คลังเก็บหมวดหมู่: General

Reversion to the Mean: ทุกอย่างสู่ค่าเฉลี่ย

1. “Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า “กฎแห่งการเข้าสู่ค่าเฉลี่ย” (reversion to the mean) อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้น ๆ (ซึ่งอาจจะนานหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อย ๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น

เวลาพูดเรื่องผลตอบแทนหุ้นอาจจะต้องอธิบายให้ชัด ๆ ไปสักนิดว่ามันคือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่า คุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้น แล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนต่อเรื่อย ๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่านั้น และคุณจะต้องลงทุนนานมาก ๆ ด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีแล้วจะเหมาไปเลยว่า ผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปี แบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้คำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากัน หรือต่างปีกันออกไป ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009 (หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกล ๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอ ๆ กันประมาณค่าเฉลี่ยครับ

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นนั้น วิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุด คือ คุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนที่เราจะได้รับลงก็คือ ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวถือว่ายังไม่ครบหลักการ คุณต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

2. สำรวจกฎ RTM ในต่างประเทศ

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิด ๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี ช่วง 1996-2015 อยู่ที่ 8.11% แต่ถ้าช่วงระยะเวลามันยาวนานพอ มันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ ๆ กันครับ เช่น ช่วงปี 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อวกกลับมาคำถามเดิม คุณบอกว่า คุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปี แต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริง ๆ นะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมาก ๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี ถ้าช่วงปี 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี

มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว

3. กฎ RTM สำรวจในไทย

ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 1994-1995 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แค่จะได้ผลตอบแทนเพียง 2-3% ทบต้นต่อปีเท่านั้น ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนแบบประจำหรือลงทุนเฉลี่ย ๆ ไป (regular savings or DCA)

DCA เป็นการซื้อสะสมรายเดือนหรือตามระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน เช่น รายไตรมาส รายปี ซึ่งเวลาหุ้นตกเราก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ในระยะยาวต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับว่า เราจะลงทุนหนัก ๆ ตอนที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างเดียว

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลาย ๆ ปีมานี้ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมาก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่า อนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลง เพื่อให้กลับไปสู่ค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือ ตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยปีถัดไปให้ผลตอบแทนไม่มาก หรือทำให้ตัวเลขผลตอบแทนติดลบ ซึ่งมักจะจบด้วยการที่ตลาดหุ้นตกหนัก ๆ เพื่อทำให้ผลตอบแทนลดลงสู่ค่าเฉลี่ย หรือโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหลายรอบให้ผลตอบแทนระยะยาวมันกลับมาสู่จุดที่สมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหารจัดการ (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมาก ๆ ในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่กองทุนดังกล่าวจะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้น ๆ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย

หากแต่ตัวการหลักที่ทำให้กองทุนพวก actively managed funds เหล่านี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็คือ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” ของพวกมันนั่นเอง

ดู ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น และ คำอธิบายผลกระทบของค่าใช้จ่าย

อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวนั้น การคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อย ๆ ทำได้ค่อนข้างยาก

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงสมควรยึดหลัก “ลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

4. ย่อสั้นเกี่ยวกับ RTM

โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าช่วงเวลาที่ผ่านมามันให้ผลตอบแทนสูง ๆ มาตลอด หรือต่ำมานานมากแล้ว ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้น ความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใด ๆ รายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใด ๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในอดีตหรือในอนาคตข้างหน้าที่จะถึง

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก การหาผู้ชนะระยะยาวเหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง และการซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในหลายเรื่องเลยทีเดียว

5. ตัวอย่างของ RTM และบทสรุป

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

I. Price/Earnings

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

set40y

II. Growth vs Value

ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ซึ่งเขียนโดยศาสตราจารย์ Malkiel ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่า ถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1937-2013 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10.1% และ 10.2% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นประเภทนี้ร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า แต่ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ ๆ กัน[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 274-275.]

หนังสือ Stock For The Long Run ของ Jeremy Siegel ซึ่งอ้างถึงบทวิจัยของ Fama และ French ที่ตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ แต่ทว่าวิธีนี้จะแพ้วิธีอื่น ๆ ในช่วงปี 1987-2012 พูดอีกแบบก็คือ Siegel กำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วลงทุนตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่ดีหรือไม่เป็นแบบในบทวิจัยก็ได้[1. Jeremy J. Sielgel, Stocks for the Long Run: The Definitive Guide to Financial Market Returns & Long-Term Investment Strategies, 5th ed. (New York: MaGrawHill Education, 2014),185-186.]

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ Malkiel คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีทยังได้ช่วยตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวที่มีการสรุปว่า หุ้นคุณค่า (value) น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยสำคัญ เนื่องจากช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (growth stocks) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (outperforming) หุ้นคุณค่า (value stocks) ทำให้เราควรจะต้องตั้งคำถามเสมอว่าแบบแผนของผลตอบแทนที่ถูกค้นพบขึ้นมานั้นมันทำเงินได้จริงหรือไม่?[1. Malkiel, A Random Walk down Wall Street, 274.]

III. Mutual Funds

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายและได้รับความนิยมในช่วงปี 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13 ปี : 1977-1990) ซึ่ง Lynch ได้ทำผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี

หากแต่หลังจากที่ Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% และ ณ วันที่ทำบทความนี้ (พฤษภาคม 2016) แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่า นักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อย ๆ ก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูง ๆ เป็นผลตอบแทนแบบกองทุนหุ้นธรรมดา ๆ ที่แพ้ดัชนี

IV. Conclusion

จะเห็นได้ว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ในระยะยาว 20-40 ปีและสามารถทำผลตอบแทนสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ผู้ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่า เป็นทฤษฎีที่เขาผู้ซึ่งทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่า ในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอในทุกภาคส่วนของตลาดการเงิน[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 328.]

สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง

ทุกๆปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผมจะนัดเพื่อนสนิทที่เคยวางแผนการเงินด้วยกันมาทบทวนหรือรีวิวแผนกันอีกครั้ง เพราะแต่ละปีผ่านไป เส้นทางชีวิต, รายได้, อะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างที่เคยบอกว่า

การวางแผนการเงิน ก็คือ “การวางแผนชีวิต”

เพราะฉะนั้นเราก็ควรจัดการเรื่องเงินให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย คราวนี้ผมก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนบทความเสมือนเรานั่งคุยเรื่องการวางแผนการเงินด้วยกัน ทุกท่านจะได้สร้างและวางแผนการเงินด้วยตัวเองได้ ก็จะมีลำดับคำถามประมาณนี้

(1) “รายได้และค่าใช้จ่ายตอนนี้เป็นอย่างไร?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้กันก่อนว่าตัวเราเองมีรายรับรายจ่ายอย่างไรบ้าง ตัวอย่างนะครับ สมมติเพื่อนบอกว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ต่อมาก็จะให้เพื่อนแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็น 2 หมวด แต่คิดแค่หมวดแรก คือ

หมวด “ค่าใช้จ่ายคงที่” เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ หรือบางคนมีผ่อนบ้าน รถ ก็จะถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ด้วย สมมติเพื่อนบอกว่ามีประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็จะมาคิดค่าใช้จ่ายอีกหมวด คือ หมวด “ค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่” เพราะมันลดลงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ ช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องแจกแจงครับ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราได้แล้วว่า รายได้ – ค่าใช้จ่ายคงที่ (20,000-10,000) ตอนนี้เหลือเงินขั้นต้น 10,000 บาท เราต้องตั้งโจทย์เลยครับ ว่าเราจะตั้งใจออมและลงทุนเท่าไหร่ ผมมักจะใช้วิธีถามว่า เอากี่เปอร์เซนต์? สมมติต้องการออม 20% เราก็จะต้องหักเงินไปออมและลงทุน 20% ของรายได้ 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 4,000 บาท ต่อไประบบการเงินเราจะมีโครงสร้างประมาณนี้ครับ

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายคงที่ = ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

