LPN

LPN คือชื่อหุ้นของบริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ประกอบธุรกิจด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นหลัก โดยกว่าร้อยละ 90 ของรายได้หลักมาจากการพัฒนาอาคารชุดที่อยู่อาศัย(หรือคอนโดมิเนียม)นั่นเองครับ

ภาพรวมธุรกิจ

LPN นั้นมีแบรนด์คอนโดที่ติดหูพอสมควรคือ “ลุมพินี”—Lumpini โดยบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันหลักจับกลุ่มไปที่ลูกค้าที่เป็นวัยทำงานที่อยากได้คอนโดที่พักละแวกขนส่งมวลชน ในราคาที่เข้าถึงได้ บริษัทค่อนข้างจะแกร่งในตลาดคอนโดที่ราคาต่ำกว่า 2 ล้านบาทลงไปครับ ในความเข้าใจของผมคือ คอนโดลุมพินีนั้นจะไม่เชิงแบบติดรถไฟฟ้า จะห่างออกไปหน่อย แต่มีระบบเดินทางที่บริษัทเข้ามาแก้ เช่น รถรับส่ง แม้จะไม่สะดวกสบายแบบขึ้นรถไฟฟ้าหรือขนส่งมวลชนสำคัญแล้วมาเจอคอนโดเลย แต่ทดแทนด้วยราคาที่ไม่แพงและไม่ไกลจนเกินไป ข้อเด่นของแอลพีเอ็นอย่างหนึ่งคือระบบดูแลบริหารจัดการหลังการขาย บริษัทจะบริหารนิติบุคคลเองแถมขึ้นชื่อว่าทำได้ดีในระดับต้นๆของวงการครับ

ในปี 2558 อาคารชุดคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จและจดทะเบียนมีประมาณ 60,000 หน่วย ส่วนแบ่งการตลาดของ LPN อยู่ที่ประมาณร้อยละ 20 โดยเฉพาะกลุ่มที่ราคาเฉลี่ยต่อยูนิตต่ำกว่า 2 ล้านบาท LPN จะมีส่วนแบ่งตลาดการตลาดที่สูงระดับ 20-30% โดยเฉลี่ย แบรนด์ที่ใช้เป็นเรือธงของบริษัทคือ ลุมพินี วิลล์, เซ็นเตอร์, คอนโดทาวน์ และล่าสุดลองตลาดคือ ลุมพินีทาวน์ชิพ

ถ้าย้อนไปตั้งแต่ตอนตั้งบริษัทจะพบว่า โครงการแรกของบริษัทคือ อาคารเช่าสำนักงานที่ชื่อ ลุมพินีทาวเวอร์ พระราม 4 แต่ช่วงหลังจากฟื้นตัวทางธุรกิจจากวิกฤตต้มยำกุ้งมาได้ บริษัทก็เน้นพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะ คอนโดมิเนียม ซึ่งถ้าเราดูการเปิดตัวของที่อยู่อาศัยในกรุงเทพและปริมณฑลจะพบว่า ตอนหลังต้มยำกุ้ง (หลัง 2542) ตลาดที่อยู่อาศัยร้อยละ 70-80 จะเป็นที่อยู่อาศัยแนวราบ ในขณะที่คอนโดมิเนียมค่อยๆโตมาจากร้อยละ 20-30 ในตอนนั้นเป็นร้อยละเกือบ 70 ตอนช่วงปี 2556 และ 2557 ดังนั้น ถือว่าที่ผ่าน LPN อยู่ในตลาดที่มีลมหนุน โดยเฉพาะปัจจัยเร่งจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่และการเกิดขึ้นมาของรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่ทำให้เกิดความบูมของคอนโดละแวกรถไฟฟ้าเกิดขึ้น

รายได้หลักกว่าร้อยละ 90 ของบริษัทมาจากคอนโด ทำให้มีความเสี่ยงหลักอยู่ที่ การรับรู้รายได้ โดยอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยจะรับรู้รายได้ก็ต่อเมื่อจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ ดังนั้น ตั้งแต่จอง-ระหว่างก่อสร้าง-จนถึงก่อนโอนบริษัทจะยังไม่รับรู้รายได้ (แต่รับรู้ค่าใช้จ่ายไปก่อนแล้วบางส่วน) ดังนั้นด้วยระยะเวลาปกติตั้งแต่ขายจองจนถึงโอนประมาณ 1 ปีโดยเฉลี่ย ทำให้บริษัทต้องวางแผนรายได้ให้ดี บางไตรมาสอาจเกิดการหดตัวของรายได้และกำไรได้ นักลงทุนที่จะลงทุนในธุรกิจแบบนี้ต้องติดตามข่าวสารของบริษัทให้ดี รายได้ที่เกิดขึ้นมาจากผลงานในอดีต นักลงทุนต้องดูโครงการเปิดตัว โครงการปัจจุบัน ยอดจอง ยอดขาย ล่าสุดให้ดี

และความเหนื่อยของธุรกิจประเภทนี้คือ “อยู่เฉยๆไม่ได้” เพราะถ้าไม่สร้างคอนโดเพิ่มบริษัทก็จะไม่มีรายได้ในอนาคต ธุรกิจจึงวนลูปที่ เปิดโครงการ -> ขาย -> สะสมเป็นยอดรอโอน -> โอน -> เปิดโครงการ ไม่เหมือนพวกโรงพยาบาล ร้านอาหาร ร้านค้าปลีกที่หยุดขยายยังสามารถหารายได้จากที่เปิดไปแล้วได้


กลยุทธ์ในการเพิ่มรายได้และกำไรในอนาคต

ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทปรับแนวทางทำธุรกิจใหม่ จากเดิมเปิดเป็นโครงการใหญ่ๆใช้เวลาพัฒนาที่นาน มาเป็นโครงการขนาดกลาง(พันยูนิต) พัฒนาจบได้ในหนึ่งปี (เปิดต้นปีปิดการโอนปลายปี) ไม่มีนโยบายตุนที่ดิน จะซื้อเมื่อพร้อมพัฒนา ข้อแตกต่างคือ โครงการใหญ่ประหยัดจากขนาดง่ายเพราะใช้บุคลากรเท่าๆกัน แต่พอเป็นโครงการเล็กต้องมาจัดการระบบค่าใช้จ่ายใหม่ แต่จะประหยัดต้นทุนจมจากการซื้อที่ดินแล้วมารีบขายรีบระบาย

ลูกค้าของ LPN เกือบๆ 2 แสนราย กว่า 95-96% เป็นลูกค้าวัยทำงาน และซื้อคอนโดอยู่จริง ปัญหาที่พบในปีที่ผ่านมา สะท้อนจากข่าวหนี้สินครัวเรือนที่สูง ทำให้อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารในการกู้ซื้อคอนโดสูงขึ้นมาก อันนี้ก็กระทบบริษัทระดับหนึ่ง

ผู้บริหารพยายามเปิดตลาดใหม่และปรับสมดุลธุรกิจ คือ 1) พยายามเพิ่มรายได้จากที่อยู่อาศัยแนวราบให้ขึ้นมาเป็นร้อยละ 10 ของรายได้หลัก 2) ขยายฐานลูกค้าในส่วนของวัยกลางคน 3) ขยายไปตลาดบน โดยเคยทำได้ดีในแบรนด์ระดับบนสุด The Lumpini 24


วิเคราะห์ตัวเลขจากงบการเงิน

lpn-revenue
ข้อมูลจากรายงานประจำปี 2558

รายได้หลักกว่า 90% มาจากการขายโครงการที่อยู่อาศัยและเกี่ยวเนื่อง เช่น การบริหารจัดการ มีส่วนของค่าเช่าน้อยมาก 5 ปีย้อนหลังที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ย 10-11% ต่อปี, ส่วนกำไรก่อนภาษีโตประมาณ 6% ต่อปี มาชะลอในช่วงหลังๆครับ เพราะถ้าวัดจาก 2006-2015 (10ปี) รายได้ของบริษัทจะโตเฉลี่ยประมาณ 16% ต่อปี และกำไรก่อนภาษีโตเฉลี่ย 14% ต่อปีเลยทีเดียว

