คลังเก็บหมวดหมู่: General

DCA คืออะไร

DCA (dollar-cost-average)

“DCA” เป็นวิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่ส่วนตัวนั้น ผมคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่ต้องการออม ลงทุนหรือสะสมความมั่งคั่งระยะยาวด้วยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (accumulate wealth) โดยเฉพาะ “หุ้น” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ ผลตอบแทนสูงในระยะยาวแต่มีความผันผวนอย่างมากในระยะสั้น ในทางสถิติจากงานวิจัยตลาดทุนหลายประเทศ หุ้นในระยะยาวนั้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นที่ประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ในรายปีอาจจะเหวี่ยงตัวผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ +100% หรือติดลบ -50% เลยก็ได้ หากแต่ถ้าลงทุนถือครองเป็นเวลานานพอ ประมาณ 10-15 ปีขึ้นไป มันจะแสดงผลตอบแทนที่แท้จริงออกมาครับ ย้ำว่าถ้าอยากจะได้ผลตอบแทนดังว่าต้องอดทนถือครองให้นานพอ ต่ำกว่า 7 ปีนี่ยังผันผวนอยู่ได้

ที่ผมว่า DCA เป็นวิธีที่เหมาะสมกับนักลงทุนทั่วไปก็เพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่มีภารกิจในงานประจำแต่ละวันที่ต้องใส่ใจและใช้เวลาและควรจะเอาเวลาที่มีนั้นไปพัฒนาศักยภาพในการทำงาน มากกว่าที่จะมานั่งเสียเวลาไปกับการติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด นั่งจับจังหวะลงทุน (ซึ่งจากงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่านำไปสู่ผลขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร) อาจจะพอกล่าวได้ว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการเป็นนักลงทุนเต็มตัวหรือทุ่มเทเวลา คนทำงานทั้งหลายควรจะเอาเวลาไปพัฒนาขีดความสามารถหรือทำตามความฝันของตนแล้วแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้มาลงทุนในหุ้นครับ

ซึ่ง DCA ก็จะเป็นวิธีลงทุนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนแบบนั้น คือ เรากำหนดจำนวนเงินและเวลาที่ลงทุนเป็นประจำ (บางทีก็เรียกว่าการซื้อถัวเฉลี่ย) ยกตัวอย่าง เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องการลงทุนเดือนละ 5,000 เราก็อาจจะตั้งแผนให้ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นจำนวน 5,000 บาท แล้วก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆครับ ลงทุนระยะยาวจนเกษียณกันไปเลย มีเงินหรือรายได้เพิ่มก็ปรับแผน เช่น อาจจะเปลี่ยนเป็นลงทุนเดือนละ 10,000 ในอนาคต และนี่คือข้อดีสำคัญๆสองประการหลักของวิธีลงทุนแบบนี้ครับ

  • เป็นการ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” : ก่อนที่เราจะจ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายใด เราควรจ่ายให้กับการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเราเองก่อนครับ วิธีนี้มันจะหักหรือเราต้องเอาเงินเดือนไปลงทุนก่อน ทำให้สอดคล้องกับหลักการ รายได้-เงินออม = ค่าใช้จ่าย และสอดคล้องกับการใช้ชีวิต เพราะปกติเงินเดือนที่ได้ก็จะเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น การลงทุนให้สอดคล้องโดยหักจากรายได้ไปออมทุกเดือน ทำให้การลงทุน “เรียบง่าย” และปฏิบัติตามได้สบายๆ
  • นอกจากจะจ่ายให้ตัวเองก่อนแล้ว ยังเป็นการ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” และ “ตัดอารมณ์ทิ้ง” วิธีลงทุนแบบนี้ทำให้เงินของคุณไปลงทุนทันที ลงทุนตามเวลา เป็นการลงทุนแบบที่ไม่มีอารมณ์เข้าข้องเกี่ยว ไม่มีการจับจังหวะลงทุน เพราะใช้ “วินัยและความอดทน” ที่จะทำตามแผนเป็นหลัก ซึ่งระยะยาวนั้นการที่นักลงทุนไม่มานั่งจับจังหวะลงทุน หรือใช้อารมณ์ร่วมในการลงทุน เช่น หุ้นขึ้นก็อยากซื้อ หุ้นลงก็ไม่กล้าซื้อ ถ้านักลงทุนมีวินัยในการลงทุนได้ ปัญหาสำคัญในการลงทุนซึ่งมักจะมาจากตัวนักลงทุนเองก็จะถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งของวิธีลงทุนแบบดีซีเอครับ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ DCA ซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่อยากจะให้สังเกตไว้ ก็คือ

  1. มันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นวิธีที่ทำให้คุณได้รับ “ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจในระยะยาว” โดยปฏิบัติตามได้อย่างเรียบง่าย อันนี้ค่อนข้างสำคัญ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เท่าที่ผมเคยอ่านบทวิจัยของ Vanguard ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่า การลงทุนแบบ Lump Sum (ลงทุนครั้งเดียวแล้วถือยาว) ซึ่งก็สมเหตุสมผลครับ ในเมื่อระยะยาวตลาดหุ้นจะมีการเติบโตต่อไปเรื่อยๆ คนที่ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนักๆก่อน ก็ควรจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ทยอยลงทุนเกลี่ยๆเฉลี่ยๆเป็นช่วงเวลา ความยากของการลงทุนแบบ lump sum นั้นมีหลายระดับ ระดับที่ผมคิดว่ายากสำหรับคนทั่วไปคือ คุณจะช็อกมากๆ ถ้าดันแจ็กพ็อตไป lump sum แล้วเจอหุ้นตกหนักหลังจากนั้น สิ่งที่ทำให้คุณถือลงทุนต่อไม่ได้ก็เพราะมันจะเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจครับ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าคุณกลัวแบบนั้น คุณก็จะเริ่มจับจังหวะลงทุน (Market Timing) ซึ่งโดยปกตินักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถด้านนั้นหรอกจึงมักจะจบลงที่ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่ากำไร (John Bogle ผู้เป็นตำนานของวงการกองทุนรวมก็เคยกล่าวว่า ตั้งแต่ทำงานในวงการลงทุนมาหลายสิบปียังไม่เคยเจอคนที่คาดเดาเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นแล้วถูกได้ตลอดเวลา และคนที่จับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องเสมอนั้น เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยเจอเลย)
  2. คุณต้อง DCA เป็นระยะเวลาที่นานพอ โดยเฉพาะกับ “หุ้น” คือต้องไม่หลงไปกับที่หลายคนบอกว่า DCA ขาลงจะขาดทุน โอเคแน่นอนครับว่า ในระยะเวลาสั้นๆ วิธี DCA ไม่ปกป้องคุณจากการขาดทุน แต่การซื้อสะสมตามวินัย ช่วงตลาดหุ้นตก คุณก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะถัวเฉลี่ยโดยการซื้อตอนหุ้นหรือสินทรัพย์มีราคาลงจากเดิม ในขณะที่ตอนขาขึ้น วินัยก็จะต้องทำให้คุณลงทุนต่อไป แต่ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมทำให้คุณจะซื้อสินทรัพย์ได้น้อยลง ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยครับ โดยปกติหุ้นจะให้แน่ใจคุณต้องลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นควรจะ DCA สะสมไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ควรมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ใครที่มีช่วงระยะเวลาลงทุนต่ำกว่านั้นยังไงก็มีโอกาสขาดทุน ถ้าเป็นการซื้อสะสมในหุ้นหรือกองทุนหุ้นยังไงๆต้องใช้เวลาครับ—เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว และในระหว่างนั้นอย่าได้สนใจภาพสั้นๆ จะหุ้นขึ้นหุ้นลงก็ปล่อยมันไป เพราะมันคือธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ต่างหากที่ไม่เข้าใจหลักการลงทุนในหุ้น
  3. สินทรัพย์แต่ละอย่างต่างมีความแตกต่างกัน สำหรับหุ้นรายตัวคุณต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น วิเคราะห์ได้ เลือกหุ้นได้ และพลาดได้ ที่เหมาะจริงๆ คือ การซื้อสะสมกองทุนรวมหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยง ประกอบด้วยหุ้นหลายตัวรวมกันในพอร์ตฟอลิโอ ตัวอย่างเช่น DCA ในกองทุนรวมหุ้นที่เป็นกองทุนดัชนี (Broad-based Index Funds) อย่างในไทยก็กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index, SET50  กระทั่งกองทุนหุ้นปกติก็ถือว่ามีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่ง เพราะมักจะประกอบด้วยหุ้นอย่างน้อย 20-30 ตัวขึ้นไป ทำให้แต่ละตัวจะมีขนาดประมาณ 3-5% ของพอร์ต ซึ่งการสูญเสียในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะไม่กระทบพอร์ตลงทุนหลักของกองทุนรวม และหุ้นหลายตัวรวมกันก็คือการถือธุรกิจที่รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจซึ่งย่อมเติบโตไปตามเศรษฐกิจระยะยาวครับ ทั้งนี้โดยสภาพนั้น กองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนระดับหนึ่งอยู่แล้ว กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ ก็สามารถลงทุนซื้อสะสมด้วยวิธี DCA ได้เช่นกัน


