คลังเก็บหมวดหมู่: Stocks

Jessi Livermore

Livermore : The Boy Plunger

มีอยู่ช่วงหนึ่งผมพยายามไล่อ่านแนวทางการลงทุนของนักลงทุนสไตล์ตรงข้ามหรือสไตล์ที่ผมไม่ได้ลงทุนเพราะอย่างน้อยเราก็ควรจะรู้จักปรัชญาของนักลงทุนที่เป็นระดับเซียนของโลกครับ โดยเฉพาะ Trader หรือนักเก็งกำไรชั้นเซียนของโลก และคนที่มีประวัติหวือหวาสุด ขึ้นทำเนียบสุด ก็คือ Jesse Lauriston Livermore นี่ล่ะครับ พออ่านไปผมกลับพบว่า นักลงทุนที่ฝีมือฉมัง ๆ ของโลก ไม่ว่าจะแนวสไตล์ VI หรือเทคนิค หรือแนวไหน ๆ ก็ตาม ล้วนมีหลักการและทัศนคติอะไรบางอย่างที่ยึดถือคล้าย ๆ กัน แม้สไตล์ลงทุนจะต่างกันสุดขั้วก็ตาม

เล่าประวัติก่อน เขาเกิดปี 1877 และเริ่มซื้อขายหุ้นตั้งแต่ช่วงอายุ 14 ปี พออายุ 15 ก็เก็งกำไรจนได้เงินประมาณ $1,000 และพออายุ 20 ก็สะสมเงินจากการเทรดหุ้นได้ถึง $10,000 และไม่นานหลังจากกนั้นก็เงินทะยานเป็น 1 ล้านเหรียญ (ซึ่งถ้าปรับเงินเฟ้อ 3% ต่อปีแล้ว เงินนี้คือเงินเกือบ 30 ล้านเหรียญในปัจจุบัน!) ฉายาของเขาคือ Boy Plunger” หรือเด็กเสี่ยงโชค คือมีอยู่ช่วงหนึ่ง ตัวเขาไม่สามารถไปเทรดหุ้นที่ไหนได้เลย เพราะโบรกเกอร์ไม่รับ เนื่องจากทางโบรกจะขาดทุนเพราะฝีมือของเขาที่เก็งกำไรแม่นมาก ๆ

Livermore นั้นลงทุนหลากหลาย ทั้งหุ้น ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อย่าง น้ำตาล ฝ้าย ฯลฯ เรียกได้ว่าเห็นโอกาสที่ไหนก็ไปหมด และวิธีการลงทุนหลักคือ ใช้การอ่านเทป ซึ่งมีคนบอกว่ามันคล้ายกับการดู Ticker ราคาหลักทรัพย์ในปัจจุบันนั่นล่ะครับ

อย่างไรก็ดี ชีวิตในบางช่วงของเขาก็ไม่ได้สดใสนัก Livermore เคยขาดทุนเป็นหนี้ประมาณ 1 ล้านเหรียญ แต่ก็สามารถเก็งกำไรจนได้เงินกลับมาใช้คืนได้ แล้วก็เก็งกำไรจนเงินทุนทะยานอีกรอบ ก่อนจะกลับมาหมดตัวในท้ายที่สุด และการขาดทุนรอบสุดท้ายทำให้ตัวเขาเลือกที่จะฆ่าตัวตาย และเป็นการปิดตำนานเทรดเดอร์ชั้นเซียนในปี 1940

และนี่คือหลักการรวมถึงข้อคิดสองข้อหลักที่ผมว่ามันสามารถนำมาใช้ได้กับนักลงทุนทุกแนว

(1) ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่เชื่อว่า “ตลาดหุ้นมักจะซ้ำรอยเดิม” ที่ไหนที่จะบอกเราได้ว่า ประวัติศาสตร์ชอบวนมาเกิดซ้ำ ๆ ที่นั้นก็คือตลาดหุ้นนี่เอง เพราะที่นี่ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังมีอารมณ์ของมนุษย์ ทั้งอารมณ์โลภ กลัว และความหวัง ซึ่งผู้ที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ให้ไหลไปตามฝูงชนได้ (มีความคิดเป็นอิสระ) ก็จะมีโอกาสสูงยิ่งขึ้นที่จะทำกำไรจากตลาดหุ้นได้

(2) ลิเวอร์มอร์เป็นคนที่มีวินัยในการเทรดมาก ๆ ถ้าไม่มั่นใจเขาจะอยู่เฉย ๆ เพื่อปกป้องเงินต้นของตัวเอง และทุกการเทรดจะต้องมีการวางแผนไว้ก่อน ซึ่งเขาบอกว่า 7 ใน 10 ครั้งของการทำตามแผนที่วางไว้จะทำให้เขาได้กำไร เมื่อไหร่ที่เขาเทรดตามอารมณ์ของตนเองหรือตามความพึงพอใจ ลงท้ายเขาจะขาดทุน

และข้อคิดของเขาที่ผมชอบมากก็คือคำพูดที่ว่า

“ในตลาดหุ้นจะมีนักลงทุนที่ทำผิดซ้ำ ๆ ด้วยการคิดว่าตัวเองจะต้องทำการซื้อขายบ่อย ๆ ซื้อขายตลอดเวลา มันไม่มีเหตุผลอะไรที่เพียงพอจะมารองรับการซื้อขายหุ้นทุกวัน การลงทุนที่ถูกต้องคือการลงทุนอย่างรอบคอบ และต้องรอจังหวะที่เหมาะสม”

แง่คิดที่น่าสนใจของ Livermore

สรุปง่าย ๆ ก็คือ ที่นักลงทุนส่วนใหญ่ขาดทุนในตลาดหุ้น เพราะพวกเขา “นั่งทับมือบนกองเงินของตัวเองไม่เป็น” แรงกระตุ้นทำให้พวกเขาซื้อขายบ่อย ๆ และคนที่ได้กำไรคือ โบรกเกอร์ ของพวกเขานั่นเอง คำพูดนี้ผมนึกถึง Warren Buffett ที่เคยกล่าวไว้ว่า ถ้าคุณซื้อขายหุ้นบ่อย ๆ สิ่งที่เขาอยากเป็นไม่ใช่หุ้นส่วนของคุณนนะ แต่จะขอเป็นโบรกเกอร์ให้แทน

นี่เป็นอะไรที่น่าสนใจมากนะครับ ใครที่คิดว่าตัวเองเป็นนักเก็งกำไร แล้วจะต้องซื้อขายกันบ่อย ๆ ซื้อขายทุกวัน มันเป็นอะไรที่เข้าใจกันคลาดเคลื่อนออกไปมาก และลิเวอร์มอร์ได้สรุปไว้เป็นการตกผลึกการลงทุนของเขาว่า ส่วนใหญ่ที่เขาได้กำไรมาจากอยู่นิ่ง ๆ และอยู่กับที่ คนที่เดาตลาดถูก ลงทุนหุ้นถูก แล้วยังถือมันไว้ได้ เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่จะเรียนรู้ ความอดทนเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะวัดว่า ใครจะมีกำไรจากตลาดหุ้น เพราะฉะนั้นสำคัญมากว่า นักลงทุนไม่ว่าจะแนวไหนต้องเป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองครับ

และนำมาซึ่งข้อสังเกตของลิเวอร์มอร์อีกอย่างก็คือ กลุ่มคนอีกกลุ่มที่มักจะขาดทุนจากการลงทุน คือ คนประเภทที่ซื้อขายตามข่าวลือ หรือคำแนะนำของคนอื่น คนพวกนี้นอกจากจะขาดทุนได้ง่ายในระยะยาว ยังทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเวลาเขาได้กำไรเขาจะบอกว่าตัวเองเก่งแต่เวลาขาดทุนเขาจะโทษคนอื่น โทษข่าวลือ โทษคำแนะนำ โดยไม่มองเลยว่า คนที่ตัดสินใจซื้อขายก็คือตัวเอง!

