หุ้นตก ควรพอหรือรอต่อไป : อันตรายของการถัวหุ้น

หุ้นตก ควรพอหรือรอต่อไป : อันตรายของการถัวหุ้น

เคยคิดอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับ หุ้นตก มานานแล้วครับ  ประจวบเหมาะกับเจอกระทู้สะเทือน Pantip กระทู้นี้พอดี “ขาดทุนหุ้น 93% ถัว อยู่เฉย หรือ คัท วิธีไหนดี” จึงตั้งใจจะเขียนขึ้นมาครับ เพราะเอาจริง ๆ แล้ว การถัวหุ้น มันเป็นการบริหารเงินลงทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ซึ่งถ้าทำไม่ดี ส่วนมากจะจอดและเจ๊งครับ

ลองดูกราฟข้างล่างนี้ซึ่งเป็นราคาหุ้น SSI จาก 1.7 บาท ถ้าคุณถัวมาเรื่อย ๆ ถัวกันไปที่ 1.5 1.2 1.0 … บาท คุณอาจจะต้องมาจบลงที่เห็นมัน ณ ราคาเหลือเพียง 0.04 บาทครับ 😱

ssi

SSI:TB, source: bloomberg

1. สภาวะและสถานการณ์ที่ หุ้นตก

หลายท่านอาจจะเคยผ่านช่วงเวลา ที่หุ้นหรือกองทุนหุ้นที่ท่านได้ซื้อมา ราคาตกอย่างรุนแรง เช่น อาจจะซื้อกองทุนมาที่ราคาหน่วยละ 10 บาท แล้วสัปดาห์ต่อมา ราคาหน่วย (NAV) ก็เหลือ 9 บาท หรือซื้อหุ้นบางตัว เช่น พอเขาบอกว่าหุ้น PTT นั้นดี พอเราเข้าซื้อที่ 30 บาทต่อหุ้น วันต่อมามันเหลือ 28 บาทซะล่ะ ถ้าท่านซื้อมา 100000 หุ้นก็เท่ากับขาดทุนวันเดียวเงินหายไปถึง 200,000 บาท (บิ๊กไบค์หายไปหนึ่งคัน!)

คราวนี้ปัญหาเกิดครับ นักลงทุนหลาย ๆ คนจะมาอยู่ในจุดที่เริ่มวู่วามกับการลงทุน คนที่มีเงินก็เริ่มกระสับกระส่าย และอยากจะเอาเงินมาใส่เพิ่ม ซื้อถัวมันเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องมาก ๆ ครับ เหตุผลที่พวกเขาอยากจะซื้อเพิ่ม ก็เพียงเพราะว่า มันจะทำให้ต้นทุนราคาหุ้นที่โชว์ของเขาถูกลง เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นเพิ่มอีก 100000 หุ้นที่ราค28 เราจะได้ต้นทุนหุ้นทั้งหมดเฉลี่ยที่ 29 บาท เขียนให้ชัดเจนขึ้นจะได้ว่า

ต้นทุนเดิม 30 บาท จำนวน 100000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 3 ล้านบาท

ต้นทุนใหม่ 29 บาท จำนวน 200000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 5.8 ล้านบาท

ถ้าหุ้นขึ้นไปเป็น 30 บาทเท่าเดิม คุณจะได้กำไร 1 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นเงินกำไรรวม 200,000 บาท คุณอาจจะมองว่ามันดี ได้กำไรเพิ่มด้วย ถ้าถือเท่าเดิมเวลาหุ้นมันกลับมาราคาเดิมคุณก็แค่เท่าทุน แต่อันนี้เป็นกรณีถัวแล้วมีกำไร

นำมาสู่…คำถามครับ แล้วถ้าหุ้นลงต่อล่ะ? สมมติหุ้นลงเหลือ 20 บาทจะเกิดอะไรขึ้น นี่ล่ะครับสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก เพราะมันคือ การเอามือไปรับมีด!!!

