คลังเก็บป้ายกำกับ: Funds

PVD – กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไร ?

ในบรรดาการลงทุนทั้งหมดนั้น การลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund or PVD) สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานเอกชน ผมอยากให้สนใจการลงทุนในกองทุนนี้เป็นสำคัญ เพราะมันคือ การลงทุนที่ดีที่สุด เท่าที่การลงทุนหนึ่งจะมีให้ได้แล้วครับ

คนที่ทำงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเจ้านี่พอสมควร เพราะโดนหักเงินกันทุกเดือน และหลายคนก็จะวุ่นวายใจกับมันมากเพราะโดนมันหักเงินไป แทนที่จะได้เงินเดือนเต็ม ๆ มาใช้ แต่เจ้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ผมนับว่าเป็นการลงทุนที่ดีมาก ๆ ถ้าเทียบเป็นไพ่ป๊อกเก้าก็ 3 เด้งเลยทีเดียวครับ

หลักการของมันก็คือ สมมติเงินเดือนเรามี 100% กองทุนนี้มันจะหักเงินเราไปลงทุนเลยตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินเดือนให้ บางบริษัทอาจจะหัก 5% บางบริษัท 10% ซึ่งมันทำตัวแบบภาษีครับ คือหักไปก่อนตั้งแต่แรก เรียกว่าเอาไปตั้งแต่ก่อนเราจะเห็นเงินเดือน ทำให้มันเป็นการลงทุนที่ดีเพราะเรา “จ่ายให้ตัวเองก่อนโดยอัตโนมัติทันที” อันนี้คือข้อดีสุด ๆ อย่างหนึ่งของมันครับ

ส่วนสามเด้งที่ผมว่าของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้แก่ ประการแรกนั้น การมีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง ส่วนประการที่สองนั้น จำนวนเงินออมจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง และประการสุดท้าย คือ PVD ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ลองมาดูทีล่ะอันครับ

1. ผลตอบแทน PVD จะสูงถ้าลงทุนถูกต้อง

เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นหักเงินไปลงทุนตั้งเดือนแรก ๆ ที่ทำงาน และมันจะหักไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ ทำให้ถ้าเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เช่น ตั้งแต่อายุ 20 ปีต้น ๆ พอไปถึงอายุที่จะนำเงิน PVD มาใช้อย่างสบายก็คือ อายุ 55 ปีตามเงื่อนไข

นั่นเท่ากับว่า ถ้าเรามีเวลาลงทุนสูงสุดได้เกือบ 30 ปี ระยะเวลาที่ลงทุนนานขนาดนั้น เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในระยะสั้นแต่ให้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ในระยะยาวอย่างหุ้นได้อย่างสบายใจ เนื่องจากเรามีระยะเวลาในการลงทุนที่นานเกิน 10-20 ปีขึ้นไป ทำให้ผลตอบแทนหุ้นมักจะเป็นบวกเสมอตามสถิติที่ผ่านมา และทำให้เราได้รับผลตอบแทนของหุ้นที่ประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีได้

และเมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้น 100% ล้วนนั้น ผมนึกถึงพาหนะการลงทุน 2 อย่างที่สามารถทำได้ คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้ง 2 กองทุนนี้ถ้าคุณอายุไม่เกิน 40 ปี ยิ่งคนที่ลงทุนตั้งแต่อายุต่ำกว่า 30 เราสามารถอัดหุ้นเต็มกระสุนได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าอายุไม่มาก แผนการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นควรจะเลือกนโยบาย PVD แผนที่ลงทุนในหุ้นเยอะที่สุดครับ

หุ้นในระยะยาวคือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในระดับ 10% ทบต้นต่อปีได้เลยทีเดียว บนอัตราเร่งเท่านี้ ทุก ๆ 7 ปีเงินจะโตเป็นเท่าตัว 

สาเหตุเพราะอะไรน่ะหรือ? การที่หุ้นขึ้นหุ้นลงรายวัน รายเดือน ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเงินลงทุนระยะยาวเลย เราไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจการขึ้นลงรายปีของหุ้นด้วย เพราะกว่าเราจะขายได้ก็นู่น อายุ 55 ปี

คนที่อายุน้อยแต่เลือกลงทุนในตราสารหนี้ 100% ไปตลอด อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว และแก้ไขไม่ได้ด้วยเมื่อครบอายุ 55 ปีแล้ว

ความมั่งคั่งที่เป็นตัวเงินของคุณที่หายไปอาจจะแตะระดับแปดหลัก อาจมีมูลค่าเกิน 10 ล้านขึ้นยังได้ ซึ่งมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดง่าย ๆ แบบนี้นี่เอง

ลองสมมติตัวอย่างนะครับ ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 มีเงินเดือนแค่ 20,000 บาท ไม่ปรับขึ้นเลยตลอดชีวิตไปจนถึงอายุ 55 ปี (ชีวิตโหดร้ายมากแต่แบบอยากให้เห็นตัวเลขชัด) ถ้าสมมติคุณเลือกสะสมหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ 10% คุณจะมีเงินไปออมเดือนละ 2,000 บาท พออายุ 55 ปี สำหรับคนที่ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วน ระยะยาวผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ 3.5% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในตอนนั้น (ไม่รวมส่วนของนายจ้าง) ที่ประมาณ 1,270,000 บาท

ในขณะที่ถ้าคุณเลือกแผนหุ้น 100% ตั้งแต่แรก ๆ แล้วในเวลาเท่ากันได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในอนาคตประมาณ 3,666,000 บาท หรือเกือบเท่า 3 เท่าของคนที่อยู่ในแผนตราสารหนี้ล้วน (นับเฉพาะแค่เงินเราอย่างเดียวกันะครับ)

กรณีนายจ้างสมทบให้เท่ากัน (สมมติให้สมทบตามที่คุณหักเต็มจำนวน 100%) คนที่ลงทุนแผนนโยบายตราสารหนี้ลล้วนอาจจะมีเงินออกมาที่ 2-3 ล้านบาท แต่คนที่ลงทุนแผนหุ้น 100% ได้เงินออกมาที่ประมาณ 7 ล้านบาท แค่นี้คุณภาพชีวิตก็ต่างกันมาก ๆ แล้วครับ และยังต้องย้ำอีกว่า นี่คือการสมมติในแบบที่เงินเดือนไม่ขึ้นเลยด้วยนะครับ 30 ปี ถ้าเงินเดือนโตหรือขึ้นอีก ปริมาณเงินที่จะได้รับยิ่งต่างกันมหาศาล

2. ตัวเร่งมูลค่าของ PVD

การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจะมีตัวเร่งการลงทุนและปริมาณเงินหลัก ๆ คือ

I. จำนวนเงินที่เราหักมาสะสม

ปริมาณเงินเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นตัวทวีอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับความมั่งคั่งระยะยาว คนที่หักเงิน PVD แค่ 5% ย่อมไม่เท่าคนหัก 10% หรือบริษัทที่สมทบเงิน 5% ย่อมไม่เท่ากับบริษัทที่สมทบ 10% หรือเลวร้ายที่สุดคือบางคนไม่ยอมหักเงินเข้า PVD เลย หรือบางคนออกจากงานปุ๊บก็เอาไปใช้หมดเลย แบบนี้ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทำร้ายฐานะทางการเงินในอนาคตมาก ๆ

II. ผลตอบแทนที่ได้รับ

คนที่ลงทุนแผนหุ้นล้วน (ตราสารทุน 100%) ผลตอบแทนย่อมมากกว่าคนที่จมอยู่กับตราสารหนี้หรือตลาดเงินมาก ๆ และอย่างที่ผมบอกเลย ไม่มีอะไรจะพลาดเท่านี้แล้วถ้าตัดสินใจ (หรือไม่ยอมตัดสินใจจนทำให้) ลงทุนแผนตราสารหนี้ลล้วนไปตลอดชีวิตการทำงาน และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ถ้าไม่ยอมเข้าแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

III. ระยะเวลาในการลงทุน

ยิ่งทำงานไว มีระยะเวลาทำงานนานยิ่งสะสมทบต้นให้เงินโตมหาศาลกว่าครับ ทั้งนี้ต้องปล่อยให้เงินลงทุนโตต่อเนื่อง โดยการที่ไม่ดึงมันมาใช้หรือขายทิ้งนะครับ เวลาออกจากงานเก่าไปงานใหม่

จากที่เคยอ่านบทวิจัยเมื่อนานมาแล้ว เงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ลูกจ้างในอเมริกาได้รับมาจาก 401(k) เป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดของพวกเขาจากการทำงาน ซึ่งในไทยนั้น 401(k) ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ค่อนข้างน่าเศร้าครับ ในไทยนั้นผมเคยอ่านบทความสัมภาษณ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉลี่ยแล้วลูกจ้างจะออกจากงานไป โดยได้รับเงินก้อนดังกล่างต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ได้รับตอนเกษียณอายุนะครับ คือมันจะเป็นเงินก้อนท้าย ๆ ที่จะเอาไปใช้ชีวิตหลังอายุ 60 ปี

ทว่าตัวเลขที่ลึกลงไปก็คือ เงินที่ต่ำกว่าหนึ่งล้านที่ว่านั้นเป็นจำนวนเงินแค่ 300,000 บาท! หรือสามารถนำเงินไปใช้ได้อีกแค่ 20 ปีหรือใช้ได้แค่เดือนละ 1,300 บาท!!! บนสภาวะที่ราคาของปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่ผมคิดว่ามันต่ำขนาดนี้ ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากสาเหตุดังนี้

(1) หักเงินเข้าสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกันน้อยเกินไป

(2) เงินที่ลงทุนใน PVD ลงทุนในแผนตราสารหนี้ล้วนทำให้เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อ ซึ่งข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งอุตสาหกรรมมีเงินลงทุนในหุ้นเพียงแค่ 10-15% ส่วนที่เหลือคนเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เกือบทั้งหมด

(3) เวลาที่ออกจากงานก็เลือกที่จะขายกองทุนทิ้งหมด ไม่ยอมโอนเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังที่ทำงานใหม่

(4) บริษัทต่าง ๆ ไม่อยากเพิ่มต้นทุนตัวเองเลยสมทบเงินลงทุนต่ำสุดเท่าที่กฎหมายกำหนด

