คลังเก็บป้ายกำกับ: Fixed-Income

Index Funds 101 – กองทุนดัชนี คืออะไร?

กองทุนดัชนี (Index Funds)

กองทุนดัชนี คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนี หรือพูดอีกอย่าง มันก็คือกองทุนที่ลงทุนโดยพยายามเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่มันลงทุนตามครับ

ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีการจัดทำดัชนีที่เรียกว่า SET50 Index (หุ้น 50 ตัวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโดยมีเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย) ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายลงทุนโดยเลียนแบบ SET50 เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับดัชนีนี้ กองทุนก็จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ถูกนำมาคำนวณดัชนี ซึ่งกรณีปกตินั้นก็จะต้องลงทุนในหุ้น 50 ตัวดังกล่าวที่ประกอบขึ้นเป็นดัชนีเรียงไปตามน้ำหนักของมูลค่าหลักทรัพย์ Market Cap เพราะดัชนี SET50 เป็นดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดของหลักทรัพย์ที่เรียกว่า Market cap-weighted Index

ดังนั้น ไม่ว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอย่างไร หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยปกติกองทุนดัชนีเหล่านี้ก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามนั้นด้วย กำไรขาดทุนที่ได้รับจะต้องเหมือนกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์สูงสุด คือ เลียนแบบผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด พวกมันจึงจะต้องลงทุนตลอดเวลาเต็มอัตรา (Fully Invested) 100%[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 17.] แต่ในสภาพความเป็นจริงก็อาจจะต้องถือเงินสดนิดหน่อยไว้สำหรับคืนเงินให้คนที่ขายกองทุนครับ

เราจะเห็นได้ว่า กลยุทธ์ลงทุนของกองทุนดัชนีนั้น “เรียบง่าย” กองทุนจะทำการซื้อหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ที่ประกอบเป็นดัชนีแล้วก็ถือลงทุนไปเรื่อย ๆ (simply buy and hold the securities in a particular index)

1. ประเภทดัชนีที่ Index funds ลงทุน

กองทุนดัชนีนั้นไม่ได้มีแค่กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ถ้ามันมีดัชนีที่สามารถลงทุนตามได้ กองทุนดัชนีก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นนอกจากกองทุนหุ้นแล้ว ก็จะมีกองทุนดัชนีตราสารหนี้ กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ที่ฮิตสุดก็คือกองทุนดัชนีหุ้นครับ ที่ดัง ๆ ระดับโลกก็เช่น กองทุนดัชนี S&P500 Index ของสหรัฐ กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น

กองทุนดัชนีนั้นจะไม่มีการพยายามทำผลตอบแทนให้เกินดัชนีที่มันเลียนแบบ ไม่มีการพยายามหาหลักทรัพย์ที่ชนะในอนาคต ดัชนีประกอบด้วยหุ้นอะไรก็จะต้องซื้อหลักทรัพย์หรือหุ้นตามดัชนีและถือครองตลอดเวลาไปตามนั้น มันจะต้องมั่นคงในนโยบายลงทุนเลียนแบบและกำจัดความคิดที่จะชนะตลาดหรือดัชนีไปซะ

เพราะเหตุนี้กองทุนดัชนีจึงไม่ต้องจ้างนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนเป็นโหล ๆ มานั่งวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกหุ้นหรือพยายามหาวิธีทำผลตอบแทนให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาดหรือดัชนี ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของกองทุนดัชนีจึง ต่ำกว่า กองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาคัดเลือกหลักทรัพย์หรือหุ้นเพื่อให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Actively Managed Funds)

และในเมื่อกองทุนดัชนีมันพยายามเลียนแบบดัชนี ผลตอบแทนรวมที่มันจะได้รับก็จะต้องเท่ากับดัชนีดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Returns) หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับจริง ๆ จากการลงทุนจะต้องหัก ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม ออกไป เหลือเท่าไหร่ก็จะเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ที่นักลงทุนได้รับเข้ากระเป๋าจริง ๆ

ดังนั้น วิธีเลือกกองทุนดัชนีที่ลงทุนในดัชนีเดียวกัน ถ้าทุกอย่างเหมือนกันหมด ตัวเดียวที่จะทำให้ผลตอบแทนคุณหายไป คือ ค่าใช้จ่าย! นักลงทุนที่ชาญฉลาดจึงควรที่จะต้องเลือก กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด (Lowest-cost)

เพราะฉะนั้นสำคัญมาก เวลาลงทุนกองทุนดัชนี เราจะต้องเอาหลักการสำคัญที่เป็นหัวใจไปทั้ง 2 อย่าง คือ การลงทุนในกองทุนดัชนี และกองทุนดัชนีที่ลงทุนนั้นจะต้องมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดด้วย

2. ประโยชน์ของ Index funds 

I. ค่าใช้จ่าย—Costs

นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสุด ๆ ในการลงทุน คือ โดยปกตินั้น กองทุนดัชนีจะมี “ค่าใช้จ่ายรวม” (total expenses or costs) ที่ถูกและต่ำกว่ากองทุนแบบบริหารจัดการทั้งหลาย ทำให้โดยปกติในระยะยาวกองทุนดัชนีสามารถทำผลตอบแทนได้เหนือกว่าผลตอบแทนของกองทุนแบบบริหารคัดเลือกหุ้นที่พยายามจะเอาชนะตลาดหรือดัชนีชี้วัด[1. ibid., 24.]

และในวงการลงทุนนั้น เพียงแค่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เงินที่ประหยัดได้ก็คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ เพราะในการลงทุนย่อมต้องถือว่า การไม่จ่ายออกไปคือการได้รับกลับมาครับ

คุณอย่าไปเชื่อการกล่าวอ้างของกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายแพง ๆ ยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะเท่าไหร่ มันยิ่งกลืนกินผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคต เนื่องจากว่าสิ่งที่ส่งผลกระทบมากอันดับต้น ๆ ต่อผลตอบแทนที่คุณจะได้คือ “ค่าใช้จ่าย” ครับ (Cost is matter!!)

ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจะประสบความสำเร็จในการลงทุนหรือจะล้มเหลวในการลงทุน รวมไปถึงผลตอบแทนในอนาคตที่นักลงทุนจะได้รับนั้นจะเป็นผลตอบแทนที่ดีหรือผลตอบแทนที่แย่และเลวร้าย ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่สำคัญมากนั่นก็คือ ค่าใช้จ่าย (costs)[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 45.]

อ่านเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่าย — ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม และ ผลกระทบจากค่าใช้จ่าย

II. ผลตอบแทน—Returns

เนื่องจากกองทุนพยายามเลียนแบบดัชนีชี้วัด เพราะฉะนั้นในระยะยาว ผลตอบแทนนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนดัชนีก็ควรจะใกล้เคียงผลตอบแทนของดัชนีดังกล่าวครับ เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET) ก็ควรจะได้ผลตอบแทนระยะยาวเท่ากับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทย (ซึ่งจะมาจากส่วนต่างราคาและเงินปันผลทบต้น) แต่คุณจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าเพราะตัวดัชนีนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่กองทุนนั้นมี ซึ่งช่องว่างส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนของดัชนีอ้างอิงกับกองทุนดัชนีจะถูกเรียกว่า “Tracking Error”[1. Ferri, All About Index Funds, 17.]

แต่เชื่อไหมครับระยะยาวนั้นผลตอบแทนของดัชนีและกองทุนดัชนีกลับสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนบริหารจัดการ (actively managed funds or active funds)[1. ibid., 23.] หรือแม้กระทั่งผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนเอง ยิ่งระยะเวลานานเท่าไหร่ยิ่งมีกองทุนรวมแบบบริหารจัดการคัดเลือกหุ้นน้อยมาก ๆ ที่จะทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนี และยิ่งน้อยลงเข้าไปอีกสำหรับกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่าดัชนีและทำได้มากกว่าอย่างสม่ำเสมอ

ความน่าจะเป็นของโอกาสที่จะมีผลตอบแทนในอนาคตสูงจึงอาจเรียงลำดับผลตอบแทนที่สูงไปหาต่ำได้ว่า ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น > ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ > ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมแบบบริหารจัดการ (โดยเฉพาะที่มีค่าใช้จ่ายสูง ๆ) และ ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนคัดเลือกหุ้นเอง (ส่วนใหญ่)

แม้ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจะไม่ใช่ผลตอบแทนที่สูงที่สุด เป็นแค่เพียงผลตอบแทนของค่าเฉลี่ยหรือผลตอบแทนของตลาดหุ้น (ที่ลดลงมาเพราะหักค่าใช้จ่ายบางส่วน) แต่กลับกลายเป็นว่า ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีเหล่านี้กลับมากกว่าผลตอบแทนของนักลงทุนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นไม่ว่าจะนักลงทุนรายย่อยหรือสถาบัน

และนอกจากนี้ ปกติแล้วกองทุนดัชนีจะลงทุนเต็มอัตรา (fully invested) จึงไม่มีผลตอบแทนที่หายไปจากการถือเงินสดไว้ (no cash-drag) เหมือนดังกองทุนบริหารจัดการทั้งหลายและนักลงทุนส่วนใหญ่ที่พยายามจับจังหวะลงทุนถือเงินสดไว้ในมือ

ในขณะที่กองทุนแบบบริหารจัดการพยายามที่จะจับจังหวะลงทุน พวกเขาจึงต้องถือเงินสดไว้บางส่วนตลอดเวลา กองทุนบริหารในระยะยาวจึงมีผลตอบแทนที่ลดน้อยลงไปอีกจากต้นทุนการถือเงินสด เพราะเงินสดแทบจะไม่มีผลตอบแทนหรือผลตอบแทนน้อยกว่าการถือหุ้น(หรือหลักทรัพย์อื่น)อย่างมาก และพวกเขามักจะทำผิดพลาดเสมอ ชอบที่จะมีเงินสดไว้ในมือเยอะ ๆ ตอนที่หุ้นมีราคาถูกและไม่ยอมซื้อหุ้น ซึ่งในทางกลับกัน กองทุนพวกนี้จะมีหุ้นเยอะเต็มพอร์ตตอนที่หุ้นอยู่ในจุดกำลังจะถล่ม[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 33.]

