การย้ายกองทุน และ การเปลี่ยนกองทุนรวม

การย้ายกองทุน และการเปลี่ยนกองทุน มักจะเกิดขึ้นเมื่อวันหนึ่งนักลงทุนรู้สึกหรือตัดสินใจได้ว่า เรามีเหตุผลสมควรที่จะต้องขายกองทุนเดิมทิ้ง และนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนใหม่

หากแต่ผมกลับพบว่า นักลงทุนหลายท่านกลับมีปัญหาหรือข้อวิตกกังวลหลายอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วมันเกิดจากอคติ (bias) จากผลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ซะมากกว่า เนื่องจากหากคิดอย่างละเอียดก็จะพบว่า มันไม่มีอะไรเลย

แล้วกรณีไหนบ้างที่มักจะเกิดการย้ายกองทุน หรือมีเหตุผลที่ทำให้เราควรย้ายกองทุน

1. การเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่าย

อันนี้ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่อาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่ายจนทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยหลักการลงทุนในกองทุนดัชนีแล้ว จะต้องเป็น “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” (และควรจะต่ำที่สุดด้วย) เรื่องจึงอาจเป็นได้ว่า เราถือกองทุนดัชนี A มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0.5% ต่อปี ซึ่งต่ำสุดในขณะนั้น แต่กองทุนดัชนีอีกเจ้า (กองทุน B) วันดีคืนดีก็ประกาศลดค่าใช้จ่ายจากเดิม 0.6% เหลือ 0.2% หรือ กอง A ที่เราลงทุนอยู่เองขึ้นค่าใช้จ่ายเป็น 0.9% ต่อปี แบบนี้ย่อมมีเหตุผลที่จะย้ายไปกองทุน B

จริง ๆ โดยปกติแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยสำคัญมักจะไม่ค่อยมีครับ มันก็จะเก็บเท่าเดิมกันนานมาก ปรับขึ้นนิดหน่อย ยกตัวอย่าง กองทุนดัชนีบางกองสมัยนึงก็เก็บค่าใช้จ่าย 0.4-0.5% มาราว 3-4 ปี แล้ววันนึงก็กระชากมาสู่ 0.7-0.8% การเพิ่มมาเกือบเท่าตัวแบบนี้ถือเป็นนัยสำคัญครับ แต่ถ้ามันไม่ได้ปรับเยอะอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรครับ สมมติ 0.5% เป็น 0.55% หรืออาจจะ 0.6% แบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรมาก ถ้าไม่สะดวกจริง ๆ ผมว่าจะไม่ย้ายก็ไม่ได้อะไร

หากแต่ถ้าค่าใช้จ่ายปรับจาก 0.4% เป็น 0.8% ต่อปีแบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงควรจะอยู่กองเดิมล่ะ? กรณีนี้อาจจะดูหยุมหยิมทำไมจะต้องย้าย ห่างกัน 0.3-0.5% มันอะไรขนาดนั้นเลยหรอ

ในระยะเวลาสั้น ๆ มันไม่ต่างครับ มันแทบจะไม่เห็นอะไร แต่ในระยะเวลายาว ๆ ในฐานะที่คุณเป็นนักลงทุนระยะยาว สมมติคุณจะต้องลงทุนไปอีก 20-40 ปี ลองดูกราฟนี้นะครับ สมมติผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 11% ต่อปี

11%gross

value50yrs

โดยสรุปก็คือในระยะยาว การแตกต่างกันแม้เพียงค่าใช้จ่าย 0.2-0.3% ต่อปี มูลค่าเงินที่เราจะได้รับจากการลงทุนทบต้นนั้นแตกต่างกันมากเมื่อเวลาถ่างออกไปนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่านไป 40 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่อยู่ในกองทุนที่หักค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี (ซึ่งจะมีผลตอบแทนสุทธิ = 10.5% ต่อปี) จะมีมูลค่าเงินเป็น 54.26 ล้านบาท ในขณะที่กองที่หักค่าใช้จ่าย 0.80% จะมีมูลค่าเงินเป็น 48.7 ล้านบาท เงินที่ต่างกันประมาณ 5.5 ล้านบาทก็คือเงินครับ แม้กระทั่ง 20 ปี เงินระหว่าง 7.37 ล้านบาท กับเงิน 6.98 ล้านบาท เงินที่หายไป 4 แสนบาท สำหรับผมก็เป็นเงินที่มีค่าเช่นกัน

และนี่เราวัดกันแค่ส่วนต่างเล็กน้อยของกองทุนดัชนีนะครับ นึกภาพความต่างของค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนแบบ Active funds ที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้น แต่ดันเสียค่าใช้จ่ายปีละ 2-3% สิครับ ว่ามูลค่าเงินมันจะถ่างมหาศาลขนาดไหน! ดูจากบทความนี้ก็ได้ครับ -> ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

2. ปัญหาของ การย้ายกองทุน

กลับมาที่ประเด็นการย้ายกองทุนต่อ จากข้างบนผมแสดงเหตุผลให้เห็นแล้วว่า พอมันมีการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงในกองทุนดัชนี ทำไมเราถึงควรย้าย คำถามต่อมาซึ่งนักลงทุนสงสัยมากว่า เราควรจะย้ายอย่างไร มีนักลงทุนหนึ่งท่าน ถามผมมาด้วยคำพูดด้านล่างนี้ และผมเห็นว่าเขาเข้าใจได้ถูกต้อง

“สอบถามเรื่องการย้ายกองจาก Set50-ก.ไก่ ไป Set50-ข.ไข่ คือ ตอนนี้มีเงินในกองทุน ก.ไก่ที่ dca ไว้ สี่หมื่นกว่าบาท คือ ถ้าผมขายย้ายกองมาลงทุนที่ ข.ไข่ เวลาซื้อครั้งแรกที่กองนี้ให้ซื้อเป็นก้อนครั้งเดียวสี่หมื่นกว่า ๆ ตามยอดเงินที่ขายออกมาถูกต้องมั้ยครับ? (เดิมซื้อประจำทุกวันที่ 25) ผมก็จะมาซื้อกอง ข.ไข่ ทุกวันที่ 25 เหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็นการ dca ต่อถูกต้องมั้ยครับ? (ซึ่งช่วงเวลาที่หายไประหว่างย้ายกองผมเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบมากต่อตัวเงิน)”

ประเด็นแรกคือ การเปลี่ยนกองพวก index funds แทบจะไม่น่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมเคลื่อนย้ายหนัก ๆ โดยปกติไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและรับซื้อคืนอยู่แล้ว หากใครไม่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนคืออะไร โปรดอ่านบทความนี้ก่อน *ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม*

และที่สำคัญนั้น เงินที่โยกไปก็คือเงินก้อนเดิมครับ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนมันก็เงินก้อนเดิม นักลงทุนลองขยับออกมาพิจารณาให้ละเอียด มองเงินเราเป็นเงินทั้งก้อนจะเห็นภาพ ลองนึกภาพตามครับ กองเก่าเราคือ กองทุนดัชนี SET กองใหม่ก็ SET แสดงว่า หุ้นที่ลงทุนทั้ง 2 กองเหมือนกัน ขึ้นลงเหมือนกัน (ต่างกันตรงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ) เท่ากับว่า เงินที่ถูกย้ายมาก็จะกลับไปลงทุนแบบเดิม มันก็คือเสมือนกองทุนเดิมนั่นล่ะ

นึกภาพตามผมนะครับ เรามีเงินในกองทุน A มูลค่า 100 บาท เราขายไปเราได้ 100 บาทไปลงทุนกองใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนแบบที่ลงทุนสภาพเดียวกับกองเดิม มันก็คือเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่าครับ แค่เรากดขายกองทุนเก่า อีก 2-3 วันได้เงินที่ขายมาก็ไปกดซื้อกองใหม่ มันคือเงินก้อนเดิมแท้ ๆ เลย

3. อคติใน การย้ายกองทุน

นักลงทุนบางท่านอาจจะถามว่า การย้ายกองสมมุติเงินก้อนใหญ่ เช่น 1,000,000 จะย้ายก้อนใหญ่ตูมเดียวหรือค่อย ๆ dca ย้าย ถ้า dca ย้ายควรแบ่งเป็นกี่ไม้กี่เดือนดีครับ หรือ นักลงทุนได้บอกว่า กลัวการออกจากราคาเฉลี่ยที่ได้มาจากการ DCA เดิม แล้วไปเข้ากองใหม่แบบทั้งก้อน ณ ราคาปัจจุบัน จะทำให้เกิดต้นทุนใหม่ที่แพงขึ้น และอาจไปเจอตลาดที่มีความเสี่ยงขาลงในอนาคต

ข้างบนนี้ทำให้ผมเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ปกติผมนึกว่าจะมีเฉพาะแต่กรณีขาดทุนแล้วนักลงทุนไม่ค่อยอยากขายกองทุน แต่นี่แม้กระทั่งกองทุนมีกำไร นักลงทุนก็ไม่อยากขายเช่นเดียวกันด้วย!