ท้ายที่สุด แม้ Livermore จะเป็นนักลงทุนที่ใช้ Margin หรือ Leverage กู้มาลงทุนในหลายครั้งก็ตาม แต่เขาก็ไม่ชอบการเป็นหนี้ คือ ในตอนลงทุนเขาอาจยอมกู้เงินมาเก็งกำไร แต่ก็จะกู้บนเงินลงทุนที่เป็นเงินไว้สำหรับซื้อขายหรือเทรดของตัวเอง ไม่ใช่การกู้คนอื่นหรือไปยืมใครมาลงทุน เขาบอกว่า การมีหนี้สินทำให้ความสามารถในการตัดสินใจลดลง เพราะต้องมานั่งพะวงเรื่องการหาเงินคืน

และเรื่องหนี้สินข้างบนได้นำไปสู่คำแนะนำอีกข้อก็คือ เขาเตือนนักลงทุนหรือนักเก็งกำไรที่ต้องการมาหาเงินจากตลาดหุ้นเพื่อเอาไปใช้จ่ายอะไรก็ตาม โดยเฉพาะหวังเป็นค่าใช้จ่ายรายวัน ตลาดไม่ได้ใจดีขนาดนั้น และสิ่งที่พวกเขาจะได้ไม่ใช่กำไรเล็กน้อย ๆ แต่มักจะเป็นใบเสร็จเก็บเงินขาดทุนแทน

“หุ้น” คืออะไร?

“หุ้น หุ้น หุ้น”

ทุกคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “หุ้น” ใครๆก็เล่นหุ้น มีแต่คนพูดถึงหุ้น ในรถไฟฟ้าก็ได้ยิน เพื่อนของเพื่อนก็ลงทุน อ้าวแล้วถ้าเราจะซื้อหุ้นกับเขาบ้างต้องไปที่ไหน อย่างไร?

“หุ้น” จริงๆมันเป็นคำเรียกความเป็นเจ้าของ เป็นการร่วมทุนของบริษัท หรือภาษาที่เราเรียกและได้ยินกันบ่อยๆว่า ไปเป็นหุ้นส่วนกันนั่นล่ะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ผมกับเพื่อนรวมกันห้าคน ลงเงินร่วมกัน 100,000 บาท หรือที่เรียกกันว่า ทุน เปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จตุจักร แล้วเราก็มาคิดกันว่า จะแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของยังไง เราก็เอาหนึ่งแสนบาทนั้นตั้ง แล้วก็หารเป็นส่วนเท่าๆกัน ถ้าแบ่งเป็นส่วนละหนึ่งหมื่นก็จะมีสิบส่วน ไอ้ส่วนที่ว่านี่ล่ะครับเรียกว่า หุ้น ดังนั้น ถ้ารวมเงินกันหนึ่งแสน แบ่งเป็น 10 หุ้น ถ้าเราอยากได้หนึ่งหุ้นก็จะต้องจ่าย 10,000 บาท พออ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนจะเริ่มคิดล่ะ ทำไมหุ้นมันแพงจุงเบย ดังนั้นถ้าเราระดมทุนให้ได้เงินเยอะๆ จากคนหลายๆคน เราก็ทำให้หุ้นหนึ่งหุ้นราคาถูกลงนั่นเอง ไอ้ราคาที่ตั้งไว้นั้นเค้าเรียก ราคาพาร์ (par) ครับ เพื่อให้ระดมเงินเปิดร้านเสื้อผ้าที่จตุจักรได้ง่ายขึ้น ผมก็เลยเอาหนึ่งแสนบาทที่ตั้งไว้ แบ่งเป็น 100,000 หุ้น หุ้นละ 1 บาท ใครอยากซื้อเท่าไหร่ก็เอาเงินมา พอจะเข้าใจไอ้คำว่า หุ้น มากขึ้นแล้วใช่เปล่าครับ

แล้วหุ้นที่ซื้อมานั้นเราถือไว้จะได้อะไรขึ้นมา อย่างแรกเลยที่สำคัญมาก คือ ซื้อเท่าไหร่เราก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการดังกล่าวเท่านั้นครับ เช่น ร้านขายเสื้อของเราใช้เงินลงทุนรวมหนึ่งแสนบาท มีหนึ่งแสนหุ้น ถ้าผมซื้อมา 60,000 หุ้น หรือ 60% ของหุ้นทั้งหมด ผมก็จะมีสถานะความเป็นเจ้าของและสัดส่วนในกิจการ 60% ของร้านเสื้อนี้ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว หุ้น นั้นจะมีขึ้นมาได้ ต้องตั้งกิจการเป็นบริษัทครับ ถ้าซื้อตามที่ว่า ผมก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 60% มีสิทธิออกเสียงโหวตได้ 60% (ไม่มีใครใหญ่กว่าผมในบริษัทนี้แล้ว อิอิ)

ต่อมาพอมีหุ้นแล้ว และกิจการของเราที่ว่าก็ขายเสื้อไปเรื่อยๆ พอสิ้นปี สรุปยอดว่าได้ กำไร (Net Income) เท่าไหร่ เราจะได้เป็นเจ้าของกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่เรามีครับ และมีสิทธิได้รับ เงินปันผลDividend (ถ้าจ่าย) สมมติ ร้านเสื้อของเราขายดีมาก สิ้นปีขายแล้วได้กำไรทั้งปี 100,000 บาทถ้วน เราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 60% จะมี สิทธิในสัดส่วนกำไร 60% หรือ 60,000 บาทนั่นเองครับ ถ้าบริษัทจ่ายกำไรออกมาคืนแก่คนร่วมทุนทุกคนทั้งหมด เขาเรียกจ่ายเงินปันผล (และกรณีนี้จ่าย 100%) ดังนั้นเราจะได้เงินปันผล 60,000 บาท ถ้าจ่ายครึ่งนึงอีกครึ่งนึงเก็บไปซื้อเสื้อผ้าทำทุนขายต่อปีหน้าอีก บริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลแค่ครึ่งเดียวคือ 50,000 บาท ซึ่งเราจะได้เงินปันผล 30,000 บาทแทน (60%ของเงินปันผลที่จ่าย)

อย่างที่บอกครับจากตัวอย่างร้านเสื้อของเรามีหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น (หุ้นละบาท) มีกำไรสิ้นปี 100,000 บาท ดังนั้น กำไรต่อหุ้น (Earning per share–EPS) จะเท่ากับ 1 บาท (กำไรหารด้วยหุ้นทั้งหมด) ถ้าต่อไปในอนาคต ร้านเสื้อของเราขายดีมาก เป็นแลนด์มาร์กของจตุจักร ขายได้กำไรปีละหนึ่งล้านบาท กำไรต่อหุ้นก็จะตกอยู่ที่กำไรต่อหุ้นหุ้นละ 10 บาท ซึ่งถ้าจ่ายปันผล 50% ก็จะจ่ายเงินปันผล 500,000 บาท มีหุ้นหนึ่งแสนหุ้น ก็จ่ายปันผลให้หุ้นละ 5 บาท (Dividend per share–DPS) เรามีหุ้นทั้งหมดจำได้ไหมครับ ว่า 60% ของหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น หรือมี 6 หมื่นหุ้น เราก็จะได้เงินปันผลปีนี้ 300,000 แสนบาทนั่นเอง อย่าลืมนะครับว่าเราลงทุนไปแค่ 6 หมื่นเองนะ

