คลังเก็บหมวดหมู่: General

รอหุ้นตก : ต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะยาว

“รอหุ้นตก หนัก ๆ  ก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า เป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุนได้ “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่า ตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าจุดต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถเดาตลาดหุ้นได้ว่าตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ และยังทำให้นักลงทุนไม่เชื่อว่าตนเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือยอมรับอย่างสดใสว่าตนนั้นไม่สามารถเดาได้หรอกนะว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องไปเดา ไม่ต้องไปจับจังหวะซื้อขายให้เสียเวลา

ข้างบนนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุด และซื้อหุ้นคืนที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้น เพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้น ๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1400 จุดก็จะมองว่า 1300 จุดคือหุ้นถูก กลับกัน คนที่มาลงทุนตอน 1800 จุด ก็จะเห็นว่า 1650 จุดนั้นเป็นดัชนีที่ต่ำมาก ๆ แล้ว (ซึ่งคนกลุ่มแรกที่ชินกับ 1400 จุดก็จะตกใจว่านั่นคือต่ำหรอ) ซึ่งถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ นักลงทุนก็อาจจะหาตัวเลขออกมาได้ แต่นั่นล่ะเมื่อเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไปซะ

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และจะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง ประกอบกับมีวินัยที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย 

เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือ ลงทุนโดยใช้หลักการลงทุนแบบประจำหรือ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

นอกจากนี้ ถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 บาท การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำ ๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป

หากแต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี (1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง

คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใคร ๆ ก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอนดัชนี 1200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา (2012-2017) มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้วในช่วงเวลานั้น

โดยส่วนตัวจึงคิดว่า คำแนะนำที่ให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอ ๆ จะทำให้ไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลย ถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลาย ๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อย ๆ และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ

มีกองทุนกี่กองดี

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนควรมีกองทุนกี่กองดี ควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายๆใบไหม เดี๋ยวมันแตกหมด ซึ่งเอาจริงๆแล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนหลายๆกองเลย ถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามสิทธิประโยชน์ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

  1. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข.
  2. กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  3. กองทุนรวมทั่วไป

ซึ่งโดยปกติคุณก็ควรจะมีกองทุนเพื่อการลงทุนระยะยาวๆ และออมเงินให้เติบโตเพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมากๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+) และต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือหุ้นมากที่สุด เลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่า 70/30 เลือกลงทุนใน RMF หุ้น แล้วก็เลือกกองทุนหุ้นอีกหนึ่งกองเพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มไปอีก เอาจริงๆคุณก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ แต่ทั้งนี้อาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมเอาไว้สำรองค่าใช้จ่ายหรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

เท่ากับกองทุนในมือเราก็จะมี 5 กอง ซึ่งก็ถือว่าอยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ โดยมี PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีกกองซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุนคือกองทุนหุ้นกับกองทุนที่เอาไว้พักเงิน

ผมมีข้อสังเกตว่ากรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็วๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท แต่เรื่องจริงมันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำๆกัน เพราะ active funds มักจะลงทุนในหุ้นตัวใหญ่ๆนี่ล่ะ ซึ่งก็ไม่พ้นเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา โดยรวมแล้วเราก็น่าจะลงทุนในหุ้น 50 บริษัทขึ้นไป ลองคิดดูดีๆนะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับถือกองทุนดัชนี SET50 ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลายๆกองทุนแล้วหุ้นพอๆกับ SET50 ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปทำไมกัน เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่าประมาณ 2-5 เท่า ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือถือกองทุนดัชนีทุกกองไปเลยโดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลายๆกองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่ นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)¹ นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ นักลงทุนถือหุ้นประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ แต่ความเสี่ยงไม่ได้กระจาย แถมเพิ่มความเสี่ยงมาอีกด้วยว่าระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกันมันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า ฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยก ก็จะได้ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลายๆกองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทยซื้อไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย กองที่จะรอดก็จะมีแต่กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะๆ จับจังหวะถูก แต่ส่วนมากจะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น กองทุนพวกนี้จะไล่ซื้อหุ้นไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลายๆกอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อยๆ กองไหนกำไรก็ขาย กองขาดทุนก็ดองไว้ต่อ (ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช”) สุดท้ายพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุนเก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่าคนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