 3. พลังของเงินสมทบจากนายจ้าง

ใครที่ทำงานบริษัทที่จ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ เราจะต้องใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของมันให้ได้ เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่มีในทุกสินทรัพย์แล้ว เพราะ “มันมีคนทบทวีเงินออมของเราเพิ่มให้ด้วย” เช่น คุณหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5 บาท ถ้าบริษัทสมทบให้ 100% บริษัทจะใส่เงินให้มาอีก 5 บาท ทำให้เงินที่เราจะได้ลงทุนรวมแล้วคือ 10 บาท แถมยังสามารถนำเอา 5 บาทที่ว่าไปหักลดหย่อนภาษีได้อีก เรียกได้ว่าเป็นโคตรของโคตรดี

เพราะฉะนั้นโปรดจำไว้ว่า เราควรพยายามลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยหักเงินให้เต็มตามอัตราสมทบและเลือกแผนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นมากที่สุด

ยิ่งเรามีระยะเวลาทำงานอีก 30-40 ปี อันเป็นระยะเวลาที่สามารถลงทุนได้นานมาก ๆ การลงทุนโดยอยู่ในแผนที่มีสัดส่วนลงทุนหุ้น 100% นี่ล่ะที่จะทำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณในท้ายที่สุดโตทะยานมหาศาลกว่าคนทั่วไปในรุ่นเดียวกันที่เลือกลงทุนแผนอื่น ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งความต่างที่ว่าคือหลักล้านได้เลยทีเดียว

สาเหตุที่มันต่างกันมโหฬารก็เพราะว่า ส่วนที่นายจ้างสมทบเงินให้ (โดยเฉพาะกรณีสมทบเท่ากัน 100% ของเงินที่ถูกหัก) มันจะช่วยเข้ามาทบให้เงินโตเป็น 2 เท่า เช่น บริษัทบางแห่งนั้น หากคุณหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10% ของเงินเดือน นายจ้างจะสมทบให้เท่ากัน แค่นี้ก็ถือเสมือคุณได้มีเงินไปลงทุนถึง 20% ของเงินเดือนกันไปเลย ความต่างของมูลค่าเงินในอนาคตจึงสูงมากไปตามระยะเวลาลงทุนที่เหลือหรือระยะเวลาทำงานที่เหลือก่อนเกษียณ

ในปัจจุบันนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ถูกปรับปรุงด้วยกฎหมายใหม่ อนุญาตให้ลูกจ้างสามารถหักเงินได้มากกว่าที่นายจ้างสมทบ เช่น เราสามารถเลือกว่าจะหักเงิน 5-7-9-11-13-15% ของเงินเดือนก็ได้ แม้นโยบายของบริษัทที่เราทำงานจะสมทบเงินให้แค่ 5% ก็ตาม

ทั้งนี้การสมทบเงินของนายจ้างก็ยังอยู่ตามที่บริษัทหรือนายจ้างกำหนดอยู่นะครับ เช่น แม้เราจะสะสม 15% นายจ้างก็จะจ่ายเงินให้ 5-10% สมทบตามอายุงาน เพียงแต่กฎหมายปรับใหม่ให้ดีกว่าแต่ก่อน เพราะเดิมนั้นลูกจ้างจะหักเงินเกินกว่าที่นายจ้างสมทบไม่ได้

4. หนึ่งเด้งจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี

เงินส่วนที่โดนหักไปลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น เราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ครับ รัฐเข้ามาส่งเสริมในส่วนนี้เพื่อจะทำให้คนลงทุนระยะยาว และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐในการช่วยเหลือพลเมืองในอนาคต และถ้าเราลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเรื่อย ๆ จนอายุ 55 ปี ตราบเท่าที่ยังไม่มีการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมา ภาระภาษีจะไม่เข้ามายุ่งกับเราแล้ว และเมื่อครบเงื่อนไขที่อายุ 55 ปีแล้ว เงินก้อนนี้ซึ่งเราจะได้รับก็ยังยกเว้นภาษีเงินได้ให้อีกด้วย

สำหรับนักลงทุนที่ต้องออกจากงานก่อน การขายทิ้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะทำให้ท่านต้องนำเงินที่ขายมาไปยื่นเสียภาษีด้วย ทางออกที่รัฐวางไว้ก็คือ ให้ท่านทำการคงเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเก่าไว้ในบริษัทเก่าก่อน พอได้งานที่ใหม่ค่อยทำเรื่องย้ายไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ (ไม่ถือว่าเป็นการขายที่ผิดเงื่อนไขทางภาษี)

นอกจากนี้ตามกฎเกณฑ์ใหม่นั้น ท่านสามารถโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่รองรับการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากแต่ยังต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่จะขายได้แบบปลอดภาระภาษีก็ตอนอายุ 55 เหมือนเดิม

ทั้งนี้ใครที่คิดว่าออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังไม่พอ สามารถซื้อ RMF ลงทุนคู่ไปได้ โดยจำนวนเงินที่ลงทุนทั้งสองกองทุนนี้และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และอย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ด้วย (ประเด็นภาษีมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูข้อกฎหมายตัวเต็มด้วยนะครับ)

5. บทสรุปของ PVD

ทบทวนหลักการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกรอบ หากใครที่ยังมีอายุน้อย ๆ พึ่งเริ่มทำงาน แล้วบริษัทมีให้เลือกแผนลงทุนหุ้นได้ 100% สามารถเลือกนโยบายหุ้นล้วนแล้วลงกองสำรองเลี้ยงชีพให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งมันจะเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก ๆ ครับ แบบที่คุณในอนาคตจะต้องขอบคุณตัวเองสุดฤทธิ์

ส่วนที่ผมชอบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพค่อนข้างมาก เพราะมันคือ การลงทุนอัตโนมัติ จ่ายให้ตัวเองก่อนแบบแท้ ๆ เราไม่เห็นเงินก้อนนี้ตอนเงินเดือนออกแน่นอน คล้าย ๆ ภาษีที่รัฐใช้วิธีเก็บเอาไปก่อน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงมีอัตราความไวไม่แพ้สรรพากรครับ แถมยังได้ผลประโยชน์ถึงสามทาง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ได้เงินสมทบจากนายจ้าง และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

แทบจะไม่มีการลงทุนบนโลกนี้ที่จะดีทุกด้านเท่านี้อีกแล้วครับ

กองทุนรวมหน่วยถูกกับหน่วยแพง

คำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับกองทุนรวมอย่างหนึ่งคือ  “ซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยถูกกว่าดีไหม จะได้จำนวนหน่วยเยอะๆ” ซึ่งเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดครับ ซึ่งอาจนำไปสู่การเลือกลงทุนกองทุนรวมที่ผิดวัตถุประสงค์ไปได้

ถ้าสมมติกองทุน A กับ กองทุน B มีนโยบายลงทุนเหมือนกันทุกอย่างเป๊ะๆ เรากำลังเลือกจะลงทุนแค่หนึ่งกอง แต่กอง A ราคาหน่วย (NAV per unit) อยู่ที่ 50 บาท แต่ราคาหน่วยของกองทุน B อยู่ที่ 5 บาท นักลงทุนอาจจะถูกยั่วยวนว่า เอ๊ะถ้าเราซื้อกองทุน B เราก็จะได้จำนวนหน่วยมากกว่า เวลาได้กำไรก็ต้องได้มากกว่าสิ ซึ่ง ผิด ครับ กองทุนรวมนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “กำไร” หรือ “ผลตอบแทน” ซึ่งปกติ การคำนวณผลตอบแทนของกองทุนรวมจะคำนวณเป็นเปอร์เซนต์ครับ ดังนั้น ถ้าในปีเดียวกัน กองทุน A และ B ทำผลตอบแทนได้เท่ากันที่ 10% ราคาหน่วยของกองทุน A จะโตจาก 50 บาทเป็น 55 บาท ส่วนกองทุน B ราคาหน่วยจะโตจาก 5 บาทเป็น 5.5 บาท และกำไรของนักลงทุนสองคนจะได้เท่ากัน ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

นักลงทุนสองคนมีเงินลงทุนคนละ 10,000 บาท

  • คนแรกลงทุนกองทุน A ซึ่งราคาหน่วยละ 50 บาท ก็จะได้จำนวนหน่วยรวม 10,000/50 = 200 หน่วย (units) ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนตามตัวอย่างได้ 10% ราคาหน่วยกลายเป็น 55 บาท มูลค่าเงินลงทุนของเขาก็จะกลายเป็น 11,000 บาท ( 55 × 200) หรือมีกำไรจากการลงทุนครั้งนี้ 1,000 บาท
  • คนที่สองลงทุนกองทุน B ซึ่งราคาหน่วยละ 5 บาท ก็จะได้จำนวนหน่วยรวม 10,000/5 = 2,000 หน่วย ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนตามตัวอย่างได้ 10% เท่ากองทุน A ราคาหน่วยกลายเป็น 5.5 บาท มูลค่าเงินลงทุนของเขาก็จะกลายเป็น 11,000 บาท ( 5.5 × 2,000) หรือมีกำไรจากการลงทุนครั้งนี้ 1,000 บาท เหมือนกรณีลงทุนกับกองทุน A เลยเห็นไหมครับ

เพราะฉะนั้นในกรณีที่ กองทุนทำผลตอบแทนได้เท่ากัน ราคาหน่วยไม่เป็นประเด็น หน่วยต่ำหรือหน่วยสูงก็จะได้ผลกำไรเป็นตัวเงินเท่าเทียมกัน ♥ เพราะฉะนั้นลงทุนในกองทุนรวมอย่าไปหลงกับราคาหน่วยถูกครับ


คำถามคือ แล้วทำไมราคาหน่วยแต่ละกองทุนถึงไม่เท่ากัน?

