คลังเก็บหมวดหมู่: General

วอร์เรน บัฟเฟตต์ กับ กองทุนดัชนี : ข้อคิดจากรายงานผู้ถือหุ้น – 2017

ผมได้อ่านรายงานที่ Warren Buffett เขียนถึงผู้ถือหุ้นประจำปี 2017 (งบปี 2016) ของ Berkshire Hathaway ปีนี้เขาอุทิศเกือบ 5 หน้าวิพากษ์อุตสาหกรรมการเงิน โดยเฉพาะเหล่ากองทุนรวมทั้งหลายที่คิดค่าใช้จ่ายสูง ๆ โดยเริ่มเล่าจาก เกมเดิมพันการกุศลที่เริ่มขึ้นในปี 2008 โดยบัฟเฟตต์เชื่อมั่นว่า พวกผู้เชี่ยวชาญการลงทุนที่ใช้วิธีการลงทุนเชิงรุก เช่น กองทุนแบบบริหาร (active funds) ซึ่งคิดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมมหาศาล (the massive fees levied by a variety of “helpers”) จะสร้างผลตอบแทนที่แย่มาก ๆ ให้กับนักลงทุนที่เป็นลูกค้า และทำผลตอบแทนได้แพ้กองทุนดัชนีที่คิดค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (low-cost index fund)

โดยบัฟเฟตต์ได้ผู้ท้าชนรับคำท้าเป็นกองทุนป้องกันความเสี่ยง (hedge funds) ที่ชื่อ Protégé ซึ่งใช้วิธีลงทุนแบบ funds-of-funds โดยเลือกลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่เป็น funds-of-funds เป็นจำนวน 5 กอง โดย Protégé คัดเลือกลงทุนในกองทุน 5 กอง ซึ่งกองทุนเหล่านั้นลงทุนแบบ funds-of-funds ก็จะไปคัดเลือกกองทุนอื่น ๆ อีกหลายกองเพื่อลงทุนต่ออีกที ลองนึกภาพ funds-of-funds ก็คือ การที่เราเอาเงินไปลงทุนในกองทุน A แล้วกองทุน A ก็เอาเงินเราไปเลือกลงทุนในกองทุนที่เขาคิดว่าจะให้ผลตอบแทนดี อาจจะแบ่งไปลงทุนในกองทุน B C E F G… ส่วนบัฟเฟตต์เลือกลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 Index ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ แค่ 0.05-0.10% ต่อปี

เวลาผ่านไปเป็นเวลา 9 ปี (2008-2016) กองทุนดัชนี S&P500 ของบัฟเฟตต์ทำเงินเติบโตได้ถึง 85.4% ชนะกองทุนป้องกันความเสี่ยงที่ Protégé เลือกหมดเลย โดยผลตอบแทนของกองทุนดัชนีที่ 85.4% เป็นตัวเลขที่สูงกว่ากองทุนที่ Protégé เลือก ซึ่งกองทุนเหล่านั้นได้ผลตอบแทนแค่ 62.8, 28.3, 8.7, 7.5 และ 8.7% เท่านั้นเอง ทำให้เงิน $1,000,000 ที่ลงทุนในกองทุนป้องกันความเสี่ยงเหล่านั้นให้ผลตอบแทนทบต้นที่ 2.2% ต่อปี หรือเงินจะเพิ่มขึ้นมาประมาณ $220,000 แต่ในขณะเดียวกัน เงินที่ลงทุนในกองทุนดัชนี Vanguard S&P500 จะเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนเงินถึง $854,000

บัฟเฟตต์ให้ข้อสังเกตว่า กองทุนเหล่านี้อาจจะมีผู้จัดการกองทุนที่เก่งและมีความสามารถ หากแต่ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล (huge fees) จะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจนหมด ลงเอยด้วยการที่ผู้จัดการกองทุนเหล่านี้รวยมาก แต่นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่ห่วยมาก

บัฟเฟตต์ให้ลองนึกภาพ ตลาดหุ้นที่มีนักลงทุนฉลาด ๆ เก่ง ๆ เต็มไปหมด เป็นนักลงทุนเชิงรุก (active investors) ในขณะที่จะมีนักลงทุนอีกกลุ่มเป็นนักลงทุนเชิงรับ (passive investors) ซึ่งนักลงทุนกลุ่มแรกจะมีมากกว่า นักลงทุนกลุ่มหลังมีน้อยกว่าและหวังผลตอบแทนแค่เพียงค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป ด้วยค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ผลลัพธ์โดยรวมของนักลงทุนเชิงรุกย่อมถูกค่าใช้จ่ายกัดกิน จนได้ผลตอบแทนต่ำกว่านักลงทุนเชิงรับ ฝีมือของนักลงทุนเชิงรุกไม่สามารถก้าวข้ามค่าใช้จ่ายไปได้