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า คำถามด้านบนถ้าลองพิจารณาดูแล้ว คิดไว ๆ มันก็จะไขว้เขวกันได้ ถ้าลองคิดแบบละเอียดมันจะเห็นภาพทะลุชัดเจน เช่น เดือนที่ (1) ผมซื้อกองทุน A ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ด้วยเงิน 1,000 บาท ผมจะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย พอเดือนที่ (2) ผมซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยละ 20 บาท จะได้ 50 หน่วย แต่ต้นทุนเฉลี่ยผมตอนนี้เป็น 13.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งผมจะมีมูลค่าเงินลงทุนในมือตอนนี้ 150*20 = 3,000 บาท แสดงว่าผมมีกำไร 3,000-2,000 = 1,000 บาท

มาดูการถูกตัวเลขหลอกกันครับ ผมพบว่ากองทุนเดิมค่าธรรมเนียมแพงเลยจะย้ายไปอีกกอง ผมบอกอยากเก็บกองทุนเดิมไว้เพราะเดี๋ยวต้นทุนกองใหม่แพง ก็เลยเก็บกองเดิมไว้ แต่ซื้อกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ สมมติราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เป็น 25 บาท เงิน 1,000 บาทจะซื้อได้ 40 หน่วย เท่ากับตอนนี้ผมมีหน่วยรวม 190 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 15.79 มูลค่าเงินกลายเป็น 4,750 บาท มีกำไร 1,750 บาท (4,750-3,000)

ex1

ไปขั้นต่อไปนะครับ สมมติว่า แล้วถ้าเราขายทั้งก้อนมาซื้อใหม่ในเดือนที่ 3 จะเกิดอะไรขึ้น ?

เงินจากการขายในเดือนที่ 3 ซึ่งราคาหน่วยเท่ากับ 25 บาท จะได้เงินมา 150 หน่วย * 25 บาทต่อหน่วย = 3,750 บาท + เงินที่จะซื้อในเดือนที่ 3 อีก 1,000 บาท เท่ากับเราเอาเงินไปซื้อกองทุนใหม่ด้วยเงิน 4,750 บาท จะได้หน่วยทั้งสิ้น 190 หน่วย มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ครับ คือเรามีเงินรวม 4,750 เหมือนการทำแบบย่อหน้าก่อน เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน!

และต้องไม่ลืมว่าต้นทุนเราตอนนี้ก็ 3,000 บาทเหมือนเดิม แต่ถือเงินมูลค่าที่โตขึ้นมากลายเป็น 4,750 ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าจะค้างในกองเดิม หรือจะย้ายทั้งทั้งก้อนมากองใหม่ก็ตาม กำไรมันก็เท่ากันอยู่ดี

ex2

เอาให้เห็นภาพอีก เป็นแบบตลาดขาลง ราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เหลือ 10 บาทเท่านั้น การที่เราค้างเงินไว้ในกองเก่า เงินกองเก่าจะเหลือมูลค่า 1,500 บาท แล้วเราซื้อ 1,000 บาท DCA เพิ่มในเดือนที่ (3) จะได้อีก 100 หน่วย รวมเราจะมีหน่วยทั้งสิ้น 250 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท (ราคาตอนเดือนที่ 3) เท่ากับเรามีจะมีเงินลงทุนมูลค่าเหลือ 2,500 บาท (นั่นคือขาดทุนไป -500 บาทเพราะต้นทุนเราตอนนี้คือ 3,000)

ex3

และแม้คุณจะขายทิ้งมารวมเงินซื้อในเดือนที่ (3) ซึ่งในเดือนที่ (2) ถ้าเราขาย 150 หน่วยออกมาก็จะได้เงิน 1,500 บวกกับเงินลงทุนเดือนใหม่อีก 1,000 = 2,500 บาท สังเกตไหมครับว่ามันก็คือเงินก้อนเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าจะย้ายไม่ย้าย สุดท้ายถ้าคุณยัง DCA เหมือนเดิม มันก็คือเงินก้อนเดิมที่จะขาดทุน -500 บาทอยู่ดี

ex4

คือตัวเลขในพอร์ตบางทีมันก็หลอก พอนักลงทุนคิดแยกบัญชีในใจ เห็นเงินก้อนเก่าเงินก้อนใหม่แยกกัน เงินก้อนเก่าต้นทุนต่ำ มีกำไรเหลือ นักลงทุนก็สบายใจ แต่เงินก้อนใหม่ขาดทุน นักลงทุนก็รู้สึกสบายใจอยู่ เพราะรู้สึกว่าเงินมันแยกกัน แต่ไม่ใช่ครับ! มันคือเงินเราทั้งคู่ มันคือเงินก้อนเดียวกัน! เวลาคิดคำนวณกำไรหรือขาดทุนต้องคิดจากเงินลงทุนของเราทุกก้อน

I. Mental accounting & Loss aversion

พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกว่า “การแยกบัญชีในใจ” (Mental accounting) นักลงทุนมีการจัดแบ่งเงินในใจออกเป็นบัญชีที่มองไม่เห็นในหัว และจะแยกมันออกจากกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของมนุษย์ที่มีเหตุผล มันจะไม่มีเหตุผลครับ

ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัว สมมตินักลงทุนมีหุ้น A หุ้น B หุ้น C นักลงทุนลงทุนซื้อหุ้นตัวละ 10,000 บาท เท่ากับนักลงทุนลงทุนไป 30,000 บาทถ้วน แต่สองตัวแรกมีกำไรตัวละ 3,000 บาท ตัวหลังสุดขาดทุน -7,000 บาท นักลงทุนจะถูกอคติทางการเงินนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจเพราะมีกำไรถึงสองตัว ตัวละ 3,000 จากเงิน 10,000 (+30% แหน่ะ!)

แต่ลองคิดดี ๆ มองทั้งพอร์ตสิครับ นักลงทุนขาดทุนต่างหาก เพราะเงินมูลค่าตอนนี้เหลือ 13,000+13,000+3,000 = 29,000 นักลงทุนขาดทุนไปหนึ่งพันบาทแล้วนะ และถ้าได้ศึกษากันต่อไปจะพบว่า นักลงทุนมักจะเด็ดดอกไม้และเก็บวัชพืชไว้ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรออก และเก็บหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้ เพราะว่า นักลงทุนโดนครอบงำจากอคติอีกตัวคือ ความกลัวการสูญเสีย (Loss aversion)

จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากขายกองทุนที่ตัวเองขาดทุน คือ มีความรู้สึกกันว่า รอเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันขึ้นค่อยขาย แม้จะเป็นกองทุนที่ไม่มีหวังว่ามันจะขึ้นก็เถอะ แม้จะลงทุนผิดไปแค่ไหนก็เถอะ ฉันรอได้นะ

แต่ในขณะที่กองทุนมีกำไร นักลงทุนจะรู้สึกว่ากำไรจะต้องเป็นเงินจริง นักลงทุนก็จะขายทิ้งออกมาเพราะกลัวสูญเสียกำไรก้อนนั้น แต่นั่นล่ะพอเป็นขาดทุน นักลงทุนจะรู้สึกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน (ในกรณีที่มันเป็นการลงทุนผิดแน่ ๆ แบบคุณต้องเปลี่ยนกองทุนนะ) การขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ขายก็ไม่ต้องเจ็บปวด

พฤติกรรมข้างบนนั้นดู ๆ แล้วมันก็แปลกดี ซึ่งมักจะเจอในกรณีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายกองทุนแบบที่สอง นั่นคือ (2) กรณีลงทุนกองทุนประเภท Active Funds แต่อยากย้ายไป Index Funds หลายท่านที่มักจะมีการลงทุนในกองทุนแบบบริหารมาก่อน แต่อาจจะค้นพบว่า หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดีหรือเหมาะสมกว่าจึงตัดสินใจย้ายเงินมาลงทุน แต่เงินก้อนเดิมดันอยู่ในกองทุนพวกบริหาร และส่วนใหญ่กองบริหารนั้นมักจะขาดทุนอยู่ซะด้วย

II. Loss aversion again!

จากประสบการณ์ส่วนตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บกองทุนที่ขาดทุนนั้นไว้ไปเรื่อย ๆ อยากจะผัดความรู้สึกที่ตนเลือกกองทุนที่ผิดพลาดออกไปให้นาน ๆ ซึ่งจากที่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างละเอียดในเคสข้างบนว่า เงินของนักลงทุนนั้นคือก้อนเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอเลย ถ้ามันลงทุนแบบไม่ถูกต้อง คุณก็ควรจะลงทุนอย่างถูกต้อง คือ ขายทิ้งออกมา แล้วไปลงทุนกองทุนที่ถูกต้องซะ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพอีกสักหน่อย สมมติเดือนที่ 1 นักลงทุนลงทุนในกองทุนบริหารเพราะเชื่อคำแนะนำจากในกลุ่ม Line เลยลงทุนไป 100,000 บาท เวลาผ่านไปมันขาดทุนเหลือ 60,000 บาท ถ้านักลงทุนตัดสินใจและมีความรู้ดีแล้ว เลยคิดจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนดัชนี แต่นักลงทุนโดนอคติทางการเงินครอบงำ มักจะลงเอยที่นักลงทุนค้างเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วลงทุนกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ เช่น ซื้อกองทุนดัชนีเพิ่มอีกกองที่ 100,000 บาท (โดยหวังในใจลึก ๆ ว่าเงินก้อนเก่าจะกลับมาเท่าทุนแล้วค่อยขาย)

แต่นั่นล่ะครับ ถ้ามองจากเงินทุกก้อนแบบทะลุ ไม่ว่าเงินจะลงทุนตรงไหน มันก็คือเงินของเราทั้งหมด นักลงทุนตอนนี้ลงทุนไปแล้ว 200,000 บาท และมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือที่ 160,000 นั่นคือขาดทุน -40,000 บาทอยู่ดี เงิน 60,000 ที่ย้ายออกมาลงทุน มันก็จะเติบโตในกองทุนดัชนีกองใหม่ของเรา

