DCA คือ อะไร? (dollar-cost-average) : การลงทุนแบบประจำ

dca

DCA (dollar-cost-average) — Regular Investment

DCA คือ วิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่ส่วนตัวนั้น ผมคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่ต้องการออม ลงทุน หรือสะสมความมั่งคั่งระยะยาวด้วยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (accumulating wealth) โดยเฉพาะ “หุ้น” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ ผลตอบแทนสูงในระยะยาวแต่มีความผันผวนอย่างมากในระยะสั้น

ในทางสถิติจากงานวิจัยตลาดทุนหลายประเทศ หุ้นในระยะยาวนั้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นที่ประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ในรายปีอาจจะเหวี่ยงตัวผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ +100% หรือติดลบ -50% เลยก็ได้ หากแต่ถ้าลงทุนถือครองเป็นเวลานานพอ ประมาณ 10-15 ปีขึ้นไป มันจะแสดงผลตอบแทนที่แท้จริงออกมาครับ ย้ำว่าถ้าอยากจะได้ผลตอบแทนดังว่า นักลงทุนจะต้องอดทนถือครองหุ้นให้นานพอ ต่ำกว่า 7 ปีนี่หุ้นนั้นยังมีความผันผวนอยู่ได้

วิธีลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

ที่ผมว่า วิธีลงทุนแบบประจำ (regular investing) เป็นวิธีที่เหมาะสมกับนักลงทุนทั่วไปก็เพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่มีภารกิจในงานประจำแต่ละวันที่ต้องใส่ใจและต้องใช้เวลา จึงควรจะเอาเวลาที่มีนั้นไปพัฒนาศักยภาพในการทำงาน มากกว่าที่จะมานั่งเสียเวลาไปกับการติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด หรือมานั่งจับจังหวะลงทุนหุ้น (ซึ่งจากงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่านำไปสู่ผลขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร)

อาจจะพอกล่าวได้ว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการเป็นนักลงทุนเต็มตัวหรือทุ่มเทเวลามาเป็นนักลงทุนมืออาชีพ คนทำงานทั้งหลายควรจะเอาเวลาไปพัฒนาขีดความสามารถหรือทำตามความฝันของตน แล้วแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้มาลงทุนในหุ้นครับ

ทั้งนี้การลงทุนแบบประจำก็จะเป็นวิธีลงทุนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนแบบนั้น คือ เรากำหนด จำนวนเงิน และ เวลา ที่จะลงทุนเป็นประจำ (บางทีก็เรียกว่าการซื้อถัวเฉลี่ย) ยกตัวอย่าง เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องการลงทุนเดือนละ 5,000 เราก็อาจจะตั้งแผนให้ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นจำนวน 5,000 บาท

เมื่อตั้งแผนลงทุนแบบประจำแล้ว เราก็ลงทุนตามแผนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ ลงทุนระยะยาวจนเกษียณกันไปเลย มีเงินหรือรายได้เพิ่มก็ปรับแผน เช่น อาจจะเปลี่ยนเป็นลงทุนเดือนละ 10,000 ในอนาคต และนี่คือข้อดีสำคัญ ๆ สองประการหลักของวิธีลงทุนแบบนี้

(i) เป็นการ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” : ก่อนที่เราจะจ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายใด เราควรจ่ายให้กับการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเราเองก่อนครับ วิธีนี้มันจะหักเงินหรือเราต้องเอาเงินเดือนไปลงทุนก่อนที่เราจะเอาเงินมาใช้จ่าย ทำให้สอดคล้องกับหลักการ รายได้-เงินออม = ค่าใช้จ่าย และสอดคล้องกับการใช้ชีวิต เพราะปกติเงินเดือนที่ได้ก็จะเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น การลงทุนให้สอดคล้องโดยหักจากรายได้ไปออมทุกเดือน ทำให้การลงทุน “เรียบง่าย” และปฏิบัติตามได้สบาย ๆ

(ii) นอกจากจะจ่ายให้ตัวเองก่อนแล้ว ยังเป็นการ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” และ “ตัดอารมณ์ทิ้ง” วิธีลงทุนแบบนี้ทำให้เงินของคุณไปลงทุนทันที ลงทุนตามเวลา เป็นการลงทุนแบบที่ไม่มีอารมณ์เข้าข้องเกี่ยว ไม่มีการจับจังหวะลงทุน เพราะใช้ “วินัยและความอดทน” ที่จะทำตามแผนเป็นหลัก ซึ่งระยะยาวนั้นการที่นักลงทุนไม่มานั่งจับจังหวะลงทุน หรือใช้อารมณ์ร่วมในการลงทุน

นอกจากนี้ ถ้านักลงทุนมีวินัยในการลงทุนได้ ปัญหาสำคัญในการลงทุนซึ่งมักจะมาจากตัวนักลงทุนเองก็จะถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งของวิธีลงทุนแบบประจำครับ


