คลังเก็บป้ายกำกับ: Gurus

Becoming Warren Buffett

ก่อนหน้านี้ผมได้ดูสารคดีของ HBO ที่ชื่อ “Becoming Warren Buffett” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของนักลงทุนในตำนานของโลก คือ Warren Buffett (วอร์เรน บัฟเฟตต์) เลยอยากจะเขียนข้อคิดที่น่าสนใจเก็บไว้ครับ เพราะต้องถือว่าบัฟเฟตต์เป็นต้นแบบและผู้ให้ความรู้แก่ผมมาตั้งแต่เริ่มลงทุน ผมได้ซึบซัมหลักคิด วิธีการใช้ชีวิต ทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุนจากเขามากที่สุด และนำมาใช้ปฏิบัติในหลายด้านจนทุกวันนี้

I. ด้านการลงทุน

(1) หุ้นไม่รู้หรอกว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับมัน

เมื่อหุ้นไม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับมันและหุ้นก็ไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นเจ้าของมัน เพราะฉะนั้นอย่าใช้อารมณ์กับการลงทุน มันจะทำให้ผลลัพธ์จากการลงทุนไม่ดี ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอารมณ์กับการลงทุนมักจะเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เกิดจากความกลัวและความโลภ วิธีหนึ่งที่จะตัดปัญหาเรื่องอารมณ์ทิ้งไปก็คือ การใช้วินัย เช่น ใช้วิธีลงทุนแบบประจำ (DCA) ในการลงทุน

เมื่อใช้วินัยและความอดทนในการลงทุนระยะยาวแล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนย่อมมีสูงขึ้น ในทางกลับกัน การลงทุนระยะสั้นหรือการพยายามจับจังหวะเก็งกำไร ซื้อขายบ่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในการใช้อารมณ์กับการลงทุน เมื่ออารมณ์ได้เข้าครอบงำ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลก็จะหายไป เพราะนักลงทุนจะถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าทำให้ตัดสินใจลงทุนแบบผิดพลาดได้

บัฟเฟตต์จะใช้แนวคิดนี้กับการถือหุ้นรายบริษัทเป็นหลัก คือ ตัวบริษัทหรือตัวหุ้นนั้น มันไม่รู้ว่าใครถือครองมันครบ มันโตไปตามธุรกิจของมัน นักลงทุนบางคนมีอคติบางอย่างในการลงทุน เมื่อลงทุนไปแล้วจะรักหุ้นมาก แม้ผลประกอบการหรือโมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนไปหรือบริษัทไม่สามารถทำกำไรและแข่งขันได้ในตลาด นักลงทุนก็จะยังหน้ามืดถือมันอยู่ ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับนักลงทุนที่ถือกองทุนที่ไม่ดี คนเหล่านั้นมักจะไม่ยอมขายกองทุนที่ตนลงทุนผิดพลาดทิ้ง ยิ่งเป็นกองทุนที่ขาดทุนยิ่งไม่ยอมขาย อาจเรียกว่าเป็นการตัดกับดักอคติกลัวการสูญเสียอีกเด้งหนึ่งด้วย (Loss Aversion)

(2) สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำเงินคือ “เวลา”

คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดมาก แต่คุณจะต้องใจเย็น ๆ ในการลงทุนนั้นจะต้องใช้เวลา ต้องย้ำเสมอว่าคนทั่วไปควรรีบที่จะลงทุน โดยเฉพาะคนที่อายุน้อย ๆ อย่าหมิ่นเงินน้อย ลงทุนเดือนละ 500 หรือ 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนก่อนเพื่อฝึกวินัยและนำตัวเองไปสู่การฝึกฝนลงทุนในแนวทางที่ถูกต้อง การลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้คุณมีเวลาพอที่เงินจะเติบโตทบต้นนานขึ้น ยิ่งลงทุนได้ไวเท่าไหร่ เงินก้อนสุดท้ายในอนาคตยิ่งมีโอกาสทบทวีมหาศาล

ตามกฎ 72 ถ้าคุณทำผลตอบแทนระยะยาวได้ 10% ทบต้นต่อปี การที่ออมเงินได้ไวกว่าคนอื่นที่ลงทุนเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่ลงทุนช้าไปประมาณ 7 ปี คุณจะมีเงินมากกว่าคนนั้นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งเท่าตัวที่ว่าอาจจะหมายถึงเงินหลักล้านหรือร้อยล้านเลยทีเดียว

แม้บริบทหลักของคำพูดนี้จะเข้าใจได้ว่าบัฟเฟตต์หมายความอย่างกว้างโดยเฉพาะการลงทุนหุ้นรายตัว ซึ่งเมื่อผนวกคำสอนที่ว่า เวลาเป็นเพื่อนกับธุรกิจที่ดีแต่เป็นหายนะสำหรับธุรกิจที่แย่ หากแต่ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะหมายความรวมถึงเรื่องของดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เป็นประเด็นสำคัญด้วย

(3) ลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง

นักลงทุนควรลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง (circle of competence) อันนี้สำคัญนะครับ ลงทุนในสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของตัวเอง คือ ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมันจริง ๆ ถ้าเอามาเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมก็คือ คุณควรจะต้องเข้าใจวิธีที่สินทรัพย์ที่ลงทุนของกองทุนนั้นให้ผลตอบแทนคืออะไร แล้วก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องลงทุนเปรอะไปหมด ลงทุนทุกอย่าง ลงทุนกระจายความเสี่ยงแบบเบี้ยหัวแตก ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะต้องมีกองทุนทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งกองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ ทองคำ พันธบัตรขยะ น้ำมัน ฯลฯ

เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ เอาแค่ว่ากองทุนหุ้นทำไมต้องลงทุนระยะยาว และเราจะมีหลักลงทุนอย่างไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนหุ้น แค่นี้ผมว่าก็ครอบคลุมเกือบ 80% ของผลตอบแทนที่เราจะได้รับในอนาคตแล้วครับ


II. การใช้ชีวิต

(1) เขียนภาพชีวิตที่คุณอยากเป็น

บัฟเฟตต์บอกว่า “มันคงจะบ้ามากที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนภาพที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะมอง” เราควรรักในสิ่งที่เราทำและใช้ชีวิตตามความฝันและภาพชีวิตที่คุณวาดไว้ ทำงานที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก ใช้ชีวิตแวดล้อมกับคนที่เราอยากอยู่ด้วย บัฟเฟตต์จะถามว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตกับอะไรที่เราไม่ชอบด้วยล่ะ? แล้วเขายังแนะนำด้วยว่า ถ้าจะคิดจะฝันก็ต้องฝันให้สุด ๆ ไปเลย แล้วลงมือทำซะ

(2) ประเมินตนเอง

ในสารคดีนี้ ชาร์ลี มังเกอร์อธิบายว่า บัฟเฟตต์เป็นคนที่ชอบประเมินตนเองอย่างหนักหน่วง เราควรจะต้องเป็นคนที่ประเมินตนเองในอดีตเพื่อที่จะได้รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรบ้าง การประเมินตนเองทำให้เราต้องประเมินความผิดพลาด ต้องรู้ให้ได้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง เมื่อเรารู้ แก้ไข และหาทางป้องกัน เราจะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต

(3) จงมุ่งเน้น

บัฟเฟตต์บอกว่า “FOCUS” เป็นคำที่แรงมากในชีวิตและตัวของเขา ถ้าเขาสนใจอะไรมาก ๆ เขาจะอ่านมัน จะไปคุยกับคนที่รู้ และพยายามอย่างหนัก (work-hard) เพื่อจะให้รู้เรื่องนั้นให้ดีให้ได้ อย่างเช่นเวลาบัฟเฟตต์จะซื้อบริษัทอะไร บัฟเฟตต์ก็จะอ่านรายงานประจำย้อนหลังไปเยอะมาก แล้วเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ซื้อหุ้นนะครับ เขาทำมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ พอโฟกัสกับการลงทุนอย่างเดียว ทำให้เขารอบรู้เรื่องของธุรกิจต่าง ๆ อย่างมาก เลยทำให้ในช่วงเวลาต่อมาเวลาตัดสินใจทำอะไร บัฟเฟตต์จะทำได้ไว เพราะมีฐานข้อมูลพร้อมตัดสินใจในหัว

นอกจากนี้บัฟเฟตต์ยังแนะนำอีกว่า ถ้าคุณพยายามตีเป็นพันครั้ง คุณจะไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณตีเน้น ๆ ไม่กี่ครั้งคุณจะเปลี่ยนอะไรได้มหาศาล! นอกจากหลักคิดนี้จะใช้ในเรื่องการลงทุนส่วนตัวของบัฟเฟตต์แล้ว เรื่องโฟกัสหรือมุ่งเน้นยังเป็นสิ่งที่ชีวิตของบัฟเฟตต์แสดงให้เห็นว่า คนที่โฟกัสและทุ่มเทในอะไรสักอย่างมาทั้งชีวิต เขามีโอกาสที่จะเป็นตำนานได้เลยทีเดียว

(4) รักการอ่าน

บัฟเฟตต์เป็นคนที่อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 5-6 ชั่วโมง แล้วก็ชอบนั่งเฉย ๆ เพื่อคิด แม้จะดูเสียเวลา แต่บัฟเฟตต์บอกว่ามันมีความสสุขมากที่ได้คิดเรื่องของธุรกิจและการลงทุน เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันจึงถูกใช้ไปในการอ่านและคิด ซึ่งเขาทำแบบนี้มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยแนะนำนักศึกษาว่า ถ้าอยากจะให้ความรู้ทบต้น จงพยายามอ่านให้ได้ทุกวันอย่างน้อย 500 หน้าเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ หนังสือ รายงานประจำปี เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเงิน แล้วต่อไปคุณจะเก่งมาก ๆ

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายแง่คิดที่สำคัญครับแต่ไม่ได้เลือกมาเขียน เช่น การที่ไม่มีหนี้ในชีวิต การมีชื่อเสียงที่ดีจะเป็นประโยชน์มากในชีวิต ฯลฯ แนะนำให้ดูตัวเต็มจะมีประโยชน์มากครับ 😍

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ กองทุนดัชนี : ข้อคิดจากรายงานผู้ถือหุ้น – 2017

ผมได้อ่านรายงานที่ Warren Buffett เขียนถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2017 (งบปี 2016) ของ Berkshire Hathaway ปีนี้เขาอุทิศเกือบ 5 หน้าวิพากษ์อุตสาหกรรมการเงิน โดยเฉพาะเหล่ากองทุนรวมทั้งหลายที่คิดค่าใช้จ่ายสูง ๆ โดยเริ่มเล่าจาก เกมเดิมพันการกุศลที่เริ่มขึ้นในปี 2008 โดยบัฟเฟตต์เชื่อมั่นว่า พวกผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่ใช้วิธีการลงทุนเชิงรุก เช่น กองทุนแบบบริหาร (active funds) ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมมหาศาล (the massive fees levied by a variety of “helpers”) จะสร้างผลตอบแทนที่แย่มาก ๆ ให้กับนักลงทุนที่เป็นลูกค้า และทำผลตอบแทนได้แพ้กองทุนดัชนีที่คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (low-cost index fund)

โดยบัฟเฟตต์ได้ผู้ท้าชนรับคำท้าเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge funds) ที่ชื่อ Protégé ซึ่งใช้วิธีลงทุนแบบ funds-of-funds โดยเลือกลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่เป็น funds-of-funds เป็นจำนวน 5 กอง โดย Protégé คัดเลือกลงทุนในกองทุน 5 กอง ซึ่งกองทุนเหล่านั้นลงทุนแบบ funds-of-funds ก็จะไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ อีกหลายกองเพื่อลงทุนต่ออีกที ลองนึกภาพ funds-of-funds ก็คือ การที่เราเอาเงินไปลงทุนในกองทุน A แล้วกองทุน A ก็เอาเงินเราไปเลือกลงทุนในกองทุนที่เขาคิดว่าจะให้ผลตอบแทนดี อาจจะแบ่งไปลงทุนในกองทุน B C E F G… ส่วนบัฟเฟตต์เลือกลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 Index ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ แค่ 0.05-0.10% ต่อปี

เวลาผ่านไปเป็นเวลา 9 ปี (2008-2016) กองทุนดัชนี S&P500 ของบัฟเฟตต์ทำเงินเติบโตได้ถึง 85.4% ชนะกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ Protégé เลือกหมดเลย โดยผลตอบแทนของกองทุนดัชนีที่ 85.4% เป็นตัวเลขที่สูงกว่ากองทุนที่ Protégé เลือก ซึ่งกองทุนเหล่านั้นได้ผลตอบแทนแค่ 62.8, 28.3, 8.7, 7.5 และ 8.7% เท่านั้นเอง ทำให้เงิน $1,000,000 ที่ลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นให้ผลตอบแทนทบต้นที่ 2.2% ต่อปี หรือเงินจะเพิ่มขึ้นมาประมาณ $220,000 แต่ในขณะเดียวกัน เงินที่ลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินถึง $854,000

บัฟเฟตต์ให้ข้อสังเกตว่า กองทุนเหล่านี้อาจจะมีผู้จัดการกองทุนที่เก่งและมีความสามารถ หากแต่ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล (huge fees) จะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจนหมด ลงเอยด้วยการที่ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้รวยมาก แต่นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ห่วยมาก

บัฟเฟตต์ให้ลองนึกภาพ ตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนฉลาด ๆ เก่ง ๆ เต็มไปหมด เป็นนักลงทุนเชิงรุก (active investors) ในขณะที่จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มเป็นนักลงทุนเชิงรับ (passive investors) ซึ่งนักลงทุนกลุ่มแรกจะมีมากกว่า นักลงทุนกลุ่มหลังมีน้อยกว่าและหวังผลตอบแทนแค่เพียงค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ผลลัพธ์โดยรวมของนักลงทุนเชิงรุกย่อมถูกค่าใช้จ่ายกัดกิน จนได้ผลตอบแทนต่ำกว่านักลงทุนเชิงรับ ฝีมือของนักลงทุนเชิงรุกไม่สามารถก้าวข้ามค่าใช้จ่ายไปได้

