จุดตัดสินใจปาดหน้าทางการเงิน

เคยสงสัยกันไหมครับว่า คนส่วนใหญ่ก็รู้ว่า การเก็บเงิน ออมเงิน เป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ จะวัดว่าอายุ 40 ขึ้นไปจะอยู่สบายหรือร่อแร่ก็ด้วยเงินออมเงินลงทุนที่เก็บสะสมมา แต่โลกนี้มันโหดร้าย มีคนมากมายที่อยากจะให้คุณจ่ายเงินสุด ๆ ไม่เชื่อลองมองไปรอบตัวตอนคุณอ่านข้อความนี้ก็ได้ คุณต้องเห็นโฆษณาอะไรบางอย่างแฝงตัวอยู่ ไม่ว่าจะทีวี ในมือถือ ตอนรอรถไฟฟ้า รอรถเมล์ รอลิฟต์ แม้กระทั่งนั่งรอในห้องส้วม สมัยนี้คุณยังสั่งซื้อโซฟาได้เลย แค่พกมือถือเข้าไปด้วยเท่านั้น!!

แต่ถ้าเราลองสังเกตดี ๆ ระหว่างวันเรามีเรื่องให้คิดให้ทำสารพัด แสดงว่ามันมีแค่ไม่กี่ช่วงเวลา อาจเป็นแค่เสี้ยววินาทีเองที่ทำให้คุณเสียเงิน ลองมาดูกันดีกว่า

พวกที่ช็อปปิ้งออนไลน์บ่อย ๆ จะรู้สึกว่า เราตัดสินใจซื้อของง่ายขึ้น เพราะ มันคลิ๊กแค่ทีสองทีก็ได้แล้ว ถูกครับ! พวกเค้าพยายามทำให้มันง่าย เพราะวูบเดียวเท่านั้นที่เราจะตัดสินใจซื้อ ถ้ายืดมันออกไปเราจะไม่ใช้อารมณ์ซื้อแล้ว สมองจะส่งเหตุผลมาคัดค้านทันที ยิ่งถ้าผสานกับกลยุทธ์ promotion อันทรงพลัง ที่ทำลายกะจิตกะใจปฏิเสธของเรา พวกคุณนี่แพ้หมดรูปแน่สำหรับโปรโมชั่นสุดโหดอย่าง ซื้อ 1 แถม 1! ซื้ออันนี้แถมฟรีไอ้นี่! ถ้าบวกอีกว่า เป็นสินค้าและบริการภายในเวลาจำกัด (นี่ยังไม่เสริมด้วยคำว่าเฉพาะสิบท่านแรกในสิบนาทีนี้) เหตุผลของคุณมักจะวิ่งตามอารมณ์ไม่ทันหรอก นึกอีกทีของก็อยู่ในถุงหรือส่งมาแล้วล่ะ ให้สังเกตจุดนี้ดี ๆ ว่า ถ้าเรายืดเวลาตัดสินใจออกไปสักพัก คุณจะเริ่มรู้สึกได้ว่าคุณไม่ต้องการมันหรอก

วิธีจัดการพวกนี้อย่างง่าย คือ พยายามอย่าเข้าเว็บพวกนี้บ่อย ๆ หรือกรณีไปร้านค้า คุณจดไปก่อนเลย จะเอาอะไร อะไรที่หมด ที่จำเป็นต้องซื้อ พอถึงร้าน อะไรที่ไม่จดคุณไม่ซื้อ แค่นี้ก็สกัดการซื้อเบี้ยบ้ายรายทางได้เยอะแล้ว โดยเฉพาะพวกที่อยู่ตรงข้าง ๆ จุดจ่ายเงิน เพราะช่วงเวลาคิดในการซื้อน้อยมาก หยิบวางให้เช็คติ๊ด ๆ จบเลย มันจึงมักเป็นอะไรเล็ก ๆ ที่คุณไม่ต้องตัดสินใจมาก เช่น ขนมนมเนย ลูกอม มีดโกนหนวด (อย่างอเมริกาสมัยก่อนเป็นถุงน่อง) จะบอกว่าทุกอย่างในห้างถูกเซ็ตให้คุณควักกระเป๋าหมดเลย  ลองสังเกตดูว่า ตรงทางเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตโซนอาหาร มักจะมีพวกขนมปังวางอยู่ กลิ่นของมันทำให้คุณรู้สึกดีและจะซื้ออะไรตามมากินอีกโขยงนึง ระดับสายตาคุณจะเต็มไปด้วยของที่เขาอยากขาย ตราสินค้ารูปหมาของกระดาษทิชชู่ก็ผูกความรู้สึกคุณให้แวบถึงโฆษณาที่สุนัขวิ่งไล่ทิชชู่ แล้วคุณก็หยิบมันมาเพราะรู้สึกคุ้นเคยในใจ ใช่แล้วครับ อะไร ๆ มันเซ็ตมาหมดเลย คุณรอดยาก ถ้าไม่สร้างอะไรบางอย่างมาปกป้องเพื่อเพิ่มระยะห่างมันกับคุณ หรือสกัดอารมณ์ที่ถูกกระตุ้นให้อยากซื้อ

