LTF กองไหนดี

พอถึงช่วงเวลาสิ้นปีได้วนมาครบบรรจบอีกรอบ เหล่าผู้มีรายได้ก็จะเริ่มมองหาการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เพื่อลดหย่อนภาษี ด้วยสรรพคุณที่จำง่าย ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ซื้อแล้วถือยาว 7 ปี และซื้อปีไหนก็ได้ไม่บังคับซื้อทุกปี (อันนี้คือเงื่อนไขภาษีคร่าวๆนะครับ) ทำให้มันเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ใครๆหลายคนเลือกเป็นตัวเลือกแรกๆ แต่ทว่าคนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่ามันลดภาษีได้เป็นหลัก หลายๆคนก็เลยปาลูกดอกเล่น ซื้อกองทุน LTF เจ้าไหนก็ได้เอาฉันสะดวกพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดครับ! LTF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนใน “หุ้น” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือ “SET”…

หุ้นตก ควรพอหรือรอ(ถัว)ต่อไป

 เคยคิดอยากจะเขียนเรื่องนี้มานานครับ ประจวบเหมาะกับเจอกระทู้สะเทือน Pantip กระทู้นี้พอดี   ” ขาดทุนหุ้น 93% ถัว อยู่เฉย หรือ คัท วิธีไหนดี  ” จึงตั้งใจจะเขียนขึ้นมาครับ เพราะเอาจริงๆแล้ว การถัวหุ้น มันเป็นการบริหารเงินลงทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆ ซึ่งถ้าทำไม่ดี ส่วนมากจะจอดและเจ๊งครับ ลองดูกราฟข้างล่างนี่ซึ่งเป็นราคาหุ้น SSI ก็ได้ จาก 1.7 บาทถ้าคุณถัวมาเรื่อยๆ…
PE-SET-40Y-AVERAGE-1975-2015

P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี

มีหน้าเว็บหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ที่ผมชอบเข้าดูบ่อยๆ คือ หน้า สรุปภาพรวมตลาด โดยเฉพาะส่วนล่างค่าสถิติสำคัญซึ่งอัตราส่วนทั้งหมดนี้ค่อนข้างสำคัญและผมชอบเอามาวิเคราะห์บ่อยๆครับ และอัตราส่วนที่ผมชอบดูมากที่สุดคือ P/E ของตลาดหุ้นครับ ใครที่ศึกษาเรื่องหุ้นมาแล้ว ค่านี้เป็นตัวหลักที่นักลงทุนทุกคนควรจะเข้าใจ เพราะมันเป็นตัวเลขสำคัญที่จะบอกอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับหุ้นตั้งแต่ระดับพื้นๆไปจนถึงเชิงลึกเลยทีเดียว สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักมัน เราสามารถสรุปเรื่องของ P/E ย่อๆได้ว่ามันเป็นตัวเลขที่ “บอกเราว่าราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณซื้อบริษัทที่ทำกำไรได้แน่นอนมากปีละ 100 ล้าน ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ลดไม่เพิ่ม ยืนยันที่จะทำกำไรได้ปีละ 100 ล้านเท่านั้น…

เจาะลึก Earning Yield Gap ตลาดหุ้นไทย

“Markets can remain irrational a lot longer than you and I can remain solvent.”  —- John Maynard Keynes เคยสงสัยไหมครับว่า ในเมื่อตลาดหุ้นนั้นมีทั้งช่วงที่หุ้นถูกและหุ้นแพง ถ้าเรารู้ว่าช่วงนี้หุ้นแพงเราก็ไม่ควรจะลงทุนเพราะมีสิทธิที่หุ้นจะตกลงมาหนักๆได้ แล้วปกติเขามีวิธีอะไรมาใช้วิเคราะห์กันบ้าง ผมรวบรวมมา 3 วิธีให้ทำความเข้าใจกันง่ายๆครับ วิธีที่…

Project “B” : Earning Yield Gap Asset Allocation 70/30

*** เนื่องจากในหลายปีต่อจากนี้นับจากปี 2018 ผมจำต้องไปศึกษาต่อ ซึ่งก็จะมีปัญหาเพราะการไปเรียนต่อนี้ ผมจำต้องระดมทุนเพื่อตระเตรียมไว้ใช้จ่ายด้วย ด้วยเหตุนี้และด้วยความรู้สึกผิดอย่างมากที่ไม่สามารถดำเนินการลงทุนทดลองไปตลอดรอดฝั่ง ผมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องปิดโปรเจกต์เพื่อนำเงินมาใช้ในการศึกษาครับ หวังว่าทุกท่านจะได้โปรดให้อภัย หากมีโอกาสหน้าเมื่อพร้อม ผมจะกลับมาทำโปรเจกต์ทดลองเหล่านี้ต่อให้ได้ครับ 