กลยุทธ์ที่บริษัทเน้นเป็นหลักคือ “ต้นทุนต่ำที่สุด” (Cost Leadership) การวัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัทพัฒนาที่อยู่อาศัยตัวหนึ่งคือ อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ซึ่งค่าเฉลี่ยของ LPN อยู่ที่ประมาณ 33% ก็เป็นระดับใกล้เคียงกับอุตสาหกรรม (ปีล่าสุดตกลงมาเหลือ 31% เนื่องจากเร่งการขายและคอนโดระดับล่างที่ค่อนข้างมีอัตรากำไรที่ต่ำกว่า)

ในด้านค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ถือว่าบริษัททำได้ดีมากๆ ถ้าดูในรายงานประจำปีจะพบว่า ค่าใช้จ่ายการตลาดไม่ถึง 1% ของยอดขาย และ SG&A โดยรวมประมาณ 12% ของยอดขาย (ในขณะที่คอนโดเจ้าดังๆมีตัวเลขนี้สูงเกือบๆ 20%)

lpn-gpm

ข้อดี ของบริษัทนี้อย่างหนึ่งคือ เป็นบริษัทที่หนี้น้อย มีอัตราส่วนหนี้สินต่อผู้ถือหุ้นประมาณ 0.7 (D/E=0.7x) ที่เป็นภาระดอกเบี้ยก็ประมาณ 0.4-0.5 เท่านั้น ส่วนตัวผมถือว่าเป็นบริษัทที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยมทีเดียวเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรม


โดยสรุป ก็เป็นหนึ่งในบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยในตลาดหลักทรัพย์เจ้าหนึ่งที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นครับ เน้นขายคอนโดเป็นหลัก มีสนามหลักของตัวเองคือคอนโดระดับกลาง-ล่าง (โดยเฉพาะราคาต่ำกว่า 2 ล้าน) แต่ด้วยสภาพอุตสาหกรรมที่ต้องขุด ต้องสร้างต้องขายไปเรื่อยๆ ทำให้นักลงทุนต้องทำการบ้านระดับหนึ่งเวลาจะติดตามธุรกิจแบบนี้ครับ

 


** เป็นเพียงการวิเคราะห์โมเดลธุรกิจและ case study มิได้มีเจตนาชี้ชวน แนะนำหรือชักจูงการลงทุนใดๆทั้งสิ้น และจะไม่รับผิดชอบในความเสียหายใดๆจากการนำข้อมูลนี้ไปใช้ “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน”

 

เงินล้าน ตอนช่วงอายุ 30 กับสิ่งที่ควรทำตั้งแต่อายุ 20

บทความ 11 things to do in your 20s to become a millionaire by 30 ใน Business Insider ของคุณ Kathleen Elkins ค่อนข้างเขียนได้ดีเลยครับ ผมจึงอยากเอามาสรุปให้ได้อ่านกัน โดย 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐี เงินล้าน ตอนอายุ 30 มีดังนี้

11 สิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นเศรษฐี เงินล้าน ช่วงอายุ 30 

(1) Focus on earning

ข้อแรกสุดเลย คือ ให้พยายามพัฒนาศักยภาพในการหารายได้ และโฟกัสไปที่การหารายได้เพิ่ม เพราะรายได้เพิ่มขึ้นย่อมนำไปสู่จำนวนเงินออมที่สูงขึ้น ซึ่งมันมีหลายวิธีเท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่ว่าจะย้ายงาน หารายได้อื่นเสริม อัพเกรดฝีมือและศักยภาพของตัวเอง อันนี้เราเลือกทางเดินได้หลากหลาย แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราจดจ่อหาวิธีที่จะทำให้รายได้มันเพิ่ม โอกาสที่จะได้มันมามากขึ้นก็เพราะความสนใจของเราจะเป็นตัวดึงความคิดให้เราทุ่มเทไปกับมันครับ

(2) Develop multiple streams of income

ข้อนี้ก็สำคัญ พยายามพัฒนารายได้หลายๆทาง ให้มีกระแสเงินสดรับไม่ใช่จากแหล่งเดียว คือคนส่วนใหญ่เนี่ยจะมีรายได้แค่ทางเดียว คือ เงินเดือน หรือ เงินขายของ (สำหรับพ่อค้าแม่ค้า) แต่จากบทสำรวจของ Thomas C. Corley พบว่า เศรษฐีที่รวยขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น จำนวน 65% ในกลุ่มสำรวจมีรายได้มากกว่า 3 ทางขึ้นไป โดยแหล่งรายได้อื่นก็เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ เงินปันผลจากหุ้น หรือการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจต่าง ๆ ยิ่งมีรายได้จากหลายแหล่ง ยิ่งทำให้ชีวิตเราปลอดภัยจากปัญหาด้านการเงินมากขึ้นครับ

(3) Save to invest, don’t save to save

กฎเหล็กเลย คุณจะต้องออมเพื่อลงทุน ไม่ใช่ออมเพื่อเก็บเงินไว้เฉย ๆ ข้อนี้คือความพลาดของหลาย ๆ คนที่เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารยาว ๆ ลงทุนไม่เป็น ซื้อแต่สลากออมสิน ซื้อแต่ประกันชีวิต ฝากแต่ฝากประจำอย่างเดียว มันทำให้คุณพลาดสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง และโดนเด้งสองคือออมไปก็จนลงเพราะโดนเงินเฟ้อกินอำนาจซื้อในอนาคต ถ้าอยากเริ่ม ผมขอแนะนำให้อ่านบทความนี้ครับ ออมเงินและลงทุน (101)

การเริ่มต้นออมสำหรับคนที่ทำงานแล้วที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และพยายามที่จะทำให้การออมและลงทุนของเราเป็นไปโดย “อัตโนมัติ” ทำให้เป็นนิสัยและกิจวัตรซะ วิธีที่ดีคือวิธีหักเงินให้มันลงทุนรายเดือน วิธีลงทุนแบบอัตโนมัติโดยเฉพาะการซื้อสะสมเป็นประจำเป็นวิธีที่ นักลงทุนและกูรูการเงินคนสำคัญๆแนะนำ

(4) Be decisive

ให้ทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาตัวเอง โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การตัดทิ้งการตัดสินใจบางอย่างที่หยุมหยิมและกินเวลาในชีวิตประจำวันครับ โดยในแต่ละวันพยายามตั้งแผนไว้เลยว่าจะทำอะไร และมีกิจวัตรประจำวันที่ทำแบบอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง คุณจะเห็นว่าช่วงหลังๆของ Steve Jobs เขาจะใส่เสื้อสีดำออกงานบ่อย ๆ นอกจากจ็อบส์จะชอบแล้ว จ็อบยังทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าจะใส่อะไร

มหาเศรษฐีคนที่แสดงให้เห็นข้อนี้อย่างเด่นชัด คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่ง facebook ที่โดนถามว่าทำไมชอบใส่เสื้อซ้ำ ๆ เขาตอบว่า “ผมต้องการเคลียร์ทุกเรื่องในชีวิต ให้ตัดสินใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่อยากเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการครุ่นคิดว่าจะสวมชุดไหนดี” เรื่องที่ไม่สำคัญพยายามเซ็ตให้มันเป็นแบบ autopilot ครับคือแต่ละวันทำมันแบบอัตโนมัติไปเลย แล้วเอาเวลาไปโฟกัสและใช้กับเรื่องที่สำคัญจะดีกว่า

(5) Don’t show off – show up 

หลักของข้อนี้คือ save more and spend less พยายามจ่ายให้น้อย ยืดการบริโภคออกไปก่อนและเก็บออมไปลงทุนให้ได้มาก ของที่มันไม่จำเป็นก็อย่าพึ่งรีบซื้อในช่วงอายุ 20 โดยเฉพาะของที่ต้องผ่อนหนัก ๆและไม่ได้สร้างมูลค่าความมั่งคั่งในอนาคต เช่น รถยนต์ ถ้าเปลี่ยนจากเงินผ่อนพวกนี้เป็นเงินเก็บไปลงทุน มันจะทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อน 30 ได้ง่ายขึ้นครับ

ดังคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าคุณจ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น สักวันคุณก็จะต้องขายสิ่งที่จำเป็น หลีกหนีพฤติกรรมที่ตัวคุณอาจจะเห็นอยู่บ่อย ๆ ที่วิล สมิธสรุปไว้ว่า เป็นเรื่องที่คนชอบ “ซื้อของที่พวกเขาไม่ได้ต้องการ เพื่อทำให้คนที่ตัวเองไม่ชอบประทับใจ”

(6) Change you mindset about money

การจะรวยขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเงินก่อน คนส่วนใหญ่ (และผมก็เห็นมาเยอะ อันนี้ยืนยัน) เชื่อว่า การสร้างฐานะ การมีเงินเยอะ ๆ เป็นสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของตัวเอง เป็นเรื่องของดวงบ้าง เป็นเรื่องของโชคชะตาบ้าง หลายครั้งมันก็เป็นข้ออ้างง่าย ๆ นี่ล่ะ บางทีก็มาในรูปของการบ่น การโทษทุกอย่าง เช่น โทษชีวิตที่เกิดมาแบบนี้ พ่อแม่ไม่รวยบ้าง โทษเรื่องงาน โทษคนอื่น โทษสังคม ฯลฯ แต่ที่ไม่โทษอย่างเดียวคือ “ไม่โทษตัวเอง” 

เมื่อไหร่ที่เรายอมรับได้ว่า มันอยู่ที่เรานี่ล่ะ จะรวยจะจนก็อยู่กับสิ่งที่เราทำเอง เมื่อนั้นเท่ากับคุณได้เปิดทางชีวิตใหม่ด้านการเงินแล้ว หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมแนะนำและเห็นว่าเขียนเรื่องนี้ดีคือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของ T. Harv Eker เล่มนี้พูดเกือบทุกอย่างไว้แล้ว

1382571281-secretsmil-o

(7) Invest in yourself

“สินทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตคือตัวคุณเอง” เพราะฉะนั้น ลงทุนในตัวเองให้มากที่สุด ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างหนึ่งที่ดีมาก ๆ คือ “การอ่าน” ตามด้วย “การหาประสบการณ์เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ”

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยแนะนำวิธีพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยยกตัวอย่างวิธีหนึ่งก็คือ พยายามอ่านหนังสือให้เยอะ ๆ (เขาแนะนำ 500 หน้าต่อวันเลยทีเดียว) พยายามทบทวีความรู้ทุกวัน

ชาลี มังเกอร์ก็บอกเสริมว่า พยายามทำให้ตัวเองเก่งขึ้นมากกว่าทุกวันให้ได้ เข้านอนหัวถึงหมอนแล้วรู้ว่าตัวเองดีกว่าเมื่อวานไปอีกขั้น ประโยคที่น่าสนใจคือ มังเกอร์บอกว่า สองอย่างในชีวิตคือ การอ่านกับการคิด ถ้าเราทำมันได้ดีแล้ว เรื่องอื่น ๆ ในชีวิตจะสบายไปเลย

ดังนั้น พยายามเป็นสุดยอดในสิ่งที่คุณกำลังทำ เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จบมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยอยากจะพัฒนาอยากจะเรียนรู้ค้นคว้าตัวเองเพิ่ม เพราะฉะนั้นคนที่ทำเช่นนี้แทบไม่มีทางล้มเหลวได้เลย คุณอาจโดดเด่นขึ้นมาอย่างช้า ๆ แต่คุณจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างแน่นอน

(8) Ditch the steady paycheck

การเป็นนายตัวเอง การทำธุรกิจเป็นหนทางที่รวดเร็วในการสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาครับ อย่าพยายามคิดว่าชีวิตนี้จะมีแต่การรับเงินเดือน ข้อเสียอย่างหนึ่งของมันคือเราจะได้รับเงินเท่าที่นายจ้างให้ แต่การออกไปทำธุรกิจด้วยตัวเอง มันจะไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้ ไม่มีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน แต่ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแล้ว มันไม่มีขั้นสูงของรายได้ครับ คุณจะได้สูงเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในทางธุรกิจของคุณ

คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า ผู้คนส่วนใหญ่พยายามการันตีรายได้และความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเองไว้กับงานที่ได้เงินเดือนระดับกลาง ๆ (ภาวนา) และหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปี ๆ

สำหรับหลายคนที่สนุกกับงานที่ทำและรักชีวิตมนุษย์เงินเดือนอันนี้ไม่ผิดครับ ข้อ (8) จริง ๆ คือ การเตือนคนทำงานที่มีชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ รอวันเงินเดือนออก สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ต้องรอเงินเดือนใหม่ใช้ไปเรื่อย ๆ อย่างแย่ก็คือใช้เงินมากกว่าเงินเดือนตัวเองจนติดหนี้สินบัตรเครดิต พวกนี้จะมีปัญหาที่สุด ต้องระวังอย่าเป็นมนุษย์ steady paycheck โดยไม่พัฒนาชีวิตอะไรขึ้นมาเลย

(9) Set goals and visualize  achieving them

ข้อนี้สำคัญ คุณต้องมีเป้าหมาย มีภาพในหัวว่าจะทำยังไงให้ได้เป้าหมายนั้น เขียนมันออกมาและลงมือทำให้มันเป็นจริง โดยทำตามแผนไปเรื่อย ๆ คือ ถ้ามีแผนการชัดเจนแล้วและลงมือทำ โอกาสสำเร็จจะสูงมากครับ หนังสือหลายเล่มเรียกมันว่า ภาพความสำเร็จ 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในหัว ครั้งที่สองอยู่ในความจริง พยายามกำหนดแผนและเป้าหมายที่ทำได้และเด่นชัด ประเภทว่าอายุ 30 ฉันจะรวยขึ้น อันนี้ลำบาก ยากที่จะเป็นไปได้ คุณย้อนไปดูปณิธานปีใหม่ก็ได้ ประเภทบอกว่าจะตั้งใจทำให้ดีขึ้น โกรธให้น้อยลง พวกนี้มักจะล้มเหลวครับ

พยายามตั้งเป้าให้ชัด เช่น ตอนอายุ 30 จะมีเงิน 1 ล้าน หรือให้ชัดอีกจะมีกองทุนรวมหุ้น 1 ล้านบาท โดยจะทำการหักเงินไปลงทุน 40% ทุกครั้งของเงินที่ได้มา การตั้งแผนแบบนี้จะทำให้โอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นมาก และต้องลงมือทำตามวินัยและอดทนด้วย แผนดีแค่ไหน ไม่เริ่มก็แค่ฝันลม ๆ ครับ

อย่างสมมติจากหัวบทความบอกจะมีเงินล้านตอนอายุ 30 ถ้าเริ่มทำงานตอน 23 อายุ 23-25 เงินเดือน 15,000 อายุ 25-27 เงินเดือน 20,000 อายุ 28-29 เงินเดือน 25,000 ถ้าเก็บเงินขั้นต่ำไปลงทุน 40% ของเงินเดือน เราจะมีเงินต้นทั้งสิ้น 600,000 บาท เฉลี่ย 7 ปีเก็บปีละ 85,000 เดือนละ 7,000 เฉลี่ยแล้วคุณต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 15-20% ต่อปี

จะเห็นได้ว่า พอกางตัวเลขแบบนี้ออกมา เราจะเห็นช่องทางพัฒนาแผนเต็มไปหมด เช่น เราทำผลตอบแทนน้อยลงได้ ถ้าเราเก็บออมมากขึ้น เราเก็บเงินเพิ่มได้ถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ คือเราจะเห็นช่องทางและจะแก้ไขให้มันเกิดขึ้นจริงได้ครับ แต่คนที่นั่งเฉย ๆ แล้วบอกฉันจะมี 1 ล้าน  กับบอกว่าโอ๊ยไงก็ไม่ถึงหรอก พวกนี้ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย

(10) Starting hanging out with people your admire

วิธีที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นมาอีกระดับคือ ให้ล้อมรอบด้วยคนที่เก่ง ๆ และใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เราอยากจะเป็นครับ คนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม คุณถูกแวดล้อมด้วยสิ่งใดคุณก็มักจะเป็นแบบนั้น คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “กระจกสะท้อนชีวิตเราที่แท้จริงคือเพื่อนสนิทของเราเอง” ทำให้ผมนึกถึงหนังสืออยู่เล่มที่บอกว่า ถ้าจับเพื่อนสนิทที่สุด 5 คนเอาเงินเดือนมารวมกันแล้วหารเฉลี่ย ปกติแล้วคนในกลุ่มนั้นจะเบี่ยงเบนจากกันไม่มาก

ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่า มันไม่ใช่สุดโต่งแบบเลิกคบเพื่อนอะไรไปเลยแบบนี้นะครับ จุดประสงค์ของข้อนี้คือ ให้พยายามเรียนรู้และใช้ชีวิตกับคนที่เราสนใจ และผลักดันตัวเองให้ไปสู่จุดที่มีคนเก่ง ๆ รอบตัวให้ได้ เพราะมันจะบีบให้คุณต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เพื่อนก็คือเพื่อนครับ แต่ละคนมีเพื่อนหลากหลาย เพียงแต่คุณถามตัวเองดูด้วยว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นใช้ไปกับการทำอะไร สมมติเพื่อนสนิทของคุณทุกคนทั้งวันเอาแต่ตั้งวงเหล้า เล่นไพ่และคุณก็ใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน มันก็ยากที่จะคุณจะเป็นอย่างอื่นไปได้ คุณอาจจะห่าง ๆ ออกมาบ้าง และใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีกับตัวคุณและเป้าหมายของคุณเอง

จริง ๆ แล้ว มันมีอีกหลายวิธีนะครับที่เสริมข้อนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะยังหมายถึงการอยู่กับหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณสนใจ อ่านประวัติคนที่คุณชื่นชม เป็นสมาชิกเว็บบอร์ดของสมาคมที่คุณสนใจ คุยกับผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ คือข้อนี้ลึกซึ้งครับ มันคือมงคล 38 รวมกันสี่ข้อ นั่นคือ ไม่คบคนพาล คบบัณฑิต บูชาคนที่ควรบูชา และพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ สี่อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุดครับ

(11) Shoot of $10 million, not to $1 million : ตั้งเป้า เงินล้าน

สรุปข้อนี้ง่าย ๆ ก็คือ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” จะทำทั้งที จะมีเป้าหมายก็ฝันให้ใหญ่ ฝันให้ไกลไปเลย คล้าย ๆ กันตอนสมัยเราเรียน ถ้าคุณหวังแค่พอผ่านหรือพ้น F ปกติก็มีแค่ได้ D หรือ F ไปเลย แต่ถ้าคุณตั้งใจจะเอา A คุณอาจจะพลาดได้ B แต่จะเห็นไหมครับว่ามันสูงกว่า C/D/F นั่นก็เพราะมันใช้ระดับความพยายามและความสามารถที่สูงเกินไปหลายขั้น บีบให้คุณต้องพัฒนาสุด ๆ

เพราะฉะนั้นจะตั้งเป้าทั้งที 1 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่ในยุคนี้เริ่มลำบาก ค่อย ๆ พัฒนาศักยภาพและลุยไปเรื่อย ๆ ฝันไปถึง 10 ล้านบาท (อาจจะแบบต้องได้ตอนอายุ 40+) ก็จะทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้นในชีวิตครับ


ถ้าจะถามว่า 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 อะไรสำคัญที่สุด ส่วนตัวคิดว่า 11 ข้อนี้ผสานกันและถ้าคุณตั้งใจจริง ๆ คุณทำได้แน่ ๆ แต่ถ้าจะตอบว่าอะไรสำคัญที่สุดที่จึงทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมตอบได้ไว ๆ เลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่า “ลงมือทำ” ครับ

เพราะรู้ไปแล้วถ้าคุณไม่ทำ มันก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิม ๆ ที่ว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้! ถ้าทำนะ รู้งี้ ฉันรวยไปนานนนนแล้ววววว ก็จะรู้งี้กันไปตั้งแต่อายุ 20, 30, 40 ……… จะเอาแบบนั้นจริง ๆ หรือครับ

11 สิ่งที่ควรทำตอนช่วงอายุ 20 เพื่อเป็นเศรษฐีเงินล้านตอน 30

บทความ 11 things to do in your 20s to become a millionaire by 30 ใน Business Insider ของคุณ Kathleen Elkins ค่อนข้างเขียนได้ดีเลยครับ ผมจึงอยากเอามาสรุปให้ได้อ่านกัน โดย 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 มีดังนี้

(1) Focus on earning

ข้อแรกสุดเลยคือ ให้พยายามพัฒนาศักยภาพในการหารายได้ และโฟกัสไปที่การหารายได้เพิ่ม เพราะรายได้เพิ่มขึ้นย่อมนำไปสู่จำนวนเงินออมที่สูงขึ้น ซึ่งมันมีหลายวิธีเท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่ว่าจะย้ายงาน, หารายได้อื่นเสริม, อัพเกรดฝีมือและศักยภาพของตัวเอง, อันนี้เราเลือกทางเดินได้หลากหลาย แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราจดจ่อหาวิธีที่จะทำให้รายได้มันเพิ่ม โอกาสที่จะได้มันจะมากขึ้นเพราะความสนใจของเราจะเป็นตัวดึงความคิดให้เราทุ่มเทไปกับมันครับ

(2) Develop multiple streams of income

ข้อนี้ก็สำคัญ พยายามพัฒนารายได้หลายๆทาง ให้มีกระแสเงินสดรับไม่ใช่จากแหล่งเดียว คือคนส่วนใหญ่เนี่ยจะมีรายได้แค่ทางเดียว คือ เงินเดือน หรือ เงินขายของ(สำหรับพ่อค้าแม่ค้า) แต่จากบทสำรวจของ Thomas C. Corley พบว่าเศรษฐีที่รวยขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น จำนวน 65% ในกลุ่มสำรวจมีรายได้มากกว่า 3 ทางขึ้นไป โดยแหล่งรายได้อื่นก็เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์, เงินปันผลจากหุ้น, หรือการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจต่างๆ ยิ่งมีรายได้จากหลายแหล่ง ยิ่งทำให้ชีวิตเราปลอดภัยจากปัญหาด้านการเงินมากขึ้นครับ

(3) Save to invest, don’t save to save

กฎเหล็กเลย คุณจะต้องออมเพื่อลงทุน ไม่ใช่ออมเพื่อเก็บเงินไว้เฉยๆ ข้อนี้คือความพลาดของหลายๆคนที่เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารยาวๆ ลงทุนไม่เป็น ซื้อแต่สลากออมสิน ซื้อแต่ประกันชีวิต ฝากแต่ฝากประจำอย่างเดียว มันทำให้คุณพลาดสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง และโดนเด้งสองคือออมไปก็จนลงเพราะโดนเงินเฟ้อกินอำนาจซื้อในอนาคต แนะนำให้เริ่มที่บทความนี้ครับ ออมเงินและลงทุน (101)

การเริ่มต้นออมสำหรับคนที่ทำงานแล้วที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และพยายามที่จะทำให้การออมและลงทุนของเราเป็นไปโดย “อัตโนมัติ” ทำให้เป็นนิสัยและกิจวัตรซะ วิธีที่ดีคือวิธีหักเงินให้มันลงทุนรายเดือน วิธีลงทุนแบบอัตโนมัติโดยเฉพาะการซื้อสะสมเป็นประจำเป็นวิธีที่ นักลงทุนและกูรูการเงินคนสำคัญๆแนะนำ

