ดูผลตอบแทนย้อนหลัง บอกอนาคตจริงหรือ (LTF)

วันนี้ได้เวลาทำสิ่งหนึ่งที่อยากทำ นั่นคืออยากลองหาดูว่า กองทุนหุ้นที่ได้ที่ 1-5 ในแต่ละปีมีโอกาสเท่าไหร่ที่จะอยู่ในลำดับเดิมๆในช่วงเวลาต่อมา และครั้งนี้ผมจะใช้กองทุนหุ้นระยะยาว LTF ในการทำวิจัยย้อนหลัง back-testing ครับ

ในบ้านเรามีกองทุนหุ้นระยะยาว LTF ทั้งหมด 52 กองทุน และเพื่อให้สอดคล้องกับการลงทุนในระยะถัดไปของ LTF ที่กำหนดถือครอง 7 ปี (สำหรับบางท่านที่ซื้อวันสุดท้ายของปีจะถือแค่ 5 ปี 2 วัน) เพราะฉะนั้นผมจะใช้วิธีเลือกกองทุนลำดับ 1-5 แล้วดูว่า 5 ปีต่อมาจะเกิดอะไรขึ้น พวกมันจะมีโอกาสกลับมาเข้าสู่ทำเนียบได้อีกหรือไม่ โดยเลือกแค่ห้าลำดับแรกก็เพราะว่าในเมื่อ LTF มี 52 กอง แสดงว่า 5 กองแรกนั้นคือ TOP 10% สูงสุด จะได้รู้ว่าการดูผลตอบแทนย้อนหลังหรือดูที่ 1-5 ในแต่ละปีแล้วซื้อ(ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปน่าจะนิยมทำกัน) จะได้กองทุนผลตอบแทนสูงสุดแบบที่พวกเขาหวังกันหรือไม่ โดยผมจะใช้ห้าลำดับแรกของปี 2007,2008,2009 ซึ่งจะครบ 5 ปีใน 2012,2013,2014 และด้านล่างคือผู้เข้ารอบ Hall of Fame ในแต่ละปีของเราครับ

rank1
หมายเหตุ : ตัดกองทุน LTF ที่มีนโยบายผสมตราสารหนี้ทิ้ง เช่น 70/30 75/25 ซึ่งถ้าไม่ตัด ในปี 2008 กองที่ผลตอบแทนสูงสุดทั้งหมดจะเป็นกองทุนพวกนี้ครับ

-กองทุน 5 ลำดับแรกในปี 2007 ไม่ติด 5 ลำดับแรกในปี 2012

-กองทุน 5 ลำดับแรกในปี 2008 มี 2 กองที่ห้าปีต่อมากลับมาติดอันดับอีกครั้ง

-กองทุน 5 ลำดับแรกในปี 2009 มี 2 กองทุนที่ห้าปีต่อมาติดลำดับอีกครั้ง

ลองคำนวณดูจะพบว่า ใน 1 ปีจะมี 5 กองทุนแรกให้เลือก เราย้อนหลัง 3 ปี = ซื้อกองเดียววัดใจได้ 15 ครั้ง แต่มีโอกาสแค่ 4 จาก 15 หรือ 26.67% ที่คุณจะเลือกกองทุนได้ถูกต้องว่า 5 ปีต่อมามันจะยังอยู่ในลำดับที่ 1-5

ลองทดสอบแบบถือครองสมัยก่อนคือ 5 ปีปฎิทิน หรือน้อยสุด 3 ปี 2 วัน เพราะฉะนั้นใช้ระยะเวลา 3 ปีมาดูผลตอบแทน พบว่า 1-5 ในปีแรกจะกลับมาเป็น 1-5 ในอีก 3 ปีต่อมานั้น มีเพียงแค่ 6 จาก 25 ครั้งหรือ 24% เท่านั้นที่คุณจะเลือกถูก

ที่โหดกว่านั้นคือ มีกี่ปีที่ 1-5 ลำดับแรกจะกลับมาอยู่ 1-5 ของปีต่อมา สถิติธุรกรรมได้ 5 กองทุนต่อปี ก็จะมีทั้งหมด 7 ปี หรือ 35 ครั้ง แต่กลับมีแค่ 5 ครั้งเท่านั้นที่ ห้าอันดับแรกของปีแรกจะเป็น 5 ลำดับแรกของปีถัดมา หรือมีโอกาสเพียง 1 ใน 7 ซึ่งเท่ากับความน่าจะเป็น 14.29%

บทสรุปที่น่าสนใจ คือ การดูลำดับผลตอบแทนกองทุนสูงสุด 1-5 ลำดับแรก แทบจะไม่เชื่อมโยงกับลำดับที่ของมันใน 1 ปี 3 ปี 5 ปีต่อมาเลย เป็นการยากที่คุณจะเลือก 1-5 ลำดับแรกแล้วหวังว่ามันจะเป็น 1-5 ลำดับแรกในเวลาระยะยาวๆ โอกาสถูกต้องน้อยกว่า 1/4 (ปาลูกดอกสี่ครั้งโดนเป้าครั้งเดียว) และแม้จะหวังในรอบสั้นๆเช่นกรณี 1 ปี มันก็ยากยิ่งกว่าเพราะมีโอกาสน้อยกว่า 1/6 เปรียบไปแล้วก็เหมือนสุ่มทอยลูกเต๋าแล้วทายหน้าครับ โอกาสถูกพอกัน

ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือ ผลตอบแทนล่าสุดไม่บ่งบอกอะไรถึงผลตอบแทนในอนาคตเลย !! ไม่ว่าจะในระยะยาว หรือระยะสั้นก็ตาม (ไม่เชื่อลองย้อนไปดูผลตอบแทนที่ปีแรกสูงมีโอกาสน้อยมากที่ปีที่สองจะสูงด้วย)

บางท่านอาจจะสังเกตว่าบางกองมันก็กลับมาเป็นที่ 1-5 บ่อยๆนะ แสดงว่ามันก็น่าจะดูผลตอบแทนย้อนหลังได้บ้าง ซึ่งผมมีข้อเสนอแนะอีกว่า ที่เรารู้ว่ามันกลับมาเป็นที่ 1-5 ได้ใหม่ก็เพราะผลตอบแทนมันโชว์ให้เห็นแล้วว่ามันกลับมาได้ ตรงนี้เรามีข้อมูลในอดีตให้ดู (เป็นการมองกระจกหลัง) เพราะถ้าจับสถิติต่อ ณ 4 ธันวาคมปี 2015 กองทุน LTF ที่อยู่ลำดับ 1-5 ของปี 2014 ก็ไม่ติดห้าลำดับแรกครับ เป็นการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ย ที่เรียกว่า “Reversion to the Mean” (RTM)

สิ่งที่อยากจะฝากไว้จริงๆ ก็คือ วิธีที่หลายๆคนกำลังทำกันอยู่ ดูว่าใครผลตอบแทนดีล่าสุดแล้วซื้อตาม ยกตัวอย่าง ท่านจะซื้อ LTF วันที่ 30 ธันวาคม วันก่อนหน้านั้นท่านก็เปิดเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อดูว่า ใครหนอผลตอบแทนดีสุดในปีนี้ แล้วก็ซื้อกองทุนหุ้นที่ร้อนแรงล่าสุด ก็อย่างที่วิจัยครั้งนี้ทำให้เห็นครับ 1-3-5 ปีข้างหน้า (หรือไกลไปอีก) โอกาสที่ท่านจะได้กองทุนผลตอบแทนสูงๆ ติดลำดับต้นๆอีกรอบนั้นมันยากจริงๆ ไม่เชื่อดูบทวิจัยก่อนหน้าก็ได้ครับ ว่ากอง LTF ส่วนใหญ่ในระยะยาวยังแพ้ผลตอบแทนตลาดหุ้นอีกต่างหาก  โปรด click LTF กองไหนดี?

ดังนั้น สรุปกันสั้นๆง่ายก็คือ

past performance does not guarantee future results

ที่เขาโปรยไว้เวลาโฆษณากองทุนนั้น มันถูกต้องจริงๆ

 


**บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงแนวคิดส่วนตัวเกี่ยวกับวิธีการลงทุนของผู้เขียน ไม่ได้มีเจตนาชักชวนให้ลงทุนตาม ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณ การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

LTF กองไหนดี ? : คำถามซึ่งไม่ไร้คนพยายามตอบ

LTF กองไหนดี ?

พอถึงช่วงเวลาสิ้นปีได้วนมาครบบรรจบอีกรอบ เหล่าผู้มีรายได้ก็จะเริ่มมองหาการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เพื่อลดหย่อนภาษี ด้วยสรรพคุณที่จำง่าย ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ซื้อแล้วถือยาว 7 ปี และซื้อปีไหนก็ได้ไม่บังคับซื้อทุกปี (อันนี้คือเงื่อนไขภาษีคร่าว ๆ นะครับ) ทำให้มันเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ใครหลาย ๆ คนเลือกเป็นตัวเลือกแรก ๆ

ทว่า LTF กองไหนดี เมื่อคนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่ามันลดภาษีได้เป็นหลัก หลายคนก็เลยปาลูกดอกเล่น ซื้อกองทุน LTF เจ้าไหนก็ได้ เอาที่ฉันสะดวกพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดครับ!

1. อะไรคือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว?

LTF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนใน “หุ้น” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือ “SET” ดังนั้น การถือครองถึง 7 ปีย่อมทำให้ผลตอบแทนของกองทุนสะท้อนผลตอบแทนหุ้นได้อย่างดี (จากสถิติคำนวณย้อนหลัง 2002 – พฤศจิกายน 2015 พบว่า Rolling Return ของผลตอบแทนตลาดหุ้นรวมเงินปันผลอยู่ที่ประมาณ 13.5% ต่อปี หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นวันไหนก็ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วถือยาวถึง 7 ปี ผลตอบแทนที่ได้รับจะเฉลี่ยอยู่ที่ 13.5% ต่อปี และที่น่าสนใจคือ ค่าต่ำสุดของผลตอบแทนคือ 5.1%

นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาที่ทดสอบย้อนหลังนั้น การถือครองหุ้นทั้งตลาดเป็นเวลา 7 ปี ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกตลอด ไม่ขาดทุน  โดยคุณสามารถลงทุนอย่างเรียบง่าย สบาย ๆ เพียงแค่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดแล้วถือครองให้ยาวพอ ด้วยวิธีที่ดีที่สุดในการจะทำแบบนี้ คือ ซื้อกองทุนดัชนี (Index Fund)

คำถามก็คือ ถ้าเราเลือกลงทุน LTF โดยใช้ Active Funds หรือกองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาเลือกหุ้นให้ ในเวลา 10 ปีย้อนหลังที่ผ่านมา มีกี่กองกันนะที่ทำผลตอบแทนได้ชนะผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น

จากการดึงข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2015 ย้อนหลังไป 10 ปี เราจะได้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นรวมเงินปันผลทบต้น (SET Index Total Return หรือ “SET TR”) ที่ 11.79% ต่อปี

ในขณะที่ กองทุน LTF ที่ตั้งเกิน 10 ปีมาแล้วมี 26 กองทุน ผลตอบแทนเฉลี่ยของพวกเขาคือ 10.21% (สูงสุด 15.65% ต่ำสุด 4.2%) ซึ่งจะมีเพียง 6 กองทุนจาก 26 กองที่ชนะ SET TR หรือคิดเป็น 22% เท่านั้น นั่นเท่ากับว่า กองทุนประมาณ 80% ทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าตลาดหุ้น โดยทำได้น้อยกว่าเฉลี่ย 1.58% ต่อปี !!!  หรือทำผลตอบแทนได้เพียง 86.5% ของผลตอบแทนรวมตลาดหุ้น  😱

10Y
Data as of 27/11/2015  source : Morningstar, SET

จากข้อมูลข้างบน เราจะตั้งข้อสังเกตกันได้อีกครับ ถ้าเราซื้อกองทุนดัชนีที่ใกล้เคียงที่สุด คือ กรุงศรีหุ้นระยะยาว SET50 ซึ่งได้ผลตอบแทน 9.8% ต่อปี ก็ยังห่างจากผลตอบแทน SET TR ถึง 1.99% ต่อปี และทำผลตอบแทนชนะกองทุนได้เพียงแค่ 10 กองทุน (ชนะประมาณ 40% ของกองทุนทั้งหมด)

ซึ่งผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นจะชนะกองทุนได้กว่า 80% แต่กองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้นกลับชนะได้น้อยกว่ามาก ๆ นั่นก็เพราะเหตุผลเดียวคือ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม (Total Expense Ratio) ครับ นั่นคือ ถ้ากองทุนดัชนีพวกนี้คิดค่าใช้จ่ายน้อยลง จะทำให้โอกาสที่พวกมันจะชนะกองทุนบริหารทั้งหลายนั้นสูงขึ้นอย่างมาก

การที่กองทุน LTF ประเภทกองทุนบริหาร (Active Funds) ส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับทางตะวันตกครับ ซึ่งได้พิสูจน์กันมาแล้วว่า ในระยะยาวนั้น กองทุนบริหารที่คัดเลือกหุ้นมีน้อยมากที่ระยะยาวจะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น ยิ่งกองดัชนีในต่างประเทศ อย่างเช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนเพียงปีละ 0.05% ต่อปี ก็ยิ่งทำให้พวกมันทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงตลาดหุ้นจริง ๆ จึงทำให้พวกกองทุนบริหารกว่า 70-80% ไม่สามารถทำผลตอบแทนดีกว่าพวกมันได้

2. ผลกระทบจากค่าใช้จ่ายกองทุน

ประเด็นสั้น ๆ 1 บรรทัดที่สำคัญคือ ในระยะยาวนั้น

“ค่าใช้จ่ายบ่งบอกผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคตมากที่สุด”

เพราะในระยะยาวมีกองทุนน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น คุณแทบจะทำนายไม่ได้เลยว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้า กองทุนไหนจะทำผลตอบแทนได้ที่ 1 หรือ 2 เพราะฉะนั้นการมานั่งเสียเวลาไปกับการไล่ล่าหากองทุนที่ผลตอบแทนดีที่สุด จึงเป็นการเปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เชื่อลองดู 5 ปีล่าสุดก็ได้ครับ

5 ปีล่าสุดนั้น ผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยอยู่ที่ 7.52% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนของ SET TR อยู่ที่ 10.39% ต่อปี ส่วนต่างคือ – 2.87% ต่อปี หรือเท่ากับว่ากองทุน LTF ส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนหายไปซึ่งคิดเป็น 27% ของผลตอบแทนตลาดหุ้นที่คุณควรจะได้รับครับ และมีเพียง 11 จาก 52 กองทุนเท่านั้นที่ชนะ SET TR (เท่ากับว่ามีแค่ 20.8%จากทั้งหมดที่สามารถชนะตลาดหุ้นได้) โดยลำดับก็ไม่เหมือนเดิมกันด้วย เพราะ 6 กองทุนที่ชนะ SET TR ของ 10 ปีที่แล้ว โผล่มาชนะในรอบ 5 ปีนี้แค่ 4 กองทุนเท่านั้น

5Y

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ลองทำแบบ 3 ปีย้อนหลังบ้างครับ คราวนี้มี LTF แค่ 10 กองเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น (ประมาณ 80% ของกองทุนจาก 52 กองทุนพ่ายแพ้กับตลาดหุ้นอีกแล้ว) โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยครั้งนี้อยู่ที่ 3.42% ต่อปี ในขณะที่ SET TR อยู่ที่ 5.15% นั่นคือ ส่วนต่างความพ่ายแพ้ครั้งนี้อยู่ที่ 1.73% ต่อปีครับ หรือกองทุนส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้เพียงแค่ 66.4% จากที่ตลาดหุ้นทำได้ 

มาถึงตรงนี้ เราก็ได้ตัวเลขสักทีว่า กองทุนที่มีผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังชนะตลาดหุ้น ซึ่งมีทั้งหมด 6 กองทุนนั้น มี 4 กองทุนที่สามารถชนะตลาดหุ้น 5 ปีย้อนหลังได้ และเหลือแค่  3 กองทุนเท่านั้นที่ชนะในช่วงเวลา 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งใน 3 กองนี้มีเพียงแค่กองเดียวที่ชนะ ทั้งช่วงเวลา 10 ปี 5 ปี 3 ปี แถมถ้าทำการติดตามต่อในปีล่าสุด (2015) ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีล่าสุด กองดังกล่าวได้แพ้ตลาดหุ้นไปเรียบร้อย  😯

3. LTF กองไหนดี : ผู้ชนะในระยะยาวมีจริงหรือไม่?

ผมกำลังจะชี้ให้เห็นครับว่า ในระยะยาวแล้ว ไม่มีผู้ชนะในวงการกองทุนรวมหุ้นที่ถาวร ทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนกลุ่มหนึ่งที่ชนะตลาดหุ้นแล้วก็จะกลับมาแพ้ หรืออาจจะหายไปเลย การมานั่งไล่หาว่ากองทุนไหนชนะตลาดหุ้นในปีนี้ ปีหน้า 3 ปี 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เสียเวลาเปล่า ๆ ครับ (Peter Lynch ก็เคยเตือนเรื่องนี้ว่ามันเปล่าประโยชน์)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 68.] ทางเลือกที่ดีที่สุดที่พิสูจน์กันมาแล้วในฝั่งตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว คือ “ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” (Stay invest & Stay hold an index fund) 

ซึ่งตรงนี้บ้านเรามี LTF กองดัชนีค่าใช้จ่ายต่ำสุดก็ประมาณ 0.7-0.8% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างสูง ทำให้มันยังไม่สามารถโชว์ผลตอบแทนที่โดดเด่นออกมาได้  แต่ SET TR ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า กองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นในระยะยาวนั้นหาได้ยากมาก ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งงมยากเหมือนเข็มในกองฟาง จึงได้แต่หวังว่าสักวันจะมีบลจ.สักที่ ที่ทำการคิดค่าใช้จ่ายกองทุนรวมดัชนีต่ำ ๆ เพื่อประโยชน์ของนักลงทุนครับ