Project “B” เป็นตัวอย่างการลงทุนที่ผมจะทดลองทำให้ดู โดยอาศัยหลักการลงทุนผสานกันระหว่าง “Asset Allocation” หรือการลงทุนกระจายสินทรัพย์แบ่งสัดส่วน กับ “Earning Yield Gap Method” การคำนวณหาผลตอบแทนการลงทุนแบบเปรียบเทียบระหว่าง 2 สินทรัพย์

ในที่นี้โปรเจกต์ B ของเราจะลงทุนในสินทรัพย์คลาสสิก 2 ชนิด คือ หุ้นกับตราสารหนี้ซึ่งมีพลังในการคานอำนาจกันเอง ปกติคำแนะนำหลักๆ จะเป็นตัวเลข 60:40 ครับ ลงทุนในหุ้น 60% ที่เหลือ 40% เป็นตราสารหนี้แล้วพอครบ 1 ปีก็ Rebalance พอร์ต 1 ครั้งให้เงินกลับมาอยู่ที่ 60:40 เหมือนเดิม เช่น ปีแรกเราลงทุนด้วยเงิน 100 บาท ก็จะต้องแบ่งเป็นลงทุนหุ้น 60 ตราสารหนี้ 40 ผ่านไป 1 ปีถ้าเงินกลายเป็น 150 เป็นหุ้น 100 ตราสารหนี้ 50 แบบนี้ก็จะต้องทำให้หุ้นและตราสารหนี้กลับมาอยู่ที่สัดส่วน 60:40 ในกรณีนี้ต้องสับเปลี่ยนขายหุ้นออกมาเข้าตราสารหนี้ โดยจะต้องเริ่มต้นใหม่ที่หุ้น 90 ตราสารหนี้ 60 ครับ

ตัวเลขที่ผมใช้เป็นกลยุทธ์ของพอร์ตคือ 70:30 ครับ โดยปกติจะเริ่มต้นที่หุ้น 70% เพื่อพยายามจะให้พอร์ตมีผลตอบแทนที่คาดหวังประมาณ 9% ต่อปี (ให้ชนะเงินเฟ้อ 3 เท่า) และเราจะมีวิธีปรับปรุงครับ เราจะไม่ลงทุนทื่อๆที่ หุ้น70% โดยเราจะมี range ช่องว่างที่หุ้นสามารถขยับลงทุนได้ตั้งแต่ 55%-85% เลยทีเดียว (บวกลบ 15%) โดยใช้การหา Earning Yield Gap เข้ามาเสริมครับ ถ้าตัวเลขนี้สูงเราจะขยับสัดส่วนหุ้นให้สูงขึ้นได้เกิน 70%ครับ วิธีคิดตัวเลขนี้คือ เอา 100ตั้งแล้วหารด้วย PEตลาดหุ้นไทย(SET) เสร็จแล้วลบด้วยผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย 10 ปีครับ โดยตัวเลขเฉลี่ย Earning Yield Gap (EYG) ตรงส่วนนี้จะอยู่ที่ 4% ครับ ดังนั้นระบบลงทุนของเราจะเป็นแบบนี้ครับ

eyg

ตัวอย่าง วันที่ 8 กันยา ตลาดหุ้นไทย P/E 18 จะได้ earning yield ที่ 100/18 = 5.55% ส่วนพันธบัตร 10 ปีให้ yield 3.0% นี่ล่ะครับ Earning Yield Gap คือ 5.55 – 3.0 นิดๆ = 2.5% + เพราะฉะนั้น เราจะลงหุ้น 65% สำหรับปีนี้ครับ โดยปีหน้าวันที่ 9 กันยา 59 จะทำแบบนี้ rebalance อีกรอบเพื่อปรับสัดส่วนใหม่ ระหว่างนั้นไม่ต้องไปยุ่งมันครับ โดยผมลงทุนวันแรกวันที่ 09/09/2558 ด้วยเงินจำนวน 100,000 บาท (เพราะฉะนั้นจะแบ่งเป็นหุ้น 65,000 / ตราสารหนี้ 35,000 ครับผม)