เพราะฉะนั้น บัฟเฟตต์จึงแนะนำว่า นักลงทุนโดยทั่วไปจะทำผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นได้ดีกว่ามาก ถ้าลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ แทนที่จะไปลงทุนในกองทุนเชิงรุก โดยเฉพาะกองทุนแบบ funds of funds ซึ่งบัฟเฟตต์เชื่อว่า กลุ่มของนักลงทุนที่ไม่ทำอะไรเลย (do-nothing investors — คือลงทุนในกองทุนดัชนีแล้วถือไปเรื่อย ๆ) จะเป็นผู้ชนะในท้ายที่สุด

ทั้งนี้ มีย่อหน้าหนึ่งที่น่าสนใจคือ บัฟเฟตต์อธิบายเพิ่มให้ว่า แน่ล่ะ มันต้องมีนักลงทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้วในระยะยาว แต่บัฟเฟตต์ระบุได้ประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้นที่จะมีความสามารถแบบนี้ เพราะฉะนั้น นักลงทุนทั้งรายใหญ่รายเล็กควรยึดอยู่กับการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (“Both large and small investors should stick with low-cost index fund”)

นอกจากนี้ บัฟเฟตต์ยังได้เล่าเรื่องน่าสนใจให้ฟังอีกว่า หลายต่อหลายปี เขาจะถูกถามจากคนอื่น ๆ เรื่องวิธีลงทุน ซึ่ง บัฟเฟตต์จะแนะนำเป็นประจำว่า ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ (เขายกตัวอย่าง กองทุนดัชนี S&P500 Index) ซึ่งก็มีบางคนเชื่อตามคำแนะนำนี้ หากแต่ไม่มีนักลงทุนประเภทที่รวยมาก ๆ เช่น นักลงทุนรายบุคคลที่มีเงินลงทุนเยอะ ๆ นักลงทุนสถาบัน กองทุนบำเหน็จบำนาญ ที่เลือกจะทำตามคำแนะนำของเขา พวกเขาจะบอกว่า ขอบคุณ แล้วก็เดินตามเสียงเพรียกมรณะไป (บัฟเฟตต์เปรียบกับ siren song ของนางเงือก)

เสียงเรียกที่ Buffett เรียกว่าเสียงเพรียกมรณะนั้นมาจากเสียงของค่าใช้จ่ายมหาศาล หรือในหลายครั้งก็คือการเรียกหาผู้แนะนำการลงทุนที่ขยันให้คำแนะนำแก่เราว่าจงซื้อ ๆ ขาย ๆ กองทุนรัว ๆ (hyper-helper consultant) โดยคำแนะนำจะมาในรูปของการลงทุนแบบแฟชั่น หาสไตล์จับจังหวะลงทุน หาคำทำนายหรือแนวโน้มเศรษฐกิจ มาให้เราซื้อขายสับเปลี่ยนกองทุนหุ้นไปมา

เขายังให้ข้อสังเกตอีกว่า นักลงทุนเหล่านี้มีเงินลงทุนจำนวนมาก เป็น the financial “elites” อยากได้บริการการลงทุนหรือคำแนะนำซื้อขายที่มันดูหรูหราพิเศษ ซึ่งสุดท้ายจะนำไปสู่คำกล่าวที่ว่า

“เมื่อคนที่มีเงิน ได้เจอคนที่มีประสบการณ์เชี่ยวชาญ คนที่มีประสบการณ์จะจบลงด้วยการได้เงินไป ส่วนคนที่มีเงินจะต้องเสียเงินไปและได้รับประสบการณ์ (แย่ ๆ) กลับมาแทน”

โดยสรุป คำแนะนำสุดท้ายของบัฟเฟตต์ได้เตือนให้เราระวัง 4 ตัวอักษร คือ -fees- (ถ้าเป็นภาษาไทยก็อาจจะเป็น 3 คำ คือ -ค่าใช้จ่าย- หรือ – ค่าธรรมเนียม- ที่ต้องระวังให้ดีก็เพราะว่า

“ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แย่ จะมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมที่มหาศาล”

Poor investment performance accompanied by huge fees. —Warren Buffett

นักลงทุนอาจจะสงสัยว่าแล้ว กองทุนที่ลงทุนในกองทุนอื่น ๆ หลายกอง (funds of funds) ในประเทศไทยมีไหม ตอบเลยครับว่า มี! แล้วก็ลักษณะคล้าย ๆ กันนี่ล่ะ คือ กองทุนพวกนี้จะเอาเงินไปลงทุนในกองทุนอื่นอีกหลาย ๆ กอง ที่พบส่วนใหญ่มักจะเป็นกองทุนประเภทที่เอาเงินไปลงทุนในต่างประเทศครับ ซึ่งอย่างบางกองทุนก็เอาเงินไปลงทุนในกองทุนหุ้นต่างประเทศหลาย ๆ กอง โดยพวกเขาก็จะโปรยคำเชื่อมั่นว่า พวกเขามีความสามารถในการ “คัด” และสามารถ “เลือก” กองทุนที่เป็นผู้ชนะ หรือสามารถ “สลับ-สับ-เปลี่ยน” ไปยังกองทุนอื่น ๆ ที่มีความสามารถดีกว่าได้ และสามารถ “จับจังหวะ” ลงทุนได้ด้วย