เพราะฉะนั้นถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริงๆหรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ

ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี

ควรทบทวนพอร์ตการลงทุนได้แล้วครับ


¹ การที่มีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง RMF หุ้นหนึ่งกอง กองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด ไม่เหมือนกับการมี LTF 5 กอง RMF อีก 5 กอง รวมเป็น 10 กองและเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีหลังเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไร ส่วนกรณีแรกเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับ เช่น LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจาก RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกันเนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน คือ จริงๆเราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษีเราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกันครับ

กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? – แนวคิดและเหตุผล

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนนั้น นักลงทุนควรถือ กองทุนกี่กอง และควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบไหม เพราะเกิดใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เดี๋ยวมันร่วงปุ๊บ ไข่ในตะกร้าจะแตกหมด

1. กองทุนกี่กอง : เลขที่ออก

เอาจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนมากมายหลายกองเลย เพราะถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามลักษณะ “สิทธิประโยชน์” ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

(1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข. (GPF)

(2) กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

(3) กองทุนรวมทั่วไป สำหรับลงทุนเพิ่มเติมระยะยาว

ด้วยเหตุนี้คำถามที่ว่าเราควรมี กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? จึงสามารถตอบได้ว่า เพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป ก็พอแล้ว และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมาก ๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+)

นอกจากนี้ ถ้าหากเราต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือสัดส่วนแผนที่มีการลงทุนหุ้นมากที่สุด ควรเลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่าการลงทุน 70/30 หรือ 75/25 ควรเลือกลงทุนในกองทุน RMF หุ้น แล้วก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอีกหนึ่งกอง (ที่ไม่มีเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีเข้ามาเกี่ยว) เพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มเข้าไป ถ้าเอาตามนี้ เราก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ

อย่างไรก็ดี เราอาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับ สำรองค่าใช้จ่าย หรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (MMF) หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term bond) ซึ่งก็ถือว่าเป็นกองทุนที่อยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ

โดยสรุปก็คือ กองทุนที่เราควรมี ได้แก่ PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีก 1-2 กอง ซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุน คือ กองทุนหุ้น กับ กองทุนที่เอาไว้พักเงิน

2. กองทุนกี่กอง : ปัญหาจาก active funds

ผมมีข้อสังเกตว่า กรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็ว ๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท หากแต่ความเป็นจริงของการถือกองทุนหลาย ๆ กองเช่นนี้ มันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำ ๆ กัน เพราะกองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed fund) มักจะลงทุนในหุ้นของบริษัที่มีมูลค่าตลาดสูง ๆ (big-cap stocks) หรือบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นว่าเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา

โดยรวมแล้วการถือกองทุนแบบ active funds หลาย ๆ กอง จะส่งผลทำให้เราน่าจะลงทุนในหุ้นเกิน 50 บริษัทขึ้นไปและส่วนใหญ่ก็จะซ้ำ ๆ กัน ลองคิดดูดี ๆ นะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับการถือกองทุนดัชนี SET50

ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลาย ๆ กองทุน แล้วหุ้นมันพอ ๆ กันหรือซ้ำกันกับการถือกองทุนหุ้น SET50 แล้วท่านนักลงทุนไม่ฉุกใจเหรอว่า ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปเยอะแยะทำไมกัน? เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่ากองทุนดัชนีประมาณ 2-5 เท่า ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีทุกกองไปเลย โดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่? นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)

สาเหตุก็เพราะมันกลายเป็นว่า นักลงทุนได้ลงทุนในลักษณะประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ นอกจากความเสี่ยงไม่ได้กระจาย การทำเช่นนี้ยังมีของแถมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงบางอย่างมาอีกด้วยว่า ระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก (คือได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ผลตอบแทนรวมระยะยาวของตลาดหุ้น หรือ SET TR) เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกัน มันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด

อนึ่ง ต้องอธิบายเพิ่มเติมประเด็นข้างบน การมี LTF หุ้นไทย 5 กอง มีกองทุน RMF หุ้นไทยอีก 5 กอง รวมเป็น 10 กอง และทั้ง 10 กองเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด จะไม่เหมือนกันกับกรณีมีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง กองทุน RMF หุ้นอีกหนึ่งกอง และกองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีแรกเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรดังเหตุผลที่ได้อธิบายไปแล้ว

ส่วนกรณีหลังหรือแบบที่สองนั้นเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับเหตุผลก็เพราะกองทุนประเภท LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจากกองทุนประเภท RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกัน เนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน หรือพูดอีกแบบก็คือ จริง ๆ เราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกัน

การถือกองทุนแบบบริหารจัดการ (active mutual funds) หลาย ๆ กอง มันเป็นการการันตีและรับรองได้เลยว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนเชิงรับ[ลงทุนในกองทุนดัชนี][1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009),191.]

3. กองทุนกี่กอง : อคติทางการเงิน

ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า มีการแยกคิดบัญชีในใจ (mental accounting) หากฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ แต่หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยกกัน ก็จะได้มูลค่าเงินลงทุนของตัวเองที่ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลาย ๆ กองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น การที่นักลงทุนซื้อและถือกองทุนหุ้นไทยไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย ซึ่งจะต้องส่งผลให้กองทุนหุ้นทุกกองที่นักลงทุนถือร่วงตามเช่นกัน อาจจะมีบางกองที่จะรอด เช่น กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะ ๆ และสามารถจับจังหวะลงทุนได้ถูก แต่ส่วนมากแล้วกองทุนพวกนี้จะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น ผู้จัดการกองทุนมักจะไล่ซื้อหุ้นกลับเข้ากองทุนไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลาย ๆ กอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อย ๆ กองไหนกำไรก็ขายทิ้ง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ต่อ ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช” (pulling out the flowers and watering the weeds)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 91-92.] ซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุน เก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่า คนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

4. บทสรุป

จำนวนกองทุนที่นักลงทุนควรมีนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวมซะมากกว่า โดยทั่วไปสำหรับมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี กองทุนกองที่ 1 และ 2 ย่อมควรจะต้องเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF และกองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งจะมีกองทุนอีกประเภทที่คู่กันมาก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือสำหรับราชการก็จะเป็น กบข.

ถัดจากกองทุนรวม 2 กองข้างบนที่เป็นกองทุนลดหย่อนภาษี นักลงทุนควรมีอีกหนึ่งกองทุน คือ กองทุนรวมหุ้นธรรมดา เพื่อมีไว้สำหรับลงทุนระยะยาวเพิ่มเติม และแน่นอนว่านักลงทุนควรมีเงินสำรองสำหรับกรณีมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งนักลงทุนอาจพักเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้

ถ้านักลงทุนจะมีกองทุนมากกว่านี้ นักลงทุนก็ไม่ควรมีกองทุนหุ้นใด ๆ เพิ่มอีกแล้ว เว้นแต่จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่นักลงทุนต้องการเพิ่มเข้ามาเพื่อจัดพอร์ตลงทุนหรือกระจายความเสี่ยงครับ

เพราะฉะนั้น ถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริง ๆ หรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี จึงควรทบทวนพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมได้แล้วครับ

SET Index v. SET TRI

เรามักจะได้ยินคำว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไม่ไปไหน ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีเคยสูงสุดที่ 1,753 จุดตอนต้นปี 4 มกราคม พ.ศ. 2537 หากแต่ตอนนี้ยังอยู่แค่ประมาณ 1,500 – 1,600 จุด แสดงว่าผ่านมาเกือบ 25 ปี ตลาดหุ้นไทยยังกลับไปจุดเดิมไม่ได้เลย ไหน ไหน ไหน ใครบอกให้ลงทุนในหุ้น