สมมติเรามองอนาคตได้ เราอาจจะพบว่า เงินกองเก่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าเงินกองเก่าจะเท่าเดิม แต่กองใหม่จะเป็น 120,000 บาท (กำไร +20%) แต่สุดท้ายเงินทั้งหมดก็จะกลายเป็น 180,000 (60,000+120,000) นักลงทุนก็ยังขาดทุนอยู่ดี -20,000 ครับ

แต่ถ้าย้ายเงินมาลงทุนเลยเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เท่ากับจะมีเงินลงทุนในกองทุนดัชนีจาก 60,000 กองเก่า + 100,000 ก้อนใหม่ เป็น 160,000 (ต้นทุนรวม 200,000) แต่ถ้าเงินโต 20% ใน 3 เดือนถัดไปดังที่สมมติ เงินจะกลายเป็น 192,000 นักลงทุนเกือบจะเท่าทุนแล้วนะครับ ต่างจากการไม่ย้ายมาก ๆ

ex5

III. Anchoring and Status Quo

เรื่องนี้ผมคิดว่ายังมีอคติทางการเงินและพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ อีกที่ส่งผลให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น Anchoring คือนักลงทุนได้ไปยึดติดตัวเลขต้นทุนที่โชว์ในพอร์ต โดยลืมคิดถึงต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ประกอบกับอคติแบบ Status Quo ที่ทำให้นักลงทุนอยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากจะคงสถานะเดิมไป แม้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสำคัญก็ตาม เห็นไหมครับว่า อคติทางการเงินทำให้การลงทุนของเราเขวไปหมด

ไม่ใช่ว่าเราจะมานั่งหวังกำไรขาดทุน คาดเดาไปต่าง ๆ นานา จุดตัดสินใจสำคัญ คือ  “หลักการที่เรายึดถือ” ถ้าเราตัดสินใจดีแล้วว่าจะเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนใหม่ ด้วยเหตุผลที่พิจารณาละเอียดรอบคอบแล้ว เช่น ด้วยหลักการที่ยึดถือว่า ต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด นั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เราขายออกมาแล้วก็ซื้อกองใหม่ที่มันค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ๆ การค้างเงินไว้ในกองเดิมแล้วซื้อกองใหม่ ไม่ต่างอะไรจากการขายกองเดิมทั้งหมดแล้วมาลงทุนกองใหม่ แต่เวลาที่ผ่านไปหากเรายังคงเงินไว้ในกองทุนเดิม ผลตอบแทนทบต้นและเวลาจะสร้างความแตกต่างมหาศาล สำหรับก้อนเงินที่เรามีการทิ้งไว้ในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ อย่างแน่นอน

นอกจากสองกรณีข้างบนอาจจะมีกรณีอื่นอีก แต่ขอยกสองเคสนี้มาอธิบายก่อน ซึ่งโดยสรุปก็คือ ถ้าพิจารณารอบคอบถี่ถ้วนแล้วว่าจะย้ายกองทุน ไม่จำเป็นต้องค้างเงินไว้ที่กองเก่า เราจะขายทิ้งทั้งหมดแล้วนำเงินมาซื้อกองใหม่หมดเลย ระยะยาวย่อมเป็นประโยชน์ต่อผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ มากกว่าการค้างเงินไว้ในกองเก่าที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการลงทุนของนักลงทุนครับ

4. ปัญหาอื่นของ การย้ายกองทุน

มีประเด็นน่าคิดเพราะมีคนบอกว่า ถ้ากองทุนดัชนีขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไปลงทุนกองทุนแบบบริหาร (Actively Managed Funds) ดีกว่า คำถามของผมก็คือ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมถึงควรลงทุน Index Funds แล้วว่า ในระยะยาวมันมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนบริหารเลือกหุ้นทั้งหลายจะชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นในระยะยาว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่กองทุน active funds ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้น (หรือใกล้เคียง) แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงรวม ๆ ระดับ 2% ขึ้นไป ยิ่งกดทับให้มันหาทางชนะตลาดหุ้นได้ยากยิ่งเข้าไปอีก

และคำถามถัดมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองใดจะชนะตลาดหุ้นในวันข้างหน้า เราจะเลือกถูกตัวหรอ เราจะเลือกถูกแล้วยังถือไปถูกตัวระยะยาวได้หรือ แม้อาจจะต้องยอมรับว่า Index Funds บ้านเราค่าใช้จ่ายสูงระดับหนึ่ง อย่างต่ำสุดตอนนี้ก็ประมาณ 0.65% แต่ก็ยังน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับกองทุนแบบบริหารจัดการที่ค่าใช้จ่ายบางกองทะลุ 2.0-2.5% แล้ว

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่เรามาเลือกลงทุน index funds แล้วทำไมเราต้องย้อนกลับไปลงทุนใน active funds อีกกันล่ะ?

การย้ายและการเปลี่ยนกองทุน

เมื่อวันหนึ่งนักลงทุนตัดสินใจได้ว่า เรามีเหตุผลสมควรที่จะต้องขายกองทุนเดิมทิ้ง และนำเงินก้อนนั้นไปลงทุนในกองทุนใหม่ ผมกลับพบว่า นักลงทุนหลายท่านกลับมีปัญหาหรือข้อวิตกกังวลหลายอย่าง ซึ่งถ้าพิจารณาดี ๆ แล้วมันเกิดจากอคติ (bias) จากผลเชิงพฤติกรรมศาสตร์ซะมากกว่า เนื่องจากหากคิดอย่างละเอียดก็จะพบว่า มันไม่มีอะไรเลย แล้วกรณีไหนบ้างที่มักจะเกิดการย้ายกองทุน หรือมีเหตุผลที่ทำให้เราควรย้ายกองทุน

(1) กรณีลงทุน Index Funds อยู่แล้ว แต่เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่าย (อย่างมีนัยยะ)

อันนี้ย่อมเป็นไปได้เช่นกัน กองทุนดัชนีที่เราลงทุนอยู่อาจมีประกาศเปลี่ยนแปลงเรื่องค่าใช้จ่ายจนทำให้ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป โดยหลักการลงทุนในกองทุนดัชนีแล้ว จะต้องเป็น “กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ” (และควรจะต่ำที่สุดด้วย) เรื่องจึงอาจเป็นได้ว่า เราถือกองทุนดัชนี A มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมด 0.5% ต่อปี ซึ่งต่ำสุดในขณะนั้น แต่กองทุนดัชนีอีกเจ้า (กองทุน B) วันดีคืนดีก็ประกาศลดค่าใช้จ่ายจากเดิม 0.6% เหลือ 0.2% หรือ กอง A ที่เราลงทุนอยู่เองขึ้นค่าใช้จ่ายเป็น 0.9% ต่อปี แบบนี้ย่อมมีเหตุผลที่จะย้ายไปกองทุน B ซึ่งจริง ๆ โดยปกติแล้วนั้นการเปลี่ยนแปลงค่าใช้จ่ายอย่างมีนัยยะสำคัญมักจะไม่ค่อยมีครับ มันก็จะเก็บเท่าเดิมกันนานมาก ปรับขึ้นนิดหน่อย (ยกตัวอย่าง กองทุนดัชนีบางกองสมัยนึงก็เก็บค่าใช้จ่าย 0.4-0.5% มาราว 3-4 ปี แล้ววันนึงก็กระชากมาสู่ 0.7-0.8% การเพิ่มมาเกือบเท่าตัวแบบนี้ถือเป็นนัยยะสำคัญครับ แต่ถ้ามันไม่ได้ปรับเยอะอะไรมาก เราก็ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวอะไรครับ สมมติ 0.5% เป็น 0.55% หรืออาจจะ 0.6% แบบนี้มันก็ไม่ได้อะไรมาก ถ้าไม่สะดวกจริง ๆ ผมว่าจะไม่ย้ายก็ไม่ได้อะไร แต่ถ้าค่าใช้จ่ายปรับจาก 0.4% เป็น 0.8% ต่อปีแบบนี้ต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงควรจะอยู่กองเดิมล่ะ?) กรณีนี้อาจจะดูหยุมหยิมทำไมจะต้องย้าย ห่างกัน 0.3-0.5% มันอะไรขนาดนั้นเลยหรอ ในระยะเวลาสั้น ๆ มันไม่ต่างครับ มันแทบจะไม่เห็นอะไร แต่ในระยะเวลายาว ๆ ในฐานะที่คุณเป็นนักลงทุนระยะยาว สมมติคุณจะต้องลงทุนไปอีก 20-40 ปี ลองดูกราฟนี้นะครับ สมมติผลตอบแทนจากการลงทุนขั้นต้นก่อนหักค่าใช้จ่ายเท่ากับ 11% ต่อปี