ต่อมาครับ เราจะเห็นว่าหุ้นของเรามูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ วันหนึ่งก็มีคนขอเข้าพบเพื่อซื้อหุ้นที่เราถือ เพราะเขาอยากได้กำไรบ้าง อันนี้ล่ะครับ ที่เราจะได้กำไรอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital gain) พวกเราคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะขายหุ้นละเท่าไหร่? ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ 1 บาทครับ ในเคสนี้เราสามารถขายหุ้นได้หุ้นนึงเกิน 25-50 บาท ขึ้นไปได้เลย (ลองคิดดีๆครับ เขาซื้อไป 50 บาทต่อหุ้นก็จริง แต่ร้านเสื้อของเราสามารถจ่ายปันผลได้ปีละ 5 บาท 10 ปีเขาก็คืนทุนแล้ว นี่ถ้าร้านขายดีต่อไปอีก กำไรโตพรวดพราดอีก เขาก็คืนทุนเร็วขึ้นไปด้วยนะ) ซึ่งราคาหุ้น x หุ้นทั้งหมดจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า มูลค่าของบริษัทตามราคาตลาด (Market Capitalization—Marketcap)

นี่ล่ะครับคอนเซปต์หลักๆของหุ้น เวลาซื้อหุ้น เราก็จะได้เป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในกิจการตามสัดส่วนที่ถือหุ้น เวลาบริษัทได้กำไรเราก็ได้เป็นเจ้าของกำไรบริษัทตามสัดส่วนดังกล่าว ถ้าจ่ายกำไรออกมาเรียกว่าจ่ายเงินปันผลเราก็ได้เงินตามสัดส่วนหุ้นที่เราถือ แถมหุ้นนั้นเราก็เอาไปขายแลกเปลี่ยนมือได้ ซึ่งประเด็นนี้ล่ะครับ ทำให้เกิดตลาดหุ้นขึ้นมา

วัตถุประสงค์ของตลาดหุ้น คือมีไว้เพื่อระดมทุนให้บริษัทต่างๆขยายงานขยายกิจการได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการที่เจ้าของบริษัทเดิม นำหุ้นบางส่วนมาขายเอามากระจายให้ประชาชนทั่วไปได้ถือหุ้น แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปขยายกิจการต่อ สมมติ(อีกแล้ว) ว่าร้านเสื้อผ้าที่ว่าของเรา ตอนนี้ใหญ่มาก รายได้ขายเสื้อพุ่งเป็นปีละ 500 ล้านบาท กำไรปีละ 50 ล้านบาท ผมกับเพื่อนก็ตกลงกันเอาบริษัทมาระดมทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ (ชื่อจริงของตลาดหุ้น) โดยอาจยอมลดสัดส่วนกลุ่มผมและเพื่อนถือหุ้นรวมกันเหลือ 60% หุ้นอีก 40% ขายให้ประชาชนนักลงทุน แต่จะได้เงินค่าขายหุ้นมา สมมติว่า 100 ล้านบาท เอาไปสร้างโรงงานผลิตเสื้อได้อีก ไม่ต้องไปกู้ด้วย

นี่ล่ะครับตลาดหุ้นที่ว่า ลองนึกถึงตลาดจตุจักรก็ได้ครับ แค่ไม่ได้ขายเสื้อผ้า แต่ขายหุ้น ขายความเป็นเจ้าของกิจการ คนที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทไปแล้วก็เอามาขายได้ ลองนึกภาพเดินเข้าโครงการแล้วเจอร้าน ปตท., ธนาคารไทยพาณิชย์, เอไอเอส, เซเว่น, เซ็นทรัล ฯลฯ มาขายเอาหุ้น วันนี้อาจจะมีราคาขายหุ้นละ 10 บาท 300 บาท 150 บาทเท่านั้น หน้าร้านก็มีคำอธิบายบอกว่า บริษัทนี้ทำอะไร ขายอะไร มีกำไรเท่าไหร่ รายได้ปีละกี่ล้าน งบการเงินเป็นอย่างไร ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ นโยบายจ่ายปันผลปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะขยายกิจการยังไง ใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลมีเยอะแยะ และจำนวนบริษัทก็มีมากมาย เรามีหน้าที่เลือกบริษัทที่ต่อไปเติบโต กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ขายของได้มากขึ้น เข้ามาเป็นหุ้นในพอร์ตลงทุนเรา สิ่งเหล่านี้คือหลักพื้นฐานที่สำคัญ


 

หุ้น คือ ธุรกิจ

คำว่า หุ้น จริงๆค่อนข้างลึกซึ้งนะครับ บนความหมายที่รับรู้แตกต่างกันไปของคนที่เป็นนักลงทุนและคนที่ไม่ได้เป็น ในทางกฎหมาย หุ้น ก็คือส่วนทุนของบริษัทที่ถูกแบ่งออกเท่าๆกัน เพราะฉะนั้นศัพท์ทางการเงินที่ใช้เรียกหุ้นว่า “ตราสารทุน” ก็เข้าใจได้ง่ายๆว่า ถ้าคุณซื้อหุ้น คุณก็จะมีสถานะทางการเงิน(และทางกฎหมาย) เป็นผู้มีส่วนทุนในบริษัทหรือกิจการนั้นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราควรจะระลึกไว้ตลอดเวลาคือ หุ้นทุกหุ้นที่เราซื้อ มันมีเบื้องหลังเป็น “ธุรกิจ” เสมอ เราไม่ได้ซื้อกระดาษหรือซื้อแค่ตัวย่อภาษาอังกฤษที่มีราคาขึ้นลงเปลี่ยนไปมาทุกนาที เราซื้อสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริงๆ

ฟังดูก็ไม่มีอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นรายวัน ไม่ได้มองหุ้นเป็นธุรกิจ พวกเขามองมันสองอย่างไวๆคือ มันมีตัวย่อว่าอะไร และราคาตอนนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถามลึกลงไปว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน เชื่อสิครับว่าน้อยคนนักจะตอบได้ ผมยกตัวอย่างหุ้นที่แม้คนไม่ได้ลงทุนก็ต้องรู้จัก อย่าง PTT —ชื่อย่อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โอเคว่าเวลาเขาจะซื้อหุ้นปตท. ทุกคนจำได้ว่ามันคือ PTT แต่ถ้าจะถามคำถามที่ทุกคนพอจะตอบได้ คุณต้องถามว่าตอนนี้มันราคาหุ้นละเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เขาจะหามาให้คุณได้ แต่ถ้าถามว่าไหนลองเล่าโมเดลธุรกิจปตท.คร่าวๆสักสองสามนาทีว่ามันทำกิจการอะไร โครงสร้างรายได้มาจากไหน กำไรของบริษัทจริงๆมาจากหน่วยธุรกิจใด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?. ผมว่าในร้อยคนจะมีคนตอบให้คุณฟังได้และถูกต้องด้วยน้อยมากๆ

น่าแปลกใจไหมครับว่า พวกเขาเอาเงินหลักหมื่นหลักล้านมาซื้อหุ้นพวกนี้แต่พวกเขาไม่เคยสละเวลามานั่งศึกษาค้นคว้าหรือทำความเข้าใจเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวว่าทำธุรกิจอย่างไร ทั้งๆที่กลับกันเวลาเขาเหล่านี้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมือถือ พวกเขามักจะทำการบ้านกันเป็นอย่างดี เทียบราคา เทียบคุณภาพ หาโปรโมชันที่ดีที่สุด แต่กับหุ้น คนส่วนใหญ่ทำการบ้านน้อยมาก แถมยอมจ่ายแพงกว่าปกติเยอะๆด้วย (เป็นไม่กี่ที่บนโลกเลยมั้งครับที่เห็นของมีราคาถูกแล้วมักจะเกิดความกลัวไม่กล้าซื้อกัน)

ในบรรดานักลงทุนระดับตำนานทั้งหลาย ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เสมอว่า หุ้นกับธุรกิจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องยึดโยงกัน Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยพูดว่าตัวเขาเองเป็นนักลงทุนที่ดีเพราะเข้าใจธุรกิจ และก็ทำได้ดีในธุรกิจเพราะเป็นนักลงทุน และในส่วนของหุ้นนั้นระยะยาวแล้วก็จะให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ก็มาจากตัวธุรกิจหรือกิจการของหุ้นตัวนั้นเอง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืมๆมันไป ส่วน Peter Lynch นักลงทุนตำนานของโลกคนหนึ่งได้บอกไว้ว่า แม้มันจะง่ายที่จะลืมก็เถอะ แต่หุ้นทุกตัวคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณต้องจำข้อนี้ให้ได้ แล้วคุณจะต่างไปเลยจากนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้น

ปรัชญาที่ว่า หุ้นคือส่วนของธุรกิจ จึงสำคัญ และเบื้องหลังหุ้นทุกตัวมีธุรกิจและกิจการผูกอยู่เสมอ ถ้าจะลงทุนระยะยาวให้ได้ผลตอบแทนดี แนวคิดที่ว่า ซื้อหุ้นคือซื้อธุรกิจ ควรจะเป็นหลักการและทัศนคติที่ยึดมั่นไว้เสมอเวลาลงทุนครับ

 

หุ้น คืออะไร? – สิ่งที่ควรรู้ในการลงทุนตราสารทุน หุ้นสามัญ

หุ้น คือสิ่งที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยิน ใคร ๆ ก็เล่นหุ้น มีแต่คนพูดถึงหุ้น ในรถไฟฟ้าก็ได้ยิน เพื่อนของเพื่อนก็ลงทุนหุ้น อ้าวแล้วถ้าเราจะซื้อหุ้นกับเขาบ้างต้องไปที่ไหน อย่างไร?

“หุ้น” จริง ๆ มันเป็นคำเรียกความเป็นเจ้าของ เป็นการร่วมทุนของบริษัท หรือภาษาที่เราเรียกและได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า ไปเป็นหุ้นส่วนกันนั่นล่ะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ผมกับเพื่อนรวมกันห้าคน ลงเงินร่วมกัน 100,000 บาท หรือที่เรียกกันว่า ทุน เปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จตุจักร แล้วเราก็มาคิดกันว่า จะแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของยังไง เราก็เอาหนึ่งแสนบาทนั้นตั้ง แล้วก็หารเป็นส่วนเท่า ๆ กัน ถ้าแบ่งเป็นส่วนละหนึ่งหมื่น ก็จะมีสิบส่วน ไอ้ส่วนที่ว่านี่ล่ะครับเรียกว่า หุ้น

ดังนั้น ถ้ารวมเงินกันหนึ่งแสน แบ่งเป็น 10 หุ้น ถ้าเราอยากได้หนึ่งหุ้นก็จะต้องจ่าย 10,000 บาท พออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนจะเริ่มคิดล่ะ ทำไมหุ้นมันแพงจุงเบย ดังนั้นถ้าเราระดมทุนให้ได้เงินเยอะ ๆ จากคนหลายคน เราก็น่าจะต้องทำให้หุ้นหนึ่งหุ้นมีราคาถูกลงนั่นเอง ไอ้ราคาที่ตั้งไว้นั้นเค้าเรียก ราคาพาร์ (par) ครับ เพื่อให้สามารถระดมเงินเปิดร้านเสื้อผ้าที่จตุจักรได้ง่ายขึ้น ผมก็เลยเอาหนึ่งแสนบาทที่ตั้งไว้ แบ่งเป็น 100000 หุ้น หุ้นละ 1 บาท ใครอยากซื้อเท่าไหร่ก็เอาเงินมา แบบนี้พอจะเข้าใจไอ้คำว่าหุ้นมากขึ้นแล้วใช่เปล่าครับ

1. สิ่งที่จะได้รับจากการถือหุ้น

คำถามคือ หุ้น ที่เราซื้อมานั้น ถ้าเราถือไว้จะได้อะไรขึ้นมา อย่างแรกเลยที่สำคัญมาก คือ ซื้อเท่าไหร่เราก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการดังกล่าวเท่านั้นครับ เช่น ร้านขายเสื้อของเราใช้เงินลงทุนรวมหนึ่งแสนบาท มีหนึ่งแสนหุ้น ถ้าผมซื้อมา 60000 หุ้น หรือ 60% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ผมก็จะมีสถานะความเป็นเจ้าของและสัดส่วนในกิจการ 60% ของร้านเสื้อนี้ ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว หุ้นนั้นจะมีขึ้นมาได้ต้องตั้งกิจการเป็นบริษัทครับ ถ้าซื้อตามที่ว่า ผมก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 60% มีสิทธิออกเสียงโหวตได้ 60% (ไม่มีใครใหญ่กว่าผมในบริษัทนี้แล้ว อิอิ)

ต่อมาพอมีหุ้นแล้วและกิจการของเราที่ว่าก็ได้ทำการขายเสื้อไปเรื่อย ๆ พอสิ้นปี สรุปยอดว่าได้ กำไร (Net Income) เท่าไหร่ เราจะได้เป็นเจ้าของกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่เรามีครับ และมีสิทธิได้รับ เงินปันผล — Dividend (ถ้ามีการจ่ายเงินปันผล)

สมมติ ร้านเสื้อของเราขายดีมาก สิ้นปีขายแล้วได้กำไรทั้งปี 100,000 บาทถ้วน เราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 60% จะมี สิทธิในสัดส่วนกำไร 60% หรือ 60,000 บาทนั่นเองครับ ถ้าบริษัทจ่ายกำไรออกมาคืนแก่คนร่วมทุนทุกคนทั้งหมด ซึ่งเขาเรียกว่าจ่ายเงินปันผล (และกรณีนี้จ่ายปันผล 100% ของกำไรที่มี) ดังนั้น เราจะได้เงินปันผล 60,000 บาท ถ้าจ่ายครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเก็บไปซื้อเสื้อผ้าทำทุนขายต่อปีหน้าอีก บริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลแค่ครึ่งเดียวคือ 50,000 บาท ซึ่งเราจะได้เงินปันผล 30,000 บาทแทน (60% ของเงินปันผลที่จ่าย)

อย่างที่บอกครับ จากตัวอย่างร้านเสื้อของเรามีหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น (หุ้นละหนึ่งบาท) มีกำไรสิ้นปี 100,000 บาท ดังนั้น กำไรต่อหุ้น (Earning per share – EPS) จะเท่ากับ 1 บาท (กำไรหารด้วยหุ้นทั้งหมด)

ถ้าต่อไปในอนาคต ร้านเสื้อของเราขายดีมาก เป็นแลนด์มาร์กของจตุจักร ขายได้กำไรปีละหนึ่งล้านบาท กำไรต่อหุ้นก็จะตกอยู่ที่กำไรต่อหุ้น ๆ ละ 10 บาท ซึ่งถ้าจ่ายปันผล 50% ก็จะจ่ายเงินปันผล 500,000 บาท มีหุ้นหนึ่งแสนหุ้น ก็จ่ายปันผลให้หุ้นละ 5 บาท (Dividend per share – DPS) เรามีหุ้นทั้งหมดจำได้ไหมครับ ว่า 60% ของหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น หรือมี 6 หมื่นหุ้น เราก็จะได้เงินปันผลปีนี้ 300,000 แสนบาทนั่นเอง อย่าลืมนะครับว่าเราลงทุนไปแค่ 6 หมื่นเองนะ

