผู้สร้างแอปเปิ้ลขึ้นมานั้น มันต้องอาศัยอะไรหลายอย่างที่ว่ามาอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ราคาแพงและการฝึกเขียนโปรแกรมมีต้นทุนสูงมาก มีจำนวนคอมพิวเตอร์น้อยในช่วงนั้น แต่ Gates อยู่ในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้และเขาก็หมกตัวในนั้นทั้งวัน แถมเขาหลงใหลถึงขั้นว่า ตอนห้าทุ่มต้องย่องจากบ้านไปศูนย์คอมแถวบ้าน เพราะที่นั่นใช้งานได้ทั้งคืน แล้วค่อยกลับมานอนตอนเช้า ๆ เขาฝึกฝนการเขียนโปรแกรมมากถึงมากกว่าเด็กหลายคนในยุคเดียวกัน ขณะที่ Jobs ก็อยู่ในแถบที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง HP กำลังเติบโต เขาชอบไปนั่งฟังและซักถามวิศวกรทั้งหลาย กระทั่งผู้บริหาร (CEO) ของ HP ก็ให้ชิ้นส่วนคอมกับเขาไปศึกษา นอกจากความหลงใหลคอมพิวเตอร์ ผู้แต่งยังเจาะไปถึงอายุว่า ทั้งคู่เป็นกลุ่มที่เกิดปีใกล้กันคือ 1954-1955 ซึ่งจะมีอายุ 20 กว่าปีในช่วงที่วงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จุดพลุพอดี และผลจากการฝึกฝนบวกอยู่กับมันมาตลอดกว่าสิบปี พวกเขาคือกลุ่มคนที่พร้อมที่สุด ณ เวลานั้นครับ (มีคนน้อยมากที่จะได้ใช้คอมในช่วงเวลาก่อนหน้า)

ข้อที่ผมคิดว่า อาจจะทำให้คนที่อ่านเล่มนี้คิดสวนทางกันไปเลย คือ จุดประสงค์หลักของหนังสืออยากจะทำให้เราเข้าใจว่า ผู้ที่เรามองว่าแปลกแยกประสบความสำเร็จโดดเด่นมันอยู่ที่ตัวเขาอย่างเดียว แต่จริง ๆไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบมากมายกว่าที่เห็น ในขณะที่เราอาจจะอ่านแล้วนำไปสู่บทสรุปเองว่า เพราะบ้านเขาฐานะดีในตอนนั้น เกิดถูกที่ถูกเวลา ฯลฯ แล้วก็จะพาลเชื่อแต่เรื่องคนพวกนั้นอยู่ ณ จุดที่เหมาะเหม็งมีบุญวาสนาอะไรประมาณนี้ ซึ่งจริง ๆไม่ใช่เลย ถ้าจะพูดแบบนั้นยุคนั้นก็มีลูกคนรวยตั้งเยอะแยะที่ได้ใช้คอมและเกิดช่วงปี 1955 แต่ทำไมถึงมีน้อยคนที่จะเป็นแบบเกตส์และจ็อบส์

สิ่งที่สำคัญที่น่าสนใจมาก (ซึ่งมีเขียนในเล่มนี้เหมือนกัน) คือ กฎ 10,000 ชั่วโมง”

