Boy Plunger ; 1887-1940

Jessi Livermore

245px-Jesse_Livermore
Boy Plunger ; 1877-1940

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมพยายามไล่อ่านแนวทางการลงทุนของนักลงทุนสไตล์ตรงข้ามหรือสไตล์ที่ผมไม่ได้ลงทุนเพราะอย่างน้อยเราก็ควรจะรู้จักปรัชญาของนักลงทุนที่เป็นระดับเซียนของโลกครับ โดยเฉพาะ Trader หรือนักเก็งกำไรชั้นเซียนของโลก และคนที่มีประวัติหวือหวาสุด ขึ้นทำเนียบสุด ก็คือ Jesse Lauriston Livermore นี่ล่ะครับ พออ่านไปผมกลับพบว่า นักลงทุนที่ฝีมือฉมังๆของโลก ไม่ว่าจะแนวสไตล์ VI หรือเทคนิค หรือแนวไหนๆก็ตาม ล้วนมีหลักการและทัศนคติอะไรบางอย่างที่ยึดถือคล้ายๆกัน แม้สไตล์ลงทุนจะต่างกันสุดขั้วก็ตาม

เล่าประวัติสำคัญ Livermore ก่อน เขาเกิดปี 1877 และเริ่มซื้อขายหุ้นตั้งแต่ช่วงอายุ 14 ปี พออายุ 15 ก็เก็งกำไรจนได้เงินประมาณ $1,000 และพออายุ 20 ก็สะสมเงินจากการเทรดหุ้นได้ถึง $10,000 และไม่นานหลังจากกนั้นก็เงินทะยานเป็น 1 ล้านเหรียญ (ซึ่งถ้าปรับเงินเฟ้อ 3% ต่อปีแล้ว เงินนี้คือเงินเกือบ 30 ล้านเหรียญในปัจจุบัน!) ฉายาของเขาคือ Boy Plunger” หรือเด็กเสี่ยงโชค คือมีอยู่ช่วงหนึ่ง ตัวเขาไม่สามารถไปเทรดหุ้นที่ไหนได้เลย เพราะโบรกเกอร์ไม่รับ เนื่องจากทางโบรกจะขาดทุนเพราะฝีมือของเขาที่เก็งกำไรแม่นมากๆ ตัวเขานั้นลงทุนหลากหลาย ทั้งหุ้น ทั้งตลาดโภคภัณฑ์ น้ำตาล ฝ้าย ฯลฯ เรียกได้ว่าเห็นโอกาสที่ไหนก็ไปหมด และวิธีหลักคือใช้การอ่านเทป (มีคนบอกว่าคือการดู Ticker ราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันนั่นล่ะครับ) แต่ชีวิตในบางช่วงก็ไม่ได้สดใส เขาเคยขาดทุนเป็นหนี้ประมาณ 1 ล้านเหรียญ แต่ก็สามารถเก็งกำไรจนได้เงินกลับมาใช้คืนได้ แล้วก็เก็งกำไรจนเงินทุนทะยานอีกรอบ ก่อนจะกลับมาหมดตัวในท้ายที่สุด และการขาดทุนรอบสุดท้ายทำให้ตัวเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตาย และเป็นการปิดตำนานเทรดเดอร์ชั้นเซียนในปี 1940

และนี่คือหลักการรวมถึงข้อคิดสองข้อหลักที่ผมว่ามันสามารถนำมาใช้ได้กับนักลงทุนทุกๆแนว

1. Livermore เป็นคนที่เชื่อว่า “ตลาดหุ้นนั้นมักจะซ้ำรอยเดิม” ที่ไหนที่จะบอกเราได้ว่าประวัติศาสตร์ชอบวนมาเกิดซ้ำๆก็คือ ตลาดหุ้น เพราะที่นี่จะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังมีอารมณ์ของมนุษย์ อารมณ์โลภและคาดหวัง รวมถึงอารมณ์กลัว และผู้ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ให้ตามฝูงชนได้ก็จะมีโอกาสสูงที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้น


