11 สิ่งที่ควรทำตอนช่วงอายุ 20 เพื่อเป็นเศรษฐีเงินล้านตอน 30

บทความ 11 things to do in your 20s to become a millionaire by 30 ใน Business Insider ของคุณ Kathleen Elkins ค่อนข้างเขียนได้ดีเลยครับ ผมจึงอยากเอามาสรุปให้ได้อ่านกัน โดย 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 มีดังนี้

(1) Focus on earning

ข้อแรกสุดเลยคือ ให้พยายามพัฒนาศักยภาพในการหารายได้ และโฟกัสไปที่การหารายได้เพิ่ม เพราะรายได้เพิ่มขึ้นย่อมนำไปสู่จำนวนเงินออมที่สูงขึ้น ซึ่งมันมีหลายวิธีเท่าที่ผมเคยเจอมา ไม่ว่าจะย้ายงาน, หารายได้อื่นเสริม, อัพเกรดฝีมือและศักยภาพของตัวเอง, อันนี้เราเลือกทางเดินได้หลากหลาย แต่จุดสำคัญอยู่ที่ว่าเราจดจ่อหาวิธีที่จะทำให้รายได้มันเพิ่ม โอกาสที่จะได้มันจะมากขึ้นเพราะความสนใจของเราจะเป็นตัวดึงความคิดให้เราทุ่มเทไปกับมันครับ

(2) Develop multiple streams of income

ข้อนี้ก็สำคัญ พยายามพัฒนารายได้หลายๆทาง ให้มีกระแสเงินสดรับไม่ใช่จากแหล่งเดียว คือคนส่วนใหญ่เนี่ยจะมีรายได้แค่ทางเดียว คือ เงินเดือน หรือ เงินขายของ(สำหรับพ่อค้าแม่ค้า) แต่จากบทสำรวจของ Thomas C. Corley พบว่าเศรษฐีที่รวยขึ้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองนั้น จำนวน 65% ในกลุ่มสำรวจมีรายได้มากกว่า 3 ทางขึ้นไป โดยแหล่งรายได้อื่นก็เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์, เงินปันผลจากหุ้น, หรือการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจต่างๆ ยิ่งมีรายได้จากหลายแหล่ง ยิ่งทำให้ชีวิตเราปลอดภัยจากปัญหาด้านการเงินมากขึ้นครับ

(3) Save to invest, don’t save to save

กฎเหล็กเลย คุณจะต้องออมเพื่อลงทุน ไม่ใช่ออมเพื่อเก็บเงินไว้เฉยๆ ข้อนี้คือความพลาดของหลายๆคนที่เก็บเงินไว้ในบัญชีธนาคารยาวๆ ลงทุนไม่เป็น ซื้อแต่สลากออมสิน ซื้อแต่ประกันชีวิต ฝากแต่ฝากประจำอย่างเดียว มันทำให้คุณพลาดสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูง และโดนเด้งสองคือออมไปก็จนลงเพราะโดนเงินเฟ้อกินอำนาจซื้อในอนาคต แนะนำให้เริ่มที่บทความนี้ครับ ออมเงินและลงทุน (101)

การเริ่มต้นออมสำหรับคนที่ทำงานแล้วที่สำคัญอันหนึ่งก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และพยายามที่จะทำให้การออมและลงทุนของเราเป็นไปโดย “อัตโนมัติ” ทำให้เป็นนิสัยและกิจวัตรซะ วิธีที่ดีคือวิธีหักเงินให้มันลงทุนรายเดือน วิธีลงทุนแบบอัตโนมัติโดยเฉพาะการซื้อสะสมเป็นประจำเป็นวิธีที่ นักลงทุนและกูรูการเงินคนสำคัญๆแนะนำ