สรุป
แบบง่ายๆ ก็คือ กำหนดจำนวนเงินที่จะออมหรือลงทุน กำหนดเวลาที่จะทำการลงทุนเป็นประจำ การกำหนดที่สอดคล้องกับนักลงทุนทั่วไปมากที่สุดในความคิดของผม คือ ซื้อสะสมรายเดือน เพราะสอดคล้องกับเงินเดือนที่ออก และไม่ยุ่งยาก มีวินัยทำตามได้ง่าย ลองนึกภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เจ้านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการซื้อแบบ DCA ครับ

ทั้งนี้ต้องระวังประเด็นที่นักลงทุนหลายคน บางทีก็อาจจะพยายามหาอะไรที่มันซับซ้อน เช่น ลงทุนรายสัปดาห์ ลงทุนรายวันที่เลือก เช่น ทุกจันทร์ ทุกศุกร์ (อันนี้ยังพอได้) แม้กระทั่งลงทุนตามใจ ใช้แนวเทคนิค กราฟมาดูมาจับจังหวะ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนจะไม่แตกต่างกันมากอย่างมีนัยยะสำคัญกับรายเดือน(หรืออาจต่ำกว่าด้วยซ้ำ) จึงต้องระวังว่า ถ้ามันซับซ้อนจนทำตามยากจนเกินไป ทำตามไม่ได้ การลงทุนแบบนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย ข้อดีสำคัญของการซื้อสะสมรายเดือนเด่นๆ คือมันค่อนข้างทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยากครับ ราย 2 เดือน, 3 เดือน, ครึ่งปี, หนึ่งปี อาจจะมีปัญหาตรงการลืม หรือ สะสมเงินไว้แล้วแต่อดใจไม่ไหวเอาไปใช้ก่อน ยิ่งปล่อยเวลาเนิ่นนานยิ่งทำให้เกิดข้ออ้างไม่ลงทุนเอาดื้อๆได้ง่ายๆ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญจริงๆที่การลงทุนแบบ DCA ให้คุณได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวที่น่าพึงพอใจโดยที่มีเวลาชีวิตในการไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ชีวิตเติบโต ความมั่งคั่ง+เงินลงทุนเติบโต บนการบริหารเวลาที่เท่ากัน นักลงทุนมักจะลืมต้นทุนด้านเวลาครับ หากแต่วิธีลงทุนแบบนี้ให้เวลาคุณได้ คุณไม่ต้องสนใจภาพตลาดหุ้นในระยะสั้นๆเลย แม้กระทั่งภาพยาวด้วยในหลายๆครั้ง ขอแค่คุณเข้าใจภาพใหญ่ของการลงทุน มีวินัยในการลงทุน มีความอดทนทำตามแผน ภาพรวมชีวิตของคุณจะได้ผลตอบแทนสูงสุดๆในหลายๆด้านด้วยวิธีลงทุนแบบ “DCA” ครับ


บทความต่อเนื่องอ่านเพิ่มเติมครับ

DCA คือ อะไร? (dollar-cost-average) : การลงทุนแบบประจำ

DCA (dollar-cost-average) — Regular Investment

DCA คือ วิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่ส่วนตัวนั้น ผมคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่ต้องการออม ลงทุน หรือสะสมความมั่งคั่งระยะยาวด้วยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (accumulating wealth) โดยเฉพาะ “หุ้น” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ ผลตอบแทนสูงในระยะยาวแต่มีความผันผวนอย่างมากในระยะสั้น

ในทางสถิติจากงานวิจัยตลาดทุนหลายประเทศ หุ้นในระยะยาวนั้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นที่ประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ในรายปีอาจจะเหวี่ยงตัวผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ +100% หรือติดลบ -50% เลยก็ได้ หากแต่ถ้าลงทุนถือครองเป็นเวลานานพอ ประมาณ 10-15 ปีขึ้นไป มันจะแสดงผลตอบแทนที่แท้จริงออกมาครับ ย้ำว่าถ้าอยากจะได้ผลตอบแทนดังว่า นักลงทุนจะต้องอดทนถือครองหุ้นให้นานพอ ต่ำกว่า 7 ปีนี่หุ้นนั้นยังมีความผันผวนอยู่ได้

1. การลงทุนแบบประจำเป็นวิธีลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

ที่ผมว่า วิธีลงทุนแบบประจำ (regular investing) เป็นวิธีที่เหมาะสมกับนักลงทุนทั่วไปก็เพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่มีภารกิจในงานประจำแต่ละวันที่ต้องใส่ใจและต้องใช้เวลา จึงควรจะเอาเวลาที่มีนั้นไปพัฒนาศักยภาพในการทำงาน มากกว่าที่จะมานั่งเสียเวลาไปกับการติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด หรือมานั่งจับจังหวะลงทุนหุ้น (ซึ่งจากงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่านำไปสู่ผลขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร)

อาจจะพอกล่าวได้ว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการเป็นนักลงทุนเต็มตัวหรือทุ่มเทเวลามาเป็นนักลงทุนมืออาชีพ คนทำงานทั้งหลายควรจะเอาเวลาไปพัฒนาขีดความสามารถหรือทำตามความฝันของตน แล้วแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้มาลงทุนในหุ้นครับ

ทั้งนี้การลงทุนแบบประจำก็จะเป็นวิธีลงทุนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนแบบนั้น คือ เรากำหนด จำนวนเงิน และ เวลา ที่จะลงทุนเป็นประจำ (บางทีก็เรียกว่าการซื้อถัวเฉลี่ย) ยกตัวอย่าง เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องการลงทุนเดือนละ 5,000 เราก็อาจจะตั้งแผนให้ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นจำนวน 5,000 บาท

เมื่อตั้งแผนลงทุนแบบประจำแล้ว เราก็ลงทุนตามแผนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ ลงทุนระยะยาวจนเกษียณกันไปเลย มีเงินหรือรายได้เพิ่มก็ปรับแผน เช่น อาจจะเปลี่ยนเป็นลงทุนเดือนละ 10,000 ในอนาคต และนี่คือข้อดีสำคัญ ๆ สองประการหลักของวิธีลงทุนแบบนี้

(I) เป็นการ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” : ก่อนที่เราจะจ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายใด เราควรจ่ายให้กับการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเราเองก่อนครับ วิธีนี้มันจะหักเงินหรือเราต้องเอาเงินเดือนไปลงทุนก่อนที่เราจะเอาเงินมาใช้จ่าย ทำให้สอดคล้องกับหลักการ รายได้-เงินออม = ค่าใช้จ่าย และสอดคล้องกับการใช้ชีวิต เพราะปกติเงินเดือนที่ได้ก็จะเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น การลงทุนให้สอดคล้องโดยหักจากรายได้ไปออมทุกเดือน ทำให้การลงทุน “เรียบง่าย” และปฏิบัติตามได้สบาย ๆ