ต่อมาครับเราจะเห็นว่า หุ้นของเรามูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ วันหนึ่งก็มีคนขอเข้าพบเพื่อซื้อหุ้นที่เราถือ เพราะเขาอยากได้กำไรบ้าง อันนี้ล่ะครับ ที่เราจะได้กำไรอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital gain) พวกเราคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะขายหุ้นละเท่าไหร่? ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ 1 บาทตามราคาที่เราซื้อมาแต่แรกครับ ในเคสนี้เราสามารถขายหุ้นได้หุ้นนึงเกิน 25-50 บาท ขึ้นไปได้เลย

ลองคิดดี ๆ ครับ เขาซื้อไป 50 บาทต่อหุ้นก็จริง แต่ร้านเสื้อของเราสามารถจ่ายปันผลได้ปีละ 5 บาท 10 ปีเขาก็คืนทุนแล้ว นี่ถ้าร้านขายดีต่อไปอีก กำไรโตพรวดพราดอีก เขาก็คืนทุนเร็วขึ้นไปด้วยนะ) ซึ่งไอ้การคำนวณในลักษณะเอาราคาหุ้นคูณกับหุ้นทั้งหมด มันจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า มูลค่าของบริษัทตามราคาตลาด (Market Capitalization — Marketcap

ทั้งหมดนี่ล่ะครับคอนเซปต์หลัก ๆ ของหุ้น เวลาซื้อหุ้น เราก็จะได้เป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในกิจการตามสัดส่วนที่ถือหุ้น เวลาบริษัทได้กำไร เราก็ได้เป็นเจ้าของกำไรบริษัทตามสัดส่วนดังกล่าว ถ้าจ่ายกำไรออกมาเรียกว่าจ่ายเงินปันผล เราก็ได้เงินปันผลตามสัดส่วนหุ้นที่เราถือ แถมหุ้นนั้นเราก็เอาไปขายแลกเปลี่ยนได้ด้วย ซึ่งประเด็นนี้ล่ะครับ ทำให้เกิดตลาดหุ้นขึ้นมา

2. แนวคิดเกี่ยวกับตลาด หุ้น

วัตถุประสงค์ของตลาดหุ้น คือมีไว้เพื่อระดมทุนให้บริษัทต่าง ๆ ขยายงานขยายกิจการได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการที่เจ้าของบริษัทเดิม นำหุ้นบางส่วนมาขาย เอามากระจายให้ประชาชนทั่วไปได้ถือหุ้น แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปขยายกิจการต่อ

สมมติ(อีกแล้ว)ว่า ร้านเสื้อผ้าของเรา ตอนนี้ใหญ่มาก รายได้ขายเสื้อพุ่งเป็นปีละ 500 ล้านบาท กำไรปีละ 50 ล้านบาท ผมกับเพื่อนก็ตกลงกันเอาบริษัทมาระดมทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ (ชื่อจริงของตลาดหุ้น)

โดยอาจยอมลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของทั้งกลุ่มผมและเพื่อนให้ถือหุ้นรวมกันเหลือ 60% หุ้นอีก 40% ขายให้ประชาชนนักลงทุนทั่วไป แต่ร้านของเราจะได้เงินค่าขายหุ้นมา สมมติว่า 100 ล้านบาท เอาไปสร้างโรงงานผลิตเสื้อได้อีก ไม่ต้องไปกู้ด้วย

นี่ล่ะครับตลาดหุ้นที่ว่า ลองนึกถึงตลาดจตุจักรก็ได้ครับ แค่ตลาดหุ้นไม่ได้ขายเสื้อผ้า แต่ขายหุ้น ขายความเป็นเจ้าของกิจการ คนที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทไปแล้วก็เอามาขายได้ ลองนึกภาพเดินเข้าโครงการแล้วเจอร้าน ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ เอไอเอส เซเว่น เซ็นทรัล ฯลฯ เอาหุ้นมาขาย วันนี้อาจจะมีราคาขายหุ้นละ 10 บาท 30 บาท 150 บาทเท่านั้น

โดยหน้าร้านแต่ละเจ้าก็จะมีคำอธิบายบอกว่า บริษัทนี้ทำอะไร ขายอะไร มีกำไรเท่าไหร่ รายได้ปีละกี่ล้าน งบการเงินเป็นอย่างไร ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของบ้าง นโยบายจ่ายปันผลปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะขยายกิจการยังไง ใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลมีเยอะแยะ และจำนวนบริษัทก็มีมากมาย เรามีหน้าที่เลือกบริษัทที่ต่อไปเติบโต กำไรมากขึ้นเรื่อย ๆ ขายของได้มากขึ้น เข้ามาเป็นหุ้นในพอร์ตลงทุนเรา สิ่งเหล่านี้คือหลักพื้นฐานที่สำคัญ

3. หุ้น คือธุรกิจ

คำว่าหุ้นจริง ๆ ค่อนข้างลึกซึ้งนะครับ บนความหมายที่รับรู้แตกต่างกันไป ระหว่างคนที่เป็นนักลงทุนและคนที่ไม่ได้เป็น ในทางกฎหมาย หุ้น ก็คือส่วนทุนของบริษัทที่ถูกแบ่งออกเท่า ๆ กัน เพราะฉะนั้นศัพท์ทางการเงินที่ใช้เรียกหุ้นว่า “ตราสารทุน” ก็เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณซื้อหุ้น คุณก็จะมีสถานะทางการเงินและทางกฎหมายเป็นผู้มีส่วนทุนในบริษัทหรือกิจการนั้น ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่เราควรจะระลึกไว้ตลอดเวลาคือ หุ้นทุกหุ้นที่เราซื้อ มันมีเบื้องหลังเป็น “ธุรกิจ” เสมอ เราไม่ได้ซื้อกระดาษหรือซื้อแค่ตัวย่อภาษาอังกฤษที่มีราคาขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปมาทุกนาที เราซื้อสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริง ๆ

ฟังดูก็ไม่มีอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นรายวัน ไม่ได้มองหุ้นเป็นธุรกิจ พวกเขามองมันสองอย่างไว ๆ คือ มันมีตัวย่อว่าอะไร และราคาตอนนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถามลึกลงไปว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน เชื่อสิครับว่าน้อยคนนักจะตอบได้ ผมยกตัวอย่างหุ้นที่แม้คนไม่ได้ลงทุนก็ต้องรู้จัก อย่าง PTT — ชื่อย่อหุ้นของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

โอเคว่า เวลานักลงทุนจะซื้อหุ้นปตท. ทุกคนจำได้ว่าชื่อย่อมันในตลาดหุ้น คือ PTT แต่ถ้าจะถามคำถามที่ทุกคนพอจะตอบได้ คุณต้องถามว่าตอนนี้มันราคาหุ้นละเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เขาจะหามาให้คุณได้ แต่ถ้าถามว่าไหนลองเล่าโมเดลธุรกิจ ปตท. คร่าว ๆสักสองสามนาทีว่ามันทำกิจการอะไร โครงสร้างรายได้มาจากไหน กำไรของบริษัทจริงๆมาจากหน่วยธุรกิจใด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง? ผมว่าในร้อยคนจะมีคนตอบให้คุณฟังได้และถูกต้องด้วยน้อยมาก ๆ ไม่น่าจะถึง 10 คน