วัตถุประสงค์สำคัญในการเขียนบทความนี้ของผมขึ้นมาก็คือ อยากให้นักลงทุนได้รับรู้ข้อมูลว่าจริงๆแล้ว กองทุนหุ้นโดยส่วนใหญ่ในระยะยาวทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น แม้แต่กองทุนที่ชนะตลาดหุ้นในวันนี้ อนาคตก็อาจจะแพ้ได้ เพราะมันมักวกกลับไปสู่ค่าเฉลี่ย “Reversion to the Mean” (RTM)

ซึ่งปัจจัยสำคัญอันแรก ก็คือ กองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้ อาจจะมาจากฝีมือการคัดเลือกหุ้นที่พลาดไป หรืออาจเพราะความมีประสิทธิภาพของตลาดหุ้นเองทำให้การชนะมันเป็นเรื่องที่ลำบาก โดยผสมกับปัจจัยที่สองที่สำคัญกว่า นั่นคือ

ในระยะยาวแล้วค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนทำลายผลตอบแทนของนักลงทุนมากที่สุด

 เพราะต่อให้ผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นถึงปีละ 1.2% แต่ถ้าค่าใช้จ่ายรวมต่อปีของกองทุนคือ 2-3% ต่อปี ยังไงก็แพ้ตลาดหุ้นอยู่ดีครับ หรือพูดอีกแบบให้เห็นภาพก็คือ ถ้าระยะยาวตลาดหุ้นทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกองทุนปีละ 2-3% ต่อปี เท่ากับว่าคุณต้องเสียผลตอบแทนที่ควรได้รับไปถึง 20-30% เลยทีเดียว

4. ข้อสนับสนุนเพิ่มเติม

งานวิจัยทางวิชาการของไทยก็ให้ผลไปในทางเดียวกันว่า กลยุทธ์ที่ซื้อกองทุน LTF จากผลตอบแทนที่ดีในอดีตไม่อาจชี้วัดได้ว่ากองทุนดังกล่าวจะให้ผลตอบแทนดีในอนาคต และยังพบอีกว่า กองทุนรวม LTF หุ้นไทยโดยเฉลี่ยทำผลตอบแทนสุทธิ (net returns) ได้ต่ำกว่าผลตอบแทนรวมของตลาดหลักทรัพย์โดยห่างและทำผลตอบแทนได้ต่ำกว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นประมาณ 3% ต่อปี[1. ณัฐวุฒิ เจนวิทยาโรจน์, “ผลตอบแทนและความต่อเนื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวที่มีนโยบายเชิงรุก,” วารสารบริหารธุรกิจ นิด้า 22 (พฤษภาคม 2561): 61.]

โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF แบบ actively managed funds ในช่วงปี 2005-2016 อยู่ที่ 12.65% ต่อปี แต่ SET TR อยู่ที่ 15.73% (ห่างกัน 3.08% ต่อปี)[1. ibid., 70.] เงิน 10,000 ในตลาดหุ้นเป็น 57,723.34 แต่เงินในกองทุนบริหารโดยเฉลี่ยเป็นแค่ 41,761.33 ซึ่งห่างกันประมาณ 15,926 บาท! หรือหายไปเกือบ 28%!!

5. ทิ้งท้ายกับปัญหา LTF กองไหนดี ?

บนโลกการลงทุนสมัยนี้ที่ใคร ๆ ก็พยายามจะหาวิธีเลือกกองทุนหุ้นที่มีผลตอบแทนสูงสุด ไล่ล่าเสียเวลาไปกับการนั่งติดตามการจัดอันดับ คำแนะนำที่เรียบง่ายคือ เราไม่ควรทำแบบนั้นตามฝูงชน ครับ

สำหรับแนวทางในการลงทุนจึงอาจจะเป็นไปได้ว่า การเชื่อมั่นในการลงทุนเชิงรับ (passive investment)โดยเลือกลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด อาจเป็นแนวทางที่ดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง และไม่ใช่แค่เพียงลงทุนกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายสิ่งที่จะวัดว่าในระยะยาว ผลตอบแทนของนักลงทุนจะดีหรือไม่ เช่น การอดทนถือกองทุนให้ได้ยาว ๆ เกิน 10 ปีขึ้นไป หรือการมีวินัยในการซื้อกองทุน ฯลฯ

เพียงแต่ว่าบันไดก้าวแรกนั้น นักลงทุนควรจะต้องรู้ตัวเองก่อนครับว่า การเสียเวลาไปกับการหากองทุนร้อนแรง การนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง การนั่งฟังคนขายพูดถึงผลตอบแทนล่าสุด หรืออ่านบทความแนะนำกองนู้นนี่นั้น เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่า ๆ เพราะผลตอบแทนย้อนหลัง (Past Performance) ทำนายผลตอบแทนในอนาคตแทบจะไม่ได้เลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ เราจะได้เลิกนั่งติดตามกองทุนต่าง ๆ และเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นที่ส่งผลดีกับการลงทุนของเราครับผม

บทความแนะนำ:

(1) ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น

(2) ปัญหาของการเลือกกองทุนจากผลตอบแทนย้อนหลัง

LTF กองไหนดี

พอถึงช่วงเวลาสิ้นปีได้วนมาครบบรรจบอีกรอบ เหล่าผู้มีรายได้ก็จะเริ่มมองหาการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว LTF เพื่อลดหย่อนภาษี ด้วยสรรพคุณที่จำง่าย ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของรายได้ทั้งปี ซื้อแล้วถือยาว 7 ปี และซื้อปีไหนก็ได้ไม่บังคับซื้อทุกปี (อันนี้คือเงื่อนไขภาษีคร่าวๆนะครับ) ทำให้มันเป็นเครื่องมือวางแผนภาษีที่ใครๆหลายคนเลือกเป็นตัวเลือกแรกๆ แต่ทว่าคนส่วนใหญ่จะมองแค่ว่ามันลดภาษีได้เป็นหลัก หลายๆคนก็เลยปาลูกดอกเล่น ซื้อกองทุน LTF เจ้าไหนก็ได้เอาฉันสะดวกพอ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดครับ!

LTF คือ กองทุนรวมที่ลงทุนใน “หุ้น” ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือ “SET” ดังนั้น การถือครองถึง 7 ปีย่อมทำให้ผลตอบแทนของกองทุนสะท้อนผลตอบแทนหุ้นได้อย่างดี (จากสถิติคำนวณย้อนหลัง 2002 – พฤศจิกายน2015 Rolling Return ของผลตอบแทนตลาดหุ้นรวมเงินปันผลอยู่ที่ 13.5% กว่าต่อปี หมายความว่า ถ้าคุณลงทุนในหุ้นวันไหนก็ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว แล้วถือยาวถึง 7 ปี ผลตอบแทนที่ได้รับจะเฉลี่ยอยู่ที่ 13.5% ต่อปี และที่น่าสนใจคือ ค่าต่ำสุดของผลตอบแทนคือ 5.1% นั่นหมายความว่า ในช่วงเวลาที่ทดสอบย้อนหลังนั้น ารถือครองหุ้นทั้งตลาดเป็นเวลา 7 ปี ตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกตลอด ไม่ขาดทุน  โดยคุณสามารถลงทุนอย่างเรียบง่าย สบายๆ เพียงแค่ลงทุนหุ้นทั้งตลาดแล้วถือครองให้ยาวพอ ด้วยวิธีที่ดีที่สุดในการจะทำแบบนี้ คือ ซื้อ ” Index Fund” หรือกองทุนดัชนี

คำถามก็คือ ถ้าเราเลือกลงทุน LTF โดยใช้ Active Funds หรือกองทุนที่จ้างผู้จัดการกองทุนมาเลือกหุ้นให้ ในเวลา 10 ปีย้อนหลังที่ผ่านมามีกี่กองที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น(รวมเงินปันผลทบต้น)

จากการดึงข้อมูล ณ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2015 ย้อนหลังไป 10 ปี เราจะได้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นรวมเงินปันผลทบต้น (SET Index Total Return หรือ “SET TR”) ที่ 11.79% ต่อปี ในขณะที่ กองทุน LTF ที่ตั้งเกิน 10 ปีมาแล้วมี 26 กองทุน ผลตอบแทนเฉลี่ยของพวกเขาคือ 10.21% (สูงสุด 15.65% ต่ำสุด 4.2%) ซึ่งจะมีเพียง 6 กองทุนจาก 26 กองที่ชนะ SET TR หรือคิดเป็น 22% เท่านั้น หมายความว่า กองทุนประมาณ 80% ทำผลตอบแทนได้น้อยกว่าตลาดหุ้น โดยน้อยกว่าเฉลี่ย 1.58% ต่อปี !!!!  หรือทำผลตอบแทนได้เพียง 86.5% ของผลตอบแทนรวมตลาดหุ้น