(II) นอกจากจะจ่ายให้ตัวเองก่อนแล้ว ยังเป็นการ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” และ “ตัดอารมณ์ทิ้ง” วิธีลงทุนแบบนี้ทำให้เงินของคุณไปลงทุนทันที ลงทุนตามเวลา เป็นการลงทุนแบบที่ไม่มีอารมณ์เข้าข้องเกี่ยว ไม่มีการจับจังหวะลงทุน เพราะใช้ “วินัยและความอดทน” ที่จะทำตามแผนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ถ้านักลงทุนมีวินัยในการลงทุนได้ ปัญหาสำคัญในการลงทุนซึ่งมักจะมาจากตัวนักลงทุนเองอย่าง “อารมณ์” (emotions)[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 194.] ก็จะถูกกำจัดทิ้งไป ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งของวิธีลงทุนแบบประจำครับ เพราะนักลงทุนได้ขจัดศัตรูตัวร้ายแห่งการลงทุนไปหนึ่งอย่างที่พยายามกระตุ้นให้นักลงทุนจับจังหวะลงทุน (market timing) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกลยุทธ์ที่ด้อยประสิทธิภาพและนักลงทุนมักจะจับจังหวะผิดพลาดบ่อย ๆ[1. ibid., 53.]

2. ประเด็นบางอย่างเกี่ยวกับ DCA 

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่อยากจะให้สังเกตไว้ ก็คือ

I. มันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด 

วิธีลงทุนแบบประจำไม่ใช่วิธีที่ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงสุด หากแต่มันเป็นวิธีที่ทำให้คุณได้รับ “ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจในระยะยาว” โดยปฏิบัติตามได้อย่างเรียบง่าย อันนี้ค่อนข้างสำคัญ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เท่าที่ผมเคยอ่านบทวิจัยของ Vanguard ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนแบบ Lump Sum (ลงทุนครั้งเดียวแล้วถือยาว) ซึ่งก็สมเหตุสมผลครับ

ในเมื่อระยะยาวตลาดหุ้นจะมีการเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ คนที่ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนัก ๆ ก่อน ก็ควรจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ทยอยลงทุนเกลี่ย ๆ เฉลี่ย ๆ เป็นช่วงเวลา ความยากของการลงทุนแบบ Lump sum นั้นมีหลายระดับ ระดับที่ผมคิดว่ายากสำหรับคนทั่วไป คือ คุณจะช็อกมาก ๆ ถ้าดันแจ็กพ็อตไป Lump sum แล้วเจอหุ้นตกหนักหลังจากนั้น สิ่งที่ทำให้คุณถือลงทุนต่อไม่ได้ก็เพราะมันจะเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจครับ

และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าคุณกลัวแบบนั้น คุณก็จะเริ่มจับจังหวะลงทุน (Market Timing) ซึ่งโดยปกตินักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถด้านนั้นหรอกจึงมักจะจบลงที่ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่ากำไร ในประเด็นนี้นั้น John Bogle ผู้เป็นตำนานของวงการกองทุนรวมก็เคยกล่าวว่า ตั้งแต่ทำงานในวงการลงทุนมาหลายสิบปี ยังไม่เคยเจอคนที่คาดเดาเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นแล้วถูกได้ตลอดเวลา และคนที่จับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องเสมอนั้น เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยเจอเลย

การเริ่มต้นลงทุนที่ราคาหุ้น ณ จุดสูงสุด แล้วไปขาย ณ จุดสูงสุด เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ นักลงทุนมักจะชอบและฝันว่าตัวเองจะเจอโชคดีที่ถูกจังหวะเช่นนี้ (Luck in picking a right time to invest) หากแต่การลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาและลงทุนระยะยาวไปตลอดสำคัญกว่าการจับจังหวะลงทุนครับ พยายามทำให้เวลาอยู่ข้างคุณ (Put time on your side.)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 13.] ด้วยวิธีลงทุนแบบประจำซึ่งจะช่วยสร้างความอัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้น มากกว่าจะไปเสียเวลาจับจังหวะลงทุนถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ

II. ระยะเวลาในการลงทุนด้วยวิธี DCA

คุณต้องลงทุน เป็นระยะเวลาที่นานพอ โดยเฉพาะกับ “หุ้น” คือ ต้องไม่หลงไปกับคำพูดที่หลายคนบอกว่า dollar-cost averaging หรือการลงทุนแบบประจำในช่วงเวลาที่หุ้นตก หรือหุ้นเป็นขาลง จะส่งผลให้นักลงทุนขาดทุน โอเคแน่นอนครับว่า ในระยะเวลาสั้น ๆ วิธี DCA ไม่ปกป้องคุณจากการขาดทุน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันปกป้องคุณจากการโชคร้ายลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนัก ๆ ในช่วงที่ตลาดกำลังจะตกหนักด้วย[1. ibid., 65.]

หากแต่การซื้อสะสมตามวินัย ช่วงตลาดหุ้นตก คุณก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะถัวเฉลี่ยเนื่องจากได้ซื้อตอนหุ้นหรือสินทรัพย์มีราคาที่ลดลงจากเดิม ในทางตรงกันข้าม ช่วงเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้น ด้วยพลังแห่งวินัยในลงทุนแบบประจำก็จะต้องทำให้คุณลงทุนต่อไป แต่เมื่อลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่าเดิม มันจะทำให้คุณซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นได้น้อยลง ระยะยาวต้นทุนในการลงทุนของคุณก็จะเป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยครับ[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 357.]

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญมากก็คือ “วินัย” เพราะคุณจะต้องลงทุนไปเรื่อย ๆ แม้แต่วันที่โลกการเงินดูจะมืดหม่น มีแต่ข่าวร้าย หันไปรอบตัว ใคร ๆ ก็เลิกลงทุนหุ้น ตลาดหุ้นตกหนัก ราวกับโลกนี้จะไม่มีแสงอาทิตย์ขึ้นในตลาดหุ้นอีกแล้ว คุณก็จะต้องลงทุนต่อไปให้ได้[1. Malkiel and Ellis, The Elements of Investing, 64.]

ถ้าจะให้แน่ใจว่าเราจะได้รับ ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น คุณต้องลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นควรจะ DCA สะสมไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ควรมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ใครที่มีช่วงระยะเวลาลงทุนสั้นกว่านั้น ยังไงก็มีโอกาสขาดทุน

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นการซื้อสะสมในหุ้นหรือกองทุนหุ้น ยังไง ๆ ก็ต้องใช้เวลาครับ  เพราะเวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว และในระหว่างนั้นอย่าได้สนใจภาพสั้น ๆ  จะหุ้นขึ้นหุ้นลงก็ปล่อยมันไป เพราะมันคือธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ต่างหากที่ไม่เข้าใจหลักการลงทุนในหุ้น

III. สินทรัพย์แต่ละอย่างมีความแตกต่างกัน

สำหรับการลงทุนประจำโดย DCA หุ้นรายตัวคุณต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น วิเคราะห์ได้ เลือกหุ้นได้ และ พลาดได้

สินทรัพย์ที่เหมาะกับวิธีลงทุนแบบประจำจริง ๆ คือ การซื้อสะสมกองทุนรวมหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยง (broadly diversified )ประกอบด้วยหุ้นหลายตัวรวมกันในพอร์ตฟอลิโอ ตัวอย่างเช่น ลงทุนแบบประจำในกองทุนรวมหุ้นที่เป็นกองทุนดัชนีแบบกระจาย (Broad-based Index Funds)

อย่างในไทยก็เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index SET50 หรือ SET100 กระทั่งกองทุนหุ้นปกติก็ถือว่า มีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่ง เพราะมักจะประกอบด้วยหุ้นอย่างน้อย 20-30 ตัวขึ้นไป ทำให้แต่ละตัวจะมีขนาดประมาณ 3-5% ของพอร์ต ซึ่งการสูญเสียในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะไม่กระทบพอร์ตลงทุนหลักหรือภาพรวมของกองทุนมากนัก และหุ้นหลายตัวรวมกันก็เสมือนมีการถือธุรกิจที่รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งย่อมเติบโตไปตามเศรษฐกิจระยะยาวครับ