ประเด็นเกี่ยวกับ DCA 

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่อยากจะให้สังเกตไว้ ก็คือ

(1) มันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นวิธีที่ทำให้คุณได้รับ “ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจในระยะยาว” โดยปฏิบัติตามได้อย่างเรียบง่าย อันนี้ค่อนข้างสำคัญ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เท่าที่ผมเคยอ่านบทวิจัยของ Vanguard ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่า การลงทุนแบบ Lump Sum (ลงทุนครั้งเดียวแล้วถือยาว) ซึ่งก็สมเหตุสมผลครับ

ในเมื่อระยะยาวตลาดหุ้นจะมีการเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ คนที่ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนัก ๆ ก่อน ก็ควรจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ทยอยลงทุนเกลี่ย ๆ เฉลี่ย ๆ เป็นช่วงเวลา ความยากของการลงทุนแบบ Lump sum นั้นมีหลายระดับ ระดับที่ผมคิดว่ายากสำหรับคนทั่วไป คือ คุณจะช็อกมาก ๆ ถ้าดันแจ็กพ็อตไป Lump sum แล้วเจอหุ้นตกหนักหลังจากนั้น สิ่งที่ทำให้คุณถือลงทุนต่อไม่ได้ก็เพราะมันจะเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจครับ

และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าคุณกลัวแบบนั้น คุณก็จะเริ่มจับจังหวะลงทุน (Market Timing) ซึ่งโดยปกตินักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถด้านนั้นหรอกจึงมักจะจบลงที่ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่ากำไร ในประเด็นนี้นั้น John Bogle ผู้เป็นตำนานของวงการกองทุนรวมก็เคยกล่าวว่า ตั้งแต่ทำงานในวงการลงทุนมาหลายสิบปี ยังไม่เคยเจอคนที่คาดเดาเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นแล้วถูกได้ตลอดเวลา และคนที่จับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องเสมอนั้น เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยเจอเลย

การเริ่มต้นลงทุนที่ราคาหุ้น ณ จุดสูงสุด แล้วไปขาย ณ จุดสูงสุด เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ นักลงทุนมักจะชอบและฝันว่าตัวเองจะเจอโชคดีที่ถูกจังหวะเช่นนี้ (Luck in picking a right time to invest) หากแต่การลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาและลงทุนระยะยาวไปตลอดสำคัญกว่าการจับจังหวะลงทุนครับ พยายามทำให้เวลาอยู่ข้างคุณ (Put time on your side.)1 ด้วยวิธีลงทุนแบบประจำซึ่งจะช่วยสร้างความอัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้น มากกว่าจะไปเสียเวลาจับจังหวะลงทุนถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ

(2) คุณต้องลงทุน เป็นระยะเวลาที่นานพอ โดยเฉพาะกับ “หุ้น” คือ ต้องไม่หลงไปกับคำพูดที่หลายคนบอกว่า dollar-cost averaging หรือการลงทุนแบบประจำในช่วงเวลาที่หุ้นตก หรือหุ้นเป็นขาลง จะส่งผลให้นักลงทุนขาดทุน โอเคแน่นอนครับว่า ในระยะเวลาสั้น ๆ วิธี DCA ไม่ปกป้องคุณจากการขาดทุน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันปกป้องคุณจากการโชคร้ายลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนัก ๆ ในช่วงที่ตลาดกำลังจะตกหนักด้วย2

หากแต่การซื้อสะสมตามวินัย ช่วงตลาดหุ้นตก คุณก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะถัวเฉลี่ยโดยการซื้อตอนหุ้นหรือสินทรัพย์มีราคาลงจากเดิม ในขณะที่ตอนขาขึ้น วินัยก็จะต้องทำให้คุณลงทุนต่อไป แต่ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิม มันทำให้คุณจะซื้อสินทรัพย์ได้น้อยลง ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยครับ

สิ่งที่สำคัญมากก็คือ “วินัย” เพราะคุณจะต้องลงทุนไปเรื่อย ๆ แม้แต่วันที่โลกการเงินดูจะมืดหม่น มีแต่ข่าวร้าย หันไปรอบตัว ใคร ๆ ก็เลิกลงทุนหุ้น ตลาดหุ้นตกหนัก ราวกับโลกนี้จะไม่มีแสงอาทิตย์ขึ้นในตลาดหุ้นอีกแล้ว คุณก็จะต้องลงทุนต่อไปให้ได้3

ถ้าจะให้แน่ใจว่าเราจะได้รับ ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น คุณต้องลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นควรจะ DCA สะสมไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ควรมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ใครที่มีช่วงระยะเวลาลงทุนสั้นกว่านั้น ยังไงก็มีโอกาสขาดทุน

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นการซื้อสะสมในหุ้นหรือกองทุนหุ้นยังไง ๆ ต้องใช้เวลาครับ  เพราะเวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว และในระหว่างนั้นอย่าได้สนใจภาพสั้น ๆ  จะหุ้นขึ้นหุ้นลงก็ปล่อยมันไป เพราะมันคือธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ต่างหากที่ไม่เข้าใจหลักการลงทุนในหุ้น