10Y
Data as of 27/11/2015  source : Morningstar, SET

จากข้อมูลข้างบน เราจะตั้งข้อสังเกตกันได้อีกครับ ถ้าเราซื้อกองทุนดัชนีที่ใกล้เคียงที่สุด คือ กรุงศรีหุ้นระยะยาว SET50 ซึ่งได้ผลตอบแทน 9.8% ต่อปี ก็ยังห่างจากผลตอบแทน SET TR ถึง 1.99% ต่อปี และทำผลตอบแทนชนะกองทุนได้เพียงแค่ 10 กองทุน (ชนะประมาณ 40% ของกองทุนทั้งหมด) ซึ่งผมกำลังจะชี้ให้เห็นว่า แม้ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นจะชนะกองทุนได้กว่า 80% แต่กองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้นกลับชนะได้น้อยกว่ามากๆ นั่นก็เพราะเหตุผลเดียวคือ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม (Total Expense Ratio) ครับ นั่นคือ ถ้ากองทุนดัชนีพวกนี้คิดค่าใช้จ่ายน้อยลงจะทำให้โอกาสที่พวกมันจะชนะกองทุนบริหารทั้งหลายนั้นสูงขึ้นมาก

การที่กองทุน Active Funds (LTF) ส่วนใหญ่แพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับทางตะวันตกครับ ซึ่งได้พิสูจน์กันมาแล้วว่า ระยะยาว กองทุนบริหารที่คัดเลือกหุ้นมีน้อยมากที่ระยะยาวจะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น ยิ่งกองดัชนีในต่างประเทศ อย่างเช่น ของประเทศสหรัฐอเมริกา คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดของกองทุนเพียงปีละ 0.05% ต่อปียิ่งทำให้พวกมันทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงตลาดหุ้นจริงๆ จึงทำให้พวกกองทุนบริหารกว่า 70-80% ไม่สามารถทำผลตอบแทนดีกว่าพวกมันได้

ประเด็นสั้นๆ 1 บรรทัดที่สำคัญคือ ในระยะยาวนั้น

“ค่าใช้จ่ายบ่งบอกผลตอบแทนที่คุณจะได้รับในอนาคตมากที่สุด”

เพราะในระยะยาวมีกองทุนน้อยมากที่จะทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น คุณแทบจะทำนายไม่ได้เลยว่าอีก 20-30 ปีข้างหน้ากองทุนไหนจะทำผลตอบแทนได้ที่ 1 หรือ 2 เพราะฉะนั้นการมานั่งเสียเวลาไปกับการไล่ล่าหากองทุนที่ผลตอบแทนดีเป็นการเปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง ไม่เชื่อลองดู 5 ปีล่าสุดก็ได้ครับ

5 ปีล่าสุดนั้น ผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยอยู่ที่ 7.52% ต่อปี ในขณะที่ผลตอบแทนของ SET TR อยู่ที่ 10.39% ต่อปี ส่วนต่างคือ -2.87% ต่อปี หรือเท่ากับว่ากองทุน LTF ส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนหายไปซึ่งคิดเป็น 27% ของผลตอบแทนตลาดหุ้นที่คุณควรจะได้รับครับ และมีเพียง 11 จาก 52 กองทุนเท่านั้นที่ชนะ SET TR (เท่ากับว่ามีแค่ 20.8%จากทั้งหมดที่สามารถชนะตลาดหุ้นได้)โดยลำดับก็ไม่เหมือนเดิมกันด้วย เพราะ 6 กองทุนที่ชนะ SET TR ของ 10 ปีที่แล้ว โผล่มาชนะในรอบ 5 ปีนี้แค่ 4 กองทุนเท่านั้น

5Y

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองทำแบบ 3 ปีย้อนหลังบ้างครับ คราวนี้มี LTF แค่ 10 กองเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้น ( ประมาณ 80% ของกองทุนจาก 52 กองทุนพ่ายแพ้กับตลาดหุ้นอีกแล้ว) โดยผลตอบแทนของกองทุน LTF เฉลี่ยครั้งนี้อยู่ที่ 3.42% ต่อปี ในขณะที่ SET TR อยู่ที่ 5.15% นั่นคือ ส่วนต่างความพ่ายแพ้ครั้งนี้อยู่ที่ 1.73% ต่อปีครับ หรือกองทุน LTF ส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้เพียงแค่ 66.4% จากที่ตลาดหุ้นทำได้ (ขออนุญาตไ่ม่ใส่รูปครับ)

มาถึงตรงนี้ เราก็ได้ตัวเลขสักทีว่า กองทุนที่มีผลตอบแทน 10 ปีย้อนหลังชนะตลาดหุ้น ซึ่งมีทั้งหมด 6 กองทุนนั้น มี 4 กองทุนที่สามารถชนะตลาดหุ้น 5 ปีย้อนหลังได้ และเหลือแค่  3 กองทุนเท่านั้นที่ชนะในช่วงเวลา 3 ปีย้อนหลัง ซึ่งใน 3 กองนี้มีเพียงแค่กองเดียวที่ชนะ ทั้งช่วงเวลา 10 ปี 5 ปี 3 ปี แถมถ้าทำการติดตามต่อในปีล่าสุด (2015) ผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีล่าสุด กองดังกล่าวได้แพ้ตลาดหุ้นไปเรียบร้อยยยย

ผมกำลังจะชี้ให้เห็นครับว่าในระยะยาวแล้ว ไม่มีผู้ชนะในวงการกองทุนรวมหุ้นที่ถาวร ทุกช่วงเวลาจะมีกองทุนกลุ่มหนึ่งที่ชนะตลาดหุ้นแล้วก็จะกลับมาแพ้ หรืออาจจะหายไปเลย การมานั่งไล่หาว่ากองทุนไหนชนะตลาดหุ้นในปีนี้ ปีหน้า 3 ปี 5 ปี 10 ปีข้างหน้า เสียเวลาเปล่าๆครับ ทางเลือกที่ดีที่สุดที่พิสูจน์กันมาแล้วในฝั่งตลาดหุ้นที่พัฒนาแล้ว คือ “ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด” (Stay invest & Stay hold index fund) 

ซึ่งตรงนี้บ้านเรามี LTF กองดัชนีค่าใช้จ่ายต่ำสุดก็ประมาณ 0.7-0.8% ซึ่งยังถือว่าค่อนข้างสูง ทำให้มันยังไม่สามารถโชว์ผลตอบแทนที่โดดเด่นออกมาได้  แต่ SET TR ได้แสดงให้เราเห็นแล้วว่า กองทุนผู้ชนะตลาดหุ้นในระยะยาวนั้นหาได้ยากมาก ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งงมยากเหมือนเข็มในกองฟาง จึงได้แต่หวังว่าสักวันจะมีบลจ.สักที่ที่คิดค่าใช้จ่ายกองทุนรวมดัชนีต่ำๆ เพื่อประโยชน์ของนักลงทุนครับ

วัตถุประสงค์สำคัญในการเขียนบทความนี้ของผมขึ้นมาก็คือ อยากให้นักลงทุนได้รับรู้ข้อมูลว่าจริงๆแล้ว “กองทุนหุ้นโดยส่วนใหญ่ในระยะยาวทำผลตอบแทนได้แพ้ตลาดหุ้น” แม้แต่กองทุนที่ชนะตลาดหุ้นในวันนี้ อนาคตก็อาจจะแพ้ได้ เพราะมันวกกลับสู่ค่าเฉลี่ย “Reversion to the Mean” (RTM)

ซึ่งปัจจัยสำคัญอันแรก ก็คือ กองทุนไม่สามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเกินได้ อาจจะมาจากฝีมือการคัดเลือกหุ้นที่พลาดไป หรือ เพราะความมีประสิทธิภาพของตลาดหุ้นเองทำให้การชนะมันเป็นเรื่องที่ลำบาก

ผสมกับปัจจัยที่สองที่สำคัญกว่า นั่นคือ

“ระยะยาวแล้วค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนทำลายผลตอบแทนของนักลงทุนมากที่สุด”

 เพราะต่อให้ผู้จัดการกองทุนทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นถึงปีละ 1.2% แต่ถ้าค่าใช้จ่ายรวมต่อปีของกองทุนคือ 2-3% ต่อปี ยังไงก็แพ้ตลาดหุ้นอยู่ดีครับ

ถ้าระยะยาวตลาดหุ้นทำผลตอบแทนได้ประมาณ 10% ต่อปี การที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายกองทุนปีละ 2-3% ต่อปี เท่ากับว่าคุณต้องเสียผลตอบแทนที่ควรได้รับไปถึง 20-30% เลยทีเดียว


 

บนโลกการลงทุนสมัยนี้ที่ใครๆก็พยายามจะหาวิธีเลือกกองทุนหุ้นอย่างเช่น LTF ที่มีผลตอบแทนสูงสุด ไล่ล่าเสียเวลาไปกับการนั่งติดตามการจัดอันดับ คำแนะนำคือ เราไม่ควรทำแบบนั้นตามฝูงชน ครับ