1) ดู P/E SET ล่าสุดคือหน้านี้ เลื่อนลงไปดูตรงค่าสถิติด้านล่าง Click

2) พันธบัตรเลือก Government Bond แล้วดูตรงช่อง TTM(Yrs.) ที่ใกล้ 10 ปีที่สุดครับ ค่าผลตอบอยู่ที่  Yield(%) Click

สำหรับกองทุนที่จะใช้ลงทุนเป็นตัวแทนหุ้น คือ SCBSET50 ของไทยพาณิชย์ครับ โดยนโยบายของกองทุนนี้จะลงทุนในหุ้น 50 ตัวใหญ่ที่ประกอบกันเป็นดัชนี SET50 ของตลาดหุ้นไทย (โดยมีขนาดมูลค่ารวมกันประมาณ 65-75% ของมูลค่าตลาดหุ้นไทย) โดยข้อดีที่สุดของกองทุนนี้คือ มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปี (total expenses ratio) ที่ 0.5-0.6% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในบรรดากองทุนหุ้นไทย ณ ปัจจุบัน และในส่วนของกองตราสารหนี้จะเลือก SCBFP ของค่ายเดียวกัน ให้ง่ายต่อการจัดการครับ ค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ประมาณ 0.4% เหมือนกัน เท่ากับว่าพอร์ตการลงทุนนี้จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยระยะยาวที่ประมาณ 0.5% ต่อปีครับผม ซึ่งผมถือว่าน้อยมาก น้อยกว่ากองทุนตราสารหนี้ 100% หลายๆค่ายในไทยอีกต่างหาก (พวกนี้เก็บ 0.5% โดยเฉลี่ย) ที่สำคัญคือ ปกติแล้วถ้าเราจะใช้กองทุน active fund มาทำ เราจะมีค่าใช้จ่ายรวมของพอร์ตที่ประมาณ 1.2-1.6% ต่อปีเลยทีเดียว นี่เท่ากับว่า Project B ของเรามีต้นทุนต่ำกว่า 3-4 เท่า ส่วนต่างประมาณ 0.8% – 1.2% นั้นคือผลตอบแทนที่เราจะได้รับในระยะยาวครับ ได้มาโดยการจ่ายค่าธรรมเนียมน้อยกว่านี่ล่ะ กำไรตั้งแต่ลงทุนเห็นๆ (^^)

ทั้งนี้เราสามารถปรับสัดส่วนหุ้นที่เราอยากได้มากหรือน้อยกว่านี้ได้นะครับ ขึ้นอยู่กับว่าเรารับความเสี่ยงผลขาดทุนได้แค่ไหน หรืออายุและเวลาลงทุนวางไว้แบบไหน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้อาจแตกต่างไปตามเป้าหมายของแต่ละคนได้ อย่างผมทำกลางๆที่ 70/30 (หุ้นปกติ 70%) ซึ่งแต่ละคนอาจจะปรับเป็น 80/20 85/15 หรือ 60/40 50/50 40/60 ก็ทำได้ ลองปรับดูให้เหมาะกับเป้าหมายตัวเองครับ

โดย ProjectB นี้ก็จะทำการติดตามผลตอบแทนและอัพเดตทุกๆปีด้วยครับ


วันที่เริ่มต้น – 09/09/15

scb

มูลค่าเพี้ยนนิดนึงนะครับ เป็น 64/36 เพราะเงินโอนเข้ามาไม่ทันเลยทำให้อันหลังปรับตาม EYG(11/11/15) ที่ 60/40 แต่ระยะยาวไม่น่าเพี้ยน แค่ครั้งแรกหุ้นน้อยไป 1% ไม่ถือเป็นสาระสำคัญครับ


อัพเดตประจำปี
b-60

มูลค่าล่าสุด – 9 กันยายน 2017

21552132_1872165756132788_637076018_n

วันสุดท้ายที่หยุดโปรเจกต์ วันที่ 28/3/2018 จากเงินต้น 100,000 กลายเป็น 127,544 บาท (+27.5%) เริ่มต้นลงทุนวันแรก 9/9/15 ก็ประมาณ 30 เดือน หรือ 2 ปีครึ่ง คิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 10.2% ต่อปีครับ

projectb-lastday.PNG

 


** บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

Read more about Project “B” : Earning Yield Gap Asset Allocation 70/30

%d bloggers like this: