คลังเก็บหมวดหมู่: Stocks

P/E, P/BV, DIV Yield ตลาดหุ้นไทยย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี, ปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง P/E, P/B, Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

  • P/E (Price/Earning) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าวๆคือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า แนะนำให้อ่านบทความเก่าจะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี 
  • P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ(หรือก็คืออัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น)” ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อยๆครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียวเพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง (มองให้ลึกไปอีก ROE—Return on Equity อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value = 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE นั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ก็จะลดจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อยๆ)
  • Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทั้ง SET วันนี้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)

ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E, P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมากคือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ยซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ


(1) P/E

PE-1975-2015

P/E นี่ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ ช่วงแดงๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่าแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1,500-1,700 จุด) และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณสองสามร้อยจุดแทน, อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1,650 จุด (P/E ประมาณ 20) และก็ตกหนักอีกรอบครับ ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมากๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่าโดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้นตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริงๆคือช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง (ก่อนปี 1997) และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย (ตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1,650 จุด) ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจคือ ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งครับ แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลังๆ 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


จริงๆมันอาจจะบ่งบอกได้ระดับหนึ่งนะครับว่าในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B, Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราควรใช้ยิ่งอนุรักษ์นิยมก็จะดูปลอดภัยกว่ามาก ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E—12.5, P/B—1.84, Dividend Yield —3.37%

สรุป

ลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E 21.84, P/B1.85, Dividend Yield3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่านักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

  1. นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน
  2. นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อยๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูกๆเพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป (บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี) เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด เพราะคำถามคือถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร? หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนตรงนี้สูงไปครับ มีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อยๆดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อยๆ
  3. คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป แต่สำหรับท่านที่ยืดหยุ่นแบบบวกลบสัดส่วนได้นิดหน่อย เช่น ลงทุนแบบโปรเจกต์ B —Project “B” : Earning Yield Gap Asset Allocation 70/30 อันนี้ก็สามารถนำไปคำนวณสัดส่วนลงทุนได้ครับผม

“The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” — John Maynard Keynes

ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน สนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลักครับผม

P/BV – DIV Yield – PE ตลาดหุ้นไทย ย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี ในปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง PE ตลาดหุ้นไทย ทั้ง P/B และ Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง

เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

P/E (Price/Earning) เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าว ๆ คือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า ผมแนะนำให้อ่านบทความเก่า ๆ จะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี

P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ” (หรือก็คืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อย ๆ ครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง

มองให้ลึกไปอีก ROE (Return on Equity) หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value เท่ากับ 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE เท่านั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ ระดับของ ROE ก็จะลดลงจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อย ๆ ผกผันกับราคาที่เราจ่ายแพงขึ้น

Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทุกตัวทั้ง SET วันนี้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)


ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในแต่ละรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E กับ P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมาก คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ

(1) PE ตลาดหุ้นไทย

PE-1975-2015

สำหรับ P/E นี้ ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ

ช่วงแดง ๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่า มันแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็คือ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1500-1700 จุด)

และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณ 200-300 จุดแทน

อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1650 จุด (P/E ประมาณ 20) และตลาดหุ้นในเวลาต่อมาก็ตกหนักอีกรอบครับ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับ PE ตลาดหุ้นไทย

ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมาก ๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่า โดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้น ตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริง ๆ คือ ช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือก่อนปี 1997

และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย อันตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1650 จุด

ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจก็เพราะว่า ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน

ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่า ต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลัง ๆ ปี 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย

ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


บทสรุป

ในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B หรือค่า Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราจะใช้ยิ่งควรที่จะต้องใช้เลขแบบอนุรักษ์นิยมเพื่อจะได้ดูปลอดภัยกว่า ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E — 12.5P/B — 1.84Dividend Yield — 3.37%

เมื่อลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E — 21.84, P/B— 1.85, Dividend Yield — 3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่า นักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับของผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

(ก) นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน

(ข) นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อย ๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้ จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูก ๆ เพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี

เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด

เพราะคำถามคือ ถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร?

หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนการผิดพลาดตรงนี้สูงไปครับ ควรมีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ

(ค) คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป

ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องระวังอย่างที่ John Maynard Keynes เคยเตือนว่า “The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก

นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน จึงควรสนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลัก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนจะต้องมี “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” อย่างแน่วแน่ครับ

CANSLIM – William J. O’Neil

CANSLIM (How to make money in stocks) เขียนโดย William J. O’Neil ซึ่งมีแปลไทยนะครับ ผมเคยอ่านจบก็พบว่า เป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว คนที่น่าจะนำไปใช้ได้ดีคือ นักลงทุนสายเทคนิคที่อ่านกราฟได้ แต่เบื้องหลังแนวคิดของผู้เขียน แฝงไปด้วยปัจจัยพื้นฐานแน่น และการเขียนมีสไตล์ อ่านแล้วค่อนข้างสนุกครับ ใครสนใจลองอ่านดู ผมแนะนำเลย ข้อระวังคือมีศัพท์เทคนิคการลงทุนเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะศัพท์เกี่ยวกับแนวกราฟ อ่าน ๆ ไปอาจสะดุดได้ครับสำหรับมือใหม่

quote-my-philosophy-is-that-all-stocks-are-bad-there-are-no-good-stocks-unless-they-go-up-william-o-neil-106-69-33
credit picture : http://www.azquotes.com/author/63079-William_O_Neil

วิธีลงทุนของ O’Neil จะเน้นการดูชาร์ตอ่านกราฟแล้วก็ใช้สูตรหลักคือ CANSLIM (7ตัวย่ออักษร) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของตลาด แรงผลักของนักลงทุนสถาบัน การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฯลฯ แต่ทัศนคติที่ผมชอบมากที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ปฏิเสธโชคดีในตลาดหุ้น เพราะมันไม่มีความสำเร็จข้ามคืนในการลงทุนแน่นอน ใครที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นและรู้จักแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในนักลงทุนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีวินัยและไม่ใส่ใจกับการลงทุน ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับการซื้อขาย และเข้ามาลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีหลักการ พวกเขามองว่า การลงทุนมีความเสี่ยงคล้าย ๆ การพนัน ซึ่งนั่นล่ะ เวลาผ่านไป นักลงทุนกลุ่มนี้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก

ยกตัวอย่างวิธีลงทุนของเขาที่น่าสนใจอันหนึ่ง เมื่อ O’Neil ได้คัดหุ้นด้วยวิธีของตนแล้ว เขาจะปล่อยให้มันวิ่งทำกำไรไปประมาณ 25% แล้วขายทิ้ง ในขณะเดียวกันก็มีระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ 7-8% ถ้าสมมติเราใช้วิธีนี้ตามแบบ O’Neil  เมื่อเราซื้อหุ้นมาในราคา 100 บาท ถ้าหุ้นตกเหลือ 92-93 บาท เราจะต้องขายทิ้งในทันทีแบบไม่มีข้ออ้างและไม่มีการบ่น ซึ่งอันนี้นี่ล่ะที่ยากสำหรับนักลงทุนทั่วไปที่มักจะถูกอารมณ์ของตนเองเข้าครอบงำ

O’Neil ได้อธิบายถึงคนส่วนใหญ่ที่เอาอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องในระบบเทรดโดยเห็นว่า นักลงทุนที่ได้ซื้อหุ้นมาผิดพลาด พวกเขาจะทนขาดทุนไปเรื่อย ๆ โดยหวังว่าสักวันราคามันจะกลับมาเท่าทุนที่ซื้อแล้วจึงค่อยขายทิ้ง ซึ่งบ่อยครั้งที่หุ้นตัวนั้นมันจะตกลงไปและราคาไม่กลับมา ณ จุดเดิมอีกเลย แล้วนักลงทุนก็จะขาดทุนอย่างถาวรในท้ายที่สุด

วิธีลงทุนของ O’Neil ในเรื่องระบบเทรดมีจุดขาดทุนหรือจุดขายทำกำไรก็มีเหตุผลในตัวมัน นักลงทุนต่อให้เซียนเหยียบเมฆขนาดไหนก็มีการลงทุนที่ผิดพลาดกันได้ คำพูดของนักลงทุนชั้นเอกหลายท่านก็คือ การทำกำไรในระยะยาวคุณจะต้องถูกอย่างน้อย 4 ใน 10 ครั้ง นั่นเป็นการเพียงพอแล้ว หากแต่สำคัญที่ว่า “เวลาขาดทุนจะต้องขาดทุนนิดหน่อยแต่เวลาได้กำไรต้องได้กำไรก้อนใหญ่มโหฬาร

วิธีการตัดขาดทุนจึงเป็นวิธีในการรักษาไว้ซึ่งเงินต้น และต้องเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้ซื้อหุ้นมั่ว ๆ ซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วพอขาดทุน -7% ก็ขายทิ้ง หุ้นที่จะซื้อเข้ามาต้องผ่านตะแกรงการคัดหุ้นชั้นดีแล้ว แต่แม้ร่อนผ่านตะแกรงการคัดมาดีแค่ไหนก็อาจเกิดความผิดพลาดได้ ถ้าเลือกมา 5 ตัวแล้วถูกต้อง 2 ตัวแต่ทั้งสองตัวนั้นได้กำไรราคาทะยานขึ้น 2 เท่า แม้อีก 3 ตัวจะขาดทุนและถูกตัดทิ้งที่ราคา -7% ทั้งหมด ก็ยังถือได้ว่าในภาพรวมนั้นถือเป็นผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ อยู่