ทั้งนี้โดยสภาพนั้น กองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนระดับหนึ่งอยู่แล้ว กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ก็สามารถลงทุนซื้อสะสมด้วยวิธีลงทุนแบบประจำได้เช่นกัน

3. DCA คือวิธีที่เพิ่มเวลาให้นักลงทุน

สรุปแบบง่าย ๆ ก็คือ กำหนดจำนวนเงิน ที่จะออมหรือลงทุน กำหนดเวลา ที่จะทำการลงทุนเป็นประจำ การกำหนดที่สอดคล้องกับนักลงทุนทั่วไปมากที่สุดในความคิดของผม คือ ซื้อสะสมรายเดือน เพราะสอดคล้องกับเงินเดือนที่ออก ไม่ยุ่งยาก และเรารักษาความมีวินัยที่จะทำตามได้ง่าย ลองนึกภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เจ้านี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการซื้อแบบ DCA ครับ

ทั้งนี้ต้องระวังประเด็นที่นักลงทุนหลายคน บางทีก็อาจจะพยายามหาอะไรที่มันซับซ้อน เช่น ลงทุนรายสัปดาห์ ลงทุนรายวันที่เลือก เช่น ทุกจันทร์ ทุกศุกร์ (อันนี้ยังพอได้) แม้กระทั่งลงทุนตามใจ ใช้แนวเทคนิค กราฟมาดูมาจับจังหวะ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนจะไม่แตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญกับรายเดือน (หรืออาจต่ำกว่าด้วยซ้ำ) จึงต้องระวังว่า ถ้ามันซับซ้อนจนทำตามยากจนเกินไป ทำตามไม่ได้ การลงทุนแบบนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย

ข้อดีสำคัญของการซื้อสะสมรายเดือนเด่น ๆ คือมันค่อนข้างทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก ราย 2 เดือน 3 เดือน ครึ่งปี หนึ่งปี อาจจะมีปัญหาตรงการลืม หรือ สะสมเงินไว้แล้วแต่อดใจไม่ไหวเอาไปใช้ก่อน ยิ่งปล่อยเวลาเนิ่นนานยิ่งทำให้เกิดข้ออ้างไม่ลงทุนเอาดื้อ ๆ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญจริง ๆ ที่การลงทุนแบบประจำให้คุณได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวที่น่าพึงพอใจโดยที่มีเวลาชีวิตในการไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า เป็นการที่ในด้านของชีวิต เราก็มีการเติบโต ในด้านของการลงทุนเราก็มีความมั่งคั่ง+เงินออมเติบโตเช่นกัน อันจะทำให้เห็นชัดเจนว่า นักลงทุนมักจะลืมต้นทุนด้านเวลาครับ

วิธีลงทุนแบบ DCA คือ วิธีที่ให้เวลากับนักลงทุนได้ คุณไม่ต้องสนใจภาพตลาดหุ้นในระยะสั้น ๆ เลย แม้กระทั่งภาพยาวด้วยในหลาย ๆ ครั้ง ขอแค่คุณเข้าใจภาพใหญ่ของการลงทุน มีวินัยในการลงทุน มีความอดทนทำตามแผน ภาพรวมชีวิตของคุณจะได้ผลตอบแทนสูงสุด ๆ ในหลายด้านด้วยวิธีลงทุนแบบประจำอย่างมีวินัยครับ

4. บทสรุปเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำ

การลงทุนแบบประจำเป็นวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ และสามารถผสานสอดคล้องกับประโยชน์ที่ดีของการลงทุนกองทุนดัชนี นั่นคือ นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตที่น่าประทับใจด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ และลงทุนเป็นประจำเรื่อย ๆ ตลอดเวลาอย่างมีวินัย

แม้ว่าการลงทุนแบบประจำจะไม่ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงที่สุด หากแต่คนที่ลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดแบบอัตโนมัติทุกเดือนจะได้รับประโยชน์จากความมีวินัยของตนเอง ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ให้นักลงทุนได้ และจะสูงขึ้นไปอีกถ้ากล้าซื้อหุ้นเพิ่มในเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายหุ้นหนีตาย[4. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 33.]

บทความต่อเนื่องอ่านเพิ่มเติมครับวิธีเปิดกองทุนรวมเจ้าหลักและตั้งค่าซื้อรายเดือน

ออมกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้ดี?

หลายๆท่านอาจจะมีคำถาม เราควรจะออมเงินไปลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้กันดี? จริงๆตัวเลขนี้ไม่มีลิมิตเลยครับ เราอยากบรรลุเป้าหมายทางการเงินไวขนาดไหน จงออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออมให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย (ออมก่อนรวยกว่าและออมมากกว่ารวยมากกว่า)  แต่ปัญหาจริงๆก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย หลายๆคนมีค่อนข้างมาก เงินเดือนหรือรายได้ที่เข้ามาก็มีท่อไหลออกเหมือนกัน บางทีเงินเดือนยังไม่มาก็ตั้งงบรอพร้อมออกแล้ว ทว่า อย่างน้อยต่อให้ค่าใช้จ่ายเยอะขนาดไหน ขั้นต่ำสุดๆจริงๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรออมเงินไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้ครับ ต่อให้มีภาระแค่ไหน เราควรมีส่วนหนึ่งของเงินที่จ่ายออกไปเพื่อออมให้กับอนาคตของตัวเราเอง ถ้าไม่มีเงินออมเลย เราควรจะตั้งคำถามได้แล้ว ว่านี่เราเกิดมาเพื่อทำงานหารายได้ไปจ่ายภาษี, จ่ายร้านอาหาร, จ่ายบริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ แต่จะไม่จ่ายให้ตัวเองเลยหรือ?

การหักมาออม 10% ของรายได้ เอาจริงๆถือว่ายังน้อยไปมากนะครับ เงินเท่านี้ทำให้เราในอนาคตพอจะมีเงินโตขึ้นบ้าง แต่ฐานะคงไม่เปลี่ยนอะไรไปมาก การจะขยับฐานะหรือทำให้อนาคตมีความมั่งคั่งสูงอย่างไรคุณก็จะต้องออมมากว่านั้น ผมลองรวบรวมตัวเลขจากแหล่งต่างๆมาให้ครับ

  1. โดยภาพรวมครัวเรือนไทยออมประมาณเฉลี่ย 8% ของรายได้รวม, เงินออมเฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 9,000 บาท/ปี (ประมาณ 750 บาทต่อเดือน) อ้างอิงข่าวจาก thaipublica อันนี้ตกใจตัวเลขครับ หรือจริงๆแล้วจะอนุมานว่าคนส่วนใหญ่มีเงินแหล่งสุดท้ายแค่ประกันสังคม เพราะจำนวนนี้ดันไปเท่ากับประกันสังคมที่ถูกหักในแต่ละเดือน มองในแง่ค่าเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่ไม่มีการออมเพิ่มครับ อันนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

  2. หนังสือ The Millionaire Next Door สำรวจพบว่า เศรษฐีเงินล้านในสหรัฐอเมริกาที่รวยมาจากการสร้างฐานะด้วยตัวเองปกติจะออมเงินในระดับ 15% ของรายได้ขึ้นไป เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ ควรจะเป็นมาตรฐานครับว่าคุณควรจะออมเงินไม่ต่ำกว่า 15% เพื่อสร้างฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต

  3. David Bach ผู้เขียนหนังสือ The Automatic Millionaire แนะนำว่า เนื่องจากในหนึ่งวันคุณจะทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณควรออมเงินอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงของการทำงาน ดังนั้นคุณจึงควรออมเงินอย่างน้อย 12.5 – 25% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่า คุณมาทำงานควรจะแบ่งรายได้จากชั่วโมงการทำงานให้กับอนาคตตัวเองด้วยการเอาไปลงทุน ซึ่งหักมา 2 ชั่วโมงต่อวัน เท่ากับหักรายได้ตอนเช้าหนึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายอีกหนึ่งชั่วโมงมาจ่ายให้ตัวเองครับ

