กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

          บทความนี้เรามาคุยกันถึงกองทุนพักเงินที่เรียกว่า “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น”—Short term Bond กันดีกว่า พิเศษหน่อยคือผมจะพูดถึงกองทุนพวกนี้ที่ผมลงทุนเองอยู่และประสบการณ์ที่ผ่านมาปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

          กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ โดยมีอายุตราสารเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ปี ตราสารพวกนี้ก็จะหมดอายุแล้วก็คืนเงินต้น ปกติจะดำรงรักษา duration ของพอร์ตที่เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 1.0-1.5 มันก็คล้าย ๆ กองทุนตลาดเงิน (Money Market—MMF)  เวอร์ชั่นพัฒนาขึ้นมานั่นเองครับ แต่จริงๆมันคือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ทำให้ขายแล้วได้เงินวันถัดไป (T+1) อาจจะเรียกมันว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ทุกวันและ(ทำให้)มีสภาพคล่องใกล้เคียงกับ MMF — Daily Fixed (DF) คือ กองทุนนี้มักจะลงทุนแกนกลางกึ่ง ๆ MMF แต่จะมีการผสมตราสารหนี้อายุยาวขึ้นมาลงไปนิดหน่อย ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากปกติ หรืออาจจะเปิดโอกาสให้ไปลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างขวางขึ้น เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศ แต่ก็ยังคงลักษณะบางอย่างของ MMF เอาไว้ เช่น ยังเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ยังเป็นกองทุนที่ขายวันนี้ได้รับเงินวันทำการถัดไป (T+1)  ส่วนตัวผมเลิกเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ไปนานมากแล้ว และเปลี่ยนมาใช้กองทุนพวกนี้เพื่อพักเงินระหว่างที่ยังไม่ได้ทำอะไรแทน ทุกวันนี้พอได้เงิน ผมก็จะค้างไว้ในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ที่เหลือจะเอาไปซื้อกองทุนพวกนี้หมด ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการลงทุนของกองทุนพวกนี้คือ

  1. ไว้พักเงินสภาพคล่อง เช่น เงินเดือนส่วนที่หักไว้เป็นเงินออม, รอซื้อสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น
  2. เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในระยะเวลาใกล้ๆ เช่น ค่าเทอม
  3. เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
  4. เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว แต่ไม่ควรเกิน 20% มีไว้เป็นสภาพคล่องเฉย ๆ


       สมัยแรก ๆ ผมใช้วิธีทั่วไปคือก็ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบผลตอบแทน กองไหนดีก็ไปเปิดบัญชีกับที่นั่น เนื่องจากผมมีบัญชีธนาคารครบเกือบทุกธนาคารจึงอิสระมาก ๆ เรียกว่ามีบัญชีกองทุนทุกที่ และสมัยก่อนเป็นนักศึกษาจึงมีเวลาสำหรับการไปฝากไปโอนเงิน คนส่วนใหญ่ถ้ามาเปิดกองทุนพักเงินตอนทำงานแล้วก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้น กองทุนในเครือธนาคารที่ตนรับเงินเดือนหรือไปทำธุรกรรมได้สะดวก แต่กองทุนพวกนี้จริง ๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนนะครับ แม้มันจะดูเหมือน ๆ กันก็เถอะ หลายเจ้ามักจะมีกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้รวมกันประมาณ 2-3 กอง ถ้าแบ่งแบบง่าย ๆ ก็คือ กองที่เน้นปลอดภัย ลงทุนแต่ตราสารการเงินที่รัฐบาลออกและค้ำประกัน กับ กองที่ยังปลอดภัยแต่ผสมอะไรให้มันผลตอบแทนดีขึ้น เช่น ใส่เงินฝาก ใส่ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ลงไปบ้าง อย่างที่บอกสมัยก่อนผมลงทุนโดยดูผลตอบแทนเป็นหลัก แต่หลัง ๆ นี้เรื่องกลับเปลี่ยนไป พอศึกษามากขึ้น ผมกลับสังเกตว่า พอร์ตลงทุนของกองทุนพวกนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่กองทุนถือมันก็ใกล้เคียงกัน ตัวที่จะวัดว่าใครผลตอบแทนดีไม่ดีคืออะไรรู้ไหมครับ มันก็คือ “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” นั่นเอง สมมติว่าเฉลี่ยแล้วกองทุนพวกนี้ถือตราสารทั้งหมดแล้วให้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่ากัน ซึ่งมันควรจะเป็นผลตอบแทนของคุณทั้งหมด แต่ด้วย range หรือช่วงกว้างของค่าใช้จ่ายที่แต่ละเจ้าเรียกเก็บ มีตั้งแต่ 0.2 – 1.0% ต่อปี นั่นคือ คุณจะได้ผลตอบแทนทั้งปี 2.0% – 2.8% ต่อปี เนื่องจากโดนชาร์จค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน สำหรับกองทุนพวกนี้แล้ว ฝีมือของผู้จัดการกองทุนส่งผลน้อยมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดจะไปโดนค่าใช้จ่ายรวมกัดกินผลตอบแทนส่วนเกินกันหมด กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดว่าผลตอบแทนสุดท้ายคุณจะได้เท่าไหร่ จึงนำมาสู่แนวทางลงทุนของผม หลักสำคัญคือดู นโยบายลงทุน คู่ไปกับ ค่าใช้จ่ายกองทุน โดยให้น้ำหนักตัวหลังเยอะกว่า


ผมลองพาเดินทัวร์ทำความรู้จักกองทุนประเภทนี้ของแต่ละบลจ.หลัก ๆ ดีกว่าครับ (บางกองอาจถูกจัดเป็นกองทุนตลาดเงินได้นะครับ แต่ผมว่ามันเป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า อิงเกณฑ์ตาม Morningstar เป็นหลัก) โดยจะคัดมาแต่กองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมต่ำ ๆ ประมาณไม่เกิน 0.40% ต่อปีครับ เพราะฉะนั้นหลายค่ายหลายกองจะหายไปทันที (จริง ๆ แล้วมันมีกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเยอะนะครับ เช่น K-SF/K-SFPLUS ของ K-Asset หรือ TMBUSB ของ TMBAM เป็นต้น)  ทั้งนี้สภาพคล่องต้องดีต้องขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไปด้วย (T+1)

ชื่อบริษัทจัดการ—ชื่อกองทุน—ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี

  • KTAM— KT-ST —0.30% (ต้องซื้อกับบลจ.โดยตรง)
  • KTAM— KTSTPLUS —0.30%
  • KTAM— KTPLUS —0.38%
  • KSAM— KFSMART —0.39%

ปล. ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปีผสมกัน แก้ไขปรับปรุง ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560



วิธีเลือกกองพวกนี้ในปัจจุบันของผม จึงสรุปได้เรียงตามลำดับ คือ

1. เลือกที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีต่ำสุด (ถ้าเป็นไปได้)

2. ถ้าผลตอบแทนไม่ต่างกัน เลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก (แต่ส่วนตัวเห็นว่า กองทุนพวกนี้นโยบายลงทุนมักจะอนุรักษ์นิยมพอสมควรครับ ไม่มีใครอยากเสียชื่อเสียงเรื่องบริหารกองทุนตราสารหนี้ผิดพลาด ลองดูพวกตราสารที่ลงทุนก็ได้ครับ ถ้าคงระดับเรตติ้งที่ A มาก ๆ เป็นส่วนใหญ่ก็จะปลอดภัยขึ้นมาหน่อย แต่ถ้ามีแต่ BBB+ มาก ๆ อันนี้ควรจะตั้งข้อสงสัยครับ)

3. พิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น ความสะดวกในการใช้บริการ อาทิ กองทุนของบลจ.กรุงศรี ธนชาต ยูโอบี ฯลฯ มักจะผูกบัญชีธนาคารทั้งตัดเงินและรับเงินได้หลากหลายครับ (ดู บทความนี้ ประกอบ)


ปล. การลงทุนในกองทุนพวกนี้ยังไงก็ยังหลงเหลือความเสี่ยงครับ บทความนี้อธิบายประสบการณ์และการลงทุนส่วนตัวให้ลองไปศึกษาดู แต่ละคนมีแนวทางลงทุนต่างกันครับ และกองทุนพวกนี้ไม่ได้คุ้มครองเงินต้น มีโอกาสจะสูญเงินได้แม้กระทั่งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล้วน ๆ (แต่โอกาสน้อยมาก) เพราะฉะนั้นควรลงทุนอะไรที่เราเข้าใจกับมันดีที่สุดครับ

 

PVD – กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไร ?