การที่คนๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่องอย่างสุดยอด คุณต้องซ้อมและฝึกฝน “อย่างใจจดจ่อและมุ่งมั่น” ใช้คำว่าหลงใหลก็ได้ แล้วก็ฝึกฝนอย่างหนักให้ได้เกินหนึ่งหมื่นชั่วโมงเพื่อรับโอกาสที่จะมาถึง (วง The Beatles ก็เล่นเพลงใน  Hamburg มามากกว่าหมื่นชั่วโมง) ตัวอย่างในเรื่องคือ นักไวโอลินชั้นเยี่ยมกับมือสมัครเล่น ความต่างคือการฝึกซ้อมครับ ขีดเส้นใต้เลย ผมเจอประเด็นนี้ในหนังสือเล่มต่อมา— Talent is Overrated” เด็กรุ่นเดียวกันที่อยากเป็นนักไวโอลินระดับโลก มีตารางการใช้ชีวิตเหมือนกันเป๊ะ เรียนอะไรเท่ากัน ตารางกิจกรรมเหมือนกัน แต่ตัวต่างที่ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ห่างกันลิบลับคือ จำนวนเวลาที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง อันหมายถึงต้องฝึกฝนอย่างจดจ่อโดยไม่มีใครสั่ง ที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำนะ แต่มันไม่สนุกและยาก ผลลัพธ์ของคนที่ชนะใจตนเองจึงต่างมาก ตอนอายุ 18 กลุ่มที่ดีเยี่ยมซ้อมไปกว่า 8,000 ชั่วโมง ในขณะที่มือสมัครเล่นจะซ้อมต่ำกว่า 3,000 ชั่วโมง และยังเห็นไปอีกว่า ความต่างของชั่วโมงมาจากการสั่งสมเล็กน้อยตอนเด็ก ๆ คือ กลุ่มดีเยี่ยมจะซ้อมถึงวันละ 12 ชั่วโมงตั้งแต่อายุน้อย ๆ แล้วความสามารถก็ค่อย ๆ ทบทวีมาเรื่อย ด้วยเหตุนี้ การทำอะไรดี ๆ แค่เล็กน้อย ๆ ที่มากขึ้น ระยะยาวมันจะส่งผลกระทบมหาศาล ในด้านดีกับชีวิตเราเลยล่ะครับ

หลังจากอ่านสองเล่มนี้จบ ผมก็ลบคำว่า “พรสวรรค์” ที่คนส่วนใหญ่เชื่อทิ้งไปเลย คนเราจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่อง คุณต้อง “ฝึกฝนอย่างจดจ่อและต่อเนื่อง” ถามว่ามากแค่ไหน กฎที่ดีเยี่ยมคือ 10,000 ชั่วโมง หรือ กฎ 10 ปี โชคดีจะมาถ้าคุณทำงานหนัก และการจะทำงานหนักอย่างสนุกได้ คุณต้องใจรักและเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณก่อนเท่านั้น ถ้าคุณไม่มุ่งมั่น ให้เกณฑ์เทวดาทั้งสวรรค์มาช่วยก็คงจะส่ายหน้าครับ ความพยายามจึงเป็นใบเบิกทางสำหรับทุกสิ่ง

คติสำคัญในหัวของผมตอนนี้อาจจะเหมือน J. Paul Getty แล้วก็ได้ บุรุษผู้รวยสุดในประวัติศาสตร์ อเมริกา ผู้ตั้งเป้าว่าจะรวยตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าถามเขาว่าแล้วจะรวยยังไง ประโยคในตอนนั้นของเขาคือ

“ตื่นแต่เช้า ทำงานหนัก หาน้ำมัน” 

“Rise early, work hard, and strike oil” 


นักไวไอลินที่ซ้อมอย่างมุ่งมั่นจดจ่อมาแล้ว 10,000 ชั่วโมงจะมีโอกาสได้ไปแข่งระดับโลก ถ้าซ้อมระหว่าง 5,000-8,000 คือนักไวโอลินมืออาชีพ แต่ถ้าจะเป็นแค่มือสมัครเล่น ต่ำกว่า 2,000 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว และจุดที่ทำให้เขาต่างกันขนาดนี้ ก็เพียงแค่ตอนเด็ก ๆ คนแรกซ้อม 12 ชั่วโมง ส่วนมือสมัครเล่นซ้อมแค่ 3 ชั่วโมง ส่วนต่าง 9 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 10 ปีนั่นคือตัวคัดแยกฝีมือในอนาคต”

แล้วการลงทุนมีกฎ 10,000 ชั่วโมงไหม?

ผมเชื่อแบบลึกสุดใจเลยว่า มีครับ! การลงทุนก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่ต้องศึกษาและฝึกซ้อมเหมือนกัน การจะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องโฟกัสจดจ่ออย่างมุ่งมั่นที่จะศึกษามัน การทำงานหนักคือตัวที่ทำให้เกิดคำว่าโชคดี ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ครับ (คำนี้ลบจากหัวผมไปแล้ว) ถ้าได้ลองอ่านประวัติของนักลงทุนระดับโลกทั้งหลาย ส่วนมากจะเกิดจากความสนใจแง่มุมธุรกิจหรือลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วก็เริ่มทำงานกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว กว่าจะโชว์ผลงานให้โลกตะลึงกันได้ก็ช่วงอายุ 40 ปีกันทั้งนั้น จุดสำคัญสุดคือช่วงที่เขาเงินลงทุนน้อยหรือรับบริหารเงินก้อนเล็ก ๆ พวกเขาต้องสั่งสมประสบการณ์ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าก่อน พอผ่านไปสัก 10 ปี ด้วยผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินก้อนของเขาใหญ่ขึ้นและพอทำผลตอบแทนได้สูง (ฝีมือมาพร้อมล่ะตอนนั้น) การลงทุนแต่ละทีจึงได้ผลตอบแทนเน้น ๆ และเป็นเงินมูลค่าหลายร้อยล้าน เข้าสู่วงจรเงินต่อเงินในที่สุด