น่าแปลกใจไหมครับว่า พวกเขาเอาเงินหลักหมื่นหลักล้านมาซื้อหุ้นพวกนี้ แต่พวกเขาไม่เคยสละเวลามานั่งศึกษาค้นคว้า หรือทำความเข้าใจเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวว่าทำธุรกิจอย่างไร ทั้ง ๆ ที่กลับกัน เวลาเขาเหล่านี้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมือถือ พวกเขามักจะทำการบ้านกันเป็นอย่างดี เทียบราคา เทียบคุณภาพ หาโปรโมชันที่ดีที่สุด แต่กับหุ้น คนส่วนใหญ่ทำการบ้านน้อยมาก แถมยอมจ่ายแพงกว่าปกติเยอะมากด้วย

4. ตลาด หุ้น ที่คนชอบซื้อของแพง

ตลาดหุ้นอาจเป็นไม่กี่ที่บนโลกเลยมั้งครับ ที่คนเห็นของมีราคาถูกแล้วมักจะเกิดความกลัวไม่กล้าซื้อกัน แต่เห็นราคาหุ้นแพงพุ่งทะยาน ๆ แล้วอยากเข้ามาร่วมวงซื้อเก็งกำไรให้ได้

ในบรรดานักลงทุนระดับตำนานทั้งหลาย ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เสมอว่า หุ้นกับธุรกิจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องยึดโยงกัน Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยพูดว่า ตัวเขาเองเป็นนักลงทุนที่ดีเพราะเข้าใจธุรกิจ และก็ทำได้ดีในธุรกิจเพราะเป็นนักลงทุน และในส่วนของหุ้นนั้น ระยะยาวแล้วก็จะให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ก็มาจากตัวธุรกิจหรือกิจการเบื้องหลังหุ้นตัวนั้นเอง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืม ๆ มันไป

ส่วน Peter Lynch นักลงทุนตำนานของโลกคนหนึ่งได้บอกไว้ว่า แม้มันจะง่ายที่จะลืมก็เถอะ แต่ เบื้องหลังหุ้นทุกตัวคือธุรกิจ (Behind every stock is a company.)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 305.] คุณต้องจำข้อนี้ให้ได้ แล้วคุณจะต่างไปเลยจากนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้น

ปรัชญาที่ว่า หุ้นคือส่วนของธุรกิจ จึงสำคัญ และเบื้องหลังหุ้นทุกตัวมีธุรกิจและกิจการผูกอยู่เสมอ ถ้าจะลงทุนระยะยาวให้ได้ผลตอบแทนดี แนวคิดที่ว่า ซื้อหุ้นคือซื้อธุรกิจ ควรจะเป็นหลักการและทัศนคติที่ยึดมั่นไว้เสมอเวลาลงทุนครับ

ทางเลือกในการลงทุนหุ้น

ถ้าเราอยากซื้อหุ้นที่มีขายในตลาดหุ้น หรือ อยากลงทุนในหุ้น มี 2 ตัวเลือกให้เราลงทุนครับ ระหว่าง
(ก) เปิดบัญชีหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์(โบรกเกอร์)แล้วซื้อขายเอง จัดการ หุ้น เอง
(ข) เปิดบัญชีซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แล้วลงทุนหุ้นผ่าน กองทุนรวม

แล้วมันต่างกันยังไง?

สำหรับ (ก) พอเราเปิดบัญชีหุ้นแล้ว เราก็สามารถเข้าโปรแกรมเช่น Streaming เข้าไปเลือกซื้อหุ้น หรือจะโทรศัพท์หามาร์เก็ตติ้งให้เขาซื้อให้ก็ได้ครับ ถ้าเราซื้อหุ้นแบบนี้ หุ้นจะถูกระบุเป็นชื่อเรา เช่น ถ้าผมซื้อหุ้น หุ้นก็จะระบุว่า นาย Bear Investor ถือหุ้นอยู่ เราจะเลือกซื้อเลือกขายหุ้นอะไรยังไงก็ตามสบายยย แต่แนะนำว่าควรจะศึกษาให้ดี เพราะขาดทุนเอง กำไรเอง เล่นเอง ลงทุนเอง เจ็บและชินไปเอง

ส่วน (ข) อันนี้เราซื้อกองทุนหุ้นแทน กองทุนก็คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่รวมเงินของนักลงทุนหลายๆคนมารวมกัน แล้วเอาไปลงทุนตามนโยบายกองทุน เช่น ที่เราจะซื้อคือกองทุนหุ้น กองทุนก็จะเอาเงินไปซื้อหุ้น โดยมีคนที่เรียกว่าผู้จัดการกองทุนซื้อขายหุ้นให้เราแทน เรามีหน้าที่ตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน นโยบายลงทุนอย่างไร หน้าที่เลือกหุ้นอยู่ที่ผู้จัดการกองทุนครับ หุ้นที่กองทุนถือก็จะอยู่ในชื่อกองทุนเป็นเจ้าของไม่ใช่เรา (แต่เราก็เป็นเจ้าของกองทุนอยู่ดี) สิ่งที่เราจะได้เมื่อซื้อกองทุนคือ หน่วยลงทุน (Unit) กำไรก็จะมาจากการที่ราคาหน่วยลงทุน (NAV) สูงขึ้น  ซึ่งจะสูงขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากกองทุนมีกำไรครับ (อาจจะมาจากกองทุนขายหุ้นที่ถือได้กำไรหรือถือหุ้นแล้วหุ้นราคาขึ้นไปเรื่อยๆ)

ข้อดีข้อเสียหลักๆในแต่ละทางเลือกมีประมาณนี้ครับ

  1. เรื่องการเลือกหุ้น ถ้าเราลงทุนเอง เราจะลงทุนในหุ้นตัวไหนลงทุนยังไงก็ได้ ฝุ่นตลบตีลังกาพลิกแพลง ซื้อหุ้นที่คนไม่รู้จัก ซื้ออะไรก็ได้ แต่กองทุนรวมนั้น เราปล่อยหน้าที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้น เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ จะไปบอกว่าฉันชอบหุ้นตัวนี้ คุณต้องซื้อเข้ากองทุนนะ อันนี้ทำไม่ได้ แต่หุ้นที่กองทุนจะเลือกต้องอยู่ในขอบเขตของนโยบายกองทุน เช่น มีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดเล็ก กองทุนก็ไม่สามารถซื้อหุ้นขนาดใหญ่ได้ แล้วก็จะมีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น กลต. คอยออกกฎเกณฑ์กำกับในภาพใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้นถ้าจะซื้อกองทุนเราควรจะศึกษานโยบายกองทุน วิธีลงทุน แล้วก็ใส่เงินลงทุนพอครับ ติดตามห่างๆอย่างห่วงๆ แต่ถ้ากรณีลงทุนหุ้นเองอันนั้นเราต้องศึกษาและดูแลหุ้นที่เราจะซื้อขายหรือถือด้วยตัวเอง
  2. ค่าใช้จ่าย กองทุนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเป็นค่าบริหารกองทุนหรือค่าจ้างซึ่งจะเก็บทุกๆวันครับ จะอยู่ประมาณระหว่าง 0.5-2.5% ต่อปี ซึ่งจะไปหักลบออกจากผลตอบแทนที่ทำได้ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ควรจะศึกษาเอาไว้ครับ (ตามบทความนี้) ทุกบาททุกสตางค์ต้องดูให้คุ้ม แต่หุ้นนั้นถ้าเราเปิดพอร์ตลงทุนเอง แต่ละปีไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรครับ ถือยาวไม่ซื้อไม่ขายไป 10 ปียังได้เลย แต่ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นต้องเสียค่าคอม (commission) ให้กับทางโบรกเกอร์ ซึ่งจำง่ายๆ คือปกติซื้อหุ้นทุก 1 หมื่นบาท เสียค่าคอม 15-25 บาทครับ (บางโบรกที่เรียกว่าดิสเคาท์อาจจะเก็บน้อยกว่านี้ เช่น 7-10 บาทแต่ไม่มีบริการบางอย่าง) ส่วนกองทุนบางทีก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายครับ (Load) เช่น มีค่าธรรมเนียมซื้อกองทุนขาเข้า 1% ถ้าลงทุน 10,000 บาท จะโดนหักค่าธรรมเนียมไป 100 บาท เงินไปลงทุนจริงๆเหลือ 9,900 บาทเท่านั้น
  3. เวลา ถ้าเราลงทุนเอง เราต้องสละเวลามาศึกษาหุ้น มาวิเคราะห์ มาซื้อขาย แต่ถ้าลงทุนในกองทุนหุ้น เราไม่จำเป็นต้องไปศึกษาหุ้นเอง หน้าที่คือเลือกกองทุนฝีมือดีสักกองที่เราชอบแล้วลงทุนในระยะยาวๆ คอยตรวจสอบรายงานรายเดือน ว่าเขาลงทุนหุ้นอะไร ทุกปีก็อ่านรายงานประจำปีทีนึง ซึ่งใช้เวลาไม่มาก ทำให้เวลาลงทุนกองทุน เราประหยัดเวลาเอาไปพัฒนางานประจำได้ค่อนข้างมากกว่าครับ

ท้ายที่สุดก็แล้วแต่ แต่ละคนครับว่าจะเลือกลงทุนหุ้นแบบไหน ลงทุนเองนั้นก็มีข้อดีหลายอย่าง ส่วนถ้าลงทุนในกองทุนรวมก็ดีเหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้น ไม่รู้เรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดีๆแล้วถือลงทุนยาวๆ มั่นใจได้ครับว่าผลตอบแทนก็ดีในระดับที่น่าประทับใจแน่ๆ แถมเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะ

แต่โลกนี้บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรแค่อย่างเดียวครับ เอาจริงๆแล้วเราเลือกสองอย่างได้ ทั้งลงทุนเองไปด้วย ทั้งซื้อกองทุนดีๆคู่กันไปด้วย ไม่มีกฎข้อไหนห้ามเรา (โดยส่วนตัวผมก็ทำแบบนั้น)

การลงทุนนั้นมีหลายทางให้ดีไซน์สไตล์ชีวิตตัวเองครับ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีฐานะการเงินที่ดี มีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต จะต้องลงทุนในหุ้นรายตัวไหม ผมบอกได้เลยว่า “ไม่จำเป็น” ตลาดหุ้นนั้น จะลงทุนให้เรียบง่าย ลงทุนพวกกองทุนรวมทั้งหลายแล้วเอาเวลาไปพัฒนารายได้ศักยภาพตัวเอง โอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนมีสูงมากแค่มีวินัยและทัศนคติคู่ไปกับการลงทุนระยะยาวให้ได้ แต่ถ้าอยากลงทุนหุ้นรายตัว ผมพูดได้เลยว่าคุณต้องตั้งใจ ต้องสละเวลา ต้องทุ่มเท ต้องศึกษามันอย่างหนักมาก ในตลาดหุ้นไม่มีคำว่าง่ายครับ (เพราะถ้าง่ายใครๆก็จะควรจะรวยกันไปหมดแล้ว) และแน่นอนว่าหนทางสู่ 100 ล้าน 1,000 ล้านไม่ได้มีทางเดียวครับ และถ้าสมมติเราไปถึงแล้ว ก็คงไม่มีใครถามหรอกว่าคุณลงทุนหุ้นเองหรือคุณลงทุนด้วยกองทุนรวมคุณถึงมีเงินเท่านี้ แต่กว่าจะไปถึงฐานะการเงินที่ว่า มันไม่มีทางลัดครับ เลือกวิธีที่เหมาะที่สุดกับตัวเองแล้วก็ลงทุน ศึกษา เชื่อมั่นและลงมือทำครับ

ลงทุน หุ้น ทางเลือกระหว่างซื้อเองกับกองทุนรวม

ลงทุน หุ้น ทางแยกที่นักลงทุนต้องเผชิญ

ถ้าเราอยาก ลงทุน “หุ้น” ที่มีขายในตลาดหุ้น หรือ ซื้อหุ้น มี 2 ตัวเลือกให้เราลงทุนครับ ระหว่าง
(1) เปิดบัญชีหุ้นกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) แล้วซื้อขายเอง เราจัดการ หุ้น เอง
(2) เปิดบัญชีกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น แล้วลงทุนหุ้นผ่าน กองทุนรวม

แล้วมันต่างกันยังไง?

สำหรับ (1) พอเราเปิดบัญชีหุ้นแล้ว เราก็สามารถเข้าโปรแกรมเช่น Streaming ของ Settrade เข้าไปเลือกซื้อ หรือ ลงทุน หุ้น หรือจะโทรศัพท์หามาร์เก็ตติ้งผู้ดูแลบัญชีให้เขาซื้อให้ก็ได้ครับ ถ้าเราซื้อหุ้นแบบนี้ หุ้นจะถูกระบุเป็นชื่อเรา เช่น ถ้าผมซื้อหุ้น หุ้นก็จะระบุว่า นาย Bear Investor ถือหุ้นอยู่ เราจะเลือกซื้อเลือกขายหุ้นอะไรยังไงก็ตามสบาย แต่แนะนำว่า ควรจะศึกษาให้ดี เพราะขาดทุนเอง กำไรเอง เล่นเอง ลงทุนเอง เจ็บและชินไปเอง

ส่วน (2) อันนี้เราซื้อกองทุนหุ้นแทน กองทุนรวมก็คือผลิตภัณฑ์ทางการเงินอย่างหนึ่ง ที่ทำการรวมเงินของนักลงทุนหลาย ๆ คน เอาไปลงทุนตามนโยบายกองทุน เช่น ที่เราจะซื้อคือกองทุนหุ้น กองทุนก็จะเอาเงินไปซื้อหุ้น โดยมีคนที่เรียกว่า ผู้จัดการกองทุน (fund managers) ซื้อขายหุ้นให้เราแทน เรามีหน้าที่ตัดสินใจเลือกว่าจะลงทุนในกองทุนไหน นโยบายลงทุนอย่างไร หน้าที่เลือกหุ้นอยู่ที่ผู้จัดการกองทุนครับ หุ้นที่กองทุนถือก็จะอยู่ในชื่อกองทุนเป็นเจ้าของไม่ใช่ชื่อเรา (แต่เราก็เป็นเจ้าของกองทุนอยู่ดี) สิ่งที่เราจะได้เมื่อซื้อกองทุนคือ หน่วยลงทุน (Unit) กำไรก็จะมาจากการที่ ราคาหน่วยลงทุน (NAV) สูงขึ้น  ซึ่งจะสูงขึ้นได้ก็ต้องเกิดจากกองทุนมีกำไรครับ (อาจจะมาจากการที่กองทุนขายหุ้นที่ถือแล้วได้ราคาสูงกว่าตอนที่กองทุนซื้อมา หรือกองทุนถือหุ้นแล้วหุ้นราคาขึ้นไปเรื่อย ๆ หรือกองทุนได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่กองทุนถือ)