ในบรรดาการลงทุนทั้งหมดนั้น การลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund or PVD) สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานเอกชน ผมอยากให้สนใจการลงทุนในกองทุนนี้เป็นสำคัญ เพราะมันคือ การลงทุนที่ดีที่สุด เท่าที่การลงทุนหนึ่งจะมีให้ได้แล้วครับ

คนที่ทำงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเจ้านี่พอสมควร เพราะโดนหักเงินกันทุกเดือน และหลายคนก็จะวุ่นวายใจกับมันมากเพราะโดนมันหักเงินไป แทนที่จะได้เงินเดือนเต็ม ๆ มาใช้ แต่เจ้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ผมนับว่าเป็นการลงทุนที่ดีมาก ๆ ถ้าเทียบเป็นไพ่ป๊อกเก้าก็ 3 เด้งเลยทีเดียวครับ

หลักการของมันก็คือ สมมติเงินเดือนเรามี 100% กองทุนนี้มันจะหักเงินเราไปลงทุนเลยตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินเดือนให้ บางบริษัทอาจจะหัก 5% บางบริษัท 10% ซึ่งมันทำตัวแบบภาษีครับ คือหักไปก่อนตั้งแต่แรก เรียกว่าเอาไปตั้งแต่ก่อนเราจะเห็นเงินเดือน ทำให้มันเป็นการลงทุนที่ดีเพราะเรา “จ่ายให้ตัวเองก่อนโดยอัตโนมัติทันที” อันนี้คือข้อดีสุด ๆ อย่างหนึ่งของมันครับ

ส่วนสามเด้งที่ผมว่าของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้แก่ ประการแรกนั้น การมีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง ส่วนประการที่สองนั้น จำนวนเงินออมจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง และประการสุดท้าย คือ PVD ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ลองมาดูทีล่ะอันครับ

1. ผลตอบแทน PVD จะสูงถ้าลงทุนถูกต้อง

เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นหักเงินไปลงทุนตั้งเดือนแรก ๆ ที่ทำงาน และมันจะหักไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ ทำให้ถ้าเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เช่น ตั้งแต่อายุ 20 ปีต้น ๆ พอไปถึงอายุที่จะนำเงิน PVD มาใช้อย่างสบายก็คือ อายุ 55 ปีตามเงื่อนไข

นั่นเท่ากับว่า ถ้าเรามีเวลาลงทุนสูงสุดได้เกือบ 30 ปี ระยะเวลาที่ลงทุนนานขนาดนั้น เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในระยะสั้นแต่ให้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ในระยะยาวอย่างหุ้นได้อย่างสบายใจ เนื่องจากเรามีระยะเวลาในการลงทุนที่นานเกิน 10-20 ปีขึ้นไป ทำให้ผลตอบแทนหุ้นมักจะเป็นบวกเสมอตามสถิติที่ผ่านมา และทำให้เราได้รับผลตอบแทนของหุ้นที่ประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีได้

และเมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้น 100% ล้วนนั้น ผมนึกถึงพาหนะการลงทุน 2 อย่างที่สามารถทำได้ คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้ง 2 กองทุนนี้ถ้าคุณอายุไม่เกิน 40 ปี ยิ่งคนที่ลงทุนตั้งแต่อายุต่ำกว่า 30 เราสามารถอัดหุ้นเต็มกระสุนได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าอายุไม่มาก แผนการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นควรจะเลือกนโยบาย PVD แผนที่ลงทุนในหุ้นเยอะที่สุดครับ

หุ้นในระยะยาวคือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในระดับ 10% ทบต้นต่อปีได้เลยทีเดียว บนอัตราเร่งเท่านี้ ทุก ๆ 7 ปีเงินจะโตเป็นเท่าตัว 

สาเหตุเพราะอะไรน่ะหรือ? การที่หุ้นขึ้นหุ้นลงรายวัน รายเดือน ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเงินลงทุนระยะยาวเลย เราไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจการขึ้นลงรายปีของหุ้นด้วย เพราะกว่าเราจะขายได้ก็นู่น อายุ 55 ปี

คนที่อายุน้อยแต่เลือกลงทุนในตราสารหนี้ 100% ไปตลอด อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว และแก้ไขไม่ได้ด้วยเมื่อครบอายุ 55 ปีแล้ว

ความมั่งคั่งที่เป็นตัวเงินของคุณที่หายไปอาจจะแตะระดับแปดหลัก อาจมีมูลค่าเกิน 10 ล้านขึ้นยังได้ ซึ่งมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดง่าย ๆ แบบนี้นี่เอง

ลองสมมติตัวอย่างนะครับ ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 มีเงินเดือนแค่ 20,000 บาท ไม่ปรับขึ้นเลยตลอดชีวิตไปจนถึงอายุ 55 ปี (ชีวิตโหดร้ายมากแต่แบบอยากให้เห็นตัวเลขชัด) ถ้าสมมติคุณเลือกสะสมหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ 10% คุณจะมีเงินไปออมเดือนละ 2,000 บาท พออายุ 55 ปี สำหรับคนที่ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วน ระยะยาวผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ 3.5% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในตอนนั้น (ไม่รวมส่วนของนายจ้าง) ที่ประมาณ 1,270,000 บาท

ในขณะที่ถ้าคุณเลือกแผนหุ้น 100% ตั้งแต่แรก ๆ แล้วในเวลาเท่ากันได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในอนาคตประมาณ 3,666,000 บาท หรือเกือบเท่า 3 เท่าของคนที่อยู่ในแผนตราสารหนี้ล้วน (นับเฉพาะแค่เงินเราอย่างเดียวกันะครับ)

กรณีนายจ้างสมทบให้เท่ากัน (สมมติให้สมทบตามที่คุณหักเต็มจำนวน 100%) คนที่ลงทุนแผนนโยบายตราสารหนี้ลล้วนอาจจะมีเงินออกมาที่ 2-3 ล้านบาท แต่คนที่ลงทุนแผนหุ้น 100% ได้เงินออกมาที่ประมาณ 7 ล้านบาท แค่นี้คุณภาพชีวิตก็ต่างกันมาก ๆ แล้วครับ และยังต้องย้ำอีกว่า นี่คือการสมมติในแบบที่เงินเดือนไม่ขึ้นเลยด้วยนะครับ 30 ปี ถ้าเงินเดือนโตหรือขึ้นอีก ปริมาณเงินที่จะได้รับยิ่งต่างกันมหาศาล

2. ตัวเร่งมูลค่าของ PVD

การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจะมีตัวเร่งการลงทุนและปริมาณเงินหลัก ๆ คือ