กองทุนพวกนี้จะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ๆ และเป็นค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อน เช่น คุณต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี (annual management fees) ให้กับกองทุนแม่ในไทย สมมติปีละ 1.5% บวกกับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมแล้วอาจจะตก 2% ต่อปี แล้วยังต้องไปเสียค่าใช้จ่ายที่ถูกเรียกเก็บจากกองทุนที่กองทุนแม่ในไทยไปลงทุนอีก สมมติอีก 2% เท่ากับว่า นักลงทุนเสียค่าใช้จ่าย หรือในมุมกลับ เสียเงินเสียผลตอบแทนไปแล้ว 4% ต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายระดับนี้ นักลงทุนหวังผลตอบแทนสูง ๆ แบบชนะตลาดหุ้นหรือดัชนีชี้วัดยากครับ เอาแค่ไม่ให้ผลตอบแทนแพ้ตลาดแบบหลุดรุ่ยก็น่าจะต้องเชียร์จนหืดจับแล้ว


บทความแนะนำ

(1) กองทุนดัชนี (index funds)

(2) รวมคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนในกองทุนดัชนี

(3) กองทุนดัชนีในประเทศไทย

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี แต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 ไป ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 41 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง? และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1,542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9,065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น

เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของตลาดหุ้น ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.62% ต่อปี !!!!!!!!!


ทั้งหมดนี้ บอกเราได้ว่า

  1. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี (ขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ)
  2. ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม¹
  3. เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ (ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”)
  4. จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ (กรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง) ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว
  5. เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่า ตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน (เพราะดัชนียังไม่ทะลุจุดสูงสุดเดิม – 1,753 จุด) แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ สู้ ๆ



¹
มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วเงินปันผลเป็นผลตอบแทนส่วนใหญ่ที่สำคัญของตลาดหุ้น รวมไปถึงหุ้นรายตัวด้วย เช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel (กรณีของหุ้นรายตัวก็เช่นกัน เงินปันผลทบต้นยังส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย เช่น กรณีของ Phillip Morris, Exxon Mobil) หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ

เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนของหุ้น

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของหุ้น คุณเชื่อหรือไม่?

จากกระทู้เดิม SET Index v. SET TRI ที่เคยทำการเปรียบเทียบผลตอบแทนของตลาดหุ้นว่า จริง ๆ แล้วผลตอบแทนสำคัญอย่างหนึ่ง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น (dividend re-invest) แต่ข้อมูลที่นำมาใช้ คือ ช่วง Jan 2002 – Jan 2017 : ก็ประมาณ 15 ปี

หากแต่ล่าสุดผมได้ข้อมูลครบตั้งแต่เปิดตลาด  (ต้องขอบคุณ งานนำเสนอของบลจ.กรุงศรี ที่ทำให้ต่อจิ๊กซอว์ได้ครบมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ) เพราะผมขาดข้อมูล SET TRI ช่วงปี 1975-2001 (หรือช่วง พ.ศ. 2518-2544) ได้ภาพด้านล่างนี้เลยต่อยอดได้เลย

SET TRI by KSAM

เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนตลาดหุ้น

เพราะฉะนั้นเราจะมาดูกันว่า ตั้งแต่เปิดตลาดหุ้น เมษายน 2518 – ธันวาคม 2559 (April 1975 – Dec 2016) หรือเป็นเวลา 42 ปี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แบบคำนวณราคา SET Index (SET PR) ที่โชว์หราอยู่ทุกวันนี้ กับผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์ที่คิดคำนวณรวมเงินปันผลทบต้นไปด้วย (SET TRI) ส่วนต่างจากพลังของผลตอบแทนเงินปันผลเป็นอย่างไรบ้าง?

และนี่คือ ผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ อันบอกเราอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวันได้ว่า เงินปันผล คือ หัวใจของผลตอบแทนจากตลาดหุ้น เพราะถ้าคุณนำมันมาลงทุนแบบทบต้น โอ้โหว โปรดดูนี่ครับ

SET PR v TR 1975-2016.JPG

จากจุดสตาร์ทเริ่มต้น ณ วันที่ตั้งตลาดหุ้น คือ เมษายน 2518 ดัชนีทั้งสองเริ่มที่ 100 จุด หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป 40 กว่าปี ท่านจะเห็นได้ว่า ณ สิ้นเดือนธันวาคม ปี 2559 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ (SET Index) อยู่ที่ 1542.94 จุด หากแต่ดัชนีผลตอบแทนรวมตลาดหลักทรัพย์ (SET Index Total Return) อยู่ที่ 9065.29 !!!