อย่างเคสนี้ หลังหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว คุณก็จะมีเงินไปจ่ายอย่างอื่น 6,000 บาท (20,000-4,000-10,000) ซึ่งถ้าเราบอกว่า อ้าวงี้กินไม่พอนะ ทางแก้หลักๆผมแนะนำสองวิธีนี้ก่อน คือ ก) หาทางลดค่าใช้จ่ายไม่คงที่ เช่น ประหยัดค่าอาหารเครื่องดื่มแพงๆ จากกินกาแฟแก้วละร้อยวันละแก้ว ก็ปรับเป็นสัปดาห์ละสองสามแก้ว หรือลดการเที่ยวการสังสรรค์ลงบ้าง กับ ข) ไปดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดคงที่นั้น บางอันมันอาจจะลดลงได้ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ ส่วนทางเลือกสุดท้าย ค) ลดเงินออมลง เช่น จาก 20% ของรายได้ เหลือ 15% แต่ยังไงๆห้ามต่ำกว่า 10% นะครับและแน่นอนห้ามไม่ออม(ฮ่าๆ) ถ้ามันไม่ได้จริงๆ หลักหาเงินก็มีแค่ 3 อย่าง คือ หนึ่ง-หารายได้เพิ่ม สอง-ลดรายจ่ายลง สาม-ทำทั้งคู่ เราไปแก้ด้านนี้แทน แต่ด้านเงินออมและลงทุนยังไงชีวิตนี้ไม่ควรลดครับ ควรจะเพิ่มด้วยซ้ำถ้ามีรายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายลงได้

(2) “เป้าชีวิตและแผนอนาคตที่วางไว้?”

อันนี้สำคัญเพราะแผนการเงินควรจะสอดคล้องไปกับแผนชีวิต เช่น อีกสามปีข้างหน้าจะเรียนต่อ อีกสองปีจะแต่งงาน อีกสิบปีจะซื้อบ้าน แบบนี้ก็จะวางแผนการเงินต่างกันไปครับ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละท่าน ต้องลองไปปรับกัน แต่ส่วนหนึ่งในคำถามนี้จะถามต่อว่า ต้องการอายุช่วง 50-60 มีรายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเสมือนดอกเบี้ยมาใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ (แบบถ้าไม่มีเงินเดือนแล้วก็จะมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาใช้จ่ายได้แทนไปเลย) ยกตัวอย่างเช่น อยากอายุ 50-60 มีรายได้จากดอกเบี้ยปีละ 1.2 ล้านบาท(เดือนละแสน) ผมก็จะลองให้นึกต่อว่า ลองคิดเลขดูถ้าสมมติดอกเบี้ยที่ว่ามาจากการฝากเงินที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี จะมีเงินต้นเท่าไหร่? คำนวณโดยเอาดอกเบี้ยทั้งปีที่อยากได้ 1,200,000 บาท มาหาร 0.03 ครับ ซึ่งกรณีนี้คือจะได้เงินต้น 40 ล้านบาท เพื่อไปสู่ขั้นตอนต่อไป

(3) “วางแผนออมเงินและลงทุนยังไงดี?”

ตรงนี้สำคัญเพราะจะได้รู้ว่า เงินที่เราจะเก็บไปลงทุนต้องลงทุนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น จากข้อที่แล้ว แผนการเงินของเรากะว่าช่วงอายุ 50-60 เช่น เราเลือกไปว่าอายุ 55 จะมีเงินต้น 40 ล้านบาทนั้น ต้องลงทุนต้องวางแผนเก็บออมเดือนละเท่าไหร่? ผลตอบแทนขนาดไหน? อาจลองใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือเว็บไซต์คำนวณ เช่น ของกลต. Start-to-invest ก็ได้ครับ อย่างถ้าอายุตอนนี้ 25 ตอนอายุ 55 ต้องมี 40 ล้านบาท ถ้าทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็จะต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เห็นผลลัพธ์ตัวเลขอย่าไปตกใจครับ เราตั้งเป้า 40 ล้านบาทแหน่ะ เรามีเท่าไหร่ตอนนี้ก็ออมไปก่อน สมมติเฉลี่ยแล้วเราได้ลงทุน 10,000 บาทต่อเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า อนาคตก็ควรจะมีครึ่งหนึ่งของเป้าคือ 20 ล้านบาท ไอ้ตรงประเด็นว่าออมเดือนละเท่าไหร่นั้น มีน้อยก็ออมน้อยไปก่อนครับ เริ่มไปเลย เดี๋ยวอนาคตรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลงเราก็จะได้ออมเพิ่มขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องแต่ละท่านว่าจะหาเงินมาลงทุนยังไง แต่ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ จะลงทุนแบบไหน?

หลักๆผมจะใช้สินทรัพย์สองประเภท คือ หุ้นกับตราสารหนี้ เป็นตัวลงทุนแบบเรียบง่าย (การลงทุนอย่าไปทำอะไรให้ยากจนเกินไป) โดยเราตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ทั้งสอง (อ้างอิงจากสถิติในอดีต) โดยทั้งคู่จะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน ก็เฉลี่ยว่า กองทุนหุ้นควรจะมีผลตอบแทนระยะยาวโดยเฉลี่ยใกล้เคียงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ประมาณ 9-10% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4% ต่อปี ถ้าท่านตั้งแผนแบบหุ้น 100% ผลตอบแทนที่เราเอาไปคำนวณก็อาจใช้ 10% เฉลี่ยต่อปี แต่ถ้าผสมกัน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ก็จะได้ผลตอบแทนระยะยาวคาดหวัง (60 x 10%)+(40 x 4%) = 7.6% ต่อปีในระยะยาว มาถึงตรงนี้มันจะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบมาก เช่น อายุ, ความเข้าใจในการลงทุน, ภาวะจิตใจในการอดทนต่อผลขาดทุน, ความเสี่ยงที่รับได้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองครับ อย่างบางคนอายุน้อย พร้อมลงทุนทุกอย่าง เขาอาจจะเอาเงินลงทุนกองทุนหุ้น 100% เลยก็ได้ ทุกคนออกแบบแผนลงทุนได้อิสระครับ

ส่วนวิธีลงทุนก็เรียบง่ายครับ ใช้กองทุนหุ้น(หรือกองตราสารหนี้ตามแผนการเงินที่คิดไว้)เป็นเครื่องมือในการลงทุน ใช้หลัก “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” เช่น เราวางแผนลงทุนหุ้น 100% เงินที่ออมก็ตั้งค่าให้หักไปลงทุนในกองทุนทุกเดือนแล้วก็มีวินัย อดทน ทำตามแผนไปเรื่อยๆครับ แต่ละปีก็แค่มาตรวจสอบกันอีกครั้ง ว่าจะออมเพิ่มเท่าไหร่ปีนี้ ตอนนี้เงินถึงไหนแล้ว แค่นั้นเอง จำข้อแรกสุดได้ไหมครับ จริงๆแล้วระบบการเงินสุดท้ายจำง่ายๆของเราก็แค่

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้นหักเงินไปลงทุนให้ตัวเองก่อน เป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องของภาษี ให้คำนึงถึงการลงทุนกองทุนรวมที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(PVD) กองทุนหุ้นระยะยาว(LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF)  ก็ดูว่า สมมติเราตั้งใจออมและลงทุน 50% ของรายได้ ก็ดูว่าหัก PVD ไปแล้วกี่% แล้วสามารถซื้อ LTF,RMF ได้เท่าไหร่ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้า LTF,RMF ซื้อเต็มตามสิทธิแล้ว แต่เราต้องการออมมากกว่านั้นส่วนที่เหลือก็ค่อยลงกองทุนธรรมดาครับ

(4) “มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือยัง?”