O’Niel ได้แนะนำนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนกองทุนรวมด้วย (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง) โดยในหนังสือ Canslim พูดถึงความผิดพลาด 5 อย่างของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่คนทำมากที่สุด ได้แก่

(1) ล้มเหลวที่จะอยู่เฉย ๆ และถือครองมันนาน ๆ (15-20 ปีขึ้นไป) — พูดง่าย ๆ คือ การขาดความอดทนและไร้ซึ่งวินัย

(2) ชอบซื้อกองทุนที่มีผลงานอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา — สถิติบอกเราว่าพวกนั้นจะตกไปท้าย ๆตาราง หรือทำผลตอบแทนไม่ดีในปีหรือสองปีถัดมา

(3) โดนผลกระทบจากข่าวระยะสั้นมากไป  — ชอบตกใจขายทิ้ง มีความเชื่อว่าตัวเองทำนายตลาดได้

(4) ชอบสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยเกินไป  — เพราะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ง่าย ๆ ในการซื้อถูกแล้วขายแพง ส่วนมากจะทุ่มซื้อตอนตลาดหุ้นแพง แล้วตัดใจหดหู่ขายมันถูก ๆ ตอนที่ตลาดหุ้นตกมาหนักแล้ว

(5) หมดความอดทนและเสียความมั่นใจเร็วเกินไป 

มีใครที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วทำแบบนี้บ้างเอ่ย? คุณเตรียมตัวที่จะได้ผลตอบแทนแย่ ๆในอนาคตหรือยัง? เพราะมันจะมาแน่นอน ใครรู้ตัวว่าเป็นแบบนี้ ต้องรีบเปลี่ยนแนวทางลงทุนและแก้ไขพฤติกรรมครับ

เขาอธิบายว่า คนทุกคนควรมีบ้าน เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ และต้องเป็นเจ้าของหุ้นโดยเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเอง หรือวิธีที่ง่ายกว่าคือซื้อกองทุนรวม หากแต่จะต้องลงทุนระยะยาว โดยคำถามที่ว่าลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้นจะต้องนานเแค่ไหน ตอบได้เลยว่าต้อง 15-20 ปีขึ้นไป ซึ่งนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะทำผิดพลาดในการลงทุนกองทุนหุ้น เนื่องจากนักลงทุนได้สร้างความล้มเหลวจากการที่ไม่สามารถจะอยู่เฉย ๆ และถือครองกองทุนหุ้นได้นาน ๆ

กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มันแย่สำหรับคนหลายคนเพราะพวกเขาจัดการมันไม่ดี

คำแนะนำที่เรียบง่ายก็คือ “ซื้อแล้วก็นั่งลง” เนื่องจากการซื้อกองทุนรวมหุ้น คุณจะต้องอยู่กับมันไปอีก 10-20 ปี คุณถึงจะได้เงินมหาศาลจากการถือครองมัน การนั่งเฉย ๆ ผ่านตลาดหุ้นที่ผันผวน หุ้นตกหุ้นขึ้น โดยไม่ต้องไปทำอะไรมาก จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ

เหตุผลประกอบของเขาก็คือ กองทุนรวมจะประกอบด้วยหุ้นหลาย ๆ ตัว อาจจะถึง 100 ตัว ซึ่งหุ้นที่เยอะขนาดนั้นก็คือ คุณกำลังซื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น หุ้นฟื้น กองทุนพวกนี้จะกลับมา แต่อย่างไรก็ดี O’Neil ชอบกองทุนหุ้นเติบโต เพราะหุ้นที่เติบโตมันจะกลับมาแล้วราคาสูงกว่าเดิม ซึ่งเขาแนะนำอีกว่า ถ้ากองทุนที่ซื้อมีการกระจายตัวของบริษัทที่เติบโตดี ๆ คุณควรจะซื้อเพิ่มด้วยซ้ำตอนที่ตลาดหุ้นมันตกหนัก ๆ

อีกเรื่องหนึ่งคือเขาบอกว่า นักลงทุนไม่เข้าใจระหว่าง หลักการลงทุนหุ้น กับ การลงทุนกองทุนหุ้น เพราะราคาของหุ้น 1 ตัวสามารถลงไปจนถึง 0 บาทได้ แต่กองทุนที่มีการถือหุ้นหลายตัวมันไม่สามารถตกลงไปหนักขนาดนั้น ดังนั้น เมื่อลงทุนกองทุนหุ้นแล้วให้พยายามนั่งเฉย ๆ อย่าไปคิดอะไรมากถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว ต้องมองข้ามความผันผวนระยะสั้นให้ได้ครับ

