คำแนะนำ DCA จากนักลงทุนชั้นเซียนและกูรู

จากบทความตั้งต้นที่ว่า DCA คืออะไร ผมก็อยากจะพาไปทัวร์โลกแห่งการลงทุนว่า บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนแม้กระทั่งชั้นตำนานทั้งหลาย มีใครแนะนำหรือพูดถึงวิธีการลงทุนแบบซื้อสะสมรายเดือนสำหรับนักลงทุนรายย่อยบ้าง ข้างล่างนี้คือ คำแนะนำ DCA ของกูรูการเงินแต่ละคนครับ

1. คำแนะนำ DCA ของ Warren Buffett

บัฟเฟตต์เคยให้คำแนะนำกับ LeBron James ว่า “ลงทุนรายเดือนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำเป็นอะไรที่เข้าท่าและมีเหตุผล ซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ และถือลงทุนไป 30-40 ปี”

“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.” — อ้างอิงจากข่าว MarketWatch

หรือจาก คลิปนี้ สรุป คำแนะนำ DCA ของบัฟเฟตต์ได้ว่า นักลงทุนทั่วไป (average person) ควรลงทุนระยะยาวแบบสะสมไปเรื่อย ๆ ในกองทุนดัชนี และจาก บทความนี้ บัฟเฟตต์แนะนำว่า ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนัก ๆ ในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี (where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years) คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกัน

โดยสรุปก็คือ บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกรณีที่เราไม่อยากเสียเวลาหรือต้องทุ่มเทลงทุนเอง ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีด้วยการซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ย

“If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.—Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time.”

2. คำแนะนำ DCA ของ Burton G. Malkiel 

เขาได้เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street สรุปใจความได้ว่า ถ้าคุณกำลังสร้างพอร์ตการลงทุนด้วยการพอกพูนเงินออมในแต่ละปี คุณจะได้ประโยชน์จากการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 355.] เพราะคุณจะมีต้นทุนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าราคาหุ้นที่คุณซื้อมา หรือมีหน่วยลงทุนที่ซื้อมาในราคาต่ำมากกว่าหน่วยที่ซื้อมาในราคาสูง แม้วิธีนี้นั้นมันจะไม่ช่วยปกป้องแผนออมเงินของคุณในช่วงหุ้นตกแต่ทว่าเอาจริง ๆ แล้วก็ไม่มีแผนใด ๆ ที่จะปกป้องนักลงทุนจากสภาวะตลาดหมีที่หุ้นตกอย่างรุนแรงได้เลย ด้วยเหตุนี้ คุณต้องมีเงินและความมั่นใจที่จะลงทุนต่อเนื่องตามกำหนด ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมืดมิดแค่ไหนก็ตาม[1. ibid., 357.]

นอกจากนี้ ข้อดีที่สำคัญอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบประจำก็คือ ด้วยวิธีการลงทุนแบบประจำตลอดเวลา มันจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่นักลงทุนจะทุ่มเงินทั้งหมดที่มีอยู่ ไปลงทุนในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์นั้นเป็นฟองสบู่หรือมีราคาอยู่ในจุดสูงสุด[1. ibid.] และศาสตราจารย์มัลคีลยังเสนออีกว่า เราอาจสำรองเงินไว้บางส่วนในกองทุนตลาดเงินเพื่อฉวยโอกาสที่จะเพิ่มการลงทุน ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรง ๆ ทำให้ต้นทุนถูกลงไปอีกได้[1. ibid., 359.]

อนึ่ง Malkiel ยังได้เขียนไว้ในหนังสือ The Elements of Investing ร่วมกับ Charles D. Ellis ยืนยันคำแนะนำการลงทุนซ้ำอีกว่า กฎพื้นฐานของการลงทุน คือ การลงทุนให้ไวและลงทุนเป็นประจำ (save early and regularly)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 95.]

3. คำแนะนำ DCA ของ John C. Bogle 

โบเกิลได้เขียนไว้ในหนังสือ Bogle On Mutual Funds บทที่ชื่อว่า The Accumulation Investor สรุปได้ว่า สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่นั้น กระบวนการสะสมสินทรัพย์ลงทุน ซึ่งอยู่ในช่วงอายุระหว่าง 25-50 ปีเป็นส่วนใหญ่ ดอกเบี้ยทบต้นมีความสัมพันธ์กับเวลาและมันจะทรงพลังอย่างยิ่งถ้านักลงทุนมีระยะเวลาลงทุนที่นาน มันจึงเป็นความสมเหตุผลสมผลที่เราจะลงทุนเป็นประจำต่อเนื่อง (It is common sense that you will be considerably better off if you can invest regularly for 30 years rather than 10.)[1. John C. Bogle, John Bogle on Investing: The First 50 Years (Hoboken: Wiley, 2015), 263.] ซึ่งเราควรเริ่มลงทุนให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้และหลังจากนั้นให้ลงทุนต่อเนื่องเป็นประจำไปเรื่อย ๆ[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 210.] ด้วยพลังของผลตอบแทนทบต้นและการลงทุนเป็นประจำต่อเนื่อง (dollar-cost averaging) จะทำให้การลงทุนในหุ้นของนักลงทุนนั้นได้ผลดีในระยะยาว (Slow-and-steady will likely wins the race)[1. John C. Bogle, John Bogle on Investing, 33.]

4. คำแนะนำ DCA ของนักลงทุนอื่น

นอกจาก 3  คนข้างบน ยังมีคำแนะนำที่ดีเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำ (regular investment) หรือการลงทุนแบบ DCA อีกมายมาย โดยมีนักลงทุนอีกหลายท่านที่แนะนำให้ลงทุนแบบซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ ในระยะยาว แม้บางคนจะไม่พูดตรง ๆ แต่ก็อนุมานได้ ดังต่อไปนี้

(I) The Intelligent Investor

ส่วนหนึ่งในหนังสือ The Intelligent Investor ของ Benjamin Graham ได้อธิบายแนวคิดในการลงทุนแบบประจำไว้ว่า “การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพและนักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย  วอร์เรน บัฟเฟตต์ เองก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”[3. Benjamin Graham, The intelligent investor : คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า, แปลโดยพรชัย รัตนนนทชัยสุข (กรุงเทพมหานคร : วิสดอมเวิร์ค เพรส, 2553), หน้า 357.]

