Jessi Livermore

Jessi Livermore

Livermore : The Boy Plunger

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมพยายามไล่อ่านแนวทางการลงทุนของนักลงทุนสไตล์ตรงข้ามหรือสไตล์ที่ผมไม่ได้ลงทุนเพราะอย่างน้อยเราก็ควรจะรู้จักปรัชญาของนักลงทุนที่เป็นระดับเซียนของโลกครับ โดยเฉพาะ Trader หรือนักเก็งกำไรชั้นเซียนของโลก และคนที่มีประวัติหวือหวาสุด ขึ้นทำเนียบสุด ก็คือ Jesse Lauriston Livermore นี่ล่ะครับ พออ่านไปผมกลับพบว่า นักลงทุนที่ฝีมือฉมัง ๆ ของโลก ไม่ว่าจะแนวสไตล์ VI หรือเทคนิค หรือแนวไหน ๆ ก็ตาม ล้วนมีหลักการและทัศนคติอะไรบางอย่างที่ยึดถือคล้าย ๆ กัน แม้สไตล์ลงทุนจะต่างกันสุดขั้วก็ตาม

เล่าประวัติก่อน เขาเกิดปี 1877 และเริ่มซื้อขายหุ้นตั้งแต่ช่วงอายุ 14 ปี พออายุ 15 ก็เก็งกำไรจนได้เงินประมาณ $1,000 และพออายุ 20 ก็สะสมเงินจากการเทรดหุ้นได้ถึง $10,000 และไม่นานหลังจากกนั้นก็เงินทะยานเป็น 1 ล้านเหรียญ (ซึ่งถ้าปรับเงินเฟ้อ 3% ต่อปีแล้ว เงินนี้คือเงินเกือบ 30 ล้านเหรียญในปัจจุบัน!) ฉายาของเขาคือ Boy Plunger” หรือเด็กเสี่ยงโชค คือมีอยู่ช่วงหนึ่ง ตัวเขาไม่สามารถไปเทรดหุ้นที่ไหนได้เลย เพราะโบรกเกอร์ไม่รับ เนื่องจากทางโบรกจะขาดทุนเพราะฝีมือของเขาที่เก็งกำไรแม่นมาก ๆ

Livermore นั้นลงทุนหลากหลาย ทั้งหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำตาล ฝ้าย ฯลฯ เรียกได้ว่าเห็นโอกาสที่ไหนก็ไปหมด และวิธีการลงทุนหลักคือ ใช้การอ่านเทป ซึ่งมีคนบอกว่ามันคล้ายกับการดู Ticker ราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันนั่นล่ะครับ

อย่างไรก็ดี ชีวิตในบางช่วงของเขาก็ไม่ได้สดใสนัก Livermore เคยขาดทุนเป็นหนี้ประมาณ 1 ล้านเหรียญ แต่ก็สามารถเก็งกำไรจนได้เงินกลับมาใช้คืนได้ แล้วก็เก็งกำไรจนเงินทุนทะยานอีกรอบ ก่อนจะกลับมาหมดตัวในท้ายที่สุด และการขาดทุนรอบสุดท้ายทำให้ตัวเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตาย และเป็นการปิดตำนานเทรดเดอร์ชั้นเซียนในปี 1940

และนี่คือหลักการรวมถึงข้อคิดสองข้อหลักที่ผมว่ามันสามารถนำมาใช้ได้กับนักลงทุนทุกแนว

(1) ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่เชื่อว่า “ตลาดหุ้นมักจะซ้ำรอยเดิม” ที่ไหนที่จะบอกเราได้ว่า ประวัติศาสตร์ชอบวนมาเกิดซ้ำ ๆ ที่นั้นก็คือตลาดหุ้นนี่เอง เพราะที่นี่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังมีอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งอารมณ์โลภ กลัว และความหวัง ซึ่งผู้ที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้ไหลไปตามฝูงชนได้ (มีความคิดเป็นอิสระ) ก็จะมีโอกาสสูงยิ่งขึ้นที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้นได้