(3) สินทรัพย์แต่ละอย่างต่างมีความแตกต่างกัน สำหรับหุ้นรายตัวคุณต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น วิเคราะห์ได้ เลือกหุ้นได้ และ พลาดได้ ที่เหมาะจริง ๆ คือ การซื้อสะสมกองทุนรวมหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยง ประกอบด้วยหุ้นหลายตัวรวมกันในพอร์ตฟอลิโอ ตัวอย่างเช่น ลงทุนแบบประจำในกองทุนรวมหุ้นที่เป็นกองทุนดัชนีแบบกระจาย (Broad-based Index Funds)

อย่างในไทยก็กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index SET50 หรือ SET100 กระทั่งกองทุนหุ้นปกติก็ถือว่า มีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่ง เพราะมักจะประกอบด้วยหุ้นอย่างน้อย 20-30 ตัวขึ้นไป ทำให้แต่ละตัวจะมีขนาดประมาณ 3-5% ของพอร์ต ซึ่งการสูญเสียในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะไม่กระทบพอร์ตลงทุนหลักหรือภาพรวมของกองทุนมากนัก และหุ้นหลายตัวรวมกันก็เสมือนมีการถือธุรกิจที่รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งย่อมเติบโตไปตามเศรษฐกิจระยะยาวครับ

ทั้งนี้โดยสภาพนั้น กองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนระดับหนึ่งอยู่แล้ว กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ก็สามารถลงทุนซื้อสะสมด้วยวิธีลงทุนแบบประจำได้เช่นกัน


DCA คือวิธีที่เพิ่มเวลาให้นักลงทุน

สรุปแบบง่าย ๆ ก็คือ กำหนดจำนวนเงิน ที่จะออมหรือลงทุน กำหนดเวลา ที่จะทำการลงทุนเป็นประจำ การกำหนดที่สอดคล้องกับนักลงทุนทั่วไปมากที่สุดในความคิดของผม คือ ซื้อสะสมรายเดือน เพราะสอดคล้องกับเงินเดือนที่ออก ไม่ยุ่งยาก และเรารักษาความมีวินัยที่จะทำตามได้ง่าย ลองนึกภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เจ้านี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการซื้อแบบ DCA ครับ

ทั้งนี้ต้องระวังประเด็นที่นักลงทุนหลายคน บางทีก็อาจจะพยายามหาอะไรที่มันซับซ้อน เช่น ลงทุนรายสัปดาห์ ลงทุนรายวันที่เลือก เช่น ทุกจันทร์ ทุกศุกร์ (อันนี้ยังพอได้) แม้กระทั่งลงทุนตามใจ ใช้แนวเทคนิค กราฟมาดูมาจับจังหวะ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนจะไม่แตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญกับรายเดือน (หรืออาจต่ำกว่าด้วยซ้ำ) จึงต้องระวังว่า ถ้ามันซับซ้อนจนทำตามยากจนเกินไป ทำตามไม่ได้ การลงทุนแบบนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย

ข้อดีสำคัญของการซื้อสะสมรายเดือนเด่น ๆ คือมันค่อนข้างทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก ราย 2 เดือน 3 เดือน ครึ่งปี หนึ่งปี อาจจะมีปัญหาตรงการลืม หรือ สะสมเงินไว้แล้วแต่อดใจไม่ไหวเอาไปใช้ก่อน ยิ่งปล่อยเวลาเนิ่นนานยิ่งทำให้เกิดข้ออ้างไม่ลงทุนเอาดื้อ ๆ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญจริง ๆ ที่การลงทุนแบบประจำให้คุณได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวที่น่าพึงพอใจโดยที่มีเวลาชีวิตในการไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า เป็นการที่ในด้านของชีวิต เราก็มีการเติบโต ในด้านของการลงทุนเราก็มีความมั่งคั่ง+เงินออมเติบโตเช่นกัน อันจะทำให้เห็นชัดเจนว่า นักลงทุนมักจะลืมต้นทุนด้านเวลาครับ

วิธีลงทุนแบบ DCA คือ วิธีที่ให้เวลากับนักลงทุนได้ คุณไม่ต้องสนใจภาพตลาดหุ้นในระยะสั้น ๆ เลย แม้กระทั่งภาพยาวด้วยในหลาย ๆ ครั้ง ขอแค่คุณเข้าใจภาพใหญ่ของการลงทุน มีวินัยในการลงทุน มีความอดทนทำตามแผน ภาพรวมชีวิตของคุณจะได้ผลตอบแทนสูงสุด ๆ ในหลายด้านด้วยวิธีลงทุนแบบประจำอย่างมีวินัยครับ


บทความต่อเนื่องอ่านเพิ่มเติมครับ

  1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The elements of investing : Easy lessons for every investor, updated ed. (New Jersey: John Wiley and Sons, 2013), p.13.
  2. ibid., p.65
  3. ibid., p.64

Share this:

Comments