(II) Peter Lynch

Lynch ก็เป็นนักลงทุนอีกคนที่เน้นให้คนทั่วไปลงทุนในหุ้น โดยถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นให้ถือลงทุนระยะยาว และถ้ามีเงินลงทุนเพิ่มก็สะสมกองทุนไปเรื่อย ๆ ครับ เขาเห็นว่า คนที่ลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดแบบอัตโนมัติทุกเดือนจะได้รับประโยชน์จากความมีวินัยของตนเอง (invest in stocks automaticlly, the same amount every moth) และการลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดยังสามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ให้นักลงทุนได้ และจะสูงขึ้นไปอีกถ้ากล้าซื้อหุ้นเพิ่มในเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายหุ้นหนีตาย[4. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 33.] และในกรณีลงทุนกองทุนรวม นักลงทุนที่ไม่เคยคิดเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งจะมองข้ามภาวะตลาดและลงทุนอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นคนที่ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ศึกษาและพยายามจับจังหวะลงทุน[5. ibid., 36.]

(III) William J. Bernstein

Bernstein อธิบายว่า วิธีลงทุนแบบประจำหรือ DCA จะบังคับให้นักลงทุนทำการลงทุนจำนวนเงินเท่ากันเป็นประจำตามงวดระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งลดต้นทุนของหุ้นหรือหลักทรัพย์ที่ซื้อสะสมอันส่งผลดีต่อมาในการเพิ่มผลตอบแทนโดยรวม และนักลงทุนหรือคนที่มีอายุน้อยควรยึดมั่นมีวินัยกับการลงทุนแบบประจำ (Young savers should adhere to a disciplined savings plan using the dollar cost averaging…)[1. William J. Bernstein, The Investor’s Manifesto: Preparing for Prosperity, Armageddon, and Everything in Between (Hoboken: Wiley, 2012), 153.]

(IV) Richard A. Ferri

Ferri เป็นผู้ที่เห็นว่า องค์ประกอบสำคัญในการสะสมเงินลงทุนในระยะยาวนั้นขึ้นอยู่กับการออมเงินอย่างแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลง ระยะเวลาในการลงทุน รวมไปถึงการควบคุมค่าใช้จ่าย และแม้ผลตอบแทนจะเป็นสิ่งที่สำคัญหากแต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ แผนการเงินที่แน่วแน่คงที่ โดยกลยุทธ์ที่จะสร้างความมั่งคั่งได้รวดเร็วกว่าวิธีอื่น ๆ คือ การออมเงินและลงทุนเป็นประจำ (savings and investing regularly)[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 265.]

5. บทสรุป

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า DCA เป็นวิธีและแผนการลงทุนหนึ่งที่เรียบง่ายและปฏิบัติตามได้ ซึ่งนักลงทุนคนสำคัญของโลกหลายคน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแบบซื้อสะสมเป็นประจำ (a regular routine of investing) กันค่อนข้างมาก

และในหลาย ๆ แง่นั้น DCA ถือว่าเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่ค่อนข้างดีเยี่ยม ถ้าคุณเลือกจะลงทุนด้วยวิธี DCA หรือซื้อสะสมลงทุนอย่างมีวินัยแล้ว คุณจะได้ “ความเรียบง่าย” และได้วิธีการลงทุนที่ไม่ต้องมาสนใจตลาดหุ้นในะระยะเวลาสั้น ๆ และอย่างที่บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยว่า

เมื่อตั้งแผนลงทุน ทำตามแผนอย่างมีวินัยและอดทนแล้ว

สิ่งที่สำคัญต่อมานั้น คือ

“Forget it and go back to work.”

ปล่อยตลาดหุ้นไปตามธรรมชาติของมันไป เราเอาเวลากลับไปทำงานที่รักดีกว่าครับ

DCA กับคำแนะนำของกูรู

จากบทความตั้งต้นที่ว่า DCA คืออะไร ผมก็อยากจะพาไปทัวร์โลกแห่งการลงทุนว่า บรรดานักลงทุนชั้นเอกชั้นเซียนแม้กระทั่งชั้นตำนานทั้งหลาย มีใครแนะนำหรือพูดถึงวิธีการลงทุนแบบซื้อสะสมรายเดือนสำหรับนักลงทุนรายย่อยบ้าง ข้างล่างนี้คือคำแนะนำในการลงทุนด้วยวิธีซื้อสะสมแบบ DCA ของกูรูการเงินแต่ละคนครับ