  1. กองทุนอาจตั้งกองมาไม่พร้อมกัน
    โดยปกตินั้นกองทุนรวมมักจะมีราคาเริ่มต้นตอนเสนอขายครั้งแรกที่ 10 บาทครับ แต่ถ้าตั้งมาไม่พร้อมกัน ผลกำไรที่เกิดจากการลงทุนทำให้ราคาหน่วยของกองทุน(ที่ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล)จะสูงขึ้นไปเรื่อยๆ คือ ก็จะโตจาก 10 เป็น 15 เป็น 20 บาท ยิ่งผ่านไปนานยิ่งราคาหน่วยทบทวีถ้ามีกำไรทบต้นไปเรื่อยๆ จึงเป็นได้ว่า กองทุน ก.ไก่ ตั้งมาตอนปี 2540 หรือประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้ว อาจมีราคาหน่วยสูงถึง 100 บาท ซึ่งกลับกัน กองทุนที่พึ่งตั้งปี 2558 หรือปีที่แล้วก็อาจจะมีราคาหน่วยอยู่ที่ประมาณ 9-11 บาท ซึ่งสมเหตุสมผลครับ
  2. กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะนโยบายจ่ายปันผล
    เนื่องจากกองทุนที่มีการจ่ายปันผลจะต้องจ่ายกำไรออกมา ทำให้ราคาหน่วยจะไม่ค่อยเพิ่มครับ ในขณะที่กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล กำไรจะทบต้นลงทุนต่อทำให้ราคาหน่วยสูงขึ้นเรื่อยๆในอนาคต เช่น กองทุนสองกองตั้งมาในปี 2555 พร้อมกัน ทำผลตอบแทนรวมห้าปีที่ผ่านได้เท่ากันคือ 50% กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล ราคา NAV ต่อหน่วยก็ควรโตจาก 10 เป็น 15 บาท ในขณะที่กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะมีราคาหน่วยที่ 10 บาทเท่าเดิมก็ได้ครับ ถ้าจ่ายปันผลออกมาหมดเลย
  3. กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะทำผลตอบแทนไม่เท่ากัน
       กรณีเป็นกองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทย ตั้งมาพร้อมกัน ถ้ากองไหนมีกำไรหรือลงทุนแล้วมีฝีมือได้ผลตอบแทนดี กองนั้นควรจะมีราคาหน่วยที่สูงขึ้นครับ ในขณะที่อีกกอง ถ้าลงทุนแล้วขาดทุน กองทุนนั้นก็อาจจะมีราคาหน่วยน้อยกว่า จนไปถึงราคาหน่วยต่ำกว่า 10 บาทเลยก็ได้ถ้าขาดทุนเรื่อยๆ ข้อนี้จึงเห็นได้ว่า ถ้าเปรียบเทียบสองกองทุนแล้วพบว่าตั้งมาใกล้ๆกัน แต่ราคาหน่วยห่างกันมาก เช่น ตั้งมาปี 2555 ผ่านไป 5 ปีลงทุนหุ้นไทยเหมือนกัน นโยบายคล้ายกัน ไม่จ่ายปันผลเหมือนกัน กองแรกราคาหน่วยเป็น 20 บาท กองสองราคาหน่วยเหลือ 8 บาท กองสามราคาเป็น 11 บาท อันนี้อาจสรุปคร่าวๆได้ครับว่าฝีมือการลงทุนของกองที่สองกับกองที่สามค่อนข้างแย่กว่ากองแรกมาก
  4. กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะลงทุนต่างกัน
    อันนี้น่าจะเกิดบ่อยครับ เพราะถ้าสินทรัพย์ลงทุนต่างกัน เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้น, ลงทุนในตราสารหนี้, ลงทุนในทองคำ, ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ต่างประเทศ ผลตอบแทนระยะสั้นหรือกลางๆหรือจนถึงยาวๆย่อมแตกต่างกันไป บางสินทรัพย์ช่วงเวลานี้ขาดทุนแต่อีกสินทรัพย์หนึ่งมีกำไร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาหน่วยแตกต่างกัน
  5.  กองทุนตั้งมานานแต่ราคาหน่วยเพิ่มขึ้นไม่มากเพราะตั้งมาช่วงเกิดวิกฤตพอดี
    หลายๆกองทุนบ้านเราเจอตรงนี้กันพอสมควรครับ โดยเฉพาะกองทุนหุ้นไทยที่ตั้งมาช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหรือก่อนหน้านั้น อาทิ SCBSET(2539), BKA(2536), BKD(มีนโยบายจ่ายปันผล) ราคาล่าสุดหน่วยละ 4.5 บาท ตั้งมาปี 2537, TMBCHEQ(2550) ราคาหน่วยละ 4 บาท—ใครลงทุนหุ้นจีนน่าจะเข้าใจดีว่าตลาดหุ้นร่วงหนักหลายรอบมาก แต่จะเห็นว่าหลายๆกองพอผ่านวิกฤตไปก็จะฟื้นตัวกลับมาได้ เช่น SCBSET ตอนนี้ราคาหน่วยละ 16-17 บาท, BKA ราคาหน่วยละ 30 กว่าบาท จริงๆจะสังเกตได้ว่า “จังหวะเวลาที่ตั้งกองทุน” ก็ส่งผล เพราะอย่างกอง ABG(2540) ตั้งมาตอนวิกฤตแต่อยู่ในช่วงที่หุ้นดีราคาถูกเต็มตลาดแล้ว อันนี้ราคาหน่วยก็จะไม่ถูกกระแทกครับ เพราะหลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหน่วยก็จะโตเรื่อยๆ เรื่องจริงคือกองนี้ก็มีราคาหน่วยที่โตจาก 10 เป็น 100 บาทในปัจจุบัน .ในขณะที่นักลงทุนที่ซื้อกองทุนหุ้นหลายๆกองในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อย่างเช่นกอง BKA ช่วงต้มยำกุ้งที่ราคาตกจาก 10 บาทเหลือหน่วยละ 3 บาท ตอนนี้ก็กลายเป็น 30 บาท ผลตอบแทนก็จะไม่ห่างกันเท่าไหร่ครับ

จากตัวอย่างข้างต้นทั้งหมดนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ราคาหน่วยไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการลงทุน สมมติเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมือนกัน นโยบายเดียวกัน เช่น ลงทุนเลียนแบบดัชนี SET50 ตัวอย่างที่โดนถามบ่อยๆ เช่น กองทุน TMBSET50 ตอนนี้ราคาหน่วยละ 80 บาท, K-SET50 ตอนนี้หน่วยละ 30 บาท, SCBSET50 หน่วยละ 15 บาท จะลงทุนกองไหนดี บางคนบอกไม่เอา TMBSET50 เพราะราคาหน่วยขึ้นไปสูงมาก เดี๋ยวได้หน่วยน้อย หรือกลัวจะมันสูงไปอีกไม่ได้ เหตุผลพวกนี้ถือว่า ผิด ครับ Χ เพราะที่ราคาหน่วย TMBSET50 สูงสุดก็เนื่องจากมันตั้งมาปี 2544 ในขณะที่กองอื่นอย่าง SCBSET50 ตั้งมาหลังสุดในปี 2554 ห่างกันประมาณสิบปีได้ (แต่ควรจะเป็นตัวอย่างได้ดีว่า การลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ผลตอบแทนจะสูงมากถ้าลงทุนนานผ่านความผันผวนอย่างอดทนไปได้ เพราะกองเริ่มจาก 10 บาทผ่านไป 15 ปีราคาหน่วยกลายเป็น 80 บาทตอนนี้เงินโตมาประมาณสามเด้ง ในขณะที่กองทุนตลาดเงินตั้งมาพอๆกัน บลจ.เดียวกัน เช่น TMBMF ทหารไทยธนบดียังอยู่ที่ 20 บาทอยู่เลยครับ) ซึ่งถ้า SCBSET50 ซึ่งมีนโยบายลงทุนเหมือนกันทำผลตอบแทนได้ทบต้นไปเรื่อยๆ อนาคตก็ควรจะต้องกลายเป็น 20,30… ตามหลักการครับ

แต่ถ้าคุณตอบว่า เลือกกองนี้เพราะ นโยบายการลงทุนตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เลือกเพราะค่าใช้จ่ายกองทุนรวมต่ำสุด หรือเลือกเพราะเหตุผลที่ไม่ใช่ว่าราคาหน่วยถูกหรือหน่วยแพง เหตุผลพวกนี้ถือว่าใช้ประกอบการเลือกกองทุนรวมเพื่อลงทุนได้ √ เพราะฉะนั้น โปรดอย่าตกใจเวลาเห็นกองทุนราคาหน่วยสูงๆ กองทุนพวกนี้ลงทุนได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้กำไรน้อยกว่ากองที่ราคาหน่วยถูกๆ แต่คำถามสำคัญก่อนลงทุนต้องตอบให้ได้ครับว่า

“เราลงทุนกองนี้เพราะอะไร?”

อันนี้คือคำถามสำคัญที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมครับ

NAV กองทุนรวม : ประเด็นเรื่องหน่วยถูกกับหน่วยแพง

NAV หรือราคาหน่วยลงทุน เป็นสิ่งที่นักลงทุนมักจะสงสัย โดยคำถามที่ถูกถามบ่อยเกี่ยวกับกองทุนรวมในประเด็นเรื่อง NAV อย่างหนึ่งคือ  “ซื้อกองทุนที่ราคาหน่วยถูกกว่าดีไหม จะได้จำนวนหน่วยเยอะ ๆ” ซึ่งเป็นคำถามที่คนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจผิดครับ อันอาจนำไปสู่การเลือกลงทุนกองทุนรวมที่ผิดวัตถุประสงค์ได้

1. กำไรจากกองทุนคำนวณเป็น %

ถ้าเราสมมติกองทุน A กับ กองทุน B มีนโยบายลงทุนเหมือนกันทุกอย่างเป๊ะ ๆ เรากำลังเลือกจะลงทุนแค่หนึ่งกอง แต่กอง A ราคาหน่วย (NAV per unit) อยู่ที่ 50 บาท แต่ราคาหน่วย NAV ของกองทุน B อยู่ที่ 5 บาท นักลงทุนอาจจะถูกยั่วยวนว่า เอ๊ะถ้าเราซื้อกองทุน B เราก็จะได้จำนวนหน่วยมากกว่า เวลาได้กำไรก็ต้องได้มากกว่าสิ ซึ่ง ผิด ครับ !!

กองทุนรวมนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “กำไร” หรือ “ผลตอบแทน” ซึ่งปกติ การคำนวณผลตอบแทนของกองทุนรวมจะคำนวณเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ ดังนั้น ถ้าในปีเดียวกัน กองทุน A และ B ทำผลตอบแทนได้เท่ากันที่ 10% ราคาหน่วยของกองทุน A จะโตจาก 50 บาทเป็น 55 บาท ส่วนกองทุน B ราคาหน่วยจะโตจาก 5 บาทเป็น 5.5 บาท และกำไรของนักลงทุนสองคนจะได้เท่ากัน ลองยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

นักลงทุนสองคนมีเงินลงทุนคนละ 10,000 บาท หากคนแรกลงทุนกองทุน A ซึ่งราคาหน่วยละ 50 บาท ก็จะได้จำนวนหน่วยรวม 10,000/50 = 200 หน่วย (units) ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนตามตัวอย่างได้ 10% ราคาหน่วยกลายเป็น 55 บาท มูลค่าเงินลงทุนของเขาก็จะกลายเป็น 11,000 บาท (55 × 200) หรือมีกำไรจากการลงทุนครั้งนี้ 1,000 บาท

หากคนที่สองลงทุนกองทุน B ซึ่งราคาหน่วยละ 5 บาท ก็จะได้จำนวนหน่วยรวม 10,000/5 = 2,000 หน่วย ถ้ากองทุนทำผลตอบแทนตามตัวอย่างได้ 10% เท่ากองทุน A ราคาหน่วยกลายเป็น 5.5 บาท มูลค่าเงินลงทุนของเขาก็จะกลายเป็น 11,000 บาท (5.5 × 2,000) หรือมีกำไรจากการลงทุนครั้งนี้ 1,000 บาท เหมือนกรณีลงทุนกับกองทุน A เด๊ะ ๆ เลยเห็นไหมครับ

เพราะฉะนั้นในกรณีที่ กองทุนทำผลตอบแทนได้เท่ากัน ราคาหน่วยไม่เป็นประเด็น หน่วยต่ำหรือหน่วยสูงก็จะได้ผลกำไรเป็นตัวเงินเท่าเทียมกัน ♥ เพราะฉะนั้นลงทุนในกองทุนรวมอย่าไปหลงกับราคาหน่วยถูกครับ

2. NAV มีราคาต่างกันเพราะอะไร?

คำถามคือ แล้วทำไมราคาหน่วยแต่ละกองทุนถึงไม่เท่ากัน? คำตอบ คือ

(1) กองทุนอาจ ตั้งกองมาไม่พร้อมกัน

โดยปกตินั้นกองทุนรวมมักจะมีราคาเริ่มต้นตอนเสนอขายครั้งแรกที่ 10 บาทครับ แต่ถ้าตั้งมาไม่พร้อมกัน ผลกำไรที่เกิดจากการลงทุนทำให้ราคาหน่วยของกองทุน(ที่ไม่มีนโยบายจ่ายปันผล)จะสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ คือ ราคาหน่วยจะโตจาก 10 เป็น 15 เป็น 20 บาท

ยิ่งผ่านไปนานยิ่งราคาหน่วยทบทวีถ้ามีกำไรทบต้นไปเรื่อย ๆ จึงเป็นได้ว่า กองทุน ก.ไก่ ตั้งมาตอนปี 2540 หรือประมาณเกือบ 20 ปีที่แล้ว อาจมีราคาหน่วยสูงถึง 100 บาท ซึ่งกลับกัน กองทุนที่พึ่งตั้งปี 2558 หรือปีที่แล้วก็อาจจะมีราคาหน่วยอยู่ที่ประมาณ 9-11 บาท ซึ่งสมเหตุสมผลครับ

(2) กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากัน เพราะนโยบายจ่ายปันผล

เนื่องจากกองทุนที่มีการจ่ายปันผลจะต้องจ่ายกำไรออกมา ทำให้ราคาหน่วยจะไม่ค่อยเพิ่มครับ ในขณะที่กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล กำไรจะทบต้นลงทุนต่อทำให้ราคาหน่วยสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

ยกตัวอย่าง เช่น กองทุนสองกองตั้งมาในปี 2555 พร้อมกัน ทำผลตอบแทนรวมห้าปีที่ผ่านได้เท่ากันคือ 50% กองทุนที่ไม่จ่ายปันผล ราคา NAV ต่อหน่วยก็ควรโตจาก 10 เป็น 15 บาท ในขณะที่กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะมีราคาหน่วยที่ 10 บาทเท่าเดิมก็ได้ครับ ถ้าจ่ายกำไรออกมาเป็นปันผลหมดเลย

(3) กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะทำผลตอบแทนไม่เท่ากัน

กรณีเป็นกองทุนประเภทเดียวกัน เช่น กองทุนหุ้นไทย ตั้งมาพร้อมกัน ถ้ากองไหนมีกำไรหรือลงทุนแล้วมีฝีมือได้ผลตอบแทนดี กองนั้นควรจะมีราคาหน่วยที่สูงขึ้นครับ ในขณะที่อีกกอง ถ้าลงทุนแล้วขาดทุน กองทุนนั้นก็อาจจะมีราคาหน่วยน้อยกว่า จนไปถึงราคาหน่วยต่ำกว่า 10 บาทเลยก็ได้ ถ้าขาดทุนเรื่อย ๆ

ข้อนี้จึงเห็นได้ว่า ถ้าเปรียบเทียบสองกองทุนแล้วพบว่าตั้งมาใกล้ ๆ กัน แต่ราคาหน่วยห่างกันมาก เช่น ตั้งมาปี 2555 ผ่านไป 5 ปี ลงทุนหุ้นไทยเหมือนกัน นโยบายคล้ายกัน ไม่จ่ายปันผลเหมือนกัน กองแรกราคาหน่วยเป็น 20 บาท กองสองราคาหน่วยเหลือ 8 บาท กองสามราคาเป็น 11 บาท อันนี้อาจสรุปคร่าว ๆ ได้ครับว่า ฝีมือการลงทุนของกองที่สองกับกองที่สามค่อนข้างแย่กว่ากองแรกมาก

(4) กองทุนตั้งมาพร้อมกันอาจจะราคาหน่วยไม่เท่ากันเพราะลงทุนต่างกัน

อันนี้น่าจะเกิดบ่อยครับ เพราะถ้าสินทรัพย์ลงทุนต่างกัน เช่น กองทุนที่ลงทุนในหุ้น ลงทุนในตราสารหนี้ ลงทุนในทองคำ ลงทุนในหุ้นหรือตราสารหนี้ต่างประเทศ ผลตอบแทนระยะสั้น กลาง ๆ หรือจนถึงยาว ๆ ย่อมแตกต่างกันไป บางสินทรัพย์ช่วงเวลานี้ขาดทุนแต่อีกสินทรัพย์หนึ่งมีกำไร จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมราคาหน่วยแตกต่างกัน กองทุนที่ลงทุนในหุ้น กับกองทุนที่ลงทุนในทองคำ แบบนี้ยังไงก็ต้องต่างกันครับ

 (5) กองทุนตั้งมานานแต่ราคาหน่วยเพิ่มขึ้นไม่มากเพราะ ตั้งมาช่วงเกิดวิกฤตพอดี

หลาย ๆ กองทุนบ้านเราเจอตรงนี้กันพอสมควรครับ โดยเฉพาะกองทุนหุ้นไทยที่ตั้งมาช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งหรือก่อนหน้านั้น อาทิ SCBSET(2539), BKA(2536), BKD(มีนโยบายจ่ายปันผล) ซึ่งราคาล่าสุดหน่วยละ 4.5 บาท ตั้งมาปี 2537, TMBCHEQ(2550) ราคาหน่วยละ 4 บาท—ใครลงทุนหุ้นจีนน่าจะเข้าใจดีว่าตลาดหุ้นร่วงหนักหลายรอบมาก แต่จะเห็นว่าหลายๆกองพอผ่านวิกฤตไปก็จะฟื้นตัวกลับมาได้ เช่น SCBSET ตอนนี้ราคาหน่วยละ 16-17 บาท กองทุน BKA ราคาหน่วยละ 30 กว่าบาท

นอกจากนี้ จะสังเกตได้ว่า “จังหวะเวลาที่ตั้งกองทุน” ก็ส่งผล เพราะอย่างกอง ABG(2540) ตั้งมาตอนวิกฤตแต่อยู่ในช่วงที่หุ้นดีราคาถูกเต็มตลาดแล้ว อันนี้ราคาหน่วยก็จะไม่ถูกกระแทกครับ เพราะหลังจากนั้นตลาดหุ้นก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาหน่วยก็จะโตเรื่อย ๆ ซึ่งกองนี้ก็มีราคาหน่วยที่โตจาก 10 เป็น 100 บาทในปัจจุบัน

ในขณะที่นักลงทุนที่ซื้อกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อย่างเช่น กอง BKA ช่วงต้มยำกุ้งที่ราคาตกจาก 10 บาทเหลือหน่วยละ 3 บาท ตอนนี้ก็กลายเป็น 30 บาท ผลตอบแทนก็จะไม่ห่างกันเท่าไหร่ครับ

3. บทสรุปเรื่อง NAV

จากตัวอย่างข้างต้นทั้งหมดนั้นเราจึงเห็นได้ว่า ราคาหน่วยไม่ใช่ประเด็นสำคัญในการลงทุน สมมติเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นเหมือนกัน นโยบายเดียวกัน เช่น ลงทุนเลียนแบบดัชนี SET50 ตัวอย่างที่โดนถามบ่อย ๆ เช่น กองทุน TMBSET50 ตอนนี้ราคาหน่วยละ 80 บาท กองทุน K-SET50 ตอนนี้หน่วยละ 30 บาท กองทุน SCBSET50 หน่วยละ 15 บาท จะลงทุนกองไหนดี บางคนบอกไม่เอา TMBSET50 เพราะราคาหน่วยขึ้นไปสูงมาก เดี๋ยวได้หน่วยน้อย หรือกลัวจะมันสูงขึ้นไปอีกไม่ได้ เหตุผลพวกนี้ถือว่า ผิด !! เพราะที่ราคาหน่วย TMBSET50 สูงสุดก็เนื่องจากมันตั้งมาปี 2544 ในขณะที่กองอื่นอย่าง SCBSET50 ตั้งมาหลังสุดในปี 2554 ห่างกันประมาณสิบปีได้

กรณีข้างบนยังสามารถยกเป็นตัวอย่างได้ดีว่า การลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ผลตอบแทนจะสูงมาก ถ้าลงทุนนานผ่านความผันผวนอย่างอดทนไปได้ เพราะกองเริ่มจาก 10 บาทผ่านไป 15 ปี ราคาหน่วยกลายเป็น 80 บาท ตอนนี้เงินโตมาประมาณสามเด้ง

ในขณะที่กองทุนตลาดเงินตั้งมาพอ ๆ กัน บลจ.เดียวกัน เช่น TMBMF ทหารไทยธนบดียังอยู่ที่ 20 บาทอยู่เลยครับ ซึ่งถ้า SCBSET50 มีนโยบายลงทุนเหมือนกันทำผลตอบแทนได้ทบต้นไปเรื่อย ๆ อนาคตก็ควรจะต้องกลายเป็น 20, 30… ตามหลักการครับ

อย่างไรก็ดี ถ้าคุณตอบว่า เลือกกองทุนนี้เพราะนโยบายการลงทุนตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ เลือกเพราะ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมต่ำสุด หรือเลือกเพราะเหตุผลที่ไม่ใช่ว่าราคาหน่วยถูกหรือหน่วยแพง เหตุผลพวกนี้ถือว่าใช้ประกอบการเลือกกองทุนรวมเพื่อลงทุนได้ √ เพราะฉะนั้น โปรดอย่าตกใจเวลาเห็นกองทุนราคาหน่วยสูง ๆ กองทุนพวกนี้ลงทุนได้ครับ ไม่ต้องกังวลว่าจะได้กำไรน้อยกว่ากองที่ราคาหน่วยถูก ๆ แต่คำถามสำคัญก่อนลงทุนต้องตอบให้ได้ครับว่า

“เราลงทุนกองนี้เพราะอะไร?”