นั่นเท่ากับว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ส่วนของราคา (price index) คิดเป็นแค่ 17% ส่วนที่หายไปกว่า 83% คือผลตอบแทนจากเงินปันผลที่นำมาทบต้น อื้อ หือออ ข้อสรุป ณ ตรงนี้คือ

ในระยะยาวแล้ว ผลตอบแทนที่สำคัญที่สุดของตลาดหุ้นที่เป็นหัวใจอย่างแท้จริง คือ ผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้น เพราะคิดเป็นร้อยละ 80-85 ของผลตอบแทนรวมทั้งหมดของ ถ้าคุณลงทุนถึง 40 กว่าปี

นอกจากนี้ระยะเวลา 41 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ยังให้ผลตอบแทนทั้งหมด (SET TRI) คิดเป็นอัตราผลตอบแทนทบต้นถึง 11.33% ต่อปีด้วย (หากคิดปัดเต็มเป็น 42 ปี) แต่หากคิดปี 1975 ซึ่งมีแค่ช่วง 30/04/75 ถึงสิ้นปีก็จะได้ผลตอบแทนที่ประมาณ 11.4% ต่อปีครับ

ประเด็นความคิดเรื่อง เงินปันผล

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทยในอดีต ค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ประมาณ 9-11% ทบต้นต่อปี โปรดขีดเส้นใต้คำว่ายาว กรณีนี้คือลงทุน 40 กว่าปี ระยะเวลาลงทุนต่ำกว่า 10 ปีไม่นับว่ายาว และแน่นอนว่าคนที่ลงทุนแค่ 1-2 ปีจะใช้คำว่ายาวไม่ได้ พวกลงทุนหลักวัน หลักเดือนยิ่งห่างไกลลิบ ๆ

(2) ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่แท้จริง เกิดจากพลังของดอกเบี้ยทบต้นเงินปันผล นั่นคือ การนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ (dividend re-invest) เป็นการพิสูจน์สิ่งที่อ่านมาจากหนังสือหลายเล่ม[1. มีหนังสือหลายเล่มมากที่บอกว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นจริง ๆ แล้วนั้น เงินปันผลเป็นสัดส่วนใหญ่และสำคัญที่สุดของผลตอบแทนตลาดหุ้น ช่น หนังสือ Stock for the Long Run ของ Jeremy J. Siegel หรือหนังสือ John Bogle on Investing และ Bogle on Mutual Funds ของ John C. Bogle ครับ ซึ่งความสำคัญของเงินปันผลยังรวมไปกรณีของหุ้นรายตัวด้วยเช่นกัน เพราะเงินปันผลทบต้นส่งผลให้การลงทุนในหุ้นบางตัวได้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ด้วย อาทิ หุ้นบริษัท Phillip Morris, Exxon Mobil]

(3) เงินปันผลในข้อ 2 ไม่ได้หมายถึง เงินปันผลของกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ใครไม่เข้าใจ โปรดอ่านอันนี้ครับ > ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

(4) จากข้อ 2 คงเห็นแล้วนะครับว่า หัวใจของผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น มาจากการลงทุนให้นาน ลงทุนถือครองหุ้นไปเรื่อย ๆ ได้เงินปันผลก็นำมาลงทุนกลับ อย่างกรณีกองทุนรวมที่ไม่จ่ายปันผล จะทำการ re-invest อัตโนมัติ ก็เบาภาระเราไปได้ ไม่ต้องซื้อหุ้นลงทุนทบต้นเอง ถ้าถามว่าผลตอบแทนจากเงินปันผลทบต้นเยอะขนาดไหน ระยะยาวมาก ๆ เกือบครึ่งชีวิตจากข้อมูลข้างบนก็คือ ร้อยละ 85 ของผลตอบแทนรวมกันเลยทีเดียว

(5) เมื่อรู้แบบนี้แล้ว อย่าไปติดภาพมายาที่เห็นว่าตลาดหุ้นยังไม่ไปไหน แล้วก็บอกผลตอบแทนระยะยาวจากการลงทุนไม่มีหรอก เลยพยายามซื้อ ๆ ขาย ๆ หุ้นหรือกองทุนหุ้น

เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้รับพลังจากเงิ้นปันผลทบต้น เราต้องลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัยครับ และลงทุนโดยให้อยู่ในลักษณะของการ re-invest นำเงินปันผลมาลงทุนทบต้นตลอดเวลาครับ สู้ ๆ