อันนี้สำคัญมาก ผมจะเน้นทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะลงทุนยังไง แผนเป็นแบบไหน เราต้องมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้อย่างน้อย 6-24 เดือน อาจจะเก็บไว้ใน กองทุนตลาดเงิน บางคนอาจเลือกที่จะพักไว้ใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารบางส่วนก็ได้ครับ

วิธีคำนวณคือ เอารายได้หรือค่าใช้จ่าย(ใช้ตัวที่มากกว่า) คูณ 6-24 เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายเดือน 15,000 แบบนี้ใช้ 20,000 x 6 หรือ 24 จะได้ 120,000 หรือ 480,000 ตัวเลขนี้บอกเราว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินขั้นต่ำที่ 120,000 และอาจจะเก็บสูงกว่านั้นได้ แต่ถ้าถึง 480,000 ก็ถือว่าปลอดภัยขั้นสูง ส่วนเกินจากนั้นแนะนำให้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจะดีกว่า

ที่เราต้องมีสำรองฉุกเฉินเพื่อเป็นกันชนครับ เวลามีเรื่องอะไรฉุกเฉิน (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล อยากย้ายงาน ตกงาน ฯลฯ) เราสามารถระดมทุนใช้เงินจากตรงนี้ได้ก่อน ทำให้มีระยะเวลาอยู่รอดให้คิดอะไรได้อิสระในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับแผนลงทุนของเราครับ เงินลงทุนก็คือเงินลงทุนปล่อยให้เงินทำงานไป ไม่เจอเรื่องเด็ดขาดลำบากจริงๆ ห้ามไปยุ่ง ให้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหน้าด่านกันชนไปก่อนครับ

สรุปแบบพกพา

plan

หลักๆแล้วก็ผมกับเพื่อนก็จะมีการสร้างและวางแผนการเงินประมาณนี้ครับ ลองนำไปปรับใช้กันดู ^_^

การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรขนาดนั้น แค่สร้างแผนลงทุนที่สอดคล้องกับชีวิต ปฏิบัติตามได้ ลงทุนแบบเรียบง่าย เน้นความสม่ำเสมอ วินัย มีความอดทนที่จะลงทุนไปตามแผนเรื่อยๆ การสร้างแผนการเงินนั้นไม่ได้ยาก แต่ให้แผนดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในเรื่องนี้ นั่นก็คือ

“การลงมือทำ” 

แผนการเงิน สร้างและทบทวนด้วยตัวเอง

แผนการเงิน (financial plan) เป็นสิ่งสำคัญในการลงทุนระยะยาว ที่น่ายินดี คือ การสร้างและทบทวนแผนการเงินไม่ใช่เรื่องยากครับ ทุก ๆ ปีอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ผมจะนัดเพื่อนสนิทที่เคยวางแผนการเงินด้วยกันมาทบทวน หรือรีวิวแผนกันอีกรอบ เพราะแต่ละปีผ่านไป เส้นทางชีวิต รายได้ สภาพแวดล้อม และสภาวะอะไรหลายอย่างก็เปลี่ยนแปลงไป

อย่างที่เคยบอกครับว่า การวางแผนการเงิน ก็คือ “การวางแผนชีวิต” เพราะฉะนั้น เราก็ควรจัดการเรื่องเงินให้สอดคล้องกับชีวิตที่เปลี่ยนไปด้วย ผมก็เลยคิดว่า น่าจะเขียนบทความเสมือนเรานั่งคุยเรื่อง แผนการเงิน อยู่ด้วยกัน ทุกท่านจะได้สร้างและวางแผนการเงินด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะมีลำดับคำถามประมาณนี้


(1) “รายได้และค่าใช้จ่ายตอนนี้เป็นอย่างไร?”

ก่อนอื่นเราต้องรู้กันก่อนว่า ตัวเราเองมีรายรับรายจ่ายอย่างไรบ้าง ตัวอย่างนะครับ สมมติเพื่อนบอกว่า มีรายได้เดือนละ 20,000 บาท ต่อมาก็จะให้เพื่อนแจกแจงค่าใช้จ่ายเป็น 2 หมวด แต่คิดแค่หมวดแรก คือ

หมวด “ค่าใช้จ่ายคงที่” (fixed costs) เช่น ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ หรือบางคนมีผ่อนบ้าน รถ ก็จะถือเป็นค่าใช้จ่ายคงที่ด้วย สมมติเพื่อนบอกว่ามีประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็จะมาคิดค่าใช้จ่ายอีกหมวด คือ หมวดค่าใช้จ่ายที่ไม่คงที่” เพราะมันลดลงได้ เช่น ค่าอาหาร ค่าปาร์ตี้เฮฮาสังสรรค์ ช็อปปิ้ง ฯลฯ ซึ่งพวกนี้ไม่ต้องแจกแจงครับ

ประเด็นอยู่ตรงนี้ เราได้แล้วว่า รายได้ – ค่าใช้จ่ายคงที่ (20,000-10,000) ตอนนี้เหลือเงินเก็บขั้นต้น 10,000 บาท เราต้องตั้งโจทย์เลยครับว่า เราจะตั้งใจออมและลงทุนเท่าไหร่ ผมมักจะใช้วิธีถามว่า เอากี่เปอร์เซ็นต์? สมมติต้องการออม 20% เราก็จะต้องหักเงินไปออมและลงทุน 20% ของรายได้ 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับ 4,000 บาท และต่อไประบบการเงินเราจะมีโครงสร้างประมาณนี้ครับ

รายได้ – เงินออม – ค่าใช้จ่ายคงที่ = ค่าใช้จ่ายไม่คงที่

อย่างเคสนี้ หลังหักเงินออมและค่าใช้จ่ายคงที่แล้ว เราก็จะมีเงินไปจ่ายอย่างอื่น 6,000 บาท (20,000-4,000-10,000) ซึ่งถ้าเราบอกว่า อ้าวงี้กินไม่พอนะ ทางแก้หลัก ๆ ผมแนะนำตามนี้ คือ เริ่มต้นลองหาทางลดค่าใช้จ่ายไม่คงที่ เช่น ประหยัดค่าอาหารเครื่องดื่มแพง ๆ จากกินกาแฟแก้วละร้อยวันละแก้ว ก็ปรับเป็นสัปดาห์ละสองสามแก้ว หรือลดการเที่ยวการสังสรรค์ลงบ้าง

แล้วต่อมาไปดูว่าค่าใช้จ่ายหมวดคงที่นั้น บางอันมันอาจจะลดลงได้ เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำไฟ แต่ถ้ายังไมได้อีกส่วนทางเลือกสุดท้าย ก็คงต้องลดเงินออมลง เช่น จาก 20% ของรายได้ เหลือ 15% แต่ยังไง ๆ ห้ามต่ำกว่า 10% นะครับ และแน่นอนว่า ห้ามไม่ออม !! ถ้ามันไม่ได้จริง ๆ หลักการหาเงินก็มีแค่ 3 อย่าง คือ หนึ่งหารายได้เพิ่ม สองลดรายจ่ายลง และสาม ทำทั้งคู่


(2) “เป้าชีวิตและแผนอนาคตที่วางไว้?” (จะได้สร้าง แผนการเงิน สอดคล้องกัน)

อันนี้สำคัญเพราะ แผนการเงิน ควรจะสอดคล้องไปกับแผนชีวิต เช่น อีกสามปีข้างหน้าจะเรียนต่อ อีกสองปีจะแต่งงาน อีกสิบปีจะซื้อบ้าน แบบนี้ก็จะวางแผนการเงินต่างกันไปครับ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ละท่าน ต้องลองไปปรับกัน แต่ส่วนหนึ่งในคำถามนี้จะถามต่อว่า เราต้องการอายุช่วง 50-60 มีรายได้จาก Passive Income หรือผลตอบแทนจากสินทรัพย์ทางการเงินในรูปเสมือนดอกเบี้ยมาใช้จ่ายเดือนละเท่าไหร่ แบบถ้าไม่มีเงินเดือนแล้วก็จะมีรายได้ส่วนนี้เข้ามาใช้จ่ายแทนไปเลย

ยกตัวอย่างเช่น อยากอายุ 50-60 มีรายได้จากดอกเบี้ยปีละ 1.2 ล้านบาท (ตกเดือนละแสน) ผมก็จะลองให้นึกต่อว่า ลองคิดเลขดูถ้าสมมติดอกเบี้ยที่ว่ามาจากการฝากเงินที่ดอกเบี้ย 3% ต่อปี แล้วจะต้องมีเงินต้นเท่าไหร่? คำนวณโดยเอาดอกเบี้ยทั้งปีที่อยากได้ 1,200,000 บาท มาหาร 0.03 ครับ ซึ่งกรณีนี้คือจะได้เงินต้น 40 ล้านบาท เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนต่อไป


(3) “แผนการเงิน วางแผนออมเงินและลงทุนยังไงดี?”