III. ความเสี่ยง—Risks

กองทุนดัชนีเป็นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (well-diversified) เนื่องจากปกติดัชนีจะประกอบด้วยหลักทรัพย์จำนวนมาก ทำให้กองทุนลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เช่น ดัชนี SET50 หรือ SET100 อาจจะลงทุนในหุ้น 50-100 ตัว ความเสี่ยงจึงถูกกระจายออกไป ความเสี่ยงเดียวที่จะเหลืออยู่คือความเสี่ยงที่เท่ากับตลาด (market risk or systematic risk) นั่นคือ ถ้าดัชนีตกลงมา กองทุนดัชนีของคุณก็จะตกลงมาพอกันและขาดทุนตามนั้น เนื่องจากการกระจายความเสี่ยงของหุ้นไม่ได้ปกป้องคุณจากการที่ตลาดหุ้นตก การขาดทุนในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือจากความผันผวนขึ้นลงของตลาดหุ้นในระยะสั้นแต่อย่างใด

หากแต่ความเสี่ยงประเภทถือหลักทรัพย์หรือหุ้นไม่กี่ตัวแล้วมันมีปัญหาจนกระทบเงินทั้งหมดอย่างหนักจะไม่เกิดขึ้นสำหรับผู้ที่ลงทุนในกองทุนดัชนี ซึ่งความเสี่ยงประเภทนี้เป็นความเสี่ยงที่ไม่ใช่ความเสี่ยงระดับตลาด (non-market risk or unsystematic risk) นักลงทุนที่คัดเลือกหุ้นลงทุนเอง หรือถือกองทุนรวมที่เป็นแบบบริหารจัดการคัดเลือกหลักทรัพย์ จึงต้องแบกรับความเสี่ยงของหุ้นรายตัวหรืออุตสาหกรรมที่เน้นลงทุน เช่น ความเสี่ยงจากการบริหารจัดการของบริษัทไม่ดี ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรมที่ซบเซา และความเสี่ยงอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับการถือหุ้นไม่กี่ตัว หรือถือหุ้นไม่ครบทั้งตลาดเหมือนดัชนีที่กระจายฐานกว้าง (broad-based index)

การกระจายความเสี่ยงที่กองทุนดัชนีมอบให้จึงลดความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (unsystematic risk) ทิ้งไป เหลือไว้แต่ความเสี่ยงที่เป็นระบบหรือความเสี่ยงตลาดอย่างเดียว ซึ่งความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบที่ถูกกำจัดทิ้งโดยเฉพาะความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว อันนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเองและผู้จัดการกองทุนจะต้องเผชิญว่า บริษัทที่พวกเขาซื้อหุ้นลงทุนจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง เช่น ผลกระทบจากคดีความ ผลกระทบจากคณะกรรมการและผู้บริหารดำเนินงานผิดพลาด ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นความเสี่ยงที่สร้างความปวดหัวและจะต้องมานั่งเสียเวลาหาทางบริหารจัดการและวิเคราะห์มัน

ความเสี่ยงอีกอย่างที่กองทุนดัชนีกำจัดทิ้งได้ คือ Management Risk ซึ่งเป็นความเสี่ยงอันเนื่องมาจากนโยบายและวิธีการลงทุน ความเสี่ยงเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้จัดการกองทุน หรือความเสี่ยงที่ฝีมือของกองทุนหดหายหรือด้อยลงด้วยสาเหตุใดก็ตาม เพราะกองทุนดัชนีมีโนบายลงทุนคงที่ตลอดเวลา (consistent strategy) โดยมันต้องลงทุนเลียนแบบดัชนีไปเรื่อย ๆ จึงหมดปัญหาความเสี่ยงที่ว่า วันดีคืนดีกองทุนจะเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์อื่นลงทุน หรือความไม่เสถียรจากฝีมือใด ๆ ของผู้จัดการกองทุน หรือบางทีไม่ต้องภาวนาว่าดวงและโชคดีของผู้จัดการกองทุนจะยังมีตลอดไปในอนาคตหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ กองทุนดัชนีที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดีจึงกำจัดทิ้งทั้งความเสี่ยงในการเลือกหุ้นหรือหลักทรัพย์รายตัว ความเสี่ยงในการเลือกผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงในการเลือกสไตล์และวิธีลงทุน คงเหลือไว้ก็แต่ความเสี่ยงระดับตลาดหรือความเสี่ยงที่เป็นระบบ[1. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing, 211.] ซึ่งแค่ความเสี่ยงนี้อย่างเดียวก็หนักหนาและพอแล้วสำหรับการลงทุน

อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเสี่ยง — ความเสี่ยง (risks)

IV. เวลา—Time

อันนี้เป็นการผสานกันของข้อดีข้างบนจนได้ตัวนี้ครับ เนื่องจากกองทุนดัชนีมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำทำให้ผลตอบแทนในอนาคตหลังหักค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น และจากงานวิจัยจำนวนมากก็พบว่า ผลตอบแทนของพวกมันมากกว่ากองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed funds) ทั้งหลาย

อีกทั้งนโยบายการลงทุนก็คงที่ ทำให้มันเหมาะอย่างมากที่จะลงทุนระยะยาวโดยได้รับผลตอบแทนทบต้นตามที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์ดังกล่าวที่มันหรือดัชนีเลียนแบบ คุณจึงสามารถใช้กองทุนดัชนีเป็นเครื่องมือในการลงทุนโดยยึดเป็นแกนหลักของพอร์ตลงทุนระยะยาวได้เลย (Core or Long-Term investment)

เนื่องจากกองทุนดัชนีมันเลียนแบบดัชนี คุณจึงไม่มีภาระหน้าที่หรือต้องใช้เวลามานั่งติดตามว่ากองทุนจะลงทุนอะไร กองทุนจะไปทำอะไรแปลก ๆ หรือเปล่า อีกทั้งการติดตามก็ทำได้ง่าย เพราะมันเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด ถ้าสมมติตลาดหุ้นตกหนัก คุณอนุมานได้เลยว่า กองทุนของคุณต้องตกลงมาพอกัน ซึ่งในบางครั้งที่ตลาดหุ้นตกหนักมากคุณอาจลงทุนเพิ่มเป็นพิเศษได้

และรูปแบบของกองทุนดัชนีก็เป็นการลงทุนที่ “เรียบง่าย” คุณจึงสามารถนำเวลาอันมีค่าไปทำอย่างอื่นที่สำคัญในชีวิตได้โดยไม่ต้องมานั่งติดตามอะไรมันมาก แค่ทำตามวินัยและอดทนตามแผนลงทุนที่กำหนดไว้พอ เหมือนที่ Warren Buffett เคยพูดอย่างเห็นภาพไว้ว่า ลงทุนประจำในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำ ไม่ลงทุนหนักครั้งเดียว ลงทุนไปเรื่อย ๆ ลืมมันไปซะแล้วก็กลับไปทำงาน (Forget it and go back to work.)

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยใช้กองทุนดัชนีกับทุกสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่น กองทุนดัชนีหุ้น กองทุนดัชนีตราสารหนี้ โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงจากการหักเหผลตอบแทน เพราะไม่ใช่กองทุนบริหารจัดการที่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้จัดการกองทุน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณต้องการลงทุนหุ้น 90% ตราสารหนี้ 10% คุณก็แค่ซื้อกองทุนดัชนีหุ้น 90% กองทุนดัชนีตราสารหนี้ 10% ในขณะที่กองทุนบริหารจัดการนั้น โดยปกติคุณจะต้องเผชิญกับการถือเงินสดจับจังหวะของผู้จัดการกองทุน นั่นเท่ากับว่า มีโอกาสที่สัดส่วนการลงทุนของคุณจะเพี้ยนได้ สมมติกองทุนถือเงินสด 10% สัดส่วนที่คุณลงทุนหุ้นจริงก็จะลดจาก 90% ของสินทรัพย์ในพอร์ตลงทุนของคุณ ลงมาเหลือเพียง 81% เท่านั้น กลายเป็นว่าคุณมีสัดส่วนเงินลงทุนในตราสารหนี้ขยับขึ้นเป็น 19% ไปซะงั้น ผลตอบแทนที่คาดหวังในอนาคตจึงไม่เป็นไปตามที่คุณตั้งใจและวางแผนไว้

ดังนั้น คุณสามารถสร้างตะกร้าลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแท้ ๆ จากการผสมกันของทรัพย์สินต่าง ๆ อย่างใกล้เคียงที่สุด โดยการลงทุนแต่ละสินทรัพย์นั้นในกองทุนดัชนีครับ

3. ข้อเสียของกองทุนดัชนี

กองทุนดัชนีมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสียข้อด้อยครับ คือ อย่างแรก “มันน่าเบื่อ” คุณจะไปพูดคุยความหวือหวาไม่ได้เลย เพราะมันก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของผลตอบแทนหุ้นครับ ไม่มีการลงทุนในหุ้นหรืออุตสาหกรรมร้อนแรง (แต่ระยะยาวพวกนี้กลับเป็นข้อดีนะครับ) และคุณจะไม่สามารถอ้างได้ว่า คุณได้ถือกองทุนที่ผลตอบแทนดีเยี่ยมที่สุด เพราะทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนร้อนแรงหรือกองทุนดาวรุ่งที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติครับ เสียเวลาที่จะมานั่งงมหา[1. Ferri, All About Index Funds, 37.] มองผ่านมันไปซะ

หากแต่อย่างไรก็ดี การจะหาว่าใครหรือกองทุนกองไหนจะชนะกองทุนดัชนีในอีก 20-40 ปีข้างหน้า คุณจะตอบไม่ได้เลย มันจึงเป็นความฉูดฉาดในช่วงเวลาสั้น ๆ เพราะในโลกของกองทุนรวมนั้น การพยายามหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดมักจะนำไปสู่ผลตอบแทนต่ำเตี้ยเรี่ยดินในอนาคตครับ และการดูผลตอบแทนย้อนหลังก็ไม่ช่วยนักลงทุนทำนายอนาคตได้แต่อย่างใด

Searching for superior active funds is an inferior strategy. — Richard A. Ferri

ข้อเสียต่อมาคือ เนื่องจากมันต้องถือสินทรัพย์เต็มที่ตลอดเวลา เวลาดัชนีที่มันเลียนแบบ เช่น ดัชนีตลาดหุ้นตกหรือร่วงแรง กองทุนดัชนีก็จะตกลงมาด้วยพอ ๆ กัน จึงไม่เหมือนกองทุนแบบบริหารจัดการที่อาจจะถือเงินสดลดแรงกระแทกได้ แต่จะบอกว่าในระยะยาวกลยุทธ์ถือเงินสดของกองทุนบริหารจัดการดังว่านั้น ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ในระยะยาวได้หรอกครับ เพราะพวกเขามักจะจับจังหวะช้าไปหนึ่งจังหวะเสมอ การถือเงินสดจึงเป็นกลยุทธ์ด้อยของกองทุนแบบ Actively Managed Funds อย่างหนึ่ง

ในความเป็นจริง กองทุนรวมเหล่านี้มักจะถือเงินสดมากตอนที่ตลาดหุ้นตกหนักมาแล้วและถือเงินสดน้อยนิดตอนที่ตลาดหุ้นอยู่ยอดดอย เช่น ตอนก่อนปี 1973-1974 ซึ่งตลาดหุ้นกำลังจะถล่มหนัก กองทุนรวมโดยเฉลี่ยถือเงินสดแค่ 4% ของสินทรัพย์ (ถือหุ้น 96%) แต่ในทางตรงกันข้ามพอตลาดหุ้นตกมาหนักแล้วแทนที่กองทุนจะซื้อหุ้น กองทุนก็ถือเงินสดในสัดส่วน 12% ของสินทรัพย์แทน[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 173.]

สาเหตุก็เพราะการพยายามจับจังหวะลงทุน (Market Timing) มันเหมือนการทอยเหรียญ คุณต้องถือเงินสดในขั้นต้นคือทายถูกว่าตลาดหุ้นจะร่วงไปอีก และคุณต้องทายถูกอีกรอบว่าคุณจะต้องกลับมาซื้อตอนไหน เพราะถ้าตลาดฟื้นขึ้นมา แล้วกองทุนบริหารจัดการไม่มีหุ้น ผลตอบแทนก็จะถูกหักล้างจากการถือเงินสดและผลตอบแทนระยะยาวก็จะน้อยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศรวมถึงจากในอดีตของไทย ปกติพวกเขาก็จับจังหวะพลาดแบบนั้นกันเป็นปกติอยู่แล้ว

4. Index Funds : บทสรุป

ด้วยเหตุนี้ สำหรับนักลงทุนทั่วไป กองทุนดัชนีค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่ดีลำดับต้น ๆ ในการลงทุนแล้วครับ Warren Buffett ซึ่งเป็นนักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้แนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เพราะระยะยาวแล้ว การลงทุนในกองทุนประเภทนี้ จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนมากกว่านักลงทุนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยด้วยกัน หรือแม้กระทั่งมากกว่านักลงทุนสถาบันผู้เชี่ยวชาญทั้งหลาย 😍

“Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Warren Buffett from 1996 letter to shareholders

บทความอ่านประกอบเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจ

(1) ประวัติศาสตร์กองทุนดัชนี

(2) กองทุนดัชนีในไทย

(3) กองทุนดัชนี กับคำแนะนำของกูรู

(4) ข้อคิดจากรายงานผู้ถือหุ้นของ Buffett

(5) เชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(6) การเลือกกองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลัง

กองทุนดัชนี คืออะไร

กองทุนดัชนี (Index Funds) ก็คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ประกอบกันเป็นดัชนี หรือพูดอีกอย่าง มันก็คือกองทุนที่ลงทุนโดยพยายามเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีที่มันลงทุนตามครับ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จะมีการจัดทำดัชนีที่เรียกว่า SET50 Index (หุ้น 50 ตัวที่ใหญ่ที่สุดของตลาดโดยมีเงื่อนไขอื่นอีกนิดหน่อย) ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายลงทุนโดยเลียนแบบ SET50 เพื่อที่จะให้ผลตอบแทนเท่ากับดัชนีนี้ กองทุนก็จะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่ถูกนำมาคำนวณดัชนี ซึ่งกรณีปกตินั้นก็จะต้องลงทุนในหุ้น 50 ตัวดังกล่าว ดังนั้นไม่ว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวอย่างไร หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยปกติกองทุนเหล่านี้ก็จะต้องเคลื่อนไหวไปตามนั้นด้วย กำไรขาดทุนเหมือนกัน เนื่องจากวัตถุประสงค์สูงสุดคือ เลียนแบบผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีมากที่สุด พวกมันจึงจะต้องลงทุนตลอดเวลาเต็มอัตรา (Fully Invested) แต่เรื่องจริงก็อาจจะต้องถือเงินสดนิดหน่อยไว้สำหรับคืนเงินให้คนที่ขายกองทุนครับ เราจะเห็นว่ากลยุทธ์ลงทุนของกองทุนดัชนีนั้น “เรียบง่าย” กองทุนจะทำการซื้อหลักทรัพย์(เช่น หุ้น)ที่ประกอบเป็นดัชนีแล้วก็ถือลงทุนไปเรื่อยๆ—Simply buy and hold the securities in a particular index

กองทุนดัชนีนั้นไม่ได้มีแค่กองทุนที่ลงทุนในดัชนีหุ้นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ประเภทใด ถ้ามันมีดัชนีที่สามารถลงทุนตามได้ กองทุนดัชนีก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นนอกจากกองทุนหุ้นแล้ว ก็จะมีกองทุนดัชนีตราสารหนี้, กองทุนดัชนีอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ แต่ที่ฮิตสุดคือกองทุนดัชนีหุ้นครับ ที่ดังๆระดับโลก ก็เช่น กองทุนดัชนี S&P500 Index ของสหรัฐ, กองทุนดัชนี Nikkei225 ของญี่ปุ่น, หรือกองทุนดัชนี Euro Stoxx600 ของยุโรป เป็นต้น