สำหรับแนวทางในการลงทุน LTF จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า

A) ลงทุนในกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีสม่ำเสมอ และเราสบายใจในการถือ

B) เชื่อมั่นในกองทุนดัชนีโดยเลือกลงทุนในกองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด

เพราะทั้งนี้ยังมีอีกหลายสิ่งที่จะวัดว่าระยะยาวผลตอบแทนของนักลงทุนจะดีหรือไม่ อย่างเช่น การอดทนถือกองทุนให้ได้ยาวๆ เกิน 10 ปีขึ้นไป, การมีวินัยในการซื้อกองทุน ฯลฯ เพียงแต่ว่าบันไดก้าวแรกควรจะต้องรู้ตัวเองก่อนครับว่า การเสียเวลาไปกับการหากองทุนร้อนแรง การนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง การนั่งฟังคนขายพูดถึงผลตอบแทนล่าสุด หรืออ่านบทความแนะนำกองนู้นนี่นั้น เป็นเรื่องที่เสียเวลาเปล่าๆ เพราะ Past Performance ผลตอบแทนย้อนหลัง ทำนายอนาคตแทบจะไม่ได้เลย ถ้าเข้าใจตรงนี้ได้ เราจะได้เลิกนั่งติดตามกองทุนต่างๆ และเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นที่ส่งผลดีกับการลงทุนของเราครับผม ^^


บทความนี้เขียนขึ้นโดยต้องการให้ความรู้กับนักลงทุน และไม่มีวัตถุประสงค์ในการชี้ชวนหรือแนะนำการลงทุนแต่อย่างใด 

หุ้นตก ควรพอหรือรอต่อไป : อันตรายของการถัวหุ้น

เคยคิดอยากจะเขียนบทความเกี่ยวกับ หุ้นตก มานานแล้วครับ  ประจวบเหมาะกับเจอกระทู้สะเทือน Pantip กระทู้นี้พอดี “ขาดทุนหุ้น 93% ถัว อยู่เฉย หรือ คัท วิธีไหนดี” จึงตั้งใจจะเขียนขึ้นมาครับ เพราะเอาจริง ๆ แล้ว การถัวหุ้น มันเป็นการบริหารเงินลงทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก ซึ่งถ้าทำไม่ดี ส่วนมากจะจอดและเจ๊งครับ

ลองดูกราฟข้างล่างนี้ซึ่งเป็นราคาหุ้น SSI จาก 1.7 บาท ถ้าคุณถัวมาเรื่อย ๆ ถัวกันไปที่ 1.5 1.2 1.0 … บาท คุณอาจจะต้องมาจบลงที่เห็นมัน ณ ราคาเหลือเพียง 0.04 บาทครับ 😱

ssi
SSI:TB, source: bloomberg

1. สภาวะและสถานการณ์ที่ หุ้นตก

หลายท่านอาจจะเคยผ่านช่วงเวลา ที่หุ้นหรือกองทุนหุ้นที่ท่านได้ซื้อมา ราคาตกอย่างรุนแรง เช่น อาจจะซื้อกองทุนมาที่ราคาหน่วยละ 10 บาท แล้วสัปดาห์ต่อมา ราคาหน่วย (NAV) ก็เหลือ 9 บาท หรือซื้อหุ้นบางตัว เช่น พอเขาบอกว่าหุ้น PTT นั้นดี พอเราเข้าซื้อที่ 30 บาทต่อหุ้น วันต่อมามันเหลือ 28 บาทซะล่ะ ถ้าท่านซื้อมา 100000 หุ้นก็เท่ากับขาดทุนวันเดียวเงินหายไปถึง 200,000 บาท (บิ๊กไบค์หายไปหนึ่งคัน!)

คราวนี้ปัญหาเกิดครับ นักลงทุนหลาย ๆ คนจะมาอยู่ในจุดที่เริ่มวู่วามกับการลงทุน คนที่มีเงินก็เริ่มกระสับกระส่าย และอยากจะเอาเงินมาใส่เพิ่ม ซื้อถัวมันเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องมาก ๆ ครับ เหตุผลที่พวกเขาอยากจะซื้อเพิ่ม ก็เพียงเพราะว่า มันจะทำให้ต้นทุนราคาหุ้นที่โชว์ของเขาถูกลง เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นเพิ่มอีก 100000 หุ้นที่ราค28 เราจะได้ต้นทุนหุ้นทั้งหมดเฉลี่ยที่ 29 บาท เขียนให้ชัดเจนขึ้นจะได้ว่า

ต้นทุนเดิม 30 บาท จำนวน 100000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 3 ล้านบาท

ต้นทุนใหม่ 29 บาท จำนวน 200000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 5.8 ล้านบาท

ถ้าหุ้นขึ้นไปเป็น 30 บาทเท่าเดิม คุณจะได้กำไร 1 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นเงินกำไรรวม 200,000 บาท คุณอาจจะมองว่ามันดี ได้กำไรเพิ่มด้วย ถ้าถือเท่าเดิมเวลาหุ้นมันกลับมาราคาเดิมคุณก็แค่เท่าทุน แต่อันนี้เป็นกรณีถัวแล้วมีกำไร

นำมาสู่…คำถามครับ แล้วถ้าหุ้นลงต่อล่ะ? สมมติหุ้นลงเหลือ 20 บาทจะเกิดอะไรขึ้น นี่ล่ะครับสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก เพราะมันคือ การเอามือไปรับมีด!!!

มันมีกับดักตัวเลขบางอย่างที่หลอกเราครับ ถ้าเราไม่ถัว เราจะขาดทุนหุ้นที่ -33.33% (หุ้นราคาเหลือ 20 จาก 30) แต่ถ้าคุณถัวไปเพิ่มตามที่ยกตัวอย่างด้านบน คุณจะขาดทุน -31.03% ดูเผิน ๆ เหมือนจะดี ขาดทุนน้อยกว่าตั้ง 2% แต่ตรงนี้ล่ะครับที่ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่ได้ถัวอะไรแต่แรก เราจะมีแค่ 100000 หุ้นที่ซื้อมา และมูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือ 2 ล้านบาท (ขาดทุนไปเป็นเงิน 1 ล้าน)

แต่ทว่า ถ้าคุณถัวซื้อเพิ่มไปอีก 100000 หุ้น คุณจะมีหุ้นรวม 200000 หุ้นและเมื่อราคาตอนนี้มัน 20 บาท มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะเหลือ 4 ล้านจาก 5.8 ล้านบาท เท่ากับเงินหายไปเกือบ 2 ล้านบาท !! หรือเกือบ 2 เท่าของการไม่ถัวหุ้นเพิ่ม จงจำไว้ว่าการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกนั้น…

คุณขาดทุนเปอร์เซนต์น้อยกว่า แต่อาจขาดทุนตัวเงินได้มโหฬาร!!

2. การรีบซื้อ หุ้นตก อาจเป็นดั่งการรับมีด

ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่หุ้นตกนิดตกหน่อย ติดลบแค่ 5% 10% ก็ถัวหุ้น รีบซื้อเพิ่มซะล่ะ ปลายทางการลงทุนของคุณจะริบหรี่มาก ๆ เพราะขึ้นชื่อว่าหุ้น การขึ้นลงมากกว่า 50% เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณรีบถัวแล้วหุ้นดันลงต่อ แล้วคุณก็ซื้อ ๆๆๆ มันจะทำให้คุณสะสมหุ้นไปเยอะขึ้นเรื่อย ๆ และสุดท้ายเมื่อคุณไม่มีเงินถัวต่อและหุ้นก็ไม่ขึ้น คุณจะขาดทุนมหาศาลไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว 

การถัวหุ้นนั้น 2-3 ครั้งแรก คุณอาจจะได้กำไรติดมือกลับมา แต่ครั้งต่อไปซึ่งจะเป็นครั้งที่คุณมั่นใจ เพราะถัวเพิ่มแล้วได้กำไรมาตั้ง หลายรอบ แต่รอบสุดท้ายนี้ล่ะ นอกจากจะไม่กำไรแล้ว มันจะทำให้คุณขาดทุนหนักจนกำไร 2-4 ครั้งแรกหายวับ และร้ายสุด คือ คุณจะสูญเงินจนหมดจากการถัวหุ้นที่ผิดพลาด เพราะท้ายที่สุดบริษัทอาจล้มละลาย

การจะซื้อหุ้นเพิ่มเวลาหุ้นตก คุณต้องศึกษามาให้ดีที่สุดว่า ตัวกิจการมีโอกาสที่จะเติบโตและกลับมาจุดเดิมได้ไหม มันต่างกันระหว่างคุณถัวหุ้นพลังงานทดแทนรายเล็ก ๆ ที่มีข่าวปั่นหุ้นกันสนุกสนาน กับถัวกิจการที่ค่อนข้างคงทนและใหญ่เกินกว่าจะล้ม (แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะล้มไม่ได้) ซึ่งบางทีเจ้าหุ้นพวกนี้ก็อาจจะไม่กลับไปที่ราคาเดิมก่อนหน้าก็ได้เช่นกัน ถ้าเกิดมันขึ้นมาเพราะแรงเก็งกำไรมหาศาล กว่านักลงทุนจะคืนทุนอาจจะต้องรอไปอีกหลายปี