จริงๆแล้ว ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ดัชนีที่ประกาศกันอยู่ในแต่ละวัน คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ดัชนี SET Index ซึ่งคำนวณเฉพาะราคาหุ้น (รายละเอียดวิธีการคำนวณ) โดยเริ่มต้นที่ 100 จุด ณ วันที่ตลาดหุ้นเปิดทำการวันแรก ชื่อของมันอีกอย่าง คือ SET Price return index (SET PR) หากแต่ลองคิดภาพเราถือหุ้นทั้งตลาดหุ้น บริษัทหรือกิจการที่อยู่เบื้องหลังหุ้นนั้นๆ ถ้ามีกำไรก็จะต้องจ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้นักลงทุนด้วย เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นที่แท้จริงจะต้องมาจาก 1) ราคาหุ้น (gain) กับ 2) เงินปันผล (dividend) และถ้านักลงทุนนำเงินปันผลที่ได้มาซื้อหุ้นเพิ่มอีก ทำให้ในปีต่อไปจำนวนหุ้นที่ถือจะมากขึ้น ผลตอบแทนปันผลก็ควรจะมากขึ้นตามไปด้วย หากนักลงทุนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีเมื่อได้ปันผลก็นำปันผลมาลงทุนทบต้นกลับ (re-invest) ที่มักจะเรียกกันว่า ลงทุนแบบทบต้น ทำให้ผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายกับดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) i.e. ปีที่หนึ่งฝากเงิน 100 บาทได้ดอกเบี้ย 5% คือ 5 บาท เอา 5 บาทมาฝากเป็นเงินต้นกลับ ปีที่สองก็จะมีเงินต้นที่ 105 บาทและจะได้ดอกเบี้ย 5.25 บาทก็เอามาฝากทบต้นต่อ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆๆๆ

ซึ่งดัชนีที่ทำหน้าที่แสดงผลตอบแทนทบต้นและผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นจริงๆ ก็คือ SET Total Return Index (SET TR หรือ SET TRI) ซึ่งคำนวณเสมือนมีการถือหุ้นทั้งตลาดแล้วเวลาได้ปันผลก็นำมาลงทุนทบต้นกลับทันทีดังที่อธิบายข้างบนครับ ถามว่ามันแตกต่างกันมากหรือไม่ ลองดูภาพข้างล่างนี้ครับ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มคำนวณ SET TR ในวันที่ 2 มกราคม 2545 (2002) และเลขฐานคือ 1,000 จุด ในขณะเดียวกันวันดังกล่าวดัชนีตลาดหุ้น SET PR หรือ SET Index อยู่ที่ 305.19 จุด ผมได้เทียบผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยให้วันดังกล่าวเริ่มต้นที่ 100% ข้างล่างคือภาพเปรียบเทียบผลตอบแทนของ SET TR กับ SET Index ครับ (SET TR คือเส้นสีฟ้า)

settri-v-index-2jan02-2jan17
ผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่าง SET Index – เส้นส้ม กับ SET TR – เส้นฟ้า  (02 Jan 02 – 16 Jan 17)

นั่นก็คือผ่านมา 15 ปี เริ่มต้นเงินที่ 10,000 บาท เงินที่ลงทุนใน SET โดยไม่ได้นำปันผลมาลงทุนทบต้น จะกลายเป็นเงินมูลค่า 51,502 บาท (จาก 100% เป็น 515.02%) ในขณะที่ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นโดยนำปันผลกลับมาลงทุนทบต้นต่อ เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 92,349 บาท !! (923.49%) หรือเกือบ 2 เท่าของเงินก้อนเดียวกันที่นำปันผลไปใช้ หมายความว่า ส่วนต่างถึง 40,847 บาทเป็นผลตอบแทนรวมของเงินปันผล ที่คนที่เอาเงินออกไปใช้จะไม่รู้หรอกว่าเขาจะพลาดอะไรบ้าง (แต่ตอนนี้น่าจะรู้แล้ว) แสดงว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทย (Total Return) ถ้าแบ่งเป็น 100% จะมาจากเงินปันผลถึง 44.23% หรือกล่าวแบบรวบยอดได้ว่า 15 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยเกือบร้อยละ 45 มาจากเงินปันผล !! ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นจะมาจากผลตอบแทนของเงินปันผลทบต้น ทำให้ผมนึกถึงตอนอ่านหนังสือ Stocks for the Long Run ของ Jeremy Siegel ที่คำนวณผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาจะพบว่า เงินปันผลคือผลตอบแทนส่วนสำคัญของผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้นในระยะยาว¹ เพราะฉะนั้นวิธีลงทุนของเราจึงควรสอดคล้องกับสิ่งที่เราค้นพบข้างบน นั่นคือ จะต้องลงทุนในลักษณะที่สร้างพลังของดอกเบี้ยทบต้น และ เงินปันผลที่ได้รับก็ควรนำกลับมาลงทุนต่อ ไม่ใช่เอาออกไปใช้