กองทุนดัชนีนั้นจะไม่มีการพยายามทำผลตอบแทนให้เกินดัชนีที่มันเลียนแบบ ไม่มีการพยายามหาหลักทรัพย์ที่ชนะในอนาคต ดัชนีประกอบด้วยหุ้นอะไรก็จะต้องซื้อและถือไปตามนั้น มันจะต้องมั่นคงในนโยบาย และเพราะเหตุนี้มันไม่ต้องจ้างนักวิเคราะห์หรือผู้จัดการกองทุนเป็นโหลๆมานั่งวิเคราะห์ให้ได้ผลตอบแทนมากกว่าตลาด ดังนั้น ค่าใช้จ่ายของกองทุนดัชนีจึง ต่ำกว่า กองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาหาผลตอบแทนให้ได้สูงกว่าดัชนีชี้วัด (Actively Managed or Active Funds) และเพราะเหตุนี้ในเมื่อมันพยายามเลียนแบบดัชนี ผลตอบแทนรวมที่มันจะได้ก็จะต้องเท่ากับดัชนีดังกล่าวเป็นผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Return) แต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้จริงๆจะต้องหัก ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม เหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) ดังนั้นวิธีเลือกกองทุนดัชนีที่ลงทุนในดัชนีเดียวกัน ถ้าทุกอย่างเหมือนกันหมด ตัวเดียวที่จะทำให้ผลตอบแทนคุณหายไปคือค่าใช้จ่าย ดังนั้นจงเลือก กองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด (Lowest-cost) เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนคุณต้องเอาไป 2 อย่าง คือ กองทุนดัชนี และกองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุดด้วย



ข้อดีของกองทุนดัชนี

(1) ค่าใช้จ่าย—Costs

นี่คือข้อดีที่สำคัญที่สุดและเป็นสิ่งที่ดีเยี่ยมสุดๆในการลงทุน คือ โดยปกตินั้นกองทุนดัชนีจะมี “ค่าใช้จ่ายรวม” ที่ถูกและต่ำกว่ากองทุนแบบบริหารทั้งหลาย และในวงการลงทุนนั้น เพียงแค่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เงินที่ประหยัดได้ก็คือผลตอบแทนที่คุณจะได้รับ ในการลงทุนนั้นการไม่จ่ายออกไปคือการได้รับกลับมาครับ คุณอย่าไปเชื่อการกล่าวอ้างของกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายแพงๆ ยิ่งค่าใช้จ่ายเยอะเท่าไหร่ มันยิ่งกลืนกินผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคต  ในวงการลงทุนนั้น Cost is Matter สิ่งที่ส่งผลกระทบมากอันดับต้นๆต่อผลตอบแทนที่คุณจะได้คือ “ค่าใช้จ่าย” ครับ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องค่าใช้จ่าย — ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม, ผลกระทบจากค่าใช้จ่าย

(2) ผลตอบแทน—Returns

เนื่องจากกองทุนพยายามเลียนแบบดัชนีชี้วัด เพราะฉะนั้นในระยะยาวผลตอบแทนคุณก็ควรจะใกล้เคียงผลตอบแทนของดัชนีดังกล่าวครับ เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนีตลาดหุ้นไทย ก็ควรจะได้ผลตอบแทนระยะยาวเท่ากับตลาดหุ้นไทย(ซึ่งจะมาจากส่วนต่างราคาและเงินปันผลทบต้น) แต่คุณอาจจะได้น้อยกว่าเพราะดัชนีนั้นไม่มีค่าใช้จ่ายแต่กองทุนนั้นมี แต่เชื่อไหมครับระยะยาวนั้นผลตอบแทนของดัชนีกลับสูงกว่าผลตอบแทนของกองทุนบริหารหรือแม้กระทั่งผลตอบแทนของนักลงทุนที่ลงทุนเอง ยิ่งระยะเวลานานเท่าไหร่ยิ่งมีกองทุนรวมแบบบริหารน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีและมากกว่าอย่างสม่ำเสมอ ผลตอบแทนของกองทุนดัชนีจึงไม่ใช่ผลตอบแทนของค่าเฉลี่ยแต่กลายเป็นผลตอบแทนที่มากกว่านักลงทุนส่วนใหญ่ของตลาดหุ้นไม่ว่าจะรายย่อยหรือสถาบัน และคุณยังได้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีอย่างมาก เนื่องจากอย่างที่บอก ว่าปกติกองทุนดัชนีจะลงทุนเต็มอัตราจึงไม่มีผลตอบแทนที่หายไปจากการถือเงินสดไว้ (no cash-drag) ในขณะที่กองทุนแบบบริหารพยายามที่จะจับจังหวะลงทุน พวกเขาจึงต้องถือเงินสดไว้บางส่วนตลอดเวลา ในระยะยาวผลตอบแทนก็จะลดน้อยลงไปอีกจากต้นทุนการถือเงินสด ซึ่งแทบจะไม่มีผลตอบแทนหรือผลตอบแทนน้อยกว่าการถือหุ้น(หรือหลักทรัพย์)อย่างมาก

(3) ความเสี่ยง—Risks

กองทุนดัชนีเป็นกองทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างดี (well-diversified) เนื่องจากปกติดัชนีจะประกอบด้วยหลักทรัพย์จำนวนมาก ทำให้กองทุนลงทุนในหลักทรัพย์หลายตัว เช่น อาจจะลงทุนในหุ้น 50-100 ตัว ความเสี่ยงจึงถูกกระจายออกไป ความเสี่ยงเดียวที่จะเหลืออยู่คือความเสี่ยงที่เท่ากับตลาด นั่นคือถ้าดัชนีตกลงมา กองทุนดัชนีของคุณก็จะขาดทุนตามนั้น แต่ความเสี่ยงประเภทถือหลักทรัพย์หรือหุ้นไม่กี่ตัวแล้วมันมีปัญหาจนกระทบเงินทั้งหมดอย่างหนักจะไม่เกิดขึ้นเพราะแต่ละตัวจะมีน้ำหนักลงทุนไม่มากเมื่อเทียบกับทั้งพอร์ตกองทุนรวม

ความเสี่ยงอีกอย่างที่กองทุนดัชนีกำจัดทิ้งได้ คือ Management-Risk จะไม่มีการเปลี่ยนนโยบายลงทุน เปลี่ยนผู้จัดการกองทุน หรือฝีมือของกองทุนหดหายลงด้วยสาเหตุใด เพราะกองทุนดัชนีมีโนบายลงทุนคงที่ตลอดเวลา (consistent strategy) มันต้องเลียนแบบดัชนีไปเรื่อยๆครับ หมดปัญหาความเสี่ยงว่าวันดีคืนดีกองทุนจะเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์อื่นลงทุนหรือความไม่เสถียรจากฝีมือใดๆ

อ่านเพิ่มเติมเรื่องความเสี่ยง — ความเสี่ยง (risks)

(4) เวลา—Time

อันนี้เป็นการผสานกันของข้อดีข้างบนจนได้ตัวนี้ครับ เนื่องจากกองทุนดัชนีมีค่าใช้จ่ายรวมที่ต่ำทำให้ผลตอบแทนในอนาคตหลังหักค่าใช้จ่ายจะใกล้เคียงกับผลตอบแทนตลาดหุ้น และจากงานวิจัยจำนวนมาก ก็พบว่าผลตอบแทนของพวกมันมากกว่ากองทุนแบบบริหารทั้งหลาย อีกทั้งนโยบายการลงทุนก็คงที่ ทำให้มันเหมาะอย่างมากที่จะลงทุนระยะยาวโดยได้รับผลตอบแทนทบต้นตามที่ควรจะเป็นของสินทรัพย์ดังกล่าว คุณจึงสามารถใช้มันเป็นเครื่องมือในการลงทุนเป็นแกนหลักของพอร์ตลงทุนระยะยาว (Core; Long-Term investment)

เนื่องจากมันเลียนแบบดัชนี คุณจึงไม่มีภาระหน้าที่หรือต้องใช้เวลามากมานั่งติดตามว่ากองทุนจะลงทุนอะไร กองทุนจะไปทำอะไรแปลกๆหรือเปล่า อีกทั้งการติดตามก็ทำได้ง่าย เพราะมันเคลื่อนไหวตามดัชนีชี้วัด ถ้าสมมติตลาดหุ้นตกหนัก คุณอนุมานได้เลยว่ากองทุนของคุณต้องตกลงมาพอกัน ก็สามารถลงทุนเพิ่มได้ และรูปแบบของกองทุนดัชนีก็เป็นการลงทุนที่ “เรียบง่าย” คุณจึงสามารถนำเวลาอันมีค่าไปทำอย่างอื่นที่สำคัญในชีวิตได้โดยไม่ต้องมานั่งติดตามอะไรมันมาก แค่ทำตามวินัยและอดทนตามแผนลงทุนที่กำหนดไว้พอ

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งคือ คุณสามารถจัดพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้ โดยใช้กองทุนดัชนีกับทุกสินทรัพย์ที่เราลงทุน เช่น กองทุนดัชนีหุ้น, กองทุนดัชนีตราสารหนี้ โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงจากการหักเหผลตอบแทน(เพราะไม่ใช่กองทุนบริหารที่ต้องขึ้นอยู่กับฝีมือ) ดังนั้นคุณสามารถสร้างตะกร้าลงทุนที่ได้ผลตอบแทนแท้ๆ(รวมถึงความเสี่ยงด้วย) จากการผสมกันของทรัพย์สินต่างๆอย่างใกล้เคียงที่สุดครับ