(4) Be decisive

ให้ทุ่มเทเวลาไปกับการพัฒนาตัวเอง โดยวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้คือ การตัดทิ้งการตัดสินใจบางอย่างที่หยุมหยิมและกินเวลาในชีวิตประจำวันครับ โดยในแต่ละวันพยายามตั้งแผนไว้เลยว่าจะทำอะไร และมีกิจวัตรประจำวันที่ทำแบบอัตโนมัติ ยกตัวอย่าง คุณจะเห็นว่าช่วงหลังๆของ Steve Jobs เขาจะใส่เสื้อสีดำออกงานบ่อยๆ นอกจากจ็อบส์จะชอบแล้ว จ็อบยังทำให้ชีวิตง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องมาเสียเวลาคิดว่าจะใส่อะไร มหาเศรษฐีคนที่แสดงให้เห็นข้อนี้อย่างเด่นชัด คือ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แห่ง facebook ที่โดนถามว่าทำไมชอบใส่เสื้อซ้ำๆ เขาตอบว่า “ผมต้องการเคลียร์ทุกเรื่องในชีวิต ให้ตัดสินใจน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผมไม่อยากเสียเวลาในแต่ละวันไปกับการครุ่นคิดว่าจะสวมชุดไหนดี” เรื่องที่ไม่สำคัญพยายามเซ็ตให้มันเป็นแบบ autopilot ครับคือแต่ละวันทำมันแบบอัตโนมัติไปเลย แล้วเอาเวลาไปโฟกัสและใช้กับเรื่องที่สำคัญจะดีกว่า

(5) Don’t show off – show up 

หลักของข้อนี้คือ save more and spend less, พยายามจ่ายให้น้อย ยืดการบริโภคออกไปก่อนและเก็บออมไปลงทุนให้ได้มาก ของที่มันไม่จำเป็นก็อย่าพึ่งรีบซื้อในช่วงอายุ 20 โดยเฉพาะของที่ต้องผ่อนหนักๆและไม่ได้สร้างมูลค่าความมั่งคั่งในอนาคต เช่น รถยนต์ ถ้าเปลี่ยนจากเงินผ่อนพวกนี้เป็นเงินเก็บไปลงทุน มันจะทำให้เพิ่มโอกาสที่จะเป็นเศรษฐีเงินล้านก่อน 30 ได้ง่ายขึ้นครับ ดังคำพูดของวอร์เรน บัฟเฟตต์ที่ว่า ถ้าคุณจ่ายไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น สักวันคุณก็จะต้องขายสิ่งที่จำเป็น หลีกหนีพฤติกรรมที่ตัวคุณอาจจะเห็นอยู่บ่อยๆ ที่วิล สมิธสรุปไว้ว่าเป็นเรื่องที่คนชอบ “ซื้อของที่พวกเขาไม่ได้ต้องการ เพื่อทำให้คนที่ตัวเองไม่ชอบประทับใจ”

(6) Change you mindset about money

การจะรวยขึ้นมาได้ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเงินก่อน คนส่วนใหญ่(และผมก็เห็นมาเยอะ อันนี้ยืนยัน) เชื่อว่า การสร้างฐานะ การมีเงินเยอะๆ เป็นสิ่งที่อยู่นอกการควบคุมของตัวเอง เป็นเรื่องของดวงบ้าง เป็นเรื่องของโชคชะตาบ้าง หลายครั้งมันก็เป็นข้ออ้างง่ายๆนี่ล่ะ บางทีก็มาในรูปของการบ่น การโทษทุกอย่าง เช่น โทษชีวิตที่เกิดมาแบบนี้ พ่อแม่ไม่รวยบ้าง, โทษเรื่องงาน, โทษคนอื่น, โทษสังคม ฯลฯ แต่ที่ไม่โทษอย่างเดียวคือ “ไม่โทษตัวเอง”, เมื่อไหร่ที่เรายอมรับได้ว่า มันอยู่ที่เรานี่ล่ะ จะรวยจะจนก็อยู่กับสิ่งที่เราทำเอง เมื่อนั้นเท่ากับคุณได้เปิดทางชีวิตใหม่ด้านการเงินแล้ว หนังสือเล่มหนึ่งที่ผมแนะนำและเห็นว่าเขียนเรื่องนี้ดีคือ ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน ของ T. Harv Eker เล่มนี้พูดเกือบทุกอย่างไว้แล้ว