วิธีที่น่าจะเรียบง่ายที่สุดของนักลงทุนทั่วไปก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด และเป็นกองทุนประเภทที่ไม่จ่ายปันผลเพื่อให้เงินของเราลงทุนทบต้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่นำออกมาใช้ และไม่ต้องโดนภาระภาษีจากเงินปันผล และถ้านักลงทุนต้องการผลตอบแทนแบบนี้ นักลงทุนจะต้องลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นโดยการถือครองระยะยาว และเพื่อสอดคล้องกับหลักการลงทุนอัตโนมัติก็ควรจะ ซื้อแบบสะสม เพื่อลงทุนระยะยาวเรื่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีที่นักลงทุนที่เป็นตำนานหลายๆคน แนะนำ


พูดถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึงสมัยก่อนที่กองทุนในไทยมักจะชอบใช้ดัชนีชี้วัด (benchmark) เป็น SET Index (SET PR) ทำให้เราจะเห็นว่ากองทุนส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขมาใช้ SET TR เป็นดัชนีชี้วัดแทน ต่อไปก็จะได้เห็นชัดๆครับว่าระยะยาว กองทุนแบบบริหาร (active funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมากจริงๆ


บทสรุปของบทความนี้ก็คือ การลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น ควรลงทุนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผลตอบแทนตลาดหุ้น นั่นคือ ลงทุนโดยการถือครองหุ้นระยะยาวและเวลาได้ผลตอบแทนก็นำกลับไปลงทุนทบต้น ปล่อยให้เงินที่ลงทุนเติบโตต่อเนื่องต่อไป เสมือนดั่งการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถสร้างต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ภายในเวลาไม่กี่ปีครับ การลงทุนต้องใช้เวลา อดทนถือลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัย และลงทุนอย่างสม่ำเสมอให้ได้ครับ แล้วผลลัพธ์ที่สดใสจะรอนักลงทุนทุกคนอยู่

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.” — Warren Buffett

ปล. หลังจากทำบทความนี้ได้ 2 เดือน ผมก็ได้ข้อมูลครบของ SET TRI ทำให้ค้นพบว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นกว่าร้อยละ 80 มาจากผลตอบแทนของดอกเบี้ยทบต้นครับ !! — เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น ******


¹ ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นสหรัฐช่วงปี 1802-2012 อยู่ที่ 8.1% ต่อปี ซึ่งมาจากผลตอบแทนในส่วนของเงินปันผลถึง 5.1% ต่อปี, รายละเอียดโปรดดู Jeremy J. Siegel, Stocks for the Long Run, fifth edition (New York: MaGrawHill Education, 2014), pp. 82-83.