ข้อเสียของกองทุนดัชนี

กองทุนดัชนีมีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ข้อด้อยครับ คือ อย่างแรก “มันน่าเบื่อ” คุณจะไปพูดคุยความหวือหวาไม่ได้เลย เพราะมันก็เคลื่อนไหวไปตามธรรมชาติของผลตอบแทนหุ้นครับ, ไม่มีการลงทุนร้อนแรง (แต่ระยะยาวพวกนี้กลับเป็นข้อดีนะครับ) และคุณจะไม่สามารถอ้างได้ว่าได้ถือกองทุนที่ผลตอบแทนดีเยี่ยมที่สุด เพราะทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนร้อนแรงหรือกองทุนดาวรุ่งที่ทำผลตอบแทนได้มากกว่ากองทุนดัชนีอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติครับ แต่การจะหาว่าใครจะชนะกองทุนดัชนีในอีก 20-40 ปีข้างหน้า คุณจะตอบไม่ได้เลย มันจึงเป็นความฉูดฉาดในช่วงเวลาสั้นๆ เพราะในโลกของกองทุนรวมนั้นการพยายามหากองทุนที่ทำผลตอบแทนได้สูงสุดมักจะนำไปสู่ผลตอบแทนต่ำๆในอนาคตครับ (Searching for superior active funds is an inferior strategy.—Richard A. Ferri)

ข้อเสียต่อมาคือ เนื่องจากมันถือสินทรัพย์ตลอดเวลา เวลาดัชนีดังกล่าวตกหรือร่วงแรงมันก็จะตกลงมาด้วยพอๆกัน จึงไม่เหมือนกองทุนแบบบริหารที่อาจจะถือเงินสดลดแรงกระแทกได้ แต่จะบอกว่าในระยะยาวกลยุทธ์ถือเงินสดของกองทุนดังว่านั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงๆในระยะยาวได้หรอกครับ เพราะพวกเขามักจะจับจังหวะช้าไปหนึ่งจังหวะ มันเหมือนการทอยเหรียญ คุณต้องถือเงินสดคือทายถูกว่าตลาดหุ้นจะร่วงไปอีก และคุณต้องทายถูกอีกรอบว่าคุณจะต้องกลับมาซื้อตอนไหน เพราะถ้าตลาดฟื้นขึ้นมา แล้วกองทุนบริหารไม่มีหุ้น ผลตอบแทนก็จะถูกหักล้างและน้อยลงไปเอง (ซึ่งจากงานวิจัยในต่างประเทศรวมถึงจากในอดีตของไทย ปกติพวกเขาก็เป็นแบบนั้นอยู่แล้ว)


สำหรับนักลงทุนทั่วไปนั้น กองทุนดัชนีค่อนข้างเป็นตัวเลือกที่ดีลำดับต้นๆในการลงทุนแล้วครับ Warren Buffett ซึ่งเป็นนักลงทุนเอกคนหนึ่งของโลกได้แนะนำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ ระยะยาวการลงทุนในกองทุนประเภทนี้จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนมากกว่านักลงทุนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อยด้วยกันหรือแม้กระทั่งมากกว่านักลงทุนสถาบันผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายครับ

“Let me add a few thoughts about your own investments. Most investors, both institutional and individual, will find that the best way to own common stocks is through an index fund that charges minimal fees. Those following this path are sure to beat the net results (after fees and expenses) delivered by the great majority of investment professionals.” — Buffett, 1996 letter to shareholders


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติมเพื่อความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง

กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น (short-term bond)

บทความนี้เรามาคุยกันถึงกองทุนพักเงินที่เรียกว่า กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น” — Short-term Bond กันดีกว่า พิเศษหน่อยคือผมจะพูดถึงกองทุนพวกนี้ที่ผมลงทุนเองอยู่และประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

1. กองทุนตราสารหนี้ – ระยะสั้น

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ โดยมีอายุตราสารเฉลี่ยประมาณ 1.0-1.5 ปี ตราสารพวกนี้ก็จะหมดอายุแล้วก็คืนเงินต้น ปกติจะดำรงรักษา duration ของพอร์ตที่เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 1.0-1.5 มันก็คล้าย ๆ กับ กองทุนตลาดเงิน — MMF เวอร์ชั่นพัฒนาขึ้นมานั่นเองครับ

หากแต่จริง ๆ แล้วมันคือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ทำให้สามารถขายแล้วได้รับเงินคืนวันถัดไป (T+1) อาจจะเรียกมันว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ทุกวันและปรับปรุงให้มีสภาพคล่องใกล้เคียงกับ MMF — กลายเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบ Daily Fixed (DF)

โดยปกติ กองทุนตราสารหนี้ ชนิดนี้มักจะลงทุนแกนกลางคล้ายกับ MMF แต่จะมีการผสมตราสารหนี้อายุยาวขึ้นมาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตลาดเงิน หรือมีนโยบายลงทุนที่อาจจะเปิดโอกาสให้ไปลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างขวางขึ้น เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ก็ยังจะต้องคงลักษณะบางอย่างของ MMF เอาไว้ เช่น ยังเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ยังเป็นกองทุนที่ขายวันนี้ได้รับเงินวันทำการถัดไป 

ส่วนตัวผมเองนั้น เลิกเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ไปนานมากแล้ว และเปลี่ยนมาใช้กองทุนพวกนี้เพื่อพักเงินระหว่างที่ยังไม่ได้ทำอะไรแทน ทุกวันนี้พอได้เงิน ผมก็จะค้างเงินสดไว้ในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ที่เหลือจะเอาไปซื้อกองทุนพวกนี้หมด ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการลงทุนของกองทุนพวกนี้คือ

•  ไว้พักเงินสภาพคล่อง เช่น เงินเดือนส่วนที่หักไว้เป็นเงินออม หรือรอซื้อสินทรัพย์อื่น ๆ ในอนาคต เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น

•  เก็บเผื่อไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในระยะเวลาใกล้ ๆ ที่กำลังจถึง เช่น ค่าเทอม เงินผ่อน

•  เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน **

•  เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว แต่ไม่ควรมีสัดส่วนเกิน 20% ของพอร์ต เพราะมีไว้เป็นสภาพคล่องเฉย ๆ เท่านั้น

2. การเลือก กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น

สมัยแรก ๆ ผมใช้วิธีทั่วไปในการเลือกกองทุน คือ ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบผลตอบแทน กองไหนดีก็ไปเปิดบัญชีกับที่นั่น เนื่องจากผมมีบัญชีธนาคารครบเกือบทุกธนาคารจึงอิสระมาก ๆ เรียกว่ามีบัญชีกองทุนทุกเจ้า และสมัยก่อนตอนเป็นนักศึกษาจึงมีเวลาสำหรับการไปฝากไปโอนเงิน ในทางกลับกัน คนส่วนใหญ่ถ้ามาเปิดกองทุนพักเงินตอนทำงานแล้ว ก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้นกองทุนในเครือธนาคารที่ตนรับเงินเดือนหรือไปทำธุรกรรมได้สะดวก

อนึ่ง กองทุนพวกนี้จริง ๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนนะครับ แม้มันจะดูเหมือน ๆ กันก็เถอะ ผู้ให้บริการ (บลจ.และธนาคาร) หลายเจ้า มักจะมีกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้รวมกันประมาณ 2-3 กอง ถ้าแบ่งแบบง่าย ๆ ก็คือ กองที่เน้นปลอดภัยเพราะลงทุนแต่ตราสารการเงินที่รัฐบาลออกและค้ำประกัน กับ กองที่ยังปลอดภัยแต่ผสมอะไรให้มันผลตอบแทนดีขึ้น เช่น ใส่เงินฝากระยะยาว ๆ ใส่ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ระยะยาวลงไปบ้าง

อย่างที่บอกสมัยก่อนผมลงทุนโดยดูผลตอบแทนเป็นหลัก แต่หลัง ๆ นี้เรื่องกลับเปลี่ยนไป พอศึกษามากขึ้น ผมกลับสังเกตว่า พอร์ตลงทุนของกองทุนพวกนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่กองทุนถือมันก็ใกล้เคียงกัน ตัวที่จะวัดว่าใครผลตอบแทนดีไม่ดีคืออะไรรู้ไหมครับ มันก็คือ “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” นั่นเอง

ลองสมมติว่า เฉลี่ยแล้วกองทุนพวกนี้ถือตราสารทั้งหมดแล้วให้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่ากัน ซึ่งมันควรจะเป็นผลตอบแทนของคุณทั้งหมด แต่ด้วยช่วงกว้าง (range) ของค่าใช้จ่ายที่แต่ละเจ้าเรียกเก็บ มีตั้งแต่ 0.2 – 1.0% ต่อปี นั่นคือ คุณจะได้ผลตอบแทนทั้งปีประมาณ 2.0% – 2.8% ต่อปี ซึ่งมีความแตกต่างมหาศาล เนื่องมาจากโดนชาร์จเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน

สำหรับกองทุนพวกนี้แล้ว ฝีมือของผู้จัดการกองทุนส่งผลน้อยมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดจะไปโดนค่าใช้จ่ายรวมกัดกินผลตอบแทนส่วนเกินกันหมด กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดว่าผลตอบแทนสุดท้ายคุณจะได้เท่าไหร่ จึงนำมาสู่แนวทางลงทุนของผม หลักสำคัญคือดู นโยบายลงทุน คู่ไปกับ ค่าใช้จ่ายกองทุน โดยให้น้ำหนักตัวหลังเยอะกว่า

ทั้งนี้ หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ (low-cost index fund) สามารถนำมาใช้กับกองทุนตราสารหนี้ได้ หากแต่ปัญหาอย่างหนึ่งของกองทุนตราสารหนี้ในประเทศไทย คือ การไม่มีกองทุนดัชนีตราสารหนี้ (bond index funds)

อย่างไรก็ดี กองทุนตราสารหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ ก็ยังพอนำมาทดแทนกองทุนดัชนีตราสารหนี้ได้ เพราะกองทุนตราสารหนี้แบบบริหารจัดการ (Actively managed fund) ยังมีข้อดีเฉกเช่นกองทุนดัชนีตราสารหนี้ในเรื่องของการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม (broad diversification) เพราะมีการลงทุนในตราสารหนี้จำนวนมาก

ผมลองพาเดินทัวร์ทำความรู้จักกองทุนประเภทนี้ของแต่ละบลจ.หลัก ๆ ดีกว่า (บางกองอาจถูกจัดเป็นกองทุนตลาดเงินได้ แต่ผมคิดว่ามันก้ำกึ่งจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า) โดยจะคัดมาแต่กองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมต่ำ ๆ ประมาณไม่เกิน 0.4% ต่อปี เพราะฉะนั้นหลายกองจะหายไปทันที เช่น K-SF, K-SFPLUS, TMBUSG และกองทุนที่คัดมาต้องมีสภาพคล่องดี เป็นกองที่ขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) โดยดึงข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปี ซึ่งทำการรวบรวม ณ วันที่ 18/11/17

ชื่อบริษัทจัดการ: ชื่อกองทุน (ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี)

•   KTAM: KT-ST (0.30%), KTSTPLUS (0.30%), KTPLUS (0.38%)

•  KSAM: KTSMART (0.39%)

3. สรุป กองทุนตราสารหนี้ – ระยะสั้น

วิธีเลือกกองทุนพวกนี้ในปัจจุบันของผม สรุปได้เรียงตามลำดับ ดังนี้

(1) เลือกที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีต่ำสุดถ้าเป็นไปได้ จริง ๆ อยากให้เลือกกองทุนดัชนีตราสารหนี้ แต่เท่าที่รู้คือตอนนี้ในไทยยังไม่มี

(2) ประเด็นเรื่องพอร์ตลงทุนของกองทุน โดยปกติกองทุนพวกนี้จะมีนโยบายลงทุนอนุรักษ์นิยมพอสมควร ไม่มีใครอยากเสียชื่อเรื่องบริหารกองทุนตราสารหนี้ผิดพลาด ตราสารที่ลงทุนมักจะมีส่วนหนึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และมักจะมีระดับเรตติ้งที่ A แต่หากมี BBB+ เยอะ ๆ ให้ตั้งข้อสงสัยนะครับเรื่องความเสี่ยง

(3) พิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น ความสะดวกในการใช้บริการ อย่างกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของบลจ.กรุงศรี ธนชาต สามารถผูกบัญชีธนาคารได้หลากหลาย (ดูบทความนี้ประกอบ)

(4) กองทุนพวกนี้มีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่งแล้วตามที่อธิบายไปข้างบน เพราะกองทุนตราสารหนี้ที่แม้จะไม่ใช่กองทุนดัชนีก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนในตราสารหนี้หลายตัว ในหลายประเภท (พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ฯลฯ) และในหลายองค์กรผู้ออก (บริษัทเอกชน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน)

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นโดยส่วนใหญ่จึงไม่มีความแตกต่างจนเกินไปในเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่นักลงทุนอาจนั่งเปรียบเทียบดูก็ได้ครับ เพราะบางกองก็เน้นลงทุนในตราสารที่ออกโดยสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ บางกองทุนก็เน้นลงทุนในพันธบัตรของหน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย

ต้องย้ำว่า การลงทุนในกองทุนพวกนี้ยังไงก็ยังหลงเหลือความเสี่ยงครับ บทความนี้อธิบายประสบการณ์และการลงทุนส่วนตัวให้ลองไปศึกษาดู แต่ละคนมีแนวทางลงทุนต่างกันครับ และกองทุนพวกนี้ไม่ได้คุ้มครองเงินต้น มีโอกาสจะสูญเงินได้แม้กระทั่งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล้วน ๆ (แต่โอกาสน้อยมาก) เพราะฉะนั้นควรลงทุนอะไรที่เราเข้าใจกับมันดีที่สุดครับ

 

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

          บทความนี้เรามาคุยกันถึงกองทุนพักเงินที่เรียกว่า “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น”—Short term Bond กันดีกว่า พิเศษหน่อยคือผมจะพูดถึงกองทุนพวกนี้ที่ผมลงทุนเองอยู่และประสบการณ์ที่ผ่านมาปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

          กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ โดยมีอายุตราสารเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ปี ตราสารพวกนี้ก็จะหมดอายุแล้วก็คืนเงินต้น ปกติจะดำรงรักษา duration ของพอร์ตที่เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 1.0-1.5 มันก็คล้าย ๆ กองทุนตลาดเงิน (Money Market—MMF)  เวอร์ชั่นพัฒนาขึ้นมานั่นเองครับ แต่จริงๆมันคือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ทำให้ขายแล้วได้เงินวันถัดไป (T+1) อาจจะเรียกมันว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ทุกวันและ(ทำให้)มีสภาพคล่องใกล้เคียงกับ MMF — Daily Fixed (DF) คือ กองทุนนี้มักจะลงทุนแกนกลางกึ่ง ๆ MMF แต่จะมีการผสมตราสารหนี้อายุยาวขึ้นมาลงไปนิดหน่อย ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากปกติ หรืออาจจะเปิดโอกาสให้ไปลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างขวางขึ้น เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศ แต่ก็ยังคงลักษณะบางอย่างของ MMF เอาไว้ เช่น ยังเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ยังเป็นกองทุนที่ขายวันนี้ได้รับเงินวันทำการถัดไป (T+1)  ส่วนตัวผมเลิกเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ไปนานมากแล้ว และเปลี่ยนมาใช้กองทุนพวกนี้เพื่อพักเงินระหว่างที่ยังไม่ได้ทำอะไรแทน ทุกวันนี้พอได้เงิน ผมก็จะค้างไว้ในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ที่เหลือจะเอาไปซื้อกองทุนพวกนี้หมด ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการลงทุนของกองทุนพวกนี้คือ

  1. ไว้พักเงินสภาพคล่อง เช่น เงินเดือนส่วนที่หักไว้เป็นเงินออม, รอซื้อสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น
  2. เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในระยะเวลาใกล้ๆ เช่น ค่าเทอม
  3. เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
  4. เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว แต่ไม่ควรเกิน 20% มีไว้เป็นสภาพคล่องเฉย ๆ


       สมัยแรก ๆ ผมใช้วิธีทั่วไปคือก็ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบผลตอบแทน กองไหนดีก็ไปเปิดบัญชีกับที่นั่น เนื่องจากผมมีบัญชีธนาคารครบเกือบทุกธนาคารจึงอิสระมาก ๆ เรียกว่ามีบัญชีกองทุนทุกที่ และสมัยก่อนเป็นนักศึกษาจึงมีเวลาสำหรับการไปฝากไปโอนเงิน คนส่วนใหญ่ถ้ามาเปิดกองทุนพักเงินตอนทำงานแล้วก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้น กองทุนในเครือธนาคารที่ตนรับเงินเดือนหรือไปทำธุรกรรมได้สะดวก แต่กองทุนพวกนี้จริง ๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนนะครับ แม้มันจะดูเหมือน ๆ กันก็เถอะ หลายเจ้ามักจะมีกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้รวมกันประมาณ 2-3 กอง ถ้าแบ่งแบบง่าย ๆ ก็คือ กองที่เน้นปลอดภัย ลงทุนแต่ตราสารการเงินที่รัฐบาลออกและค้ำประกัน กับ กองที่ยังปลอดภัยแต่ผสมอะไรให้มันผลตอบแทนดีขึ้น เช่น ใส่เงินฝาก ใส่ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ลงไปบ้าง อย่างที่บอกสมัยก่อนผมลงทุนโดยดูผลตอบแทนเป็นหลัก แต่หลัง ๆ นี้เรื่องกลับเปลี่ยนไป พอศึกษามากขึ้น ผมกลับสังเกตว่า พอร์ตลงทุนของกองทุนพวกนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่กองทุนถือมันก็ใกล้เคียงกัน ตัวที่จะวัดว่าใครผลตอบแทนดีไม่ดีคืออะไรรู้ไหมครับ มันก็คือ “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” นั่นเอง สมมติว่าเฉลี่ยแล้วกองทุนพวกนี้ถือตราสารทั้งหมดแล้วให้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่ากัน ซึ่งมันควรจะเป็นผลตอบแทนของคุณทั้งหมด แต่ด้วย range หรือช่วงกว้างของค่าใช้จ่ายที่แต่ละเจ้าเรียกเก็บ มีตั้งแต่ 0.2 – 1.0% ต่อปี นั่นคือ คุณจะได้ผลตอบแทนทั้งปี 2.0% – 2.8% ต่อปี เนื่องจากโดนชาร์จค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน สำหรับกองทุนพวกนี้แล้ว ฝีมือของผู้จัดการกองทุนส่งผลน้อยมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดจะไปโดนค่าใช้จ่ายรวมกัดกินผลตอบแทนส่วนเกินกันหมด กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดว่าผลตอบแทนสุดท้ายคุณจะได้เท่าไหร่ จึงนำมาสู่แนวทางลงทุนของผม หลักสำคัญคือดู นโยบายลงทุน คู่ไปกับ ค่าใช้จ่ายกองทุน โดยให้น้ำหนักตัวหลังเยอะกว่า