อนึ่ง ข้อควรระวังอีกอย่างที่ผมคิดได้เวลาอ่านหนังสือของนักลงทุนที่มีวิธีลงทุนแตกต่างกันไปจากวิธีที่คุณลงทุน อาทิ คุณเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม คุณเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่า หรือแม้กระทั่งอ่านในสายเดียวกัน เวลาอ่านหนังสือ เช่น ของ O’Neil ซึ่งมีหลักการต่างออกไป คุณจะต้องแม่นยำและเข้าใจในหลักการลงทุนของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะตีกันครับ แล้วระบบการลงทุนของคุณจะเสีย แต่ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คุณจะได้รับความรู้ใหม่ ๆ ที่เปิดโลกมุมมองการลงทุน ส่วนมากนักลงทุนแม้จะใช้วิธีต่างกัน ใช้เครื่องมือต่างกัน แต่ในลักษณะสำคัญเชิงพฤติกรรมการลงทุน เช่น ความมีวินัย ความพยายาม ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความอดทน ฯลฯ พวกนี้จะคล้ายกันครับ นักลงทุนควรจะสนใจที่ประเด็นตรงนี้มากกว่า

William J. O’Neil

quote-my-philosophy-is-that-all-stocks-are-bad-there-are-no-good-stocks-unless-they-go-up-william-o-neil-106-69-33
credit picture : http://www.azquotes.com/author/63079-William_O_Neil

หนังสือ CAN SLIM (How to make money in stocks) มีแปลไทยนะครับ เคยอ่านจบก็พบว่าเป็นหนังสือที่ค่อนข้างดีมากทีเดียว คนที่น่าจะนำไปใช้ได้ดีคือนักลงทุนสายเทคนิคที่อ่านกราฟได้ แต่เบื้องหลังแนวคิดของผู้เขียน (William J. O’Neil) แฝงไปด้วยปัจจัยพื้นฐานแน่น และการเขียนมีสไตล์ อ่านแล้วค่อนข้างสนุกครับ ใครสนใจลองอ่านดูครับ ผมแนะนำเลย (ข้อระวังคือมีศัพท์เทคนิคการลงทุนเยอะไปหน่อย โดยเฉพาะศัพท์เกี่ยวกับแนวกราฟ อ่านๆไปอาจสะดุดได้ครับ สำหรับมือใหม่)


วิธีลงทุนของเขาจะเน้นการดูชาร์ตอ่านกราฟแล้วก็ใช้สูตรหลักคือ
CANSLIM (7ตัวย่ออักษร) ซึ่งประกอบด้วยแนวคิดเกี่ยวกับผู้นำของตลาด, แรงผลักของนักลงทุนสถาบัน, การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ฯลฯ แต่ทัศนคติที่ผมชอบมากที่สุดคือ เขาเป็นคนที่ปฏิเสธโชคดีในตลาดหุ้น “ไม่มีความสำเร็จข้ามคืนในการลงทุนแน่นอน” ใครที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนต้องทำงานหนัก มุ่งมั่นและรู้จักแก้ไขปรับปรุงข้อผิดพลาดตัวเอง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีในนักลงทุนส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีวินัยและไม่ใส่ใจกับการลงทุน ไม่มีกฎเกณฑ์กำกับการซื้อขายและเข้ามาลงทุนหุ้นรายตัวโดยไม่มีหลักการ พวกเขามองว่าการลงทุนมีความเสี่ยงคล้ายๆการพนัน ซึ่งนั่นล่ะ เวลาผ่านไป นักลงทุนกลุ่มนี้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียเงินที่อุตส่าห์หามาอย่างยากลำบาก

 

    ยกตัวอย่างวิธีลงทุนของเขาที่น่าสนใจอันหนึ่งของ O’Neil ที่เมื่อคัดหุ้นที่ลงทุนตามวิธีของเขาได้แล้ว เขาจะปล่อยให้มันวิ่งทำกำไรประมาณ 25% ขึ้นไปแล้วขายทิ้ง และมีระบบตัดขาดทุนอัตโนมัติที่ 7-8% ครับ คือถ้าเราใช้วิธีแบบเขา เวลาเราซื้อหุ้นมาในราคา 100 บาท ถ้าหุ้นตกเหลือ 92-93 บาท เราต้องขายทิ้งทันทีไม่มีข้ออ้าง! ไม่มีการบ่น ! ซึ่งอันนี้ล่ะที่ยากจริงๆ นักลงทุนชอบเอาอารมณ์เข้าไปเกี่ยวกับระบบเทรด เขาอธิบายเรื่องจริงในตลาดหุ้นเลยว่า นักลงทุนที่ซื้อหุ้นมาผิดพลาด พวกเขาจะทนถือขาดทุนไปเรื่อยๆ โดยหวังว่าสักวันถ้ามันเท่าทุนที่ซื้อมาจึงค่อยขายทิ้ง ซึ่งหลายครั้งที่มันจะตกลงไปและไม่กลับมาอีกเลยแล้วนักลงทุนก็จะขาดทุนกันถาวร