  1. Warren Buffettเคยให้คำแนะนำกับ LeBron James ว่า “ลงทุนรายเดือนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำเป็นอะไรที่เข้าท่าและมีเหตุผล ซื้อสะสมไปเรื่อยๆ และถือลงทุนไป 30-40 ปี” (“Just making monthly investments in a low-cost index fund makes a lot of sense,” Buffett said. He added: “Owning a piece of America, a diversified piece, bought over time, held for 30 or 40 years, it’s bound to do well. The income will go up over the years, and there’s really nothing to worry about.”—อ้างอิงจากข่าว MarketWatch) หรือจาก คลิปนี้ สรุปได้ว่า นักลงทุนทั่วไป (average person) ควรลงทุนแบบสะสมไปเรื่อยๆ(ในกองทุนดัชนี)ในระยะยาว หรือจาก บทความนี้ ถ้าคุณลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำโดยที่ไม่ลงทุนหนักๆในครั้งเดียวแต่ลงทุนถัวเฉลี่ยอย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี (where you don’t put the money in at one time, but average in over 10 years) คุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีกว่า 90% ของนักลงทุนที่ลงทุนในเวลาเดียวกันโดยสรุปก็คือ บัฟเฟตต์ได้พูดถึงกรณีที่เราไม่อยากเสียเวลาหรือต้องทุ่มเทลงทุนเอง ให้ลงทุนในกองทุนดัชนีด้วยการซื้อสะสมแบบถัวเฉลี่ยซะ (“If you don’t, then dollar-cost average into index funds. This accomplishes diversification across assets and time, two very important things.—Just pick a broad index like the S&P 500. Don’t put your money in all at once; do it over a period of time.”)
  2. Burton G. Malkiel : ได้เขียนไว้ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street สรุปใจความได้ว่า ถ้าคุณกำลังสร้างพอร์ตการลงทุนด้วยการพอกพูนเงินออมในแต่ละปี คุณจะได้ประโยชน์จากการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน นั่นคือ การที่คุณจะมีต้นทุนราคาเฉลี่ยต่อหน่วยต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่ซื้อหุ้นมา มีหน่วยลงทุนที่ซื้อมาในราคาต่ำมากกว่าหน่วยที่ซื้อมาในราคาสูง แต่วิธีนี้นั้นมันจะไม่ช่วยปกป้องแผนออมเงินของคุณในช่วงหุ้นตก ทว่าเอาจริงๆแล้วก็ไม่มีแผนใดๆที่จะปกป้องคุณจากสภาวะตลาดหมีที่หุ้นตกอย่างรุนแรงได้เลย คุณต้องมีเงินและความมั่นใจที่จะลงทุนต่อเนื่องตามกำหนดไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมืดมิดแค่ไหนก็ตาม ข้อดีคือการลงทุนด้วยวิธีนี้มันจะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่คุณจะทุ่มเงินทั้งหมดในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์นั้นเป็นฟองสบู่ ทั้งนี้ศาสตราจารย์มัลคีลยังเสนออีกว่า เราอาจสำรองเงินไว้บางส่วนในกองทุนตลาดเงินเพื่อฉวยโอกาสที่จะเพิ่มการลงทุนในช่วงที่ตลาดปรับตัวลดลงแรงๆทำให้ต้นทุนถูกลงไปอีกได้
  3. ส่วนหนึ่งในหนังสือ The Intelligent Investor ของ Benjamin Graham ได้วางแนวไว้ว่า .. “การถือกองทุนดัชนีไว้นานอย่างน้อย 20 ปี และ เพิ่มเงินลงทุนใหม่เข้าไปทุก ๆ เดือน จะทำให้คุณสามารถเอาชนะนักลงทุนมืออาชีพ และ นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่ได้ .. ในช่วงท้ายของชีวิต เกรแฮมยกย่องกองทุนดัชนีว่า เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับนักลงทุนรายย่อย .. วอเร็น บัฟเฟตต์ ก็กล่าวในลักษณะเดียวกัน”
  4. John C. Bogle ได้เขียนไว้ในหนังสือ Bogle On Mutual Funds ส่วนของ The Accumulation Investor ว่า สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่นั้น กระบวนการสะสมสินทรัพย์ลงทุน อยู่ในช่วงอายุอยู่ระหว่าง 25-50 (เป็นส่วนใหญ่) ดอกเบี้ยทบต้นมีความสัมพันธ์(จะทรงพลังอย่างยิ่ง)ถ้ามีระยะเวลาลงทุนที่นาน ดังนั้น มันจึงสมเหตุผลสมผลที่จะลงทุนเป็นประจำต่อเนื่องเป็นเวลา 30 ปี (It is common sense that you will be considerably better off if you can invest regularly for 30 years rather than 10.)
  5. ยังมีนักลงทุนอีกหลายท่านที่แนะนำให้ลงทุนแบบซื้อสะสมไปเรื่อยๆในระยะยาว แม้จะไม่พูดตรงๆแต่ย่อมอนุมานได้ อาทิ Peter Lynch ก็เป็นคนที่เน้นให้นักลงทุนลงทุนในหุ้น โดยถ้าจะลงทุนในกองทุนรวมหุ้นให้ถือลงทุนระยะยาวและถ้ามีเงินลงทุนเพิ่มก็สะสมกองทุนไปเรื่อยๆ ครับ (อ้างอิงจากบทที่ 3 : a tour of the fund house—Beating The Street)

จะเห็นว่า มีนักลงทุนคนสำคัญของโลกหลายคน ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนแบบซื้อสะสม (Regularly Invest หรือ DCA) กันค่อนข้างมาก เพราะค่อนข้างจะเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและในหลายๆแง่นั้นถือว่าเป็นกลยุทธ์ลงทุนที่ค่อนข้างดีเยี่ยม ถ้าคุณเลือกจะลงทุนด้วยวิธี DCA หรือซื้อสะสมลงทุนอย่างมีวินัยแล้ว คุณจะได้ “ความเรียบง่าย”ได้การลงทุนที่ไม่ต้องมาสนใจตลาดหุ้นในะระยะเวลาสั้นๆ และอย่างที่บัฟเฟตต์เคยบอกไว้ตอนให้คำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุนของนักลงทุนรายย่อยว่า

เมื่อตั้งแผนลงทุน ทำตามแผนอย่างมีวินัยและอดทนแล้ว

ลำดับต่อมานั้น

“Forget it and go back to work.”

ปล่อยตลาดหุ้นไปตามธรรมชาติของมันไป เราเอาเวลากลับไปทำงานที่รักดีกว่าครับ

DCA คือ อะไร? (dollar-cost-average) : การลงทุนแบบประจำ

DCA (dollar-cost-average) — Regular Investment

DCA คือ วิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่ส่วนตัวนั้น ผมคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่ต้องการออม ลงทุน หรือสะสมความมั่งคั่งระยะยาวด้วยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (accumulating wealth) โดยเฉพาะ “หุ้น” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ ผลตอบแทนสูงในระยะยาวแต่มีความผันผวนอย่างมากในระยะสั้น

ในทางสถิติจากงานวิจัยตลาดทุนหลายประเทศ หุ้นในระยะยาวนั้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นที่ประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ในรายปีอาจจะเหวี่ยงตัวผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ +100% หรือติดลบ -50% เลยก็ได้ หากแต่ถ้าลงทุนถือครองเป็นเวลานานพอ ประมาณ 10-15 ปีขึ้นไป มันจะแสดงผลตอบแทนที่แท้จริงออกมาครับ ย้ำว่าถ้าอยากจะได้ผลตอบแทนดังว่า นักลงทุนจะต้องอดทนถือครองหุ้นให้นานพอ ต่ำกว่า 7 ปีนี่หุ้นนั้นยังมีความผันผวนอยู่ได้

1. การลงทุนแบบประจำเป็นวิธีลงทุนที่เหมาะกับคนทั่วไป

ที่ผมว่า วิธีลงทุนแบบประจำ (regular investing) เป็นวิธีที่เหมาะสมกับนักลงทุนทั่วไปก็เพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่มีภารกิจในงานประจำแต่ละวันที่ต้องใส่ใจและต้องใช้เวลา จึงควรจะเอาเวลาที่มีนั้นไปพัฒนาศักยภาพในการทำงาน มากกว่าที่จะมานั่งเสียเวลาไปกับการติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด หรือมานั่งจับจังหวะลงทุนหุ้น (ซึ่งจากงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่านำไปสู่ผลขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร)