ผมลองพาเดินทัวร์ทำความรู้จักกองทุนประเภทนี้ของแต่ละบลจ.หลัก ๆ ดีกว่าครับ (บางกองอาจถูกจัดเป็นกองทุนตลาดเงินได้นะครับ แต่ผมว่ามันเป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า อิงเกณฑ์ตาม Morningstar เป็นหลัก) โดยจะคัดมาแต่กองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมต่ำ ๆ ประมาณไม่เกิน 0.40% ต่อปีครับ เพราะฉะนั้นหลายค่ายหลายกองจะหายไปทันที (จริง ๆ แล้วมันมีกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเยอะนะครับ เช่น K-SF/K-SFPLUS ของ K-Asset หรือ TMBUSB ของ TMBAM เป็นต้น)  ทั้งนี้สภาพคล่องต้องดีต้องขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไปด้วย (T+1)

ชื่อบริษัทจัดการ—ชื่อกองทุน—ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี

  • KTAM— KT-ST —0.30% (ต้องซื้อกับบลจ.โดยตรง)
  • KTAM— KTSTPLUS —0.30%
  • KTAM— KTPLUS —0.38%
  • KSAM— KFSMART —0.39%

ปล. ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปีผสมกัน แก้ไขปรับปรุง ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560



วิธีเลือกกองพวกนี้ในปัจจุบันของผม จึงสรุปได้เรียงตามลำดับ คือ

1. เลือกที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีต่ำสุด (ถ้าเป็นไปได้)

2. ถ้าผลตอบแทนไม่ต่างกัน เลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก (แต่ส่วนตัวเห็นว่า กองทุนพวกนี้นโยบายลงทุนมักจะอนุรักษ์นิยมพอสมควรครับ ไม่มีใครอยากเสียชื่อเสียงเรื่องบริหารกองทุนตราสารหนี้ผิดพลาด ลองดูพวกตราสารที่ลงทุนก็ได้ครับ ถ้าคงระดับเรตติ้งที่ A มาก ๆ เป็นส่วนใหญ่ก็จะปลอดภัยขึ้นมาหน่อย แต่ถ้ามีแต่ BBB+ มาก ๆ อันนี้ควรจะตั้งข้อสงสัยครับ)

3. พิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น ความสะดวกในการใช้บริการ อาทิ กองทุนของบลจ.กรุงศรี ธนชาต ยูโอบี ฯลฯ มักจะผูกบัญชีธนาคารทั้งตัดเงินและรับเงินได้หลากหลายครับ (ดู บทความนี้ ประกอบ)


ปล. การลงทุนในกองทุนพวกนี้ยังไงก็ยังหลงเหลือความเสี่ยงครับ บทความนี้อธิบายประสบการณ์และการลงทุนส่วนตัวให้ลองไปศึกษาดู แต่ละคนมีแนวทางลงทุนต่างกันครับ และกองทุนพวกนี้ไม่ได้คุ้มครองเงินต้น มีโอกาสจะสูญเงินได้แม้กระทั่งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล้วน ๆ (แต่โอกาสน้อยมาก) เพราะฉะนั้นควรลงทุนอะไรที่เราเข้าใจกับมันดีที่สุดครับ

 

กองทุนตลาดเงิน (Money Market – MMF)

Money Market Fund (MMF)

กองทุนตลาดเงิน เป็นหนึ่งในกองทุนที่สำคัญมากใน แผนการลงทุน สำหรับคนที่ยังไม่รู้จัก ต้องถามก่อนว่า ปกติแล้ว ท่านพักเงินเอาไว้ที่ไหนครับ? ในบัญชีออมทรัพย์หรือในเอทีเอ็มหรือเปล่า วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกองทุนรวมตลาดเงิน (MMF) กองทุนที่นักลงทุนส่วนใหญ่เขาเอาไว้พักเงินกัน อย่างผมปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่ค่อยมีเงินอยู่ในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์เลย เพราะอยู่ใน MMF ซะหมด มาดูกันว่ามันจะเก๋ไก๋สไลเดอร์อย่างไรบ้าง

I. กองทุนตลาดเงิน คืออะไร?

MMF หรือ กองทุนตลาดเงิน คือ กองทุนรวมที่เอาเงินนักลงทุนไปลงในตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ ส่วนมากอายุตราสารหนี้ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้น แหล่งลงทุนของมันจะค่อนข้างกว้างครับ เช่น เงินฝากประจำ ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย หุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจหรือของบริษัทเอกชน และเป็นสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องตราสารสูง มีการซื้อขายกันบ่อยและง่ายจึงแปลงเป็นเงินสดได้ค่อนข้างเร็ว ตราสารหนี้บางตัวอาจอายุเกิน 1 ปี แต่เฉลี่ยแล้วทั้งพอร์ตลงทุนมักจะถัวกันไปมาไม่เกิน 1 ปี ถ้าเป็นกองทุนตลาดเงินแท้ ๆ มักจะดำรงอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตไม่เกิน 3 เดือนทำให้ duration[1. duration คือ อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ โดยให้น้ำหนักตามมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินในแต่ละงวด หรือระดับความอ่อนไหวของมูลค่าตราสารหนี้หรือพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้ ต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามตลาด นิยาม Duration มักจะเป็นร้อยละของการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้ ต่ออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 ดังนั้น พอร์ตกองทุนรวมที่มีค่าดูเรชั่นต่ำ ๆ จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงและไม่ผันผวนมากเท่ากองทุนรวมที่มีค่านี้สูง ๆ ครับ] ของกองทุนพวกนี้ไม่มาก พูดง่าย ๆ ก็คือ ตราสารหนี้ที่กองทุนถือจะหมดอายุไวมาก และกองทุนจะได้เงินต้นคืนมาพร้อมดอกเบี้ยแล้วก็เอาไปลงทุนใหม่ ทำให้ความผันผวนของดอกเบี้ยไม่ค่อยส่งผลกระทบกับกองทุนตลาดเงินสักเท่าไหร่ เพราะแป๊บ ๆ ตราสารหมดอายุแล้วก็ต้องซื้อใหม่แล้ว และเนื่องจากลงทุนในตราสารหนี้ (ซึ่งส่วนมากรัฐบาลเป็นผู้ออกตราสารด้วย) ทำให้กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงแทบจะต่ำสุดในบรรดากองทุนรวมทั้งหมด

II. ข้อดีข้อเสียของ กองทุนตลาดเงิน

ข้อเสีย

(1) ถ้าอยากได้เงินต้องขายกองทุนก่อนและจะได้เงินในวันทำการถัดไป ถ้าเราขายวันจันทร์ก่อนเวลาที่กำหนด (ส่วนมากคือ 15.30) เราจะได้รับเงินในวันรุ่งขึ้นก่อนเที่ยง ขายวันศุกร์จะได้เงินวันจันทร์ แต่ออมทรัพย์ปกติเรากดตู้เอทีเอ็มแล้วได้เงินเลย ทำให้เวลาขายกองทุน MMF จะต้องวางแผนมากขึ้นนิดหน่อย

(2) กองทุนรวมไม่มีการรับประกันเงินต้น ต่างจากธนาคารที่มีการรับประกันเงินฝาก แต่ความเสี่ยงของ MMF นี่มีน้อยมาก ถือว่าต่ำสุด ๆ แล้วในบรรดากองทุนรวมทั้งหมด

ข้อดี

(1) ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างน่าพอใจกับการเอาเงินไปพักไว้ ถ้าเงินอยู่ในกองทุนรวมตลาดเงินจะมีผลตอบแทนโดยปกติดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป

(2) สามารถสลับย้ายไปกองทุนอื่นในเครือได้วันนั้นเลย คือ ในสายตาของกองทุนรวม มันมีสภาพคล่องสูง สมมติวันนี้หุ้นตก เราสามารถสลับกองตลาดเงินเป็นกองทุนหุ้นได้ในวันนั้นทันที เสมือนมีเงินสดติดบัญชี ทำให้ไม่พลาดโอกาสในการลงทุน