ตรงนี้สำคัญเพราะจะได้รู้ว่า เงินที่เราจะเก็บไปลงทุนต้องลงทุนอย่างไรบ้าง เพราะฉะนั้น จากข้อที่แล้ว แผนการเงินของเรากะว่าช่วงอายุ 50-60 เช่น เราเลือกไปว่าอายุ 55 จะมีเงินต้น 40 ล้านบาทนั้น ต้องลงทุนต้องวางแผนเก็บออมเดือนละเท่าไหร่? ผลตอบแทนขนาดไหน? เราอาจลองใช้เครื่องคิดเลขการเงินหรือเว็บไซต์คำนวณก็ได้ครับ

อย่างถ้าอายุตอนนี้ 25 ตอนอายุ 55 ต้องมี 40 ล้านบาท ถ้าทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี ก็จะต้องเก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท เห็นผลลัพธ์ตัวเลขอย่าไปตกใจครับ เราตั้งเป้า 40 ล้านบาทแหน่ะ เรามีเท่าไหร่ตอนนี้ก็ออมไปก่อน สมมติเฉลี่ยแล้วเราได้ลงทุน 10,000 บาทต่อเดือนในอีก 30 ปีข้างหน้า อนาคตก็ควรจะมีครึ่งหนึ่งของเป้าคือ 20 ล้านบาท

ไอ้ตรงประเด็นว่า ออมเดือนละเท่าไหร่นั้น เริ่มไปเลย มีน้อยก็ออมน้อยไปก่อนครับ เดี๋ยวอนาคตรายได้เพิ่ม ค่าใช้จ่ายลดลงเราก็จะได้ออมเพิ่มขึ้นเอง ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องแต่ละท่านว่าจะหาเงินมาลงทุนยังไง แต่ประเด็นที่สำคัญต่อไปคือ แล้วจะลงทุนแบบไหน?

หลัก ๆ ผมจะใช้สินทรัพย์สองประเภท คือ หุ้น (stock) กับ ตราสารหนี้ เป็นตัวลงทุนแบบเรียบง่าย (การลงทุนอย่าไปทำอะไรให้ยากจนเกินไป) โดยเราตั้งผลตอบแทนที่คาดหวังของสินทรัพย์ทั้งสอง (อ้างอิงจากสถิติในอดีต) โดยทั้งคู่จะใช้กองทุนรวมเป็นเครื่องมือในการลงทุน ก็เฉลี่ยว่า กองทุนดัชนีหุ้นควรจะมีผลตอบแทนระยะยาวโดยเฉลี่ยใกล้เคียงผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นที่ประมาณ 9-10% ต่อปี ส่วนกองทุนตราสารหนี้ก็จะมีผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ยประมาณ 3-4% ต่อปี

ถ้าท่านตั้งแผนแบบหุ้น 100% ผลตอบแทนที่เราเอาไปคำนวณก็อาจใช้ 10% เฉลี่ยต่อปี แต่ถ้าผสมกัน เช่น หุ้น 60% ตราสารหนี้ 40% ก็จะได้ผลตอบแทนระยะยาวคาดหวัง (60 x 10%)+(40 x 4%) = 7.6% ต่อปีในระยะยาว

มาถึงตรงนี้มันจะมีปัจจัยหลายอย่างประกอบมาก เช่น อายุ ความเข้าใจในการลงทุน ภาวะจิตใจในการอดทนต่อผลขาดทุน ความเสี่ยงที่รับได้ ฯลฯ ซึ่งแต่ละคนจะไม่เหมือนกัน ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตัวเองครับ อย่างบางคนอายุน้อย พร้อมลงทุนทุกอย่าง เขาอาจจะเอาเงินลงทุนกองทุนหุ้น 100% เลยก็ได้ และทุกคนสามารถออกแบบแผนลงทุนของตนเองได้อิสระครับ

ส่วนวิธีลงทุนนั้นก็เรียบง่ายครับ ใช้กองทุนหุ้น หรือกองตราสารหนี้ตามแผนการเงินที่คิดไว้ เป็นเครื่องมือในการลงทุน โดยใช้หลัก “จ่ายให้ตัวเองก่อน” และ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” เช่น เราวางแผนลงทุนหุ้น 100% เงินที่ออมก็ตั้งค่าให้หักไปลงทุนในกองทุนทุกเดือนแล้วก็มีวินัย อดทน ทำตามแผนไปเรื่อย ๆ ครับ แต่ละปีก็แค่มาตรวจสอบกันอีกครั้งว่า จะออมเพิ่มเท่าไหร่ปีนี้ ตอนนี้เงินถึงไหนแล้ว แค่นั้นเอง จำข้อแรกสุดได้ไหมครับ จริง ๆ แล้วระบบการเงินสุดท้ายจำง่าย ๆ ของเราก็แค่

รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้นหักเงินไปลงทุนให้ตัวเองก่อน จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญที่สุด

อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาคือ เรื่องของภาษี ให้คำนึงถึงการลงทุนกองทุนรวมที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก่อน เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)  ก็ดูว่า สมมติเราตั้งใจออมและลงทุน 50% ของรายได้ ก็ดูว่าหัก PVD ไปแล้วกี่ % แล้วสามารถซื้อ LTF/RMF ได้เท่าไหร่ตามสิทธิประโยชน์ทางภาษี ถ้า LTF/RMF ซื้อเต็มตามสิทธิแล้ว แต่เราต้องการออมมากกว่านั้นส่วนที่เหลือก็ค่อยลงกองทุนธรรมดาครับ


(4) “มีเงินสำรองฉุกเฉินหรือยัง?”

อันนี้สำคัญมาก ผมจะเน้นทุกครั้งว่า ไม่ว่าจะลงทุนยังไง แผนเป็นแบบไหน เราต้องมี เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เอาไว้อย่างน้อย 6-24 เดือน อาจจะเก็บไว้ใน กองทุนตลาดเงิน บางคนอาจเลือกที่จะพักไว้ใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือจะเก็บในบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารบางส่วนก็ได้ครับ

วิธีคำนวณคือ เอารายได้หรือค่าใช้จ่าย (ใช้ตัวที่มากกว่า) คูณ 6-24 เช่น มีรายได้เดือนละ 20,000 ค่าใช้จ่ายเดือน 15,000 แบบนี้ใช้ 20,000 x 6 หรือ 24 จะได้ 120,000 หรือ 480,000 ตัวเลขนี้บอกเราว่า เราต้องมีเงินสำรองฉุกเฉินขั้นต่ำที่ 120,000 และอาจจะเก็บสูงกว่านั้นได้ แต่ถ้าถึง 480,000 ก็ถือว่าปลอดภัยขั้นสูง ส่วนเกินจากนั้นแนะนำให้เอาไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้นจะดีกว่า

ที่เราต้องมีสำรองฉุกเฉินเพื่อเป็นกันชนครับ เวลามีเรื่องอะไรฉุกเฉิน (อาทิ ค่ารักษาพยาบาล อยากย้ายงาน ตกงาน ฯลฯ) เราสามารถระดมทุนใช้เงินจากตรงนี้ได้ก่อน ทำให้มีระยะเวลาอยู่รอดให้คิดอะไรได้อิสระในระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปยุ่งกับแผนลงทุนของเราครับ เงินลงทุนก็คือเงินลงทุนปล่อยให้เงินทำงานไป ไม่เจอเรื่องเด็ดขาดลำบากจริง ๆ ห้ามไปยุ่ง ให้ใช้เงินสำรองฉุกเฉินเป็นหน้าด่านกันชนไปก่อนครับ

สรุป แผนการเงิน แบบพกพา

plan

หลักๆแล้วก็ผมกับเพื่อนก็จะมีการสร้างและวางแผนการเงินประมาณนี้ครับ ลองนำไปปรับใช้กันดู ขอย้ำว่า การจะลงทุนให้ประสบความสำเร็จและมีฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต ไม่ได้จำเป็นต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก ไม่ต้องลงทุนด้วยวิธีทางคณิตศาสตร์ชั้นสูงอะไรขนาดนั้น แค่สร้างแผนลงทุนที่สอดคล้องกับชีวิต ปฏิบัติตามได้ ลงทุนแบบเรียบง่าย เน้นความสม่ำเสมอ รักษาวินัย มีความอดทนที่จะลงทุนไปตามแผนเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม การสร้างแผนการเงินนั้นไม่ได้ยาก แต่ต่อให้แผนดีแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ครับ ถ้าขาดสิ่งที่สำคัญและเป็นหัวใจของความสำเร็จในเรื่องนี้ นั่นก็คือ “การลงมือทำ” 