เพราะฉะนั้น บัฟเฟตต์จึงแนะนำว่า นักลงทุนโดยทั่วไปจะทำผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นได้ดีกว่ามาก ถ้าลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทนที่จะไปลงทุนในกองทุนเชิงรุก โดยเฉพาะกองทุนแบบ funds of funds ซึ่งบัฟเฟตต์เชื่อว่า กลุ่มของนักลงทุนที่ไม่ทำอะไรเลย (do-nothing investors — คือลงทุนในกองทุนดัชนีแล้วถือไปเรื่อย ๆ) จะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ มีย่อหน้าหนึ่งที่น่าสนใจคือ บัฟเฟตต์อธิบายเพิ่มให้ว่า แน่ล่ะ มันต้องมีนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้วในระยะยาว แต่บัฟเฟตต์ระบุได้ประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้นที่จะมีความสามารถแบบนี้ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทั้งรายใหญ่รายเล็กควรยึดอยู่กับการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (“Both large and small investors should stick with low-cost index fund”)

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังได้เล่าเรื่องน่าสนใจให้ฟังอีกว่า หลายต่อหลายปี เขาจะถูกถามจากคนอื่น ๆ เรื่องวิธีลงทุน ซึ่ง บัฟเฟตต์จะแนะนำเป็นประจำว่า ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (เขายกตัวอย่าง กองทุนดัชนี S&P500 Index) ซึ่งก็มีบางคนเชื่อตามคำแนะนำนี้ หากแต่ไม่มีนักลงทุนประเภทที่รวยมาก ๆ เช่น นักลงทุนรายบุคคลที่มีเงินลงทุนเยอะ ๆ นักลงทุนสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ ที่เลือกจะทำตามคำแนะนำของเขา พวกเขาจะบอกว่า ขอบคุณ แล้วก็เดินตามเสียงเพรียกมรณะไป (บัฟเฟตต์เปรียบกับ siren song ของนางเงือก)

เสียงเรียกที่ Buffett เรียกว่าเสียงเพรียกมรณะนั้นมาจากเสียงของค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือในหลายครั้งก็คือการเรียกหาผู้แนะนำการลงทุนที่ขยันให้คำแนะนำแก่เราว่าจงซื้อ ๆ ขาย ๆ กองทุนรัว ๆ (hyper-helper consultant) โดยคำแนะนำจะมาในรูปของการลงทุนแบบแฟชั่น หาสไตล์จับจังหวะลงทุน หาคำทำนายหรือแนวโน้มเศรษฐกิจ มาให้เราซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นไปมา

เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า นักลงทุนเหล่านี้มีเงินลงทุนจำนวนมาก เป็น the financial “elites” อยากได้บริการการลงทุนหรือคำแนะนำซื้อขายที่มันดูหรูหราพิเศษ ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่คำกล่าวที่ว่า

“เมื่อคนที่มีเงิน ได้เจอคนที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ คนที่มีประสบการณ์จะจบลงด้วยการได้เงินไป ส่วนคนที่มีเงินจะต้องเสียเงินไปและได้รับประสบการณ์ (แย่ ๆ) กลับมาแทน”

โดยสรุป คำแนะนำสุดท้ายของบัฟเฟตต์ได้เตือนให้เราระวัง 4 ตัวอักษร คือ -fees- (ถ้าเป็นภาษาไทยก็อาจจะเป็น 3 คำ คือ -ค่าใช้จ่าย- หรือ – ค่าธรรมเนียม- ที่ต้องระวังให้ดีก็เพราะว่า

“ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล”

Poor investment performance accompanied by huge fees. —Warren Buffett

นักลงทุนอาจจะสงสัยว่าแล้ว กองทุนที่ลงทุนในกองทุนอื่น ๆ หลายกอง (funds of funds) ในประเทศไทยมีไหม ตอบเลยครับว่า มี! แล้วก็ลักษณะคล้าย ๆ กันนี่ล่ะ คือ กองทุนพวกนี้จะเอาเงินไปลงทุนในกองทุนอื่นอีกหลาย ๆ กอง ที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุนประเภทที่เอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศครับ ซึ่งอย่างบางกองทุนก็เอาเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศหลาย ๆ กอง โดยพวกเขาก็จะโปรยคำเชื่อมั่นว่า พวกเขามีความสามารถในการ “คัด” และสามารถ “เลือก” กองทุนที่เป็นผู้ชนะ หรือสามารถ “สลับ-สับ-เปลี่ยน” ไปยังกองทุนอื่น ๆ ที่มีความสามารถดีกว่าได้ และสามารถ “จับจังหวะ” ลงทุนได้ด้วย

กองทุนพวกนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ และเป็นค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน เช่น คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี (annual management fees) ให้กับกองทุนแม่ในไทย สมมติปีละ 1.5% บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมแล้วอาจจะตก 2% ต่อปี แล้วยังต้องไปเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บจากกองทุนที่กองทุนแม่ในไทยไปลงทุนอีก สมมติอีก 2% เท่ากับว่า นักลงทุนเสียค่าใช้จ่าย หรือในมุมกลับ เสียเงินเสียผลตอบแทนไปแล้ว 4% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายระดับนี้ นักลงทุนหวังผลตอบแทนสูง ๆ แบบชนะตลาดหุ้นหรือดัชนีชี้วัดยากครับ เอาแค่ไม่ให้ผลตอบแทนแพ้ตลาดแบบหลุดรุ่ยก็น่าจะต้องเชียร์จนหืดจับแล้ว


บทความแนะนำ

(1) กองทุนดัชนี (index funds)

(2) รวมคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนดัชนี

(3) กองทุนดัชนีในประเทศไทย

ปัญหาของ Magic Formula และ Back-Testing

เรื่องพวก Magic Formula หรือระบบการลงทุนที่เราอาจจะใช้อัตราส่วนทางการเงินบางอย่างเลือกหุ้น เช่น ค่า P/E – P/B – Dividend yield – ROA – ROE มาเลือกหุ้นถือครอง

อันที่จริงผมเคยอ่านหนังสือของ Joel Greenblatt เจ้าตำรับสูตรลับพวกนี้มานานมาก ในหนังสือก็จะโชว์ผลตอบแทนทบต้นระดับ 20-40% ต่อปีกันเลยทีเดียว งานวิจัยในไทยบางชิ้นก็สอดรับไปในทางนั้น

คำถามคือแล้วทำไมนักลงทุนถึงไม่ลงทุนตามนั้นกันล่ะ?

อันนี้เป็นการทดสอบส่วนตัวนะครับ ผมเคยนั่งลองทำลองดึงข้อมูลโดยใช้เกณฑ์เลือกหุ้นที่ P/E ต่ำสุด P/B ต่ำสุดมานั่งทดสอบย้อนหลัง เหมือนจะเคยโพสไปทีหนึ่ง มีปรับสูตรหลายแบบดู เช่น P/E ต่ำสุดแต่ห้ามต่ำกว่า 5 หรือใช้หุ้น 10 ตัวกับใช้หุ้น 15 ตัว

ผลลัพธ์ก็คือ บางวิธีให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก ดีใจ ใช่แล้ว ผมว่าเออ มันมีจริง ๆ สูตรแบบนี้ไม่ยากด้วย แต่นั่นคือ บน excel แบบจำลองบนกระดาษ เพราะพอมาทำจริง คุณจะพบปัญหามากมาย

สมมตินะ เราคำนวณ ณ สิ้นปี 31 ธันวาคมเท่ากับวันแรกในปีถัดไป เราก็จะต้องซื้อบนโมเดลหุ้นที่เราคำนวณได้ ซึ่งเรื่องจริงนั้น หุ้น (ส่วนใหญ่) ที่เข้าตามสูตรอาจจะมีสภาพคล่องที่ต่ำ เช่น วันหนึ่งซื้อขายกันนิดเดียวไม่มีคนขายให้ บางทีก็โดนไล่ราคา พอโดนไล่ราคา ค่าต่าง ๆ ตามสูตรก็เพี้ยน ถ้าซื้อไม่ได้ในวันนั้นค่าต่าง ๆ ก็เปลี่ยน เพราะหุ้นบางตัวอาจจะราคาทะยาน

เจ้าปัญหาข้างบนนี้นี้เป็นปัญหาสำคัญที่ผมเรียกว่า Liquidity Error คือทำจริงแล้วเจอปัญหาหุ้นบางตัวซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้นกรณีแบบเงินเยอะ ๆ หลัก 10 ล้านขึ้นแล้วจะทำแบบนี้ทำได้ยากมาก ๆ ครับ

สูตรใดหรือสูตรที่แท้จริง

นักลงทุนบุคคลธรรมดาอาจจะไม่สามารถมาเสียเวลานั่งทำแบบนี้ได้ เอาแค่เลือกสูตรว่าจะใช้ P/E – P/B – ROA หรือ ROE หรือจะผสมกันดีก็งงล่ะ แล้วนักลงทุนจะต้องเชื่อมั่นอย่างมากด้วย เพราะมันมีปีที่แพ้ตลาดหลุดรุ่ย และอาจจะแพ้ติด ๆ กันหลายปี ความเชื่อมั่นก็เป็นต้นทุนอย่างหนึ่ง เกิดไปเลิกก่อนที่สูตรจะมีผลลัพธ์ที่ดีก็จะมีปัญหา และนักลงทุนต้องคุมจิตใจให้ดี เพราะสูตรพวกนี้มันทำให้บางทีนักลงทุนที่ลงทุนมาสักพักรู้จักหุ้นพอสมควร จะกระอักกระอ่วนใจที่จะซื้อ ก็จะเกิดปัญหา แหกสูตร

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เกิดไปเจอหุ้นที่เป็น Commodity ขายสินค้าโภคภัณฑ์ แล้วปีนั้นกำไรมันสูง ทำให้ค่าอัตราส่วน P/E ต่ำมาก แต่นักลงทุนที่สมมติยึดหลัก VI ในการลงทุน นักลงทุนจะเห็นว่ามันไม่โอเค แต่ถ้ามันอยู่ในสูตร นักลงทุนจะทำอย่างไร จะเชื่อสูตรหรือเชื่อตัวเอง นักลงทุนบางท่านก็กลัวว่ากำไรมันผิดปกติ ก็เลยไม่ซื้อ แต่นี่ล่ะครับ

ผลลัพธ์ของสูตรจริง ๆ มาจากการเข้าซื้อดื้อ ๆ หรือจริง ๆ มันมาจากการซื้อโดยที่ปรับปรุงสูตรกันแน่ ซึ่งกองทุนในต่างประเทศ แม้กระทั่งกองทุนที่ Greenblatt ลงทุนเองก็มีปรับสูตร คำถามคือ เราไม่รู้ว่าทำจริงแล้วต้องมีการปรับอะไรบ้างหรือไม่?

ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายเมื่อลงทุนจริง

อันต่อมาคือ งานวิจัยส่วนมากนั้นอยู่บนกระดาษ ผลตอบแทนที่ได้เป็น Gross Returns ยังไม่หักค่าใช้จ่าย ถ้านักลงทุนทำจริงนักลงทุนจะเจอค่าคอมค่านายหน้าซื้อหุ้น (รวมไปถึงอธิบายข้างบนเจอค่าใช้จ่ายต้นทุน bid-ask spread ส่วนต่างราคา หรือ market cost ต้นทุนสภาพคล่องตลาด)

ทำให้ผลตอบแทนสุทธิระยะยาวจริง ๆ (Net Returns) จากที่มันเหนือกว่า พอหักค่าใช้จ่ายแล้วผลตอบแทนก็อาจจะไม่ได้ดีไปกว่าตลาดหุ้น หรืออาจจะน้อยกว่าตลาดหุ้นก็ได้ ถ้าผลตอบแทนระยะยาวมันดีจริง ทำไมอุตสาหกรรมกองทุนรวมไม่มาใช้ระบบนี้ทั้งหมดไปเลย

ผลกระทบจากระยะเวลาที่เลือก

พูดถึงเรื่องนี้ก็ขอพูดถึงเรื่องของ Back-testing หรือการไปนั่งคุ้ย ๆ ข้อมูลมาทำโมเดลใน excel แล้วก็ค้นพบการลงทุนอันยิ่งใหญ่ (สมัยก่อนผมก็ชอบทำอะไรแบบนี้เหมือนกัน) แต่พออ่านหนังสือหลาย ๆ เล่ม กลับพบว่า การทำแบบนี้มันมันทำให้เกิดการค้นพบแบบเข้าใจผิด เช่น ผลลัพธ์ที่สุดยอดเกิดจากอคติด้านเวลา

สมมติคุณเลือกข้อมูลช่วงปี 2000-2015 คุณอาจจะพบว่าไอ้เจ้าสิ่งนี้มันลงทุนย้อนหลังแล้วดี แต่ถ้าเลือกเป็น 1995-2015 ผลตอบแทนอาจจะคนละม้วนเลยก็ได้ ในวงการก็มีเรื่องแบบนี้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น ยูจีน ฟามา เคยค้นพบว่า การลงทุนในหุ้นที่มีค่า P/B หรือมูลค่าทางบัญชีต่ำ ๆ จะทำให้ชนะตลาดได้ ก็ฮือฮากันไปพักหนึ่ง (ช่วง 1970s) พอถึงยุคหลัง ๆ หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy Siegel ลองทำตรวจสอบพบว่ามันเป็นวิธีการลงทุนที่ไม่ชนะตลาดแล้ว

หรืออย่าง John Bogle ก็เคยดูกองทุนของตัวเอง กองหุ้น Value กับกองหุ้น Growth พอถึงจุดหนึ่งผลตอบแทนมันไม่หนีกัน เขาก็อธิบายว่า ช่วงยุคหนึ่งที่เป็นยุคทองของหุ้นคุณค่า ทำให้มันชนะตลาด paper งานวิจัยจึงได้รับอคติ (Bias) ตรงนั้นมา ทำให้ดูเหมือนหุ้นคุณค่าจะชนะหุ้นเติบโตในระยะยาว และเชื่อว่าต่อไปก็จะเป็นแบบนี้ แต่พอถึงยุคหนึ่งหุ้นเติบโตก็แซง แล้วมันก็สลับ ๆแบบนี้ไปมาจนมันไม่ต่างกัน (ลองอ่านบทความนี้ครับ -> “Reversion to the Mean” (RTM))

ข้อคิดเห็นบางประการ

สรุปแล้ว จงระวังการค้นพบอะไรบางอย่างจากตัวเลขที่ในระยะยาวมันอาจจะไม่ดีจริง ยิ่งถ้ามีค่าใช้จ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแล้ว อาจจะทำให้ผลตอบแทนมันแย่กว่าการถือกองทุนดัชนีแบบปกติเฉย ๆ จะเห็นว่า พักหลังผมก็ไม่ค่อยได้ทำวิจัยข้อมูลย้อนหลังอะไรหลาย ๆ อย่างแล้ว

อย่างกองทุนบริหารนี่ไม่เชื่อเลยว่าระยะยาว ๆ จริงแบบ 30-50 ปีข้างหน้า จะไปรู้ได้อย่างไรว่าใครจะเป็นที่หนึ่ง ข้อมูลย้อนหลังประเภทที่เชื่อถือได้และทำซ้ำ ๆ มาจริง ๆ หลากช่วงเวลาจนวางใจได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นที่อยู่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี ที่ตัวเลขมันจะวิ่งอยู่ในช่วงนี้

อีกหนึ่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ คือผลวิจัยที่ว่าในระยะยาว ยังไงผลตอบแทนของหุ้นก็สูงกว่าตราสารหนี้อย่างมาก รวมถึงการที่กองทุนบริหาร (active funds) ในระยะยาวส่วนใหญ่จะพ่ายแพ้ให้กับตลาดหุ้น และไม่ได้ทำผลตอบแทนสูงกว่าอย่างที่พยายามชวนเชื่อกัน เป็นต้น

อีกอย่างหนึ่งที่น่าเก็บไปคิดคือ ถ้าทำ Back-testing หรือใช้สูตรมหัศจรรย์ในการลงทุนได้ ทำไม Warren Buffett หรือนักลงทุนชั้นเอกหลายคนถึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีแบบนี้ในการลงทุน ทำไมถึงยังเป็นแฟนคลับเหนียวแน่นของกองทุนดัชนีแบบธรรมดา ๆ อย่างกองทุนดัชนี S&P500 ทั้ง ๆ ที่ผมก็คิดว่าเขาต้องอ่านหนังสือของกรีนเบลท์แน่ ๆ อันนี้ก็ชวนคิด

นอกจากนี้ นักการเงินหรือนักลงทุนหลายท่านก็ออกมาเตือนให้นักลงทุนทั่วไปหลีกเลี่ยงเรื่องสูตรมหัศจรรย์ (magic formula) เช่น Ken Fisher[1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009), 190.]

ข้อคิดเห็นเพิ่มเติม

พึงระวังอะไรพวกนี้ให้ดีครับ พยายามยึดอยู่กับความเรียบง่าย และอย่าไปทำอะไรให้มันยากพิสดารจนเกินไป ลงทุนเป็นเรื่องของนิสัยกับวินัยเป็นส่วนใหญ่ และถ้าทำมันได้ไว ลงทุนเร็วตั้งแต่อายุ 20 กว่า ๆ ลงทุนไปเรื่อย ๆ ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น ถือกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุด ระยะยาวผลตอบแทนมันน่าประทับใจอยู่แล้วครับ หาทางเพิ่มเงินลงทุนซะ ถ้าไม่จำเป็นหรือไม่เข้าใจมันจริง ๆ อย่าทำอะไรให้วุ่นวายจนเกินไป อาจจะเป็นเรื่องที่ดีกับนักลงทุนส่วนใหญ่ซะมากกว่า

Index Fund ดีไหม : รวมคำแนะนำเกี่ยวกับ กองทุนดัชนี

Index Fund หรือกองทุนดัชนี ถือว่าเป็นเครื่องมือในการลงทุน ที่บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียน และตำนานในวงการการเงินและการลงทุนหลายคนของโลกนั้น ให้คำแนะนำไปในทางเดียวกันว่า “กองทุนดัชนี” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมาก ๆ สำหรับนักลงทุนทั่วไป ซึ่งสามารถนำมาใช้กับการลงทุน กองทุนดัชนีในไทย ได้ด้วย

รวมคำแนะนำเกี่ยวกับ Index Fund

1. Warren Buffett

สำหรับกองทุนดัชนี (index fund) ดูวอร์เร็น บัฟเฟตต์ นักลงทุนในตำนานคนนี้จะเป็นแฟนตัวยงของมัน เพราะเขามักจะเป็นผู้ที่แนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่[1. Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.]

มีครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนี ทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ[1. Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.]

ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนัก ๆ ในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน”[1. If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.]

อย่างไรก็ดี ถ้าคุณสามารถสละเวลามาศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมงได้ ก็อาจจะลงทุนเอง แต่ถ้าไม่อาจทำแบบนี้ได้ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสมเป็นประจำในกองทุนดัชนี ซึ่งเป็นวิธีการลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์ (ลงทุนหุ้นหลายตัว) และด้านเวลา ซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน[1. If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.]

การลงทุนประจำในกองทุนดัชนี S&P500 ที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ลงทุนหนักครั้งเดียว ลงทุนไปเรื่อย ๆ ลืมมันไปซะแล้วก็กลับไปทำงาน[1. Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. Forget it and go back to work.]

ใน จดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่จะยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้แบ่งทรัพย์สินลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น และอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ [บัฟเฟตต์]เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้ จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูง ๆ”[1. My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.]

2. The Intelligent Investor by Benjamin Graham

ในหนังสือตำนานเล่มนี้มีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและการลงทุนแบบเชิงรับ (passive investment) ไว้หลัก ๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ

อันแรกคือส่วนที่บอกว่า “เนื่องจากต้นทุนที่สูงและพฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลาและไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”[1. Benjamin Graham, The Intelligent Investor : คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า, แปลโดยพรชัย รัตนนนทชัยสุข (กรุงเทพมหานคร: วิสดอมเวิร์ค เพลส, 2553), หน้า 355.]

และอีกส่วนที่ผมชอบมาก ๆ คือ “กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงบาบีคิวและคุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือการทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้นอย่างไม่ระย่อ  การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือนจะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย วอร์เรน บัฟเฟตต์เองก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”[2. เรื่องเดียวกัน, หน้า 357.]

3. John C. Bogle

จอห์น โบเกิล เป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างกองทุนดัชนีสำหรับนักลงทุนรายย่อยขึ้นมา ซึ่งโบเกิลเป็นผู้ที่อุทิศตนเชื่อมั่นในการลงทุนเชิงรับด้วยกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ อย่างมาก และเขาจะแนะนำนักลงทุนตลอดเวลาว่า นักลงทุนควรลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดี (broadly diversified) โดยเฉพาะกองทุนดัชนีที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีที่ถือครองหลักทรัพย์หรือหุ้นทั้งตลาด จะทำให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนเท่ากับผลตอบแทนระยะยาวที่ธุรกิจทั้งหมดทำได้[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 32.] และกองทุนดัชนีนั้นควรมีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ เพราะค่าใช้จ่ายที่ต่ำจะนำไปสู่ผลตอบแทนที่สูงขึ้น เนื่องจากค่าใช้จ่ายเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับอย่างมาก[1. John C. Bogle, Bogle On Mutual Funds: New Perspectives For The Intelligent Investor (Hoboken: Wiley, 2014), 179.]

โดยสรุปสั้น ๆ ก็คือ Bogle ได้แนะนำว่า สูตรแห่งชัยชนะสำหรับการลงทุนก็คือการถือครองหุ้นทั้งตลาดผ่านกองทุนดัชนี หลังจากนั้นไม่ต้องทำอะไรอีกเลยนอกจากถือครองและมีวินัยที่จะลงทุนถือครองกองทุนดัชนีเช่นว่าเรื่อย ๆ ตลอดไป (The winning formula for success in investing is owning the entire stock market through an index fund, and then doing nothing. Just stay the course.)[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 58.]

4. คำแนะนำอื่น ๆ เกี่ยวกับ Index Fund

ด้านล่างนี้คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนีครับ

William Bernstein

ในหนังสือของเขาที่ชื่อ The Intelligent Asset Allocator อธิบายว่า นักลงทุนสามารถหลีกเลี่ยงกลยุทธ์แห่งการเป็นผู้แพ้ได้ง่าย ๆ เพียงแค่ซื้อและถือครองกองทุนดัชนีที่ถือหุ้นทั้งตลาด ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากค่าใช้จ่ายที่ต่ำของกองทุนดัชนีนั้น[1. William J. Bernstein, The Intelligent Asset Allocator: How to Build Your Portfolio to Maximize Returns and Minimize Risk (New York: McGraw-Hill, 2017), 95.]

The Economist

นิตยสารการเงินและเศรษฐกิจชื่อดังฉบับนี้เคยแนะนำว่า การที่อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุน มันเป็นการให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … การลงทุนที่ดีกว่า คือ การลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะกองทุนดัชนีสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาด แต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)

Jack R. Meyer

อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 โดยชี้ให้เห็นประเด็นเกี่ยวกับผู้คนส่วนใหญ่ที่มักจะคิดว่า พวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาดหุ้นได้ แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี… นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทน[1. “Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. Investors should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 7.]

Burton G. Malkiel

ศาสตราจารย์มัลคีลเขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนี มีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไป ที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุน ซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมาก จนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง”[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 384.] หรือกล่าวโดยสรุปก็คือ “การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริง สำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้ โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใด ๆ เลย และยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”[1. ibid., 385.]

Charles T. Munger 

คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่า คือ เลิกจ่ายเงินแพง ๆ ให้ที่ปรึกษาทางการเงิน และลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อย ๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น[1. “The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 137.]

Peter Lynch

นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการก็เป็นผู้ที่เคยให้ความเห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำได้ดีและมีความมั่งคั่งกว่าหากลงทุนในกองทุนดัชนี[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), 184.] เช่น เขาเคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283% [ผู้จัดการกองทุน]ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี[1. “So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 87.]

นอกจากนี้ Lynch ยังให้ความเห็นไว้อีกว่า แทนที่จะมาเสียเวลานั่งเลือกกองทุนผู้ชนะที่มีน้อยนิด การซื้อทั้งกระดานไปเลย (ลงทุน index fund) น่าจะเป็นสิ่งดีกว่า[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 60.]

William J. Ruane 

เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่ว ๆ ไป … อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน” และยังให้คำแนะนำต่ออีกว่า สำหรับนักลงทุนรายย่อยแล้วให้นำเงินครึ่งหนึ่งของคุณไปลงทุนในกองทุนดัชนี[1. Warren Boroson, แกะรอยการลงทุน เลือกหุ้นอย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์: Pick Stocks Like Warren Buffett, แปลโดย ประภาคาร ภราดรภิบาล (กรุงเทพมหานคร: วิง มีเดีย, 2559), 190.]

Charles Schwab

Schwab เป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อมั่นในพลังของการลงทุนตามดัชนี (the power of indexing)[1. Bogle, Common Sense on Mutual Funds, 184.] โดยเขาเคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10, 15, 20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ?[1. “For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10, 15, 20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?” See Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 59.]

David Swensen

ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ควรลงทุนในกองทุนรวมที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี[1. “Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.” See ibid., 198.]

The Little Book of Bulletproof Investing 

หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า “จงลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ค่าคอมมิชชั่น ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว”[1. Den Stein & Phil DeMuth, The Little Book of Bulletproof Investing: Do’s and Don’ts to Protect Your Financial Life (Hoboken: Wiley, 2010), 66.]

The Little Book of Main Street Money 

หนังสือเล่มนี้ให้คำแนะนำไว้ว่า การลงทุนโดยพยายามเอาชนะตลาดมักจะนำไปสู่ความล้มเหลว สิ่งที่เราต้องการคือกลยุทธ์ที่ให้โอกาสในการประสบความสำเร็จ[ในการลงทุน] ซึ่ง “กองทุนดัชนี” ได้เสนอสิ่งที่เราต้องการ มันไม่พยายามเอาชนะตลาด และตรงกันข้าม มันซื้อหลักทรัพย์หรือหุ้นทุกตัวเพื่อพยายามเลียนแบบผลตอบแทนของตลาดแทนด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ในขณะที่นักลงทุนแบบเชิงรุก (active investors) ทำผลตอบแทนได้ห่างจากตลาดเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงลิบลิ่ว ผลก็คือ กองทุนดัชนีซึ่งธรรมดาไม่หรูและมีเป้าหมายมุ่งสู่ผลตอบแทนเฉลี่ย กลับกลายเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด[1. Jonathan Glements, The Little Book of Main Street Money: 21 Simple Truths that Help Real People Make Real Money (Hoboken: Wiley, 2009), 88.]

Richard A. Ferri 

เขาเขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผลดีที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม[1. “In the long run, index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.” See Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 23.]

Larry E. Swedroe

ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก ๆ[1. The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.]

Charles D. Ellis 

ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game ซึ่งสามารถสรุปหลักการย่อ ๆ ได้ว่า เกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[1. “…the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity, …, low cost, …, and superior returns…” See Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013), ix.] เนื่องจากการจะเอาชนะตลาดเป็นเรื่องที่ยากมากเมื่อคำนำถึงค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงมันและลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายโดยรวมต่ำ ๆ จะทำให้นักลงทุนเป็นผู้ชนะนักลงทุนอื่นกว่า 80% ในระยะยาว[1. ibid., 42.] และเขายังให้คำแนะนำร่วมกับ Malkiel ว่า นักลงทุนจะมีฐานะทางการเงินที่ดีในภายหน้าด้วยการลงทุนซื้อและถือครองกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำและมีการกระจายความเสี่ยงที่ดีอย่างกองทุนดัชนีที่ถือครองหุ้นทั้งตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 34.]

Ken Fisher

การลงทุนระยะยาวในหุ้นเป็น 1 ใน 10 เส้นทางที่ Fisher เห็นว่าสามารถนำไปสู่ความร่ำรวยได้ โดย Fisher แนะนำให้นักลงทุนพยายามเลี่ยงการลงทุนในกองทุนบริหารจัดการคัดเลือกหุ้น (active mutual funds) และใช้กลยุทธ์ลงทุนเชิงรับ (passive) แทน โดยทำการซื้อและลงทุนกองทุนดัชนีหรือกองทุน ETF ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำด้วย[1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009), 191.] ซึ่งจะทำผลตอบแทนได้สูงกว่าการลงทุนแบบ active[1. ibid., 192.]

สุดท้ายนี้ ขอจบบทความนี้โดยปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า “กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, xi.]

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย

กองทุนดัชนี กับคำแนะนำของกูรู

บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนรวมถึงกูรูและตำนานในวงการการเงินและการลงทุนของโลกนั้น มีหลายคนทีเดียวที่แนะนำว่า “กองทุนดัชนี” นั้น เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดีมากๆสำหรับนักลงทุนทั้งหลาย ลองมาดูกันครับ

  • Warren Buffett นักลงทุนในตำนานคนนี้จะแนะนำนักลงทุนทั่วไปเสมอว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการทุ่มเทเวลากับการลงทุน ตัวเลือกการลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนคือ “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” และนี่คือคำแนะนำที่ผมรวบรวมมาครับ

A) จากจดหมายถึงผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 1996 เขาเขียนไว้ว่า “นักลงทุนส่วนใหญ่ (ทั้งนักลงทุนสถาบันและรายย่อย) จะพบว่าวิธีที่ดีที่สุดในการลงทุนในหุ้นสามัญคือลงทุนผ่านกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ คนที่ลงทุนโดยใช้วิธีนี้จะมั่นใจได้ว่าผลตอบแทนสุทธิ(หลังหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายทั้งหมด) สูงกว่านักลงทุนมืออาชีพและผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่

““Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders

B) ครั้งหนึ่ง Buffett เคยให้คำแนะนำนักบาสที่ชื่อ LeBron James ว่า ควรลงทุนซื้อสะสมในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ถือครองมันไป 30-40 ปี ด้วยลักษณะของการถือครองกองทุนดัชนีทำให้เราได้ถือครองส่วนของธุรกิจสำคัญในประเทศ มีการกระจายความเสี่ยง และไม่มีอะไรให้ต้องกังวล เพราะในระยะยาว มูลค่าของมันควรจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.”

C) ในงานประชุมผู้ถือหุ้นเบิร์กเชียร์ปี 2004 บัฟเฟตต์เคยตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนว่า “ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนักๆในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน” ถ้าคุณสามารถสละเวลาลงศึกษาเรื่องลงทุนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 6-8 ชั่วโมง ก็ลงทุนเอง แต่ถ้าไม่ ก็ให้ลงทุนแบบซื้อสะสม (DCA) ในกองทุนดัชนี มันกระจายความเสี่ยงทั้งด้านสินทรัพย์(ลงทุนหุ้นหลายตัว)และเวลาซึ่งเป็นสองสิ่งสำคัญในการลงทุน

“If you invested in a very low cost index fund — where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years — you’ll do better than 90% of people who start investing at the same time.”

“If you like spending 6-8 hours per week working on investments, do it. If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.”

“Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time. I recommend John Bogle’s books — any investor in funds should read them. They have all you need to know. Vanguard. Reliable, low cost. If you’re not professional, you are thus an amateur. [F]orget it and go back to work.”

E) ในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นปี 2014 บัฟเฟตต์ได้พูดถึงพินัยกรรมในส่วนของตนที่ยกให้ภรรยาว่า “คำแนะนำแก่ทรัสตีเป็นคำแนะนำที่เรียบง่าย ให้(แบ่งทรัพย์สิน)ลงทุน 10% ในรูปของเงินสดโดยพักไว้ในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นและอีก 90% ของเงินที่เหลือให้ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น S&P500 ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมากๆ เชื่อว่าผลตอบแทนระยะยาวจากนโยบายลงทุนแบบนี้จะสูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับของนักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะกองทุนบำนาญ, นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายย่อย ผู้ซึ่งจ้างผู้จัดการกองทุนที่คิดค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายสูงๆ”

“My advice to the trustee couldn’t be more simple: Put 10% of the cash in short-term government bonds and 90% in a very low-cost S&P 500 index fund. (I suggest Vanguard’s.) I believe the trust’s long-term results from this policy will be superior to those attained by most investors — whether pension funds, institutions or individuals — who employ high-fee managers.”


  • The Intelligent Investor by Benjamin Graham

    ในหนังสือมีส่วนที่เขียนเกี่ยวกับกองทุนรวมดัชนีและนักลงทุนเชิงรับไว้หลักๆ 2 แห่งที่น่าสนใจ อันแรกคือส่วนที่บอกว่า

“เนื่องจากต้นทุน และ พฤติกรรมแย่ ๆ ของผู้จัดการกองทุน กองทุนส่วนใหญ่จึงไม่สามารถสร้างผลตอบแทนดี ๆ ให้แก่นักลงทุนได้ จะว่าไปแล้ว ผลตอบแทนสูง ๆ ไม่ได้ต่างอะไรไปจากปลาที่ไม่ได้ถูกแช่ไว้ในตู้เย็น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป ค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วของพวกเขาจะทำให้กองทุนส่วนใหญ่แพ้ดัชนีมากขึ้นเรื่อย ๆ .. ถ้าเป็นเช่นนั้น นักลงทุนผู้ชาญฉลาดควรจะทำอย่างไร ? .. ข้อแรก ต้องตระหนักไว้ว่า กองทุนดัชนี ซึ่งถือหุ้นทุกตัวในตลาดตลอดเวลา และ ไม่ได้แสร้งทำเป็นว่าสามารถคัดเลือกหุ้นที่ “ดีที่สุด” และ หลีกเลี่ยงหุ้น “ที่แย่ที่สุด” ได้  จะสามารถเอาชนะกองทุนรวมส่วนใหญ่ได้ในระยะยาว”

และส่วนข้างล่างนี้ที่ผมชอบมากๆ

“กองทุนดัชนีมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้น .. นั่นก็คือ พวกมันน่าเบื่อ .. คุณจะไม่สามารถไปงานเลี้ยงฉลองบาร์บีคิว และ คุยโม้ว่าคุณเป็นเจ้าของกองทุนรวมซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในประเทศได้ .. คุณจะคุยไม่ได้ว่าคุณชนะตลาด เพราะงานของกองทุนดัชนีก็คือ การทำผลงานให้ได้ในระดับเดียวกับตลาด .. ผู้จัดการกองทุนดัชนีของคุณจะไม่เสี่ยงเดิมพันกับกลุ่มอุตสาหกรรมที่พวกเขาคิดว่าน่าจะดูดีที่สุดในอนาคต  แต่กองทุนดัชนีจะถือครองหุ้นทุกตัว .. อย่างไรก็แล้วแต่ เมื่อเวลาผ่านไป ความได้เปรียบในเรื่องต้นทุนของกองทุนดัชนีจะเพิ่มพูนขึ้น  .. การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ .. ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย .. วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”


และนี่คือคำแนะนำประทับตราอีกมากมายให้กับกองทุนดัชนี

  • William Bernstein, ผู้เขียน The Four Pillars of Investing แนะนำว่า เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงปัญหาจากการกระจายความเสี่ยงไม่พอ-ซื้อและลงทุนในกองทุนดัชนีและถือครองหลักทรัพย์(หุ้น)ทั้งตลาด (Avoid the problem—buy a well-run index fund and own the whole market.)
  • The Economist of London, กล่าวว่า อุตสาหกรรมกองทุนรวมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมมหาศาลกับลูกค้าและนักลงทุนและให้สิทธิพิเศษในการสูญเสียเงินพ่วงไปด้วย … มันจะเป็นการลงทุนที่ดีกว่าถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี เพราะมันสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าตลาดแต่เรียกเก็บค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าอย่างมาก (It is better to invest in an indexed fund that promises a market return but with significantly lower fees.)¹
  • Jack R. Meyer, อดีตประธาน Harvard Management Company ให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Business Week 2004 ว่า ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าพวกเขาสามารถหาผู้จัดการกองทุนที่สามารถเอาชนะตลาด(หุ้น)ได้ แต่จริงๆแล้วพวกเขาคิดผิด พูดได้ว่า 85-90% ของผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนแพ้ดัชนี…นักลงทุนควรลงทุนแบบเรียบง่ายในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำๆแทน (Most people think they can find managers who can outperform, but most people are wrong. I will say that 85 to 90 percent of managers fail to match their benchmarks. [Investors] should simply have index funds to keep their fees low and their taxes down. No doubt about it.)
  • Burton G. Malkiel, เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ไว้ว่า “จากประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ที่ซื้อกองทุนดัชนีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลตอบแทนเหนือกว่าผู้ที่ซื้อกองทุนปกติทั่วไปที่มีการบริหารด้วยผู้จัดการกองทุนซึ่งคิดค่าที่ปรึกษาจำนวนมากและมีอัตราหมุนเวียนของหลักทรัพย์ในพอร์ตลงทุนสูงมากจนทำให้ผลตอบแทนของกองทุนลดลง … กล่าวโดยสรุป การลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นเป็นวิธีที่มีเหตุผลและใช้ได้จริงสำหรับการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของตลาดได้โดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆเลยและยังมีค่าใช้จ่ายที่น้อยมาก”
  • Charles T. Munger, คู่หูของบัฟเฟตต์ เคยพูดว่า ตัวเลือกที่ฉลาดกว่าคือเลิกจ่ายเงินแพงๆให้ที่ปรึกษาและลดการซื้อขายหรือหมุนเวียนกองทุนบ่อยๆ โดยเปลี่ยน[จากกองทุนบริหาร]มาลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (The wiser choice is to dispense with the consultants and reduce the investment turnover, by changing to indexed investment in equities.)¹
  • Peter Lynch, นักลงทุนตำนานคนหนึ่งของวงการ เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Barron’s ครั้งหนึ่งว่า “ในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ดัชนี The S&P 500 ให้ผลตอบแทนรวม 343.8% นั่นคือผลตอบแทนเกือบ 4 เด้ง ทว่ากองทุนรวมหุ้นโดยเฉลี่ยทำได้ 283%, [ผู้จัดการกองทุน] ผู้เชี่ยวชาญทำผลตอบแทนได้แย่ นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำผลตอบแทนได้ดีกว่ามากถ้าลงทุนในกองทุนดัชนี (So it’s getting worse, the deterioration by professionals is getting worse. The public would be better off in an index fund.)¹
  • William J. Ruane, เพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์และตอนที่บัฟเฟตต์หยุดลงทุนช่วงปี 1969 เขาก็แนะนำให้นักลงทุนไปลงทุนต่อในกองทุน Sequoia ของรูแอน ครั้งหนึ่งรูแอนเคยถูกถามความเห็นเกี่ยวกับกองทุนดัชนี เขาตอบว่า “กองทุนดัชนีน่าสนใจสำหรับคนทั่วๆไป อาจไม่ใช่แหล่งลงทุนที่ดีที่สุด แต่ถ้าหากคุณต้องการลงทุนในตลาดหุ้นโดยที่ไม่มีความรู้มากพอ กองทุนดัชนีก็จะเป็นทางเลือกที่ดีในการลงทุน”²
  • Charles Schwab, เคยตอบคำถามว่าทำไมนักลงทุนชอบลงทุนในกองทุนแบบบริหาร (manage funds) เขาตอบว่า มันคือความสนุก มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่อยากจะเลือกม้าที่ชนะ แต่สำหรับนักลงทุนทั่วไปแล้ว กองทุนดัชนีย่อมดีกว่า ทำนายได้ค่อนข้างแมนยำว่าอีก 10,15,20 ปีข้างหน้า คุณจะได้ผลตอบแทนอยู่ในลำดับสูงกว่าแปดสิบห้าจากร้อยคน แล้วทำไมคุณถึงจะไม่ลงทุนในกองทุนดัชนีล่ะ? (For the average person, I’m more of an indexer…The predictability is so high…For 10,15,20 years you’ll be in the 85th percentile of performance. Why would screw it up?”)¹
  • David Swensen, ประธานเจ้าหน้าที่หน้าลงทุนของ Yale University Endowment ให้คำแนะนำไว้ว่า ลงทุนใน[กองทุนรวม]ที่มีการหมุนเวียนซื้อขายหุ้นในพอร์ตต่ำ, กองทุนเชิงรับที่ลงทุนเลียนแบบดัชนี (Invest in low-turnover, passively managed index funds…and stay away from profit-driven investment management organizations.)¹
  • The Little book of Bulletproof Investing, ให้คำแนะนำว่าไว้ว่า “ลงทุนในกองทุนดัชนี จับตามองค่าธรรมเนียม, ค่าใช้จ่ายต่างๆ, ค่าคอมมิชชั่น, ภาษี และจงลงทุนโดยซื้อแล้วถือยาว” (Do Invest in passive index funds wherever possible. Do keep a close eye on fees, expenses, commissions and taxes. Do buy and hold!)
  • Richard A. Ferri, เขียนไว้ในหนังสือ All About Index Funds ว่า ในระยะยาว กองทุนดัชนีจะชนะกองทุนรวมบริหารส่วนใหญ่ ประโยชน์ของมันคือค่าใช้จ่ายที่ต่ำ และค่าใช้จ่ายที่ต่ำส่งผล[ดี]ที่สุดในการลงทุนกองทุนรวม (In the long run,index funds beat most active funds. The Index Funds advantage is low-cost, and low costs are critical in all mutual fund investing.)
  • Larry E. Swedroe, ในหนังสือ What Wall Street doesn’t want you to know แนะนำว่า กองทุนดัชนีเป็นตัวเลือกที่ดีอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลเพราะว่า มันให้ผลตอบแทนเท่ากับที่ตลาดทำได้ ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำมากๆ (The Index funds should be the preferred choice, the reason are that they deliver market returns, at very low costs.)
  • Charles D. Ellis, ผู้เขียนหนังสือสำคัญในวงการลงทุนเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า Winning the Loser’s Game สรุปว่าเกมแห่งการลงทุนคือเกมที่ง่ายต่อการเป็นผู้ชนะ ถ้าเข้าร่วมคลับการลงทุนแบบเชิงรับ ลงทุนในกองทุนดัชนี ที่มีความเรียบง่าย ค่าใช้จ่ายต่ำ และให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า[active funds], การพยายามเอาชนะตลาดคือเกมแห่งความพ่ายแพ้  (the market -matching strategy of investing in index funds, touting their simplicity,…, low cost, …, and superior returns. Trying to beat the market was a loser’s game.)

ปิดท้ายด้วยคำแนะนำของบุรุษผู้ก่อตั้งกองทุนดัชนีขึ้นมาเจ้าแรก John C. Bogle ที่ว่า

“The Best way to implement [winning] strategy is indeed simple: Buying a fund that hold this [the nation’s publicly held business at very low cost] market portfolio, and holding it forever.” —กลยุทธ์การลงทุนสำหรับผู้ชนะคือ ลงทุนถือหุ้นของธุรกิจส่วนใหญ่ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด และวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำแบบนี้แบบเรียบง่าย คือ ซื้อกองทุนดัชนีที่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดและถือมันไปตลอดกาล

โดยสรุปก็คือ พวกเขาเหล่านี้กำลังบอกเราว่า เกมของผู้ชนะ คือ การเลือกข้างลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำครับ


¹ อ้างอิงจากหนังสือ The Little book of Common Sense Investing, by John C. Bogle
² อ้างอิงจากหนังสือ Pick stocks like Warren Buffett, by Warren Boroson

บทความเกี่ยวเนื่อง — กองทุนดัชนีในไทย