อันนี้คือคำถามสำคัญที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมครับ

ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ “กองทุนปันผล”

        มีเรื่องหนึ่งที่คาใจมานาน เพราะมองข้อดีของมันไม่ออกเลย ประเด็นที่ว่าคือ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ทำไมเราถึงเอาเงินไปไว้ในกองทุนแบบมีปันผล? หัวข้อนี้น่าสนใจมากๆ เพราะตัวผมเองนั้นมักจะได้อ่านความเห็นในเว็บบอร์ดลงทุน แนะนำให้ลงทุนรายเดือนเฉลี่ยในกองทุนแบบมีปันผล ได้ปันผลมาก็เอาไปซื้อกลับ หรืออีกเคสหนึ่งให้รอซื้อกองทุนหลังปันผลเพราะจะได้ NAV ราคาหน่วยถูกลง หรือไม่ก็แนะนำเลยว่าให้ซื้อก่อนปันผล เพราะจะได้ปันผลมาใช้เลยไม่ต้องรอ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งทีเดียว

1.อย่างแรกเลย ปันผลทุกครั้งนั้นจะถูกหักภาษี 10% ครับ สมมติปันผลมา 100 บาท ก็จะเหลือเงินสดจริงๆให้เรา 90 บาท (ในส่วนนี้ใครที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีสามารถขอคืนภาษีได้โดยทำการยื่นแบบภงด.) แต่ แต่ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีคนทำแบบนี้เยอะไหม หรือส่วนมากจะละเลยแล้วปล่อยภาษีทิ้งไปเลย ถ้าเราลงทุนหลายสิบปี ผลตอบแทนเราจะถูกลดทอนลงจากภาษีที่ว่าไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่กลับกันถ้าปล่อยเงินโตในกองทุนไปเรื่อยๆ จะไม่ถูกหักภาษีเลย แถมตอนขายทิ้งก็ไม่มีภาษีด้วย ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ในการลงทุนระยะยาวกับกองทุนแบบมีปันผลเลย นี่คือข้อสงสัยอย่างที่หนึ่ง

2.เรื่องที่สอง ถ้าจะลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆ ทำไมถึงต้องลงทุนกองทุนที่มีปันผล แล้วเอาเงินปันผลที่ได้มาซื้อต่อ ทั้งๆที่จะโดนภาษีหักไปเรื่อยๆ เท่ากับว่าเงินที่เอามาลงทุนต่อย่อมจะน้อยกว่ามากๆเมื่อเทียบกับเราปล่อยเงินให้อยู่ในกองทุนแล้วปล่อยกองทุนลงทุนทบต้นต่อไป

3.การแนะนำให้เข้าซื้อก่อนปันผล จะได้ปันผลมาใช้เลย ผมสมมติแบบนี้ กองทุน xxx มี NAV ที่ 14 บาท ประกาศจ่ายปันผล 1 บาท มีคนแนะนำให้ผมซื้อเลย จะได้ปันผล ผมก็เข้าซื้อ กลายเป็นว่าหลังปันผล ผมได้เงินปันผล 0.9 บาท (ถูกหักภาษี10%) และราคา NAV หลังหักปันผล 1 บาทก็จะเหลือที่ 13 บาท สรุปแล้วผมมีมูลค่าลงทุนเหลือเพียง 13 บาทและเงินปันผลที่ได้รับ 0.9 บาท นั่นคือผมขาดทุน! และ และ เห็นอะไรไหมครับไอ้ 0.9 บาทที่ผมได้มันก็คือเงินลงทุนที่ผมพึ่งซื้อไปนั่นเอง

4.การซื้อหลังกองทุนปันผลด้วยเหตุผลว่าเพราะจะได้หน่วยที่ถูก นั่นคือ ต้นทุนหลอก ครับ เรารู้สึกว่ามันถูก จริงๆไม่ถูกหรอก เราก็ได้เท่ากับคนที่เขาซื้อมาก่อนนั่นล่ะ เหมือนตัวอย่างข้างบน NAV 14 บาท ปันผล 1 บาทเหลือ 13 บาท สรุปแล้ว คนที่ซื้อก่อนเราเขาก็เหลือต้นทุนที่ 13 บาท + เงินปันผลในมือ 1 บาท (สมมติว่าไม่ถูกหักภาษี) ส่วนเราก็ถ้าเงินเท่ากัน 14 บาทซื้อที่ NAV 13 บาท เราก็จะเหลือเงินในมือ 1 บาทเหมือนกัน

เงินที่คุณจะลงทุนในหุ้นเป็นเงินลงทุนระยะยาว ลงทุนกันอีก 20-50 ปี การให้ทุกบาททุกสตางค์เติบโตทบต้นเป็นอะไรที่สมเหตุผลสุด แล้วทำไมเราจะต้องให้กองทุนจ่ายปันผลออกมาด้วย ในเมื่อคุณก็ต้องเอากลับไปลงทุนใหม่ สำหรับคนที่อายุต่ำกว่า 50 ปีแล้วบอกว่าจะเอาปันผลออกมาใช้จ่าย ผมว่ามันไม่ถูกอยู่ดี เพราะต้องมองเงินทั้งก้อนนี้เป็นเงินในอนาคตทั้งหมด การดึงหรือชักออกมาใช้ก่อน ทำให้เงินต่อไปเราหดลงด้วย

การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุน ผู้จัดการกองสามารถนำเงินไป reinvest ลงทุนต่อได้ทันที มันจะเกิดผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยทบต้น

การที่กองทุนจ่ายปันผล เงินปันผลจะถูกหักภาษี 10% ซึ่งมันอาจดูเล็กน้อยแต่ระยะยาวแล้วแย่มาก ตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเราลงทุนกองทุนหุ้นไป 1,000 กองทุนทำกำไร 10% เงินโตเป็น 1,100 กองทุนจ่ายกำไรออกมาหมด คือ จ่ายกำไรมา 100 บาท คุณถูกหักภาษี 10% เงินรับจริงเหลือ 90 บาท คุณเอาไปใช้ และนี่คือต้นทุนค่าเสียโอกาสครับ นั่นคือ เงิน 10 บาทนี้ถ้าสามารถลงทุนในกองทุนต่อแล้วได้ผลตอบแทน 10% ต่อปี อีก 20 ปี เงินก้อนนี้คือ 80 บาท และอีก 40 ปี มันคือ 640 บาท !!! ถ้าเงินภาษีที่ถูกหักคือ 1 ล้านบาท เงินนั่นในอนาคตอีก 40 ปี คือ 64 ล้านบาทนะครับ


 

อีกประเด็นสำคัญที่จะหลงกันมาก คือ ปันผลหุ้น กับ ปันผลกองทุนหุ้น นั้น “ไม่เหมือนกัน” ปันผลของหุ้นแต่ละตัวนั้นมาจากกำไรของบริษัทที่ทำได้แล้วจ่ายออกมา แต่ปันผลของกองทุนหุ้นนั้นมาจากกำไรจากการลงทุนของกองทุนรวม เพราะฉะนั้นกองทุนหุ้นอาจได้รับปันผลจากหุ้น แต่ กองทุนอาจจ่ายปันผลไม่ได้ ลองดูตัวอย่างกัน (ในตัวอย่างจะไม่หักค่าใช้จ่ายกองทุนและหนี้สินนะครับ จะได้ไม่งง)

สมมติกองทุนรวมหมีน้อยตั้งมาด้วยเงินลงทุนของนักลงทุนรวมกัน 1,000 ล้านบาท โดยปกติราคาหน่วย NAV per unit ก็จะเริ่มต้นที่ 10 บาท สมมติแบบเข้าใจง่ายๆว่ากองทุนเอาเงินไปซื้อหุ้นบริษัทปูนตราลูกหมี ที่ราคาหุ้นละ 100 บาทด้วยเงินทั้งหมด เวลาผ่านไปหนึ่งปี บริษัทปูนตราลูกหมีมีกำไรเลยจ่ายปันผล กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท = ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท (หรือผลตอบแทน 5% จากเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท—ราคาหน่วย NAV per unit จะกลายเป็น 10.50 บาท) ตรงนี้ขึ้นอยู่กับกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนี้มีนโยบายไม่จ่ายปันผล กองทุนก็จะเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นต่อ (Reinvest) เงินเราก็จะเติบโตต่อไป แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะจ่ายออกมาหมดเลยก็ได้ ก็คือ จ่ายออกมา 0.5 บาทต่อหน่วย และ NAV per unit จะเหลือ 10 บาทเท่าเดิม

เหตุการณ์เดิม กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท = ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีเหลือ 70 บาทต่อหุ้น = ตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทจะเหลือ 700 ล้านบาท แต่มีกำไรจากปันผลมาก็จะมีมูลค่าทรัพย์สิน 750 ล้านบาท และราคาหน่วยก็จะเหลือ 7.5 บาท เห็นไหมครับ เคสนี้กองทุนได้กำไรจากปันผลแต่กองทุนไม่อาจจ่ายปันผลได้ สาเหตุก็เพราะกองทุนไม่มีกำไร กองทุนขาดทุนอยู่ย่อมจ่ายปันผลไม่ได้