 

    วิธีที่เขาทำมีเหตุผลในตัวมันครับ นักลงทุนต่อให้เซียนเหยียบเมฆแค่ไหนก็ต้องมีการลงทุนที่พลาดกันได้ คำพูดของนักลงทุนชั้นเอกหลายท่านคือ การทำกำไรในตลาดหุ้นระยะยาวคุณต้องถูกอย่างน้อย 4 ใน 10 ครั้งก็เพียงพอแล้ว สำคัญที่ว่า “เวลาขาดทุนคุณขาดทุนน้อยนิดแต่เวลาได้กำไรคุณได้กำไรก้อนใหญ่มโหฬาร” วิธีตัดขาดทุนที่เขาทำจึงเป็นระบบรักษาเงินต้นไว้นั่นเอง ต้องเข้าใจด้วยว่าเขาไม่ได้ซื้อมั่วๆหุ้นตัวไหนก็ได้แล้วพอขาดทุน 7% ก็ขายทิ้งนะครับ หุ้นพวกนั้นต้องผ่านการคัดด้วยตะแกรงร่อนชั้นดีมาแล้ว เพียงแต่ว่าให้ร่อนมาดี การลงทุนมันก็มีพลาดบ้าง ถ้าเขาเลือกมา 5 ตัว ถูกแค่ 2 ตัวแต่ได้กำไรตัวละ 100% มันก็คุ้มแล้ว แม้อีก 3 ตัวตัดขาดทุนที่ 7% ทั้งหมด



O’Niel ก็ได้แนะนำนักลงทุนรายย่อยในการลงทุนกองทุนรวมด้วย (เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ควรจะลงทุนในตลาดหุ้นด้วยตัวเอง) โดย
ในหนังสือ Canslim พูดถึงความผิดพลาด 5 อย่างของการลงทุนในกองทุนหุ้นที่คนทำมากที่สุด

  1. ล้มเหลวที่จะอยู่เฉยๆและถือครองมันนานๆ (15-20 ปีขึ้นไป) — พูดง่ายๆคือขาดความอดทนและวินัย
  2. ชอบซื้อกองทุนที่มีผลงานอันดับหนึ่งในปีที่ผ่านมา – สถิติบอกเราว่าพวกนั้นจะตกไปท้ายๆตารางหรือทำผลตอบแทนไม่ดีในปีหรือสองปีถัดมา
  3. โดนผลกระทบจากข่าวระยะสั้นมากไป – ชอบตกใจขายทิ้ง มีความเชื่อว่าตัวเองทำนายตลาดได้
  4. ชอบสับเปลี่ยนกองทุนบ่อยเกินไป – เพราะมั่นใจว่าตัวเองทำได้ง่ายๆในการซื้อถูกแล้วขายแพง ส่วนมากจะทุ่มซื้อตอนตลาดหุ้นแพง แล้วตัดใจหดหู่ขายมันถูกๆตอนตลาดหุ้นตก
  5. หมดความอดทนและเสียความมั่นใจเร็วเกินไป 

มีใครที่ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นแล้วทำแบบนี้บ้างเอ่ย? คุณเตรียมตัวที่จะได้ผลตอบแทนแย่ๆในอนาคตหรือยัง—เพราะมันจะได้มาแน่นอน ใครรู้ตัวว่าเป็นต้องรีบเปลี่ยนแนวทางลงทุนและแก้ไขพฤติกรรมครับ

 ลงทุนระยะยาวคือคำตอบสำหรับตลาดหุ้น ถามว่ายาวแค่ไหน ข้อแรกได้ตอบไว้แล้ว นั่นคือ นักลงทุนส่วนใหญ่ทำผิดพลาดมากที่สุดในการลงทุนกองทุนรวมหุ้น เนื่องจาก “ล้มเหลวที่จะอยู่เฉยๆและถือครองมันนานๆ” นานที่ว่า คือ 15-20 ปีขึ้นไปครับ

      ทั้งนี้ผมเจอมุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การลงทุนใน “กองทุนรวมหุ้น” โดยสรุปมาจากการตอบคำถามของ William O’Neil ในหนังสือ Market Wizards โดยผู้สัมภาษณ์ถามว่าการที่กองทุนรวมต้องถือหุ้นทุกช่วงเวลา แม้กระทั่งตอนที่หุ้นตกหนักๆ ทำให้การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเป็นเรื่องที่แย่หรือไม่? โอนีลกลับตอบโดยอธิบายภาพรวมโดยสรุปว่า

กองทุนรวมเป็นหนึ่งในวิธีการลงทุนที่ยอดเยี่ยม”