หุ้นตก ควรพอหรือรอ(ถัว)ต่อไป

 เคยคิดอยากจะเขียนเรื่องนี้มานานครับ ประจวบเหมาะกับเจอกระทู้สะเทือน Pantip กระทู้นี้พอดี   ” ขาดทุนหุ้น 93% ถัว อยู่เฉย หรือ คัท วิธีไหนดี  ” จึงตั้งใจจะเขียนขึ้นมาครับ เพราะเอาจริงๆแล้ว การถัวหุ้น มันเป็นการบริหารเงินลงทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆ ซึ่งถ้าทำไม่ดี ส่วนมากจะจอดและเจ๊งครับ

ลองดูกราฟข้างล่างนี่ซึ่งเป็นราคาหุ้น SSI ก็ได้ จาก 1.7 บาทถ้าคุณถัวมาเรื่อยๆ ถัวกันไปที่ 1.5, 1.2, 1.0 ….. บาท คุณอาจจะต้องมาจบที่เห็นมันราคาเหลือ 0.04 บาทครับ *_*

ssi
SSI:TB, source : bloomberg

หลายๆท่านอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาที่หุ้นหรือกองทุนหุ้นที่ท่านได้ซื้อมาราคาตกอย่างรุนแรง เช่น อาจจะซื้อกองทุนมาที่ราคาหน่วยละ 10 บาท แล้วสัปดาห์ต่อมาก็เหลือ 9 บาท หรือซื้อหุ้นบางตัว เช่น พอเขาบอกว่าหุ้น PTT นั้นดี พอเราเข้าซื้อที่ 300 บาทต่อหุ้น วันต่อมามันเหลือ 280 บาทซะล่ะ ถ้าท่านซื้อมา 10,000 หุ้นก็เท่ากับขาดทุนวันเดียวเงินหายไปถึง 200,000 บาท (บิ๊กไบค์หายไปหนึ่งคัน!) คราวนี้ปัญหาเกิดครับ นักลงทุนหลายๆคนจะมาอยู่ในจุดที่เริ่มวู่วามกับการลงทุน คนที่มีเงินเริ่มกระสับกระส่าย และอยากจะเอาเงินมาใส่เพิ่ม ซื้อถัวมันเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องมากๆครับ เหตุผลที่พวกเขาอยากจะซื้อเพิ่ม ก็เพียงเพราะว่ามันจะทำให้ต้นทุนที่โชว์ของเขาถูกลง เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นเพิ่มอีก 10,000 หุ้นที่ราคา 280 เราจะได้ต้นทุนหุ้นทั้งหมดเฉลี่ยที่ 290 บาท เขียนให้ชัดเจนขึ้นจะได้ว่า

ต้นทุนเดิม 300 บาท จำนวน 10,000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 3 ล้านบาท

ต้นทุนใหม่ 290 บาท จำนวน 20,000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 5.8 ล้านบาท

ถ้าหุ้นขึ้นไปเป็น 300 บาทเท่าเดิม คุณจะได้กำไร 10 บาทต่อหุ้นหรือคิดเป็นเงินกำไรรวม 200,000 บาท คุณอาจจะมองว่ามันดี ได้กำไรเพิ่มด้วย ถ้าถือเท่าเดิมเวลาหุ้นมันกลับมาราคาเดิมคุณก็แค่เท่าทุน แต่อันนี้มีกำไร

แต่…คำถามครับ

แล้วถ้าหุ้นลงต่อล่ะ?

สมมติหุ้นลงเหลือ 200 บาทจะเกิดอะไรขึ้น นี่ล่ะครับสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก มันคือ การเอามือไปรับมีด!!!

มันมีกับดักตัวเลขที่หลอกเราครับ ถ้าเราไม่ถัว เราจะขาดทุนหุ้นที่ -33.33% (หุ้นราคาเหลือ 200 จาก 300) แต่ถ้าคุณถัวไปเพิ่มตามที่ยกตัวอย่างด้านบน คุณจะขาดทุน -31.03% ดูเผินๆเหมือนจะดี ขาดทุนน้อยกว่าตั้ง 2% แต่ตรงนี้ล่ะครับที่ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่ได้ถัวอะไรแต่แรก เราจะมีแค่ 10,000 หุ้นที่ซื้อมา และมูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือ 2 ล้านบาท (ขาดทุนไปเป็นเงิน 1 ล้าน) แต่ทว่าถ้าคุณถัวซื้อเพิ่มไปอีก 10,000 หุ้น คุณจะมีหุ้นรวม 20,000 หุ้นและเมื่อราคาตอนนี้มัน 200 บาท มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะเหลือ 4 ล้านจาก 5.8 ล้านบาท เท่ากับเงินหายไปเกือบ 2 ล้านบาท !! หรือเกือบ 2 เท่าของการไม่ถัวหุ้นเพิ่ม จงจำไว้ว่าการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกนั้น

คุณขาดทุนเปอร์เซนต์น้อยกว่า

แต่อาจขาดทุนตัวเงินได้มโหฬาร!!

ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่หุ้นตกนิดตกหน่อย ติดลบแค่ 5% 10% ก็ถัวหุ้น รีบซื้อเพิ่มซะล่ะ ปลายทางการลงทุนของคุณจะริบหรี่มากๆ เพราะขึ้นชื่อว่าหุ้น การขึ้นลงมากกว่า 50% เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณรีบถัวแล้วหุ้นดันลงต่อ แล้วคุณก็ซื้อๆๆๆ มันจะทำให้คุณสะสมหุ้นไปเยอะเรื่อยๆ และสุดท้ายเมื่อคุณไม่มีเงินและหุ้นไม่ขึ้น คุณจะขาดทุนมหาศาลไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว ถ้าใครเคยได้อ่านบทความของคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ จะพบสถิติว่า การถัวหุ้นนั้น 3-4 ครั้งแรก คุณอาจจะได้กำไรติดมือกลับมา แต่ครั้งที่ 5 ซึ่งจะเป็นครั้งที่คุณมั่นใจ เพราะถัวเพิ่มแล้วได้กำไรมาตั้ง 3-4 รอบ แต่รอบสุดท้ายนี้นอกจากจะไม่กำไรแล้ว มันจะทำให้คุณขาดทุนหนักจนกำไร 3-4 ครั้งแรกหายวับ และร้ายสุดคือคุณจะสูญเงินจนหมดจากการถัวหุ้นที่ผิดพลาดเพราะท้ายที่สุดบริษัทมันล้มละลาย

การจะซื้อหุ้นเพิ่มเวลาหุ้นตก คุณต้องศึกษามาให้ดีที่สุดว่าตัวกิจการมีโอกาสที่จะเติบโตและกลับมาจุดเดิมได้ไหม มันต่างกันระหว่างคุณถัวหุ้นพลังงานทดแทนรายเล็กๆที่มีข่าวปั่นหุ้นกันสนุกสนาน กับถัวกิจการที่ค่อนข้างคงทนและใหญ่เกินกว่าจะล้ม (แต่ไม่ใช่ล้มไม่ได้) ซึ่งบางทีเจ้าหุ้นพวกนี้ก็อาจจะไม่กลับไปที่ราคาเดิมก่อนหน้าก็ได้ ถ้าเกิดมันขึ้นมาเพราะแรงเก็งกำไรมหาศาล กว่าจะคืนทุนอาจจะต้องรอไปอีกหลายปี นอกจากนี้การที่หุ้นมันราคาตกลงมามันมีหลายสาเหตุมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องภาวะภาพรวมตลาดหุ้นที่กำลังหวาดกลัวทำให้คนเทขายบริษัทต่างๆอย่างไม่มีสติ หรืออาจจะเป็นเรื่องภายในบริษัทเอง เช่น รายได้หด ปีนี้มีผลประกอบการขาดทุน ฯลฯ ทำให้การใช้กลยุทธ์ “ถัวหุ้น” นั้นเราจะต้องมีความมั่นใจจริงๆ เพราะคุณกำลังจะเติมเงินลงหลุม ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางมันจะได้คืนหรือไม่

ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างของการถัวหุ้น มันจะทำให้น้ำหนักของพอร์ตลงทุนเสียไป เนื่องจากยิ่งซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มยิ่งเป็นการฝากโอกาสไว้บนสินทรัพย์หรือบริษัทเดียว เช่น ถัวไปถัวมาหุ้นที่คุณถัวเพิ่มอาจจะมีน้ำหนัก 80% ของเงินลงทุนไปเลย ในขณะที่ก่อนราคามันตก มันมีน้ำหนักเพียงแค่ 20% ต้องระวังด้วย กลยุทธ์ถัวหุ้นควรเป็นอะไรที่ต้องตัดสินใจมาดีจริงๆ เพราะถ้าพลาดแล้ว ระดับของการขาดทุนจะหนักหนามาก

ในบางสินทรัพย์ เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นนั้น จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการซื้อหรือถัวเพิ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า การถัวหุ้นรายตัวนั้น คุณจะต้องมั่นใจบริษัทจริงๆ เช่น เราซื้อหุ้นปูนซีเมนต์ไทยมา 100 หุ้น ถ้าราคามันร่วงไป -20% คุณต้องวิเคราะห์มาดีๆว่ามีเหตุผลอะไรจะต้องซื้อเพิ่มไหม นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานอาจจะบอกว่า ตัวมูลค่าบริษัทถูกมากแล้ว ถ้าตกลงไปอีก มันจะถือว่ายิ่งถูก ใครมั่นใจซื้อได้ แต่ต้องไม่ลืมว่ามันมีความเสี่ยงที่จะลงทุนหุ้นผิดพลาดสูงมาก เพราะคุณกำลังเอาเงินส่วนใหญ่ไปวางบนหุ้นเพียงตัวเดียว ซึ่งมีอะไรรออยู่ไม่รู้

ในทางตรงกันข้าม…

กองทุนรวมหุ้นนั้นสามารถใช้การถัวได้ ถามว่าทำไมถัวกองทุนได้ แต่หุ้นเป็นตัวๆไม่ควรทำไม่ควรถัว คำตอบก็คือ กองทุนรวมหุ้นนั้นมักจะประกอบด้วยหุ้นที่ลงทุนกว่า 10-20 หรือ 30 บริษัทขึ้นไป ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว เงินของเราไม่ได้ให้น้ำหนักไปกับบริษัทใดโดดๆจนเกินไป แต่เราลงทุนในหุ้นที่ประกอบกันมาหลายตัว โดยเฉพาะกองทุนดัชนี Index Fund จะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะการถัวนั้นจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

  1. กองทุนรวมหุ้นประกอบด้วยหุ้นหลายๆตัวซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายบริษัท โอกาสที่จะล้มหายล้มละลายไปพร้อมกันหมดย่อมยาก
  2. ระยะยาวตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% ทบต้นต่อปี นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ผลตอบแทนหุ้นควรจะโตไปตามเศรษฐกิจ การถัวในวันนี้ย่อมทำได้ เพราะท้ายที่สุดเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี ตลาดหุ้นกลับมาทะยาน หุ้นพวกนี้ก็จะกลับขึ้นมาด้วย

สรุป

โดยส่วนตัว ความเห็นของผมก็คือ ในเรื่องการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกหนักนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเป็นตัวๆ จะต้องศึกษาให้ดี ก่อนจะใส่เงินอีกก้อนไปช้อนซื้อหุ้นที่มันตก เพราะถ้าซื้อแล้วมันอาจจะตกลงไปหนักกว่าเดิมอีก เคสที่เลวร้ายคือมันอาจจะตกไปจนกระทั่งเหลือศูนย์เพราะเข้ากระสู่กระบวนการล้มละลายก็มีตัวอย่างให้เห็น จึงต้องระวัง หากแต่กรณีที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เช่น กองทุนดัชนี การที่หุ้นตกลงมาหนักๆ อาจจะถือว่าเป็นโอกาสสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว กรณีนี้สามารถซื้อกองทุนเพิ่มได้ครับ

แต่ก่อนจะถัว นักลงทุนที่เซียนแล้วจะมีหลักการสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ Money Management หรือการบริหารจัดการเงินลงทุน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า หุ้นตัวนี้หรือสินทรัพย์ประเภทนี้มีขนาดเท่าไหร่ในการลงทุน เช่น คุณมีเงิน 100 บาท คุณตั้งใจว่าจะลงทุนหุ้น 5 ตัว ตัวละเท่าๆกัน ก็จะเท่ากับ 20% ต่อเงินลงทุนต่อตัว ดังนั้น การจะถัวเพิ่ม คุณต้องระวังสัดส่วนพวกนี้เพี้ยนด้วย เพราะถัวไปถัวมาบางตัวอาจจะมีมูลค่าเงินลงทุนกลายเป็น 50% ไปเลย และจะทำให้การจัดพอร์ตลงทุนของเราเพี้ยนไปหมด

วิธีที่ผมทำส่วนตัวเวลาจะซื้อถัวสินทรัพย์อะไรสักอย่าง คือ

  1. ผมต้องมั่นใจจริงๆว่ามันจะกลับมาและให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
  2. จะคุมไม่ให้การถัวหุ้นตัวนึงทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนเพี้ยน เช่น พอร์ตหุ้นของผมจะมีกฎว่าโดยปกติจะไม่มีหุ้นตัวใดน้ำหนักเกิน 40% ของพอร์ตครับ ก็เป็นวิธีคุมอารมณ์ตัวเองอย่างหนึ่งที่อาจจะไปตกหลุมรักหุ้นสักตัว
  3. ผมจะทำแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก จะไม่มีการมาตัดสินใจหน้างาน เช่น สมมติผมซื้อ PTT เจ้าเก่าที่ราคา 300 บาท ผมอาจจะตั้งเป้าว่า ถ้ามันเหลือร่วงลงมาจนติดลบ -15% ผมจะซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มเล็กๆ ถ้าลงมาถึง -30% ผมอาจจะถัวเพิ่มอี่กไม้ ซึ่งปกติผมจะตั้งเป้าถัวไว้ไม่เกิน 2 รอบ ถ้ามันตกลงไปอีก ผมจะจำกัด Downside เรื่องเงินขาดทุน ว่าจะขาดทุนได้สูงสุดเท่านี้จริงๆ จะไม่ขาดทุนมากกว่านี้แล้ว ถ้าตกไปหนักกว่าจุดที่ตั้งใจไว้ ก็จะไม่มีการซื้อเพิ่มครับ หรือตกลงมาไม่ถึงก็ไม่ซื้อเพิ่มเหมือนกัน

เพราะโดยปกติแล้ว การถัวหุ้นมันอันตรายจริงๆครับ ไม่จำเป็นอย่าไปทำมันสุ่มสี่สุ่มห้าครับ

หุ้นตก ควรพอหรือรอต่อไป : อันตรายของการถัวหุ้น

เคยคิดอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับ หุ้นตก มานานแล้วครับ  ประจวบเหมาะกับเจอกระทู้สะเทือน Pantip กระทู้นี้พอดี “ขาดทุนหุ้น 93% ถัว อยู่เฉย หรือ คัท วิธีไหนดี” จึงตั้งใจจะเขียนขึ้นมาครับ เพราะเอาจริง ๆ แล้ว การถัวหุ้น มันเป็นการบริหารเงินลงทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ซึ่งถ้าทำไม่ดี ส่วนมากจะจอดและเจ๊งครับ

ลองดูกราฟข้างล่างนี้ซึ่งเป็นราคาหุ้น SSI จาก 1.7 บาท ถ้าคุณถัวมาเรื่อย ๆ ถัวกันไปที่ 1.5 1.2 1.0 … บาท คุณอาจจะต้องมาจบลงที่เห็นมัน ณ ราคาเหลือเพียง 0.04 บาทครับ 😱

ssi
SSI:TB, source: bloomberg

1. สภาวะและสถานการณ์ที่ หุ้นตก

หลายท่านอาจจะเคยผ่านช่วงเวลา ที่หุ้นหรือกองทุนหุ้นที่ท่านได้ซื้อมา ราคาตกอย่างรุนแรง เช่น อาจจะซื้อกองทุนมาที่ราคาหน่วยละ 10 บาท แล้วสัปดาห์ต่อมา ราคาหน่วย (NAV) ก็เหลือ 9 บาท หรือซื้อหุ้นบางตัว เช่น พอเขาบอกว่าหุ้น PTT นั้นดี พอเราเข้าซื้อที่ 30 บาทต่อหุ้น วันต่อมามันเหลือ 28 บาทซะล่ะ ถ้าท่านซื้อมา 100000 หุ้นก็เท่ากับขาดทุนวันเดียวเงินหายไปถึง 200,000 บาท (บิ๊กไบค์หายไปหนึ่งคัน!)

คราวนี้ปัญหาเกิดครับ นักลงทุนหลาย ๆ คนจะมาอยู่ในจุดที่เริ่มวู่วามกับการลงทุน คนที่มีเงินก็เริ่มกระสับกระส่าย และอยากจะเอาเงินมาใส่เพิ่ม ซื้อถัวมันเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องมาก ๆ ครับ เหตุผลที่พวกเขาอยากจะซื้อเพิ่ม ก็เพียงเพราะว่า มันจะทำให้ต้นทุนราคาหุ้นที่โชว์ของเขาถูกลง เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นเพิ่มอีก 100000 หุ้นที่ราค28 เราจะได้ต้นทุนหุ้นทั้งหมดเฉลี่ยที่ 29 บาท เขียนให้ชัดเจนขึ้นจะได้ว่า

ต้นทุนเดิม 30 บาท จำนวน 100000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 3 ล้านบาท

ต้นทุนใหม่ 29 บาท จำนวน 200000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 5.8 ล้านบาท

ถ้าหุ้นขึ้นไปเป็น 30 บาทเท่าเดิม คุณจะได้กำไร 1 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นเงินกำไรรวม 200,000 บาท คุณอาจจะมองว่ามันดี ได้กำไรเพิ่มด้วย ถ้าถือเท่าเดิมเวลาหุ้นมันกลับมาราคาเดิมคุณก็แค่เท่าทุน แต่อันนี้เป็นกรณีถัวแล้วมีกำไร

นำมาสู่…คำถามครับ แล้วถ้าหุ้นลงต่อล่ะ? สมมติหุ้นลงเหลือ 20 บาทจะเกิดอะไรขึ้น นี่ล่ะครับสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก เพราะมันคือ การเอามือไปรับมีด!!!

มันมีกับดักตัวเลขบางอย่างที่หลอกเราครับ ถ้าเราไม่ถัว เราจะขาดทุนหุ้นที่ -33.33% (หุ้นราคาเหลือ 20 จาก 30) แต่ถ้าคุณถัวไปเพิ่มตามที่ยกตัวอย่างด้านบน คุณจะขาดทุน -31.03% ดูเผิน ๆ เหมือนจะดี ขาดทุนน้อยกว่าตั้ง 2% แต่ตรงนี้ล่ะครับที่ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่ได้ถัวอะไรแต่แรก เราจะมีแค่ 100000 หุ้นที่ซื้อมา และมูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือ 2 ล้านบาท (ขาดทุนไปเป็นเงิน 1 ล้าน)

แต่ทว่า ถ้าคุณถัวซื้อเพิ่มไปอีก 100000 หุ้น คุณจะมีหุ้นรวม 200000 หุ้นและเมื่อราคาตอนนี้มัน 20 บาท มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะเหลือ 4 ล้านจาก 5.8 ล้านบาท เท่ากับเงินหายไปเกือบ 2 ล้านบาท !! หรือเกือบ 2 เท่าของการไม่ถัวหุ้นเพิ่ม จงจำไว้ว่าการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกนั้น…

คุณขาดทุนเปอร์เซนต์น้อยกว่า แต่อาจขาดทุนตัวเงินได้มโหฬาร!!

2. การรีบซื้อ หุ้นตก อาจเป็นดั่งการรับมีด

ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่หุ้นตกนิดตกหน่อย ติดลบแค่ 5% 10% ก็ถัวหุ้น รีบซื้อเพิ่มซะล่ะ ปลายทางการลงทุนของคุณจะริบหรี่มาก ๆ เพราะขึ้นชื่อว่าหุ้น การขึ้นลงมากกว่า 50% เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณรีบถัวแล้วหุ้นดันลงต่อ แล้วคุณก็ซื้อ ๆๆๆ มันจะทำให้คุณสะสมหุ้นไปเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายเมื่อคุณไม่มีเงินถัวต่อและหุ้นก็ไม่ขึ้น คุณจะขาดทุนมหาศาลไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว 

การถัวหุ้นนั้น 2-3 ครั้งแรก คุณอาจจะได้กำไรติดมือกลับมา แต่ครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นครั้งที่คุณมั่นใจ เพราะถัวเพิ่มแล้วได้กำไรมาตั้ง หลายรอบ แต่รอบสุดท้ายนี้ล่ะ นอกจากจะไม่กำไรแล้ว มันจะทำให้คุณขาดทุนหนักจนกำไร 2-4 ครั้งแรกหายวับ และร้ายสุด คือ คุณจะสูญเงินจนหมดจากการถัวหุ้นที่ผิดพลาด เพราะท้ายที่สุดบริษัทอาจล้มละลาย

การจะซื้อหุ้นเพิ่มเวลาหุ้นตก คุณต้องศึกษามาให้ดีที่สุดว่า ตัวกิจการมีโอกาสที่จะเติบโตและกลับมาจุดเดิมได้ไหม มันต่างกันระหว่างคุณถัวหุ้นพลังงานทดแทนรายเล็ก ๆ ที่มีข่าวปั่นหุ้นกันสนุกสนาน กับถัวกิจการที่ค่อนข้างคงทนและใหญ่เกินกว่าจะล้ม (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะล้มไม่ได้) ซึ่งบางทีเจ้าหุ้นพวกนี้ก็อาจจะไม่กลับไปที่ราคาเดิมก่อนหน้าก็ได้เช่นกัน ถ้าเกิดมันขึ้นมาเพราะแรงเก็งกำไรมหาศาล กว่านักลงทุนจะคืนทุนอาจจะต้องรอไปอีกหลายปี

นอกจากนี้การที่หุ้นมันราคาตกลงมามันมีหลายสาเหตุมาก ๆ ไม่ว่าจะเรื่องภาวะภาพรวมตลาดหุ้นที่กำลังหวาดกลัว ทำให้คนเทขายบริษัทต่าง ๆ อย่างไม่มีสติ หรืออาจจะเป็นเรื่องภายในบริษัทเอง เช่น รายได้หด ปีนี้มีผลประกอบการขาดทุน การมีปัญหาทุจริตภายใน ฯลฯ ทำให้การใช้กลยุทธ์ “ถัวหุ้น” นั้น เราจะต้องมีความมั่นใจจริง ๆ เพราะคุณกำลังจะเติมเงินลงหลุม ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางมันจะได้คืนหรือไม่

Peter Lynch เคยได้เตือนนักลงทุนเรื่องการรีบซื้อหุ้นเมื่อมีข่าวร้ายไว้เช่นกัน การซื้อเมื่อเกิดข่าวร้ายขึ้นอาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความเจ็บปวดแก่นักลงทุน[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 224.] ด้วยเหตุนี้ การบอกว่าเวลามีข่าวร้ายเกิดขึ้นให้รีบซื้อหุ้น อาจนำไปสู่หายนะได้ เพราะข่าวร้ายมักจะตามมาด้วยข่าวที่ร้ายแรงกว่ามาก เหมือนที่ Warren Buffett เคยเปรียบเปรยไว้ว่า แมลงสาบไม่ได้มีในห้องครัวเพียงแค่ตัวเดียว (What you find is there’s never just one cockroach in the kitchen when you start looking around.)

ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างของการถัวหุ้น มันจะทำให้น้ำหนักของพอร์ตลงทุนเสียไป เนื่องจากว่า ยิ่งนักลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเป็นการฝากโอกาสไว้บนสินทรัพย์หรือบนบริษัท ๆ เดียว เช่น ถัวไปถัวมาหุ้นที่คุณถัวเพิ่มอาจจะมีน้ำหนัก 80% ของเงินลงทุนไปเลย ในขณะที่ก่อนราคามันจะตก มันมีน้ำหนักในพอร์ตลงทุนเพียงแค่ 20%

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องระมัดระวังอย่างมาก กลยุทธ์ถัวหุ้นควรเป็นอะไรที่ต้องตัดสินใจมาดีจริง ๆ  เพราะถ้าพลาดแล้ว ระดับของการขาดทุนจะหนักหนาสาหัสมากครับ

ทั้งนี้ในทางกลับกัน การ Cut Loss หรือตัดขาดทุนก็เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาเช่นกัน เนื่องจากหุ้นรายตัวสามารถเกิดการผันผวนด้านราคาสวิงไปมาบวกลบได้เกิน 50% ในบางช่วงเวลา นักลงทุนบางท่านอาจจะแนะนำให้กำหนดจุดตัดขาดทุน เช่น หากหุ้นราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาหรือตกลงไปเกิน 10% จะต้องทำการขายทิ้ง เพื่อรักษาต้นเงินไว้สำหรับหาโอกาสทำกำไรครั้งใหม่

ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจใช่ไหมครับ? หากแต่นักลงทุนอย่าง Peter Lynch ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากเขาใช้วิธี Cut Loss เขาคงไม่อาจสร้างชื่อเป็นตำนานในวงการลงทุนได้ เพราะหากเขาตัดขาดทุนทุกครั้งที่หุ้นราคาลดลงไป 10-15% เขาจะพลาดหุ้นสิบเด้งที่สร้างผลตอบแทนชั้นเลิศไปเยอะมากเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า การลงทุนหุ้นรายตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด

กรณีของกองทุนรวม — หุ้นตก

ในบางสินทรัพย์ เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นนั้น จะมีความแตกต่างออกไปในเรื่องของการซื้อหรือถัวเพิ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า การถัวหุ้นรายตัวนั้น คุณจะต้องมั่นใจบริษัทจริง ๆ เช่น เราซื้อหุ้นบริษัท ก.ไก่ มา 100 หุ้น ถ้าราคามันร่วงไป -20% คุณต้องวิเคราะห์มาดี ๆ ว่า มีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อเพิ่มไหม นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานอาจจะบอกว่า ตัวมูลค่าบริษัทถูกมากแล้ว ถ้าตกลงไปอีก มันจะถือว่ายิ่งถูก ใครมั่นใจซื้อได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า มันมีความเสี่ยงที่จะลงทุนหุ้นผิดพลาดสูงมากเช่นกัน เพราะคุณกำลังเอาเงินส่วนใหญ่ไปวางบนหุ้นเพียงตัวเดียว ซึ่งในอนาคตอาจมีอะไรซ่อนแอบ รอเปิดเผยอยู่ไม่รู้

ในทางตรงกันข้าม…

กองทุนรวมหุ้นนั้นสามารถใช้การถัวได้ ถามว่าทำไมถัวกองทุนได้? แต่หุ้นเป็นตัว ๆ ไม่ควรทำ ไม่ควรถัว คำตอบก็คือ กองทุนรวมหุ้นนั้นมักจะประกอบด้วยหุ้นที่ลงทุนกว่า 10-20 หรือ 30 บริษัทขึ้นไป ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว เงินของเราไม่ได้ให้น้ำหนักไปกับบริษัทใดโดด ๆ จนเกินไป แต่เราลงทุนในพอร์ตหุ้น (portfolio) ที่มีหุ้นประกอบกันมาหลายตัว โดยเฉพาะ กองทุนดัชนี Index Fund ยิ่งจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะการถัวกองทุนรวมนั้นจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

(1) กองทุนรวมหุ้นประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัวซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายบริษัท โอกาสที่บริษัททั้งหมดจะล้มหายตายจาก หรือล้มละลายไปพร้อมกันหมดย่อมเป็นไปได้ยาก

(2) ระยะยาวตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณเกือบ 10% ทบต้นต่อปี นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ผลตอบแทนหุ้นควรจะโตไปตามเศรษฐกิจ การถัวในวันนี้ย่อมทำได้ เพราะท้ายที่สุดเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี ตลาดหุ้นกลับมาทะยาน หุ้นพวกนี้ก็จะกลับขึ้นมาด้วย

3. สรุปประเด็นเกี่ยวกับ หุ้นตก

โดยส่วนตัว ความเห็นของผมก็คือ ในเรื่องการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกหนักนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ จะต้องศึกษาให้ดี ก่อนที่จะใส่เงินอีกก้อนไปช้อนซื้อหุ้นที่มันตก เพราะถ้าซื้อแล้วมันอาจจะตกลงไปหนักกว่าเดิมอีก กรณีที่เลวร้าย คือ มันอาจจะตกไปจนกระทั่งราคาลดลงเหลือศูนย์ เพราะเข้ากระสู่กระบวนการล้มละลาย (ก็มีตัวอย่างให้เห็นบ่อย ๆ) จึงต้องระวังให้ดี

หากแต่กรณีที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เช่น กองทุนดัชนี การที่หุ้นตกลงมาหนัก ๆ อาจจะถือว่าเป็นโอกาสสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว กรณีนี้สามารถซื้อกองทุนเพิ่มได้ครับ

แต่ก่อนจะถัว นักลงทุนที่เซียนแล้วจะมีหลักการสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ Money Management หรือการบริหารจัดการเงินลงทุน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า หุ้นตัวนี้หรือสินทรัพย์ประเภทนี้มีขนาดเท่าไหร่ในการลงทุน เช่น คุณมีเงิน 100 บาท คุณตั้งใจว่าจะลงทุนหุ้น 5 ตัว ตัวละเท่า ๆ กัน ก็จะเท่ากับ 20% ต่อเงินลงทุนต่อตัว

ดังนั้น การจะถัวเพิ่ม คุณต้องระวังสัดส่วนพวกนี้เพี้ยนไปด้วย เพราะถัวไปถัวมาบางตัวอาจจะมีมูลค่าเงินลงทุนกลายเป็น 50% ไปเลย และจะทำให้การจัดพอร์ตลงทุนของเราผิดเพี้ยนไปหมด

วิธีที่ผมทำส่วนตัวเวลาจะซื้อถัวสินทรัพย์อะไรสักอย่าง คือ

(1) ผมต้องมั่นใจจริง ๆ ว่า มันจะกลับมา และให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

(2) จะคุมไม่ให้การถัวหุ้นตัวนึงทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนเพี้ยน เช่น พอร์ตหุ้นของผมจะมีกฎว่า โดยปกติจะไม่มีหุ้นตัวใดน้ำหนักเกิน 40% ของพอร์ตครับ ก็เป็นวิธีคุมอารมณ์ตัวเองอย่างหนึ่งที่อาจจะไปตกหลุมรักหุ้นสักตัว

(3) ผมจะทำแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก จะไม่มีการมาตัดสินใจหน้างาน เช่น สมมติผมซื้อ PTT เจ้าเก่าที่ราคา 30 บาท ผมอาจจะตั้งเป้าว่า ถ้ามันเหลือร่วงลงมาจนติดลบ -15% ผมจะซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มเล็ก ๆ ถ้าลงมาถึง -30% ผมอาจจะถัวเพิ่มอี่กไม้ ซึ่งปกติผมจะตั้งเป้าถัวไว้ไม่เกิน 2 รอบ ถ้ามันตกลงไปอีก ผมจะจำกัด downside เรื่องเงินขาดทุน ว่าจะขาดทุนได้สูงสุดเท่านี้จริง ๆ จะไม่ขาดทุนมากกว่านี้แล้ว ถ้าตกไปหนักกว่าจุดที่ตั้งใจไว้ ก็จะไม่มีการซื้อเพิ่มครับ หรือตกลงมาไม่ถึงก็ไม่ซื้อเพิ่มเหมือนกัน

พราะโดยปกติแล้ว การถัวหุ้นมันอันตรายจริง ๆ ครับ ไม่จำเป็นอย่าไปทำมันสุ่มสี่สุ่มห้า