Cash Drag – ผลกระทบจากการถือเงินสด

“Cash Drag” เป็นศัพท์ที่ผมเจอจากหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง แล้วรู้สึกว่ามันน่าสนใจครับ ว่าแต่อะไรคือ แคชแด๊ก (หนังสือบางเล่มก็ใช้ว่า Cash Position หรือ Cash Reverse)  ถ้าใครเคยเล่นเกมที่มันจะชอบค้างบ่อย ๆ เล่นแล้ว lag อาการคล้ายกันครับ

Cash Drag ก็คือ การที่เราถือเงินสดไว้ไม่ยอมลงทุน ซึ่งการที่เราถือเงินสดไว้เยอะ ๆ ในบางเหตุการณ์มันก็สมเหตุสมผล แต่กลับกันในบางครั้งมันจะส่งผลเสียอย่างมาก ผมจะแยกอธิบายดังนี้ครับ

การถือเงินสดเพราะไม่ลงทุน

กรณีแรกแคชแดรกเพราะ ไม่ยอมลงทุน กรณีนี้เป็นเรื่องที่มักจะเกิดกับคนทั่วไป คือ มีเงินสดเก็บไว้กับตัวตลอด ไม่ยอมเอาไปลงทุนให้มันเติบโตขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ มีเงินสดก็เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร พอจะลงทุนก็จะเลือกแต่อะไรที่มันคล้าย ๆ เงินฝาก เช่น เงินฝากประจำ สลากออมสิน แม้กระทั่งกองทุนประเภท term fund (พวกที่กำหนดลงทุนแค่ 3-6-12 เดือนแล้วปิดกองทุน)

ถ้าคุณจะลงทุนแต่สินทรัพย์ประเภทนี้ในระยะยาวตลอดชีวิต คุณจะได้รับผลกระทบจากการถือเงินสดมาก ๆ แบบสูงสุด นั่นคือ เงินของคุณจะถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ อำนาจซื้อลดลงฮวบฮาบ แล้วก็ยากมากที่จะร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุน ต้องอาศัยเก็บเงินหนัก ๆ หรือหารายได้เยอะมาก ๆ เพื่อเอาเงินมาเก็บไว้

Cash Drag เพราะจับจังหวะลงทุน

กรณีนี้แคชแดรกเพราะ จับจังหวะลงทุน (market timing) อันนี้หล่ะครับ ความหมายที่แท้จริง นักลงทุน (อาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ) จะถือเงินสดไว้ระดับหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการจับจังหวะลงทุน เช่น รอได้จังหวะเหมาะ ๆ ค่อยลงทุน หรือขายหุ้นขายกองทุนออกเพราะได้กำไรนิดหน่อยแต่ส่วนใหญ่ที่ขายเพราะกลัวหุ้นตกแล้วกำไรจะหายไป

หากแต่การยกตัวอย่างนี้ ผมจะไม่รวมนักลงทุนที่ขยันทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้า มีวิธีลงทุนที่ดี มีวินัย เช่น แบบ VI เก๋า ๆ อะไรอย่างนั้นนะครับ พวกนี้จะมีเหตุผลในการถือเงินสดไว้ เพราะอาจจะหาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าไม่เจอ แต่ถึงอย่างไร ก็อาจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า cash reverse กับนักลงทุนกลุ่มนี้ได้เหมือนกัน

ถามว่าการถือเงินสดในกรณีนี้จะส่งผลอย่างไร? คำตอบ คือ สถานะเงินสดในระยะยาวนั้นไม่สร้างผลตอบแทนหรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก ๆ ทำให้เงินบางส่วนของคุณได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าผลตอบแทนระยะยาวจากตลาดหุ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กองทุนรวมหุ้น ประเภทกองทุนบริหารเชิงรุก (actively managed funds) ทั้งหลาย กองทุนพวกนี้จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจับจังหวะลงทุนซื้อหุ้น หรือด้วยลักษณะถ้าเป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน (open-end fund) กองทุนพวกนี้ก็ต้องถือสภาพคล่องระดับหนึ่งเพื่อให้มีเงินจ่ายคืนนักลงทุนที่ขายกองทุนได้

หากแต่ในระยะยาวถ้าผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นต้องเติบโตขึ้น การถือเงินสดไว้ย่อมทำให้ผลตอบแทนส่วนหนึ่งของกองทุนน้อยกว่าปกติได้ (poorly performing) อันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (มีปัจจัยอื่นทบไปอีก เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมที่สูง)

ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ กองทุนพวกนี้พยายามจับจังหวะถือเงินสดใช่ไหมครับ พอเวลาเขาคิดวิเคราะห์ว่าหุ้นกำลังจะตก เขาก็จะขายหุ้นทิ้งถือเงินสด ถ้าโชคดีก็ทายถูก ถ้าไม่ ก็จะเกิด cash drag เพราะหุ้นขึ้น แต่กองทุนยังถือเงินสดไว้ ไม่ได้ซื้อหุ้น ผลตอบแทนก็จะแพ้ตลาด กลับกัน ในเวลาที่ขายหุ้นทิ้ง แต่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงฟื้นตัว พวกมันจะทะยานไวมาก กว่าจะแน่ใจเข้ามาซื้อหุ้นคืนก็พลาดหรือช้าไปหลายก้าวแล้ว

เราลองสังเกตดูก็ได้ ช่วงหลังหุ้นตก แล้วถ้าตลาดหุ้นทะยานฟื้นตัวอย่างไวมาก กองทุนหุ้นเชิงรุกแบบบริหารจัดการจะแพ้ตลาดเกือบหมด เพราะพวกนี้มีแต่เงินสดสภาพคล่อง เราเรียกว่าเป็นกรณีแบบ Cash Reverse ถือเงินสดแบบผิดพลาด ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยเพราะพวกผู้จัดการกองทุนมักจะถือเงินสดน้อยในช่วงที่ตลาดหุ้นทะยาน(และกำลังจะตกหนัก)แต่ขายหุ้นทิ้งถือเงินสดเต็มมือตอนที่ตลาดหุ้นตกหนักแล้ว[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (New Jersey: John Wiley and Sons, 2013), 33.] แต่ไม่ยอมซื้อหุ้นคืน จนกระทั่งตลาดหุ้นทะยานไปไกลเป็นกระทิงแล้ว เขาถึงเริ่มซื้อหุ้นกัน (ช่างเป็นความผิดพลาดแบบซ้ำ ๆ)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแคชแดรก

ถามว่าการถือเงินสดมีผลกระทบมากไหม เราลองคิดภาพผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นประมาณ 10% ทบต้นต่อปี กองทุนรวมหุ้นแบบบริหารเชิงรุกทั้งหลาย โดยเฉลี่ยจะถือเงินสดไว้ประมาณ 5-10% เพราะฉะนั้น ในระยะยาวมันอาจจะส่งผลให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้น (underperform) ผลตอบแทนของพวกกองทุนเหล่านี้โดยเฉลี่ยก็ควรจะเหลือแค่ 9-9.5% ต่อปี

โดยในหนังสือของ John C. Bogle อธิบายไว้ว่า สถานะถือครองเงินสดไว้ ในภาวะที่หุ้นขึ้นเป็นตลาดกระทิง (holdings of cash reverse) จะลดทอนผลตอบแทนของกองทุนลงไปเฉลี่ยประมาณ 0.6% ต่อปี[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), 167.] 

นอกจากนี้ ยังมีอีกคนที่เห็นด้วยว่าการถือเงินสดมาก ๆ ถือเป็นผลกระทบทางลบต่อนักลงทุน คือ Larry E. Swedroe คนเขียนหนังสือ What Wall Street Doesn’t Want You to Know เพราะเขาถือว่า Cash Reverse เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองทุนบริหารเชิงรุกแพ้กองทุนดัชนีในระยะยาว อีกทั้งผลตอบแทนของนักลงทุนจะลดลงด้วยแบบทบต้น (negative compounding) สาเหตุหนึ่งก็เพราะแคชแดรกนี่ล่ะครับ

แล้วจะลงทุนอย่างไรจึงจะไม่แคชแดรก ?

กองทุนที่จะไม่ถือเงินสดไว้ คือ กองทุนดัชนี (index funds) นั่นเอง เนื่องด้วยข้อบังคับนโยบายลงทุนของมัน ทำให้กองทุนพวกนี้ต้องลงทุนเลียนแบบตลาดหุ้นเสมอ จึงต้องมีหุ้นเต็มสตรีมครบอัตราอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ไม่ว่าหุ้นจะตกหรือหุ้นจะขึ้น กองทุนพวกนี้จะต้องถือหุ้นให้ใกล้เคียงหรือ 100% ตลอด สินทรัพย์ประเภทเงินสดสภาพคล่องมีไว้เท่าที่จำเป็นต่อการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหน่วยที่ทำการขายกองทุน

เพราะฉะนั้น เมื่อมีหุ้นเต็มมือตลอดเวลา ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจะต้องล้อไปตามตลาดหุ้น ดัชนีหุ้นตก -50% มันก็ควรจะต้องติดลบ -50% ด้วย แต่แน่นอนว่าในทางกลับกัน ถ้าหุ้นขึ้น +28% มันก็ต้องขึ้นด้วยอัตราเดียวกันนั่นเอง

กลยุทธ์ที่จะตัดปัญหาเรื่องนี้ไปได้ ควรจะเป็น กลยุทธ์ถือครองกองทุนดัชนีหุ้นตลอดเวลาและลงทุนไปเรื่อย ๆ  จะหุ้นตกหรือหุ้นขึ้น ก็ปล่อยมันไปครับ