I. จำนวนเงินที่เราหักมาสะสม

ปริมาณเงินเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นตัวทวีอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับความมั่งคั่งระยะยาว คนที่หักเงิน PVD แค่ 5% ย่อมไม่เท่าคนหัก 10% หรือบริษัทที่สมทบเงิน 5% ย่อมไม่เท่ากับบริษัทที่สมทบ 10% หรือเลวร้ายที่สุดคือบางคนไม่ยอมหักเงินเข้า PVD เลย หรือบางคนออกจากงานปุ๊บก็เอาไปใช้หมดเลย แบบนี้ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทำร้ายฐานะทางการเงินในอนาคตมาก ๆ

II. ผลตอบแทนที่ได้รับ

คนที่ลงทุนแผนหุ้นล้วน (ตราสารทุน 100%) ผลตอบแทนย่อมมากกว่าคนที่จมอยู่กับตราสารหนี้หรือตลาดเงินมาก ๆ และอย่างที่ผมบอกเลย ไม่มีอะไรจะพลาดเท่านี้แล้วถ้าตัดสินใจ (หรือไม่ยอมตัดสินใจจนทำให้) ลงทุนแผนตราสารหนี้ลล้วนไปตลอดชีวิตการทำงาน และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ถ้าไม่ยอมเข้าแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

III. ระยะเวลาในการลงทุน

ยิ่งทำงานไว มีระยะเวลาทำงานนานยิ่งสะสมทบต้นให้เงินโตมหาศาลกว่าครับ ทั้งนี้ต้องปล่อยให้เงินลงทุนโตต่อเนื่อง โดยการที่ไม่ดึงมันมาใช้หรือขายทิ้งนะครับ เวลาออกจากงานเก่าไปงานใหม่

จากที่เคยอ่านบทวิจัยเมื่อนานมาแล้ว เงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ลูกจ้างในอเมริกาได้รับมาจาก 401(k) เป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดของพวกเขาจากการทำงาน ซึ่งในไทยนั้น 401(k) ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ค่อนข้างน่าเศร้าครับ ในไทยนั้นผมเคยอ่านบทความสัมภาษณ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉลี่ยแล้วลูกจ้างจะออกจากงานไป โดยได้รับเงินก้อนดังกล่างต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ได้รับตอนเกษียณอายุนะครับ คือมันจะเป็นเงินก้อนท้าย ๆ ที่จะเอาไปใช้ชีวิตหลังอายุ 60 ปี

ทว่าตัวเลขที่ลึกลงไปก็คือ เงินที่ต่ำกว่าหนึ่งล้านที่ว่านั้นเป็นจำนวนเงินแค่ 300,000 บาท! หรือสามารถนำเงินไปใช้ได้อีกแค่ 20 ปีหรือใช้ได้แค่เดือนละ 1,300 บาท!!! บนสภาวะที่ราคาของปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่ผมคิดว่ามันต่ำขนาดนี้ ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากสาเหตุดังนี้

(1) หักเงินเข้าสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกันน้อยเกินไป

(2) เงินที่ลงทุนใน PVD ลงทุนในแผนตราสารหนี้ล้วนทำให้เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อ ซึ่งข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งอุตสาหกรรมมีเงินลงทุนในหุ้นเพียงแค่ 10-15% ส่วนที่เหลือคนเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เกือบทั้งหมด

(3) เวลาที่ออกจากงานก็เลือกที่จะขายกองทุนทิ้งหมด ไม่ยอมโอนเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังที่ทำงานใหม่

(4) บริษัทต่าง ๆ ไม่อยากเพิ่มต้นทุนตัวเองเลยสมทบเงินลงทุนต่ำสุดเท่าที่กฎหมายกำหนด

 3. พลังของเงินสมทบจากนายจ้าง

ใครที่ทำงานบริษัทที่จ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ เราจะต้องใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของมันให้ได้ เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่มีในทุกสินทรัพย์แล้ว เพราะ “มันมีคนทบทวีเงินออมของเราเพิ่มให้ด้วย” เช่น คุณหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5 บาท ถ้าบริษัทสมทบให้ 100% บริษัทจะใส่เงินให้มาอีก 5 บาท ทำให้เงินที่เราจะได้ลงทุนรวมแล้วคือ 10 บาท แถมยังสามารถนำเอา 5 บาทที่ว่าไปหักลดหย่อนภาษีได้อีก เรียกได้ว่าเป็นโคตรของโคตรดี

เพราะฉะนั้นโปรดจำไว้ว่า เราควรพยายามลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยหักเงินให้เต็มตามอัตราสมทบและเลือกแผนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นมากที่สุด

ยิ่งเรามีระยะเวลาทำงานอีก 30-40 ปี อันเป็นระยะเวลาที่สามารถลงทุนได้นานมาก ๆ การลงทุนโดยอยู่ในแผนที่มีสัดส่วนลงทุนหุ้น 100% นี่ล่ะที่จะทำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณในท้ายที่สุดโตทะยานมหาศาลกว่าคนทั่วไปในรุ่นเดียวกันที่เลือกลงทุนแผนอื่น ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งความต่างที่ว่าคือหลักล้านได้เลยทีเดียว

สาเหตุที่มันต่างกันมโหฬารก็เพราะว่า ส่วนที่นายจ้างสมทบเงินให้ (โดยเฉพาะกรณีสมทบเท่ากัน 100% ของเงินที่ถูกหัก) มันจะช่วยเข้ามาทบให้เงินโตเป็น 2 เท่า เช่น บริษัทบางแห่งนั้น หากคุณหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10% ของเงินเดือน นายจ้างจะสมทบให้เท่ากัน แค่นี้ก็ถือเสมือคุณได้มีเงินไปลงทุนถึง 20% ของเงินเดือนกันไปเลย ความต่างของมูลค่าเงินในอนาคตจึงสูงมากไปตามระยะเวลาลงทุนที่เหลือหรือระยะเวลาทำงานที่เหลือก่อนเกษียณ

ในปัจจุบันนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ถูกปรับปรุงด้วยกฎหมายใหม่ อนุญาตให้ลูกจ้างสามารถหักเงินได้มากกว่าที่นายจ้างสมทบ เช่น เราสามารถเลือกว่าจะหักเงิน 5-7-9-11-13-15% ของเงินเดือนก็ได้ แม้นโยบายของบริษัทที่เราทำงานจะสมทบเงินให้แค่ 5% ก็ตาม

ทั้งนี้การสมทบเงินของนายจ้างก็ยังอยู่ตามที่บริษัทหรือนายจ้างกำหนดอยู่นะครับ เช่น แม้เราจะสะสม 15% นายจ้างก็จะจ่ายเงินให้ 5-10% สมทบตามอายุงาน เพียงแต่กฎหมายปรับใหม่ให้ดีกว่าแต่ก่อน เพราะเดิมนั้นลูกจ้างจะหักเงินเกินกว่าที่นายจ้างสมทบไม่ได้

4. หนึ่งเด้งจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี

เงินส่วนที่โดนหักไปลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น เราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ครับ รัฐเข้ามาส่งเสริมในส่วนนี้เพื่อจะทำให้คนลงทุนระยะยาว และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐในการช่วยเหลือพลเมืองในอนาคต และถ้าเราลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเรื่อย ๆ จนอายุ 55 ปี ตราบเท่าที่ยังไม่มีการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมา ภาระภาษีจะไม่เข้ามายุ่งกับเราแล้ว และเมื่อครบเงื่อนไขที่อายุ 55 ปีแล้ว เงินก้อนนี้ซึ่งเราจะได้รับก็ยังยกเว้นภาษีเงินได้ให้อีกด้วย