เรื่องต่อมา คือ พฤติกรรมการใช้จ่ายของคน ทำไมเวลาเล่นในบ่อนในคาสิโน เขาต้องให้เราแลกเป็นชิป ทำไมทุกร้านค้ากระตุ้นให้เราจ่ายด้วยบัตรเครดิต ทำไม? ทำไม? ก็เพราะ พวกเค้ารู้ไงว่าเวลาคุณจ่ายเงินสด คุณคิดสารพัด เสียดายก็เสียดาย เอออย่าพึ่งซื้อดีกว่า แต่บัตรเครดิตนี่คุณไม่เห็นเงินสดที่ถูกจ่าย คุณจะรู้สึกอะไร ๆ มันก็ง่าย เรื่องใช้จ่ายเรื่องง่ายจริง ๆ รู้ตัวอีกทีก็กดกู้บัตรใบที่ 2 มาโปะใบแรกไปซะแล้ว การมีแผนสะสมแต้ม ให้รางวัล ก็เป็นตัวกระตุ้นตามมา ทำให้คุณรู้สึกมันเป็นเกมที่ท้าทายบางอย่าง อย่างร้านเสื้อถ้าปกติคุณไม่มีเงินคุณก็เดินออก แต่ถ้ามีปุ๊บคุณเดินเข้าไปบอกเอาสองตัวด้วยซ้ำ แถมคุณยังหาข้ออ้างให้ด้วยว่าซื้อเป็นรางวัลตัวเองอีกแหน่ะ

พูดถึงเจ้าบัตรเครดิตนี่ มันเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการเงินที่เล่นกับความรู้สึกเสกเงินสดขึ้นมา เงินจ่ายไม่มาก แต่ได้ของทันที คล้าย ๆ สินเชื่อกู้ซื้อรถ ซื้อบ้าน มันทำให้คุณเลือกเอาเงินในอนาคตมาใช้จ่าย ทำให้คุณลืมไปว่า คุณต้องการมันจริงรึเปล่า บางทีคุณก็รู้สึกอยากผ่อน 0% ทั้ง ๆ ที่มันอาจจะไม่ได้ต้องการของชิ้นนั้นสักเท่าไหร่ก็ตาม

และอารมณ์พวกนี้หล่ะที่มันจะ ปาดหน้าทางการเงิน คุณลืมเป้าหมายระยะยาวที่จะมีเงินเก็บก้อนใหญ่ ไปเที่ยวรอบโลก ส่งลูกเรียนนอก ฯลฯ เพราะถูกปาดหน้าด้วยความรู้สึกพึงพอใจระยะสั้น ๆ  ซึ่งวิธีที่จะกำราบเรื่องพวกนี้ เราจะใช้หนามยอกเอาหนามบ่ง เขาสร้างรูปแบบอะไรขึ้นมาให้เสียเงิน เราก็สร้างรูปแบบนั้นกลับเพื่อเก็บเงิน

ถ้าเขาทำให้คุณพอใจระยะสั้นในการซื้ออะไรสักอย่าง คุณต้องทำให้มันตรงข้าม ก่อนอื่นคุณต้องรู้ก่อนว่า ถ้าคุณใช้จ่ายเกินฐานะ ระยะยาวคุณเจ๊ง! ถามตัวเองอยากเป็นแบบนั้นไหมในอีก 10 20 ปีข้างหน้า ถ้าไม่แล้วเราจะเป็นอะไร กระตุ้นตัวเองซะ

ต่อมาถ้าเขาสร้างให้มันง่ายที่จะจ่าย คุณก็สร้างให้มันยากที่จะซื้อแทน เช่น จดมาจากบ้านเลยจะซื้ออะไร ไม่ซื้ออะไรนอกบิล หรือคิดอะไรค้านตัวเองหน่อย คุณจะได้อะไรบ้างถ้าเลิกจ่ายเงินวันละ 100 บาท สำหรับสิ่ง ๆ หนึ่ง เดือนนึงเงินเพิ่ม 3,000 ปีละ 36,000 เอาไปเก็บออม เช่น ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุก ๆ เดือนแทน

และอย่างที่เราทราบจากข้างบนว่า การจ่ายเงินสดทำให้คุณระมัดระวังมากขึ้น ถ้าไม่จำเป็นอย่าใช้บัตรเครดิต พกเงินไปให้พอดี ๆ เวลาอยากได้อะไรมาก ๆ จดใส่กระดาษแล้วกลับไปคิดที่บ้าน ประมาณ 8 ใน 10 พอนั่งคิดเรื่อย ๆ คุณจะไม่ต้องการมันเลย พลังของการยืดเวลา แถมอีกด้วยว่า เวลาเครียดอย่าไปซื้อของ หาอะไรอย่างอื่นทำ เพราะเวลาเครียดสมองมันจะหลั่งสารกระตุ้น คุณจะเคลิ้ม ๆ แล้วก็ช็อปหมดตัว เหมือน ๆ กับที่เคยได้ยินว่า เวลาเครียดคนจะกินมากขึ้น ซัดหวานมากขึ้น มันคล้ายกัน

วิธีต่อมาทำ คือทำทุกอย่างให้เป็นเกม คุณจะท้าทายมากขึ้น เช่น ทำกระดาษแปะเลย คุณจะเก็บเงินเริ่มจากเดือนนี้ 10% ของเงินที่ได้ เก็บอีก 2-2.5% เป็นรางวัลแยกไว้ เช่น รายได้เดือนละ 10,000 เก็บ 1,000 หัก 250 แยกไว้ ครบ 2 เดือนจะได้ 500 คุณจะเอา 500 ไปซื้ออะไร กินอะไรก็ได้ ให้รางวัลตัวเองที่ทำทะลุเป้า ทำไปเรื่อย ๆ เกมนี้ของคุณจะเริ่มสนุกที่เห็นตัวเลขในบัญชีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  อย่างของผมเรื่องเก็บแบงค์ 50 ทำไมผมเก็บได้เยอะมาก ผมมาเข้าใจตอนนี้ว่าแรงจูงใจมาจากผมเห็นว่ามันเป็นเกม ผมจะทำได้ไหม ถ้าแบงค์ 50 เต็มกระเป๋าแล้วต้องใช้มัน ผมจะอดใจได้ไหม พอทำได้ ผมจะรู้สึกภูมิใจเล็ก ๆ เออ มันเป็นงี้นี่เอง

อันสุดท้ายที่จะเสนอคือ จงทำทุกอย่างให้เป็นอัตโนมัติ ทำทุกอย่างให้ไม่ต้องคิด สมองมนุษย์ไม่ชอบการเปลี่ยนใจ ใช่สิ! เอาพลังงานไปตัดสินใจเรื่องอื่นดีกว่า แทนที่จะมานั่งคิดว่าวันนี้จะขับรถไปทำงานโดยใช้ถนนเส้นอื่นแปลกใหม่ โอ๊ย พอ ๆ เก็บพลังไว้คิดเรื่องทำงานดีกว่า ขับทางเดิมเหอะ! สมองคุณบอกประมาณนี้ล่ะ เพราะฉะนั้น เราก็ทำเรื่องเก็บเงินให้มันเป็นอัตโนมัติ เซ็ตแผนทั่วไปเลย ถามว่ากฎข้อนี้ใครรู้ดี คำตอบคือสรรพากรกับประกันสังคมไง! เงินมันหายไปก่อนถึงมือคุณ มันมองไม่เห็น เค้าถึงไม่ต้องกังวลกับการมารอเก็บภาษีทีหลัง เราก็เอามาทำบ้าง เรื่องพวกนี้มีบริการพร้อม เช่น ไปทำเรื่องหักเงินซื้อกองทุนทุกวันหลังเงินเดือนออกอย่างน้อย 10% ของเงินเดือน หรือ ไปขอให้บริษัทเพิ่มเงินที่หักเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเต็มอัตรา หรือไม่ก็ พอได้เงินเดือนปุ๊บก็กดโอนเข้าบัญชีที่เปิดไว้เพื่อออมเงิน

เราอาจบวกเพิ่มด้วยวิธีเพิ่มเปอร์เซ็นต์สำเร็จ เช่น หาเพื่อนที่มีเป้าเก็บเงินแบบเดียวกัน ขอความช่วยเหลือคนที่เข้าใจเรื่องลงทุนเก็บเงินหรือคนที่เขาทำอยู่ หาเพื่อนกลุ่มใหม่ เช่น เข้าไปเป็นสมาชิกในเว็บบอร์ดที่สนใจเรื่องเก็บเงินเรื่องลงทุน แต่วิธีที่ดีมาก ๆ คือหาคนที่เป็นเพื่อนสนิท กลุ่มเพื่อนรอบตัว หรือจะเป็นคนรักให้คอยช่วยเตือนยามลืม ร่วมทำไปพร้อมกันและกระตุ้นให้เราไปต่อ เราจะได้ทั้งคู่มิตรที่เป็นครูฝึกคอยคุมและแฟนคลับคอยให้กำลังใจชื่นชม แผนการเงินของคุณจะไปไวมาก อย่างที่เขาว่าไงครับ

จุดหมายปลายทางก็สำคัญ แต่ระหว่างทางนั้น วิวรอบ ๆ และคนข้าง ๆ ก็ทำให้สุขและสนุกสุด ๆ เหมือนกัน เพราะโลกมันกว้าง คนข้าง ๆ จึงสำคัญครับ อิอิ

กับดักในการลงมือทำตามแผนการเงิน

การที่คนเราจะลงมือทำตามแผนการเงินที่วางไว้แล้วรวยตามนั้น เอาจริง ๆ มันยากนะครับ เพราะจะมีกับดักหลายชั้นมาก ๆ ไม่ใช่ว่าจะผ่านกันไปได้ง่าย ผมมักจะชื่นชมเสมอสำหรับคนที่มีวินัยในการลงทุน แม้ตัวเขาจะมองว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย แค่ทำซ้ำ ๆ ลงทุนไปเรื่อย ๆ ก็ตาม เพราะพอผมลองทวนดูแล้วพบว่า เส้นทางในการลงทุนจริงใช้คำว่า โคตรยาก ได้เลย

1. กับดักเรื่องความแปลก

คุณต้องทำอะไรแปลกจากชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่การคิดเรื่องเก็บเงิน โดยเฉพาะคนอายุน้อย ๆ จะมีคำถามมากมายว่า เครียดไปรึเปล่า? จริงจังกับชีวิตไปล่ะ? ชีวิตไม่สนุกล่ะ เพราะในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน ถ้าคุณคิดว่าคุณจะเริ่มเก็บเงินล่ะก็ คุณจะดูแปลกมาก ๆ

ผมมักจะได้ยินเรื่องเล่าจากเพื่อนผมนี่ล่ะว่า ในแผนกที่ทำงานของพวกเขามักจะมีคนไม่กี่คนที่เก็บเงิน ในขณะที่บางคนในแผนกแม้จะอายุ 30 กว่าแล้ว ก็ยังไม่มีเงินออมเลยสักบาท บางที่ก็พูดให้มันดูเป็นเรื่องตลกไปเลย เพราะคนจะล้อว่าทำอะไรเว่อร์ ๆ อายุ 20 กว่าเริ่มซื้อกองทุนรวมแล้วหรือ

การทำอะไรแปลกจากคนอื่น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ว่าจะทำมันได้ง่าย ๆ นะครับ มนุษย์มักจะมีพฤติกรรมแห่ตาม (herd) และสภาพแวดล้อมจะผลักดันมนุษย์ให้มีสภาพชีวิตที่เหมือน ๆ กัน เราจึงจะเห็นว่า คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบทำอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่นหรอก การที่คุณเริ่มเก็บเงินออมและลงทุน คุณจึงถือว่าได้ผ่านกับดักพฤติกรรมมนุษย์อันแรกแล้ว

2. กับดักความต้องการ

หลังจากต้องสู้กับใจคนอื่น ต่อมาคุณจะเจอกับดักที่สอง  คือ คุณต้องสู้กับใจตัวเองโดยเฉพาะ ความต้องการทันที เช่น อยากได้กระเป๋าใหม่ อยากกินโน่นนี่ อยากได้รถ อยากไปเที่ยว แล้วบางทีการเก็บเงินในช่วงแรก ๆ จะต้องยอมไม่สบาย ยอมลำบากในช่วงสั้นบ้าง โดยเฉพาะช่วงที่เพิ่งเริ่มเก็บเงินตอนแรก ๆ เพราะฉะนั้น คุณจะต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก

ในยุคนี้แค่คุณเปิด facebook หรือ instagram ขึ้นมาคุณก็จะเจอกับภาพชีวิตดี ๆ ของคนหลายคนที่ไปเที่ยว ไปทำนู่นนั่นนี่ ซึ่งถ้าคุณไม่มั่นคงกับแผนการเงินของคุณ คุณจะเตลิด เนื่องจากผลลัพธ์ระยะสั้นจากการใช้เงินนั้นหอมหวนนัก แรงกระตุ้นสมองจะล่อให้คุณตอบสนองกับความต้องการของตัวเองทันที เช่น อยากได้ก็กดซื้อสิ สมัยนี้คลิ๊กเดียวหักเงินทันที ไม่ต้องออกไปเดินซื้อข้างนอกด้วย

บนโลกแห่งการตลาดและโฆษณา ใคร ๆ ก็อยากล้วงเงินออกจากกระเป๋าของคุณครับ การเก็บออมเงินไว้เพื่อเป้าหมายระยะยาว และอดทนที่จะไม่ตอบสนองความต้องการทันทีของตน ถือว่าเป็นกับดักที่โหดร้ายอย่างหนึ่ง ผ่านมันไปได้ยาก

3. กับดักคำถามทางการเงิน

กับดักต่อมาคือเรื่องของ สินทรัพย์ลงทุน สมมติคุณตัดสินใจจะลงทุนล่ะ ก็จะเจอคำถามมากมายว่าจะลงทุนอะไรดี น่าแปลกนะครับ เรื่องเงินเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่ในชีวิตคุณตอบไม่ได้ ให้คำแนะนำที่ถูกต้องไม่ได้ ซึ่งก็ไม่แปลก ถ้าคุณหาคนข้างตัวที่ตอบเรื่องนี้ทะลุปรุโปร่งได้ แสดงว่าคุณอยู่ในแวดวงคนลงทุนหรือกลุ่มคนฐานะดี ไม่ก็กำลังจะมีฐานะดีต่อไป

ถ้าถามคนส่วนมาก คุณก็จะจบที่เงินฝาก สลากออมสิน ประกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะไม่สามารถให้คำแนะนำได้ว่าคุณจะต้องลงทุนอะไร เพราะคนส่วนใหญ่พอเป็นเรื่องเงินจะวิ่งเข้าหาสิ่งที่ดูปลอดภัย (ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด) และในเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยศึกษาเรื่องการเงินการลงทุน (แม้ทั้งชีวิตเขาจะต้องใช้เงินก็ตาม) การลงทุนจึงมักเหมือน ๆ กัน และนั่นก็เลยทำให้เป็นการยากที่พวกเขาจะมีฐานะดีจากการลงทุน

การที่คุณหลุดพ้นจากกับดักนี้ และเริ่มลงทุนในสินทรัพย์อะไรที่ให้ผลตอบแทนดีขึ้น เช่น อสังหาริมทรัพย์ หุ้น ก็ถือว่ากระโดดจากกับดักออกมาได้อีกอันครับ

4. กับดักของตัวเลือก

ต่อให้เลือกแนวทางสินทรัพย์ลงทุนถูกต้อง แต่คุณจะเจออีกกับดัก คือ เรื่องของการเลือก พาหนะในการลงทุนสินทรัพย์ดังกล่าว คุณก็จะไม่รู้ว่าควรจะลงทุนยังไงดี ลงทุนเองหรอ หรือซื้อกองทุน หรือยังไง และแนวทางลงทุนควรแบบไหน กับดักซ้อนไปอีก คือ พอถึงจุดนี้คุณก็จะวิ่งเข้าหาการลงทุนที่เหมือนคนอื่น ๆ คุณอาจชนะพฤติกรรมตามแห่ในกับดักที่ 1 แต่มาตายในกับดักที่ 4

ในขั้นตอนนี้คุณรู้ล่ะว่าคุณจะต้องลงทุนกองทุนหุ้น แต่คุณไม่มีหลักการกำกับความคิดว่าจะเลือกกองทุนหุ้นยังไง คุณก็ลงเอยด้วยการถามคนอื่น ๆ ถามในโลกสังคมออนไลน์ ถามเว็บบอร์ดต่าง ๆ ว่า กองทุนไหนดี แล้วคุณก็จะแห่ซื้อตาม รวมไปถึงวิธีลงทุนด้วย เราก็จะพบว่า คนส่วนใหญ่ก็จะลงทุนกองทุนหุ้นดัง ๆ ที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ ที่จ่ายปันผล ก็เพราะติดกับดักข้อนี้ครับ

5. กับดักทางอารมณ์

แม้คุณจะมีวิธีเลือกกองทุนหรือเลือกหุ้นถูกต้อง แผนการเยี่ยม แต่สุดท้ายพอเจอหุ้นตกปุ๊บ คุณขายทิ้งหมดเลย หรือลงทุนไป 7 เดือนแพ้ใจตัวเอง ขายทิ้ง เลิกลงทุน เอาไปซื้อของที่อยากได้แทน สรุปคุณก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี กับดักนี้ฆ่านักลงทุนมาเยอะแยะ เพราะทัศนคติบางอย่างมันไม่ไปกับการลงทุน นักลงทุนอยากได้กำไรไว ๆ นักลงทุนกะเก็งว่าตลาดหุ้นจะขึ้นตลอดเวลา นักลงทุนอดทนกับหุ้นตกไม่ได้ นักลงทุนไม่สามารถลงทุนได้ยาว ผมเรียกว่ากับดัก แพ้ใจตัวเอง

สรุปแล้ว สิ่งแวดล้อมในปัจจุบันยากมากที่คุณจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ วางแผนและบริหารจัดการเงินตัวเองได้ กับดักมันเยอะ

เวลาเขียนอะไรแบบนี้นึกถึงคำพูดชาร์ลี มังเจอร์เสมอ “ถ้ามันง่าย ใครๆก็รวยกันหมดแล้ว” 

คุณต้องมีทัศนคติ หลักการ และวินัยดีจริง ๆ ถึงจะถึงฝั่งฝันครับ ดังนั้น เวลาเจอใครที่ลงทุนระยะยาว ลงทุนอย่างมีวินัยอย่างอดทน แม้เจ้าตัวจะรู้สึกว่ามันก็เฉย ๆ ธรรมดานะ แต่ผมจะชื่นชมเขามาก และอยากจะบอกว่าใน 100 คน คุณอาจเป็นคนจำนวนน้อยมาก คนที่ทำแบบคุณได้อาจจะมีแค่ 5 – 10 คนเท่านั้นเอง เผลอ ๆ ไม่ถึงด้วยซ้ำ

ว่าแต่ตอนนี้เจอกับดักข้อไหนกันอยู่ครับ อิอิ

รอหุ้นตก : ต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะยาว

“รอหุ้นตก หนัก ๆ  ก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า เป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุนได้ “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่า ตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าจุดต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถเดาตลาดหุ้นได้ว่าตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ และยังทำให้นักลงทุนไม่เชื่อว่าตนเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือยอมรับอย่างสดใสว่าตนนั้นไม่สามารถเดาได้หรอกนะว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องไปเดา ไม่ต้องไปจับจังหวะซื้อขายให้เสียเวลา

ข้างบนนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุด และซื้อหุ้นคืนที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้น เพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้น ๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1400 จุดก็จะมองว่า 1300 จุดคือหุ้นถูก กลับกัน คนที่มาลงทุนตอน 1800 จุด ก็จะเห็นว่า 1650 จุดนั้นเป็นดัชนีที่ต่ำมาก ๆ แล้ว (ซึ่งคนกลุ่มแรกที่ชินกับ 1400 จุดก็จะตกใจว่านั่นคือต่ำหรอ) ซึ่งถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ นักลงทุนก็อาจจะหาตัวเลขออกมาได้ แต่นั่นล่ะเมื่อเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไปซะ

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และจะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง ประกอบกับมีวินัยที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย 

เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือ ลงทุนโดยใช้หลักการลงทุนแบบประจำหรือ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

นอกจากนี้ ถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 บาท การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำ ๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป

หากแต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี (1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง

คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใคร ๆ ก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอนดัชนี 1200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา (2012-2017) มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้วในช่วงเวลานั้น

โดยส่วนตัวจึงคิดว่า คำแนะนำที่ให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอ ๆ จะทำให้ไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลย ถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลาย ๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อย ๆ และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ

ต้นทุนของการรอหุ้นตก

“รอให้หุ้นตกหนักๆก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าเป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วๆไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุน “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่าตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนว่าต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไร นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถมาเดาได้ว่าตลาดหุ้นตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ นักลงทุนจะได้ไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือรู้ว่าตนไม่สามารถเดาได้หรอกว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเดา ตรงนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุดและซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปเองในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้นเพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้นๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1,400 จุดก็จะมองว่า 1,300 จุดคือหุ้นถูก ซึ่งจริงๆมันอาจไม่ถูกก็ได้ถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ แต่นั่นล่ะเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไป

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และ จะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง + มี “วินัย” ที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือลงทุนโดยใช้หลักการ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

และถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป แต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี ( 1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้ให้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใครๆก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอน 1,200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้ว โดยส่วนตัวจึงคิดว่าคำแนะนำที่ว่าให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอๆจะไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลยถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลายๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากแต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อยๆ

และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ

กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? – แนวคิดและเหตุผล

มักจะมีคำถามที่ชวนสงสัยว่าเราควร มีกองทุนกี่กองดี นั่นสิครับ ในการลงทุนนั้น นักลงทุนควรถือ กองทุนกี่กอง และควรจะต้องใส่ไข่ไว้ในตะกร้าหลายใบไหม เพราะเกิดใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เดี๋ยวมันร่วงปุ๊บ ไข่ในตะกร้าจะแตกหมด

1. กองทุนกี่กอง : เลขที่ออก

เอาจริง ๆ แล้ว เราไม่จำเป็นต้องมีกองทุนมากมายหลายกองเลย เพราะถ้าแบ่งประเภทกองทุนตามลักษณะ “สิทธิประโยชน์” ของมัน กองทุนที่เราควรมีก็จะได้แก่

(1) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือกรณีของข้าราชการก็คือ กบข. (GPF)

(2) กองทุนที่สามารถนำจำนวนเงินที่ซื้อมาลดหย่อนภาษีได้ ก็จะมี 2 กองทุน คือ กองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)

(3) กองทุนรวมทั่วไป สำหรับลงทุนเพิ่มเติมระยะยาว

ด้วยเหตุนี้คำถามที่ว่าเราควรมี กองทุนกี่กอง ถึงจะดี? จึงสามารถตอบได้ว่า เพียงแค่ 4 กองทุน คือ PVD / LTF / RMF / กองทุนรวมทั่วไป ก็พอแล้ว และถ้าคุณเป็นคนที่อายุยังน้อย (เช่น เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 25-30) มีเวลาลงทุนได้นานมาก ๆ (ลงทุนได้อีก 20 ปี+)

นอกจากนี้ ถ้าหากเราต้องการให้เงินในอนาคตเติบโตสูงสุด ก็ควรจะเลือกเป็น PVD ที่มีหุ้น 100% หรือสัดส่วนแผนที่มีการลงทุนหุ้นมากที่สุด ควรเลือก LTF ประเภทหุ้นแท้ ๆ ไม่ใช่ผสมตราสารหนี้ที่เรียกว่าการลงทุน 70/30 หรือ 75/25 ควรเลือกลงทุนในกองทุน RMF หุ้น แล้วก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมหุ้นอีกหนึ่งกอง (ที่ไม่มีเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านการลดหย่อนภาษีเข้ามาเกี่ยว) เพื่อลงทุนระยะยาวเพิ่มเข้าไป ถ้าเอาตามนี้ เราก็จะมีกองทุนแค่ 4 กองในชีวิตครับ

อย่างไรก็ดี เราอาจจะมีกองทุนอีกกองเพิ่มขึ้นมาเป็นกองที่ 5 คือ กองทุนรวมที่มีไว้เพื่อวัตถุประสงค์สำหรับ สำรองค่าใช้จ่าย หรือไว้ใช้พักเงิน เช่น กองทุนตลาดเงิน (MMF) หรือจะเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น (Short-term bond) ซึ่งก็ถือว่าเป็นกองทุนที่อยู่ในระดับเรียบง่ายและสมประโยชน์ที่ต้องการ

โดยสรุปก็คือ กองทุนที่เราควรมี ได้แก่ PVD – LTF – RMF ไว้เป็นเงินลงทุนระยะยาวและสามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ มีกองทุนรวมธรรมดาอีก 1-2 กอง ซึ่งในยามฉุกเฉินสามารถสั่งขายออกมาได้สะดวก โดยอาจจะมีไว้สองกองทุน คือ กองทุนหุ้น กับ กองทุนที่เอาไว้พักเงิน

2. กองทุนกี่กอง : ปัญหาจาก active funds

ผมมีข้อสังเกตว่า กรณีนี้เรามีกองทุนหุ้นอย่างน้อย 3-4 กอง ถ้าเรานับหุ้นที่กองทุนถือลงทุน ซึ่งปกติก็จะมีจำนวนระหว่าง 20-40 ตัว เรามีกองทุนหุ้น 3-4 กองทุน คิดแบบเร็ว ๆ เราก็น่าจะถือหุ้นถึง 60-160 บริษัท หากแต่ความเป็นจริงของการถือกองทุนหลาย ๆ กองเช่นนี้ มันจะต้องมีการลงทุนในหุ้นซ้ำ ๆ กัน เพราะกองทุนแบบบริหารจัดการ (actively managed fund) มักจะลงทุนในหุ้นของบริษัที่มีมูลค่าตลาดสูง ๆ (big-cap stocks) หรือบริษัทขนาดใหญ่ ๆ ซึ่งก็ไม่พ้นว่าเราจะมีหุ้นซ้ำไปซ้ำมา

โดยรวมแล้วการถือกองทุนแบบ active funds หลาย ๆ กอง จะส่งผลทำให้เราน่าจะลงทุนในหุ้นเกิน 50 บริษัทขึ้นไปและส่วนใหญ่ก็จะซ้ำ ๆ กัน ลองคิดดูดี ๆ นะครับ ถ้าจำนวนหุ้นเยอะขนาดนี้ แล้วมันจะต่างอะไรกับการถือกองทุนดัชนี SET50

ถ้าคุณจะถือหุ้นเยอะขนาดนี้นะ ซึ่งในเมื่อมันถือหลาย ๆ กองทุน แล้วหุ้นมันพอ ๆ กันหรือซ้ำกันกับการถือกองทุนหุ้น SET50 แล้วท่านนักลงทุนไม่ฉุกใจเหรอว่า ท่านจะถือกองทุนแบบ active ไปเยอะแยะทำไมกัน? เพราะกองทุนพวกนี้ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีสูงกว่ากองทุนดัชนีประมาณ 2-5 เท่า ด้วยเหตุนี้ ทางเลือกที่น่าจะดีกว่าก็คือ การลงทุนในกองทุนดัชนีทุกกองไปเลย โดยเลือก กองทุนดัชนี ที่มี ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

หลักการนี้นำไปใช้กับคำถามที่ว่า เราควรจะถือกองทุนหุ้นหลาย ๆ กองเพื่อกระจายความเสี่ยงหรือไม่? นักลงทุนที่คิดจะถือกองทุนหุ้นประมาณ 3-5 กองเพื่อกระจายความเสี่ยง นักลงทุนไม่ได้กระจายความเสี่ยงอะไรหรอกครับ (กรณีนี้ผมหมายถึงคุณมี LTF หุ้น 3-5 กอง หรือมี RMF หุ้น 3-5 กองนะครับ)

สาเหตุก็เพราะมันกลายเป็นว่า นักลงทุนได้ลงทุนในลักษณะประหนึ่งถือหุ้นทั้งดัชนีน่ะล่ะ นอกจากความเสี่ยงไม่ได้กระจาย การทำเช่นนี้ยังมีของแถมเป็นการเพิ่มความเสี่ยงบางอย่างมาอีกด้วยว่า ระยะยาวนั้นนักลงทุนจะได้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตลาดหุ้นอย่างมาก (คือได้ผลตอบแทนต่ำกว่า ผลตอบแทนรวมระยะยาวของตลาดหุ้น หรือ SET TR) เพราะค่าใช้จ่ายกองทุนพวกนี้รวมกัน มันจะกัดกินผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้ไปเกือบหมด

อนึ่ง ต้องอธิบายเพิ่มเติมประเด็นข้างบน การมี LTF หุ้นไทย 5 กอง มีกองทุน RMF หุ้นไทยอีก 5 กอง รวมเป็น 10 กอง และทั้ง 10 กองเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด จะไม่เหมือนกันกับกรณีมีกองทุน LTF หุ้นหนึ่งกอง กองทุน RMF หุ้นอีกหนึ่งกอง และกองทุนหุ้นธรรมดาอีกหนึ่งกอง โดยทั้งสามกองทุนเป็นกองทุนที่ลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมด เพราะกรณีแรกเป็นการลงทุนแบบไม่เกิดประโยชน์อะไรดังเหตุผลที่ได้อธิบายไปแล้ว

ส่วนกรณีหลังหรือแบบที่สองนั้นเป็นการที่เราลงทุนโดยเน้นสิทธิบางอย่างแยกไปครับเหตุผลก็เพราะกองทุนประเภท LTF มันก็มีหลักเกณฑ์ลดหย่อนภาษีที่แตกต่างจากกองทุนประเภท RMF จึงสามารถลงทุนในหุ้นไทยทั้งหมดได้แม้จะรวมเป็นตะกร้าเดียวกัน เนื่องจากลักษณะสิทธิประโยชน์ในการลงทุนมันแยกกัน หรือพูดอีกแบบก็คือ จริง ๆ เราต้องการจะลงทุนในหุ้นไทย 100% แต่เพราะมีสิทธิประโยชน์ด้านภาษี เราจึงต้องแบ่งไปลงทุนในกองทุนแต่ละประเภทแยกสัดส่วนเงินกัน

การถือกองทุนแบบบริหารจัดการ (active mutual funds) หลาย ๆ กอง มันเป็นการการันตีและรับรองได้เลยว่า นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนเชิงรับ[ลงทุนในกองทุนดัชนี][1. Ken Fisher and Lara Hoffmans, The Ten Roads to Riches: The Ways the Wealthy Got There (And How You Can Too!) (Hoboken: Wiley, 2009),191.]