(2) ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่มีวินัยในการเทรดมาก ๆ ถ้าไม่มั่นใจเขาจะอยู่เฉย ๆ เพื่อปกป้องเงินต้นของตัวเอง และทุกการเทรดจะต้องมีการวางแผนไว้ก่อน ซึ่งเขาบอกว่า 7 ใน 10 ครั้งของการทำตามแผนที่วางไว้จะทำให้เขาได้กำไร เมื่อไหร่ที่เขาเทรดตามอารมณ์ของตนเองหรือตามความพึงพอใจ ลงท้ายเขาจะขาดทุน

และข้อคิดของเขาที่ผมชอบมากก็คือคำพูดที่ว่า

“ในตลาดหุ้นจะมีนักลงทุนที่ทำผิดซ้ำ ๆ ด้วยการคิดว่าตัวเองจะต้องทำการซื้อขายบ่อย ๆ ซื้อขายตลอดเวลา มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เพียงพอจะมารองรับการซื้อขายหุ้นทุกวัน การลงทุนที่ถูกต้องคือการลงทุนอย่างรอบคอบ และต้องรอจังหวะที่เหมาะสม”

แง่คิดที่น่าสนใจของ Livermore

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนในตลาดหุ้น เพราะพวกเขา “นั่งทับมือบนกองเงินของตัวเองไม่เป็น” แรงกระตุ้นทำให้พวกเขาซื้อขายบ่อย ๆ และคนที่ได้กำไรคือ โบรกเกอร์ ของพวกเขานั่นเอง คำพูดนี้ผมนึกถึง Warren Buffett ที่เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ สิ่งที่เขาอยากเป็นไม่ใช่หุ้นส่วนของคุณนนะ แต่จะขอเป็นโบรกเกอร์ให้แทน

นี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากนะครับ ใครที่คิดว่าตัวเองเป็นนักเก็งกำไร แล้วจะต้องซื้อขายกันบ่อย ๆ ซื้อขายทุกวัน มันเป็นอะไรที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนออกไปมาก และลิเวอร์มอร์ได้สรุปไว้เป็นการตกผลึกการลงทุนของเขาว่า ส่วนใหญ่ที่เขาได้กำไรมาจากอยู่นิ่ง ๆ และอยู่กับที่ คนที่เดาตลาดถูก ลงทุนหุ้นถูก แล้วยังถือมันไว้ได้ เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเรียนรู้ ความอดทนเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะวัดว่า ใครจะมีกำไรจากตลาดหุ้น เพราะฉะนั้นสำคัญมากว่า นักลงทุนไม่ว่าจะแนวไหนต้องเป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองครับ

และนำมาซึ่งข้อสังเกตของลิเวอร์มอร์อีกอย่างก็คือ กลุ่มคนอีกกลุ่มที่มักจะขาดทุนจากการลงทุน คือ คนประเภทที่ซื้อขายตามข่าวลือ หรือคำแนะนำของคนอื่น คนพวกนี้นอกจากจะขาดทุนได้ง่ายในระยะยาว ยังทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเวลาเขาได้กำไรเขาจะบอกว่าตัวเองเก่งแต่เวลาขาดทุนเขาจะโทษคนอื่น โทษข่าวลือ โทษคำแนะนำ โดยไม่มองเลยว่า คนที่ตัดสินใจซื้อขายก็คือตัวเอง!

ท้ายที่สุด แม้ Livermore จะเป็นนักลงทุนที่ใช้ Margin หรือ Leverage กู้มาลงทุนในหลายครั้งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ชอบการเป็นหนี้ คือ ในตอนลงทุนเขาอาจยอมกู้เงินมาเก็งกำไร แต่ก็จะกู้บนเงินลงทุนที่เป็นเงินไว้สำหรับซื้อขายหรือเทรดของตัวเอง ไม่ใช่การกู้คนอื่นหรือไปยืมใครมาลงทุน เขาบอกว่า การมีหนี้สินทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เพราะต้องมานั่งพะวงเรื่องการหาเงินคืน

และเรื่องหนี้สินข้างบนได้นำไปสู่คำแนะนำอีกข้อก็คือ เขาเตือนนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ต้องการมาหาเงินจากตลาดหุ้นเพื่อเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ตาม โดยเฉพาะหวังเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน ตลาดไม่ได้ใจดีขนาดนั้น และสิ่งที่พวกเขาจะได้ไม่ใช่กำไรเล็กน้อย ๆ แต่มักจะเป็นใบเสร็จเก็บเงินขาดทุนแทน

Comments