สำหรับนักลงทุนที่ต้องออกจากงานก่อน การขายทิ้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะทำให้ท่านต้องนำเงินที่ขายมาไปยื่นเสียภาษีด้วย ทางออกที่รัฐวางไว้ก็คือ ให้ท่านทำการคงเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเก่าไว้ในบริษัทเก่าก่อน พอได้งานที่ใหม่ค่อยทำเรื่องย้ายไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ (ไม่ถือว่าเป็นการขายที่ผิดเงื่อนไขทางภาษี)

นอกจากนี้ตามกฎเกณฑ์ใหม่นั้น ท่านสามารถโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่รองรับการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากแต่ยังต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่จะขายได้แบบปลอดภาระภาษีก็ตอนอายุ 55 เหมือนเดิม

ทั้งนี้ใครที่คิดว่าออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังไม่พอ สามารถซื้อ RMF ลงทุนคู่ไปได้ โดยจำนวนเงินที่ลงทุนทั้งสองกองทุนนี้และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และอย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ด้วย (ประเด็นภาษีมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูข้อกฎหมายตัวเต็มด้วยนะครับ)

5. บทสรุปของ PVD

ทบทวนหลักการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกรอบ หากใครที่ยังมีอายุน้อย ๆ พึ่งเริ่มทำงาน แล้วบริษัทมีให้เลือกแผนลงทุนหุ้นได้ 100% สามารถเลือกนโยบายหุ้นล้วนแล้วลงกองสำรองเลี้ยงชีพให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งมันจะเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก ๆ ครับ แบบที่คุณในอนาคตจะต้องขอบคุณตัวเองสุดฤทธิ์

ส่วนที่ผมชอบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพค่อนข้างมาก เพราะมันคือ การลงทุนอัตโนมัติ จ่ายให้ตัวเองก่อนแบบแท้ ๆ เราไม่เห็นเงินก้อนนี้ตอนเงินเดือนออกแน่นอน คล้าย ๆ ภาษีที่รัฐใช้วิธีเก็บเอาไปก่อน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงมีอัตราความไวไม่แพ้สรรพากรครับ แถมยังได้ผลประโยชน์ถึงสามทาง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ได้เงินสมทบจากนายจ้าง และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

แทบจะไม่มีการลงทุนบนโลกนี้ที่จะดีทุกด้านเท่านี้อีกแล้วครับ

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

     ในบรรดาการลงทุนทั้งหมดนั้น แผนการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ—Provident Fund (PVD) สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานเอกชน ผมอยากให้สนใจการลงทุนในกองทุนนี้เป็นสำคัญ เพราะมันคือ การลงทุนที่ดีที่สุด เท่าที่การลงทุนหนึ่งจะมีให้ได้แล้วครับ

คนที่ทำงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเจ้านี่พอสมควร เพราะโดนหักกันทุกเดือน และหลายคนก็จะวุ่นวายใจกับมันมากเพราะโดนมันหักเงินไปแทนที่จะได้เงินเดือนเต็มๆมาใช้ แต่เจ้า PVD นั้นผมนับว่าเป็นการลงทุนที่ดีมากๆ ถ้าเทียบเป็นไพ่ก็ป๊อกเก้า 3 เด้งเลยทีเดียวครับ หลักการของมันก็คือ สมมติเงินเดือนเรามี 100% PVD จะหักเงินเราไปลงทุนเลยตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินเดือนให้ บางบริษัทอาจจะหัก 5% บางบริษัท 10% ซึ่งมันทำตัวแบบภาษีครับ คือหักไปก่อนโดยตั้งแต่แรกตั้งแต่ก่อนเห็นเงินเดือน ทำให้มันเป็นการลงทุนที่ดีเพราะเรา “จ่ายให้ตัวเองก่อนโดยอัตโนมัติทันที” อันนี้คือข้อดีสุดๆอย่างหนึ่งของมันครับ ส่วนสามเด้งที่ผมว่าของ PVD ได้แก่ มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง, จำนวนเงินออมเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง, และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่างหาก ลองมาดูทีล่ะอันครับ

(1) เด้งที่หนึ่ง ; มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง

เนื่องจาก PVD นั้นหักเงินไปลงทุนตั้งแต่เดือนแรกๆที่ทำงาน และหักไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ ทำให้ถ้าเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เช่น ตั้งแต่อายุ 20 ปีต้นๆ อายุที่จะนำเงิน PVD มาใช้อย่างสบายใจคืออายุ 55 ปีตามเงื่อนไข เท่ากับมีเวลาลงทุนสูงสุดได้เกือบ 30 ปี ระยะเวลาลงทุนที่นานขนาดนั้น เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในระยะสั้นแต่ผลตอบแทนสูงมากๆในระยะยาวอย่างหุ้นได้อย่างสบายใจ เนื่องจากลงทุนนานเกิน 10-20 ปีขึ้นผลตอบแทนหุ้นจะเป็นบวกเสมอตามสถิติและได้รับผลตอบแทนสามัญของหุ้นที่ประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีได้ พูดถึงการลงทุนในหุ้น 100% ล้วนนั้น ผมนึกถึงพาหนะการลงทุน 2 อย่างที่สามารถทำได้ คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้ง 2 อย่างนี้ถ้าคุณอายุไม่เกิน 40 โดยเฉพาะคนที่ยังลงทุนตั้งแต่อายุต่ำกว่า 30 เราสามารถอัดหุ้นเต็มกระสุนได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าอายุไม่มาก แผนลงทุนที่ดีที่สุดนั้นควรจะเลือกนโยบาย PVD แผนที่ลงทุนในหุ้นเยอะที่สุดครับ  เพราะอะไรน่ะหรือ การที่หุ้นขึ้นลงรายวัน รายเดือน ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเงินลงทุนระยะยาวคุณเลย ไม่ต้องสนใจการขึ้นลงรายปีด้วย เพราะกว่าเราจะขายได้ก็นู่นนนน อายุ 55 ปี ถ้าเราเลือกลงทุนแต่ตราสารหนี้ ผมถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งนึงในชีวิตเลยทีเดียว ความมั่งคั่งที่เป็นตัวเงินของคุณที่หายไปอาจจะแตะระดับแปดหลัก อาจมีมูลค่าเกิน 10 ล้านขึ้นไปยังได้ ซึ่งมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดง่ายๆแบบนี้นี่เอ


    ลองสมมติตัวอย่างนะครับ ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 มีเงินเดือนแค่ 20,000 บาท ไม่ปรับขึ้นเลยตลอดชีวิตไปจนถึงอายุ 55 ปี (ชีวิตโหดร้ายมากแต่แบบอยากให้เห็นตัวเลขชัดๆ) ถ้าสมมติ คุณเลือกสะสมหัก PVD ที่ 10% คุณจะมีเงินไปออมเดือนละ 2,000 บาท พออายุ 55 ปี สำหรับคนที่ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วน ระยะยาวผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ 3.5% ทบต้นต่อปี เท่ากับ คุณจะมีเงินตอนนั้น(ไม่รวมส่วนของนายจ้าง) ที่ประมาณ 1,270,000 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าคุณเลือกแผนหุ้น 100% ตั้งแต่แรกๆ แล้วระยะยาวในเวลาเท่ากันได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในตอนนั้นประมาณ 3,660,000 ล้านบาท (หรือเกือบ 3 เท่าของคนที่อยู่ในแผนตราสารหนี้ล้วน) อันนี้แค่เงินเราอย่างเดียว กรณีนายจ้างสมทบให้เท่ากัน(กรณีนี้คือ 10%) คนที่ลงทุน PVD ตราสารหนี้ล้วนอาจจะมีเงินออกมาที่ 2-3 ล้านบาท แต่คนที่ลงทุนแผนหุ้น 100% ได้เงินออกมาที่ประมาณ 7 ล้านบาท แค่นี้คุณภาพชีวิตก็ต่างกันมากๆแล้วครับ แล้วนี่คือการสมมติในแบบที่เงินเดือนไม่ขึ้นด้วยนะครับ 30 ปี ถ้าเงินเดือนโตอีกปริมาณเงินที่ต่างกันยิ่งมหาศาล เนื่องจากการลงทุนใน PVD นั้น มีตัวเร่งการลงทุนและปริมาณเงินหลักๆคือ