นอกจากนี้การที่หุ้นมันราคาตกลงมามันมีหลายสาเหตุมาก ๆ ไม่ว่าจะเรื่องภาวะภาพรวมตลาดหุ้นที่กำลังหวาดกลัว ทำให้คนเทขายบริษัทต่าง ๆ อย่างไม่มีสติ หรืออาจจะเป็นเรื่องภายในบริษัทเอง เช่น รายได้หด ปีนี้มีผลประกอบการขาดทุน การมีปัญหาทุจริตภายใน ฯลฯ ทำให้การใช้กลยุทธ์ “ถัวหุ้น” นั้น เราจะต้องมีความมั่นใจจริง ๆ เพราะคุณกำลังจะเติมเงินลงหลุม ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางมันจะได้คืนหรือไม่

Peter Lynch เคยได้เตือนนักลงทุนเรื่องการรีบซื้อหุ้นเมื่อมีข่าวร้ายไว้เช่นกัน การซื้อเมื่อเกิดข่าวร้ายขึ้นอาจกลายเป็นกลยุทธ์ที่สร้างความเจ็บปวดแก่นักลงทุน[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 224.] ด้วยเหตุนี้ การบอกว่าเวลามีข่าวร้ายเกิดขึ้นให้รีบซื้อหุ้น อาจนำไปสู่หายนะได้ เพราะข่าวร้ายมักจะตามมาด้วยข่าวที่ร้ายแรงกว่ามาก เหมือนที่ Warren Buffett เคยเปรียบเปรยไว้ว่า แมลงสาบไม่ได้มีในห้องครัวเพียงแค่ตัวเดียว (What you find is there’s never just one cockroach in the kitchen when you start looking around.)

ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างของการถัวหุ้น มันจะทำให้น้ำหนักของพอร์ตลงทุนเสียไป เนื่องจากว่า ยิ่งนักลงทุนซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มมากขึ้น ยิ่งเป็นการฝากโอกาสไว้บนสินทรัพย์หรือบนบริษัท ๆ เดียว เช่น ถัวไปถัวมาหุ้นที่คุณถัวเพิ่มอาจจะมีน้ำหนัก 80% ของเงินลงทุนไปเลย ในขณะที่ก่อนราคามันจะตก มันมีน้ำหนักในพอร์ตลงทุนเพียงแค่ 20%

ด้วยเหตุนี้ จึงต้องระมัดระวังอย่างมาก กลยุทธ์ถัวหุ้นควรเป็นอะไรที่ต้องตัดสินใจมาดีจริง ๆ  เพราะถ้าพลาดแล้ว ระดับของการขาดทุนจะหนักหนาสาหัสมากครับ

ทั้งนี้ในทางกลับกัน การ Cut Loss หรือตัดขาดทุนก็เป็นสิ่งที่สร้างปัญหาเช่นกัน เนื่องจากหุ้นรายตัวสามารถเกิดการผันผวนด้านราคาสวิงไปมาบวกลบได้เกิน 50% ในบางช่วงเวลา นักลงทุนบางท่านอาจจะแนะนำให้กำหนดจุดตัดขาดทุน เช่น หากหุ้นราคาต่ำกว่าที่ซื้อมาหรือตกลงไปเกิน 10% จะต้องทำการขายทิ้ง เพื่อรักษาต้นเงินไว้สำหรับหาโอกาสทำกำไรครั้งใหม่

ดูเป็นอะไรที่น่าสนใจใช่ไหมครับ? หากแต่นักลงทุนอย่าง Peter Lynch ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากเขาใช้วิธี Cut Loss เขาคงไม่อาจสร้างชื่อเป็นตำนานในวงการลงทุนได้ เพราะหากเขาตัดขาดทุนทุกครั้งที่หุ้นราคาลดลงไป 10-15% เขาจะพลาดหุ้นสิบเด้งที่สร้างผลตอบแทนชั้นเลิศไปเยอะมากเช่นกัน นี่แสดงให้เห็นอีกครั้งว่า การลงทุนหุ้นรายตัวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด

กรณีของกองทุนรวม — หุ้นตก

ในบางสินทรัพย์ เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นนั้น จะมีความแตกต่างออกไปในเรื่องของการซื้อหรือถัวเพิ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า การถัวหุ้นรายตัวนั้น คุณจะต้องมั่นใจบริษัทจริง ๆ เช่น เราซื้อหุ้นบริษัท ก.ไก่ มา 100 หุ้น ถ้าราคามันร่วงไป -20% คุณต้องวิเคราะห์มาดี ๆ ว่า มีเหตุผลอะไรที่จะต้องซื้อเพิ่มไหม นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานอาจจะบอกว่า ตัวมูลค่าบริษัทถูกมากแล้ว ถ้าตกลงไปอีก มันจะถือว่ายิ่งถูก ใครมั่นใจซื้อได้ แต่ต้องไม่ลืมว่า มันมีความเสี่ยงที่จะลงทุนหุ้นผิดพลาดสูงมากเช่นกัน เพราะคุณกำลังเอาเงินส่วนใหญ่ไปวางบนหุ้นเพียงตัวเดียว ซึ่งในอนาคตอาจมีอะไรซ่อนแอบ รอเปิดเผยอยู่ไม่รู้

ในทางตรงกันข้าม…

กองทุนรวมหุ้นนั้นสามารถใช้การถัวได้ ถามว่าทำไมถัวกองทุนได้? แต่หุ้นเป็นตัว ๆ ไม่ควรทำ ไม่ควรถัว คำตอบก็คือ กองทุนรวมหุ้นนั้นมักจะประกอบด้วยหุ้นที่ลงทุนกว่า 10-20 หรือ 30 บริษัทขึ้นไป ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว เงินของเราไม่ได้ให้น้ำหนักไปกับบริษัทใดโดด ๆ จนเกินไป แต่เราลงทุนในพอร์ตหุ้น (portfolio) ที่มีหุ้นประกอบกันมาหลายตัว โดยเฉพาะ กองทุนดัชนี Index Fund ยิ่งจะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะการถัวกองทุนรวมนั้นจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

(1) กองทุนรวมหุ้นประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัวซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายบริษัท โอกาสที่บริษัททั้งหมดจะล้มหายตายจาก หรือล้มละลายไปพร้อมกันหมดย่อมเป็นไปได้ยาก

(2) ระยะยาวตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณเกือบ 10% ทบต้นต่อปี นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ผลตอบแทนหุ้นควรจะโตไปตามเศรษฐกิจ การถัวในวันนี้ย่อมทำได้ เพราะท้ายที่สุดเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี ตลาดหุ้นกลับมาทะยาน หุ้นพวกนี้ก็จะกลับขึ้นมาด้วย

3. สรุปประเด็นเกี่ยวกับ หุ้นตก

โดยส่วนตัว ความเห็นของผมก็คือ ในเรื่องการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกหนักนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเป็นตัว ๆ จะต้องศึกษาให้ดี ก่อนที่จะใส่เงินอีกก้อนไปช้อนซื้อหุ้นที่มันตก เพราะถ้าซื้อแล้วมันอาจจะตกลงไปหนักกว่าเดิมอีก กรณีที่เลวร้าย คือ มันอาจจะตกไปจนกระทั่งราคาลดลงเหลือศูนย์ เพราะเข้ากระสู่กระบวนการล้มละลาย (ก็มีตัวอย่างให้เห็นบ่อย ๆ) จึงต้องระวังให้ดี

หากแต่กรณีที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เช่น กองทุนดัชนี การที่หุ้นตกลงมาหนัก ๆ อาจจะถือว่าเป็นโอกาสสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว กรณีนี้สามารถซื้อกองทุนเพิ่มได้ครับ

แต่ก่อนจะถัว นักลงทุนที่เซียนแล้วจะมีหลักการสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ Money Management หรือการบริหารจัดการเงินลงทุน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า หุ้นตัวนี้หรือสินทรัพย์ประเภทนี้มีขนาดเท่าไหร่ในการลงทุน เช่น คุณมีเงิน 100 บาท คุณตั้งใจว่าจะลงทุนหุ้น 5 ตัว ตัวละเท่า ๆ กัน ก็จะเท่ากับ 20% ต่อเงินลงทุนต่อตัว

ดังนั้น การจะถัวเพิ่ม คุณต้องระวังสัดส่วนพวกนี้เพี้ยนไปด้วย เพราะถัวไปถัวมาบางตัวอาจจะมีมูลค่าเงินลงทุนกลายเป็น 50% ไปเลย และจะทำให้การจัดพอร์ตลงทุนของเราผิดเพี้ยนไปหมด

วิธีที่ผมทำส่วนตัวเวลาจะซื้อถัวสินทรัพย์อะไรสักอย่าง คือ

(1) ผมต้องมั่นใจจริง ๆ ว่า มันจะกลับมา และให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต

(2) จะคุมไม่ให้การถัวหุ้นตัวนึงทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนเพี้ยน เช่น พอร์ตหุ้นของผมจะมีกฎว่า โดยปกติจะไม่มีหุ้นตัวใดน้ำหนักเกิน 40% ของพอร์ตครับ ก็เป็นวิธีคุมอารมณ์ตัวเองอย่างหนึ่งที่อาจจะไปตกหลุมรักหุ้นสักตัว

(3) ผมจะทำแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก จะไม่มีการมาตัดสินใจหน้างาน เช่น สมมติผมซื้อ PTT เจ้าเก่าที่ราคา 30 บาท ผมอาจจะตั้งเป้าว่า ถ้ามันเหลือร่วงลงมาจนติดลบ -15% ผมจะซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มเล็ก ๆ ถ้าลงมาถึง -30% ผมอาจจะถัวเพิ่มอี่กไม้ ซึ่งปกติผมจะตั้งเป้าถัวไว้ไม่เกิน 2 รอบ ถ้ามันตกลงไปอีก ผมจะจำกัด downside เรื่องเงินขาดทุน ว่าจะขาดทุนได้สูงสุดเท่านี้จริง ๆ จะไม่ขาดทุนมากกว่านี้แล้ว ถ้าตกไปหนักกว่าจุดที่ตั้งใจไว้ ก็จะไม่มีการซื้อเพิ่มครับ หรือตกลงมาไม่ถึงก็ไม่ซื้อเพิ่มเหมือนกัน

พราะโดยปกติแล้ว การถัวหุ้นมันอันตรายจริง ๆ ครับ ไม่จำเป็นอย่าไปทำมันสุ่มสี่สุ่มห้า

หุ้นตก ควรพอหรือรอ(ถัว)ต่อไป

 เคยคิดอยากจะเขียนเรื่องนี้มานานครับ ประจวบเหมาะกับเจอกระทู้สะเทือน Pantip กระทู้นี้พอดี   ” ขาดทุนหุ้น 93% ถัว อยู่เฉย หรือ คัท วิธีไหนดี  ” จึงตั้งใจจะเขียนขึ้นมาครับ เพราะเอาจริงๆแล้ว การถัวหุ้น มันเป็นการบริหารเงินลงทุนอย่างหนึ่งที่สำคัญมากๆ ซึ่งถ้าทำไม่ดี ส่วนมากจะจอดและเจ๊งครับ

ลองดูกราฟข้างล่างนี่ซึ่งเป็นราคาหุ้น SSI ก็ได้ จาก 1.7 บาทถ้าคุณถัวมาเรื่อยๆ ถัวกันไปที่ 1.5, 1.2, 1.0 ….. บาท คุณอาจจะต้องมาจบที่เห็นมันราคาเหลือ 0.04 บาทครับ *_*

ssi
SSI:TB, source : bloomberg

หลายๆท่านอาจจะเคยผ่านช่วงเวลาที่หุ้นหรือกองทุนหุ้นที่ท่านได้ซื้อมาราคาตกอย่างรุนแรง เช่น อาจจะซื้อกองทุนมาที่ราคาหน่วยละ 10 บาท แล้วสัปดาห์ต่อมาก็เหลือ 9 บาท หรือซื้อหุ้นบางตัว เช่น พอเขาบอกว่าหุ้น PTT นั้นดี พอเราเข้าซื้อที่ 300 บาทต่อหุ้น วันต่อมามันเหลือ 280 บาทซะล่ะ ถ้าท่านซื้อมา 10,000 หุ้นก็เท่ากับขาดทุนวันเดียวเงินหายไปถึง 200,000 บาท (บิ๊กไบค์หายไปหนึ่งคัน!) คราวนี้ปัญหาเกิดครับ นักลงทุนหลายๆคนจะมาอยู่ในจุดที่เริ่มวู่วามกับการลงทุน คนที่มีเงินเริ่มกระสับกระส่าย และอยากจะเอาเงินมาใส่เพิ่ม ซื้อถัวมันเข้าไป ด้วยเหตุผลที่ผมคิดว่ามันไม่ถูกต้องมากๆครับ เหตุผลที่พวกเขาอยากจะซื้อเพิ่ม ก็เพียงเพราะว่ามันจะทำให้ต้นทุนที่โชว์ของเขาถูกลง เช่น ถ้าเราซื้อหุ้นเพิ่มอีก 10,000 หุ้นที่ราคา 280 เราจะได้ต้นทุนหุ้นทั้งหมดเฉลี่ยที่ 290 บาท เขียนให้ชัดเจนขึ้นจะได้ว่า

ต้นทุนเดิม 300 บาท จำนวน 10,000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 3 ล้านบาท

ต้นทุนใหม่ 290 บาท จำนวน 20,000 หุ้น ต้นทุนเป็นเงิน 5.8 ล้านบาท

ถ้าหุ้นขึ้นไปเป็น 300 บาทเท่าเดิม คุณจะได้กำไร 10 บาทต่อหุ้นหรือคิดเป็นเงินกำไรรวม 200,000 บาท คุณอาจจะมองว่ามันดี ได้กำไรเพิ่มด้วย ถ้าถือเท่าเดิมเวลาหุ้นมันกลับมาราคาเดิมคุณก็แค่เท่าทุน แต่อันนี้มีกำไร

แต่…คำถามครับ

แล้วถ้าหุ้นลงต่อล่ะ?

สมมติหุ้นลงเหลือ 200 บาทจะเกิดอะไรขึ้น นี่ล่ะครับสิ่งที่ผมคิดว่ามันน่ากลัวมาก มันคือ การเอามือไปรับมีด!!!

มันมีกับดักตัวเลขที่หลอกเราครับ ถ้าเราไม่ถัว เราจะขาดทุนหุ้นที่ -33.33% (หุ้นราคาเหลือ 200 จาก 300) แต่ถ้าคุณถัวไปเพิ่มตามที่ยกตัวอย่างด้านบน คุณจะขาดทุน -31.03% ดูเผินๆเหมือนจะดี ขาดทุนน้อยกว่าตั้ง 2% แต่ตรงนี้ล่ะครับที่ต้องระวังให้ดี ถ้าเราไม่ได้ถัวอะไรแต่แรก เราจะมีแค่ 10,000 หุ้นที่ซื้อมา และมูลค่าเงินลงทุนของเราจะเหลือ 2 ล้านบาท (ขาดทุนไปเป็นเงิน 1 ล้าน) แต่ทว่าถ้าคุณถัวซื้อเพิ่มไปอีก 10,000 หุ้น คุณจะมีหุ้นรวม 20,000 หุ้นและเมื่อราคาตอนนี้มัน 200 บาท มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะเหลือ 4 ล้านจาก 5.8 ล้านบาท เท่ากับเงินหายไปเกือบ 2 ล้านบาท !! หรือเกือบ 2 เท่าของการไม่ถัวหุ้นเพิ่ม จงจำไว้ว่าการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกนั้น

คุณขาดทุนเปอร์เซนต์น้อยกว่า

แต่อาจขาดทุนตัวเงินได้มโหฬาร!!

ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่หุ้นตกนิดตกหน่อย ติดลบแค่ 5% 10% ก็ถัวหุ้น รีบซื้อเพิ่มซะล่ะ ปลายทางการลงทุนของคุณจะริบหรี่มากๆ เพราะขึ้นชื่อว่าหุ้น การขึ้นลงมากกว่า 50% เกิดขึ้นได้เสมอ ถ้าคุณรีบถัวแล้วหุ้นดันลงต่อ แล้วคุณก็ซื้อๆๆๆ มันจะทำให้คุณสะสมหุ้นไปเยอะเรื่อยๆ และสุดท้ายเมื่อคุณไม่มีเงินและหุ้นไม่ขึ้น คุณจะขาดทุนมหาศาลไปกับหุ้นเพียงตัวเดียว ถ้าใครเคยได้อ่านบทความของคุณนรินทร์ โอฬารกิจอนันต์ จะพบสถิติว่า การถัวหุ้นนั้น 3-4 ครั้งแรก คุณอาจจะได้กำไรติดมือกลับมา แต่ครั้งที่ 5 ซึ่งจะเป็นครั้งที่คุณมั่นใจ เพราะถัวเพิ่มแล้วได้กำไรมาตั้ง 3-4 รอบ แต่รอบสุดท้ายนี้นอกจากจะไม่กำไรแล้ว มันจะทำให้คุณขาดทุนหนักจนกำไร 3-4 ครั้งแรกหายวับ และร้ายสุดคือคุณจะสูญเงินจนหมดจากการถัวหุ้นที่ผิดพลาดเพราะท้ายที่สุดบริษัทมันล้มละลาย