  4. ถ้าอยากบรรลุเป้าหมายไวๆ ให้ออมมากกว่าคนทั่วไป เช่น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมเคยอ่านหนังสือของท่าน ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานก็ตั้งเป้าออมเงินอย่างน้อย 4 บาทจากรายได้ 10 บาท (ออม 40% ของรายได้), หรือประวัติของ Rockefeller มหาเศรษฐีในตำนานของอเมริกา รายนั้น ทุกเหรียญที่หาได้เขาจะออมครึ่งหนึ่ง— 50% ของรายได้

ต้องไม่ลืมว่าการออมที่มากขึ้นนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินหรือมีอิสรภาพทางการเงินที่ไวขึ้น ถ้าไม่ลำบากพยายามออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตครับ สำคัญสุดคือ ผลตอบแทนทั้งหลายไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ทบต้นก็ตาม จะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าท่านไม่มีเงินออมมาลงทุน เงินออมจึงสำคัญมากๆ อย่าติดกับดักของคนส่วนใหญ่ที่ถือคติว่า รายได้มากขึ้นเท่ากับรวยมากขึ้น เพราะโดยปกติรายได้ที่มากขึ้น ถ้าคุณไม่เคยออมเลย รายจ่ายคุณก็จะมากขึ้น และคุณก็จะไม่รวยขึ้นสักที ความรวยที่แท้จริงคือความมั่งคั่งในรูปของสินทรัพย์ทางการเงินครับ (accumulate wealth, not high salary)

ขั้นต่อไป ถ้าเราได้ตัวเลขที่อยากออมแล้ว สมมติเอาตามเดวิด บาค — 25% ของรายได้รวมหรือหาได้เท่าไหร่เก็บหนึ่งส่วนจากสี่ เรามาดูแผนลงทุนของเราด้วยการดูเครื่องมือลงทุนต่างๆกันครับ

  • คนที่ทำงานราชการต้องเข้า กบข.ขั้นต่ำน่าจะถูกหักเงินไป 3%, คนที่ทำงานบริษัทเอกชนที่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) น่าจะถูกหักเงินกันโดยเฉลี่ย 5% แต่สูงสุดที่จะออมในเครื่องมือเหล่านี้ได้คือ 15%
  • นอกจากกบข.กับ PVD แล้วยังสามารถออมคู่ไปกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้อีก รวมกันแล้วไม่เกิน 15% หรือไม่เกิน 500,000
  • กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้สูงสุดอีก 15% ของเงินได้
  • ออมในกองทุนรวมธรรมดา อันนี้ไม่มีข้อจำกัดตัวเงินสูงสุดและเงื่อนไขที่จะลงทุน เอาตามศักยภาพได้เลย
  • ออมผ่านการลงทุนอื่น เช่น ซื้อหุ้นเพิ่ม, คอนโดมิเนียม, ที่ดิน, ทองคำ, พันธบัตร, หุ้นกู้, เงินฝาก, สหกรณ์ออมทรัพย์, สลากออมสิน ฯลฯ อันนี้ปกติก็ไม่มีข้อจำกัด

จะเห็นได้ว่า เราสามารถผสมเครื่องมือการลงทุนที่ทำให้ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมครับ เช่น สมมติทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เราก็จะเลือกเงินแบ่งไปออมแต่ละที่ได้ เช่น อาจจะหักสะสมกอง PVD 5%, LTF 5%, RMF 5%, ที่เหลือออมโดยการซื้อกองทุนหุ้นอีก 10% เป็นเงินลงทุนเพิ่มไป หรือเปลี่ยนการออมผ่านกองทุนหุ้นเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมดีๆสักที่ (ผ่อนสินเชื่อบ้านไป) เท่านี้ก็ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมแล้วครับ ขึ้นอยู่กับแผนการเงินและเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละท่านในการออกแบบแผนที่เหมาะสมกับชีวิตของตัวเองครับ (ลองอ่าน สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง)

ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมหลักการออมที่ถูกต้อง รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย (อย่ารอเงินเหลือแล้วค่อยออม) และพยายามจ่ายให้ตัวเองก่อน ออมให้เป็นอัตโนมัติ เช่น ตั้งค่าหักเงินไปออมทันทีตั้งแต่ได้รับเงินเดือนครับ


ลองมาดูความต่างของปริมาณมั่งคั่งกัน สมมติท่านสามารถนำเงินไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน 9% ทบต้นต่อปี เป็นเวลา  30 ปี (อายุ 25-54 ปี) ถ้าให้เงินเดือนช่วง 25-30 อยู่ที่ 20,000 บาท ช่วง 31-40 อยู่ที่ 30,000 บาท ช่วง 41-54 อยู่ที่ 40,000 บาท และนี่คือความต่างของการออมเท่ากับคนทั่วไป 10% ของรายได้รวม, ออมตามเกณฑ์ The Millionaire Next door—15%, ออมตามเดวิด บาค—25%, ออมตามร็อคกี้ เฟลเลอร์—50% ความมั่งคั่งตอนอายุ 55 ปีของท่านจะเป็นดังรูปนี้

30y

จากรูปข้างบน ตัวแปรที่เท่ากัน คือ มีเวลาลงทุนที่ยาวเท่ากัน และผลตอบแทนที่ทำได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นความมั่งคั่ง (Wealth) จะแตกต่างกันจาก 2 สาเหตุ คือ รายได้ที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าท่านทำได้มากกว่าในรูป เช่น พออายุ 30 ก็เงินเดือน 40,000 ล่ะ ท่านก็จะมีเงินมากกว่าในรูป และ อีกสาเหตุสำคัญก็คือ ปริมาณการออมที่ต่างกัน ออมมากกว่าย่อมสะสมความมั่งคั่งได้สูงกว่าครับ สำคัญตรงที่ เริ่มลงทุนทันที อย่ารีรอครับ อย่าหมิ่นเงินน้อย มีเท่าไหร่ก็ออมไปก่อน มันปรับเพิ่มขึ้นได้ทีหลัง คนเราจะมีเงินล้านในชีวิตนี้ไม่ยากเลย อย่าเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่บ่นๆว่าโอ๊ย 500 บาทจะออมไปทำไม คนเหล่านั้นมี 1,000 เขาก็ยังไม่ออมอยู่ดี

ลงมือทำสำคัญกว่าคำพูดหรือความคิด ครับ

ออมเงิน เก็บเงิน ลงทุน เท่าไหร่ของรายได้ดี?

ออมเงิน เท่าไหร่ดี?

หลาย ๆ ท่านอาจจะมีคำถาม เราควรจะ ออมเงิน ไปลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้กันดี? จริง ๆ ตัวเลขนี้ไม่มีลิมิตหรือข้อจำกัดเลยครับ เราอยากบรรลุเป้าหมายทางการเงินไวขนาดไหน จงออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ออมให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุยังน้อย (ออมก่อนรวยกว่าและออมมากกว่าย่อมรวยมากกว่า)

หากแต่ปัญหาที่แท้จริงก็ก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย หลาย ๆ คนมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก เงินเดือนหรือรายได้ที่เข้ามาก็มีท่อไหลออกเหมือนกัน บางทีเงินเดือนยังไม่มา ก็ตั้งงบรอพร้อมออกแล้ว ทว่าอย่างน้อยต่อให้ค่าใช้จ่ายเยอะขนาดไหน ขั้นต่ำสุดจริง ๆ อย่างน้อยที่สุดเราควรออมเงินไม่ต่ำกว่า 10% ของรายได้ครับ ต่อให้มีภาระแค่ไหนก็ตาม เราควรมีส่วนหนึ่งของเงินที่จ่ายออกไปเพื่อออมให้กับอนาคตของตัวเราเอง

ถ้าไม่มีเงินออมเลย เราควรจะตั้งคำถามได้แล้วว่า นี่เราเกิดมาเพื่อทำงานหารายได้ไปจ่ายภาษี จ่ายร้านอาหาร จ่ายบริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ แต่จะไม่จ่ายให้ตัวเองหน่อยเลยหรือ?

I. ตัวเลขที่น่าสนใจเกี่ยวกับเปอร์เซ็นต์ ออมเงิน

การหักมาออม 10% ของรายได้ เอาจริง ๆ ถือว่ายังน้อยไปมากนะครับ เงินเท่านี้ทำให้เราในอนาคตพอจะมีเงินโตขึ้นบ้าง แต่ฐานะคงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรไปมาก การจะขยับฐานะหรือทำให้อนาคตมีความมั่งคั่งสูง คุณจะต้อง ออมเงิน มากกว่านั้น ซึ่งผมได้รวบรวมตัวเลขจากแหล่งต่าง ๆ มาให้ดูครับ

(1) โดยภาพรวมจะเห็นว่า ครัวเรือนไทยออมเงินเฉลี่ยประมาณ 8% ของรายได้รวม เงินออมเฉลี่ยต่อคนต่อปีประมาณ 9,000 บาท (หรือตก 750 บาทต่อเดือน) อ้างอิงข่าวจาก thaipublica อันนี้ตกใจตัวเลขครับ หรือจริง ๆ แล้วมันจะอนุมานได้ว่า คนส่วนใหญ่มีเงินแหล่งสุดท้ายแค่ประกันสังคม เพราะจำนวน 750 นี้ดันไปเท่ากับประกันสังคมที่ถูกหักในแต่ละเดือน มองในแง่ค่าเฉลี่ยแล้วคนส่วนใหญ่ไม่มีการออมเพิ่มรึเปล่าครับ อันนี้น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง

(2) หนังสือ The Millionaire Next Door ได้สำรวจพบว่า เศรษฐีเงินล้านในสหรัฐอเมริกาที่รวยมาจากการสร้างฐานะด้วยตัวเองปกติจะออมเงินในระดับ 15% ของรายได้ขึ้นไป เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ ควรจะเป็นมาตรฐานครับว่า คุณควรจะออมเงินไม่ต่ำกว่า 15% เพื่อสร้างฐานะทางการเงินที่ดีในอนาคต

(3) David Bach ผู้เขียนหนังสือ The Automatic Millionaire แนะนำว่า เนื่องจากในหนึ่งวันคุณจะทำงาน 8 ชั่วโมงต่อวัน คุณควรออมเงินอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงของการทำงาน ดังนั้น คุณจึงควรออมเงินอย่างน้อย 12.5 – 25% ของรายได้รวมต่อเดือน โดยให้เหตุผลว่า คุณมาทำงานควรจะแบ่งรายได้จากชั่วโมงการทำงานให้กับอนาคตตัวเอง ด้วยการเอาไปลงทุน ซึ่งหักมา 2 ชั่วโมงต่อวันก็เท่ากับหักรายได้ตอนเช้าหนึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายอีกหนึ่งชั่วโมงมาจ่ายให้ตัวเองครับ

(4) ถ้าอยากบรรลุเป้าหมายไว ๆ ให้ออมมากกว่าคนทั่วไป เช่น ดร.สุวรรณ วลัยเสถียร ผมเคยอ่านหนังสือของท่าน ตั้งแต่วันแรกที่แต่งงานก็ตั้งเป้าออมเงินอย่างน้อย 4 บาทจากรายได้ 10 บาท (ออม 40% ของรายได้) หรือประวัติของ Rockefeller มหาเศรษฐีในตำนานของอเมริกา สำหรับรายนั้น ทุกเหรียญที่หาได้เขาจะออมถึงครึ่งหนึ่ง — 50% ของรายได้

อนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าการออมที่มากขึ้นนำไปสู่เป้าหมายทางการเงินหรือมีอิสรภาพทางการเงินที่ไวขึ้น ถ้าไม่ลำบากจึงต้องพยายามออมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และออมให้สอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตครับ ที่สำคัญสุดก็คือ ผลตอบแทนทั้งหลายไม่ว่าจะกี่เปอร์เซ็นต์ทบต้นก็ตาม มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าท่านไม่มีเงินออมมาลงทุน เงินออมจึงสำคัญมาก ๆ

อย่าติดกับดักของคนส่วนใหญ่ที่ถือคติว่า รายได้มากขึ้นเท่ากับรวยมากขึ้น เพราะโดยปกติรายได้ที่มากขึ้น ถ้าคุณไม่เคยออมเลย รายจ่ายคุณก็จะมากขึ้น และคุณก็จะไม่รวยขึ้นสักที ความรวยที่แท้จริงคือความมั่งคั่งในรูปของสินทรัพย์ทางการเงินครับ (accumulate wealth, not high salary)

II. ตัวอย่างของการจัดการเงินออม 

ขั้นตอนต่อไป ถ้าเราได้ตัวเลขที่อยากออมแล้ว สมมติเอาตามตัวเลขของเดวิด บาค — 25% ของรายได้รวมหรือหาได้เท่าไหร่เก็บหนึ่งส่วนจากสี่ส่วน เรามาดูแผนลงทุนด้วยการดูเครื่องมือลงทุนต่าง ๆ กันครับ

(ก) คนที่ทำงานราชการต้องเข้าออมเงินเข้า กบข. ขั้นต่ำน่าจะถูกหักเงินไป 3% ส่วนคนที่ทำงานบริษัทเอกชนที่มี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) น่าจะถูกหักเงินกันโดยเฉลี่ย 5% แต่สูงสุดที่จะออมในเครื่องมือเหล่านี้ได้คือ 15%

(ข) นอกจาก กบข. กับ PVD แล้ว เรายังสามารถออมคู่ไปกับกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ได้อีก รวมกันแล้วไม่เกิน 15% หรือไม่เกิน 500,000 บาท

(ค) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ได้สูงสุดอีก 15% ของเงินได้

(ง) ออมในกองทุนรวมธรรมดา อันนี้ไม่มีข้อจำกัดตัวเงินสูงสุดและเงื่อนไขที่จะลงทุน เอาตามศักยภาพที่เราตั้งใจจะออมและลงทุนได้เลย

(จ) ออมผ่านการลงทุนอื่น เช่น ซื้อหุ้นเพิ่ม คอนโดมิเนียม ที่ดิน ทองคำ พันธบัตร หุ้นกู้ เงินฝาก สหกรณ์ออมทรัพย์ สลากออมสิน ฯลฯ อันนี้ปกติก็ไม่มีข้อจำกัดเช่นกัน

จะเห็นได้ว่า เราสามารถผสมเครื่องมือการลงทุนที่ทำให้ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมครับ เช่น สมมติทำงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เราก็จะเลือกเงินแบ่งไปออมแต่ละที่ได้ เช่น อาจจะหักสะสมกอง PVD 5%, LTF 5%, RMF 5%, ที่เหลือออมโดยการซื้อกองทุนหุ้นอีก 10% เป็นเงินลงทุนเพิ่มไป หรือเปลี่ยนการออมผ่านกองทุนหุ้นเป็นการซื้อคอนโดมิเนียมดี ๆ สักที่ (ผ่อนสินเชื่อบ้านไป) เท่านี้ก็ออมได้ถึง 25% ของรายได้รวมแล้วครับ

การจะลงทุนอย่างไรขึ้นอยู่กับแผนการเงินและเป้าหมายของนักลงทุนแต่ละท่านในการออกแบบแผนที่เหมาะสมกับชีวิตของตัวเอง (ลองอ่าน สร้างและทบทวนแผนการเงินด้วยตัวเอง)

ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมหลักการออมที่ถูกต้อง รายได้ – เงินออม = ค่าใช้จ่าย (อย่ารอเงินเหลือแล้วค่อยออม) และพยายาม จ่ายให้ตัวเองก่อน ออมให้เป็นอัตโนมัติ เช่น ตั้งค่าหักเงินจากบัญชีไปออมทันทีตั้งแต่ได้วันที่ได้รับเงินเดือนครับ