  • จำนวนเงินที่เราหักมาสะสม—คนหักแค่ 5% ย่อมไม่เท่าคนหัก 10% หรือ บริษัทที่สมทบ 5% ย่อมไม่เท่ากับบริษัทที่สมทบ 10% หรือแม้กระทั่งบางคนก็ไม่ยอมหักเลย หรือออกจากงานปุ๊บก็เอาไปใช้หมด อันนี้ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทำร้ายฐานะการเงินในอนาคตมากๆ
  • ผลตอบแทน—คนลงทุนแผนหุ้นล้วนผลตอบแทนย่อมมากกว่าคนที่จมอยู่กับตราสารหนี้หรือตลาดเงินมากๆ อย่างที่ผมบอกเลยไม่มีอะไรจะพลาดเท่านี้แล้วถ้าตัดสินใจ(หรือไม่ยอมตัดสินใจจนทำให้)ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วนไปตลอดชีวิตการทำงาน
  • เวลา—ยิ่งทำงานไว มีระยะเวลาทำงานนานยิ่งสะสมทบต้นให้เงินโตมหาศาลกว่าครับ ทั้งนี้ต้องปล่อยให้เงินลงทุนโตต่อเนื่องโดยการที่ไม่ดึงมันมาใช้หรือขายทิ้งนะครับเวลาออกจากงานเก่าไปงานใหม่


จากที่เคยอ่านบทวิจัยเมื่อนานมามากแล้ว เงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ลูกจ้างในอเมริกาได้รับมาจาก 
401(k) เป็นเงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาจากการทำงาน ซึ่งในไทยก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) แต่ค่อนข้างน่าเศร้าครับ ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของสำนักงานกลต. โดยเฉลี่ยแลัวลูกจ้างจะออกจากงานไปโดยได้เงินก้อนดังกล่าวต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ได้ตอนเกษียณอายุนะครับ คือเป็นเงินก้อนท้ายๆที่จะเอาไปใช้ชีวิตหลังอายุหกสิบปี ทว่าตัวเลขที่ลึกไปอีก คือ เงินที่ต่ำกว่าล้านที่ว่าคือ 300,000 บาท ! หรือใช้ได้อีก 20 ปีแต่ต้องใช้เดือนละ 1,300 บาท !!!! บนสภาวะที่ราคาของปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุที่ผมคิดว่ามันต่ำขนาดนี้ ความผิดพลาดก็คือ

1) หักเงินเข้า PVD กันน้อย
2) ลงทุนในตราสารหนี้กันหมด ทำให้เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อ (ข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งอุตสาหกรรมมีเงินลงทุนในหุ้นเพียงแค่ 10-15% ที่เหลือเป็นตราสารหนี้เกือบหมด) 
3) พอออกจากงานก็เลือกที่จะขายกองทุนทิ้งหมด ไม่โอนมายัง PVD ที่ทำงานใหม่
4) บริษัทต่างๆไม่อยากเพิ่มต้นทุนตัวเอง เลยสมทบต่ำสุดเท่าที่กม.กำหนด


(2) เด้งที่สอง ; จำนวนเงินออมเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง

ใครที่ทำงานบริษัทที่จ่ายเงินสมทบกองสำรองเลี้ยงชีพให้ใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของมันนะครับ มันคือการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่มีในทุกสินทรัพย์แล้วเพราะ “มันมีคนทบทวีเงินออมของเราเพิ่มด้วย” เช่น คุณโดนหักเงินไป 5 บาท ถ้าบริษัทสมทบให้เท่ากันคือ 5 บาท เงินที่เราจะได้ลงทุนรวมคือ 10 บาท แถมยังเอา 5 บาทที่ว่าไปหักลดหย่อนภาษีได้อีก โคตรของโคตรดี เพราะฉะนั้นให้พยายามลงทุนในส่วนนี้ให้เต็มอัตรา แล้วพยายามเลือกการลงทุนที่อัดหุ้น  มีเวลาทำงานอีก 30-40 ปี ถ้าลงทุนได้ยาวขนาดนี้ การลงทุนโดยอยู่ในแผนที่มีสัดส่วนลงทุนหุ้น 100% นี่ล่ะที่จะทำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณในตอนท้ายโตทะยานมหาศาล กว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เลือกแผนอื่นๆเพราะกลัวหุ้นแน่นอน ซึ่งถ้าทำงานกันยาวๆ อาจจะต่างกันหลายล้านทีเดียวเพราะส่วนที่นายจ้างทบทวีให้ซึ่งถ้าสมทบเท่ากันสูงสุดอาจจะทำให้เงินโตขึ้นอีกเท่าตัว! (เช่น บางบริษัท คุณหักไปสะสม 10% ของเงินเดือน นายจ้างสมทบให้อีก 10% แค่นี้ก็มูลค่ามหาศาลเป็นล้านในอนาคตแล้วครับ ถ้าทำงานนานๆ)

อาจจะมีหลายคนยังไม่รู้นะครับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอนนี้กฎหมายยปรับใหม่ อนุญาตให้ลูกจ้างหักเงินได้มากกว่าที่นายจ้างสมทบ เช่น เราสามารถเลือกว่าจะหัก 5 7 9 11 13 หรือ 15% ของเงินเดือนก็ได้ แม้นโยบายบริษัทจะสมทบให้แค่ 5% ก็ตาม ทั้งนี้การสมทบเงินของนายจ้างก็ยังอยู่ที่เขากำหนดนะครับ เช่น เราสะสม 15% นายจ้างก็อาจจะจ่ายเงินสมทบที่ 5-10% ตามอายุงาน ถือว่าเป็นการปลดล็อกประเด็นที่เดิมทำให้ลูกจ้างหักเงินเกินนายจ้างสมทบไม่ได้


     (3) เด้งที่สาม ; ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

    เงิน PVD ส่วนที่โดนหักไปนั้น เราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ครับ รัฐส่งเสริมในส่วนนี้เพื่อจะได้ทำให้คนลงทุนระยะยาวและแบ่งเบาภาระของรัฐในการช่วยเหลือในอนาคต และถ้าลงทุน PVD ไม่เรื่อยๆจนอายุ 55 ปี ตราบใดที่ยังไม่มีการขายออกมา ภาษีจะไม่มายุ่งกับเราเลย แถมพอครบเงื่อนไขคืออายุเกิน 55 ปีแล้ว เงินก้อน PVD ที่เราได้รับจะได้รับยกเว้นภาษีด้วย โอ้โห คือมันดีมากๆๆ จริงครับ สำหรับนักลงทุนที่ต้องออกจากงานก่อน การขายทิ้ง PVD จะทำให้ท่านต้องนำมันไปยื่นเสียภาษีด้วย ทางออกที่รัฐวางไว้คือ ให้ท่านคงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้กับบริษัทเก่าก่อน พอได้งานที่ใหม่ค่อยโอนไปยัง PVD ของที่ทำงานใหม่ครับ แค่นี้ก็ไม่ถือว่าขายแล้ว หรือกฎเกณฑ์ใหม่สามารถโอน PVD นั้นไปยังกองทุน RMF ที่รองรับการโอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ (บนเงื่อนไขขายได้แบบปลอดภาระทุกอย่างที่อายุ 55 เหมือนเดิม) ทั้งนี้ใครที่คิดว่าออมใน PVD ยังไม่พอ สามารถซื้อ RMF ลงทุนคู่ไปได้ ทั้งนี้ PVD รวม RMF และประกันบำนาญ ต้องไม่ไม่เกิน 500,000 บาท และอย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ด้วย (ประเด็นภาษีมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูตัวเต็มด้วยนะครับทั้ง PVD ทั้ง RMF เลย)