เอาใหม่ กลับไปที่เหตุการณ์เดิม  กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท = ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีทะยานเป็น 120 บาทต่อหุ้น = ตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทกลายเป็น 1,200 ล้านบาทบวกมีกำไรจากปันผลมาก็จะมีมูลค่าทรัพย์สิน 1,250 ล้านบาท และราคาหน่วยก็จะพุ่งเป็น 12.5 บาท เคสนี้กองทุนอาจจ่ายปันผลออกมาได้ถึง 250 ล้านบาท โดยการเอาปันผลที่ได้รับออกมาจ่าย (50 ล้านบาท) และขายหุ้นในส่วนที่เป็นกำไรคือ 200 ล้านบาทออกมาด้วย (ซึ่งทำได้) มูลค่าทรัพย์สินก็จะกลับไปเหลือ 1,000 ล้านบาทเท่าเดิม และราคาหน่วยก็กลับไปเป็น 10 บาท นักลงทุนได้ปันผลออกมาหน่วยละ 2.5 บาท (และถูกหักภาษี 10%)

ทั้งนี้ พวกกองทุนที่จ่ายปันผลก็จะมีนโยบายแตกต่างกันไป เช่น กองทุนจ่ายปันผลแหลก กองทุนนี้พอมีกำไรปุ๊บก็จ่ายกำไรออกมาหมดเลย (ซึ่งจ่ายได้จากปันผลที่ได้รับหรือไม่มีปันผลก็ขายหุ้นที่มีกำไรทิ้งแล้วเอากำไรที่ได้มาจ่ายปันผล) หรือกองทุนจ่ายกะปริบกะปรอย จ่ายครึ่งหนึ่ง เก็บผลกำไรไว้ครึ่งหนึ่ง พอต่อไปสถานการณ์ไม่ดี ตลาดหุ้นผันผวน กองทุนจ่ายปันผลแหลกอาจจะจ่ายปันผลไม่ได้เลย เพราะไม่มีกำไรเหลืออยู่(แถมขาดทุน) แต่กองทุนจ่ายกะปริบกะปรอยอาจจะยังจ่ายได้โดยควักกำไรเก่าที่สะสมคงเหลือไว้มาจ่ายแทน

คือ เราต้องไปดูนโยบายจ่ายเงินปันผลกองทุนอีกทีด้วยครับ กองทุนสามารถจ่ายออกมาได้จาก กำไรสุทธิในงวดนั้น เช่น ปีนี้ขาดทุนก็ไม่จ่าย แต่ปีต่อไปมีกำไรแบบนี้จ่ายได้ หรือบางกองแม้งวดนี้จะขาดทุนแต่ถ้ายังมีกำไรสะสมอยู่ก็จ่ายปันผลได้ ซึ่งต้องสังเกตนโยบายและวิธีจ่ายของกองทุนแต่ละเจ้าครับ



มีประเด็นหนึ่งเรื่องจ่ายปันผลที่ส่วนตัวผมแอบคิด คือ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล มักจะสร้างปัญหาระดับหนึ่งให้ผู้จัดการกองทุน เพราะ สมมติถ้าไม่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนจะค่อนข้างอิสระที่จะเอาเงินผลกำไรไปลงทุนต่อได้สะดวก แต่กรณีกองทุนจ่ายปันผล ผู้จัดการกองทุนมีประเด็นต้องพิจารณาตรงนี้ เพราะฉะนั้น อาจจะไม่สามารถเอาเงินปันผลและผลกำไรไปลงทุนต่อได้ หรือกลับกัน หุ้นในพอร์ตมีกำไรยังไม่รับรู้ (unrealized Gain) แต่เพราะนโยบายถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องจ่ายปันผล แม้จะมองเห็นศักยภาพของหุ้นตัวนั้นในอนาคต แต่ก็จำต้องทยอยขายหุ้นดังกล่าวออกมาเพื่อให้จ่ายปันผลได้ ซึ่งอาจจะกระทบต่อฝีมือการลงทุน (performance) ของกองทุนได้ เพราะการทยอยขายหุ้นย่อมต้องกระทบต่อราคาของหุ้นตัวนั้นเอง เช่น กรณีที่สภาพคล่องน้อยหรือหุ้นไม่ค่อยมีการซื้อขาย ทำให้เกิดช่องว่างราคา (bid-spread) ได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แถมการขายหุ้นต้องเสียค่าคอมมิชชัน ค่าใช้จ่าย อีกด้วย


จริงๆแล้ว มีอีกหนึ่งประเด็นที่มักพูดกันบ่อย คือ กองทุนจ่ายปันผล ทำให้เก็บกำไรเอาไว้ก่อนเพราะพอมีกำไรกองทุนก็จ่ายออกมา ในขณะที่กองไม่ปันผลถือไปก็ราคาขึ้นลงอาจไม่ได้อะไรถ้าไม่ขายทิ้ง อันนี้ตอบได้เลยครับว่า ถ้าคุณจะลงทุนระยะยาว การได้ปันผลออกมา ภาระแรก “เสียภาษี”โอเคว่า ถ้าจะบอกว่าได้กำไรเป็นเงินสดมาพักไว้ก่อน ก็ต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสดเอาไว้ยาวๆก็จะเกิดภาระต่อมาคือ ต้นทุนการถือเงินสด—อันแรกคือ Cash Drag สมมติได้ปันผลมาโดยปกติถ้ามันอยู่ในกองทุนเขาก็จะเอากำไรไปลงทุนทบต้นต่อ แต่พอมันอยู่ในมือเราปุ๊บ ถ้าหุ้นมันขึ้นต่อไปเรื่อยๆ คุณก็จะเสียผลกำไรเพราะแทนที่จะได้ถือหุ้นกลับต้องมาถือเงินสดไว้ในมือ การกลับไปลงทุนต่อก็ต้องซื้อ หน่วยที่ราคาแพงขึ้น —ปัญหาที่สองคือ “การจับจังหวะลงทุน” (Market Timing) คุณก็จะไม่รู้อีกว่าต้องกลับเข้าไปซื้อตอนไหน ต่อให้โชคดีปันผลมาแล้วหุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความสามารถในการจับจังหวะลงทุนหรอกครับ มันคือเรื่องที่ยากมาก พอหุ้นตกก็ไม่กล้าลงทุนต่อ สักพักตลาดฟื้นก็ไม่แน่ใจ พอตลาดกระทิงค่อยกลับมาซื้อ เป็นวงจรผิดพลาดไปอีก ปกติคนไม่เจอปัญหาข้อนี้เพราะ เผลอๆ ได้เงินปันผลมาก็เอาไปใช้จ่ายล่ะ (ฮ่า) ไม่ยอมลงทุนต่อ เพราะฉะนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น ถ้าไม่จำเป็น อย่าลงทุนกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลครับ ก็จะปิดความเสี่ยงและปัญหาพวกนี้ได้



สรุปแล้ว กองทุนปันผลไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุนที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผลย่อมดีกว่ามากๆ ถ้าฉุกเฉินก็ใช้วิธีขายทิ้งบางส่วนเอาเงินออกมาซะ (ไม่เสียภาษีด้วย) กองทุนแบบปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาใช้ระหว่างปี อารมณ์ว่าตอนอายุ
50-60 มีเงินก้อน 10 ล้าน จึงซื้อไว้แล้วรอรับปันผลแต่ละปีมากกว่า ไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพื่อสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคตครับ (และต้องไม่ลืมว่า กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ถ้ากองทุนไม่มีกำไรก็จ่ายปันผลไม่ได้)

ขอให้เข้าใจให้ดีว่า ผลตอบแทนสุดท้ายที่เราจะได้รับสำคัญมากๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ว่านั้น ต้องเป็นผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายและหักภาษีทั้งหมดแล้ว เรียกว่าเป็น Net Total Return (After total expenses & taxes) เรื่องนี้สำคัญมากๆ การลงทุนอะไรที่ผลตอบแทนพอๆกัน แต่มีอันหนึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีต่ำและไม่มีภาระภาษีหนักๆ ย่อมดีกว่ามากๆ เป็นนักลงทุนต้องศึกษาให้แม่นครับ อย่าเชื่อสิ่งที่นักลงทุนหมู่มากทำตามกัน เพราะส่วนใหญ่แล้วผมมักพบว่าเป็นวิธีและแนวทางที่ลดทอนผลตอบแทนระยะยาวของเพื่อนๆนักลงทุนทั้งนั้ เราต้องพิสูจน์ให้ชัดก่อนที่จะเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากสักก้อนไปลงทุนหรือใช้วิธีลงทุนแบบไหนก็ตาม

กองทุนปันผล : รวมความไม่เข้าใจต่อกองปันผล

กองทุนปันผล เป็นหนึ่งในตัวอย่างของสิ่งที่นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ค่อยเข้าใจระบบของมันนัก แต่น่าแปลกใจว่า มันกลับกลายเป็นกองทุนที่นักลงทุนจำนวนมากใส่เงินเข้าไปลงทุนอย่างหนักในหลายปีที่ผ่านมา

อย่างเรื่องหนึ่งที่คาใจมานาน เพราะมองข้อดีของมันไม่ออกเลย ประเด็นที่ว่าคือ ถ้าเราจะลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้น ทำไมเราถึงเอาเงินไปไว้ในกองทุนแบบมีนโยบายจ่ายเงินปันผล? หัวข้อนี้น่าสนใจมาก ๆ เพราะตัวผมเองนั้นมักจะได้อ่านความเห็นในเว็บบอร์ดลงทุน แนะนำให้ลงทุนรายเดือนในกองทุนแบบมีปันผล ได้ปันผลมาก็เอาไปซื้อกลับ หรืออีกเคสหนึ่งให้รอซื้อกองทุนหลังปันผลเพราะจะได้ ราคาหน่วย (NAV) ถูกลง หรือไม่ก็แนะนำเลยว่าให้ซื้อก่อนปันผล เพราะจะได้ปันผลมาใช้เลยไม่ต้องรอ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความเข้าใจผิดอย่างลึกซึ้งทีเดียว

1. รวมประเด็นเข้าใจผิดเกี่ยวกับ กองทุนปันผล

จากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า นักลงทุนเข้าใจ กองทุนปันผล ผิดไปหลายเรื่องมาก ผมยกให้เป็นความเข้าใจผิด 3 อันดับแรกของคนที่ลงทุนในกองทุนรวมเลยด้วยซ้ำ และทุกวันนี้ก็ยังมีความเข้าใจผิดแบบนี้ที่แพร่หลายออกไป