III. ความแตกต่างในระยะยาวของอัตรา ออมเงิน

ลองมาดูความต่างของปริมาณมั่งคั่งกัน สมมติท่านสามารถนำเงินไปลงทุนแล้วได้ผลตอบแทน 9% ทบต้นต่อปี เป็นเวลา  30 ปี (อายุ 25-54 ปี) ถ้าให้เงินเดือนช่วง 25-30 อยู่ที่ 20,000 บาท ช่วง 31-40 อยู่ที่ 30,000 บาท ช่วง 41-54 อยู่ที่ 40,000 บาท

และนี่คือความต่างของการออมเท่ากับคนทั่วไป 10% ของรายได้รวม เทียบกับออมตามเกณฑ์ The Millionaire Next door — 15% ออมตามเดวิด บาค — 25% ออมตามร็อคกี้ เฟลเลอร์ — 50% ความมั่งคั่งตอนอายุ 55 ปีของท่านจะเป็นดังรูปนี้

30y

จากรูปข้างบน ตัวแปรที่เท่ากัน คือ มีเวลาลงทุนที่ยาวเท่ากัน (time) และ ผลตอบแทนที่ทำได้เหมือนกัน (return) เพราะฉะนั้น ความมั่งคั่ง (Wealth) จะแตกต่างกันจาก 2 สาเหตุ คือ รายได้ (income) ที่แตกต่างกัน เช่น ถ้าท่านทำได้มากกว่าในรูป สมมติพออายุ 30 ปีก็มีเงินเดือน 40,000 ล่ะ ท่านก็จะมีเงินมากกว่าในรูปแน่นอน หากออมตามที่อธิบายไป

อีกสาเหตุสำคัญก็คือ ปริมาณการออมที่ต่างกัน ออมมากกว่าย่อมสะสมความมั่งคั่งได้สูงกว่าครับ สำคัญตรงที่ ต้องเริ่มลงทุนทันที อย่ารีรอครับ อย่าหมิ่นเงินน้อย มีเท่าไหร่ก็ออมไปก่อน มันปรับเพิ่มขึ้นได้ทีหลัง คนเราจะมีเงินล้านในชีวิตนี้ไม่ยากเลย อย่าเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ที่บ่น ๆ ว่าโอ๊ย 500 บาทจะออมไปทำไม คนเหล่านั้นมี 1,000 เขาก็ยังไม่ออมอยู่ดี

ไม่ว่าคุณจะมีวิธีทำผลตอบแทนได้เท่าไหร่ก็ตาม จะ 2-5-10% ต่อปี หากว่าไม่มีเงินออมมาลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดังว่าแล้ว ทุกอย่างก็สูญเปล่าครับ เพราะทุกอย่างเริ่มต้นกันที่การออม (It all starts with saving.)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 2]

ลงมือทำสำคัญที่สุดครับ

Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

สัมฤทธิ์พิศวง (Outliers) เป็นหนังสือที่ดี ดีจริง ๆ แนะนำเลยครับ ผู้แต่งคือ Malcolm Gladwell ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดขึ้นมา มันต้องอาศัยกระทั่งเวลาเกิด ช่วงอายุ มรดกทางวัฒนธรรม ปัจจัยที่พ่อแม่เลี้ยงดู ฐานะของพ่อแม่ การสอนในโรงเรียน และโอกาสบางอย่างที่สังคมหยิบยื่นให้ ยกตัวอย่าง เช่น การที่ Bill Gates เป็นผู้ที่สร้างบริษัทอย่างไมโครซอฟ กับ Steve Jobs ผู้สร้างแอปเปิ้ลขึ้นมานั้น มันต้องอาศัยอะไรหลายอย่างที่ว่ามาอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ราคาแพงและการฝึกเขียนโปรแกรมมีต้นทุนสูงมาก มีจำนวนคอมพิวเตอร์น้อยในช่วงนั้น แต่ Gates อยู่ในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้และเขาก็หมกตัวในนั้นทั้งวัน แถมเขาหลงใหลถึงขั้นว่า ตอนห้าทุ่มต้องย่องจากบ้านไปศูนย์คอมแถวบ้าน เพราะที่นั่นใช้งานได้ทั้งคืน แล้วค่อยกลับมานอนตอนเช้า ๆ เขาฝึกฝนการเขียนโปรแกรมมากถึงมากกว่าเด็กหลายคนในยุคเดียวกัน ขณะที่ Jobs ก็อยู่ในแถบที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง HP กำลังเติบโต เขาชอบไปนั่งฟังและซักถามวิศวกรทั้งหลาย กระทั่งผู้บริหาร (CEO) ของ HP ก็ให้ชิ้นส่วนคอมกับเขาไปศึกษา นอกจากความหลงใหลคอมพิวเตอร์ ผู้แต่งยังเจาะไปถึงอายุว่า ทั้งคู่เป็นกลุ่มที่เกิดปีใกล้กันคือ 1954-1955 ซึ่งจะมีอายุ 20 กว่าปีในช่วงที่วงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จุดพลุพอดี และผลจากการฝึกฝนบวกอยู่กับมันมาตลอดกว่าสิบปี พวกเขาคือกลุ่มคนที่พร้อมที่สุด ณ เวลานั้นครับ (มีคนน้อยมากที่จะได้ใช้คอมในช่วงเวลาก่อนหน้า)

ข้อที่ผมคิดว่า อาจจะทำให้คนที่อ่านเล่มนี้คิดสวนทางกันไปเลย คือ จุดประสงค์หลักของหนังสืออยากจะทำให้เราเข้าใจว่า ผู้ที่เรามองว่าแปลกแยกประสบความสำเร็จโดดเด่นมันอยู่ที่ตัวเขาอย่างเดียว แต่จริง ๆไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบมากมายกว่าที่เห็น ในขณะที่เราอาจจะอ่านแล้วนำไปสู่บทสรุปเองว่า เพราะบ้านเขาฐานะดีในตอนนั้น เกิดถูกที่ถูกเวลา ฯลฯ แล้วก็จะพาลเชื่อแต่เรื่องคนพวกนั้นอยู่ ณ จุดที่เหมาะเหม็งมีบุญวาสนาอะไรประมาณนี้ ซึ่งจริง ๆไม่ใช่เลย ถ้าจะพูดแบบนั้นยุคนั้นก็มีลูกคนรวยตั้งเยอะแยะที่ได้ใช้คอมและเกิดช่วงปี 1955 แต่ทำไมถึงมีน้อยคนที่จะเป็นแบบเกตส์และจ็อบส์

สิ่งที่สำคัญที่น่าสนใจมาก (ซึ่งมีเขียนในเล่มนี้เหมือนกัน) คือ กฎ 10,000 ชั่วโมง”

การที่คนๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่องอย่างสุดยอด คุณต้องซ้อมและฝึกฝน “อย่างใจจดจ่อและมุ่งมั่น” ใช้คำว่าหลงใหลก็ได้ แล้วก็ฝึกฝนอย่างหนักให้ได้เกินหนึ่งหมื่นชั่วโมงเพื่อรับโอกาสที่จะมาถึง (วง The Beatles ก็เล่นเพลงใน  Hamburg มามากกว่าหมื่นชั่วโมง) ตัวอย่างในเรื่องคือ นักไวโอลินชั้นเยี่ยมกับมือสมัครเล่น ความต่างคือการฝึกซ้อมครับ ขีดเส้นใต้เลย ผมเจอประเด็นนี้ในหนังสือเล่มต่อมา— Talent is Overrated” เด็กรุ่นเดียวกันที่อยากเป็นนักไวโอลินระดับโลก มีตารางการใช้ชีวิตเหมือนกันเป๊ะ เรียนอะไรเท่ากัน ตารางกิจกรรมเหมือนกัน แต่ตัวต่างที่ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ห่างกันลิบลับคือ จำนวนเวลาที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง อันหมายถึงต้องฝึกฝนอย่างจดจ่อโดยไม่มีใครสั่ง ที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำนะ แต่มันไม่สนุกและยาก ผลลัพธ์ของคนที่ชนะใจตนเองจึงต่างมาก ตอนอายุ 18 กลุ่มที่ดีเยี่ยมซ้อมไปกว่า 8,000 ชั่วโมง ในขณะที่มือสมัครเล่นจะซ้อมต่ำกว่า 3,000 ชั่วโมง และยังเห็นไปอีกว่า ความต่างของชั่วโมงมาจากการสั่งสมเล็กน้อยตอนเด็ก ๆ คือ กลุ่มดีเยี่ยมจะซ้อมถึงวันละ 12 ชั่วโมงตั้งแต่อายุน้อย ๆ แล้วความสามารถก็ค่อย ๆ ทบทวีมาเรื่อย ด้วยเหตุนี้ การทำอะไรดี ๆ แค่เล็กน้อย ๆ ที่มากขึ้น ระยะยาวมันจะส่งผลกระทบมหาศาล ในด้านดีกับชีวิตเราเลยล่ะครับ