สรุป

ใครอายุน้อยๆ พึ่งเริ่มทำงาน แล้วบริษัทมีให้เลือกแผนลงทุนหุ้นได้ 100% สามารถเลือกนโยบายหุ้นล้วนแล้วลงกองสำรองเลี้ยงชีพให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้จะเป็นการตัดสินใจที่ดีมากๆครับ ส่วนที่ผมชอบมันค่อนข้างมาก เพราะมันคือ การลงทุนอัตโนมัติ จ่ายให้ตัวเองก่อนแบบแท้ๆ เราไม่เห็นเงินก้อนนี้ตอนเงินเดือนออกแน่นอน คล้ายๆภาษีที่รัฐเอาไปก่อน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีอัตราความไวไม่แพ้สรรพากรครับ แถมยังได้ผลประโยชน์ถึงสามทาง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน, ได้เงินสมทบจากนายจ้าง, และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

ไม่มีการลงทุนใดดีเท่านี้อีกแล้วครับ

Jessi Livermore

Livermore : The Boy Plunger

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมพยายามไล่อ่านแนวทางการลงทุนของนักลงทุนสไตล์ตรงข้ามหรือสไตล์ที่ผมไม่ได้ลงทุนเพราะอย่างน้อยเราก็ควรจะรู้จักปรัชญาของนักลงทุนที่เป็นระดับเซียนของโลกครับ โดยเฉพาะ Trader หรือนักเก็งกำไรชั้นเซียนของโลก และคนที่มีประวัติหวือหวาสุด ขึ้นทำเนียบสุด ก็คือ Jesse Lauriston Livermore นี่ล่ะครับ พออ่านไปผมกลับพบว่า นักลงทุนที่ฝีมือฉมัง ๆ ของโลก ไม่ว่าจะแนวสไตล์ VI หรือเทคนิค หรือแนวไหน ๆ ก็ตาม ล้วนมีหลักการและทัศนคติอะไรบางอย่างที่ยึดถือคล้าย ๆ กัน แม้สไตล์ลงทุนจะต่างกันสุดขั้วก็ตาม

เล่าประวัติก่อน เขาเกิดปี 1877 และเริ่มซื้อขายหุ้นตั้งแต่ช่วงอายุ 14 ปี พออายุ 15 ก็เก็งกำไรจนได้เงินประมาณ $1,000 และพออายุ 20 ก็สะสมเงินจากการเทรดหุ้นได้ถึง $10,000 และไม่นานหลังจากกนั้นก็เงินทะยานเป็น 1 ล้านเหรียญ (ซึ่งถ้าปรับเงินเฟ้อ 3% ต่อปีแล้ว เงินนี้คือเงินเกือบ 30 ล้านเหรียญในปัจจุบัน!) ฉายาของเขาคือ Boy Plunger” หรือเด็กเสี่ยงโชค คือมีอยู่ช่วงหนึ่ง ตัวเขาไม่สามารถไปเทรดหุ้นที่ไหนได้เลย เพราะโบรกเกอร์ไม่รับ เนื่องจากทางโบรกจะขาดทุนเพราะฝีมือของเขาที่เก็งกำไรแม่นมาก ๆ

Livermore นั้นลงทุนหลากหลาย ทั้งหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำตาล ฝ้าย ฯลฯ เรียกได้ว่าเห็นโอกาสที่ไหนก็ไปหมด และวิธีการลงทุนหลักคือ ใช้การอ่านเทป ซึ่งมีคนบอกว่ามันคล้ายกับการดู Ticker ราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันนั่นล่ะครับ

อย่างไรก็ดี ชีวิตในบางช่วงของเขาก็ไม่ได้สดใสนัก Livermore เคยขาดทุนเป็นหนี้ประมาณ 1 ล้านเหรียญ แต่ก็สามารถเก็งกำไรจนได้เงินกลับมาใช้คืนได้ แล้วก็เก็งกำไรจนเงินทุนทะยานอีกรอบ ก่อนจะกลับมาหมดตัวในท้ายที่สุด และการขาดทุนรอบสุดท้ายทำให้ตัวเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตาย และเป็นการปิดตำนานเทรดเดอร์ชั้นเซียนในปี 1940

และนี่คือหลักการรวมถึงข้อคิดสองข้อหลักที่ผมว่ามันสามารถนำมาใช้ได้กับนักลงทุนทุกแนว

(1) ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่เชื่อว่า “ตลาดหุ้นมักจะซ้ำรอยเดิม” ที่ไหนที่จะบอกเราได้ว่า ประวัติศาสตร์ชอบวนมาเกิดซ้ำ ๆ ที่นั้นก็คือตลาดหุ้นนี่เอง เพราะที่นี่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังมีอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งอารมณ์โลภ กลัว และความหวัง ซึ่งผู้ที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้ไหลไปตามฝูงชนได้ (มีความคิดเป็นอิสระ) ก็จะมีโอกาสสูงยิ่งขึ้นที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้นได้

(2) ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่มีวินัยในการเทรดมาก ๆ ถ้าไม่มั่นใจเขาจะอยู่เฉย ๆ เพื่อปกป้องเงินต้นของตัวเอง และทุกการเทรดจะต้องมีการวางแผนไว้ก่อน ซึ่งเขาบอกว่า 7 ใน 10 ครั้งของการทำตามแผนที่วางไว้จะทำให้เขาได้กำไร เมื่อไหร่ที่เขาเทรดตามอารมณ์ของตนเองหรือตามความพึงพอใจ ลงท้ายเขาจะขาดทุน

และข้อคิดของเขาที่ผมชอบมากก็คือคำพูดที่ว่า

“ในตลาดหุ้นจะมีนักลงทุนที่ทำผิดซ้ำ ๆ ด้วยการคิดว่าตัวเองจะต้องทำการซื้อขายบ่อย ๆ ซื้อขายตลอดเวลา มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เพียงพอจะมารองรับการซื้อขายหุ้นทุกวัน การลงทุนที่ถูกต้องคือการลงทุนอย่างรอบคอบ และต้องรอจังหวะที่เหมาะสม”

แง่คิดที่น่าสนใจของ Livermore

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนในตลาดหุ้น เพราะพวกเขา “นั่งทับมือบนกองเงินของตัวเองไม่เป็น” แรงกระตุ้นทำให้พวกเขาซื้อขายบ่อย ๆ และคนที่ได้กำไรคือ โบรกเกอร์ ของพวกเขานั่นเอง คำพูดนี้ผมนึกถึง Warren Buffett ที่เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ สิ่งที่เขาอยากเป็นไม่ใช่หุ้นส่วนของคุณนนะ แต่จะขอเป็นโบรกเกอร์ให้แทน

นี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากนะครับ ใครที่คิดว่าตัวเองเป็นนักเก็งกำไร แล้วจะต้องซื้อขายกันบ่อย ๆ ซื้อขายทุกวัน มันเป็นอะไรที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนออกไปมาก และลิเวอร์มอร์ได้สรุปไว้เป็นการตกผลึกการลงทุนของเขาว่า ส่วนใหญ่ที่เขาได้กำไรมาจากอยู่นิ่ง ๆ และอยู่กับที่ คนที่เดาตลาดถูก ลงทุนหุ้นถูก แล้วยังถือมันไว้ได้ เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเรียนรู้ ความอดทนเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะวัดว่า ใครจะมีกำไรจากตลาดหุ้น เพราะฉะนั้นสำคัญมากว่า นักลงทุนไม่ว่าจะแนวไหนต้องเป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองครับ

และนำมาซึ่งข้อสังเกตของลิเวอร์มอร์อีกอย่างก็คือ กลุ่มคนอีกกลุ่มที่มักจะขาดทุนจากการลงทุน คือ คนประเภทที่ซื้อขายตามข่าวลือ หรือคำแนะนำของคนอื่น คนพวกนี้นอกจากจะขาดทุนได้ง่ายในระยะยาว ยังทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเวลาเขาได้กำไรเขาจะบอกว่าตัวเองเก่งแต่เวลาขาดทุนเขาจะโทษคนอื่น โทษข่าวลือ โทษคำแนะนำ โดยไม่มองเลยว่า คนที่ตัดสินใจซื้อขายก็คือตัวเอง!