คนทุกคนควรมีบ้าน เป็นเจ้าของอสังหาฯ และต้องเป็นเจ้าของหุ้น เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเอง หรือวิธีที่ง่ายกว่าก็คือซื้อกองทุนรวม กองทุนรวมเป็นการลงทุนที่ยอดเยี่ยม แต่มันแย่สำหรับนักลงทุนหลายๆคน เพระพวกเขาจัดการมันไม่ดี คำแนะนำของเขาเรียบง่ายมาก ซื้อแล้วก็นั่งลง”

เพราะการซื้อกองทุนรวมหุ้น คุณควรจะอยู่กับมันไปอีก 10-20 ปี คุณถึงจะได้เงินจำนวนมากจากการลงทุนในหุ้น นั่งเฉยๆผ่านตลาดหุ้นตกให้ได้โดยไม่ต้องไปทำอะไร เหตุผลประกอบของเขาคือ กองทุนรวมจะประกอบด้วยหุ้นหลายๆตัว อาจจะถึง 100 ตัว ซึ่งหุ้นที่เยอะขนาดนั้นก็คือคุณกำลังซื้อระบบเศรษฐกิจของประเทศอยู่ เมื่อเศรษฐกิจฟื้น หุ้นฟื้น กองทุนพวกนี้จะกลับมา O’Neil ชอบกองทุนหุ้นเติบโต เพราะหุ้นที่เติบโตมันจะกลับมาแล้วราคาสูงกว่าเดิม เขาแนะนำอีกว่า ถ้ากองทุนที่ซื้อมีการกระจายตัวของบริษัทที่เติบโตดีๆ คุณควรจะซื้อเพิ่มด้วยซ้ำตอนที่มันตกหนักๆ


อีกเรื่องหนึ่งคือ เขาบอกว่า นักลงทุนไม่เข้าใจระหว่าง หลักการลงทุนหุ้นกับกองทุนหุ้น, หุ้น
1 ตัวสามารถลงไปจนถึง 0 บาทได้ แต่กองทุนที่มีการถือหุ้นหลายตัวมันไม่สามารถตกลงไปหนักขนาดนั้น ดังนั้นลงทุนกองทุนหุ้นแล้วให้นั่งเฉยๆ อย่าไปคิดอะไรมากถ้าคุณเป็นนักลงทุนระยะยาว มองข้ามความผันผวนระยะสั้นให้ได้ครับ


ข้อควรระวังอีกอย่างที่ผมคิดได้เวลาอ่านหนังสือของนักลงทุนที่มีวิธีลงทุนแตกต่างกันไปจากวิธีที่คุณลงทุน อาทิ คุณเป็นนักลงทุนในกองทุนรวม, คุณเป็นนักลงทุนสายเน้นคุณค่าหรือแม้กระทั่งอ่านในสายเดียวกัน เวลาอ่านหนังสือเช่นของ O’Neil ซึ่งมีหลักการต่างออกไป คุณจะต้องแม่นยำและเข้าใจในหลักการลงทุนของคุณให้ดีก่อน เพราะไม่เช่นนั้นมันจะตีกันครับ แล้วระบบการลงทุนของคุณจะเสีย แต่ข้อดีที่ปฏิเสธไม่ได้คือ คุณจะได้รับความรู้ใหม่ๆ ที่เปิดโลกมุมมองการลงทุนครับ ส่วนมากนักลงทุนแม้จะใช้วิธีต่างกัน ใช้เครื่องมือต่างกัน แต่ในลักษณะสำคัญเชิงพฤติกรรมการลงทุน เช่น ความมีวินัย ความพยายาม ความมุ่งมั่นเอาจริงเอาจัง ความอดทน ฯลฯ พวกนี้จะคล้ายกันครับ นักลงทุนควรจะสนใจที่ประเด็นตรงนี้มากกว่า


อุตสาหกรรมค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง

ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตกแต่ง”

โมเดิร์นเทรดหรือร้านค้าสมัยใหม่ที่ขายของเหล่านี้ในบ้านเรานั้นค่อนข้างมี หลายเจ้า และเติบโตอย่างรวดเร็วมาหลายปีล่ะครับ ผู้เล่นหลักก็เช่น โฮมโปร ไทวัสดุ โกลบอลเฮ้าส์ ดูโฮม ฯลฯ

ตัวเร่งหลัก คือ การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนทั่วไปที่ย้ายการซื้อจากร้านดั้งเดิมทั้งหลาย ทำให้การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดแรกๆแย่งจากร้านค้าเดิมๆ ไม่ได้แย่งส่วนแบ่งตลาดหรือกินกันเอง ช่องว่างในการเติบโตจึงสูงมาก เพราะอุตสาหกรรมค้าปลีกก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่ากว่า 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ค้าปลีกที่ขายของพวกนี้ให้ก็เป็นหลักแสนล้านเช่นเดียวกัน ผู้ซื้อกลุ่มหลักในสมัยก่อนก็คือช่างก่อสร้างและฝ่ายจัดซื้อทั้งหลาย แต่ด้วยเทรนด์ของคนทั่วไปที่เริ่มสนใจการออกแบบตกแต่งบ้านตัวเอง ทำให้ลูกค้าประเภทผู้บริโภค เจ้าของบ้าน เริ่มมีบทบาทมากขึ้นในปัจจุบัน ดูอย่าง โฮมโปรก็ได้ ลูกค้าที่มาซื้อคือเจ้าของบ้านเก่าที่มาดูสินค้าไปซ่อมแซมตกแต่งบ้านคิดเป็น กว่า 80% ซึ่งเอาจริงๆแล้วถ้าลองศึกษาในต่างประเทศ ตลาดซ่อมแซมบ้านเก่าในระยะยาวควรจะโตมากกว่าตลาดก่อสร้างบ้านใหม่ หากแต่ในไทยนั้นยังสามารถโตได้ทั้งสองอย่างครับ

การขยายสาขาของร้านเหล่านี้่ค่อนข้างดุเดือด ปีนึงตกแล้วขยายสาขารวมกันกว่า 20 สาขา พวกบริษัทเหล่านี้มีการเติบโตสูงมากๆ ลองมาดูภาพรวมตอนสิ้นปี 2015 กันครับ

1.GLOBALโกลบอลเฮ้าส์ ขยายไป 6 สาขา ทำให้ณ สิ้นปี 2015 มี 38 สาขา ข้อน่าสังเกตคือ เป็นสาขาในต่างจังหวัดหมดเลย (กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง) ก่อตั้งโดยคุณวิทูร สุริยวนากุล โมเดลการลงทุนสาขาของโกลบอลแต่แรกนั้นมักจะซื้อที่ดินแล้วสร้างสาขา(ไม่เน้นเช่า) ทำให้ช่วงแรกๆขยายสาขาไม่หวือหวาเท่าไหร่ หนึ่งสาขาของโกลบอลใช้งบลงทุนประมาณ 300-500 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดสาขา บริษัทค่อนข้างโตก้าวกระโดดตั้งแต่มี บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย (SCC) เข้ามาร่วมทุนด้วย (2012)  ทำให้ปลอดภาระหนี้สิน คราวนี้ติดปีกเลยเพราะได้ทั้งเงินทุน ทั้งความรู้ระบบจัดการต่างๆ โดยเฉพาะโลจิสติกส์ของ SCC ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ได้ร่วมทุนกับเครือค้าปลีกวัสดุก่อสร้างของลาวที่ชื่อ สุวันนี โฮมเซ็นเตอร์ ซึ่งหลังจากเข้าตลาดหลักทรัพย์ลาวแล้ว ทำให้สัดส่วนถือหุ้นของกลุ่มปูนซีเมนต์ไทย-โกลบอลเฮาส์เหลือ 34% (เพราะฉะนั้นสัดส่วนเทียบตามการถือหุ้นแล้วเท่ากับ GLOBAL ถือ 17%) บริษัทสุวันนีที่ไปลงทุนนี้ก็ถือว่างบการเงินดีนะครับ งบปี 2014 รายได้ประมาณ 1,200 ล้านบาท กำไร 85 ล้านบาท (อัตรากำไรสุทธิประมาณ 7%) 

2. ไทวัสดุ ร้านในเครือเซ็นทรัล มี 41 สาขาทั่วประเทศ (เป็นต่างจังหวัด 35 สาขา) เริ่มหันมาเน้นต่างจังหวัด ใช้งบลงทุนสาขาละประมาณ 300-500 ล้านบาท เคยอ่านบทสัมภาษณ์ผู้บริหารนั้นตั้งใจที่จะเน้นเพิ่มยอดขายสาขาเก่าๆที่เปิดไว้แล้วมากกว่า การพูดแบบนี้ทำให้มองได้ว่า สาขาเก่าๆมีรายได้ที่น่าจะคงที่หรือติดลบ เพราะคู่แข่งก็เปิดสาขากันค่อนข้างมาก คงกำลังวางกลยุทธ์กันใหม่อยู่ เนื่องจากหนึ่งจังหวัดอาจชนกันหลายเจ้า + ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดี การแข่งขันเริ่มรุนแรง จริงๆถือว่าเจ้านี้มาแรงนะครับ สมัยก่อนเปิดโฮมเวิร์คก่อน มาเปิดไทวัสดุก็ตอนปี 2010 แต่บุกไวมากๆ (เฉลี่ยผ่านมาห้าปีเปิดปีละ 7-8 สาขา) รายได้ FY2015 ประมาณ 20,000 ล้านบาท ถือว่าโตมาไวมากๆครับ เพราะถ้าหารรายได้ต่อสาขาตอนนี้เท่ากับหนึ่งสาขาได้รายได้ปีละ 500 ล้านบาท  ย้อนไปปี 2010 สาขาแรกที่เปิดคือ บางบัวทอง มีสาขาเดียวตอนนั้นก็มีรายได้ทั้งปีแค่ 500 ล้านบาท, สัดส่วนยอดขายของบริษัทมาจากลูกค้าที่เป็นเจ้าของบ้าน 60-70% ที่เหลือเป็นผู้รับเหมาช่างก่อสร้างหรือเจ้าของโครงการ