มันมีกับดักตัวเลขบางอย่างที่หลอกเราครับ ถ้าเราไม่ถัว เราจะขาดทุนหุ้นที่ -33.33% (หุ้นราคาเหลือ 20 จาก 30) แต่ถ้าคุณถัวไปเพิ่มตามที่ยกตัวอย่างด้านบน คุณจะขาดทุน -31.03% ดูเผิน ๆ เหมือนจะดี ขาดทุนน้อยกว่าตั้ง 2% แต่ตรงนี้ล่ะครับที่ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่ได้ถัวอะไรแต่แรก เราจะมีแค่ 100000 หุ้นที่ซื้อมา และมูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือ 2 ล้านบาท (ขาดทุนไปเป็นเงิน 1 ล้าน)

แต่ทว่า ถ้าคุณถัวซื้อเพิ่มไปอีก 100000 หุ้น คุณจะมีหุ้นรวม 200000 หุ้นและเมื่อราคาตอนนี้มัน 20 บาท มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะเหลือ 4 ล้านจาก 5.8 ล้านบาท เท่ากับเงินหายไปเกือบ 2 ล้านบาท !! หรือเกือบ 2 เท่าของการไม่ถัวหุ้นเพิ่ม จงจำไว้ว่าการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกนั้น…

คุณขาดทุนเปอร์เซนต์น้อยกว่า แต่อาจขาดทุนตัวเงินได้มโหฬาร!!

2. การรีบซื้อ หุ้นตก อาจเป็นดั่งการรับมีด

ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่หุ้นตกนิดตกหน่อย ติดลบแค่ 5% 10% ก็ถัวหุ้น รีบซื้อเพิ่มซะล่ะ ปลายทางการลงทุนของคุณจะริบหรี่มาก ๆ เพราะขึ้นชื่อว่าหุ้น การขึ้นลงมากกว่า 50% เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณรีบถัวแล้วหุ้นดันลงต่อ แล้วคุณก็ซื้อ ๆๆๆ มันจะทำให้คุณสะสมหุ้นไปเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายเมื่อคุณไม่มีเงินถัวต่อและหุ้นก็ไม่ขึ้น คุณจะขาดทุนมหาศาลไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว 

การถัวหุ้นนั้น 2-3 ครั้งแรก คุณอาจจะได้กำไรติดมือกลับมา แต่ครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นครั้งที่คุณมั่นใจ เพราะถัวเพิ่มแล้วได้กำไรมาตั้ง หลายรอบ แต่รอบสุดท้ายนี้ล่ะ นอกจากจะไม่กำไรแล้ว มันจะทำให้คุณขาดทุนหนักจนกำไร 2-4 ครั้งแรกหายวับ และร้ายสุด คือ คุณจะสูญเงินจนหมดจากการถัวหุ้นที่ผิดพลาด เพราะท้ายที่สุดบริษัทอาจล้มละลาย

การจะซื้อหุ้นเพิ่มเวลาหุ้นตก คุณต้องศึกษามาให้ดีที่สุดว่า ตัวกิจการมีโอกาสที่จะเติบโตและกลับมาจุดเดิมได้ไหม มันต่างกันระหว่างคุณถัวหุ้นพลังงานทดแทนรายเล็ก ๆ ที่มีข่าวปั่นหุ้นกันสนุกสนาน กับถัวกิจการที่ค่อนข้างคงทนและใหญ่เกินกว่าจะล้ม (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะล้มไม่ได้) ซึ่งบางทีเจ้าหุ้นพวกนี้ก็อาจจะไม่กลับไปที่ราคาเดิมก่อนหน้าก็ได้เช่นกัน ถ้าเกิดมันขึ้นมาเพราะแรงเก็งกำไรมหาศาล กว่านักลงทุนจะคืนทุนอาจจะต้องรอไปอีกหลายปี

นอกจากนี้การที่หุ้นมันราคาตกลงมามันมีหลายสาเหตุมาก ๆ ไม่ว่าจะเรื่องภาวะภาพรวมตลาดหุ้นที่กำลังหวาดกลัว ทำให้คนเทขายบริษัทต่าง ๆ อย่างไม่มีสติ หรืออาจจะเป็นเรื่องภายในบริษัทเอง เช่น รายได้หด ปีนี้มีผลประกอบการขาดทุน การมีปัญหาทุจริตภายใน ฯลฯ ทำให้การใช้กลยุทธ์ “ถัวหุ้น” นั้น เราจะต้องมีความมั่นใจจริง ๆ เพราะคุณกำลังจะเติมเงินลงหลุม ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางมันจะได้คืนหรือไม่

Peter Lynch เคยได้เตือนนักลงทุนเรื่องการรีบซื้อหุ้นเมื่อมีข่าวร้ายไว้เช่นกัน การซื้อเมื่อเกิดข่าวร้ายขึ้นอาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความเจ็บปวดแก่นักลงทุน1 ด้วยเหตุนี้ การบอกว่าเวลามีข่าวร้ายเกิดขึ้นให้รีบซื้อหุ้น อาจนำไปสู่หายนะได้ เพราะข่าวร้ายมักจะตามมาด้วยข่าวที่ร้ายแรงกว่ามาก เหมือนที่ Warren Buffett เคยเปรียบเปรยไว้ว่า แมลงสาบไม่ได้มีในห้องครัวเพียงแค่ตัวเดียว (What you find is there’s never just one cockroach in the kitchen when you start looking around.)

ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างของการถัวหุ้น มันจะทำให้น้ำหนักของพอร์ตลงทุนเสียไป เนื่องจากว่า ยิ่งนักลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเป็นการฝากโอกาสไว้บนสินทรัพย์หรือบนบริษัท ๆ เดียว เช่น ถัวไปถัวมาหุ้นที่คุณถัวเพิ่มอาจจะมีน้ำหนัก 80% ของเงินลงทุนไปเลย ในขณะที่ก่อนราคามันจะตก มันมีน้ำหนักในพอร์ตลงทุนเพียงแค่ 20%

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องระมัดระวังอย่างมาก กลยุทธ์ถัวหุ้นควรเป็นอะไรที่ต้องตัดสินใจมาดีจริง ๆ  เพราะถ้าพลาดแล้ว ระดับของการขาดทุนจะหนักหนาสาหัสมากครับ

ทั้งนี้ในทางกลับกัน การ Cut Loss หรือตัดขาดทุนก็เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาเช่นกัน เนื่องจากหุ้นรายตัวสามารถเกิดการผันผวนด้านราคาสวิงไปมาบวกลบได้เกิน 50% ในบางช่วงเวลา นักลงทุนบางท่านอาจจะแนะนำให้กำหนดจุดตัดขาดทุน เช่น หากหุ้นราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาหรือตกลงไปเกิน 10% จะต้องทำการขายทิ้ง เพื่อรักษาต้นเงินไว้สำหรับหาโอกาสทำกำไรครั้งใหม่

ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจใช่ไหมครับ? หากแต่นักลงทุนอย่าง Peter Lynch ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากเขาใช้วิธี Cut Loss เขาคงไม่อาจสร้างชื่อเป็นตำนานในวงการลงทุนได้ เพราะหากเขาตัดขาดทุนทุกครั้งที่หุ้นราคาลดลงไป 10-15% เขาจะพลาดหุ้นสิบเด้งที่สร้างผลตอบแทนชั้นเลิศไปเยอะมากเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า การลงทุนหุ้นรายตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด

กรณีของกองทุนรวม — หุ้นตก

ในบางสินทรัพย์ เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นนั้น จะมีความแตกต่างออกไปในเรื่องของการซื้อหรือถัวเพิ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า การถัวหุ้นรายตัวนั้น คุณจะต้องมั่นใจบริษัทจริง ๆ เช่น เราซื้อหุ้นบริษัท ก.ไก่ มา 100 หุ้น ถ้าราคามันร่วงไป -20% คุณต้องวิเคราะห์มาดี ๆ ว่า มีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อเพิ่มไหม นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานอาจจะบอกว่า ตัวมูลค่าบริษัทถูกมากแล้ว ถ้าตกลงไปอีก มันจะถือว่ายิ่งถูก ใครมั่นใจซื้อได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า มันมีความเสี่ยงที่จะลงทุนหุ้นผิดพลาดสูงมากเช่นกัน เพราะคุณกำลังเอาเงินส่วนใหญ่ไปวางบนหุ้นเพียงตัวเดียว ซึ่งในอนาคตอาจมีอะไรซ่อนแอบ รอเปิดเผยอยู่ไม่รู้

ในทางตรงกันข้าม…

กองทุนรวมหุ้นนั้นสามารถใช้การถัวได้ ถามว่าทำไมถัวกองทุนได้? แต่หุ้นเป็นตัว ๆ ไม่ควรทำ ไม่ควรถัว คำตอบก็คือ กองทุนรวมหุ้นนั้นมักจะประกอบด้วยหุ้นที่ลงทุนกว่า 10-20 หรือ 30 บริษัทขึ้นไป ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว เงินของเราไม่ได้ให้น้ำหนักไปกับบริษัทใดโดด ๆ จนเกินไป แต่เราลงทุนในพอร์ตหุ้น (portfolio) ที่มีหุ้นประกอบกันมาหลายตัว โดยเฉพาะ กองทุนดัชนี Index Fund ยิ่งจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะการถัวกองทุนรวมนั้นจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