1382571281-secretsmil-o

(7) Invest in yourself

“สินทรัพย์ลงทุนที่ดีที่สุดในชีวิตคือตัวคุณเอง” เพราะฉะนั้น ลงทุนในตัวเองให้มากที่สุด ลงทุนในการพัฒนาศักยภาพของชีวิตให้ดีขึ้นเรื่อยๆ อย่างหนึ่งที่ดีมากๆคือ “การอ่าน” ตามด้วย “การหาประสบการณ์เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ” วอร์เรน บัฟเฟตต์ เคยแนะนำวิธีพัฒนาศักยภาพตัวเองโดยยกตัวอย่างวิธีหนึ่งก็คือ พยายามอ่านหนังสือให้เยอะๆ (เขาแนะนำ 500 หน้าต่อวันเลยทีเดียว) พยายามทบทวีความรู้ทุกวัน ชาลี มังเกอร์ก็บอกเสริมว่า พยายามทำให้ตัวเองเก่งขึ้นมากกว่าทุกวันให้ได้ เข้านอนหัวถึงหมอนแล้วรู้ว่าตัวเองดีกว่าเมื่อวานแล้ว ประโยคที่น่าสนใจคือ มังเกอร์บอกว่า สองอย่างในชีวิตคือ การอ่านกับการคิด ถ้าเราทำมันได้ดีแล้ว เรื่องอื่นๆในชีวิตจะสบายไปเลย ดังนั้น พยายามเป็นสุดยอดในสิ่งที่คุณกำลังทำ เรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จบมหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยอยากจะพัฒนาอยากจะเรียนรู้ค้นคว้าตัวเองเพิ่ม เพราะฉะนั้นคนที่ทำเช่นนี้แทบไม่มีทางล้มเหลวได้เลย คุณอาจโดดเด่นขึ้นมาอย่างช้าๆ แต่คุณจะโดดเด่นขึ้นมาอย่างแน่นอน

(8) Ditch the steady paycheck

การเป็นนายตัวเอง, การทำธุรกิจเป็นหนทางที่รวดเร็วในการสร้างความมั่งคั่งขึ้นมาครับ อย่าพยายามคิดว่าชีวิตนี้จะมีแต่การรับเงินเดือน ข้อเสียอย่างหนึ่งของมันคือเราจะได้รับเงินเท่าที่นายจ้างให้ แต่การออกไปทำธุรกิจด้วยตัวเอง มันจะไม่มีการประกันรายได้ขั้นต่ำให้ ไม่มีเงินเดือนเข้ามาทุกเดือน แต่ถ้าคุณประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแล้ว มันไม่มีขั้นสูงของรายได้ครับ คุณจะได้สูงเท่าไหร่ก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในทางธุรกิจของคุณ คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่าผู้คนส่วนใหญ่พยายามการันตีรายได้และความมั่งคั่งทางการเงินของตัวเองไว้กับงานที่ได้เงินเดือนระดับกลางๆ (ภาวนา)และหวังว่ามันจะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ

สำหรับหลายคนที่สนุกกับงานที่ทำและรักชีวิตมนุษย์เงินเดือนอันนี้ไม่ผิดครับ ข้อ (8) จริงๆคือการเตือนคนทำงานที่มีชีวิตแบบเดือนชนเดือน ไม่มีเงินเก็บ รอวันเงินเดือนออก สิ้นเดือนเหมือนสิ้นใจ ต้องรอเงินเดือนใหม่ใช้ไปเรื่อยๆ อย่างแย่ก็คือใช้เงินมากกว่าเงินเดือนตัวเองจนติดหนี้สินบัตรเครดิต พวกนี้จะมีปัญหาที่สุด ต้องระวังอย่าเป็นมนุษย์ steady paycheck โดยไม่พัฒนาชีวิตอะไรขึ้นมาเลย