ท้ายที่สุด แม้ Livermore จะเป็นนักลงทุนที่ใช้ Margin หรือ Leverage กู้มาลงทุนในหลายครั้งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ชอบการเป็นหนี้ คือ ในตอนลงทุนเขาอาจยอมกู้เงินมาเก็งกำไร แต่ก็จะกู้บนเงินลงทุนที่เป็นเงินไว้สำหรับซื้อขายหรือเทรดของตัวเอง ไม่ใช่การกู้คนอื่นหรือไปยืมใครมาลงทุน เขาบอกว่า การมีหนี้สินทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เพราะต้องมานั่งพะวงเรื่องการหาเงินคืน

และเรื่องหนี้สินข้างบนได้นำไปสู่คำแนะนำอีกข้อก็คือ เขาเตือนนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ต้องการมาหาเงินจากตลาดหุ้นเพื่อเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ตาม โดยเฉพาะหวังเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน ตลาดไม่ได้ใจดีขนาดนั้น และสิ่งที่พวกเขาจะได้ไม่ใช่กำไรเล็กน้อย ๆ แต่มักจะเป็นใบเสร็จเก็บเงินขาดทุนแทน

NAV กองทุนรวม : ประเด็นเรื่องหน่วยถูกกับหน่วยแพง

NAV หรือราคาหน่วยลงทุน เป็นสิ่งที่นักลงทุนมักจะสงสัย โดยคำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับกองทุนรวมในประเด็นเรื่อง NAV อย่างหนึ่งคือ  “ซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยถูกกว่าดีไหม จะได้จำนวนหน่วยเยอะ ๆ” ซึ่งเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดครับ อันอาจนำไปสู่การเลือกลงทุนกองทุนรวมที่ผิดวัตถุประสงค์ได้

1. กำไรจากกองทุนคำนวณเป็น %

ถ้าเราสมมติกองทุน A กับ กองทุน B มีนโยบายลงทุนเหมือนกันทุกอย่างเป๊ะ ๆ เรากำลังเลือกจะลงทุนแค่หนึ่งกอง แต่กอง A ราคาหน่วย (NAV per unit) อยู่ที่ 50 บาท แต่ราคาหน่วย NAV ของกองทุน B อยู่ที่ 5 บาท นักลงทุนอาจจะถูกยั่วยวนว่า เอ๊ะถ้าเราซื้อกองทุน B เราก็จะได้จำนวนหน่วยมากกว่า เวลาได้กำไรก็ต้องได้มากกว่าสิ ซึ่ง ผิด ครับ !!

กองทุนรวมนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “กำไร” หรือ “ผลตอบแทน” ซึ่งปกติ การคำนวณผลตอบแทนของกองทุนรวมจะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ ดังนั้น ถ้าในปีเดียวกัน กองทุน A และ B ทำผลตอบแทนได้เท่ากันที่ 10% ราคาหน่วยของกองทุน A จะโตจาก 50 บาทเป็น 55 บาท ส่วนกองทุน B ราคาหน่วยจะโตจาก 5 บาทเป็น 5.5 บาท และกำไรของนักลงทุนสองคนจะได้เท่ากัน ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

นักลงทุนสองคนมีเงินลงทุนคนละ 10,000 บาท หากคนแรกลงทุนกองทุน A ซึ่งราคาหน่วยละ 50 บาท ก็จะได้จำนวนหน่วยรวม 10,000/50 = 200 หน่วย (units) ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนตามตัวอย่างได้ 10% ราคาหน่วยกลายเป็น 55 บาท มูลค่าเงินลงทุนของเขาก็จะกลายเป็น 11,000 บาท (55 × 200) หรือมีกำไรจากการลงทุนครั้งนี้ 1,000 บาท

หากคนที่สองลงทุนกองทุน B ซึ่งราคาหน่วยละ 5 บาท ก็จะได้จำนวนหน่วยรวม 10,000/5 = 2,000 หน่วย ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนตามตัวอย่างได้ 10% เท่ากองทุน A ราคาหน่วยกลายเป็น 5.5 บาท มูลค่าเงินลงทุนของเขาก็จะกลายเป็น 11,000 บาท (5.5 × 2,000) หรือมีกำไรจากการลงทุนครั้งนี้ 1,000 บาท เหมือนกรณีลงทุนกับกองทุน A เด๊ะ ๆ เลยเห็นไหมครับ

เพราะฉะนั้นในกรณีที่ กองทุนทำผลตอบแทนได้เท่ากัน ราคาหน่วยไม่เป็นประเด็น หน่วยต่ำหรือหน่วยสูงก็จะได้ผลกำไรเป็นตัวเงินเท่าเทียมกัน ♥ เพราะฉะนั้นลงทุนในกองทุนรวมอย่าไปหลงกับราคาหน่วยถูกครับ

2. NAV มีราคาต่างกันเพราะอะไร?

คำถามคือ แล้วทำไมราคาหน่วยแต่ละกองทุนถึงไม่เท่ากัน? คำตอบ คือ

(1) กองทุนอาจ ตั้งกองมาไม่พร้อมกัน

โดยปกตินั้นกองทุนรวมมักจะมีราคาเริ่มต้นตอนเสนอขายครั้งแรกที่ 10 บาทครับ แต่ถ้าตั้งมาไม่พร้อมกัน ผลกำไรที่เกิดจากการลงทุนทำให้ราคาหน่วยของกองทุน(ที่ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล)จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ คือ ราคาหน่วยจะโตจาก 10 เป็น 15 เป็น 20 บาท

ยิ่งผ่านไปนานยิ่งราคาหน่วยทบทวีถ้ามีกำไรทบต้นไปเรื่อย ๆ จึงเป็นได้ว่า กองทุน ก.ไก่ ตั้งมาตอนปี 2540 หรือประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้ว อาจมีราคาหน่วยสูงถึง 100 บาท ซึ่งกลับกัน กองทุนที่พึ่งตั้งปี 2558 หรือปีที่แล้วก็อาจจะมีราคาหน่วยอยู่ที่ประมาณ 9-11 บาท ซึ่งสมเหตุสมผลครับ

(2) กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากัน เพราะนโยบายจ่ายปันผล

เนื่องจากกองทุนที่มีการจ่ายปันผลจะต้องจ่ายกำไรออกมา ทำให้ราคาหน่วยจะไม่ค่อยเพิ่มครับ ในขณะที่กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล กำไรจะทบต้นลงทุนต่อทำให้ราคาหน่วยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