2waysstocks

I. ข้อดีข้อเสียในแต่ละทางเลือก ลงทุน หุ้น 

(1) เรื่องการเลือกหุ้น

ถ้าเราลงทุนเอง เราจะลงทุนในหุ้นตัวไหนลงทุนยังไงก็ได้ ฝุ่นตลบตีลังกาพลิกแพลง ซื้อหุ้นที่คนไม่รู้จัก ซื้ออะไรก็ได้ แต่กองทุนรวมนั้น เราปล่อยหน้าที่ให้ผู้จัดการกองทุนเป็นคนเลือกหุ้น เราไม่สามารถเข้าไปยุ่งได้ จะไปบอกว่า ฉันชอบหุ้นตัวนี้ คุณต้องซื้อเข้ากองทุนนะ อันนี้ทำไม่ได้ แต่หุ้นที่กองทุนจะเลือกลงทุนจะต้องอยู่ในขอบเขตของนโยบายกองทุน เช่น หากกองทุนที่เราซื้อมีนโยบายลงทุนหุ้นขนาดเล็ก กองทุนก็ไม่สามารถซื้อหุ้นขนาดใหญ่ได้ แล้วก็จะมีหน่วยงานกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) คอยออกกฎเกณฑ์กำกับในภาพใหญ่อีกชั้นหนึ่ง ดังนั้น ถ้าจะซื้อกองทุนเราควรจะศึกษานโยบายกองทุน วิธีลงทุน แล้วก็ใส่เงินลงทุนพอครับ ติดตามอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ แต่ถ้าเป็นกรณีที่เราลงทุนหุ้นเอง อันนั้นเราต้องศึกษาและดูแลหุ้นที่เราจะซื้อขายหรือถือด้วยตัวเอง

(2) ค่าใช้จ่าย 

กองทุนนั้นจะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บเป็นค่าบริหารกองทุนหรือค่าจ้างซึ่งจะเก็บทุก ๆ วันครับ จะอยู่ประมาณระหว่าง 0.5-2.5% ต่อปี ซึ่งจะไปหักลบออกจากผลตอบแทนที่ทำได้ ค่าใช้จ่ายตรงนี้ควรจะศึกษาเอาไว้ครับ (ตามบทความนี้) ทุกบาททุกสตางค์ต้องดูให้คุ้ม เพราะค่าใช้จ่ายคือสิ่งที่ลดผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ แต่ถ้าเราเปิดพอร์ตลงทุนซื้อขายหุ้นเอง แต่ละปีจะไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรครับ เราจะถือยาว ไม่ซื้อไม่ขายไป 10 ปียังได้เลย

หากแต่ทุกครั้งที่ซื้อหุ้นต้องเสียค่าคอม (commission) ให้กับทางโบรกเกอร์ ซึ่งจำง่าย ๆ คือ ปกติซื้อหุ้นทุก 1 หมื่นบาท เสียค่าคอม 15-25 บาทครับ (บางโบรกที่เรียกว่า discount broker อาจจะเก็บน้อยกว่านี้ เช่น 7-10 บาทแต่ไม่มีบริการบางอย่างให้กับนักลงทุน เช่น ไม่มีผู้ดูแลบัญชีให้) ส่วนกองทุนบางทีก็จะมีค่าใช้จ่ายที่เรียกว่าค่าธรรมเนียมซื้อขายครับ (Load) เช่น มีค่าธรรมเนียมซื้อกองทุนขาเข้า 1% ถ้าลงทุน 10,000 บาท จะโดนหักค่าธรรมเนียมไป 100 บาท เงินไปลงทุนจริง ๆ จะเหลือ 9,900 บาทเท่านั้น

(3) เวลา

ถ้าเราลงทุนเอง เราต้องสละเวลามาศึกษาหุ้น มาวิเคราะห์ มาซื้อขาย แต่ถ้าลงทุนในกองทุนหุ้น เราไม่จำเป็นต้องไปศึกษาหุ้นเอง หน้าที่คือเลือกกองทุนสักกองที่เราชอบแล้วลงทุนระยะยาว บางคนอาจจะคอยตรวจสอบรายงานรายเดือน ทุกปีก็อ่านรายงานประจำปีทีนึง ซึ่งใช้เวลาไม่มาก ทำให้เวลาลงทุนกองทุน เราประหยัดเวลาเอาไปพัฒนางานประจำได้ค่อนข้างมากกว่าการลงทุนหุ้นเองครับ

II. ประเด็นที่พึงระลึกในการเลือก ลงทุน หุ้น 

ท้ายที่สุดก็แล้วแต่ ๆ ละคนครับว่าจะเลือกลงทุนหุ้นแบบไหน ลงทุนในกองทุนรวมก็ดีเหมือนกันโดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีเวลาศึกษาหุ้น ไม่รู้เรื่องการลงทุนสักเท่าไหร่ การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นดี ๆ แล้วถือลงทุนยาว ๆ มั่นใจได้ครับว่า ผลตอบแทนที่ได้รับในอนาคตก็น่าจะดีในระดับที่น่าประทับใจ แถมเอาเวลาไปทำอะไรอย่างอื่นได้อีกเยอะ

อย่างไรก็ดี โลกนี้บางทีก็ไม่จำเป็นต้องเลือกอะไรแค่อย่างเดียวครับ เอาจริง ๆ แล้วเราเลือกสองอย่างได้ ทั้งลงทุนเองไปด้วย ทั้งซื้อกองทุนดี ๆ คู่กันไปด้วย ไม่มีกฎข้อไหนห้ามเรา

การลงทุนหุ้นนั้นมีหลายทางให้เราออกแบบเส้นทางชีวิตตัวเองครับ ถ้าจะให้ประสบความสำเร็จในการลงทุน มีฐานะการเงินที่ดี มีอิสรภาพทางการเงินในอนาคต จะต้องลงทุนในหุ้นรายตัวไหม ผมบอกได้เลยว่า “ไม่จำเป็น” ตลาดหุ้นนั้น จะลงทุนให้เรียบง่าย ลงทุนผ่านพวกกองทุนรวมทั้งหลาย แล้วเอาเวลาไปพัฒนารายได้ศักยภาพตัวเอง โอกาสประสบความสำเร็จในการลงทุนด้วยการทำแบบนี้ก็มีสูงมาก แต่ต้องมีวินัยและทัศนคติที่ดีควบคู่ไปกับการลงทุนระยะยาวให้ได้

แต่ถ้าอยากลงทุนหุ้นรายตัว ผมพูดได้เลยว่าคุณต้องตั้งใจ! ต้องสละเวลา ต้องทุ่มเท ต้องศึกษามันอย่างหนักมาก ผู้จัดการกองทุนในตำนานอย่าง Peter Lynch ถึงกับเตือนว่า “การเล่นหุ้นเป็นงานอดิเรกที่มีอำนาจทำลายล้างสูง“[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 12.] และในตลาดหุ้นไม่มีคำว่าง่ายครับ เพราะถ้ามันง่ายใคร ๆ ก็จะควรจะรวยกันไปหมดแล้ว 

โดยสรุปก็คือ แน่นอนว่าหนทางสู่ 100 ล้าน 1,000 ล้านไม่ได้มีทางเดียวครับ และถ้าสมมติเราไปถึงแล้ว ก็คงไม่มีใครถามหรอกว่า คุณลงทุนหุ้นเอง หรือคุณลงทุนด้วยกองทุนรวม คุณถึงมีเงินเท่านี้ แต่กว่าจะไปถึงฐานะการเงินที่ว่า มันไม่มีทางลัดครับ เลือกวิธีที่เหมาะที่สุดกับตัวเองแล้วก็ลงทุน ศึกษา เชื่อมั่น และลงมือทำครับ

แนะนำ: ทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้น