(1) อย่างแรกเลย ปันผลทุกครั้งนั้นจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย ในอัตรา 10% ครับ สมมติปันผลมา 100 บาท ก็จะเหลือเงินสดจริง ๆ ให้เรา 90 บาท (ในส่วนนี้ใครที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษีสามารถขอคืนภาษีได้โดยทำการยื่นแบบภงด.) แต่ แต่ และแต่ ผมก็ไม่แน่ใจว่ามีคนทำแบบนี้เยอะไหม หรือส่วนมากจะละเลยแล้วปล่อยภาษีทิ้งไปเลย ถ้าเราลงทุนหลายสิบปี ผลตอบแทนเราจะถูกลดทอนลงจากภาษีที่ว่าไปเรื่อย ๆ ทั้ง ๆ ที่ในทางกลับกัน ถ้าปล่อยเงินโตในกองทุนไปเรื่อย ๆ เงินลงทุนก็จะไม่ถูกหักภาษี แถมตอนขายทิ้งก็ไม่มีภาษีด้วย ผมจึงไม่เห็นประโยชน์ในการลงทุนระยะยาวกับกองทุนแบบมีปันผลเลย นี่คือข้อสงสัยอย่างที่หนึ่ง

(2) เรื่องที่สอง ถ้าจะลงทุนแบบซื้อเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ทำไมถึงต้องลงทุนกองทุนที่มีการจ่ายเงินปันผล แล้วเอาเงินปันผลที่ได้มาซื้อต่อ ทั้ง ๆ ที่จะโดนภาษีหักไปเรื่อย ๆ เท่ากับว่าเงินที่เอามาลงทุนต่อย่อมจะน้อยกว่าอย่างมาก เมื่อเทียบกับเราปล่อยเงินให้อยู่ในกองทุนแล้วปล่อยกองทุนลงทุนทบต้นต่อไป แทนที่จะเอาเงิน 100 บาทลงทุนต่อเต็ม ๆ ก็มาทำให้เหลือ 90 บาทแทน

(3) การแนะนำให้เข้าซื้อก่อนปันผลเพราะจะได้ปันผลมาใช้เลย ผมสมมติแบบนี้ กองทุน xxx มี NAV ที่ 14 บาท ประกาศจ่ายปันผล 1 บาท มีคนแนะนำให้ผมซื้อเลย จะได้ปันผล ผมก็เข้าซื้อ กลายเป็นว่าหลังปันผล ผมได้เงินปันผล 0.9 บาท (ถูกหักภาษี10%) และราคา NAV หลังหักปันผล 1 บาทก็จะเหลือที่ 13 บาท สรุปแล้วผมมีมูลค่าลงทุนเหลือเพียง 13 บาทและเงินปันผลที่ได้รับ 0.9 บาท นั่นคือผมขาดทุน! และ และ เห็นอะไรไหมครับไอ้ 0.9 บาทที่ผมได้มันก็คือเงินลงทุนที่ผมพึ่งซื้อไปนั่นเอง แถมไม่ได้ครบ 1 บาทด้วยนะ ได้มา 0.9 บาทเพราะโดนหักภาษี (ย้อนไปดูข้อ 1. และ 2.)

(4) การซื้อหลังกองทุนปันผลด้วยเหตุผลว่าเพราะจะได้ราคาหน่วยที่ถูก นั่นคือ ต้นทุนหลอก ครับ เรารู้สึกว่ามันถูก จริง ๆ ไม่ถูกหรอก เราก็ได้เท่ากับคนที่เขาซื้อมาก่อนเรานั่นล่ะ เหมือนตัวอย่างข้างบน NAV 14 บาท ปันผล 1 บาทเหลือ 13 บาท สรุปแล้ว คนที่ซื้อก่อนเราเขาก็เหลือต้นทุนที่ 13 บาท + เงินปันผลในมือ 1 บาท (สมมติว่าไม่ถูกหักภาษี) ส่วนทางเรานั้น ก็ถ้าเงินเท่ากัน 14 บาทซื้อที่ NAV 13 บาท เราก็จะเหลือเงินในมือ 1 บาทเหมือนกัน

ด้วยเหตุนี้ เงินที่คุณจะลงทุนในหุ้น หรือกองทุนหุ้น เมื่อมันเป็นเงินลงทุนระยะยาว เราจะลงทุนกันไปอีก 20-50 ปี การให้ทุกบาททุกสตางค์เติบโตทบต้นเป็นอะไรที่สมเหตุผลสุด แล้วทำไมเราจะต้องให้กองทุนจ่ายปันผลออกมาด้วย ในเมื่อคุณก็ต้องเอาเงินกลับไปลงทุนใหม่ สำหรับคนที่ยังไม่เกษียณอายุแล้วบอกว่าจะเอาปันผลออกมาใช้จ่าย ผมว่ามันไม่ถูกอยู่ดี เพราะต้องมองเงินทั้งก้อนนี้เป็นเงินในอนาคตทั้งหมด การดึงหรือชักออกมาใช้ก่อน ทำให้เงินและความมั่งคั่งในอนาคตที่เราควรจะต้องได้รับต่อไปหดลงด้วย

การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุน ผู้จัดการกองสามารถนำเงินไปลงทุนต่อ (reinvest) ได้ทันที มันจะเกิดผลตอบแทนแบบดอกเบี้ยทบต้นโดยอัตโนมัติ

นอกจากนี้ การที่กองทุนจ่ายปันผล เงินปันผลจะถูกหักภาษี 10% ซึ่งมันอาจดูเล็กน้อยแต่ระยะยาวแล้วแย่มาก ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ สมมติเราลงทุนกองทุนหุ้นไป 1,000 บาท กองทุนทำกำไร 10% เงินโตเป็น 1,100 กองทุนจ่ายกำไรออกมาหมด คือ จ่ายกำไรมา 100 บาท คุณถูกหักภาษี 10% เงินรับจริงเหลือ 90 บาท คุณเอาไปใช้ และนี่คือต้นทุนค่าเสียโอกาสครับ นั่นคือ เงิน 10 บาทนี้ถ้าสามารถลงทุนในกองทุนต่อแล้วได้ผลตอบแทนทบต้น 10% ต่อปี อีก 20 ปี เงินก้อนนี้คือ 80 บาท และอีก 40 ปี มันคือ 640 บาท !!! ถ้าเงินภาษีที่ถูกหักคือ 1 ล้านบาท เงินนั่นในอนาคตอีก 40 ปี คือ 64 ล้านบาทนะครับ

2. ความแตกต่างระหว่างปันผลหุ้นกับปันผลของกองทุน

อีกประเด็นสำคัญที่จะหลงกันมาก คือ ปันผลหุ้น กับ ปันผลกองทุนหุ้น นั้น “ไม่เหมือนกัน” ปันผลของหุ้นแต่ละตัวนั้นมาจากกำไรของบริษัทที่ทำได้แล้วจ่ายออกมา แต่ปันผลของกองทุนหุ้นนั้นมาจากกำไรจากการลงทุนของกองทุนรวม เพราะฉะนั้นกองทุนหุ้นอาจได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่กองทุนถือลงทุนอยู่ แต่ กองทุนอาจจ่ายปันผลไม่ได้ ลองดูตัวอย่างกัน (ในตัวอย่างจะไม่หักค่าใช้จ่ายกองทุนและหนี้สินนะครับ เพราะจะได้ไม่งง)

เหตุการณ์ที่ 1 กรณีกองทุนได้กำไรเพราะหุ้นที่กองทุนถือมีการจ่ายปันผล

สมมติกองทุนรวมหมีน้อยตั้งมาด้วยเงินลงทุนของนักลงทุนรวมกัน 1,000 ล้านบาท โดยปกติราคาหน่วย NAV per unit ก็จะเริ่มต้นที่ 10 บาท สมมติแบบเข้าใจง่าย ๆ ว่า กองทุนเอาเงิน 1,000 ล้านไปซื้อหุ้นบริษัทปูนตราลูกหมีด้วยเงินจำนวนหนึ่ง

เวลาผ่านไปหนึ่งปี บริษัทปูนตราลูกหมีมีกำไรเลยจ่ายปันผลออกมาแก่ผู้ถือหุ้นซึ่งรวมถึงกองทุนรวมหมีน้อยนี้ด้วย โดยกองทุนได้เงินปันผลมารวม 50 ล้านบาท เท่ากับว่าตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท หรือผลตอบแทน 5% จากเงินลงทุน 1,000 ล้านบาท

ด้วยเหตุนี้ ราคาหน่วย NAV per unit จะขยับกลายเป็น 10.50 บาท ตรงนี้ขึ้นอยู่กับกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนี้มีนโยบายไม่จ่ายปันผล กองทุนก็จะเอาเงินไปลงทุนซื้อหุ้นต่อ (reinvest) เงินออมของเราก็จะเติบโตต่อไป

ในทางกลับกัน ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนอาจจะจ่ายออกมาหมดเลยก็ได้ ก็คือ จ่ายออกมา 0.5 บาทต่อหน่วย และ NAV per unit จะเหลือ 10 บาทเท่าเดิม

เหตุการณ์ที่ 2 กองทุนได้ปันผลจากหุ้น แต่ขาดทุนจากราคาหุ้น จนขาดทุนในภาพรวม

จากตัวอย่างในเหตุการณ์ที่ 1 ซึ่งกองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท เท่ากับตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีมีราคาลดลง และตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทเหลือ 700 ล้านบาท แต่ด้วยความที่มีกำไรจากปันผลมาก็จะมีมูลค่าทรัพย์สินคงเหลือ 750 ล้านบาท ทำให้ราคาหน่วยก็จะเหลือ 7.5 บาท

เห็นไหมครับ เคสนี้กองทุนได้กำไรจากปันผลแต่กองทุนไม่อาจจ่ายปันผลได้ สาเหตุก็เพราะกองทุนไม่มีกำไร กองทุนขาดทุนอยู่ย่อมจ่ายปันผลไม่ได้

เหตุการณ์ที่ 3 กองทุนได้ปันผลจากหุ้นและหุ้นที่ถือก็ราคาหุ้นขึ้นด้วย

กลับไปที่เหตุการณ์เดิม  กองทุนได้ปันผลมารวม 50 ล้านบาท ส่งผลให้ตอนนี้กองทุนมีกำไรแล้ว 50 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นบริษัทปูนลูกหมีทะยาน จนตอนนี้มูลค่าเงินต้นของกองทุนจาก 1,000 ล้านบาทกลายเป็น 1,200 ล้านบาท บวกกับมีกำไรจากปันผลมา ส่งผลให้กองทุนมีมูลค่าทรัพย์สิน 1,250 ล้านบาท และราคาหน่วยก็จะพุ่งเป็น 12.5 บาท