ยกตัวอย่าง เช่น กองทุนสองกองตั้งมาในปี 2555 พร้อมกัน ทำผลตอบแทนรวมห้าปีที่ผ่านได้เท่ากันคือ 50% กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล ราคา NAV ต่อหน่วยก็ควรโตจาก 10 เป็น 15 บาท ในขณะที่กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะมีราคาหน่วยที่ 10 บาทเท่าเดิมก็ได้ครับ ถ้าจ่ายกำไรออกมาเป็นปันผลหมดเลย

(3) กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะทำผลตอบแทนไม่เท่ากัน

กรณีเป็นกองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทย ตั้งมาพร้อมกัน ถ้ากองไหนมีกำไรหรือลงทุนแล้วมีฝีมือได้ผลตอบแทนดี กองนั้นควรจะมีราคาหน่วยที่สูงขึ้นครับ ในขณะที่อีกกอง ถ้าลงทุนแล้วขาดทุน กองทุนนั้นก็อาจจะมีราคาหน่วยน้อยกว่า จนไปถึงราคาหน่วยต่ำกว่า 10 บาทเลยก็ได้ ถ้าขาดทุนเรื่อย ๆ

ข้อนี้จึงเห็นได้ว่า ถ้าเปรียบเทียบสองกองทุนแล้วพบว่าตั้งมาใกล้ ๆ กัน แต่ราคาหน่วยห่างกันมาก เช่น ตั้งมาปี 2555 ผ่านไป 5 ปี ลงทุนหุ้นไทยเหมือนกัน นโยบายคล้ายกัน ไม่จ่ายปันผลเหมือนกัน กองแรกราคาหน่วยเป็น 20 บาท กองสองราคาหน่วยเหลือ 8 บาท กองสามราคาเป็น 11 บาท อันนี้อาจสรุปคร่าว ๆ ได้ครับว่า ฝีมือการลงทุนของกองที่สองกับกองที่สามค่อนข้างแย่กว่ากองแรกมาก

(4) กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะลงทุนต่างกัน

อันนี้น่าจะเกิดบ่อยครับ เพราะถ้าสินทรัพย์ลงทุนต่างกัน เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ ลงทุนในทองคำ ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ต่างประเทศ ผลตอบแทนระยะสั้น กลาง ๆ หรือจนถึงยาว ๆ ย่อมแตกต่างกันไป บางสินทรัพย์ช่วงเวลานี้ขาดทุนแต่อีกสินทรัพย์หนึ่งมีกำไร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาหน่วยแตกต่างกัน กองทุนที่ลงทุนในหุ้น กับกองทุนที่ลงทุนในทองคำ แบบนี้ยังไงก็ต้องต่างกันครับ

 (5) กองทุนตั้งมานานแต่ราคาหน่วยเพิ่มขึ้นไม่มากเพราะ ตั้งมาช่วงเกิดวิกฤตพอดี

หลาย ๆ กองทุนบ้านเราเจอตรงนี้กันพอสมควรครับ โดยเฉพาะกองทุนหุ้นไทยที่ตั้งมาช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหรือก่อนหน้านั้น อาทิ SCBSET(2539), BKA(2536), BKD(มีนโยบายจ่ายปันผล) ซึ่งราคาล่าสุดหน่วยละ 4.5 บาท ตั้งมาปี 2537, TMBCHEQ(2550) ราคาหน่วยละ 4 บาท—ใครลงทุนหุ้นจีนน่าจะเข้าใจดีว่าตลาดหุ้นร่วงหนักหลายรอบมาก แต่จะเห็นว่าหลายๆกองพอผ่านวิกฤตไปก็จะฟื้นตัวกลับมาได้ เช่น SCBSET ตอนนี้ราคาหน่วยละ 16-17 บาท กองทุน BKA ราคาหน่วยละ 30 กว่าบาท

นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า “จังหวะเวลาที่ตั้งกองทุน” ก็ส่งผล เพราะอย่างกอง ABG(2540) ตั้งมาตอนวิกฤตแต่อยู่ในช่วงที่หุ้นดีราคาถูกเต็มตลาดแล้ว อันนี้ราคาหน่วยก็จะไม่ถูกกระแทกครับ เพราะหลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหน่วยก็จะโตเรื่อย ๆ ซึ่งกองนี้ก็มีราคาหน่วยที่โตจาก 10 เป็น 100 บาทในปัจจุบัน

ในขณะที่นักลงทุนที่ซื้อกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อย่างเช่น กอง BKA ช่วงต้มยำกุ้งที่ราคาตกจาก 10 บาทเหลือหน่วยละ 3 บาท ตอนนี้ก็กลายเป็น 30 บาท ผลตอบแทนก็จะไม่ห่างกันเท่าไหร่ครับ

3. บทสรุปเรื่อง NAV

จากตัวอย่างข้างต้นทั้งหมดนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ราคาหน่วยไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการลงทุน สมมติเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมือนกัน นโยบายเดียวกัน เช่น ลงทุนเลียนแบบดัชนี SET50 ตัวอย่างที่โดนถามบ่อย ๆ เช่น กองทุน TMBSET50 ตอนนี้ราคาหน่วยละ 80 บาท กองทุน K-SET50 ตอนนี้หน่วยละ 30 บาท กองทุน SCBSET50 หน่วยละ 15 บาท จะลงทุนกองไหนดี บางคนบอกไม่เอา TMBSET50 เพราะราคาหน่วยขึ้นไปสูงมาก เดี๋ยวได้หน่วยน้อย หรือกลัวจะมันสูงขึ้นไปอีกไม่ได้ เหตุผลพวกนี้ถือว่า ผิด !! เพราะที่ราคาหน่วย TMBSET50 สูงสุดก็เนื่องจากมันตั้งมาปี 2544 ในขณะที่กองอื่นอย่าง SCBSET50 ตั้งมาหลังสุดในปี 2554 ห่างกันประมาณสิบปีได้

กรณีข้างบนยังสามารถยกเป็นตัวอย่างได้ดีว่า การลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ผลตอบแทนจะสูงมาก ถ้าลงทุนนานผ่านความผันผวนอย่างอดทนไปได้ เพราะกองเริ่มจาก 10 บาทผ่านไป 15 ปี ราคาหน่วยกลายเป็น 80 บาท ตอนนี้เงินโตมาประมาณสามเด้ง

ในขณะที่กองทุนตลาดเงินตั้งมาพอ ๆ กัน บลจ.เดียวกัน เช่น TMBMF ทหารไทยธนบดียังอยู่ที่ 20 บาทอยู่เลยครับ ซึ่งถ้า SCBSET50 มีนโยบายลงทุนเหมือนกันทำผลตอบแทนได้ทบต้นไปเรื่อย ๆ อนาคตก็ควรจะต้องกลายเป็น 20, 30… ตามหลักการครับ

อย่างไรก็ดี ถ้าคุณตอบว่า เลือกกองทุนนี้เพราะนโยบายการลงทุนตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เลือกเพราะ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมต่ำสุด หรือเลือกเพราะเหตุผลที่ไม่ใช่ว่าราคาหน่วยถูกหรือหน่วยแพง เหตุผลพวกนี้ถือว่าใช้ประกอบการเลือกกองทุนรวมเพื่อลงทุนได้ √ เพราะฉะนั้น โปรดอย่าตกใจเวลาเห็นกองทุนราคาหน่วยสูง ๆ กองทุนพวกนี้ลงทุนได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้กำไรน้อยกว่ากองที่ราคาหน่วยถูก ๆ แต่คำถามสำคัญก่อนลงทุนต้องตอบให้ได้ครับว่า

“เราลงทุนกองนี้เพราะอะไร?”

อันนี้คือคำถามสำคัญที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมครับ

Facebook : Bear Investor