3. กองทุนกี่กอง : อคติทางการเงิน

ผมเข้าใจอคติ (bias) อย่างหนึ่งของนักลงทุนนะ นักลงทุนจะคิดว่าตัวเองแยกตะกร้า มีการแยกคิดบัญชีในใจ (mental accounting) หากฉันลงทุนกองทุนหุ้น A กองทุนหุ้น B กองทุนหุ้น C กองทุนละ 100 บาท ปีนี้กองทุน A กับ B ผลตอบแทนแย่ เงินเหลือ 90 บาททั้งคู่ แต่ C ดีมากกลายเป็น 110 บาท นักลงทุนจะสนใจผลตอบแทนของกองทุน C แล้วนักลงทุนก็จะสบายใจ แต่หารู้ไม่ว่า เงินใน A B C มันก็เงินนักลงทุนเองทั้งหมดไม่ใช่หรือ คือ 300 บาท เพราะฉะนั้นเวลาคำนวณผลกำไรจริง นักลงทุนต้องคิดรวมกันเป็นเงินก้อนเดียว ไม่ใช่แยกกัน ก็จะได้มูลค่าเงินลงทุนของตัวเองที่ 290 บาท ซึ่งนักลงทุนก็ขาดทุนอยู่ดี

ด้วยเหตุนี้ การลงทุนโดยซื้อกองทุนกระจายหลาย ๆ กองในสินทรัพย์ชนิดเดียวกัน เช่น การที่นักลงทุนซื้อและถือกองทุนหุ้นไทยไป 5-6 กอง ส่วนตัวผมว่ามันไร้หลักการลงทุนที่ดีมารองรับ ถ้านักลงทุนบอกจะกระจายความเสี่ยงเวลาหุ้นตก มันก็เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ถ้าตลาดหุ้นจะตกหนักร่วงลงแรงมาก หุ้นทั้งตลาดมันก็ควรจะร่วงลงมาด้วย ซึ่งจะต้องส่งผลให้กองทุนหุ้นทุกกองที่นักลงทุนถือร่วงตามเช่นกัน อาจจะมีบางกองที่จะรอด เช่น กองทุนที่ถือเงินสดไว้เยอะ ๆ และสามารถจับจังหวะลงทุนได้ถูก แต่ส่วนมากแล้วกองทุนพวกนี้จะมาพลาดอีกรอบก็ตอนหุ้นขึ้น ผู้จัดการกองทุนมักจะไล่ซื้อหุ้นกลับเข้ากองทุนไม่ทัน สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวที่ท่านจะได้ก็จะลดน้อยถดถอยลงอยู่ดี

พฤติกรรมที่โดนอคติบดบังแบบนี้จะพบได้ในพฤติกรรมการลงทุนอีกประเภทคือ การที่นักลงทุนชอบซื้อกองทุนหลาย ๆ กอง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ แล้วก็ช็อปปิ้งกองใหม่ไปเรื่อย ๆ กองไหนกำไรก็ขายทิ้ง กองไหนขาดทุนก็ดองไว้ต่อ ที่ Peter Lynch เรียกว่าพฤติกรรม “เด็ดดอกไม้ รดน้ำวัชพืช” (pulling out the flowers and watering the weeds)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 91-92.] ซึ่งทำให้ในท้ายที่สุดพอร์ตกองทุนของนักลงทุนเหล่านี้ก็จะมีแต่กองทุนที่ขาดทุน เก็บสะสมไว้เต็มไปหมด เป็นพฤติกรรมที่สะท้อนอคติในการลงทุนได้ดีว่า คนเรามักจะลงทุนโดยใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล

4. บทสรุป

จำนวนกองทุนที่นักลงทุนควรมีนั้นขึ้นอยู่กับประเภทของกองทุนรวมซะมากกว่า โดยทั่วไปสำหรับมนุษย์เงินเดือนและผู้มีรายได้ที่ต้องเสียภาษี กองทุนกองที่ 1 และ 2 ย่อมควรจะต้องเป็นกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF และกองทุนรวมหุ้นเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ซึ่งจะมีกองทุนอีกประเภทที่คู่กันมาก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือสำหรับราชการก็จะเป็น กบข.

ถัดจากกองทุนรวม 2 กองข้างบนที่เป็นกองทุนลดหย่อนภาษี นักลงทุนควรมีอีกหนึ่งกองทุน คือ กองทุนรวมหุ้นธรรมดา เพื่อมีไว้สำหรับลงทุนระยะยาวเพิ่มเติม และแน่นอนว่านักลงทุนควรมีเงินสำรองสำหรับกรณีมีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน ซึ่งนักลงทุนอาจพักเงินสำรองฉุกเฉินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้

ถ้านักลงทุนจะมีกองทุนมากกว่านี้ นักลงทุนก็ไม่ควรมีกองทุนหุ้นใด ๆ เพิ่มอีกแล้ว เว้นแต่จะเป็นกองทุนรวมที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่นักลงทุนต้องการเพิ่มเข้ามาเพื่อจัดพอร์ตลงทุนหรือกระจายความเสี่ยงครับ

เพราะฉะนั้น ถามตัวเองทุกครั้งเวลาจะซื้อกองทุนเพิ่มว่ามันจำเป็นจริง ๆ หรือ การมีกองทุนเยอะแยะเกินไปอาจจะเป็นตัวบ่งบอกได้อย่างหนึ่งว่าคุณควรจะรู้แล้วนะว่าคุณน่ะ ยังไม่รู้อะไรและยังไม่เข้าใจในการลงทุนดี จึงควรทบทวนพอร์ตการลงทุนในกองทุนรวมได้แล้วครับ

Facebook : Bear Investor