ต้องเข้าใจด้วยว่า การทำงานในสาขาวิชาชีพหนึ่งมา 10 ปี ไม่ได้บ่งบอกว่าคน ๆ นั้นจะได้ 10,000 ชั่วโมงนะครับ มันอาจจะเป็นแค่การทำงาน 1 ปีที่ทำไป 10 ครั้งก็ได้โดยไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นก็ได้

หัวใจคือ “โฟกัส จดจ่อ มุ่งมั่น” ต้องเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา ไม่ใช่ให้เกิดอะไรผิดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ และจะต้องมีใจรักพอที่จะกระหายศึกษาลงทุนทุกวัน ๆ ผมอ่านประวัติแต่ละคน นักลงทุนเหล่านั้นหนีไม่พ้นกิจวัตรข้างล่างนี้เลย

  • อ่าน อ่าน อ่าน 
  • อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันและติดตามข่าวธุรกิจต่าง ๆ
  • อ่านรายงานประจำปี และเจาะลึกเรื่องราวธุรกิจที่สนใจ
  • อ่านนิตยสารหรือหนังสือหมวดอุตสาหกรรมที่ชอบ
  • ฝึกคิดและวิเคราะห์เชื่อมโยงจุดแข็งจุดอ่อนของหุ้น
  • ฝึกฝนและฝึกอารมณ์ตามกฎการลงทุนของตน
  • มองหาแนวคิดดี ๆ ใหม่ ๆ เช่น สอบถามคนในวงการอุตสาหกรรม
  • มองภาพเทรนด์ในอนาคตให้ออก 
  • เดินห้างในแบบที่มองหากิจการต่าง ๆ ว่าอันไหนน่าลงทุน
  • ทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมาของตัวเองและแก้ไข

และพวกเขาลงมือทำแบบนี้ตลอดเวลา … ทางของนักลงทุนที่ตั้งใจก็ไม่ต่างจากงานอื่นครับ


Outliers ในการลงทุน

ส่วนของนักลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวม ในเมื่อเราตัดสินใจว่า จะไม่ทุ่มเวลาเข้ามานั่งคัดเลือกหุ้น หรือสละเวลามาทุ่มเทกับการลงทุน แต่ใช้วินัยในการลงทุนแทน เพราะฉะนั้น 10,000 ชั่วโมงที่ว่า จึงควรถูกนำไปใช้พัฒนาศักยภาพชีวิตในด้านอื่น เช่น การทำงาน การทำตามความฝัน ฯลฯ และนำเงินที่ได้จากการทำงานหรือรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำงานที่เรารักแบ่งมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ แล้วก็มีวินัย “จ่ายให้ตัวเองก่อน” แบบ “จ่ายเป็นอัตโนมัติ” เช่น หักเงินเดือนมาลงทุนทุกเดือน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็จะอยู่ที่วินัยและความอดทน

เส้นทางของคนกลุ่มนี้คือ ชีวิตได้ทำตามความฝัน ทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เก่งขึ้น ได้เงินเดือนหรือผลตอบแทนมากขึ้น เงินรายได้ถูกหักมาลงทุน และ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าจะทรงพลังสองทาง คือ คุณจะเก่งในสิ่งที่คุณอยากทำ และเงินส่วนหนึ่งของคุณจะเติบโตทบต้นทบทวี ทำให้ในอนาคตคุณร่ำรวยขึ้นไปด้วย เป็นคนที่เก่งในวงการนั้น ๆ และไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่มีฐานะและความมั่งคั่งสูงด้วย พร้อมทั้งมีบางสิ่งที่เหมือนกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเทเวลาลงทุนเองครับ นั่นคือ 

โชคดีไม่ได้วิ่งเข้าหา ทำงานหนักและพยายามจึงได้มาต่างหาก”

CANSLIM – William J. O’Neil

CANSLIM (How to make money in stocks) เขียนโดย William J. O’Neil ซึ่งมีแปลไทยนะครับ ผมเคยอ่านจบก็พบว่า เป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว คนที่น่าจะนำไปใช้ได้ดีคือ นักลงทุนสายเทคนิคที่อ่านกราฟได้ แต่เบื้องหลังแนวคิดของผู้เขียน แฝงไปด้วยปัจจัยพื้นฐานแน่น และการเขียนมีสไตล์ อ่านแล้วค่อนข้างสนุกครับ ใครสนใจลองอ่านดู ผมแนะนำเลย ข้อระวังคือมีศัพท์เทคนิคการลงทุนเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะศัพท์เกี่ยวกับแนวกราฟ อ่าน ๆ ไปอาจสะดุดได้ครับสำหรับมือใหม่

quote-my-philosophy-is-that-all-stocks-are-bad-there-are-no-good-stocks-unless-they-go-up-william-o-neil-106-69-33
credit picture : http://www.azquotes.com/author/63079-William_O_Neil

วิธีลงทุนของ O’Neil จะเน้นการดูชาร์ตอ่านกราฟแล้วก็ใช้สูตรหลักคือ CANSLIM (7ตัวย่ออักษร) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของตลาด แรงผลักของนักลงทุนสถาบัน การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฯลฯ แต่ทัศนคติที่ผมชอบมากที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ปฏิเสธโชคดีในตลาดหุ้น เพราะมันไม่มีความสำเร็จข้ามคืนในการลงทุนแน่นอน ใครที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นและรู้จักแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในนักลงทุนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีวินัยและไม่ใส่ใจกับการลงทุน ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับการซื้อขาย และเข้ามาลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีหลักการ พวกเขามองว่า การลงทุนมีความเสี่ยงคล้าย ๆ การพนัน ซึ่งนั่นล่ะ เวลาผ่านไป นักลงทุนกลุ่มนี้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก

ยกตัวอย่างวิธีลงทุนของเขาที่น่าสนใจอันหนึ่ง เมื่อ O’Neil ได้คัดหุ้นด้วยวิธีของตนแล้ว เขาจะปล่อยให้มันวิ่งทำกำไรไปประมาณ 25% แล้วขายทิ้ง ในขณะเดียวกันก็มีระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ 7-8% ถ้าสมมติเราใช้วิธีนี้ตามแบบ O’Neil  เมื่อเราซื้อหุ้นมาในราคา 100 บาท ถ้าหุ้นตกเหลือ 92-93 บาท เราจะต้องขายทิ้งในทันทีแบบไม่มีข้ออ้างและไม่มีการบ่น ซึ่งอันนี้นี่ล่ะที่ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่มักจะถูกอารมณ์ของตนเองเข้าครอบงำ

O’Neil ได้อธิบายถึงคนส่วนใหญ่ที่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องในระบบเทรดโดยเห็นว่า นักลงทุนที่ได้ซื้อหุ้นมาผิดพลาด พวกเขาจะทนขาดทุนไปเรื่อย ๆ โดยหวังว่าสักวันราคามันจะกลับมาเท่าทุนที่ซื้อแล้วจึงค่อยขายทิ้ง ซึ่งบ่อยครั้งที่หุ้นตัวนั้นมันจะตกลงไปและราคาไม่กลับมา ณ จุดเดิมอีกเลย แล้วนักลงทุนก็จะขาดทุนอย่างถาวรในท้ายที่สุด

วิธีลงทุนของ O’Neil ในเรื่องระบบเทรดมีจุดขาดทุนหรือจุดขายทำกำไรก็มีเหตุผลในตัวมัน นักลงทุนต่อให้เซียนเหยียบเมฆขนาดไหนก็มีการลงทุนที่ผิดพลาดกันได้ คำพูดของนักลงทุนชั้นเอกหลายท่านก็คือ การทำกำไรในระยะยาวคุณจะต้องถูกอย่างน้อย 4 ใน 10 ครั้ง นั่นเป็นการเพียงพอแล้ว หากแต่สำคัญที่ว่า “เวลาขาดทุนจะต้องขาดทุนนิดหน่อยแต่เวลาได้กำไรต้องได้กำไรก้อนใหญ่มโหฬาร

วิธีการตัดขาดทุนจึงเป็นวิธีในการรักษาไว้ซึ่งเงินต้น และต้องเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้ซื้อหุ้นมั่ว ๆ ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วพอขาดทุน -7% ก็ขายทิ้ง หุ้นที่จะซื้อเข้ามาต้องผ่านตะแกรงการคัดหุ้นชั้นดีแล้ว แต่แม้ร่อนผ่านตะแกรงการคัดมาดีแค่ไหนก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าเลือกมา 5 ตัวแล้วถูกต้อง 2 ตัวแต่ทั้งสองตัวนั้นได้กำไรราคาทะยานขึ้น 2 เท่า แม้อีก 3 ตัวจะขาดทุนและถูกตัดทิ้งที่ราคา -7% ทั้งหมด ก็ยังถือได้ว่าในภาพรวมนั้นถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ อยู่

O’Niel ได้แนะนำนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนกองทุนรวมด้วย (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง) โดยในหนังสือ Canslim พูดถึงความผิดพลาด 5 อย่างของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่คนทำมากที่สุด ได้แก่

(1) ล้มเหลวที่จะอยู่เฉย ๆ และถือครองมันนาน ๆ (15-20 ปีขึ้นไป) — พูดง่าย ๆ คือ การขาดความอดทนและไร้ซึ่งวินัย

(2) ชอบซื้อกองทุนที่มีผลงานอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา — สถิติบอกเราว่าพวกนั้นจะตกไปท้าย ๆตาราง หรือทำผลตอบแทนไม่ดีในปีหรือสองปีถัดมา

(3) โดนผลกระทบจากข่าวระยะสั้นมากไป  — ชอบตกใจขายทิ้ง มีความเชื่อว่าตัวเองทำนายตลาดได้

(4) ชอบสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยเกินไป  — เพราะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ง่าย ๆ ในการซื้อถูกแล้วขายแพง ส่วนมากจะทุ่มซื้อตอนตลาดหุ้นแพง แล้วตัดใจหดหู่ขายมันถูก ๆ ตอนที่ตลาดหุ้นตกมาหนักแล้ว

(5) หมดความอดทนและเสียความมั่นใจเร็วเกินไป 

มีใครที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วทำแบบนี้บ้างเอ่ย? คุณเตรียมตัวที่จะได้ผลตอบแทนแย่ ๆในอนาคตหรือยัง? เพราะมันจะมาแน่นอน ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ ต้องรีบเปลี่ยนแนวทางลงทุนและแก้ไขพฤติกรรมครับ

เขาอธิบายว่า คนทุกคนควรมีบ้าน เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และต้องเป็นเจ้าของหุ้นโดยเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเอง หรือวิธีที่ง่ายกว่าคือซื้อกองทุนรวม หากแต่จะต้องลงทุนระยะยาว โดยคำถามที่ว่าลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจะต้องนานเแค่ไหน ตอบได้เลยว่าต้อง 15-20 ปีขึ้นไป ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำผิดพลาดในการลงทุนกองทุนหุ้น เนื่องจากนักลงทุนได้สร้างความล้มเหลวจากการที่ไม่สามารถจะอยู่เฉย ๆ และถือครองกองทุนหุ้นได้นาน ๆ

กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มันแย่สำหรับคนหลายคนเพราะพวกเขาจัดการมันไม่ดี

คำแนะนำที่เรียบง่ายก็คือ “ซื้อแล้วก็นั่งลง” เนื่องจากการซื้อกองทุนรวมหุ้น คุณจะต้องอยู่กับมันไปอีก 10-20 ปี คุณถึงจะได้เงินมหาศาลจากการถือครองมัน การนั่งเฉย ๆ ผ่านตลาดหุ้นที่ผันผวน หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยไม่ต้องไปทำอะไรมาก จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เหตุผลประกอบของเขาก็คือ กองทุนรวมจะประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัว อาจจะถึง 100 ตัว ซึ่งหุ้นที่เยอะขนาดนั้นก็คือ คุณกำลังซื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น หุ้นฟื้น กองทุนพวกนี้จะกลับมา แต่อย่างไรก็ดี O’Neil ชอบกองทุนหุ้นเติบโต เพราะหุ้นที่เติบโตมันจะกลับมาแล้วราคาสูงกว่าเดิม ซึ่งเขาแนะนำอีกว่า ถ้ากองทุนที่ซื้อมีการกระจายตัวของบริษัทที่เติบโตดี ๆ คุณควรจะซื้อเพิ่มด้วยซ้ำตอนที่ตลาดหุ้นมันตกหนัก ๆ

อีกเรื่องหนึ่งคือเขาบอกว่า นักลงทุนไม่เข้าใจระหว่าง หลักการลงทุนหุ้น กับ การลงทุนกองทุนหุ้น เพราะราคาของหุ้น 1 ตัวสามารถลงไปจนถึง 0 บาทได้ แต่กองทุนที่มีการถือหุ้นหลายตัวมันไม่สามารถตกลงไปหนักขนาดนั้น ดังนั้น เมื่อลงทุนกองทุนหุ้นแล้วให้พยายามนั่งเฉย ๆ อย่าไปคิดอะไรมากถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว ต้องมองข้ามความผันผวนระยะสั้นให้ได้ครับ

อนึ่ง ข้อควรระวังอีกอย่างที่ผมคิดได้เวลาอ่านหนังสือของนักลงทุนที่มีวิธีลงทุนแตกต่างกันไปจากวิธีที่คุณลงทุน อาทิ คุณเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม คุณเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่า หรือแม้กระทั่งอ่านในสายเดียวกัน เวลาอ่านหนังสือ เช่น ของ O’Neil ซึ่งมีหลักการต่างออกไป คุณจะต้องแม่นยำและเข้าใจในหลักการลงทุนของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะตีกันครับ แล้วระบบการลงทุนของคุณจะเสีย แต่ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คุณจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่เปิดโลกมุมมองการลงทุน ส่วนมากนักลงทุนแม้จะใช้วิธีต่างกัน ใช้เครื่องมือต่างกัน แต่ในลักษณะสำคัญเชิงพฤติกรรมการลงทุน เช่น ความมีวินัย ความพยายาม ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความอดทน ฯลฯ พวกนี้จะคล้ายกันครับ นักลงทุนควรจะสนใจที่ประเด็นตรงนี้มากกว่า

William J. O’Neil

quote-my-philosophy-is-that-all-stocks-are-bad-there-are-no-good-stocks-unless-they-go-up-william-o-neil-106-69-33
credit picture : http://www.azquotes.com/author/63079-William_O_Neil

หนังสือ CAN SLIM (How to make money in stocks) มีแปลไทยนะครับ เคยอ่านจบก็พบว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว คนที่น่าจะนำไปใช้ได้ดีคือนักลงทุนสายเทคนิคที่อ่านกราฟได้ แต่เบื้องหลังแนวคิดของผู้เขียน (William J. O’Neil) แฝงไปด้วยปัจจัยพื้นฐานแน่น และการเขียนมีสไตล์ อ่านแล้วค่อนข้างสนุกครับ ใครสนใจลองอ่านดูครับ ผมแนะนำเลย (ข้อระวังคือมีศัพท์เทคนิคการลงทุนเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะศัพท์เกี่ยวกับแนวกราฟ อ่านๆไปอาจสะดุดได้ครับ สำหรับมือใหม่)


วิธีลงทุนของเขาจะเน้นการดูชาร์ตอ่านกราฟแล้วก็ใช้สูตรหลักคือ
CANSLIM (7ตัวย่ออักษร) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของตลาด, แรงผลักของนักลงทุนสถาบัน, การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฯลฯ แต่ทัศนคติที่ผมชอบมากที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ปฏิเสธโชคดีในตลาดหุ้น “ไม่มีความสำเร็จข้ามคืนในการลงทุนแน่นอน” ใครที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นและรู้จักแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในนักลงทุนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีวินัยและไม่ใส่ใจกับการลงทุน ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับการซื้อขายและเข้ามาลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีหลักการ พวกเขามองว่าการลงทุนมีความเสี่ยงคล้ายๆการพนัน ซึ่งนั่นล่ะ เวลาผ่านไป นักลงทุนกลุ่มนี้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก

 

    ยกตัวอย่างวิธีลงทุนของเขาที่น่าสนใจอันหนึ่งของ O’Neil ที่เมื่อคัดหุ้นที่ลงทุนตามวิธีของเขาได้แล้ว เขาจะปล่อยให้มันวิ่งทำกำไรประมาณ 25% ขึ้นไปแล้วขายทิ้ง และมีระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ 7-8% ครับ คือถ้าเราใช้วิธีแบบเขา เวลาเราซื้อหุ้นมาในราคา 100 บาท ถ้าหุ้นตกเหลือ 92-93 บาท เราต้องขายทิ้งทันทีไม่มีข้ออ้าง! ไม่มีการบ่น ! ซึ่งอันนี้ล่ะที่ยากจริงๆ นักลงทุนชอบเอาอารมณ์เข้าไปเกี่ยวกับระบบเทรด เขาอธิบายเรื่องจริงในตลาดหุ้นเลยว่า นักลงทุนที่ซื้อหุ้นมาผิดพลาด พวกเขาจะทนถือขาดทุนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าสักวันถ้ามันเท่าทุนที่ซื้อมาจึงค่อยขายทิ้ง ซึ่งหลายครั้งที่มันจะตกลงไปและไม่กลับมาอีกเลยแล้วนักลงทุนก็จะขาดทุนกันถาวร

 

    วิธีที่เขาทำมีเหตุผลในตัวมันครับ นักลงทุนต่อให้เซียนเหยียบเมฆแค่ไหนก็ต้องมีการลงทุนที่พลาดกันได้ คำพูดของนักลงทุนชั้นเอกหลายท่านคือ การทำกำไรในตลาดหุ้นระยะยาวคุณต้องถูกอย่างน้อย 4 ใน 10 ครั้งก็เพียงพอแล้ว สำคัญที่ว่า “เวลาขาดทุนคุณขาดทุนน้อยนิดแต่เวลาได้กำไรคุณได้กำไรก้อนใหญ่มโหฬาร” วิธีตัดขาดทุนที่เขาทำจึงเป็นระบบรักษาเงินต้นไว้นั่นเอง ต้องเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้ซื้อมั่วๆหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วพอขาดทุน 7% ก็ขายทิ้งนะครับ หุ้นพวกนั้นต้องผ่านการคัดด้วยตะแกรงร่อนชั้นดีมาแล้ว เพียงแต่ว่าให้ร่อนมาดี การลงทุนมันก็มีพลาดบ้าง ถ้าเขาเลือกมา 5 ตัว ถูกแค่ 2 ตัวแต่ได้กำไรตัวละ 100% มันก็คุ้มแล้ว แม้อีก 3 ตัวตัดขาดทุนที่ 7% ทั้งหมด



O’Niel ก็ได้แนะนำนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนกองทุนรวมด้วย (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง) โดย
ในหนังสือ Canslim พูดถึงความผิดพลาด 5 อย่างของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่คนทำมากที่สุด

  1. ล้มเหลวที่จะอยู่เฉยๆและถือครองมันนานๆ (15-20 ปีขึ้นไป) — พูดง่ายๆคือขาดความอดทนและวินัย
  2. ชอบซื้อกองทุนที่มีผลงานอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา – สถิติบอกเราว่าพวกนั้นจะตกไปท้ายๆตารางหรือทำผลตอบแทนไม่ดีในปีหรือสองปีถัดมา
  3. โดนผลกระทบจากข่าวระยะสั้นมากไป – ชอบตกใจขายทิ้ง มีความเชื่อว่าตัวเองทำนายตลาดได้
  4. ชอบสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยเกินไป – เพราะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ง่ายๆในการซื้อถูกแล้วขายแพง ส่วนมากจะทุ่มซื้อตอนตลาดหุ้นแพง แล้วตัดใจหดหู่ขายมันถูกๆตอนตลาดหุ้นตก
  5. หมดความอดทนและเสียความมั่นใจเร็วเกินไป 

มีใครที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วทำแบบนี้บ้างเอ่ย? คุณเตรียมตัวที่จะได้ผลตอบแทนแย่ๆในอนาคตหรือยัง—เพราะมันจะได้มาแน่นอน ใครรู้ตัวว่าเป็นต้องรีบเปลี่ยนแนวทางลงทุนและแก้ไขพฤติกรรมครับ

 ลงทุนระยะยาวคือคำตอบสำหรับตลาดหุ้น ถามว่ายาวแค่ไหน ข้อแรกได้ตอบไว้แล้ว นั่นคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ทำผิดพลาดมากที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมหุ้น เนื่องจาก “ล้มเหลวที่จะอยู่เฉยๆและถือครองมันนานๆ” นานที่ว่า คือ 15-20 ปีขึ้นไปครับ

      ทั้งนี้ผมเจอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การลงทุนใน “กองทุนรวมหุ้น” โดยสรุปมาจากการตอบคำถามของ William O’Neil ในหนังสือ Market Wizards โดยผู้สัมภาษณ์ถามว่าการที่กองทุนรวมต้องถือหุ้นทุกช่วงเวลา แม้กระทั่งตอนที่หุ้นตกหนักๆ ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเป็นเรื่องที่แย่หรือไม่? โอนีลกลับตอบโดยอธิบายภาพรวมโดยสรุปว่า

กองทุนรวมเป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ยอดเยี่ยม”

คนทุกคนควรมีบ้าน เป็นเจ้าของอสังหาฯ และต้องเป็นเจ้าของหุ้น เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเอง หรือวิธีที่ง่ายกว่าก็คือซื้อกองทุนรวม กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มันแย่สำหรับนักลงทุนหลายๆคน เพระพวกเขาจัดการมันไม่ดี คำแนะนำของเขาเรียบง่ายมาก ซื้อแล้วก็นั่งลง”

เพราะการซื้อกองทุนรวมหุ้น คุณควรจะอยู่กับมันไปอีก 10-20 ปี คุณถึงจะได้เงินจำนวนมากจากการลงทุนในหุ้น นั่งเฉยๆผ่านตลาดหุ้นตกให้ได้โดยไม่ต้องไปทำอะไร เหตุผลประกอบของเขาคือ กองทุนรวมจะประกอบด้วยหุ้นหลายๆตัว อาจจะถึง 100 ตัว ซึ่งหุ้นที่เยอะขนาดนั้นก็คือคุณกำลังซื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น หุ้นฟื้น กองทุนพวกนี้จะกลับมา O’Neil ชอบกองทุนหุ้นเติบโต เพราะหุ้นที่เติบโตมันจะกลับมาแล้วราคาสูงกว่าเดิม เขาแนะนำอีกว่า ถ้ากองทุนที่ซื้อมีการกระจายตัวของบริษัทที่เติบโตดีๆ คุณควรจะซื้อเพิ่มด้วยซ้ำตอนที่มันตกหนักๆ


อีกเรื่องหนึ่งคือ เขาบอกว่า นักลงทุนไม่เข้าใจระหว่าง หลักการลงทุนหุ้นกับกองทุนหุ้น, หุ้น
1 ตัวสามารถลงไปจนถึง 0 บาทได้ แต่กองทุนที่มีการถือหุ้นหลายตัวมันไม่สามารถตกลงไปหนักขนาดนั้น ดังนั้นลงทุนกองทุนหุ้นแล้วให้นั่งเฉยๆ อย่าไปคิดอะไรมากถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว มองข้ามความผันผวนระยะสั้นให้ได้ครับ


ข้อควรระวังอีกอย่างที่ผมคิดได้เวลาอ่านหนังสือของนักลงทุนที่มีวิธีลงทุนแตกต่างกันไปจากวิธีที่คุณลงทุน อาทิ คุณเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม, คุณเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่าหรือแม้กระทั่งอ่านในสายเดียวกัน เวลาอ่านหนังสือเช่นของ O’Neil ซึ่งมีหลักการต่างออกไป คุณจะต้องแม่นยำและเข้าใจในหลักการลงทุนของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะตีกันครับ แล้วระบบการลงทุนของคุณจะเสีย แต่ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คุณจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่เปิดโลกมุมมองการลงทุนครับ ส่วนมากนักลงทุนแม้จะใช้วิธีต่างกัน ใช้เครื่องมือต่างกัน แต่ในลักษณะสำคัญเชิงพฤติกรรมการลงทุน เช่น ความมีวินัย ความพยายาม ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความอดทน ฯลฯ พวกนี้จะคล้ายกันครับ นักลงทุนควรจะสนใจที่ประเด็นตรงนี้มากกว่า