(4) Be decisive

ให้ทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาตัวเอง โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การตัดทิ้งการตัดสินใจบางอย่างที่หยุมหยิมและกินเวลาในชีวิตประจำวันครับ โดยในแต่ละวันพยายามตั้งแผนไว้เลยว่าจะทำอะไร และมีกิจวัตรประจำวันที่ทำแบบอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง คุณจะเห็นว่าช่วงหลังๆของ Steve Jobs เขาจะใส่เสื้อสีดำออกงานบ่อยๆ นอกจากจ็อบส์จะชอบแล้ว จ็อบยังทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าจะใส่อะไร มหาเศรษฐีคนที่แสดงให้เห็นข้อนี้อย่างเด่นชัด คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่ง facebook ที่โดนถามว่าทำไมชอบใส่เสื้อซ้ำๆ เขาตอบว่า “ผมต้องการเคลียร์ทุกเรื่องในชีวิต ให้ตัดสินใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่อยากเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการครุ่นคิดว่าจะสวมชุดไหนดี” เรื่องที่ไม่สำคัญพยายามเซ็ตให้มันเป็นแบบ autopilot ครับคือแต่ละวันทำมันแบบอัตโนมัติไปเลย แล้วเอาเวลาไปโฟกัสและใช้กับเรื่องที่สำคัญจะดีกว่า

(5) Don’t show off – show up 

หลักของข้อนี้คือ save more and spend less, พยายามจ่ายให้น้อย ยืดการบริโภคออกไปก่อนและเก็บออมไปลงทุนให้ได้มาก ของที่มันไม่จำเป็นก็อย่าพึ่งรีบซื้อในช่วงอายุ 20 โดยเฉพาะของที่ต้องผ่อนหนักๆและไม่ได้สร้างมูลค่าความมั่งคั่งในอนาคต เช่น รถยนต์ ถ้าเปลี่ยนจากเงินผ่อนพวกนี้เป็นเงินเก็บไปลงทุน มันจะทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อน 30 ได้ง่ายขึ้นครับ ดังคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าคุณจ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น สักวันคุณก็จะต้องขายสิ่งที่จำเป็น หลีกหนีพฤติกรรมที่ตัวคุณอาจจะเห็นอยู่บ่อยๆ ที่วิล สมิธสรุปไว้ว่าเป็นเรื่องที่คนชอบ “ซื้อของที่พวกเขาไม่ได้ต้องการ เพื่อทำให้คนที่ตัวเองไม่ชอบประทับใจ”

(6) Change you mindset about money

การจะรวยขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเงินก่อน คนส่วนใหญ่(และผมก็เห็นมาเยอะ อันนี้ยืนยัน) เชื่อว่า การสร้างฐานะ การมีเงินเยอะๆ เป็นสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของตัวเอง เป็นเรื่องของดวงบ้าง เป็นเรื่องของโชคชะตาบ้าง หลายครั้งมันก็เป็นข้ออ้างง่ายๆนี่ล่ะ บางทีก็มาในรูปของการบ่น การโทษทุกอย่าง เช่น โทษชีวิตที่เกิดมาแบบนี้ พ่อแม่ไม่รวยบ้าง, โทษเรื่องงาน, โทษคนอื่น, โทษสังคม ฯลฯ แต่ที่ไม่โทษอย่างเดียวคือ “ไม่โทษตัวเอง”, เมื่อไหร่ที่เรายอมรับได้ว่า มันอยู่ที่เรานี่ล่ะ จะรวยจะจนก็อยู่กับสิ่งที่เราทำเอง เมื่อนั้นเท่ากับคุณได้เปิดทางชีวิตใหม่ด้านการเงินแล้ว หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมแนะนำและเห็นว่าเขียนเรื่องนี้ดีคือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของ T. Harv Eker เล่มนี้พูดเกือบทุกอย่างไว้แล้ว

1382571281-secretsmil-o

(7) Invest in yourself

“สินทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตคือตัวคุณเอง” เพราะฉะนั้น ลงทุนในตัวเองให้มากที่สุด ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างหนึ่งที่ดีมากๆคือ “การอ่าน” ตามด้วย “การหาประสบการณ์เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ” วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยแนะนำวิธีพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยยกตัวอย่างวิธีหนึ่งก็คือ พยายามอ่านหนังสือให้เยอะๆ (เขาแนะนำ 500 หน้าต่อวันเลยทีเดียว) พยายามทบทวีความรู้ทุกวัน ชาลี มังเกอร์ก็บอกเสริมว่า พยายามทำให้ตัวเองเก่งขึ้นมากกว่าทุกวันให้ได้ เข้านอนหัวถึงหมอนแล้วรู้ว่าตัวเองดีกว่าเมื่อวานแล้ว ประโยคที่น่าสนใจคือ มังเกอร์บอกว่า สองอย่างในชีวิตคือ การอ่านกับการคิด ถ้าเราทำมันได้ดีแล้ว เรื่องอื่นๆในชีวิตจะสบายไปเลย ดังนั้น พยายามเป็นสุดยอดในสิ่งที่คุณกำลังทำ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จบมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยอยากจะพัฒนาอยากจะเรียนรู้ค้นคว้าตัวเองเพิ่ม เพราะฉะนั้นคนที่ทำเช่นนี้แทบไม่มีทางล้มเหลวได้เลย คุณอาจโดดเด่นขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่คุณจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างแน่นอน

(8) Ditch the steady paycheck

การเป็นนายตัวเอง, การทำธุรกิจเป็นหนทางที่รวดเร็วในการสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาครับ อย่าพยายามคิดว่าชีวิตนี้จะมีแต่การรับเงินเดือน ข้อเสียอย่างหนึ่งของมันคือเราจะได้รับเงินเท่าที่นายจ้างให้ แต่การออกไปทำธุรกิจด้วยตัวเอง มันจะไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้ ไม่มีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน แต่ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแล้ว มันไม่มีขั้นสูงของรายได้ครับ คุณจะได้สูงเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในทางธุรกิจของคุณ คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่าผู้คนส่วนใหญ่พยายามการันตีรายได้และความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเองไว้กับงานที่ได้เงินเดือนระดับกลางๆ (ภาวนา)และหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ

สำหรับหลายคนที่สนุกกับงานที่ทำและรักชีวิตมนุษย์เงินเดือนอันนี้ไม่ผิดครับ ข้อ (8) จริงๆคือการเตือนคนทำงานที่มีชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ รอวันเงินเดือนออก สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ต้องรอเงินเดือนใหม่ใช้ไปเรื่อยๆ อย่างแย่ก็คือใช้เงินมากกว่าเงินเดือนตัวเองจนติดหนี้สินบัตรเครดิต พวกนี้จะมีปัญหาที่สุด ต้องระวังอย่าเป็นมนุษย์ steady paycheck โดยไม่พัฒนาชีวิตอะไรขึ้นมาเลย

(9) Set goals and visualize  achieving them

ข้อนี้สำคัญ คุณต้องมีเป้าหมาย มีภาพในหัวว่าจะทำยังไงให้ได้เป้าหมายนั้น เขียนมันออกมาและลงมือทำให้มันเป็นจริง โดยทำตามแผนไปเรื่อยๆ คือ ถ้ามีแผนการชัดเจนแล้วและลงมือทำ โอกาสสำเร็จจะสูงมากครับ หนังสือหลายเล่มเรียกมันว่า ภาพความสำเร็จ 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในหัว ครั้งที่สองอยู่ในความจริง พยายามกำหนดแผนและเป้าหมายที่ทำได้และเด่นชัด ประเภทว่าอายุ 30 ฉันจะรวยขึ้น อันนี้ลำบาก ยากที่จะเป็นไปได้ คุณย้อนไปดูปณิธานปีใหม่ก็ได้ ประเภทบอกว่าจะตั้งใจทำให้ดีขึ้น โกรธให้น้อยลง พวกนี้มักจะล้มเหลวครับ พยายามตั้งเป้าให้ชัด เช่น ตอนอายุ 30 จะมีเงิน 1 ล้าน หรือให้ชัดอีกจะมีกองทุนรวมหุ้น 1 ล้านบาท โดยจะทำการหักเงินไปลงทุน 40% ทุกครั้งของเงินที่ได้มา การตั้งแผนแบบนี้จะทำให้โอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นมาก ออ ต้องลงมือทำตามวินัยและอดทนด้วย แผนดีแค่ไหน ไม่เริ่มก็แค่ฝันลมๆครับ