อาจจะพอกล่าวได้ว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการเป็นนักลงทุนเต็มตัวหรือทุ่มเทเวลามาเป็นนักลงทุนมืออาชีพ คนทำงานทั้งหลายควรจะเอาเวลาไปพัฒนาขีดความสามารถหรือทำตามความฝันของตน แล้วแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้มาลงทุนในหุ้นครับ

ทั้งนี้การลงทุนแบบประจำก็จะเป็นวิธีลงทุนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนแบบนั้น คือ เรากำหนด จำนวนเงิน และ เวลา ที่จะลงทุนเป็นประจำ (บางทีก็เรียกว่าการซื้อถัวเฉลี่ย) ยกตัวอย่าง เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องการลงทุนเดือนละ 5,000 เราก็อาจจะตั้งแผนให้ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นจำนวน 5,000 บาท

เมื่อตั้งแผนลงทุนแบบประจำแล้ว เราก็ลงทุนตามแผนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ครับ ลงทุนระยะยาวจนเกษียณกันไปเลย มีเงินหรือรายได้เพิ่มก็ปรับแผน เช่น อาจจะเปลี่ยนเป็นลงทุนเดือนละ 10,000 ในอนาคต และนี่คือข้อดีสำคัญ ๆ สองประการหลักของวิธีลงทุนแบบนี้

(I) เป็นการ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” : ก่อนที่เราจะจ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายใด เราควรจ่ายให้กับการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเราเองก่อนครับ วิธีนี้มันจะหักเงินหรือเราต้องเอาเงินเดือนไปลงทุนก่อนที่เราจะเอาเงินมาใช้จ่าย ทำให้สอดคล้องกับหลักการ รายได้-เงินออม = ค่าใช้จ่าย และสอดคล้องกับการใช้ชีวิต เพราะปกติเงินเดือนที่ได้ก็จะเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น การลงทุนให้สอดคล้องโดยหักจากรายได้ไปออมทุกเดือน ทำให้การลงทุน “เรียบง่าย” และปฏิบัติตามได้สบาย ๆ

(II) นอกจากจะจ่ายให้ตัวเองก่อนแล้ว ยังเป็นการ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” และ “ตัดอารมณ์ทิ้ง” วิธีลงทุนแบบนี้ทำให้เงินของคุณไปลงทุนทันที ลงทุนตามเวลา เป็นการลงทุนแบบที่ไม่มีอารมณ์เข้าข้องเกี่ยว ไม่มีการจับจังหวะลงทุน เพราะใช้ “วินัยและความอดทน” ที่จะทำตามแผนเป็นหลัก

นอกจากนี้ ถ้านักลงทุนมีวินัยในการลงทุนได้ ปัญหาสำคัญในการลงทุนซึ่งมักจะมาจากตัวนักลงทุนเองอย่าง “อารมณ์” (emotions)[1. John C. Bogle, The LiIttle Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 194.] ก็จะถูกกำจัดทิ้งไป ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งของวิธีลงทุนแบบประจำครับ เพราะนักลงทุนได้ขจัดศัตรูตัวร้ายแห่งการลงทุนไปหนึ่งอย่างที่พยายามกระตุ้นให้นักลงทุนจับจังหวะลงทุน (market timing) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกลยุทธ์ที่ด้อยประสิทธิภาพและนักลงทุนมักจะจับจังหวะผิดพลาดบ่อย ๆ[1. ibid., 53.]

2. ประเด็นบางอย่างเกี่ยวกับ DCA 

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่อยากจะให้สังเกตไว้ ก็คือ

I. มันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด 

วิธีลงทุนแบบประจำไม่ใช่วิธีที่ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงสุด หากแต่มันเป็นวิธีที่ทำให้คุณได้รับ “ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจในระยะยาว” โดยปฏิบัติตามได้อย่างเรียบง่าย อันนี้ค่อนข้างสำคัญ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เท่าที่ผมเคยอ่านบทวิจัยของ Vanguard ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าการลงทุนแบบ Lump Sum (ลงทุนครั้งเดียวแล้วถือยาว) ซึ่งก็สมเหตุสมผลครับ

ในเมื่อระยะยาวตลาดหุ้นจะมีการเติบโตต่อไปเรื่อย ๆ คนที่ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนัก ๆ ก่อน ก็ควรจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ทยอยลงทุนเกลี่ย ๆ เฉลี่ย ๆ เป็นช่วงเวลา ความยากของการลงทุนแบบ Lump sum นั้นมีหลายระดับ ระดับที่ผมคิดว่ายากสำหรับคนทั่วไป คือ คุณจะช็อกมาก ๆ ถ้าดันแจ็กพ็อตไป Lump sum แล้วเจอหุ้นตกหนักหลังจากนั้น สิ่งที่ทำให้คุณถือลงทุนต่อไม่ได้ก็เพราะมันจะเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจครับ

และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าคุณกลัวแบบนั้น คุณก็จะเริ่มจับจังหวะลงทุน (Market Timing) ซึ่งโดยปกตินักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถด้านนั้นหรอกจึงมักจะจบลงที่ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่ากำไร ในประเด็นนี้นั้น John Bogle ผู้เป็นตำนานของวงการกองทุนรวมก็เคยกล่าวว่า ตั้งแต่ทำงานในวงการลงทุนมาหลายสิบปี ยังไม่เคยเจอคนที่คาดเดาเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นแล้วถูกได้ตลอดเวลา และคนที่จับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องเสมอนั้น เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยเจอเลย

การเริ่มต้นลงทุนที่ราคาหุ้น ณ จุดสูงสุด แล้วไปขาย ณ จุดสูงสุด เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์ นักลงทุนมักจะชอบและฝันว่าตัวเองจะเจอโชคดีที่ถูกจังหวะเช่นนี้ (Luck in picking a right time to invest) หากแต่การลงทุนอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาและลงทุนระยะยาวไปตลอดสำคัญกว่าการจับจังหวะลงทุนครับ พยายามทำให้เวลาอยู่ข้างคุณ (Put time on your side.)[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 13.] ด้วยวิธีลงทุนแบบประจำซึ่งจะช่วยสร้างความอัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้น มากกว่าจะไปเสียเวลาจับจังหวะลงทุนถูกต้องซึ่งเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ

II. ระยะเวลาในการลงทุนด้วยวิธี DCA

คุณต้องลงทุน เป็นระยะเวลาที่นานพอ โดยเฉพาะกับ “หุ้น” คือ ต้องไม่หลงไปกับคำพูดที่หลายคนบอกว่า dollar-cost averaging หรือการลงทุนแบบประจำในช่วงเวลาที่หุ้นตก หรือหุ้นเป็นขาลง จะส่งผลให้นักลงทุนขาดทุน โอเคแน่นอนครับว่า ในระยะเวลาสั้น ๆ วิธี DCA ไม่ปกป้องคุณจากการขาดทุน แต่ก็ต้องไม่ลืมว่ามันปกป้องคุณจากการโชคร้ายลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนัก ๆ ในช่วงที่ตลาดกำลังจะตกหนักด้วย[1. ibid., 65.]