2. Livermore เป็นคนที่ มีวินัย ในการเทรดมากๆ ถ้าไม่มั่นใจเขาจะอยู่เฉยๆและปกป้องเงินต้นของตัวเอง ทุกการเทรดต้องมีแผนวางไว้ก่อน และเขาบอกว่า 7 ใน 10 ครั้งของการทำตามแผนจะทำให้เขาได้กำไร เมื่อไหร่ที่เขาเทรดตามอารมณ์หรือความพอใจลงท้ายเขาจะขาดทุน และนี่คือข้อคิดที่ผมชอบมาก คำพูดของเขาที่ว่า

 

ในตลาดหุ้นจะมีนักลงทุนที่ทำผิดซ้ำๆ ด้วยการคิดว่าตัวเองต้องทำการซื้อขายบ่อยๆ ซื้อขายตลอดเวลา มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เพียงพอจะมารองรับการซื้อขายหุ้นทุกวัน การลงทุนที่ถูกต้องคือการลงทุนอย่างรอบคอบ และต้องรอจังหวะที่เหมาะสม”

 

สรุปง่ายๆก็คือ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนในตลาดหุ้น เพราะพวกเขา “นั่งทับมือบนกองเงินของตัวเองไม่เป็น” แรงกระตุ้นทำให้พวกเขาซื้อขายบ่อยๆ และคนที่ได้กำไรคือ โบรกเกอร์ ของพวกเขานั่นเอง (คำพูดนี้ผมนึกถึง Warren Buffett ที่บอกว่า ถ้าคุณซื้อขายหุ้นบ่อยๆ สิ่งที่เขาอยากเป็นไม่ใช่หุ้นส่วน แต่จะขอเป็นโบรกเกอร์ให้แทน)

 

นี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากนะครับ ใครคิดว่าเป็นนักเก็งกำไร จะต้องซื้อขายกันบ่อยๆ ซื้อขายทุกวัน เป็นอะไรที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนมาก และ Livermore ได้สรุปไว้เป็นการตกผลึกการลงทุนของเขาว่า ส่วนใหญ่ที่เขาได้กำไรมาจากอยู่นิ่งๆ และอยู่กับที่ คนที่เดาตลาดถูก ลงทุนหุ้นถูก แล้วยังถือมันไว้ได้ เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเรียนรู้ ความอดทนเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะวัดว่าใครจะมีกำไรจากตลาดหุ้น เพราะฉะนั้นสำคัญมากว่านักลงทุนไม่ว่าจะแนวไหนต้องเป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองครับ

 

และนำมาซึ่งข้อสังเกตของ Livermore อีกอย่างก็คือ กลุ่มคนอีกกลุ่มที่มักจะขาดทุนจากการลงทุน คือ คนประเภทที่ซื้อขายตามข่าวลือ หรือคำแนะนำของคนอื่น คนพวกนี้นอกจากจะขาดทุนได้ง่ายในระยะยาว ยังทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเวลาเขาได้กำไรเขาจะบอกว่าตัวเองเก่งแต่เวลาขาดทุนเขาจะโทษคนอื่น โทษข่าวลือ โทษคำแนะนำ โดยไม่มองเลยว่า คนที่ตัดสินใจซื้อขายก็คือตัวเอง!

 

ท้ายที่สุด แม้ Livermore จะเป็นนักลงทุนที่ใช้ Margin หรือ Leverage กู้มาลงทุนในหลายครั้งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ชอบการเป็นหนี้ คือ ในตอนลงทุนเขาอาจยอมกู้ แต่ก็จะกู้บนเงินลงทุนที่เป็นเงินไว้เทรดของตัวเอง ไม่ใช่การกู้คนอื่นหรือไปยืมใครมาลงทุน เขาบอกว่าการมีหนี้สินทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เพราะต้องมานั่งพะวงเรื่องการหาเงินคืน และได้นำไปสู่คำแนะนำอีกข้อ คือ เขาเตือนนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ต้องการมาหาเงินจากตลาดหุ้นเพื่อเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ตาม โดยเฉพาะหวังเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน ตลาดไม่ได้ใจดีขนาดนั้น และสิ่งที่พวกเขาจะได้ไม่ใช่กำไรเล็กน้อยๆ แต่มักจะเป็นใบเสร็จเก็บเงินขาดทุนแทน

Leave a Reply