“Stay hold Stay Invest”

Cash Drag

“Cash Drag” เป็นศัพท์ที่ผมเจอจากหนังสือลงทุนเล่มหนึ่ง แล้วรู้สึกว่า มันน่าสนใจครับ ว่าแต่อะไรคือ แคชแด๊ก (หนังสือบางเล่มก็ใช้ว่า Cash Position)  ถ้าใครเคยเล่นเกมที่มันจะชอบค้างบ่อย ๆ เล่นแล้ว lag อาการคล้ายกันครับ Cash Drag ก็คือ การที่เราถือเงินสดไว้ไม่ยอมลงทุน ซึ่งการที่เราถือเงินสดไว้เยอะ ๆ ในบางเหตุการณ์มันก็สมเหตุสมผล แต่กลับกันในบางครั้งมันจะส่งผลเสียอย่างมาก ผมจะแยกอธิบายดังนี้ครับ

กรณีแรก (1) Cash Drag เพราะ ไม่ยอมลงทุน กรณีนี้เป็น cash drag ของคนทั่วไป ก็คือ มีเงินสดเก็บไว้กับตัวตลอด ไม่ยอมเอาไปลงทุนให้มันเติบโตขึ้นมา คนส่วนใหญ่จะเป็นแบบนี้ครับ มีเงินสดก็เก็บไว้ในบัญชีเงินฝากธนาคาร พอจะลงทุนก็จะเลือกแต่อะไรที่มันคล้าย ๆ เงินฝาก เช่น เงินฝากประจำ สลากออมสิน แม้กระทั่งกองทุนประเภท term fund (พวกที่กำหนดลงทุนแค่ 3, 6, 12 เดือนแล้วปิดกองทุน) ถ้าคุณจะลงทุนแต่สินทรัพย์ประเภทนี้ในระยะยาวตลอดชีวิต คุณจะ cash drag แบบสูงสุด นั่นคือ เงินของคุณจะถูกเงินเฟ้อกัดกินไปเรื่อย ๆ อำนาจซื้อลดลงฮวบฮาบ แล้วก็ยากมากที่จะร่ำรวยขึ้นมาจากการลงทุน ต้องอาศัยเก็บเงินหนัก ๆ หรือหารายได้เยอะมาก ๆ เพื่อเอาเงินมาเก็บไว้

กรณีที่ (2) Cash Drag เพราะ จับจังหวะลงทุน (market timing) อันนี้หล่ะครับ ความหมายที่แท้จริง นักลงทุน (อาจจะส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ) จะถือเงินสดไว้ระดับหนึ่ง สืบเนื่องมาจากการจับจังหวะลงทุน เช่น รอได้จังหวะเหมาะ ๆ ค่อยลงทุน หรือขายหุ้นขายกองทุนออกเพราะได้กำไรนิดหน่อยแต่ก็ขายเพราะกลัวหุ้นตก

ซึ่งการยกตัวอย่างนี้ ผมจะไม่รวมนักลงทุนที่เป็นระดับบน ๆ ขยันทำการบ้าน ศึกษาค้นคว้า มีวิธีลงทุนที่ดี มีวินัย เช่น แบบ VI เก๋า ๆ อะไรอย่างนั้นนะครับ พวกนี้จะมีเหตุผลในการถือเงินสดไว้ เพราะอาจจะหาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าไม่เจอ แต่ถึงอย่างไร ก็อาจจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า cash drag กับนักลงทุนกลุ่มนี้ได้เหมือนกัน

ถามว่าการถือเงินสดในกรณีนี้จะส่งผลอย่างไร? คำตอบ คือ สถานะเงินสดในระยะยาวนั้นไม่สร้างผลตอบแทนหรือให้ผลตอบแทนที่ต่ำมาก ๆ ทำให้เงินบางส่วนของคุณได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าผลตอบแทนระยะยาวจากตลาดหุ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ กองทุนรวมหุ้น ประเภทกองทุนบริหารเชิงรุก (active funds) ทั้งหลาย กองทุนพวกนี้จะถือเงินสดไว้ส่วนหนึ่งเพื่อจับจังหวะลงทุนซื้อหุ้น หรือด้วยลักษณะถ้าเป็นกองทุนเปิดที่ซื้อขายหน่วยลงทุนได้ทุกวัน กองทุนพวกนี้ก็ต้องถือสภาพคล่องระดับหนึ่งเพื่อให้มีเงินจ่ายคืนนักลงทุนที่ขายกองทุนได้ แต่ในระยะยาว ถ้าผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นต้องเติบโตขึ้น การถือเงินสดไว้ย่อมทำให้ผลตอบแทนส่วนหนึ่งของกองทุนน้อยกว่าปกติได้ (poorly performing) อันเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (มีปัจจัยอื่นทบไปอีก เช่น ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมที่สูง)