หากแต่การซื้อสะสมตามวินัย ช่วงตลาดหุ้นตก คุณก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะถัวเฉลี่ยเนื่องจากได้ซื้อตอนหุ้นหรือสินทรัพย์มีราคาที่ลดลงจากเดิม ในทางตรงกันข้าม ช่วงเวลาที่ตลาดเป็นขาขึ้น ด้วยพลังแห่งวินัยในลงทุนแบบประจำก็จะต้องทำให้คุณลงทุนต่อไป แต่เมื่อลงทุนด้วยจำนวนเงินที่เท่าเดิม มันจะทำให้คุณซื้อสินทรัพย์หรือหุ้นได้น้อยลง ระยะยาวต้นทุนในการลงทุนของคุณก็จะเป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยครับ[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 357.]

ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญมากก็คือ “วินัย” เพราะคุณจะต้องลงทุนไปเรื่อย ๆ แม้แต่วันที่โลกการเงินดูจะมืดหม่น มีแต่ข่าวร้าย หันไปรอบตัว ใคร ๆ ก็เลิกลงทุนหุ้น ตลาดหุ้นตกหนัก ราวกับโลกนี้จะไม่มีแสงอาทิตย์ขึ้นในตลาดหุ้นอีกแล้ว คุณก็จะต้องลงทุนต่อไปให้ได้[1. Malkiel and Ellis, The Elements of Investing, 64.]

ถ้าจะให้แน่ใจว่าเราจะได้รับ ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น คุณต้องลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นควรจะ DCA สะสมไปเรื่อย ๆ อย่างน้อยก็ควรมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ใครที่มีช่วงระยะเวลาลงทุนสั้นกว่านั้น ยังไงก็มีโอกาสขาดทุน

ด้วยเหตุนี้ ถ้าเป็นการซื้อสะสมในหุ้นหรือกองทุนหุ้น ยังไง ๆ ก็ต้องใช้เวลาครับ  เพราะเวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว และในระหว่างนั้นอย่าได้สนใจภาพสั้น ๆ  จะหุ้นขึ้นหุ้นลงก็ปล่อยมันไป เพราะมันคือธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ต่างหากที่ไม่เข้าใจหลักการลงทุนในหุ้น

III. สินทรัพย์แต่ละอย่างมีความแตกต่างกัน

สำหรับการลงทุนประจำโดย DCA หุ้นรายตัวคุณต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น วิเคราะห์ได้ เลือกหุ้นได้ และ พลาดได้

สินทรัพย์ที่เหมาะกับวิธีลงทุนแบบประจำจริง ๆ คือ การซื้อสะสมกองทุนรวมหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยง (broadly diversified )ประกอบด้วยหุ้นหลายตัวรวมกันในพอร์ตฟอลิโอ ตัวอย่างเช่น ลงทุนแบบประจำในกองทุนรวมหุ้นที่เป็นกองทุนดัชนีแบบกระจาย (Broad-based Index Funds)

อย่างในไทยก็เช่น กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index SET50 หรือ SET100 กระทั่งกองทุนหุ้นปกติก็ถือว่า มีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่ง เพราะมักจะประกอบด้วยหุ้นอย่างน้อย 20-30 ตัวขึ้นไป ทำให้แต่ละตัวจะมีขนาดประมาณ 3-5% ของพอร์ต ซึ่งการสูญเสียในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะไม่กระทบพอร์ตลงทุนหลักหรือภาพรวมของกองทุนมากนัก และหุ้นหลายตัวรวมกันก็เสมือนมีการถือธุรกิจที่รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจ ซึ่งย่อมเติบโตไปตามเศรษฐกิจระยะยาวครับ

ทั้งนี้โดยสภาพนั้น กองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนระดับหนึ่งอยู่แล้ว กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่น ๆ เช่น ตราสารหนี้ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ ก็สามารถลงทุนซื้อสะสมด้วยวิธีลงทุนแบบประจำได้เช่นกัน

3. DCA คือวิธีที่เพิ่มเวลาให้นักลงทุน

สรุปแบบง่าย ๆ ก็คือ กำหนดจำนวนเงิน ที่จะออมหรือลงทุน กำหนดเวลา ที่จะทำการลงทุนเป็นประจำ การกำหนดที่สอดคล้องกับนักลงทุนทั่วไปมากที่สุดในความคิดของผม คือ ซื้อสะสมรายเดือน เพราะสอดคล้องกับเงินเดือนที่ออก ไม่ยุ่งยาก และเรารักษาความมีวินัยที่จะทำตามได้ง่าย ลองนึกภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เจ้านี่ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของการซื้อแบบ DCA ครับ

ทั้งนี้ต้องระวังประเด็นที่นักลงทุนหลายคน บางทีก็อาจจะพยายามหาอะไรที่มันซับซ้อน เช่น ลงทุนรายสัปดาห์ ลงทุนรายวันที่เลือก เช่น ทุกจันทร์ ทุกศุกร์ (อันนี้ยังพอได้) แม้กระทั่งลงทุนตามใจ ใช้แนวเทคนิค กราฟมาดูมาจับจังหวะ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนจะไม่แตกต่างกันมากอย่างมีนัยสำคัญกับรายเดือน (หรืออาจต่ำกว่าด้วยซ้ำ) จึงต้องระวังว่า ถ้ามันซับซ้อนจนทำตามยากจนเกินไป ทำตามไม่ได้ การลงทุนแบบนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย

ข้อดีสำคัญของการซื้อสะสมรายเดือนเด่น ๆ คือมันค่อนข้างทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยาก ราย 2 เดือน 3 เดือน ครึ่งปี หนึ่งปี อาจจะมีปัญหาตรงการลืม หรือ สะสมเงินไว้แล้วแต่อดใจไม่ไหวเอาไปใช้ก่อน ยิ่งปล่อยเวลาเนิ่นนานยิ่งทำให้เกิดข้ออ้างไม่ลงทุนเอาดื้อ ๆ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญจริง ๆ ที่การลงทุนแบบประจำให้คุณได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวที่น่าพึงพอใจโดยที่มีเวลาชีวิตในการไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า เป็นการที่ในด้านของชีวิต เราก็มีการเติบโต ในด้านของการลงทุนเราก็มีความมั่งคั่ง+เงินออมเติบโตเช่นกัน อันจะทำให้เห็นชัดเจนว่า นักลงทุนมักจะลืมต้นทุนด้านเวลาครับ