11%gross

value50yrs

โดยสรุปก็คือในระยะยาว การแตกต่างกันแม้เพียงค่าใช้จ่าย 0.2-0.3% ต่อปี มูลค่าเงินที่เราจะได้รับจากการลงทุนทบต้นนั้นแตกต่างกันมากเมื่อเวลาถ่างออกไปนานขึ้น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อผ่านไป 40 ปี เงิน 1 ล้านบาทที่อยู่ในกองทุนที่หักค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี (ซึ่งจะมีผลตอบแทนสุทธิ = 10.5% ต่อปี) จะมีมูลค่าเงินเป็น 54.26 ล้านบาท ในขณะที่กองที่หักค่าใช้จ่าย 0.80% จะมีมูลค่าเงินเป็น 48.7 ล้านบาท เงินที่ต่างกันประมาณ 5.5 ล้านบาทก็คือเงินครับ แม้กระทั่ง 20 ปี เงินระหว่าง 7.37 ล้านบาท กับเงิน 6.98 ล้านบาท เงินที่หายไป 4 แสนบาท สำหรับผมก็เป็นเงินที่มีค่าเช่นกัน (และนี่เราวัดกันแค่ส่วนต่างเล็กน้อยของกองทุนดัชนีนะครับ นึกภาพความต่างของค่าใช้จ่ายสำหรับกองทุนแบบ Active funds ที่ทำผลตอบแทนได้เท่ากับตลาดหุ้น แต่ดันเสียค่าใช้จ่ายปีละ 2-3% สิครับ ว่ามูลค่าเงินมันจะถ่างมหาศาลขนาดไหน! ดูจากบทความนี้ก็ได้ครับ -> ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน


กลับมาที่ประเด็นการย้ายกองทุนต่อ จากข้างบนผมแสดงเหตุผลให้เห็นว่า พอมันมีการเปลี่ยนค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรงในกองทุนดัชนี ทำไมเราถึงควรย้าย คำถามต่อมาซึ่งนักลงทุนสงสัยมาก ว่า เราควรจะย้ายอย่างไร มีนักลงทุนหนึ่งท่าน ถามผมมาด้วยคำพูดด้านล่างนี้ และผมเห็นว่าเขาเข้าใจได้ถูกต้อง

“สอบถามเรื่องการย้ายกองจาก Set50-ก.ไก่ ไป Set50-ข.ไข่ คือ ตอนนี้มีเงินในกองทุน ก.ไก่ที่ dca ไว้ สี่หมื่นกว่าบาท คือถ้าผมขายย้ายกองมาลงทุนที่ ข.ไข่ เวลาซื้อครั้งแรกที่กองนี้ให้ซื้อเป็นก้อนครั้งเดียวสี่หมื่นกว่า ๆ ตามยอดเงินที่ขายออกมาถูกต้องมั้ยครับ? (เดิมซื้อประจำทุกวันที่25) ผมก็จะมาซื้อกอง ข.ไข่ ทุกวันที่ 25 เหมือนเดิม ซึ่งมันก็จะเป็นการ dca ต่อถูกต้องมั้ยครับ ? (ซึ่งช่วงเวลาที่หายไประหว่างย้ายกองผมเข้าใจว่าไม่มีผลกระทบมากต่อตัวเงิน)”

ประเด็นแรกคือ การเปลี่ยนกองพวก index funds แทบจะไม่น่ามีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายสักเท่าใดนัก เพราะไม่ค่อยมีค่าธรรมเนียมเคลื่อนย้ายหนัก ๆ (ปกติไม่มีค่าใช้จ่ายในการขายและรับซื้อคืนอยู่แล้ว) —ใครไม่เข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายตัวไหนคืออะไร โปรดอ่านบทความนี้ก่อน *ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม*

และที่สำคัญนั้น เงินที่โยกไปก็คือเงินก้อนเดิมครับ ไม่ว่ามันจะอยู่ที่ไหนมันก็เงินก้อนเดิม นักลงทุนลองขยับออกมาพิจารณาให้ละเอียด มองเงินเราเป็นเงินทั้งก้อนจะเห็นภาพ ลองนึกภาพตามครับ กองเก่าเราคือ กองทุนดัชนี SET กองใหม่ก็ SET แสดงว่า หุ้นที่ลงทุนทั้ง 2 กองเหมือนกัน ขึ้นลงเหมือนกัน (ต่างกันตรงค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บ) เท่ากับว่า เงินที่ถูกย้ายมาก็จะกลับไปลงทุนแบบเดิม มันก็คือเสมือนกองทุนเดิมนั่นล่ะ นึกภาพตามผมนะครับ เรามีเงินในกองทุน A มูลค่า 100 บาท เราขายไปเราได้ 100 บาทไปลงทุนกองใหม่ ซึ่งเป็นกองทุนแบบที่ลงทุนสภาพเดียวกับกองเดิม มันก็คือเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่าครับ แค่เรากดขายกองทุนเก่า อีกสามวันได้เงินที่ขายมาก็ไปกดซื้อกองใหม่ มันคือเงินก้อนเดิมแท้ ๆ เลย

แต่นักลงทุนบางท่านอาจจะถามว่า การย้ายกองสมมุติเงินก้อนใหญ่ เช่น หนึ่งล้าน จะย้ายก้อนใหญ่ตูมเดียวหรือค่อย ๆ dca ย้าย ถ้า dca ย้ายควรแบ่งเป็นกี่ไม้กี่เดือนดีครับ หรือ นักลงทุนได้บอกว่า กลัวการออกจากราคาเฉลี่ยที่ได้มาจากการ DCA เดิม แล้วไปเข้ากองใหม่แบบทั้งก้อน ณ ราคาปัจจุบัน จะทำให้เกิดต้นทุนใหม่ที่แพงขึ้น และอาจไปเจอตลาดที่มีความเสี่ยงขาลงในอนาคต

ข้างบนนี้ทำให้ผมเห็นปรากฏการณ์ใหม่ ปกติผมนึกว่าจะมีเฉพาะแต่กรณีขาดทุนแล้วนักลงทุนไม่ค่อยอยากขายกองทุน แต่นี่แม้กระทั่งกองทุนมีกำไร นักลงทุนก็ไม่อยากขายเช่นเดียวกันด้วย!

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า คำถามด้านบนถ้าลองพิจารณาดูแล้ว คิดไว ๆ มันก็จะไขว้เขวกันได้ ถ้าลองคิดแบบละเอียดมันจะเห็นภาพทะลุชัดเจน เช่น เดือนที่ (1) ผมซื้อกองทุน A ที่ราคาหน่วยละ 10 บาท ด้วยเงิน 1,000 บาท ผมจะได้หน่วยลงทุน 100 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 10 บาทต่อหน่วย พอเดือนที่ (2) ผมซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยละ 20 บาท จะได้ 50 หน่วย แต่ต้นทุนเฉลี่ยผมตอนนี้เป็น 13.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งผมจะมีมูลค่าเงินลงทุนในมือตอนนี้ 150*20 = 3,000 บาท แสดงว่าผมมีกำไร 3,000-2,000 = 1,000 บาท มาดูการถูกตัวเลขหลอกกันครับ ผมพบว่ากองทุนเดิมค่าธรรมเนียมแพงเลยจะย้ายไปอีกกอง ผมบอกอยากเก็บกองทุนเดิมไว้เพราะเดี๋ยวต้นทุนกองใหม่แพง ก็เลยเก็บกองเดิมไว้ แต่ซื้อกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ สมมติราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เป็น 25 บาท เงิน 1,000 บาทจะซื้อได้ 40 หน่วย เท่ากับตอนนี้ผมมีหน่วยรวม 190 หน่วย ต้นทุนเฉลี่ย 15.79 มูลค่าเงินกลายเป็น 4,750 บาท มีกำไร 1,750 บาท (4,750-3,000)

ex1

ไปขั้นต่อไปนะครับ สมมติว่า แล้วถ้าเราขายทั้งก้อนมาซื้อใหม่ในเดือนที่ 3 จะเกิดอะไรขึ้น ?

เงินจากการขายในเดือนที่ 3 ซึ่งราคาหน่วยเท่ากับ 25 บาท จะได้เงินมา 150 หน่วย * 25 บาทต่อหน่วย = 3,750 บาท + เงินที่จะซื้อในเดือนที่ 3 อีก 1,000 บาท เท่ากับเราเอาเงินไปซื้อกองทุนใหม่ด้วยเงิน 4,750 บาท จะได้หน่วยทั้งสิ้น 190 หน่วย มันก็เหมือนเดิมเป๊ะ ๆ ครับ คือเรามีเงินรวม 4,750 เหมือนการทำแบบย่อหน้าก่อน เพราะมันคือเงินก้อนเดียวกัน! และต้องไม่ลืมว่าต้นทุนเราตอนนี้ก็ 3,000 บาทเหมือนเดิม แต่ถือเงินมูลค่าที่โตขึ้นมากลายเป็น 4,750 อันมีกำไรเท่ากัน ไม่ว่าจะค้างในกองเดิม หรือจะย้ายทั้งทั้งก้อนมากองใหม่ก็ตาม

ex2

เอาให้เห็นภาพอีก เป็นแบบตลาดขาลง ราคาหน่วยในเดือนที่ (3) เหลือ 10 บาทเท่านั้น การที่เราค้างเงินไว้ในกองเก่า เงินกองเก่าจะเหลือมูลค่า 1,500 บาท แล้วเราซื้อ 1,000 DCA เพิ่มในเดือนที่ (3) จะได้อีก 100 หน่วย รวมเราจะมีหน่วยทั้งสิ้น 250 หน่วย ราคาหน่วยละ 10 บาท (ราคาตอนเดือนที่ 3) เท่ากับเรามีจะมีเงินลงทุนมูลค่าเหลือ 2,500 บาท (นั่นคือขาดทุนไป -500 บาทเพราะต้นทุนเราตอนนี้คือ 3,000)