3.HMPRO—โฮมโปร (และแบรนด์ในเครือที่พึ่งปั้นคือ เมก้าโฮม) มีสาขา 77 แห่ง ดูจากคู่แข่งทั้งหมด เจ้านี้สาขาเยอะสุดทิ้งห่างพอควร ที่สำคัญคือได้เปิดสาขาที่จังหวัดหลักๆเกือบหมดแล้ว จึงออกโมเดลใหม่ที่เพิ่มขึ้น คือ การสร้าง โฮมโปรไซส์เล็ก(พื้นที่ขาย 3 พันตร.ม. สินค้าสองหมื่นรายการ จากปกติ 6 พันตร.ม. หกหมื่นรายการ) เริ่มที่สุโขทัยสาขาแรก ทั้งนี้ได้แตกไลน์ไปเปิด Mega Home ตอนสิ้นปีมี 7 สาขา มีรายได้คิดเป็นร้อยละ 5 ของยอดขายรวม โฮมโปรเป็นธุรกิจของกลุ่ม Land&House และ Q-House (กลุ่มอัศวโภคิน) สร้างไปสร้างมามีมูลค่าตลาดสูงกว่าบริษัทแม่ไปซะแล้ว

4.เจ้าอื่นๆ หลักๆได้แก่ ดูโฮม มีสาขา 7 แห่ง, โฮมฮับ 5 สาขา, เคยอ่านข่าวเข้าใจว่าทั้งคู่มีแผนจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นครับ อาจจะ 2-3 ปีข้างหน้า

ลองดูงบการเงินโดยเปรียบเทียบยอดขายย้อนหลัง 6 ปีของสามผู้เล่นหลัก เราจะเห็นอัตราเติบโตทบต้นของยอดขายเฉลี่ยที่ประมาณ 20% ต่อปี (HMPRO 16.8%, GLOBAL 23.9%, ไทวัสดุ 100%)

ค้าปลีกวัสดุ

จะเห็นว่ารายได้ 3 บริษัทรวมกันก็ประมาณเกือบ 100,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณ 1 ใน 3 ของมูลค่าตลาดค้าปลีกอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง (ซึ่งครึ่งหนึ่งของอุตสาหกรรมนี้ยังอยู่ในมือของผู้ประกอบการรายย่อย—Tradition Trade) ในส่วนของอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) โฮมโปรอยู่ที่ 6% กว่าๆ (สมัยก่อน 7% แต่ลดลงมาจากการรวมยอดขายของ Mega Home ซึ่งมีอัตราทำกำไรต่ำกว่าครับ) ส่ว น GLOBAL อยู่ที่ 5%

ปัจจุบันบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นคือ โกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) และ โฮมโปร(HMPRO) ถ้าวัดจากมูลค่าบริษัทหรือ marketcap โฮมโปรสูงถึง 120,000 ล้านบาท ขณะที่โกลบอลน้อยกว่าเกือบ 3 เท่า คือมีมาร์เก็ตแคพที่ 40,000 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าใหญ่ทั้งคู่ เป็นหุ้น BigCap

ร้านพวกนี้วัดกันที่การบริหารจัดการร้าน เพราะอย่าลืมว่าร้านพวกนี้ต้นทุนไม่น่าจะต่างกันมาก Key Success คือ ใครคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่า (Cost Leadership), ออกแบบร้านให้เพิ่มอัตราทำกำไรได้มากขึ้น เช่นพยายามเพิ่มยอดขายสินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private Brand) หรือขยายสาขาที่มีศักยภาพได้มากกว่า แต่โดยภาพรวมๆแล้ว การขยายสาขาเพิ่มก็ยังพอทำให้หุ้นกิจการพวกนี้โตต่อไปได้ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าครับ ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องการประเมินกิจการ เพราะหุ้นพวกนี้ค่อนข้างยอดนิยม ทำให้อัตราส่วนหลายอย่าง โดยเฉพาะ P/E (HMPRO 32, GLOBAL 38) สูงกว่าตลาดหุ้นโดยรวมมากๆ จึงเป็นกลุ่มหุ้นที่แบกความคาดหวังของนักลงทุนไว้สูงครับ ถ้าไม่เป็นไปตามนั้นในอนาคต ใครซื้อที่ราคาแพงๆอาจจะเจ็บตัวได้