ข้อสังเกตง่าย ๆ คือ กองทุนพวกนี้พยายามจับจังหวะถือเงินสดใช่ไหมครับ พอเวลาเขาคิดวิเคราะห์ว่าหุ้นกำลังจะตก เขาก็จะขายหุ้นทิ้งถือเงินสด ถ้าโชคดีก็ทายถูก ถ้าไม่ ก็จะเกิด cash drag เพราะหุ้นขึ้น แต่กองทุนยังถือเงินสดไว้ ไม่ได้ซื้อหุ้น ผลตอบแทนก็จะแพ้ตลาด กลับกัน ในเวลาที่ขายหุ้นทิ้ง แต่ตลาดหุ้นเป็นกระทิงฟื้นตัว พวกมันจะทะยานไวมาก กว่าจะแน่ใจเข้ามาซื้อหุ้นคืน ก็ cash drag ไปแล้ว เราลองสังเกตดูก็ได้ ช่วงหลังหุ้นตก แล้วถ้าตลาดหุ้นทะยานอย่างไวมาก กองทุนหุ้นเชิงรุกแบบบริหารจะแพ้ตลาดเกือบหมด เพราะพวกนี้มีแต่เงินสดสภาพคล่อง เราเรียกว่าเป็นกรณีแบบ Cash Reverse ถือเงินสดแบบพลาด

Cash Drag มีผลกระทบมากไหม เราลองคิดภาพผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นประมาณ 10% ทบต้นต่อปี กองทุนรวมหุ้นแบบบริหารเชิงรุกทั้งหลาย โดยเฉลี่ยจะถือเงินสดไว้ประมาณ 5-10% เพราะฉะนั้น ในระยะยาว Cash Drag จะส่งผลให้กองทุนพวกนี้แพ้ตลาดหุ้น (underperform) ผลตอบแทนของพวกกองทุนเหล่านี้โดยเฉลี่ยก็ควรจะเหลือแค่ 9-9.5% ต่อปี

ในหนังสือของ John C. Bogle อธิบายไว้ว่า สถานะถือครองเงินสดไว้ ในภาวะที่หุ้นขึ้นเป็นตลาดกระทิง (holdings of cash reverse) จะลดทอนผลตอบแทนของกองทุนลงไปประมาณ 0.6% ต่อปี¹ 

และคนที่เห็นด้วยว่า Cash Drag ถือเป็นผลกระทบทางลบต่อนักลงทุน คือ Larry E. Swedroe คนเขียนหนังสือ What Wall Street Doesn’t Want You to Know เพราะเขาถือว่า Cash Reverse เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้กองทุนบริหารเชิงรุกแพ้กองทุนดัชนีในระยะยาว อีกทั้งผลตอบแทนของนักลงทุนจะลดลงด้วยแบบทบต้น (negative compounding) สาเหตุหนึ่งก็เพราะ Cash Drag ครับ

แล้วจะลงทุนอย่างไรจึงจะไม่แคชแด๊ก ?

กองทุนที่จะไม่ถือเงินสดไว้ คือ กองทุนดัชนี (index funds) นั่นเอง เนื่องด้วยข้อบังคับนโยบายลงทุนของมัน ทำให้กองทุนพวกนี้ต้องลงทุนเลียนแบบตลาดหุ้นเสมอ จึงต้องมีหุ้นเต็มสตรีมอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นหุ้นตกหุ้นขึ้น กองทุนพวกนี้จะต้องถือหุ้นให้ใกล้กับ 100% ตลอด สินทรัพย์ประเภทเงินสดสภาพคล่องมีไว้เท่าที่จำเป็นต่อการจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหน่วยที่ทำการขายกองทุน เพราะฉะนั้นเมื่อมีหุ้นเต็มมือตลอดเวลา ผลตอบแทนมันจะต้องล้อไปตามตลาดหุ้น ดัชนีหุ้นตก -50% มันก็ควรจะต้องติดลบ -50% ด้วย แต่แน่นอนว่าในทางกลับกัน ถ้าหุ้นขึ้น +28% มันก็ต้องขึ้นด้วยอัตราเดียวกัน

กลยุทธ์ที่จะตัดปัญหา Cash Drag ก็ควรจะเป็น กลยุทธ์ถือครองกองทุนดัชนีหุ้นตลอดเวลาและลงทุนไปเรื่อย ๆ  จะหุ้นตก หุ้นขึ้น ก็ปล่อยมันไป “Stay hold Stay Invest” นั่นเอง

 


¹ John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds, fully updated tenth anniversary ed.  New Jersey: John Wiley & Sons, 2010), p. 167.