ex3

และแม้คุณจะขายทิ้งมารวมเงินซื้อในเดือนที่ (3) ซึ่งในเดือนที่ (2) ถ้าเราขาย 150 หน่วยออกมาก็จะได้เงิน 1,500 บวกกับเงินลงทุนเดือนใหม่อีก 1,000 = 2,500 บาท สังเกตไหมครับว่ามันก็คือเงินก้อนเดิมนั่นล่ะ ไม่ว่าจะย้ายไม่ย้าย สุดท้ายถ้าคุณยัง DCA เหมือนเดิม มันก็คือเงินก้อนเดิมที่จะขาดทุน -500 บาทอยู่ดี

ex4

คือตัวเลขในพอร์ตบางทีมันก็หลอก พอนักลงทุนคิดแยกบัญชีในใจ เห็นเงินก้อนเก่าเงินก้อนใหม่แยกกัน เงินก้อนเก่าต้นทุนต่ำ มีกำไรเหลือ นักลงทุนก็สบายใจ แต่เงินก้อนใหม่ขาดทุน นักลงทุนก็รู้สึกสบายใจอยู่ เพราะรู้สึกว่าเงินมันแยกกัน แต่ไม่ใช่ครับ! มันคือเงินเราทั้งคู่ มันคือเงินก้อนเดียวกัน! เวลาคิดคำนวณกำไรหรือขาดทุนต้องคิดจากเงินลงทุนของเราทุกก้อน พฤติกรรมเช่นนี้อาจเรียกว่า “การแยกบัญชีในใจ” (Mental accounting) นักลงทุนมีการจัดแบ่งเงินในใจออกเป็นบัญชีที่มองไม่เห็นในหัว และจะแยกมันออกจากกัน ซึ่งถ้ามองในมุมของมนุษย์ที่มีเหตุผล มันจะไม่มีเหตุผลครับ ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ เลย โดยเฉพาะนักลงทุนที่ซื้อหุ้นรายตัว สมมตินักลงทุนมีหุ้น A หุ้น B หุ้น C นักลงทุนลงทุนซื้อหุ้นตัวละ 10,000 บาท เท่ากับนักลงทุนลงทุนไป 30,000 บาทถ้วน แต่สองตัวแรกมีกำไรตัวละ 3,000 บาท ตัวหลังสุดขาดทุน -7,000 บาท นักลงทุนจะถูกอคติทางการเงินนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองสบายใจเพราะมีกำไรถึงสองตัว ตัวละ 3,000 จากเงิน 10,000 (+30% แหน่ะ!) แต่ลองคิดดี ๆ มองทั้งพอร์ตสิครับ นักลงทุนขาดทุนต่างหาก เพราะเงินมูลค่าตอนนี้เหลือ 13,000+13,000+3,000 = 29,000 นักลงทุนขาดทุนไปหนึ่งพันบาทแล้วนะ และถ้าได้ศึกษากันต่อไปจะพบว่า นักลงทุนมักจะเด็ดดอกไม้และเก็บวัชพืชไว้ นักลงทุนจะขายหุ้นที่มีกำไรออก และเก็บหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้ (เพราะนักลงทุนโดนครอบงำจากอคติอีกตัวคือ ความกลัวการสูญเสีย —loss aversion)

จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่อยากขายกองทุนที่ตัวเองขาดทุน คือ มีความรู้สึกกันว่า รอเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวมันขึ้นค่อยขาย แม้จะเป็นกองทุนที่ไม่มีหวังว่ามันจะขึ้นก็เถอะ แม้จะลงทุนผิดไปแค่ไหนก็เถอะ ฉันรอได้นะ แต่ในขณะที่กองทุนมีกำไร นักลงทุนจะรู้สึกว่ากำไรจะต้องเป็นเงินจริง นักลงทุนก็จะขายทิ้งออกมาเพราะกลัวสูญเสียกำไรก้อนนั้น แต่นั่นล่ะพอเป็นขาดทุน นักลงทุนจะรู้สึกว่า ไม่ขายไม่ขาดทุน (ในกรณีที่มันเป็นการลงทุนผิดแน่ ๆ แบบคุณต้องเปลี่ยนกองทุนนะ) การขาดทุนเป็นตัวเลขทางบัญชี ไม่ขายก็ไม่ต้องเจ็บปวด ซึ่งมันก็แปลกดี ซึ่งมักจะเจอในกรณีการเปลี่ยนแปลงหรือย้ายกองทุนแบบที่สอง นั่นคือ (2) กรณีลงทุนกองทุนประเภท Active Funds แต่อยากย้ายไป Index Funds หลายท่านที่มักจะมีการลงทุนในกองทุนแบบบริหารมาก่อน แต่อาจจะค้นพบว่า หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีนั้นดีหรือเหมาะสมกว่าจึงตัดสินใจย้ายเงินมาลงทุน แต่เงินก้อนเดิมดันอยู่ในกองทุนพวกบริหาร และส่วนใหญ่กองบริหารนั้นมักจะขาดทุนอยู่ซะด้วย จากประสบการณ์ส่วนตัว นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็บกองทุนที่ขาดทุนนั้นไว้ไปเรื่อย ๆ อยากจะผัดความรู้สึกที่ตนเลือกกองทุนที่ผิดพลาดออกไปให้นาน ๆ ซึ่งจากที่แสดงให้เห็นเป็นตัวอย่างละเอียดในเคสข้างบนว่า เงินของนักลงทุนนั้นคือก้อนเดียวกัน ไม่มีเหตุผลที่จะต้องรอเลย ถ้ามันลงทุนแบบไม่ถูกต้อง คุณก็ควรจะลงทุนอย่างถูกต้อง คือ ขายทิ้งออกมา แล้วไปลงทุนกองทุนที่ถูกต้องซะ

ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพสักหน่อย สมมติเดือนที่ 1 นักลงทุนลงทุนในกองทุนบริหารเพราะเชื่อคำแนะนำจากในกลุ่ม Line เลยลงทุนไป 100,000 บาท เวลาผ่านไปมันขาดทุนเหลือ 60,000 บาท ถ้านักลงทุนตัดสินใจและมีความรู้ดีแล้ว เลยคิดจะเปลี่ยนไปลงทุนในกองทุนดัชนี แต่นักลงทุนโดนอคติทางการเงินครอบงำ มักจะลงเอยที่นักลงทุนค้างเงินก้อนนั้นเอาไว้ แล้วลงทุนกองใหม่ด้วยเงินก้อนใหม่ เช่น ซื้อกองทุนดัชนีเพิ่มอีกกองที่ 100,000 บาท (โดยหวังลึก ๆ ว่าเงินก้อนเก่าจะกลับมาเท่าทุนแล้วค่อยขาย) แต่นั่นล่ะครับ ถ้ามองจากเงินทุกก้อนแบบทะลุ ไม่ว่าเงินจะลงทุนตรงไหน มันก็คือเงินของเราทั้งหมด นักลงทุนตอนนี้ลงทุนไปแล้ว 200,000 บาท และมีมูลค่าเงินลงทุนเหลือที่ 160,000 นั่นคือขาดทุน -40,000 บาทอยู่ดี เงิน 60,000 ที่ย้ายออกมาลงทุน มันก็จะเติบโตในกองทุนดัชนีกองใหม่ของเรา สมมติเรามองอนาคตได้ เราอาจจะพบว่า เงินกองเก่าในอีก 3 เดือนข้างหน้าเงินกองเก่าจะเท่าเดิม แต่กองใหม่จะเป็น 120,000 บาท (กำไร +20%) แต่สุดท้ายเงินทั้งหมดก็จะกลายเป็น 180,000 (60,000+120,000) นักลงทุนก็ยังขาดทุนอยู่ดี -20,000 ครับ แต่ถ้าย้ายเงินมาลงทุนเลยเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เท่ากับจะมีเงินลงทุนในกองทุนดัชนีจาก 60,000 กองเก่า + 100,000 ก้อนใหม่ เป็น 160,000 (ต้นทุนรวม 200,000) แต่ถ้าเงินโต 20% ใน 3 เดือนถัดไปดังที่สมมติ เงินจะกลายเป็น 192,000 นักลงทุนเกือบจะเท่าทุนแล้วนะครับ ต่างจากการไม่ย้ายมาก ๆ

ex5


เรื่องนี้ผมคิดว่ายังมีอคติทางการเงินและพฤติกรรมศาสตร์อื่น ๆ อีกที่ส่งผลให้เราตัดสินใจผิดพลาดได้ เช่น Anchoring คือนักลงทุนได้ไปยึดติดตัวเลขต้นทุนที่โชว์ในพอร์ต โดยลืมคิดถึงต้นทุนและกำไรที่แท้จริง ประกอบกับอคติแบบ Status Quo ที่ทำให้นักลงทุนอยากอยู่เฉย ๆ ไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไร อยากจะคงสถานะเดิมไป แม้จะเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นสำคัญก็ตาม เห็นไหมครับว่า อคติทางการเงินทำให้การลงทุนของเราเขวไปหมด

จุดสำคัญ ไม่ใช่ว่า เราจะมานั่งหวังกำไรขาดทุน คาดเดาไปต่าง ๆ นานา จุดตัดสินใจสำคัญของผมคือ  “หลักการที่เรายึดถือ” ถ้าเราตัดสินใจดีแล้วว่าจะเปลี่ยนมาลงทุนในกองทุนใหม่ ด้วยเหตุผลที่พิจารณาละเอียดรอบคอบแล้ว เช่น ด้วยหลักการที่ยึดถือว่า ต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด นั่นก็คือจุดเปลี่ยนให้เราขายออกมาแล้วก็ซื้อกองใหม่ที่มันค่าใช้จ่ายต่ำกว่ามาก ๆ การค้างเงินไว้ในกองเดิมแล้วซื้อกองใหม่ ไม่ต่างอะไรจากการขายกองเดิมทั้งหมดแล้วมาลงทุนกองใหม่ แต่เวลาที่ผ่านไปหากเรายังคงเงินไว้ในกองทุนเดิม ผลตอบแทนทบต้นและเวลาจะสร้างความแตกต่างมหาศาล สำหรับก้อนเงินที่เรามีการทิ้งไว้ในกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ อย่างแน่นอน