SET Total Return vs. SET Index return

ก่อนถึงประเด็นเรื่อง SET Total Return เราต้องย้อนไปหาประเด็นเรื่องตลาดหุ้นก่อน เพราะเรามักจะได้ยินคำว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไม่ไปไหน ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีเคยสูงสุดที่ 1753 จุดตอนต้นปี 4 มกราคม พ.ศ. 2537 หากแต่ตอนนี้ยังอยู่แค่ประมาณ 1500 – 1600 จุด แสดงว่าผ่านมาเกือบ 25 ปี ตลาดหุ้นไทยยังกลับไปจุดเดิมไม่ได้เลย ไหน ไหน ไหน ใครบอกให้ลงทุนในหุ้น

ความแตกต่างระหว่าง SET Total Return กับ SET Index

จริง ๆ แล้ว ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ดัชนีที่ประกาศกันอยู่ในแต่ละวัน คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ดัชนี SET Index ซึ่งคำนวณเฉพาะราคาหุ้น (รายละเอียดวิธีการคำนวณ) โดยเริ่มต้นที่ 100 จุด ณ วันที่ตลาดหุ้นเปิดทำการวันแรก ชื่อของมันอีกอย่าง คือ SET Price return index (SET PR)

หากแต่ลองคิดภาพเราถือหุ้นทั้งตลาดหุ้น บริษัทหรือกิจการที่อยู่เบื้องหลังหุ้นนั้น ๆ ถ้ามีกำไรก็จะต้องจ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้นักลงทุนด้วย เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นที่แท้จริงจะต้องมาจาก 1. ราคาหุ้น (capital gain) กับ 2. เงินปันผล (dividend) และถ้านักลงทุนนำเงินปันผลที่ได้มาซื้อหุ้นเพิ่มอีก ทำให้ในปีต่อไปจำนวนหุ้นที่ถือจะมากขึ้น ผลตอบแทนปันผลก็ควรจะมากขึ้นตามไปด้วย

หากนักลงทุนทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยในแต่ละปีเมื่อได้ปันผลก็นำปันผลมาลงทุนทบต้นกลับ (re-invest) ที่มักจะเรียกกันว่า ลงทุนแบบทบต้น ทำให้ผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายกับดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เช่น ในปีที่หนึ่งฝากเงิน 100 บาทได้ดอกเบี้ย 5% คือ 5 บาท เอา 5 บาทมาฝากเป็นเงินต้นกลับ ปีที่สองก็จะมีเงินต้นที่ 105 บาทและจะได้ดอกเบี้ย 5.25 บาทก็เอามาฝากทบต้นต่อ แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ

โดยดัชนีที่ทำหน้าที่แสดงผลตอบแทนทบต้นและผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นจริง ๆ ก็คือ SET Total Return Index (SET TR หรือ SET TRI) ซึ่งคำนวณเสมือนมีการถือหุ้นทั้งตลาดแล้วเวลาได้ปันผลก็นำมาลงทุนทบต้นกลับทันที ดังที่อธิบายข้างบนครับ ถามว่ามันแตกต่างกันมากหรือไม่ ลองดูภาพข้างล่างนี้ครับ

เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มคำนวณ SET Total Return ในวันที่ 2 มกราคม 2545 (2002) และเลขฐานคือ 1000 จุด ในขณะเดียวกันวันดังกล่าวดัชนีตลาดหุ้น SET PR หรือ SET Index อยู่ที่ 305.19 จุด ผมได้เทียบผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยให้วันดังกล่าวเริ่มต้นที่ 100% ข้างล่างคือภาพเปรียบเทียบผลตอบแทนของ SET TR กับ SET Index ครับ (SET TR คือเส้นสีฟ้า)

settri-v-index-2jan02-2jan17
ผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่าง SET Index – เส้นส้ม กับ SET TR – เส้นฟ้า  (02 Jan 02 – 16 Jan 17)

นั่นก็คือผ่านมา 15 ปี เริ่มต้นเงินที่ 10,000 บาท เงินที่ลงทุนใน SET โดยไม่ได้นำปันผลมาลงทุนทบต้น จะกลายเป็นเงินมูลค่า 51,502 บาท (จาก 100% เป็น 515.02%) ในขณะที่ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นโดยนำปันผลกลับมาลงทุนทบต้นต่อ เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 92,349 บาท !! (923.49%) หรือเกือบ 2 เท่าของเงินก้อนเดียวกันที่นำปันผลไปใช้ หมายความว่า ส่วนต่างถึง 40,847 บาทเป็นผลตอบแทนรวมของเงินปันผล ที่คนที่เอาเงินออกไปใช้จะไม่รู้หรอกว่าเขาจะพลาดอะไรบ้าง (แต่ตอนนี้น่าจะรู้แล้ว)