หลังจากอ่านสองเล่มนี้จบ ผมก็ลบคำว่า “พรสวรรค์” ที่คนส่วนใหญ่เชื่อทิ้งไปเลย คนเราจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่อง คุณต้อง “ฝึกฝนอย่างจดจ่อและต่อเนื่อง” ถามว่ามากแค่ไหน กฎที่ดีเยี่ยมคือ 10,000 ชั่วโมง หรือ กฎ 10 ปี โชคดีจะมาถ้าคุณทำงานหนัก และการจะทำงานหนักอย่างสนุกได้ คุณต้องใจรักและเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณก่อนเท่านั้น ถ้าคุณไม่มุ่งมั่น ให้เกณฑ์เทวดาทั้งสวรรค์มาช่วยก็คงจะส่ายหน้าครับ ความพยายามจึงเป็นใบเบิกทางสำหรับทุกสิ่ง

คติสำคัญในหัวของผมตอนนี้อาจจะเหมือน J. Paul Getty แล้วก็ได้ บุรุษผู้รวยสุดในประวัติศาสตร์ อเมริกา ผู้ตั้งเป้าว่าจะรวยตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าถามเขาว่าแล้วจะรวยยังไง ประโยคในตอนนั้นของเขาคือ

“ตื่นแต่เช้า ทำงานหนัก หาน้ำมัน” 

“Rise early, work hard, and strike oil” 


นักไวไอลินที่ซ้อมอย่างมุ่งมั่นจดจ่อมาแล้ว 10,000 ชั่วโมงจะมีโอกาสได้ไปแข่งระดับโลก ถ้าซ้อมระหว่าง 5,000-8,000 คือนักไวโอลินมืออาชีพ แต่ถ้าจะเป็นแค่มือสมัครเล่น ต่ำกว่า 2,000 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว และจุดที่ทำให้เขาต่างกันขนาดนี้ ก็เพียงแค่ตอนเด็ก ๆ คนแรกซ้อม 12 ชั่วโมง ส่วนมือสมัครเล่นซ้อมแค่ 3 ชั่วโมง ส่วนต่าง 9 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 10 ปีนั่นคือตัวคัดแยกฝีมือในอนาคต”

แล้วการลงทุนมีกฎ 10,000 ชั่วโมงไหม?

ผมเชื่อแบบลึกสุดใจเลยว่า มีครับ! การลงทุนก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่ต้องศึกษาและฝึกซ้อมเหมือนกัน การจะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องโฟกัสจดจ่ออย่างมุ่งมั่นที่จะศึกษามัน การทำงานหนักคือตัวที่ทำให้เกิดคำว่าโชคดี ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ครับ (คำนี้ลบจากหัวผมไปแล้ว) ถ้าได้ลองอ่านประวัติของนักลงทุนระดับโลกทั้งหลาย ส่วนมากจะเกิดจากความสนใจแง่มุมธุรกิจหรือลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วก็เริ่มทำงานกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว กว่าจะโชว์ผลงานให้โลกตะลึงกันได้ก็ช่วงอายุ 40 ปีกันทั้งนั้น จุดสำคัญสุดคือช่วงที่เขาเงินลงทุนน้อยหรือรับบริหารเงินก้อนเล็ก ๆ พวกเขาต้องสั่งสมประสบการณ์ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าก่อน พอผ่านไปสัก 10 ปี ด้วยผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินก้อนของเขาใหญ่ขึ้นและพอทำผลตอบแทนได้สูง (ฝีมือมาพร้อมล่ะตอนนั้น) การลงทุนแต่ละทีจึงได้ผลตอบแทนเน้น ๆ และเป็นเงินมูลค่าหลายร้อยล้าน เข้าสู่วงจรเงินต่อเงินในที่สุด

ต้องเข้าใจด้วยว่า การทำงานในสาขาวิชาชีพหนึ่งมา 10 ปี ไม่ได้บ่งบอกว่าคน ๆ นั้นจะได้ 10,000 ชั่วโมงนะครับ มันอาจจะเป็นแค่การทำงาน 1 ปีที่ทำไป 10 ครั้งก็ได้โดยไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นก็ได้

หัวใจคือ “โฟกัส จดจ่อ มุ่งมั่น” ต้องเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา ไม่ใช่ให้เกิดอะไรผิดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ และจะต้องมีใจรักพอที่จะกระหายศึกษาลงทุนทุกวัน ๆ ผมอ่านประวัติแต่ละคน นักลงทุนเหล่านั้นหนีไม่พ้นกิจวัตรข้างล่างนี้เลย

  • อ่าน อ่าน อ่าน 
  • อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันและติดตามข่าวธุรกิจต่าง ๆ
  • อ่านรายงานประจำปี และเจาะลึกเรื่องราวธุรกิจที่สนใจ
  • อ่านนิตยสารหรือหนังสือหมวดอุตสาหกรรมที่ชอบ
  • ฝึกคิดและวิเคราะห์เชื่อมโยงจุดแข็งจุดอ่อนของหุ้น
  • ฝึกฝนและฝึกอารมณ์ตามกฎการลงทุนของตน
  • มองหาแนวคิดดี ๆ ใหม่ ๆ เช่น สอบถามคนในวงการอุตสาหกรรม
  • มองภาพเทรนด์ในอนาคตให้ออก 
  • เดินห้างในแบบที่มองหากิจการต่าง ๆ ว่าอันไหนน่าลงทุน
  • ทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมาของตัวเองและแก้ไข

และพวกเขาลงมือทำแบบนี้ตลอดเวลา … ทางของนักลงทุนที่ตั้งใจก็ไม่ต่างจากงานอื่นครับ


Outliers ในการลงทุน

ส่วนของนักลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวม ในเมื่อเราตัดสินใจว่า จะไม่ทุ่มเวลาเข้ามานั่งคัดเลือกหุ้น หรือสละเวลามาทุ่มเทกับการลงทุน แต่ใช้วินัยในการลงทุนแทน เพราะฉะนั้น 10,000 ชั่วโมงที่ว่า จึงควรถูกนำไปใช้พัฒนาศักยภาพชีวิตในด้านอื่น เช่น การทำงาน การทำตามความฝัน ฯลฯ และนำเงินที่ได้จากการทำงานหรือรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำงานที่เรารักแบ่งมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ แล้วก็มีวินัย “จ่ายให้ตัวเองก่อน” แบบ “จ่ายเป็นอัตโนมัติ” เช่น หักเงินเดือนมาลงทุนทุกเดือน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็จะอยู่ที่วินัยและความอดทน

เส้นทางของคนกลุ่มนี้คือ ชีวิตได้ทำตามความฝัน ทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เก่งขึ้น ได้เงินเดือนหรือผลตอบแทนมากขึ้น เงินรายได้ถูกหักมาลงทุน และ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าจะทรงพลังสองทาง คือ คุณจะเก่งในสิ่งที่คุณอยากทำ และเงินส่วนหนึ่งของคุณจะเติบโตทบต้นทบทวี ทำให้ในอนาคตคุณร่ำรวยขึ้นไปด้วย เป็นคนที่เก่งในวงการนั้น ๆ และไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่มีฐานะและความมั่งคั่งสูงด้วย พร้อมทั้งมีบางสิ่งที่เหมือนกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเทเวลาลงทุนเองครับ นั่นคือ 

โชคดีไม่ได้วิ่งเข้าหา ทำงานหนักและพยายามจึงได้มาต่างหาก”