นอกจากสองกรณีข้างบนอาจจะมีกรณีอื่นอีก แต่ขอยกสองเคสนี้มาอธิบายก่อน ซึ่งโดยสรุปก็คือ ถ้าพิจารณารอบคอบถี่ถ้วนแล้วว่าจะย้ายกองทุน ไม่จำเป็นต้องค้างเงินไว้ที่กองเก่า เราจะขายทิ้งทั้งหมดแล้วนำเงินมาซื้อกองใหม่หมดเลย ระยะยาวย่อมเป็นประโยชน์ต่อผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ มากกว่าการค้างเงินไว้ในกองเก่าที่มันไม่ถูกต้องตามหลักการลงทุนของนักลงทุนครับ


ปล. มีประเด็นน่าคิดเพราะมีคนบอกว่า ถ้ากองทุนดัชนีขึ้นค่าใช้จ่ายแบบนี้ ไปลงทุนกองทุนแบบบริหาร (Active Funds) ดีกว่า คำถามของผมก็คือ ถ้าเราเข้าใจว่าทำไมถึงควรลงทุน Index Funds แล้วว่า ในระยะยาวมันมีโอกาสน้อยมากที่กองทุนบริหารเลือกหุ้นทั้งหลายจะชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นในระยะยาว นั่นก็คือ ส่วนใหญ่กองทุน active funds ทั้งหลายจะทำผลตอบแทนแพ้ตลาดหุ้น (หรือใกล้เคียง) แต่ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่สูงรวม ๆ ระดับ 2% ขึ้นไป ยิ่งกดให้มันหาทางชนะตลาดหุ้นได้ยากยิ่งเข้าไปอีก และคำถามถัดมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากองใดจะชนะตลาดหุ้นในวันข้างหน้า เราจะเลือกถูกตัวหรอ เราจะเลือกถูกแล้วยังถือไปถูกตัวระยะยาวได้หรือ แม้อาจจะต้องยอมรับว่า Index Funds บ้านเราค่าใช้จ่ายสูงระดับหนึ่ง อย่างต่ำสุดตอนนี้ก็ประมาณ 0.65% แต่กับกองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมทะลุ 2-2.5% แล้ว

ถ้าเราเข้าใจเหตุผลที่แท้จริงที่เรามาเลือกลงทุน index funds แล้วทำไมเราต้องย้อนกลับไปลงทุนใน active funds อีกกันล่ะ ?

ชีวิตทำงานใน 3 ปีข้างหน้า

ข้างล่างนี้เป็นสเตตัสที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2558 วันนี้ครบรอบอีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวก็ยังคิดเหมือนเดิมครับ ❤ จะครบรอบ 3 ปีที่ตั้งไว้ก็น่าจะตอนปี 2561 ซึ่งก็คือปี 2018 ครับ

ชีวิตทำงานใน 3 ปีข้างหน้านี้ตั้งใจไว้ว่าจะเป็น มนุษย์เงินเดือนที่ “ตัวเบา” “ไร้หนี้” และ “ไร้สินทรัพย์ที่จับต้องได้” คือถ้าเป็นสมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเรื่องการเงิน ช่วงชีวิตตอนนี้ผมก็คงจะไล่ซื้อของอะไรที่อยากได้มากมาย มาวันนี้ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าไลฟ์สไตล์ชีวิตจะต่างกับที่คิดไว้ในวัยเด็กมาก ๆ แต่เชื่อมั่นว่า ช่วงเวลาไม่กี่ปีนี้จะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ชีวิตก้าวกระโดดในอนาคตอย่างแน่นอน เขียนไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่มีความฝันอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน

(1) พยายามอย่ารีบสะสมสิ่งที่จับต้องได้ พวก บ้าน รถ ของใช้หรูๆ ในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน (ถ้ามันไม่จำเป็นอะไรขนาดนั้น)

(2) รีบสะสมและลงทุนในอะไรที่ดูไม่มีตัวตนแต่มันจะทำให้ชีวิตคน ๆ หนึ่งมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะสินทรัพย์การเงิน พวกเงินฝาก กองทุนหุ้น หุ้น และควรลงทุนให้ไว เริ่มเรียนรู้วางแผนการเงินตั้งแต่ยังเริ่มทำงานเลย อย่าไปรอ ตรงนี้สำคัญมาก ทำงานหวังเงิน แต่ไม่คิด ไม่วางแผนเรื่องบริหารเงิน นี่ล่ะจุดผิดพลาดของคนทั่วไป

(3) สิ่งที่ควรลงทุนที่สุด คือ “ลงทุนในตัวคุณเอง” เอาเงินไปซื้อหนังสือดี ๆ อ่าน เข้าคอร์สพัฒนาความสามารถตัวเอง สอบวุฒิหรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกวันที่นอนถึงหมอน สามารถบอกตัวเองว่า เราได้พัฒนาความรู้ขึ้นไปอีกวันนึงแล้ว

(4) อย่ากลัวล้มเหลว ช่วงนี้อยากทำอะไรทำ พาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ คนที่ตัวเองชอบ สังคมที่ตัวเองชอบ หางานที่รักให้พบ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จได้ชัดเจนสุด คือ “ทำงานที่ตัวเองชอบและรัก และโฟกัสกับมัน” ให้คุณอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนดังทุกวงการระดับโลกหลาย ๆ เล่ม พูดเลยว่า เกือบทุกเล่มนี่คือคำแนะนำที่พวกเขาจะบอกคุณ

(5) อย่าสร้าง “หนี้”

ถ้าใครทำตามนี้ได้ เขาจะเป็นคนที่ไม่มีภาระหนี้สินเลย เงินทั้งเดือนจะถูกแบ่งเป็นค่ากินค่าอยู่ ณ ปัจจุบัน และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินสร้างอนาคต ทั้งอนาคตทางการเงินและอนาคตในความสามารถ ไม่ต้องกลัวว่าเช่าหออยู่แล้วจะเสียดาย ตราบใดที่จ่ายไม่เกิน 7-8 พันบาทต่อเดือน เช่าอยู่คุ้มกว่าทุกกรณี อยากไปอยู่ย่านไหนก็จงไปอยู่

ถ้าคุณซื้อคอนโด 10 ปี คุณต้องอยู่ที่เดิม แต่ถ้าอยู่หอ 10 ปี จะอยู่ 10 ที่ยังได้เลย แถมได้เรียนรู้หลากชีวิต ถ้าคุณไม่ชอบงาน คุณย้ายไปหางานที่คุณรักได้เสมอ คุณไม่มีพันธะอะไรเลย หอก็แค่ขนของย้าย หนี้สินจะหยุดคุณไม่ได้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่อย่าว่าแต่จะลาออกเลย การไม่มีรายได้เข้ามาแค่เดือนเดียวอาจจะทำให้ชีวิตหัวหมุนเพราะภาระหนี้จะกลืนกินชีวิต ชีวิตคนเหล่านี้จะผูกอยู่กับเจ้าหนี้ ในขณะที่ตัวคุณจะมีเงินเก็บที่เป็นเงินสำรองสำหรับในกรณีที่บางทีชีวิตช่วงนั้นก็อาจจะอยากได้ทุนไปทำอะไรบ้าง อาจจะพบว่าตัวเองมีความสามารถในลู่ทางการขาย จะตั้งธุรกิจเอง เงินเก็บนั่นล่ะจะปูทางให้ หรือถ้าได้ทำทั้งสิ่งที่ตัวเองรัก งานที่ตัวเองชอบ

การเก็บเงินต่อไปสักพักจะทำให้มีรายได้ที่สอง ที่ช่วยทำให้ลดการพึ่งพิงเงินเดือน อายุสัก 30 ขึ้นไป เงินเก็บอาจจะสร้างรายได้ที่พอกับค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อถึงวันนั้น อยากจะมีบ้าน มีรถ มีอะไรมันก็สบาย เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบรายได้มันน้อยมาก

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดอาจจะเป็นว่า คุณมีอิสระทุกอย่างที่จะเลือกทางเดินชีวิตโดยไม่ติดกับดักอะไรเหมือนใครเขา ในวันที่ใคร ๆ ต้องไปทำงานเพื่อจ่ายเงินในสิ่งที่เขาซื้อในอดีต คุณสามารถไปทำงานเพื่อจ่ายเช็คให้ตัวเองในอนาคตได้ครับ การเลือกว่าจะซื้ออะไรในวันนี้ เท่ากับคุณกำลังเลือกชีวิตในอนาคตให้ตัวเอง โปรดระลึกไว้เสมอ

เขียนไว้เผื่อจะมีใครจะพบทางเดินใหม่ๆ ผมคงจะดีใจมาก ^^

ความคิดบางอย่างทางการเงิน

โลกการเงินนี้มีกับดักที่ถ้าใครไม่เข้าใจ หรือติดกับดับซะเอง ชีวิตนี้ก็จะวิ่งตามเงินไปเรื่อย ๆ ตามกันต่อไป ๆ ไม่หลุดไม่พ้นสักที เราเคยเห็นคนรอบตัวเท่าไหร่กัน ที่ทำงาน ได้เลื่อนตำแหน่ง รายได้สูงขึ้น ๆ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่ก็หนีไม่พ้นคำว่า ไม่พอใช้ซักที เวลาผ่านไปก็ดูมีของมากขึ้น ๆ บ้านและห้องมีของเยอะขึ้น แต่ก็ยังไม่รวยสักที แล้วก็ได้เวลาเริ่มบ่นเริ่มโทษทุกอย่าง (อีกแล้ว)