การจะซื้อหุ้นเพิ่มเวลาหุ้นตก คุณต้องศึกษามาให้ดีที่สุดว่าตัวกิจการมีโอกาสที่จะเติบโตและกลับมาจุดเดิมได้ไหม มันต่างกันระหว่างคุณถัวหุ้นพลังงานทดแทนรายเล็กๆที่มีข่าวปั่นหุ้นกันสนุกสนาน กับถัวกิจการที่ค่อนข้างคงทนและใหญ่เกินกว่าจะล้ม (แต่ไม่ใช่ล้มไม่ได้) ซึ่งบางทีเจ้าหุ้นพวกนี้ก็อาจจะไม่กลับไปที่ราคาเดิมก่อนหน้าก็ได้ ถ้าเกิดมันขึ้นมาเพราะแรงเก็งกำไรมหาศาล กว่าจะคืนทุนอาจจะต้องรอไปอีกหลายปี นอกจากนี้การที่หุ้นมันราคาตกลงมามันมีหลายสาเหตุมากๆ ไม่ว่าจะเรื่องภาวะภาพรวมตลาดหุ้นที่กำลังหวาดกลัวทำให้คนเทขายบริษัทต่างๆอย่างไม่มีสติ หรืออาจจะเป็นเรื่องภายในบริษัทเอง เช่น รายได้หด ปีนี้มีผลประกอบการขาดทุน ฯลฯ ทำให้การใช้กลยุทธ์ “ถัวหุ้น” นั้นเราจะต้องมีความมั่นใจจริงๆ เพราะคุณกำลังจะเติมเงินลงหลุม ซึ่งไม่รู้ว่าปลายทางมันจะได้คืนหรือไม่

ข้อเสียอีกหนึ่งอย่างของการถัวหุ้น มันจะทำให้น้ำหนักของพอร์ตลงทุนเสียไป เนื่องจากยิ่งซื้อหุ้นตัวไหนเพิ่มยิ่งเป็นการฝากโอกาสไว้บนสินทรัพย์หรือบริษัทเดียว เช่น ถัวไปถัวมาหุ้นที่คุณถัวเพิ่มอาจจะมีน้ำหนัก 80% ของเงินลงทุนไปเลย ในขณะที่ก่อนราคามันตก มันมีน้ำหนักเพียงแค่ 20% ต้องระวังด้วย กลยุทธ์ถัวหุ้นควรเป็นอะไรที่ต้องตัดสินใจมาดีจริงๆ เพราะถ้าพลาดแล้ว ระดับของการขาดทุนจะหนักหนามาก

ในบางสินทรัพย์ เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้นนั้น จะมีความแตกต่างกันในเรื่องของการซื้อหรือถัวเพิ่ม ด้วยเหตุผลที่ว่า การถัวหุ้นรายตัวนั้น คุณจะต้องมั่นใจบริษัทจริงๆ เช่น เราซื้อหุ้นปูนซีเมนต์ไทยมา 100 หุ้น ถ้าราคามันร่วงไป -20% คุณต้องวิเคราะห์มาดีๆว่ามีเหตุผลอะไรจะต้องซื้อเพิ่มไหม นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานอาจจะบอกว่า ตัวมูลค่าบริษัทถูกมากแล้ว ถ้าตกลงไปอีก มันจะถือว่ายิ่งถูก ใครมั่นใจซื้อได้ แต่ต้องไม่ลืมว่ามันมีความเสี่ยงที่จะลงทุนหุ้นผิดพลาดสูงมาก เพราะคุณกำลังเอาเงินส่วนใหญ่ไปวางบนหุ้นเพียงตัวเดียว ซึ่งมีอะไรรออยู่ไม่รู้

ในทางตรงกันข้าม…

กองทุนรวมหุ้นนั้นสามารถใช้การถัวได้ ถามว่าทำไมถัวกองทุนได้ แต่หุ้นเป็นตัวๆไม่ควรทำไม่ควรถัว คำตอบก็คือ กองทุนรวมหุ้นนั้นมักจะประกอบด้วยหุ้นที่ลงทุนกว่า 10-20 หรือ 30 บริษัทขึ้นไป ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมดังกล่าว เงินของเราไม่ได้ให้น้ำหนักไปกับบริษัทใดโดดๆจนเกินไป แต่เราลงทุนในหุ้นที่ประกอบกันมาหลายตัว โดยเฉพาะกองทุนดัชนี Index Fund จะไม่ค่อยมีปัญหา เพราะการถัวนั้นจะตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า

  1. กองทุนรวมหุ้นประกอบด้วยหุ้นหลายๆตัวซึ่งมีการกระจายความเสี่ยงไปในหลากหลายอุตสาหกรรมและหลากหลายบริษัท โอกาสที่จะล้มหายล้มละลายไปพร้อมกันหมดย่อมยาก
  2. ระยะยาวตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10% ทบต้นต่อปี นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาอีกสิบยี่สิบปีข้างหน้า ผลตอบแทนหุ้นควรจะโตไปตามเศรษฐกิจ การถัวในวันนี้ย่อมทำได้ เพราะท้ายที่สุดเมื่อเศรษฐกิจกลับมาดี ตลาดหุ้นกลับมาทะยาน หุ้นพวกนี้ก็จะกลับขึ้นมาด้วย

สรุป

โดยส่วนตัว ความเห็นของผมก็คือ ในเรื่องการถัวหุ้นเวลาหุ้นตกหนักนั้น สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นเป็นตัวๆ จะต้องศึกษาให้ดี ก่อนจะใส่เงินอีกก้อนไปช้อนซื้อหุ้นที่มันตก เพราะถ้าซื้อแล้วมันอาจจะตกลงไปหนักกว่าเดิมอีก เคสที่เลวร้ายคือมันอาจจะตกไปจนกระทั่งเหลือศูนย์เพราะเข้ากระสู่กระบวนการล้มละลายก็มีตัวอย่างให้เห็น จึงต้องระวัง หากแต่กรณีที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้น เช่น กองทุนดัชนี การที่หุ้นตกลงมาหนักๆ อาจจะถือว่าเป็นโอกาสสำหรับคนที่ลงทุนระยะยาว กรณีนี้สามารถซื้อกองทุนเพิ่มได้ครับ

แต่ก่อนจะถัว นักลงทุนที่เซียนแล้วจะมีหลักการสำคัญอีกอย่างคือเรื่องของ Money Management หรือการบริหารจัดการเงินลงทุน โดยเฉพาะคำถามที่ว่า หุ้นตัวนี้หรือสินทรัพย์ประเภทนี้มีขนาดเท่าไหร่ในการลงทุน เช่น คุณมีเงิน 100 บาท คุณตั้งใจว่าจะลงทุนหุ้น 5 ตัว ตัวละเท่าๆกัน ก็จะเท่ากับ 20% ต่อเงินลงทุนต่อตัว ดังนั้น การจะถัวเพิ่ม คุณต้องระวังสัดส่วนพวกนี้เพี้ยนด้วย เพราะถัวไปถัวมาบางตัวอาจจะมีมูลค่าเงินลงทุนกลายเป็น 50% ไปเลย และจะทำให้การจัดพอร์ตลงทุนของเราเพี้ยนไปหมด

วิธีที่ผมทำส่วนตัวเวลาจะซื้อถัวสินทรัพย์อะไรสักอย่าง คือ

  1. ผมต้องมั่นใจจริงๆว่ามันจะกลับมาและให้ผลตอบแทนที่ดีในอนาคต
  2. จะคุมไม่ให้การถัวหุ้นตัวนึงทำให้สัดส่วนพอร์ตลงทุนเพี้ยน เช่น พอร์ตหุ้นของผมจะมีกฎว่าโดยปกติจะไม่มีหุ้นตัวใดน้ำหนักเกิน 40% ของพอร์ตครับ ก็เป็นวิธีคุมอารมณ์ตัวเองอย่างหนึ่งที่อาจจะไปตกหลุมรักหุ้นสักตัว
  3. ผมจะทำแผนไว้ล่วงหน้าเลยว่าจะทำอย่างไรเมื่อหุ้นตก จะไม่มีการมาตัดสินใจหน้างาน เช่น สมมติผมซื้อ PTT เจ้าเก่าที่ราคา 300 บาท ผมอาจจะตั้งเป้าว่า ถ้ามันเหลือร่วงลงมาจนติดลบ -15% ผมจะซื้อหุ้นตัวนี้เพิ่มเล็กๆ ถ้าลงมาถึง -30% ผมอาจจะถัวเพิ่มอี่กไม้ ซึ่งปกติผมจะตั้งเป้าถัวไว้ไม่เกิน 2 รอบ ถ้ามันตกลงไปอีก ผมจะจำกัด Downside เรื่องเงินขาดทุน ว่าจะขาดทุนได้สูงสุดเท่านี้จริงๆ จะไม่ขาดทุนมากกว่านี้แล้ว ถ้าตกไปหนักกว่าจุดที่ตั้งใจไว้ ก็จะไม่มีการซื้อเพิ่มครับ หรือตกลงมาไม่ถึงก็ไม่ซื้อเพิ่มเหมือนกัน

เพราะโดยปกติแล้ว การถัวหุ้นมันอันตรายจริงๆครับ ไม่จำเป็นอย่าไปทำมันสุ่มสี่สุ่มห้าครับ

Facebook : Bear Investor