อย่างสมมติจากหัวบทความบอกจะมีเงินล้านตอนอายุ 30 ถ้าเริ่มทำงานตอน 23 อายุ 23-25 เงินเดือน 15,000, อายุ 25-27 เงินเดือน 20,000, อายุ 28-29 เงินเดือน 25,000 ถ้าเก็บเงินขั้นต่ำไปลงทุน 40% ของเงินเดือน เราจะมีเงินต้นทั้งสิ้น 600,000 บาท เฉลี่ย 7 ปีเก็บปีละ 85,000 เดือนละ 7,000 เฉลี่ยแล้วคุณต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 15-20% ต่อปี แต่จะเห็นว่าพอกางแบบนี้ออกมาเราจะเห็นช่องทางพัฒนาแผนเต็มไปหมด เช่น เราทำผลตอบแทนน้อยลงได้ ถ้าเราเก็บออมมากขึ้น, เราเก็บเงินเพิ่มได้ถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ คือเราจะเห็นช่องทางและจะแก้ไขให้มันเกิดขึ้นจริงได้ครับ แต่คนที่นั่งเฉยๆแล้วบอกฉันจะมี 1 ล้าน  กับบอกว่าโอ๊ยไงก็ไม่ถึงหรอก พวกนี้ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย

(10) Starting hanging out with people your admire

วิธีที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นมาอีกระดับคือ ให้ล้อมรอบด้วยคนที่เก่งๆ และใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เราอยากจะเป็นครับ คนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม คุณถูกแวดล้อมด้วยสิ่งใดคุณก็มักจะเป็นแบบนั้น คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “กระจกสะท้อนชีวิตเราที่แท้จริงคือเพื่อนสนิทของเราเอง” นึกถึงหนังสืออยู่เล่มที่บอกว่า ถ้าจับเพื่อนสนิทที่สุด 5 คนเอาเงินเดือนมารวมกันแล้วหารเฉลี่ย ปกติแล้วคนในกลุ่มนั้นจะเบี่ยงเบนจากกันไม่มาก ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่ามันไม่ใช่สุดโต่งแบบเลิกคบเพื่อนอะไรไปเลยแบบนี้นะครับ จุดประสงค์ของข้อนี้คือ ให้พยายามเรียนรู้และใช้ชีวิตกับคนที่เราสนใจและผลักดันให้ไปสู่จุดที่มีคนเก่งๆรอบตัวให้ได้ เพราะมันจะบีบให้คุณต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เพื่อนก็คือเพื่อนครับ แต่ละคนมีเพื่อนหลากหลาย เพียงแต่คุณถามตัวเองดูด้วยว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นใช้ไปกับการทำอะไร สมมติเพื่อนสนิทของคุณทุกคนทั้งวันเอาแต่ตั้งวงเหล้า เล่นไพ่และคุณก็ใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน มันก็ยากที่จะคุณจะเป็นอย่างอื่นไปได้ คุณอาจจะห่างๆออกมาบ้างและใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีกับตัวคุณและเป้าหมายของคุณเอง จริงๆมันมีอีกหลายวิธีนะครับที่เสริมข้อนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะยังหมายถึงการอยู่กับหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณสนใจ อ่านประวัติคนที่คุณชื่นชม เป็นสมาชิกเว็บบอร์ดของสมาคมที่คุณสนใจ คุยกับผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ คือข้อนี้ลึกซึ้งครับ มันคือมงคล 38 รวมกันสี่ข้อ นั่นคือ ไม่คบคนพาล, คบบัณฑิต, บูชาคนที่ควรบูชา และพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ สี่อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุดครับ

(11) Shoot of $10 million, not to $1 million

สรุปข้อนี้ง่ายๆก็คือ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” จะทำทั้งที จะมีเป้าหมายก็ฝันให้ใหญ่ ฝันให้ไกลไปเลย คล้ายๆกันตอนสมัยเราเรียนถ้าคุณหวังแค่พอผ่านหรือพ้น F ปกติก็มีแค่ได้ C,D หรือ F ไปเลย แต่ถ้าคุณตั้งใจจะเอา A คุณอาจจะพลาดได้ B แต่จะเห็นไหมครับว่ามันสูงกว่า C,D,F นั่นก็เพราะมันใช้ระดับความพยายามและความสามารถที่สูงเกินไปหลายขั้น บีบให้คุณต้องพัฒนาสุดๆ เพราะฉะนั้นจะตั้งเป้าทั้งที 1 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่ในยุคนี้เริ่มลำบาก ค่อยๆพัฒนาศักยภาพและลุยไปเรื่อยๆ ฝันไปถึง 10 ล้านบาท(อาจจะแบบต้องได้ตอนอายุ 40+) ก็จะทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้นในชีวิตครับ


 

ถ้าจะถามว่า 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 อะไรสำคัญที่สุด ส่วนตัวคิดว่า 11 ข้อนี้ผสานกันและถ้าคุณตั้งใจจริงๆ คุณทำได้แน่ๆ แต่ถ้าจะตอบว่าอะไรสำคัญที่สุดที่จึงทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมตอบได้ไวๆเลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่า “ลงมือทำ” ครับ

เพราะรู้ไปแล้วถ้าคุณไม่ทำ มันก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมๆที่ว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้! ถ้าทำนะ รู้งี้ ฉันรวยไปนานนนนแล้ววววว ก็จะรู้งี้กันไปตั้งแต่อายุ 20, 30, 40 ……… จะเอาแบบนั้นจริงๆหรือครับ

 

เกมหุ้น : สนามแห่งผู้แพ้หรือสนามแห่งผู้ชนะกันแน่

หลาย ๆ ท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า Positive-sum, Zero-sum, Negative-sum อธิบายง่าย ๆ ก็คือ การเล่นเกม แต่ละอย่าง (ซึ่งอาจรวมถึง เกมหุ้น) จะให้ผลลัพธ์รวมที่ต่างกัน คือ

(1) Positive-sum game เป็นการเล่นเกมที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะได้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นบวก ผู้เล่นได้ผลลัพธ์ที่ดีทั้งคู่

(2) Zero-sum คือเล่นกันไปแล้วมีคนหนึ่งได้ คนหนึ่งเสีย

(3) Negative-sum เกมที่เล่นแล้วจะต้องเสียทั้งคู่เรื่อยๆทุกครั้งที่เล่น

เพราะฉะนั้นเกมที่ทำให้เราชนะจริง ๆ และเป็นเกมที่ควรจะกระโดดเข้าไปเล่น คือ เกมที่มีลักษณะเป็น positive-sum และเชื่อไหมครับว่า ตลาดหุ้นเองนั้นก็ให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวก การลงทุนในหุ้นคือการลงทุนที่เสมือนว่า เรากำลังเล่นเกมที่เราจะเป็นผู้ชนะแน่ ๆ (Winner’s game)

ให้ลองคิดภาพธุรกิจแบบเป็นกลุ่ม ลองนึกภาพตามว่าในตลาดหลักทรัพย์ (ซึ่งมีหุ้นรวมกันประมาณ 500-600 บริษัท) สมมตินักลงทุนทุกคนร่วมกันเป็นกลุ่ม ถือหุ้นของทุกบริษัทเหล่านี้แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย ซื้อแล้วถือยาว ธุรกิจเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปตท. 7-11 ห้างเซ็นทรัล แมคโคร โรงพยาบาลกรุงเทพ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารทั้งหลาย ฯลฯ ก็จะดำเนินธุรกิจของมันไปเรื่อย ๆ มีกำไรรวมกันที่เติบโตไปตามเศรษฐกิจ ปรับราคาสินค้าและบริการตามเงินเฟ้อ พัฒนาศักยภาพนวัตกรรมและการทำกำไร มีการขยายสาขา มีการขายของขายสินค้าได้มากขึ้น มีการขยายกิจการไปต่างประเทศ

พอบริษัทเหล่านี้มีกำไรรวมกันก็จ่ายปันผลให้นักลงทุนทั้งกลุ่ม กำไรที่เหลืออยู่นั้น ทางธุรกิจและบริษัทต่าง ๆ ก็เอากลับไปลงทุนต่อ ผลตอบแทนของธุรกิจโดยรวมก็จะสะท้อนกลับมาในผลตอบแทนของตลาดหุ้น ที่สถิติบอกว่าประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปี ในภาพรวมแล้ว การเล่น เกมหุ้น รูปแบบนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกกับนักลงทุนทั้งกลุ่ม จึงจัดว่าเป็น positive-sum game ทำให้การลงทุนในหุ้นย่อมเป็นเกมของผู้ชนะที่แท้จริง

ทว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่นักลงทุนไม่ยอมถือหุ้นยาว แต่อยากได้กำไรไว ๆ นักลงทุนก็จะเริ่มพยายามทำการซื้อขายระหว่างกัน นึกภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มันมีการซื้อขายครับ คนหนึ่งได้กำไร แสดงว่าอีกคนหนึ่งพลาดที่ขายออกมา (ผลตอบแทนลดลง)

เพราะฉะนั้น ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมันก็ไม่มีกำไรหรือผลตอบแทนเพิ่มในระบบแต่อย่างใด มันเป็นแค่การถ่ายเทความมั่งคั่งชั่วระยะเวลาหนึ่งให้กับผู้เล่นอีกฝ่าย (คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย แต่ทั้งระบบได้เท่าเดิม) เพราะฉะนั้น เมื่อไหร่ที่นักลงทุนทั้งกลุ่มเลิกถือหุ้นยาวและพยายามเอาชนะกันเอง การเล่น เกมหุ้น แบบนี้ระหว่างกันจัดเป็น Zero-sum game แม้การเล่นเกมแบบนี้จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์

แต่นั้นคือตลาดหุ้นที่ยังขาดความจริงข้อหนึ่งครับ ถ้าเมื่อไหร่มีการพยายามซื้อขายกันเอง สิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาคือ “ค่าใช้จ่าย” (Costs) ต้นทุนธุรกรรมทุกอย่างจะลดผลตอบแทนทั้งที่ผู้ชนะได้ไป และยังซ้ำเติมคนที่พลาด้วย จากเดิมไม่มีค่าใช้จ่ายมันเป็นแค่ zero-sum ผลลัพธ์โดยรวมศูนย์ พอเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายลงไป เท่ากับทั้งระบบมีแต่เสียเพิ่มขึ้น ท้ายสุดมันก็จะนำทั้งระบบไปสู่ Negative-sum game ที่ผลลัพธ์ทั้งหมดติดลบ

ก่อนการถูกหักค่าใช้จ่าย การพยายามเอาชนะตลาดให้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์ แต่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว การพยายามเอาชนะตลาดหุ้น เป็นเกมที่มีผลลัพธ์ติดลบ เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยที่คุณพยายามจะเอาชนะตลาดหุ้นจึงเท่ากับคุณพาตัวเองไปเล่นในสนามที่เป็นเกมของผู้แพ้ (Beating the stock market is a loser’s game.)

สำหรับนักลงทุนที่พยายามจะเอาชนะตลาด คุณกำลังเล่นเกมที่ทำให้ตัวเองก้าวไปสู่เกมแห่งผู้แพ้ แต่ในทางกลับกันมีผู้ที่ชนะในเกมนี้คือ ว่าแต่ใครคือผู้ชนะ? อาจมีคนตอบถูก

ผู้ชนะก็คือคนที่เก็บค่าใช้จ่ายจากนักลงทุนนั่นเองยังไงล่ะ บุรุษผู้คอยเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าต๋ง (the man in the middle) ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่าคอมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนอันแสนแพง ค่าธรรมเนียมขาย ค่าที่ปรึกษาการลงทุน ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ ค่าการตลาด ค่าที่ปรึกษาบัญชี-กฎหมาย ฯลฯ รวม ๆ แล้วก็คือค่าใช้จ่ายจากส่วนงานต่าง ๆ ในตลาดทุนนั่นล่ะครับ

ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้ถูก Warren Buffett เขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire ครั้งหนึ่งว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คำนวณแล้วอาจจะถึง 20% ของผลตอบแทนจากกำไรที่ธุรกิจทำได้ในแต่ละปี ถ้าธุรกิจทั้งตลาดหุ้นทำผลกำไรได้ 1 ล้านล้าน นักลงทุนทั้งระบบปีหนึ่งก็จะเสียค่าใช้จ่ายไป 200,000 ล้าน เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ นักลงทุนควรจะลงทุนแล้วก็นั่งเฉย ๆ เพื่อลดการเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น

นอกจากนี้ John Bogle ยังเขียนไว้ในหนังสือ The Little book of Common Sense Investing บอกให้เราคิดภาพของคาสิโน ตัวคาสิโนและบ่อนคือผู้ชนะระยะยาวที่แท้จริง จากการเก็บค่าต๋งค่าธรรมเนียมที่คุณจ่ายเพื่อเล่นพนัน ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน คนเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็คือผู้ชนะแบบเงียบ ๆ (“Our financial croupiers always win. In the Casino, the house always wins. Investing is no different.”)

สุดท้ายแล้วการพยายามเอาชนะตลาดหุ้นก็นำไปสู่เส้นทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะนำคุณไปสู่ผลลัพธ์ติดลบของเกมแห่งผู้แพ้ วิธีที่จะทำให้เราเล่นเกมที่ชนะ คือ คุณต้องลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นและถือยาว (Buy-and-hold strategy) โดยลงทุนด้วยวิธีที่ทำให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น ลงทุนถือหุ้นส่วนใหญ่หรือทั้งตลาด ลงทุนถือยาวไปเรื่อย ๆ อาจจะตลอดเวลาและตลอดไปให้นานที่สุด โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ หรือน้อยที่สุด นักลงทุนต้องเลิกที่จะพยายามจับจังหวะตลาด เลิกที่จะทำการซื้อขายบ่อย ๆ เลิกที่จะเปลี่ยนกองทุนไปมา เลิกที่จะคาดการณ์ตลาด เลิกที่จะพยายามหากองทุนผู้ชนะ และ เลิกที่จะพยายามชนะตลาด และทั้งหมดเหล่านี้ก็นำไปสู่หลักการที่เป็น คำแนะนำของนักลงทุนสำคัญหลายคน ที่ว่า

“จงลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

และต้องไม่ลืมหลักการเรื่อง ลงทุนระยะยาว ด้วยครับ

เกมของตลาดหุ้น

หลายๆท่านอาจจะเคยได้ยินคำว่า Positive-sum, Zero-sum, Negative-sum game อธิบายง่ายๆก็คือ การเล่นเกมแต่ละอย่างจะให้ผลลัพธ์รวมที่ต่างกัน คือ Positive-sum game เป็นการเล่นเกมที่ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะได้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นบวก คือ ได้ทั้งคู่ ส่วน Zero-sum คือเล่นกันไปแล้วมีคนหนึ่งได้ คนหนึ่งเสีย และสุดท้าย Negative-sum เกมที่เล่นแล้วจะต้องเสียทั้งคู่เรื่อยๆทุกครั้งที่เล่น เพราะฉะนั้นเกมที่ทำให้เราชนะจริงๆ ควรจะกระโดดเข้าไปเล่นเกมที่เป็น positive-sum และเชื่อไหมครับว่า ตลาดหุ้นเองนั้นก็ให้ผลลัพธ์ที่เป็นบวก การลงทุนในหุ้นคือการลงทุนที่เสมือนว่าเรากำลังเล่นเกมที่เราจะเป็นผู้ชนะแน่ๆ (Winner’s game)

ลองคิดภาพธุรกิจแบบเป็นกลุ่ม ลองนึกตามว่าในตลาดหลักทรัพย์ (ซึ่งมีหุ้นรวมกันประมาณ 500-600 บริษัท) สมมตินักลงทุนทุกคนร่วมกันเป็นกลุ่มถือหุ้นของทุกบริษัทเหล่านี้แล้วก็ไม่ทำอะไรเลย ซื้อแล้วถือยาว ธุรกิจเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็น ปตท., เซ่เว่น, เซ็นทรัลพัฒนา, โรงพยาบาลกรุงเทพ, ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง, ปูนซีเมนต์ไทย, ธนาคารทั้งหลาย ฯลฯ ก็จะดำเนินธุรกิจของมันไปเรื่อยๆ มีกำไรรวมกันที่เติบโตไปตามเศรษฐกิจ-ปรับราคาตามเงินเฟ้อ-พัฒนาศักยภาพนวัตกรรมและการทำกำไร-ขยายสาขา-ขายของมากขึ้น-ขยายไปต่างประเทศ พอมีกำไรรวมก็จ่ายปันผลให้นักลงทุนทั้งกลุ่ม กำไรที่เหลือ ธุรกิจและบริษัทต่างๆก็เอากลับไปลงทุนต่อ ผลตอบแทนของธุรกิจโดยรวมก็จะสะท้อนกลับมาในผลตอบแทนของตลาดหุ้น (ที่สถิติบอกว่าประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปี) ในภาพรวมแล้วการเล่นเกมรูปแบบนี้ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นบวกกับนักลงทุนทั้งกลุ่ม จึงจัดว่าเป็น positive-sum game สำหรับเจ้าของธุรกิจผู้ถือหุ้นทั้งหมดที่รวมกันเป็นกลุ่ม การลงทุนในหุ้นย่อมเป็นเกมของผู้ชนะที่แท้จริง

ทว่าเมื่อไหร่ที่นักลงทุนไม่ยอมถือหุ้นยาว แต่อยากได้กำไรไวๆ นักลงทุนก็จะเริ่มพยายามทำการซื้อขายระหว่างกัน นึกภาพตลาดหุ้นในปัจจุบันที่มันมีการซื้อขายครับ คนหนึ่งได้กำไร แสดงว่าอีกคนหนึ่งพลาดที่ขาย(ผลตอบแทนลดลง) เพราะฉะนั้นถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมันก็ไม่มีกำไรหรือผลตอบแทนเพิ่มในระบบแต่อย่างใด มันเป็นแค่การถ่ายเทความมั่งคั่งชั่วระยะเวลาหนึ่งให้กับผู้เล่นอีกฝ่าย (คนหนึ่งได้คนหนึ่งเสีย แต่ทั้งระบบได้เท่าเดิม) เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่ที่นักลงทุนทั้งกลุ่มเลิกถือหุ้นยาวและพยายามเอาชนะกันเอง การเล่นเกมแบบนี้ระหว่างกันจัดเป็น Zero-sum game แม้การเล่นเกมแบบนี้จะมีผู้ชนะและผู้แพ้ แต่ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์

แต่นั้นคือตลาดหุ้นที่ยังขาดความจริงข้อหนึ่งครับ นั่นคือ ถ้าเมื่อไหร่มีการพยายามซื้อขายกันเอง สิ่งที่จะเพิ่มเติมเข้ามาคือ “ค่าใช้จ่าย” Costs ต้นทุนธุรกรรมทุกอย่างจะลดผลตอบแทนทั้งที่ผู้ชนะได้ไปและซ้ำเติมคนที่พลาด จากเดิมไม่มีค่าใช้จ่ายมันก็เป็น zero-sum ผลลัพธ์โดยรวมศูนย์ พอเพิ่มเติมค่าใช้จ่ายลงไป เท่ากับทั้งระบบมีแต่เสียเพิ่มขึ้น ท้ายสุดมันก็จะนำทั้งระบบไปสู่ Negative-sum game ที่ผลลัพธ์ทั้งหมดเป็นลบ

ก่อนการถูกหักค่าใช้จ่าย การพยายามเอาชนะตลาดให้ผลลัพธ์โดยรวมเป็นศูนย์ แต่หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว การพยายามเอาชนะตลาดหุ้น เป็นเกมที่มีผลลัพธ์ติดลบ เพราะฉะนั้น การลงทุนโดยที่คุณพยายามจะเอาชนะตลาดหุ้นจึงเท่ากับคุณพาตัวเองไปเล่นในสนามที่เป็นเกมของผู้แพ้ (Beating the stock market is a loser’s game.)

สำหรับนักลงทุนที่พยายามจะเอาชนะตลาด คุณกำลังเล่นเกมที่ทำให้ตัวเองก้าวไปสู่เกมแห่งผู้แพ้ แต่ในทางกลับกันมีผู้ที่ชนะในเกมนี้คือ ว่าแต่ใครคือผู้ชนะ? ผมว่าคุณตอบถูก ผู้ชนะก็คือคนที่เก็บค่าใช้จ่ายจากนักลงทุนนั่นเอง บุรุษผู้คอยเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่าย และค่าต๋ง (the man in the middle) ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์หรือค่าคอมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ, ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการกองทุนอันแสนแพง, ค่าธรรมเนียมขาย, ค่าที่ปรึกษาการลงทุน, ค่าธรรมเนียมวาณิชธนกิจ, ค่าการตลาด, ค่าที่ปรึกษาบัญชี-กฎหมาย ฯลฯ รวมๆแล้วก็คือค่าใช้จ่ายจากส่วนงานต่างๆในตลาดทุนนั่นล่ะครับ ซึ่ง Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยเขียนในจดหมายถึงผู้ถือหุ้นของ Berkshire ว่า ค่าใช้จ่ายเหล่านี้คำนวณแล้วอาจจะถึง 20% ของผลตอบแทนจากกำไรที่ธุรกิจทำได้ในแต่ละปี ถ้าธุรกิจทั้งตลาดหุ้นทำผลกำไรได้ 1 ล้านล้าน นักลงทุนทั้งระบบปีหนึ่งก็จะเสียค่าใช้จ่ายไป 200,000 ล้าน เพราะฉะนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ นักลงทุนควรจะลงทุนแล้วก็นั่งเฉยๆ

John Bogle เขียนไว้ในหนังสือ The Little book of Common Sense Investing บอกให้เราคิดภาพของคาสิโน ตัวคาสิโนและบ่อนคือผู้ชนะระยะยาวที่แท้จริงจากการเก็บค่าต๋งที่คุณจ่ายเพื่อเล่น ในตลาดหุ้นก็เช่นกัน คนเก็บค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่างๆก็คือผู้ชนะ (“Our financial croupiers always win. In the Casino, the house always wins. Investing is no different.”)

สุดท้ายแล้วการพยายามเอาชนะตลาดหุ้นก็จะหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะนำคุณไปสู่ผลลัพธ์ติดลบของเกมแห่งผู้แพ้ วิธีที่จะทำให้เราเล่นเกมที่ชนะ คือ คุณต้องลงทุนโดยใช้กลยุทธ์ซื้อหุ้นและถือยาว (Buy and Hold Strategy) โดยลงทุนด้วยวิธีที่ทำให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้น ลงทุนถือหุ้นส่วนใหญ่หรือทั้งตลาด ลงทุนถือยาวไปเรื่อยๆ อาจจะตลอดเวลาและตลอดไปให้นานที่สุด โดยจะต้องมีค่าใช้จ่ายที่ ต่ำ หรือ น้อยที่สุด เลิกที่จะพยายามจับจังหวะตลาด เลิกที่จะทำการซื้อขายบ่อยๆ เลิกที่จะเปลี่ยนกองทุนไปมา เลิกที่จะคาดการณ์ตลาด เลิกที่จะพยายามหากองทุนผู้ชนะ และ เลิกที่จะพยายามชนะตลาด ก็นำไปสู่หลักการที่เป็น คำแนะนำของนักลงทุนสำคัญๆ ที่ว่า

“จงลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

และต้องไม่ลืมหลักการเรื่อง ลงทุนระยะยาว ด้วยครับ

Facebook : Bear Investor