ผมยังเชื่อเสมอว่า ทัศนคติทางการเงินและการลงมือทำตามทัศนคติที่ว่านั้น สำคัญมากต่อผลลัพธ์ทางการเงินที่เราจะได้รับ วิธีคิดบางอย่างอาจจะช่วยทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จในด้านการเงินมากขึ้นได้

1. แยกสินทรัพย์และหนี้สิน

อย่างแรก ต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วพยายามสร้างและ สะสมทรัพย์สินทางการเงิน ซึ่งต้องเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ายึดถือตามข้อนี้ “รถ” โดยปกติไม่ควรจะถือว่าเป็นทรัพย์สินทางการเงิน ใครที่อยากสร้างตัวไว ๆ ถ้าไม่จำเป็น อย่าพึ่งมีรถ มันมีแต่ค่าใช้จ่ายหนัก

นอกจากนี้ ต้องพยายามอย่าไปติดกับดักค่าใช้จ่ายหนักทั้งหลาย อย่าใช้จ่ายเงินมากกว่าฐานะ คนจะรวยได้มีอย่างเดียว ต้องใช้จ่ายให้ต่ำกว่าฐานะ ถ้าจ่ายมากกว่าฐานะตัวเอง ก็ไม่ต้องเดาเลย ได้ 100 ใช้ 120 ก็ไม่น่ารอดครับ

อย่าหลงมนต์บัตรเครดิต บัตรที่รูดปรื๊ด ๆ ของที่ได้มา ของผ่อน ของเช่าซื้อทั้งหลาย (รวมถึงรถด้วย) ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ ให้เอาเงินในปัจจุบันไปลงทุนสร้างเงินในอนาคตแทน ลองใช้เกณฑ์เงินสด ถ้าเงินสดยังไม่มีก็อย่าซื้อ ถ้าจะซื้อต้องจำเป็นจริง ๆ ตั้งคำถามกับการซื้อตัวเองบ่อย ๆ

2. ฝึกบริหารเงินให้เป็น

เราควรจะต้องรู้ว่าเงิน 100 บาทที่เข้ามาจะเอาไปทำอะไรบ้าง อย่างน้อยควรจะมีเงินเก็บออมเงินลงทุนสัก 20-30% ของเงินเดือนขึ้นไป จะทำให้ชีวิตในช่วงแรก ๆ เรียบง่ายพอดี มีปรับพฤติกรรมนิดนึง แต่เวลาผ่านไปสัก 5-6 ปี เราจะมีเงินก้อนหรือเงินลงทุนที่ใหญ่มาก แล้วเรื่องเงินจะเริ่มไม่ใช่ปัญหา ที่สำคัญคือช่วงแรก ๆ ในชีวิต “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง” พยายามสร้างความรู้ สร้างทักษะ พัฒนาความสามารถ เพราะช่วงนี้มีไฟและเวลาที่สุดแล้ว

3. ต่อยอดเงินลงทุนให้ได้

พยายามสะสมอะไรที่สร้างกระแสเงินสดให้เราเข้ามา เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซื้อบ้าน คอนโด หุ้น กองทุนรวม ของพวกนี้ยิ่งสะสมไว พอเวลาผ่านไป กระแสเงินสดจะเข้ามามาก จนเราไม่ต้องพะวงกับเรื่องเงินเดือนสักเท่าไหร่ ถ้าอยากให้บรรลุไวขึ้น พยายามหารายได้เพิ่มจากการทำงานอื่น หรือสร้างพวกรายได้ที่เป็นกระแสเงินสด เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ย พยายามสร้างรายได้ตรงนี้ให้ไว ให้ใกล้เคียงหรือมากกว่ารายได้จากการทำงานก็จะสบายขึ้น

4. มีวินัยและอดทน

ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ การที่จะมีอะไรดีดีในวันนี้ก็เพราะเราทำและตัดสินใจดีมาตั้งแต่อดีต ถ้าอยากให้เงินเติบโตระยะยาวควรลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่มากของพอร์ตการลงทุนเอง เช่น สะสมซื้อกองทุนหุ้นเป็นประจำ ถือและลงทุนไปเรื่อย ๆ ระยะยาวผลตอบแทน 10% ต่อปีเป็นไปได้

5. สร้างสมดุลชีวิต

ถ้าทำตามสี่ข้อแรกได้หมด ที่เหลือแค่ บาลานซ์ชีวิต เรื่องสุขภาพ เรื่องสังสรรค์ เรื่องชีวิตส่วนตัว ครอบครัว พอสักอายุ 35 ขึ้นไป เราจะมีฐานะและเงินระดับล้านต้น ๆ แล้ว อันนี้คิดแบบเฉลี่ยเริ่มลงทุนตอนอายุ 25 ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นเฉลี่ยเดือนละ 5000 ไปเรื่อยๆ ค่อย ๆ เติมครับ แรก ๆ เงินน้อยไม่เป็นไรขอให้ลงทุนไว้ก่อน ตอนนี้เงินไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว ที่เหลือก็ทำอะไรที่มีความสุขได้แล้ว ทำอะไรที่ฝันไว้ เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเพิ่มได้

ถ้าทำต่อไปอีกเรื่อย ๆ เราจะมีอิสระเรื่องเงินแน่ ๆ และจะเป็นคนที่พูดได้เต็มปากจริง ๆ ว่า เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต พูดในฐานะที่เป็นคนที่มีสุขภาพทางเงินที่ดี ไม่ต้องเลือกระหว่างเงินหรือความสุขด้วย เพราะจะมีทั้งสองอย่าง ทั้งตัวเอง-ทั้งคนรอบข้าง-และคนที่รักด้วย

ถ้าใครยังไม่ได้เริ่ม ลองคิดตัดสินใจดูครับ แรก ๆ การเริ่มออมและลงทุน เราต้องใช้จ่ายเงินต่ำกว่าฐานะระดับหนึ่ง มันอาจจะทำให้เราถูกมองจากภายนอกว่าดูใช้ชีวิตไม่ฟู่ฟ่าเหมือนคนอื่น แต่ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพดี เรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงเรื่องเงิน

มันทำยากเพราะจะต้องทำอะไรที่คนอื่นไม่อยากทำ

ทำอะไรที่ในวันนี้มันไม่เห็นผลตรงหน้า ไม่เห็นผลตอนนี้ คนเขาไม่เอา

แต่ถ้าทำได้แล้ว เราถึงจะมีในสิ่งที่คนอื่นอยากมี (แต่มีไม่ได้)

เพราะสุดท้ายจะแพ้จะชนะ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ใจและวินัยตัวเองล้วน ๆ เลยครับ

วลีเท่ ๆ ที่อาจส่งผลเสียในการออมเงิน

หนังสือ A Gift to My Children เป็นหนังสือที่ Jim Rogers นักลงทุนชื่อดังคนหนึ่งของโลก ได้เขียนคำสอนไว้ล่วงหน้าเพื่อสอนลูกสาวของเขา ซึ่งข้อความหนึ่งที่เขียนไว้ในหนังสือสำหรับเตือนลูกสาวที่โตขึ้นมา ก็คือ 

ให้ระวังคำพูดของคนกลุ่มหนึ่งที่จะคะยั้นคะยอให้ลูกจ่ายเงินตามใจชอบ ซึ่งพวกเขามักจะบอกว่า “ตายไปก็เอาไปไม่ได้”

โดย Rogers ยังสำทับต่อไปอีกว่า จงอย่าไปตกหลุมพรางของการใช้จ่าย เพียงเพราะว่าเรามีเงินพอให้จ่าย ถ้าสมมติเรามีเงินเราก็เอาแต่ใช้จ่าย ท้ายที่สุดเราก็จะลืมไปว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมีเงินเพื่อบรรลุมันให้ได้

1. ปัญหาเรื่องเงินคือปัญหาส่วนใหญ่ของชีวิต

การไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงิน = ไม่มีปัญหาในชีวิตกว่า 80% ดูจะเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าลองไล่ปัญหามากมายในชีวิตคนเรา ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเงิน ๆ ทอง ๆ นี่ล่ะครับ ทำให้วลีที่ว่า “เก็บเงินไปทำไมตายไปก็เอาไปไม่ได้” ที่อาจจะมาพร้อมกับวลียอดฮิตอย่าง “ใช้ชีวิตให้คุ้ม” ซึ่งถ้าพูดทื่อ ๆ มันก็ถูกนะครับ โอเคคนเราพอตายไปมันก็ไม่สามารถเอาเงินทองติดตัวไปได้ แต่ถ้าเอามาใช้ในการดำเนินชีวิตแบบเต็มสตรีมมันก็คือหายนะดี ๆ นี่เอง เพราะมันจะทรมานกันตั้งแต่ยังไม่ตายทีเดียว