วิธีลงทุนแบบ DCA คือ วิธีที่ให้เวลากับนักลงทุนได้ คุณไม่ต้องสนใจภาพตลาดหุ้นในระยะสั้น ๆ เลย แม้กระทั่งภาพยาวด้วยในหลาย ๆ ครั้ง ขอแค่คุณเข้าใจภาพใหญ่ของการลงทุน มีวินัยในการลงทุน มีความอดทนทำตามแผน ภาพรวมชีวิตของคุณจะได้ผลตอบแทนสูงสุด ๆ ในหลายด้านด้วยวิธีลงทุนแบบประจำอย่างมีวินัยครับ

4. บทสรุปเกี่ยวกับการลงทุนแบบประจำ

การลงทุนแบบประจำเป็นวิธีการลงทุนที่เหมาะสมกับคนส่วนใหญ่ และสามารถผสานสอดคล้องกับประโยชน์ที่ดีของการลงทุนกองทุนดัชนี นั่นคือ นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนในอนาคตที่น่าประทับใจด้วยการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ และลงทุนเป็นประจำเรื่อย ๆ ตลอดเวลาอย่างมีวินัย

แม้ว่าการลงทุนแบบประจำจะไม่ทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงที่สุด หากแต่คนที่ลงทุนเป็นประจำตามระยะเวลาที่กำหนดแบบอัตโนมัติทุกเดือนจะได้รับประโยชน์จากความมีวินัยของตนเอง ซึ่งสามารถสร้างผลตอบแทนสูง ๆ ให้นักลงทุนได้ และจะสูงขึ้นไปอีกถ้ากล้าซื้อหุ้นเพิ่มในเวลาที่นักลงทุนส่วนใหญ่เทขายหุ้นหนีตาย[4. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 33.]

บทความต่อเนื่องอ่านเพิ่มเติมครับวิธีเปิดกองทุนรวมเจ้าหลักและตั้งค่าซื้อรายเดือน

DCA คืออะไร

DCA (dollar-cost-average)

“DCA” เป็นวิธีการลงทุนแบบหนึ่งที่ส่วนตัวนั้น ผมคิดว่าค่อนข้างเหมาะสมกับนักลงทุนรายย่อยทั่วไปที่ต้องการออม ลงทุนหรือสะสมความมั่งคั่งระยะยาวด้วยการซื้อสินทรัพย์ทางการเงิน (accumulate wealth) โดยเฉพาะ “หุ้น” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่ให้ ผลตอบแทนสูงในระยะยาวแต่มีความผันผวนอย่างมากในระยะสั้น ในทางสถิติจากงานวิจัยตลาดทุนหลายประเทศ หุ้นในระยะยาวนั้นจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นที่ประมาณ 8-10% ต่อปี แต่ในรายปีอาจจะเหวี่ยงตัวผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ +100% หรือติดลบ -50% เลยก็ได้ หากแต่ถ้าลงทุนถือครองเป็นเวลานานพอ ประมาณ 10-15 ปีขึ้นไป มันจะแสดงผลตอบแทนที่แท้จริงออกมาครับ ย้ำว่าถ้าอยากจะได้ผลตอบแทนดังว่าต้องอดทนถือครองให้นานพอ ต่ำกว่า 7 ปีนี่ยังผันผวนอยู่ได้

ที่ผมว่า DCA เป็นวิธีที่เหมาะสมกับนักลงทุนทั่วไปก็เพราะ นักลงทุนส่วนใหญ่มีภารกิจในงานประจำแต่ละวันที่ต้องใส่ใจและใช้เวลาและควรจะเอาเวลาที่มีนั้นไปพัฒนาศักยภาพในการทำงาน มากกว่าที่จะมานั่งเสียเวลาไปกับการติดตามตลาดหุ้นอย่างใกล้ชิด นั่งจับจังหวะลงทุน (ซึ่งจากงานวิจัยส่วนใหญ่ก็พบว่านำไปสู่ผลขาดทุนมากกว่าจะได้กำไร) อาจจะพอกล่าวได้ว่า กรณีที่ไม่ได้ต้องการเป็นนักลงทุนเต็มตัวหรือทุ่มเทเวลา คนทำงานทั้งหลายควรจะเอาเวลาไปพัฒนาขีดความสามารถหรือทำตามความฝันของตนแล้วแบ่งส่วนหนึ่งของรายได้มาลงทุนในหุ้นครับ

ซึ่ง DCA ก็จะเป็นวิธีลงทุนที่ค่อนข้างสอดคล้องกับพฤติกรรมการลงทุนแบบนั้น คือ เรากำหนดจำนวนเงินและเวลาที่ลงทุนเป็นประจำ (บางทีก็เรียกว่าการซื้อถัวเฉลี่ย) ยกตัวอย่าง เรามีเงินเดือน 20,000 บาท ต้องการลงทุนเดือนละ 5,000 เราก็อาจจะตั้งแผนให้ซื้อกองทุนรวมหุ้น ทุกวันที่ 1 ของทุกเดือน เป็นจำนวน 5,000 บาท แล้วก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆครับ ลงทุนระยะยาวจนเกษียณกันไปเลย มีเงินหรือรายได้เพิ่มก็ปรับแผน เช่น อาจจะเปลี่ยนเป็นลงทุนเดือนละ 10,000 ในอนาคต และนี่คือข้อดีสำคัญๆสองประการหลักของวิธีลงทุนแบบนี้ครับ

  • เป็นการ “จ่ายให้ตัวเองก่อน” : ก่อนที่เราจะจ่ายเงินไปกับค่าใช้จ่ายใด เราควรจ่ายให้กับการออมและการลงทุนเพื่ออนาคตของตัวเราเองก่อนครับ วิธีนี้มันจะหักหรือเราต้องเอาเงินเดือนไปลงทุนก่อน ทำให้สอดคล้องกับหลักการ รายได้-เงินออม = ค่าใช้จ่าย และสอดคล้องกับการใช้ชีวิต เพราะปกติเงินเดือนที่ได้ก็จะเข้ามาเป็นประจำทุกเดือน ดังนั้น การลงทุนให้สอดคล้องโดยหักจากรายได้ไปออมทุกเดือน ทำให้การลงทุน “เรียบง่าย” และปฏิบัติตามได้สบายๆ
  • นอกจากจะจ่ายให้ตัวเองก่อนแล้ว ยังเป็นการ “ลงทุนแบบอัตโนมัติ” และ “ตัดอารมณ์ทิ้ง” วิธีลงทุนแบบนี้ทำให้เงินของคุณไปลงทุนทันที ลงทุนตามเวลา เป็นการลงทุนแบบที่ไม่มีอารมณ์เข้าข้องเกี่ยว ไม่มีการจับจังหวะลงทุน เพราะใช้ “วินัยและความอดทน” ที่จะทำตามแผนเป็นหลัก ซึ่งระยะยาวนั้นการที่นักลงทุนไม่มานั่งจับจังหวะลงทุน หรือใช้อารมณ์ร่วมในการลงทุน เช่น หุ้นขึ้นก็อยากซื้อ หุ้นลงก็ไม่กล้าซื้อ ถ้านักลงทุนมีวินัยในการลงทุนได้ ปัญหาสำคัญในการลงทุนซึ่งมักจะมาจากตัวนักลงทุนเองก็จะถูกตัดทิ้งไป ซึ่งเป็นข้อดีอย่างยิ่งของวิธีลงทุนแบบดีซีเอครับ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ DCA ซึ่งก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่อยากจะให้สังเกตไว้ ก็คือ

  1. มันไม่ใช่วิธีที่ได้ผลตอบแทนสูงสุด แต่เป็นวิธีที่ทำให้คุณได้รับ “ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจในระยะยาว” โดยปฏิบัติตามได้อย่างเรียบง่าย อันนี้ค่อนข้างสำคัญ การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย เท่าที่ผมเคยอ่านบทวิจัยของ Vanguard ระยะยาวจะให้ผลตอบแทนน้อยกว่า การลงทุนแบบ Lump Sum (ลงทุนครั้งเดียวแล้วถือยาว) ซึ่งก็สมเหตุสมผลครับ ในเมื่อระยะยาวตลาดหุ้นจะมีการเติบโตต่อไปเรื่อยๆ คนที่ลงทุนด้วยเงินก้อนเดียวหนักๆก่อน ก็ควรจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าคนที่ทยอยลงทุนเกลี่ยๆเฉลี่ยๆเป็นช่วงเวลา ความยากของการลงทุนแบบ lump sum นั้นมีหลายระดับ ระดับที่ผมคิดว่ายากสำหรับคนทั่วไปคือ คุณจะช็อกมากๆ ถ้าดันแจ็กพ็อตไป lump sum แล้วเจอหุ้นตกหนักหลังจากนั้น สิ่งที่ทำให้คุณถือลงทุนต่อไม่ได้ก็เพราะมันจะเกิดความกลัวขึ้นมาในจิตใจครับ และอีกเหตุผลหนึ่งคือ ถ้าคุณกลัวแบบนั้น คุณก็จะเริ่มจับจังหวะลงทุน (Market Timing) ซึ่งโดยปกตินักลงทุนส่วนใหญ่ไม่มีความสามารถด้านนั้นหรอกจึงมักจะจบลงที่ทำให้เกิดผลขาดทุนมากกว่ากำไร (John Bogle ผู้เป็นตำนานของวงการกองทุนรวมก็เคยกล่าวว่า ตั้งแต่ทำงานในวงการลงทุนมาหลายสิบปียังไม่เคยเจอคนที่คาดเดาเศรษฐกิจหรือตลาดหุ้นแล้วถูกได้ตลอดเวลา และคนที่จับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องเสมอนั้น เขาก็บอกว่าเขาไม่เคยเจอเลย)
  2. คุณต้อง DCA เป็นระยะเวลาที่นานพอ โดยเฉพาะกับ “หุ้น” คือต้องไม่หลงไปกับที่หลายคนบอกว่า DCA ขาลงจะขาดทุน โอเคแน่นอนครับว่า ในระยะเวลาสั้นๆ วิธี DCA ไม่ปกป้องคุณจากการขาดทุน แต่การซื้อสะสมตามวินัย ช่วงตลาดหุ้นตก คุณก็จะได้ต้นทุนที่ต่ำลงเพราะถัวเฉลี่ยโดยการซื้อตอนหุ้นหรือสินทรัพย์มีราคาลงจากเดิม ในขณะที่ตอนขาขึ้น วินัยก็จะต้องทำให้คุณลงทุนต่อไป แต่ด้วยจำนวนเงินเท่าเดิมทำให้คุณจะซื้อสินทรัพย์ได้น้อยลง ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นต้นทุนถัวเฉลี่ยครับ โดยปกติหุ้นจะให้แน่ใจคุณต้องลงทุนระยะยาว เพราะฉะนั้นควรจะ DCA สะสมไปเรื่อยๆ อย่างน้อยก็ควรมากกว่า 7 ปีขึ้นไป ใครที่มีช่วงระยะเวลาลงทุนต่ำกว่านั้นยังไงก็มีโอกาสขาดทุน ถ้าเป็นการซื้อสะสมในหุ้นหรือกองทุนหุ้นยังไงๆต้องใช้เวลาครับ—เวลาคือเพื่อนที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุนระยะยาว และในระหว่างนั้นอย่าได้สนใจภาพสั้นๆ จะหุ้นขึ้นหุ้นลงก็ปล่อยมันไป เพราะมันคือธรรมชาติของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คนที่ไม่เข้าใจตรงนี้ต่างหากที่ไม่เข้าใจหลักการลงทุนในหุ้น
  3. สินทรัพย์แต่ละอย่างต่างมีความแตกต่างกัน สำหรับหุ้นรายตัวคุณต้องใช้ทักษะที่สูงขึ้น วิเคราะห์ได้ เลือกหุ้นได้ และพลาดได้ ที่เหมาะจริงๆ คือ การซื้อสะสมกองทุนรวมหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยง ประกอบด้วยหุ้นหลายตัวรวมกันในพอร์ตฟอลิโอ ตัวอย่างเช่น DCA ในกองทุนรวมหุ้นที่เป็นกองทุนดัชนี (Broad-based Index Funds) อย่างในไทยก็กองทุนที่เลียนแบบดัชนี SET Index, SET50  กระทั่งกองทุนหุ้นปกติก็ถือว่ามีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่ง เพราะมักจะประกอบด้วยหุ้นอย่างน้อย 20-30 ตัวขึ้นไป ทำให้แต่ละตัวจะมีขนาดประมาณ 3-5% ของพอร์ต ซึ่งการสูญเสียในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะไม่กระทบพอร์ตลงทุนหลักของกองทุนรวม และหุ้นหลายตัวรวมกันก็คือการถือธุรกิจที่รวมกันเป็นกลุ่มเศรษฐกิจซึ่งย่อมเติบโตไปตามเศรษฐกิจระยะยาวครับ ทั้งนี้โดยสภาพนั้น กองทุนรวมมักจะมีการกระจายการลงทุนระดับหนึ่งอยู่แล้ว กองทุนที่ลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ เช่น ตราสารหนี้, อสังหาริมทรัพย์, ทองคำ ก็สามารถลงทุนซื้อสะสมด้วยวิธี DCA ได้เช่นกัน


สรุป
แบบง่ายๆ ก็คือ กำหนดจำนวนเงินที่จะออมหรือลงทุน กำหนดเวลาที่จะทำการลงทุนเป็นประจำ การกำหนดที่สอดคล้องกับนักลงทุนทั่วไปมากที่สุดในความคิดของผม คือ ซื้อสะสมรายเดือน เพราะสอดคล้องกับเงินเดือนที่ออก และไม่ยุ่งยาก มีวินัยทำตามได้ง่าย ลองนึกภาพ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เจ้านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการซื้อแบบ DCA ครับ

ทั้งนี้ต้องระวังประเด็นที่นักลงทุนหลายคน บางทีก็อาจจะพยายามหาอะไรที่มันซับซ้อน เช่น ลงทุนรายสัปดาห์ ลงทุนรายวันที่เลือก เช่น ทุกจันทร์ ทุกศุกร์ (อันนี้ยังพอได้) แม้กระทั่งลงทุนตามใจ ใช้แนวเทคนิค กราฟมาดูมาจับจังหวะ ซึ่งระยะยาวผลตอบแทนจะไม่แตกต่างกันมากอย่างมีนัยยะสำคัญกับรายเดือน(หรืออาจต่ำกว่าด้วยซ้ำ) จึงต้องระวังว่า ถ้ามันซับซ้อนจนทำตามยากจนเกินไป ทำตามไม่ได้ การลงทุนแบบนั้นก็จะไม่มีประโยชน์เลย ข้อดีสำคัญของการซื้อสะสมรายเดือนเด่นๆ คือมันค่อนข้างทำได้ง่ายและไม่ยุ่งยากครับ ราย 2 เดือน, 3 เดือน, ครึ่งปี, หนึ่งปี อาจจะมีปัญหาตรงการลืม หรือ สะสมเงินไว้แล้วแต่อดใจไม่ไหวเอาไปใช้ก่อน ยิ่งปล่อยเวลาเนิ่นนานยิ่งทำให้เกิดข้ออ้างไม่ลงทุนเอาดื้อๆได้ง่ายๆ

สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญจริงๆที่การลงทุนแบบ DCA ให้คุณได้ คือ ผลตอบแทนระยะยาวที่น่าพึงพอใจโดยที่มีเวลาชีวิตในการไปทำอย่างอื่นที่สำคัญกว่า ชีวิตเติบโต ความมั่งคั่ง+เงินลงทุนเติบโต บนการบริหารเวลาที่เท่ากัน นักลงทุนมักจะลืมต้นทุนด้านเวลาครับ หากแต่วิธีลงทุนแบบนี้ให้เวลาคุณได้ คุณไม่ต้องสนใจภาพตลาดหุ้นในระยะสั้นๆเลย แม้กระทั่งภาพยาวด้วยในหลายๆครั้ง ขอแค่คุณเข้าใจภาพใหญ่ของการลงทุน มีวินัยในการลงทุน มีความอดทนทำตามแผน ภาพรวมชีวิตของคุณจะได้ผลตอบแทนสูงสุดๆในหลายๆด้านด้วยวิธีลงทุนแบบ “DCA” ครับ


บทความต่อเนื่องอ่านเพิ่มเติมครับ

P/BV – DIV Yield – PE ตลาดหุ้นไทย ย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี ในปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง PE ตลาดหุ้นไทย ทั้ง P/B และ Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง

เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

P/E (Price/Earning) เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าว ๆ คือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า ผมแนะนำให้อ่านบทความเก่า ๆ จะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี

P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ” (หรือก็คืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อย ๆ ครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง

มองให้ลึกไปอีก ROE (Return on Equity) หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value เท่ากับ 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE เท่านั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ ระดับของ ROE ก็จะลดลงจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อย ๆ ผกผันกับราคาที่เราจ่ายแพงขึ้น

Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทุกตัวทั้ง SET วันนี้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)


ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในแต่ละรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E กับ P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมาก คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ

(1) PE ตลาดหุ้นไทย

PE-1975-2015

สำหรับ P/E นี้ ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ

ช่วงแดง ๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่า มันแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็คือ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1500-1700 จุด)

และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณ 200-300 จุดแทน

อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1650 จุด (P/E ประมาณ 20) และตลาดหุ้นในเวลาต่อมาก็ตกหนักอีกรอบครับ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับ PE ตลาดหุ้นไทย

ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมาก ๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่า โดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้น ตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริง ๆ คือ ช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือก่อนปี 1997

และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย อันตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1650 จุด

ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจก็เพราะว่า ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน

ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่า ต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลัง ๆ ปี 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย

ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


บทสรุป

ในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B หรือค่า Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราจะใช้ยิ่งควรที่จะต้องใช้เลขแบบอนุรักษ์นิยมเพื่อจะได้ดูปลอดภัยกว่า ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E — 12.5P/B — 1.84Dividend Yield — 3.37%

เมื่อลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E — 21.84, P/B— 1.85, Dividend Yield — 3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่า นักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับของผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

(ก) นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน

(ข) นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อย ๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้ จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูก ๆ เพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี

เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด

เพราะคำถามคือ ถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร?

หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนการผิดพลาดตรงนี้สูงไปครับ ควรมีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ

(ค) คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป

ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องระวังอย่างที่ John Maynard Keynes เคยเตือนว่า “The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก

นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน จึงควรสนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลัก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนจะต้องมี “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” อย่างแน่วแน่ครับ

Facebook : Bear Investor