(9) Set goals and visualize  achieving them

ข้อนี้สำคัญ คุณต้องมีเป้าหมาย มีภาพในหัวว่าจะทำยังไงให้ได้เป้าหมายนั้น เขียนมันออกมาและลงมือทำให้มันเป็นจริง โดยทำตามแผนไปเรื่อยๆ คือ ถ้ามีแผนการชัดเจนแล้วและลงมือทำ โอกาสสำเร็จจะสูงมากครับ หนังสือหลายเล่มเรียกมันว่า ภาพความสำเร็จ 2 ครั้ง ครั้งแรกอยู่ในหัว ครั้งที่สองอยู่ในความจริง พยายามกำหนดแผนและเป้าหมายที่ทำได้และเด่นชัด ประเภทว่าอายุ 30 ฉันจะรวยขึ้น อันนี้ลำบาก ยากที่จะเป็นไปได้ คุณย้อนไปดูปณิธานปีใหม่ก็ได้ ประเภทบอกว่าจะตั้งใจทำให้ดีขึ้น โกรธให้น้อยลง พวกนี้มักจะล้มเหลวครับ พยายามตั้งเป้าให้ชัด เช่น ตอนอายุ 30 จะมีเงิน 1 ล้าน หรือให้ชัดอีกจะมีกองทุนรวมหุ้น 1 ล้านบาท โดยจะทำการหักเงินไปลงทุน 40% ทุกครั้งของเงินที่ได้มา การตั้งแผนแบบนี้จะทำให้โอกาสประสบความสำเร็จง่ายขึ้นมาก ออ ต้องลงมือทำตามวินัยและอดทนด้วย แผนดีแค่ไหน ไม่เริ่มก็แค่ฝันลมๆครับ

อย่างสมมติจากหัวบทความบอกจะมีเงินล้านตอนอายุ 30 ถ้าเริ่มทำงานตอน 23 อายุ 23-25 เงินเดือน 15,000, อายุ 25-27 เงินเดือน 20,000, อายุ 28-29 เงินเดือน 25,000 ถ้าเก็บเงินขั้นต่ำไปลงทุน 40% ของเงินเดือน เราจะมีเงินต้นทั้งสิ้น 600,000 บาท เฉลี่ย 7 ปีเก็บปีละ 85,000 เดือนละ 7,000 เฉลี่ยแล้วคุณต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทน 15-20% ต่อปี แต่จะเห็นว่าพอกางแบบนี้ออกมาเราจะเห็นช่องทางพัฒนาแผนเต็มไปหมด เช่น เราทำผลตอบแทนน้อยลงได้ ถ้าเราเก็บออมมากขึ้น, เราเก็บเงินเพิ่มได้ถ้าเรามีรายได้เพิ่มขึ้น ฯลฯ คือเราจะเห็นช่องทางและจะแก้ไขให้มันเกิดขึ้นจริงได้ครับ แต่คนที่นั่งเฉยๆแล้วบอกฉันจะมี 1 ล้าน  กับบอกว่าโอ๊ยไงก็ไม่ถึงหรอก พวกนี้ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย

(10) Starting hanging out with people your admire

วิธีที่จะพัฒนาชีวิตให้ดีขึ้นมาอีกระดับคือ ให้ล้อมรอบด้วยคนที่เก่งๆ และใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เราอยากจะเป็นครับ คนเราเป็นลูกหลานของสิ่งแวดล้อม คุณถูกแวดล้อมด้วยสิ่งใดคุณก็มักจะเป็นแบบนั้น คุณ Siebold ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่า “กระจกสะท้อนชีวิตเราที่แท้จริงคือเพื่อนสนิทของเราเอง” นึกถึงหนังสืออยู่เล่มที่บอกว่า ถ้าจับเพื่อนสนิทที่สุด 5 คนเอาเงินเดือนมารวมกันแล้วหารเฉลี่ย ปกติแล้วคนในกลุ่มนั้นจะเบี่ยงเบนจากกันไม่มาก ต้องอธิบายเพิ่มเติมว่ามันไม่ใช่สุดโต่งแบบเลิกคบเพื่อนอะไรไปเลยแบบนี้นะครับ จุดประสงค์ของข้อนี้คือ ให้พยายามเรียนรู้และใช้ชีวิตกับคนที่เราสนใจและผลักดันให้ไปสู่จุดที่มีคนเก่งๆรอบตัวให้ได้ เพราะมันจะบีบให้คุณต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เพื่อนก็คือเพื่อนครับ แต่ละคนมีเพื่อนหลากหลาย เพียงแต่คุณถามตัวเองดูด้วยว่า การใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นใช้ไปกับการทำอะไร สมมติเพื่อนสนิทของคุณทุกคนทั้งวันเอาแต่ตั้งวงเหล้า เล่นไพ่และคุณก็ใช้ชีวิตแบบนั้นทุกวัน มันก็ยากที่จะคุณจะเป็นอย่างอื่นไปได้ คุณอาจจะห่างๆออกมาบ้างและใช้เวลาทำในสิ่งที่ดีกับตัวคุณและเป้าหมายของคุณเอง จริงๆมันมีอีกหลายวิธีนะครับที่เสริมข้อนี้ในยุคปัจจุบัน เพราะยังหมายถึงการอยู่กับหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องที่คุณสนใจ อ่านประวัติคนที่คุณชื่นชม เป็นสมาชิกเว็บบอร์ดของสมาคมที่คุณสนใจ คุยกับผู้เชี่ยวชาญ พูดคุยกับกลุ่มคนที่สนใจเหมือนกัน ทำกิจกรรมร่วมกัน ฯลฯ คือข้อนี้ลึกซึ้งครับ มันคือมงคล 38 รวมกันสี่ข้อ นั่นคือ ไม่คบคนพาล, คบบัณฑิต, บูชาคนที่ควรบูชา และพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่ สี่อย่างนี้เป็นมงคลอันสูงสุดครับ