ในความเป็นจริงวลีข้างบนทั้งสองนั้น มันมักจะถูกใช้เป็นข้ออ้างเวลาคนเราไม่อยากเก็บเงินซะมากกว่า ซึ่งมักจะได้ยินบ่อยจากคนหนุ่มสาวทั้งหลาย เก็บเงินไปทำไม เอาไปใช้ตอนแก่ ๆ หรอ? ทำไมไม่หาความสุขกันตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ เที่ยวตอนอายุเยอะ ๆ ไม่สนุกหรอก เกิดเก็บไปแล้วสักพักตายก็ไม่ได้ใช้ล่ะ เก็บเงินมาทั้งชีวิตให้คนอื่นได้ใช้ เสียดายแย่ ฯลฯ เหล่านี้ก็คือประโยคที่จะได้ยินบ่อย ๆ หรือพบเห็นได้ง่ายตามความเห็นในกระทู้หรือในเพจต่าง ๆ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าคุณได้เงินตอนนี้ 20,000 บาท คุณใช้หมดเลย คุณเดือนชนเดือน คุณซื้อทุกอย่าง ด้วยความคิดที่ว่า เดือนหน้าเงินเดือนก็ออก  หนักไปอีกคือ นอกจากคุณจะเดือนชนเดือนแล้ว คุณยังอาจต่อไปเดือนชนสองเดือน ชนสามเดือนได้ด้วยวิธีการรูดบัตรเครดิตหรือกู้หนี้ยืมสินหรือกดบัตรเงินสดเพื่อนำเงินไปใช้ผ่อนอะไรไม่รู้มากมาย ซึ่งคุณจะมีความสุขก็เมื่อตอนที่ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว หากแต่ยังต้องมานั่งไล่จ่ายให้สิ่งที่ตัวเองซื้อในอดีตต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตนยังเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือมีอายุน้อย ๆ ก็เลยคิดว่ายังสามารถเอาเวลาที่มีไปแลกเป็นเงินได้ แต่หากเราคิดแบบนี้มันอาจจะลงเอยว่าเราก็จะต้องเอาเวลาไปแลกเงินตลอดชีวิต 

เรื่องเงินนี่สร้างปัญหาชีวิตด้านความก้าวหน้าระดับหนึ่งด้วยนะครับ เช่น ถ้าคุณไม่มีเงินสำรองเลย แล้วคุณยังมีภาระผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต คุณจะย้ายงาน ลาออกจากงาน (หรือตกงาน) แทบจะไม่ได้เลย ชีวิตคือเหมือนถูก “ล่ามโซ่” ระดับหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการทำตามความฝันอะไร เพราะจะกินจะใช้ก็ลำบากแล้ว อย่างที่ Rogers บอก คุณก็จะลืมไปเลยว่าชีวิตนี้อะไรคือสิ่งสำคัญ นอกจากมีวัตถุสิ่งของรอบกายแล้ว อะไรจริง ๆ ที่สำคัญกับชีวิต ที่เป็นความฝันที่เกิดมาต้องการทำ และในท้ายที่สุด คุณก็จะถูกกลืนชีวิตไปกับฝูงชนที่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองต้องการและมีความฝันทำอะไร หรือตอบได้แต่ก็ไม่มีทุนตั้งต้นจะไปเริ่มทำแบบที่คิด

2. ปัญหาทัศนคติด้านการเงินที่ไม่สอดรับกับการออม

เรื่องการเก็บเงินนี่มันมีปัญหาอีกด้านตรงที่ว่า เราถูกสอนมาว่าให้หารายได้เยอะ ๆ ให้พูดเลยก็ได้ว่า 90% ของเด็กมหาวิทยาลัยที่โตมา ไม่มีใครถูกสอนเรื่องว่าจะบริหารการเงินการลงทุนอย่างไร (แม้กระทั่งเด็กจบการเงินเองก็ตาม) ทำให้คนส่วนใหญ่เคว้งคว้าง ลงเอยด้วยยากนัก ก็ไม่ทำแม่งเลยล่ะกัน ในยุคที่โฆษณาเต็มเมือง จ่ายอะไรก็จ่ายง่าย ๆ ยิ่งเข้าไปกันใหญ่ แถมยังมีแรงกระตุ้นจากคนรอบข้าง จากเพื่อน ๆ ทั้งในโลกจริงและโลกโซเชียล สุดท้ายทุกคนก็พยายามใช้จ่ายให้ดูว่าเรามีระดับเหมือนกันนะ

อีกอย่างหนึ่งคือต้องบอกไว้ว่า การเก็บเงินออมและลงทุนในสินทรัพย์การเงิน กับ การออมเพื่อเอาไปใช้จ่าย อันหลังไม่ได้ทำให้รวยขึ้นในระยะยาวนะครับ ผมเรียกมันว่า ออมเพื่อจ่ายในอนาคต เช่น เก็บเงินไปซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศ ซื้อรถ ซื้อมือถือใหม่ ท้ายที่สุดเงินก้อนนี้มันก็ไม่ใช่เงินออม ไม่เปลี่ยนฐานะคุณอยู่ดี

การออมเพื่อเปลี่ยนฐานะ ต้องเป็นอะไรที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เช่น หักเงินลงทุนทุกเดือนไปซื้อกองทุนรวมหุ้น ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ให้บริษัทหักเงินเดือนไปสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พวกนี้ถึงจะนับว่าออมและลงทุนจริง ๆ

ถ้าใครกำลังเริ่มออมหรือลงทุนอยู่ ก็ขอให้ภูมิใจได้นะครับ เพราะผมจะบอกเลยว่าเรื่องแบบนี้มันยาก คุณจะดูแปลกประหลาด ไม่ค่อยมีใครทำหรอก (โดยเฉพาะคนรุ่นอายุช่วง 20-30) เอาจริง ๆ แล้ว แค่ใช้ชีวิตแบบไม่มีหนี้สิน มีเงินฝากในธนาคาร ยังเป็นเรื่องยากเลย ถ้าให้กะคร่าว ๆ สมมติมีเหตุการณ์หยุดโลกหมุนสัก 6 เดือน คือ ไม่มีเงินเดือนไม่มีรายได้ประมาณครึ่งปี เราอาจมั่นใจและทายว่าคนกว่า 7 จาก 10 จะต้องลำบากและมีปัญหาเรื่องเงินแน่นอน

อนึ่ง ชีวิตที่มีแต่เก็บเงินหมดเลย ไม่ใช้จ่ายเลยอันนั้นก็สุดโต่งระดับหนึ่งเหมือนกัน ลองบาลานซ์สมดุลชีวิตดูครับ ดึงความสุขในอนาคตมาใช้กับวันนี้หมดเลย กับดึงความสุขทุกอย่างในชีวิตไปอยู่ในอนาคตจนหมดก็ตึงเกินไปทั้งคู่

3. บทสรุปทางแก้คือออมให้ไว!

วิธีแก้ปัญหาการเงินใระยะยาวที่ดีที่สุด คือ การเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่ช่วงอายุ 20 เป็นต้นไป มีเงินก็หักไปลงทุนก่อน เช่น ได้เงินมา 1,000 ก็หักไปออมสัก 10-30% แม้จะลงทุนด้วยเงินไม่มาก แต่มีเวลาเป็นตัวคูณก็ช่วยได้เยอะทีเดียว และยังช่วยเสริมสร้างวินัยสำหรับการลงทุนระยะยาวได้อย่างดีด้วย

อย่างน้อยถ้าอยากจะเริ่มออมเริ่มลงทุน ผมแนะนำให้เก็บเงินให้ได้สัก เงินเดือนคูณด้วย 6 หรือคูณ 10 หรือ 12+ ซึ่งงนั่นหมายความว่า เราจะมีเงินใช้ได้สบาย ๆ เป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีโดยที่ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน ก็ถือว่าเราหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยแล้วครับ แล้วหลังจากนั้นเก็บเงินไปเรื่อย ๆ ซื้อสะสมพวกกองทุนรวมหุ้นก็ได้ แล้วเอาเงินออมก้อน 6 เท่าของเงินเดือนนั้นมาจัดทัพเป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน” (Reserve Fund)

ทั้งนี้ เราอาจจะมีคำถามว่าเราควรจะออมเงินหรือลงทุนไปถึงจำนวนเงินเท่าไหร่ดี? จริง ๆ มันมีวิธีวัดความมั่งคั่งง่าย ๆ อย่างหนึ่งอยู่ครับ คือ เราลองเอาค่าใช้จ่ายทั้งปี สมมติเดือนละ 20,000 = ปีละ 240,000 บาท แล้วหาร 4% หรือหาร 0.04 จะได้ตัวเลขกลม ๆ เช่นกรณีนี้ได้ 6 ล้าน ตัวเลขนี้ล่ะครับที่บอกว่า ถ้าคุณมีเงิน 6 ล้าน คุณเอาไปลงทุนแบบไม่เสี่ยง เช่น ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยสุทธิ 4% คุณจะได้เงินพอดีกับค่าใช้จ่ายทั้งปี

ด้วยเหตุนี้ จากตัวอย่างสมมติด้านบนถ้าคุณมีเงินก้อนจำนวนที่เท่ากับ 6 ล้าน อาจจะถือเป็นกำลังใจระดับหนึ่งได้ว่า ชีวิตกำลังจะหลุดจากภาระทางการเงินเกือบ 80% แล้ว (ลองคำนวณตัวเลขของแต่ละคนเอาเองนะครับ) ซึ่งถ้าจะให้ดี เราควรพยายามทำตัวเลขความมั่งคั่งนี้ให้ได้ประมาณช่วงอายุ 40 ก็ปลดเรื่องภาระทางการเงินในอนาคตได้สบาย ๆ ครับผม

Facebook : Bear Investor