เคสนี้กองทุนอาจจ่ายปันผลออกมาได้ถึง 250 ล้านบาท โดยการเอาปันผลที่ได้รับออกมาจ่าย (50 ล้านบาท) และขายหุ้นในส่วนที่เป็นกำไรคือ 200 ล้านบาทออกมาด้วย (ซึ่งทำได้) มูลค่าทรัพย์สินก็จะกลับไปเหลือ 1,000 ล้านบาทเท่าเดิม และราคาหน่วยก็กลับไปเป็น 10 บาท นักลงทุนได้ปันผลออกมาหน่วยละ 2.5 บาท และถูกหักภาษี 10%

เหตุการณ์ที่ 4 กองทุนไม่ได้ปันผลแต่กองทุนมีกำไรจากหุ้นที่ถือ

แน่นอนว่าการที่กองทุนจะจ่ายปันผลได้ กองทุนต้องมีกำไรถูกไหมครับ ก็จะมีกรณีที่กองทุนอาจจะยังไม่ได้เงินปันผลรับมา แต่หุ้นที่กองทุนถือมีราคาสูงขึ้นมา แบบนี้กองทุนก็สามารถทำการขายหุ้นนั้นทิ้งเพื่อรับกำไรส่วนต่างราคาหุ้น (capital gain) ซึ่งเงินตรงนี้ย่อมถือว่าเป็นกำไร และกองทุนก็เอามาจ่ายปันผลได้ด้วยเช่นกัน

3. ผลกระทบจากการจ่ายปันผลของ กองทุนปันผล

ทั้งนี้ พวกกองทุนที่จ่ายปันผลก็จะมีนโยบายจ่ายที่แตกต่างกันไป เช่น กองทุนจ่ายปันผลแหลก กองทุนนี้พอมีกำไรปุ๊บก็จ่ายกำไรออกมาหมดเลย (ซึ่งจ่ายได้จากปันผลที่ได้รับหรือไม่มีปันผลก็ขายหุ้นที่มีกำไรทิ้งแล้วเอากำไรที่ได้มาจ่ายปันผล) หรือกองทุนจ่ายกะปริบกะปรอย จ่ายครึ่งหนึ่ง เก็บผลกำไรไว้ครึ่งหนึ่ง พอต่อไปสถานการณ์ไม่ดี ตลาดหุ้นผันผวน กองทุนจ่ายปันผลแหลกอาจจะจ่ายปันผลไม่ได้เลย เพราะไม่มีกำไรเหลืออยู่(แถมขาดทุนด้วย) แต่กองทุนจ่ายกะปริบกะปรอยอาจจะยังจ่ายได้ โดยควักกำไรเก่าที่สะสมคงเหลือไว้มาจ่ายแทน

ด้วยเหตุนี้ คนที่เลือกกองทุนแบบจ่ายปันผล จะต้องไปดูนโยบายจ่ายเงินปันผลกองทุนให้เข้าใจด้วยครับ เพราะกองทุนสามารถจ่ายออกมาได้จากกำไรสุทธิในงวดนั้น เช่น ปีนี้ขาดทุนก็ไม่จ่าย แต่ปีต่อไปมีกำไรแบบนี้จ่ายได้ หรือบางกองแม้งวดนี้จะขาดทุน แต่ถ้ายังมีกำไรสะสมอยู่ก็จ่ายปันผลได้ ซึ่งต้องสังเกตนโยบายและวิธีจ่ายของกองทุนแต่ละเจ้าครับ

มีประเด็นหนึ่งเรื่องจ่ายปันผลที่ส่วนตัวผมแอบคิด คือ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล มักจะสร้างปัญหาระดับหนึ่งให้ผู้จัดการกองทุน เพราะสมมติถ้าไม่มีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนจะค่อนข้างอิสระที่จะเอาเงินผลกำไรไปลงทุนต่อได้สะดวก แต่กรณีกองทุนจ่ายปันผล ผู้จัดการกองทุนมีประเด็นต้องพิจารณาตรงนี้ เพราะฉะนั้น อาจจะไม่สามารถเอาเงินปันผลและผลกำไรไปลงทุนต่อได้ หรือกลับกัน หุ้นในพอร์ตอาจมีกำไรยังไม่รับรู้ (unrealized gain) ก็คือหุ้นที่กองทุนถือมีราคาที่สูงขึ้นจากตอนที่ซื้อมา แต่เพราะนโยบายถูกกำหนดไว้แล้วว่าจะต้องจ่ายปันผล

ในหลายครั้งนั้น แม้จะมองเห็นศักยภาพของหุ้นตัวนั้นในอนาคต แต่ก็จำต้องทยอยขายหุ้นดังกล่าวออกมาเพื่อให้จ่ายปันผลได้ ซึ่งอาจจะกระทบต่อฝีมือการลงทุน (performance) ของกองทุนได้ เพราะการทยอยขายหุ้นย่อมต้องกระทบต่อราคาของหุ้นตัวนั้นเอง เช่น กรณีที่หุ้นบริษัทนั้นมีสภาพคล่องน้อย หรือหุ้นดังกล่าวไม่ค่อยมีการซื้อขาย ทำให้เกิดช่องว่างราคา (bid-spread) ทำให้เวลาขายได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น แถมการขายหุ้นต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างค่าคอมมิชชันอีกด้วย

อนึ่ง มีอีกหนึ่งประเด็นที่มักพูดกันบ่อย ๆ คือ กองทุนจ่ายปันผล ทำให้นักลงทุนสามารถเก็บกำไรเอาไว้ก่อนเพราะพอกองทุนมีกำไร กองทุนก็จ่ายออกมา ในขณะที่กองไม่ปันผลถือไปก็ราคาขึ้นลง ทำให้อาจจะไม่ได้อะไรถ้าไม่ขายทิ้ง อันนี้ตอบได้เลยครับว่า ถ้าคุณจะลงทุนระยะยาว การได้ปันผลออกมานั้น ภาระแรกคือการ “เสียภาษี”และภาระต่อมาคือ ต้นทุนการถือเงินสด เพราะถ้าจะบอกว่าได้กำไรเป็นเงินสดมาพักไว้ก่อน ก็ต้องไม่ลืมว่าการถือเงินสดเอาไว้ยาว ๆ ก็จะเกิดปัญหาตามมาอีกมาก เช่น

ปัญหาประการแรกคือประเด็น Cash Drag เพราะโดยปกติถ้าเงินมันอยู่ในกองทุน ผู้จัดการกองทุนก็จะเอากำไรไปลงทุนทบต้นได้ต่อ แต่พอมันมาอยู่ในมือเราปุ๊บ ถ้าหุ้นมันขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ คุณก็จะเสียผลกำไรไปล่ะ เพราะแทนที่จะได้ถือหุ้นกลับต้องมาถือเงินสดไว้ในมือ การกลับไปลงทุนต่อก็ทำให้ต้องซื้อหน่วยที่ราคาแพงขึ้น

ปัญหาประการที่สองคือ “การจับจังหวะลงทุน” (Market Timing) คุณก็จะไม่รู้อีกว่า ต้องกลับเข้าไปซื้อตอนไหน ต่อให้โชคดีได้เงินปันผลมาแล้วหุ้นตก นักลงทุนส่วนใหญ่ก็จะไม่มีความสามารถในการจับจังหวะลงทุนหรอกครับ มันคือเรื่องที่ยากมาก พอหุ้นตกก็ไม่กล้าลงทุนต่อ สักพักตลาดฟื้นก็ไม่แน่ใจ พอตลาดกระทิงค่อยกลับมั่นใจกลับมาซื้อ เป็นวงจรผิดพลาดแบบวัฏจักร ไปอีก แต่จะว่าไปแล้ว ปกติคนไม่เจอปัญหาข้อนี้หรอก เพราะเผลอ ๆ ได้เงินปันผลมาก็เอาไปใช้จ่ายหมดซะแล้วครับ ไม่ยอมเอากลับมาลงทุนต่อ เพราะฉะนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้างต้น ถ้าไม่จำเป็น ก็อย่าลงทุนกองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผลครับ มันจะปิดความเสี่ยงและปัญหาพวกนี้ได้

4. บทสรุปเกี่ยวกับ กองทุนปันผล

สรุปแล้ว กองทุนปันผลไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว การปล่อยให้เงินเติบโตในกองทุนที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผลย่อมดีกว่ามาก ๆ ถ้าฉุกเฉินก็ใช้วิธีขายทิ้งบางส่วนเอาเงินออกมาซะ (ไม่เสียภาษีด้วย) กองทุนแบบปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่ต้องการกระแสเงินสดเข้ามาใช้ระหว่างปี อารมณ์ประมาณว่า ตอนอายุ 50-60 ขึ้นไป มีเงินก้อน 10 ล้าน จึงซื้อไว้แล้วรอรับปันผลแต่ละปีมากกว่า ไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะลงทุนตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพื่อสะสมเงินไว้ใช้ในอนาคตครับ (และต้องไม่ลืมว่า กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ถ้ากองทุนไม่มีกำไรก็จ่ายปันผลไม่ได้)

สุดท้ายนี้ ขอให้เข้าใจให้ดีว่า ผลตอบแทนสุดท้ายที่เราจะได้รับสำคัญมาก ๆ ซึ่งผลตอบแทนที่ว่านั้น ต้องเป็นผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายและหักภาษีทั้งหมดแล้ว เรียกว่าเป็น Net Total Return (After total expenses & taxes) เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ การลงทุนอะไรที่ผลตอบแทนพอ ๆ กัน แต่มีอันหนึ่งมีค่าใช้จ่ายต่อปีต่ำและไม่มีภาระภาษีหนัก ๆ ย่อมดีกว่ามาก เราเป็นนักลงทุนต้องศึกษาให้แม่นครับ เราต้องพิสูจน์ให้ชัดก่อนที่จะเอาเงินที่หามาอย่างยากลำบากสักก้อนไปลงทุนหรือใช้วิธีลงทุนแบบไหนก็ตาม

อย่าเชื่อสิ่งที่นักลงทุนหมู่มากทำตามกัน เพราะส่วนใหญ่แล้วมันมักจะเป็นวิธีและแนวทางที่ลดทอนผลตอบแทนระยะยาวของนักลงทุนทั้งนั้น