(11) Shoot of $10 million, not to $1 million

สรุปข้อนี้ง่ายๆก็คือ “คิดใหญ่ไม่คิดเล็ก” จะทำทั้งที จะมีเป้าหมายก็ฝันให้ใหญ่ ฝันให้ไกลไปเลย คล้ายๆกันตอนสมัยเราเรียนถ้าคุณหวังแค่พอผ่านหรือพ้น F ปกติก็มีแค่ได้ C,D หรือ F ไปเลย แต่ถ้าคุณตั้งใจจะเอา A คุณอาจจะพลาดได้ B แต่จะเห็นไหมครับว่ามันสูงกว่า C,D,F นั่นก็เพราะมันใช้ระดับความพยายามและความสามารถที่สูงเกินไปหลายขั้น บีบให้คุณต้องพัฒนาสุดๆ เพราะฉะนั้นจะตั้งเป้าทั้งที 1 ล้านบาทเป็นตัวเลขที่ในยุคนี้เริ่มลำบาก ค่อยๆพัฒนาศักยภาพและลุยไปเรื่อยๆ ฝันไปถึง 10 ล้านบาท(อาจจะแบบต้องได้ตอนอายุ 40+) ก็จะทำให้ผลลัพธ์สูงขึ้นในชีวิตครับ


 

ถ้าจะถามว่า 11 สิ่งที่เราควรจะลงมือทำในช่วงอายุ 20 เพื่อที่จะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านตอนอายุ 30 อะไรสำคัญที่สุด ส่วนตัวคิดว่า 11 ข้อนี้ผสานกันและถ้าคุณตั้งใจจริงๆ คุณทำได้แน่ๆ แต่ถ้าจะตอบว่าอะไรสำคัญที่สุดที่จึงทำให้มันเกิดขึ้นมาได้ ผมตอบได้ไวๆเลยว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ สิ่งที่เรียกว่า “ลงมือทำ” ครับ

เพราะรู้ไปแล้วถ้าคุณไม่ทำ มันก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมๆที่ว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้! ถ้าทำนะ รู้งี้ ฉันรวยไปนานนนนแล้ววววว ก็จะรู้งี้กันไปตั้งแต่อายุ 20, 30, 40 ……… จะเอาแบบนั้นจริงๆหรือครับ

 

4 Comments

  • คุณเขียนไว้ได้ดีมากจริงๆ ผมขอชื่นชม เขียนไว้ทุกกระบวนการ การกระทำ การลงมือ แนวคิด ทัศนคติ เป้าหมาย ขอบคุณครับที่ได้เขียนไว้ในบล็อคนี้ แล้วผมจะรอติดตามต่อไปนะครับ

  • ปรบมือรัวๆๆ 😊

  • ยอดเยี่ยมมากๆค่ะ

Leave a Reply