(1) กองทุนรวมหุ้นประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัวซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายบริษัท โอกาสที่บริษัททั้งหมดจะล้มหายตายจาก หรือล้มละลายไปพร้อมกันหมดย่อมเป็นไปได้ยาก

(2) ระยะยาวตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณเกือบ 10% ทบต้นต่อปี นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ผลตอบแทนหุ้นควรจะโตไปตามเศรษฐกิจ การถัวในวันนี้ย่อมทำได้ เพราะท้ายที่สุดเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี ตลาดหุ้นกลับมาทะยาน หุ้นพวกนี้ก็จะกลับขึ้นมาด้วย

3. สรุปประเด็นเกี่ยวกับ หุ้นตก

โดยส่วนตัว ความเห็นของผมก็คือ ในเรื่องการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกหนักนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ จะต้องศึกษาให้ดี ก่อนที่จะใส่เงินอีกก้อนไปช้อนซื้อหุ้นที่มันตก เพราะถ้าซื้อแล้วมันอาจจะตกลงไปหนักกว่าเดิมอีก กรณีที่เลวร้าย คือ มันอาจจะตกไปจนกระทั่งราคาลดลงเหลือศูนย์ เพราะเข้ากระสู่กระบวนการล้มละลาย (ก็มีตัวอย่างให้เห็นบ่อย ๆ) จึงต้องระวังให้ดี

หากแต่กรณีที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เช่น กองทุนดัชนี การที่หุ้นตกลงมาหนัก ๆ อาจจะถือว่าเป็นโอกาสสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว กรณีนี้สามารถซื้อกองทุนเพิ่มได้ครับ

แต่ก่อนจะถัว นักลงทุนที่เซียนแล้วจะมีหลักการสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ Money Management หรือการบริหารจัดการเงินลงทุน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า หุ้นตัวนี้หรือสินทรัพย์ประเภทนี้มีขนาดเท่าไหร่ในการลงทุน เช่น คุณมีเงิน 100 บาท คุณตั้งใจว่าจะลงทุนหุ้น 5 ตัว ตัวละเท่า ๆ กัน ก็จะเท่ากับ 20% ต่อเงินลงทุนต่อตัว

ดังนั้น การจะถัวเพิ่ม คุณต้องระวังสัดส่วนพวกนี้เพี้ยนไปด้วย เพราะถัวไปถัวมาบางตัวอาจจะมีมูลค่าเงินลงทุนกลายเป็น 50% ไปเลย และจะทำให้การจัดพอร์ตลงทุนของเราผิดเพี้ยนไปหมด

วิธีที่ผมทำส่วนตัวเวลาจะซื้อถัวสินทรัพย์อะไรสักอย่าง คือ

(1) ผมต้องมั่นใจจริง ๆ ว่า มันจะกลับมา และให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

(2) จะคุมไม่ให้การถัวหุ้นตัวนึงทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนเพี้ยน เช่น พอร์ตหุ้นของผมจะมีกฎว่า โดยปกติจะไม่มีหุ้นตัวใดน้ำหนักเกิน 40% ของพอร์ตครับ ก็เป็นวิธีคุมอารมณ์ตัวเองอย่างหนึ่งที่อาจจะไปตกหลุมรักหุ้นสักตัว

(3) ผมจะทำแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก จะไม่มีการมาตัดสินใจหน้างาน เช่น สมมติผมซื้อ PTT เจ้าเก่าที่ราคา 30 บาท ผมอาจจะตั้งเป้าว่า ถ้ามันเหลือร่วงลงมาจนติดลบ -15% ผมจะซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มเล็ก ๆ ถ้าลงมาถึง -30% ผมอาจจะถัวเพิ่มอี่กไม้ ซึ่งปกติผมจะตั้งเป้าถัวไว้ไม่เกิน 2 รอบ ถ้ามันตกลงไปอีก ผมจะจำกัด downside เรื่องเงินขาดทุน ว่าจะขาดทุนได้สูงสุดเท่านี้จริง ๆ จะไม่ขาดทุนมากกว่านี้แล้ว ถ้าตกไปหนักกว่าจุดที่ตั้งใจไว้ ก็จะไม่มีการซื้อเพิ่มครับ หรือตกลงมาไม่ถึงก็ไม่ซื้อเพิ่มเหมือนกัน

พราะโดยปกติแล้ว การถัวหุ้นมันอันตรายจริง ๆ ครับ ไม่จำเป็นอย่าไปทำมันสุ่มสี่สุ่มห้า

  1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 224.