นั่นแสดงว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทย (Total Return) ถ้าแบ่งเป็น 100% จะมาจากเงินปันผลถึง 44.23% หรือกล่าวแบบรวบยอดได้ว่า 15 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยเกือบร้อยละ 45 มาจากเงินปันผล !! ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นจะมาจากผลตอบแทนของเงินปันผลทบต้น

SET Total Return ผ่านเลนส์ต่างประเทศ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนอ่านหนังสือ Stocks for the Long Run ของ Jeremy Siegel ที่คำนวณผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาจะพบว่า เงินปันผลคือผลตอบแทนส่วนสำคัญของผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้นในระยะยาว[1. ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นสหรัฐช่วงปี 1802-2012 อยู่ที่ 8.1% ต่อปี ซึ่งมาจากผลตอบแทนในส่วนของเงินปันผลถึง 5.1% ต่อปี, See Jeremy J. Sielgel, Stocks for the Long Run: The Definitive Guide to Financial Market Returns & Long-Term Investment Strategies, 5th ed. (New York: MaGrawHill Education, 2014), 82.-83.]

เพราะฉะนั้นวิธีลงทุนของเราจึงควรสอดคล้องกับสิ่งที่เราค้นพบข้างบน นั่นคือ จะต้องลงทุนในลักษณะที่สร้างพลังของดอกเบี้ยทบต้น และ เงินปันผลที่ได้รับก็ควรนำกลับมาลงทุนต่อ ไม่ใช่เอาออกไปใช้

วิธีที่น่าจะเรียบง่ายที่สุดของนักลงทุนทั่วไปก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด และเป็นกองทุนประเภทที่ไม่จ่ายปันผลเพื่อให้เงินของเราลงทุนทบต้นต่อไปเรื่อย ๆ ไม่นำออกมาใช้ และไม่ต้องโดนภาระภาษีจากเงินปันผล

และถ้านักลงทุนต้องการผลตอบแทนแบบนี้ นักลงทุนจะต้องลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นโดยการถือครองระยะยาว และเพื่อสอดคล้องกับหลักการลงทุนอัตโนมัติก็ควรจะ ซื้อแบบสะสม เพื่อลงทุนระยะยาวเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่นักลงทุนที่เป็นตำนานหลายๆคน แนะนำ

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึงสมัยก่อนที่กองทุนในไทยมักจะชอบใช้ดัชนีชี้วัด (benchmark) เป็น SET Index (SET PR) ทำให้เราจะเห็นว่ากองทุนส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขมาใช้ SET TR เป็นดัชนีชี้วัดแทน ต่อไปก็จะได้เห็นชัด ๆ ครับว่า ระยะยาว กองทุนแบบบริหาร (active funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมาก

บทสรุปเกี่ยวกับ SET Total Return

บทสรุปของบทความนี้มีอยู่ว่า การลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น ควรลงทุนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผลตอบแทนตลาดหุ้น นั่นคือ ลงทุนโดยการถือครองหุ้นระยะยาว และเวลาได้ผลตอบแทนก็นำกลับไปลงทุนทบต้น ปล่อยให้เงินที่ลงทุนเติบโตต่อเนื่องเรื่อยไป เสมือนดั่งการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถสร้างต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ภายในเวลาไม่กี่ปีครับ การลงทุนต้องใช้เวลา อดทนถือลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัย และลงทุนอย่างสม่ำเสมอให้ได้ครับ แล้วผลลัพธ์ที่สดใสจะรอนักลงทุนทุกคนอยู่

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.” — Warren Buffett

ปล. หลังจากทำบทความนี้ได้ 2 เดือน ผมก็ได้ข้อมูลครบของ SET TRI ทำให้ค้นพบว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นกว่าร้อยละ 80 มาจากผลตอบแทนของดอกเบี้ยทบต้นครับ !! — เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น ****