(3) ผลตอบแทนนั้นเราจะได้มาเลยเมื่อขาย ต่างกับดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่มักจะจ่ายตอนปลายเดือนมิถุนายนกับธันวาคม ให้เห็นภาพ คือ สมมติเงินฝากกับกองทุนตลาดเงินทำผลตอบแทนได้เท่ากันที่ 3% ต่อปี ถ้าเงินต้น 10,000 บาทเท่ากัน ดอกเบี้ยทั้งปีคือ 300 บาท ครึ่งปีคือ 150 บาท ถ้าลงทุนตั้งแต่ต้นปีเท่ากัน แล้วขายกองทุนหรือถอนเงินตอนเดือนมีนาคม กองทุนรวมจะได้ผลตอบแทนประมาณ 75 บาท แต่เงินฝากจะไม่ได้ 75 บาท ต้องรอถึงตอนมิถุนายนเขาจึงจะจ่าย 75 นั้นให้เรา

(4) แม้จะลงทุนด้วยเงินหลายล้านในกองทุนรวม เราไม่เสียภาษีจากกำไรส่วนต่างที่ได้จากการขายกองทุนรวม แต่ในทางตรงกันข้าม เงินฝากอย่างออมทรัพย์ ถ้าดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี 15% เช่นเดียวกับเงินฝากประจำ

(5) บลจ. บางเจ้านั้นสามารถทำศูนย์บัญชาทางการเงินได้ เช่น กองทุนตลาดเงินของบลจ.กรุงศรี ฯลฯ เพราะสามารถผูกบัญชีรับเงินตัดเงินได้หลากหลาย เช่น คุณสามารถตัดเงินซื้อกองทุนจากบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพ แล้วสั่งขายให้เงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยได้ ซึ่งมันจะสะดวกมาก ๆ ครับ สำคัญคนมีหลายบัญชีเงินฝาก

ทั้งนี้มีบางกองทุนผสมตราสารหนี้อายุมาก ๆ หรือเพิ่มตราสารที่มีระยะเวลายาวนานขึ้นเข้าไปบ้าง เพื่อให้ผลตอบแทนดีขึ้นมากว่ากองทุน MMF พวกนี้ก็ใช้พักเงินได้เหมือนกันครับ แต่จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย ซึ่งเรียกว่า กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (short-term bond fund)

III. ประเด็นการเลือก กองทุนตลาดเงิน

ถ้าจะถามว่าให้เลือกแค่ 3 ประเภทกองทุนเพื่อลงทุน นอกจากกองทุนหุ้นแล้ว กองทุนตลาดเงิน (MMF) ย่อมเป็นหนึ่งในตัวหลักที่ขาดไม่ได้ หากแต่มีประเด็นสำคัญต้องระลึกไว้ตลอดเวลา คือ

เนื่องจากมันลงทุนในสินทรัพย์ที่ผมอธิบายข้างบนไปซึ่งจะเห็นได้ว่ามันคล้าย ๆ กันมาก กองทุนตลาดเงินแต่ละกองแต่ละ บลจ. มักจะลงทุนอะไรคล้าย ๆ กัน ทำให้ผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Return) ไม่ต่างกันมากนัก ผลตอบแทนขั้นต้นระยะยาวจริง ๆ ของกองทุนตลาดเงินน่าจะประมาณ 2-3% ต่อปี แต่ตัวที่ทำให้ต่าง คืออะไรเอ่ย คำตอบคือ ค่าธรรมเนียมบริหารและค่าใช้จ่ายรวม !! ซึ่งค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยที่กระทบต่อผลตอบแทนแทบจะมากที่สุดเลยครับ

ฝีมือการคัดเลือกตราสารลงทุนไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้โดยเฉพาะคนที่บริหารกองทุนตลาดเงินอาจจะสร้างความแตกต่างแทบจะไม่ได้เลย เพราะพันธบัตรรัฐบาล เงินฝากที่ออกมา มันก็ให้เรตผลตอบแทนเดียวกับตลาดไม่หนีกัน จึงน่าคิดว่า เขาจะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้อย่างไร หรือต่อให้หลุดมามีคนที่สร้างได้ สมมติเกินมา 0.25% ต่อปี

คำถามคือ ถ้ากองทุนตลาดเงินปกติได้ผลตอบแทน 2% คิดค่าใช้จ่าย 0.20% เหลือผลตอบแทนสุทธิ (Net Return) ให้เรา 1.8% แต่ถ้ากองไหนที่สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ สมมติเพิ่มจากตลาดมา 0.25% ก็จะมีผลตอบแทนขั้นต้น 2.00+0.25 =2.25% แต่ถ้าคิดค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี ผลตอบแทนสุทธิที่เราได้ก็จะเหลือ 1.75% ซึ่งน้อยกว่ากองทุนที่ไม่มีผลตอบแทนส่วนเพิ่มแต่คิดค่าใช้จ่ายถูกกว่าเสียอีก

Peter Lynch เห็นว่า การจ่ายเงินค่าธรรมเนียมแพง ๆ ให้ผู้จัดการกองทุนที่บริหารกองทุนตราสารหนี้ บางครั้งก็เป็นการจ่ายที่มันไร้เหตุผล เพราะมันไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรขึ้นมาเลย[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 57.]

ผมตกใจมากกับกองทุนตลาดเงินของบางธนาคารที่คิดค่าใช้จ่ายรวมถึง 0.7 – 0.8% ต่อปี (เป็นอัตราที่กินนิ่มฟันเงินหัวแบะมาก) นี่พวกเขากำลังเล่นอะไรกันอยู่ สมมติก็อบปี้การลงทุนมาเด๊ะ ๆ เลยนะครับ กอง A กับ กอง B มีผลตอบแทนเท่ากันที่ 2.5% แต่กอง A คิดค่าธรรมเนียม 0.20% จะให้ผลตอบแทนจริง ๆ กับเรา 2.3%

ในขณะที่กอง B ที่คิดค่าธรรมเนียมเรา 0.8% จะเหลือผลตอบแทนจริง ๆ ให้เราที่ 1.7% เราได้ผลตอบแทนแค่ 70% ของที่ควรได้ อีก 30% หายไปกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย ช่างเป็นการจ่ายไปที่ไม่มีเหตุผลมาก ๆ และกองทุนที่ผมว่านี้มีเงินลงทุนของนักลงทุนหลักหมื่นหลักแสนล้านบาททีเดียวเชียว เมื่อผลตอบแทนตลาดเงินมันไม่มีหนีกันมาก ค่าใช้จ่ายรวมพวกนี้ล่ะที่จะกร่อนเงินเราไปเรื่อย ๆ และเป็นสิ่งที่เสียไปอย่างไร้เหตุผล (โคตร ๆ)

ถามว่าอัตราค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนตลาดเงินในบ้านเราที่ต่ำ ๆ ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ เท่าที่สำรวจตลาดมา ระดับ 0.2-0.3% ต่อปี ไม่เกินนี้ถือว่าถูกสุด ๆ แล้วครับ อันนี้คือแต้มต่อมาก กองทุนตลาดเงินบ้านเราชอบมีค่าใช้จ่ายรวมโหด ๆ ที่ 0.4-05% ต่อปี และค่ายยอดนิยมบางค่ายคิด 0.6-0.8% ต่อปี (นักลงทุนพักเงินแต่บลจ.เพิ่มกำไร) คือลองคิดดี ๆ นะครับ ถ้าปกติกองทุนตลาดเงินได้ผลตอบแทนที่ 2.5% ต่อปี การที่คุณยอมให้เขาหักค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมไป 0.5% นั่นคือคุณได้ผลตอบแทนแค่ 80% จากที่ควรจะได้ ลองคิดภาพกองทุนตลาดเงินส่วนใหญ่นั้นลงทุนในเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาล ทำไมเราต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรขนาดนั้นด้วย

เพราะฉะนั้น เวลาเลือกกองทุนตลาดเงิน โปรดเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ครับ กองทุนตลาดเงินลงทุนเหมือนกัน ผลตอบแทนห่างกันแบบฟ้ากับดินได้ เพราะ ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม โปรดระวัง!

IV. เดินชมกองทุนตลาดเงิน

ผมลองรวบรวมตัวอย่างคร่าว ๆ ของกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 0.3% ต่อปีมาให้ครับ นักลงทุนจะได้ไปศึกษาต่อได้ (Edit** อัพเดตข้อมูล ณ วันที่ 18/11/17 อ้างอิงจาก Fund Fact Sheet และรายงานประจำปีผสมกัน ณ วันที่รวบรวม)

ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีชื่อย่อกองทุน—ชื่อย่อกองทุน

  • 0.17%—K-CASH
  • 0.20%—TCMFENJOY
  • 0.22%—SCBTMFPLUS-I ; ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
  • 0.27%—KFSPLUS
  • 0.30%—KT-ST
  • 0.31%—B-TREASURY ; ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
  • 0.31%—TMBTM ; ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก