คลังเก็บหมวดหมู่: General

ชีวิตทำงานใน 3 ปีข้างหน้า

ข้างล่างนี้เป็นสเตตัสที่เคยเขียนไว้เมื่อปี 2558 วันนี้ครบรอบอีกครั้ง ซึ่งส่วนตัวก็ยังคิดเหมือนเดิมครับ ❤ จะครบรอบ 3 ปีที่ตั้งไว้ก็น่าจะตอนปี 2561 ซึ่งก็คือปี 2018 ครับ

ชีวิตทำงานใน 3 ปีข้างหน้านี้ตั้งใจไว้ว่าจะเป็น มนุษย์เงินเดือนที่ “ตัวเบา” “ไร้หนี้” และ “ไร้สินทรัพย์ที่จับต้องได้” คือถ้าเป็นสมัยก่อนที่ยังไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเรื่องการเงิน ช่วงชีวิตตอนนี้ผมก็คงจะไล่ซื้อของอะไรที่อยากได้มากมาย มาวันนี้ก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าไลฟ์สไตล์ชีวิตจะต่างกับที่คิดไว้ในวัยเด็กมาก ๆ แต่เชื่อมั่นว่า ช่วงเวลาไม่กี่ปีนี้จะเป็นฐานสำคัญที่ทำให้ชีวิตก้าวกระโดดในอนาคตอย่างแน่นอน เขียนไว้เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครที่มีความฝันอะไรบางอย่างคล้ายๆกัน

(1) พยายามอย่ารีบสะสมสิ่งที่จับต้องได้ พวก บ้าน รถ ของใช้หรูๆ ในช่วงแรก ๆ ของการทำงาน (ถ้ามันไม่จำเป็นอะไรขนาดนั้น)

(2) รีบสะสมและลงทุนในอะไรที่ดูไม่มีตัวตนแต่มันจะทำให้ชีวิตคน ๆ หนึ่งมีอะไรดี ๆ เกิดขึ้น ไม่ว่าจะสินทรัพย์การเงิน พวกเงินฝาก กองทุนหุ้น หุ้น และควรลงทุนให้ไว เริ่มเรียนรู้วางแผนการเงินตั้งแต่ยังเริ่มทำงานเลย อย่าไปรอ ตรงนี้สำคัญมาก ทำงานหวังเงิน แต่ไม่คิด ไม่วางแผนเรื่องบริหารเงิน นี่ล่ะจุดผิดพลาดของคนทั่วไป

(3) สิ่งที่ควรลงทุนที่สุด คือ “ลงทุนในตัวคุณเอง” เอาเงินไปซื้อหนังสือดี ๆ อ่าน เข้าคอร์สพัฒนาความสามารถตัวเอง สอบวุฒิหรือทำอะไรก็ได้ให้ทุกวันที่นอนถึงหมอน สามารถบอกตัวเองว่า เราได้พัฒนาความรู้ขึ้นไปอีกวันนึงแล้ว

(4) อย่ากลัวล้มเหลว ช่วงนี้อยากทำอะไรทำ พาตัวเองไปอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบ คนที่ตัวเองชอบ สังคมที่ตัวเองชอบ หางานที่รักให้พบ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้คนๆหนึ่งประสบความสำเร็จได้ชัดเจนสุด คือ “ทำงานที่ตัวเองชอบและรัก และโฟกัสกับมัน” ให้คุณอ่านหนังสือเกี่ยวกับคนดังทุกวงการระดับโลกหลาย ๆ เล่ม พูดเลยว่า เกือบทุกเล่มนี่คือคำแนะนำที่พวกเขาจะบอกคุณ

(5) อย่าสร้าง “หนี้”

ถ้าใครทำตามนี้ได้ เขาจะเป็นคนที่ไม่มีภาระหนี้สินเลย เงินทั้งเดือนจะถูกแบ่งเป็นค่ากินค่าอยู่ ณ ปัจจุบัน และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินสร้างอนาคต ทั้งอนาคตทางการเงินและอนาคตในความสามารถ ไม่ต้องกลัวว่าเช่าหออยู่แล้วจะเสียดาย ตราบใดที่จ่ายไม่เกิน 7-8 พันบาทต่อเดือน เช่าอยู่คุ้มกว่าทุกกรณี อยากไปอยู่ย่านไหนก็จงไปอยู่

ถ้าคุณซื้อคอนโด 10 ปี คุณต้องอยู่ที่เดิม แต่ถ้าอยู่หอ 10 ปี จะอยู่ 10 ที่ยังได้เลย แถมได้เรียนรู้หลากชีวิต ถ้าคุณไม่ชอบงาน คุณย้ายไปหางานที่คุณรักได้เสมอ คุณไม่มีพันธะอะไรเลย หอก็แค่ขนของย้าย หนี้สินจะหยุดคุณไม่ได้

ในขณะที่คนส่วนใหญ่อย่าว่าแต่จะลาออกเลย การไม่มีรายได้เข้ามาแค่เดือนเดียวอาจจะทำให้ชีวิตหัวหมุนเพราะภาระหนี้จะกลืนกินชีวิต ชีวิตคนเหล่านี้จะผูกอยู่กับเจ้าหนี้ ในขณะที่ตัวคุณจะมีเงินเก็บที่เป็นเงินสำรองสำหรับในกรณีที่บางทีชีวิตช่วงนั้นก็อาจจะอยากได้ทุนไปทำอะไรบ้าง อาจจะพบว่าตัวเองมีความสามารถในลู่ทางการขาย จะตั้งธุรกิจเอง เงินเก็บนั่นล่ะจะปูทางให้ หรือถ้าได้ทำทั้งสิ่งที่ตัวเองรัก งานที่ตัวเองชอบ

การเก็บเงินต่อไปสักพักจะทำให้มีรายได้ที่สอง ที่ช่วยทำให้ลดการพึ่งพิงเงินเดือน อายุสัก 30 ขึ้นไป เงินเก็บอาจจะสร้างรายได้ที่พอกับค่าใช้จ่ายแล้ว เมื่อถึงวันนั้น อยากจะมีบ้าน มีรถ มีอะไรมันก็สบาย เพราะสัดส่วนค่าใช้จ่ายเทียบรายได้มันน้อยมาก

บางทีสิ่งที่ดีที่สุดอาจจะเป็นว่า คุณมีอิสระทุกอย่างที่จะเลือกทางเดินชีวิตโดยไม่ติดกับดักอะไรเหมือนใครเขา ในวันที่ใคร ๆ ต้องไปทำงานเพื่อจ่ายเงินในสิ่งที่เขาซื้อในอดีต คุณสามารถไปทำงานเพื่อจ่ายเช็คให้ตัวเองในอนาคตได้ครับ การเลือกว่าจะซื้ออะไรในวันนี้ เท่ากับคุณกำลังเลือกชีวิตในอนาคตให้ตัวเอง โปรดระลึกไว้เสมอ

เขียนไว้เผื่อจะมีใครจะพบทางเดินใหม่ๆ ผมคงจะดีใจมาก ^^

ความคิดบางอย่างทางการเงิน

โลกการเงินนี้มีกับดักที่ถ้าใครไม่เข้าใจ หรือติดกับดับซะเอง ชีวิตนี้ก็จะวิ่งตามเงินไปเรื่อย ๆ ตามกันต่อไป ๆ ไม่หลุดไม่พ้นสักที เราเคยเห็นคนรอบตัวเท่าไหร่กัน ที่ทำงาน ได้เลื่อนตำแหน่ง รายได้สูงขึ้น ๆ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ แต่ก็หนีไม่พ้นคำว่า ไม่พอใช้ซักที เวลาผ่านไปก็ดูมีของมากขึ้น ๆ บ้านและห้องมีของเยอะขึ้น แต่ก็ยังไม่รวยสักที แล้วก็ได้เวลาเริ่มบ่นเริ่มโทษทุกอย่าง (อีกแล้ว)

ผมยังเชื่อเสมอว่า ทัศนคติทางการเงินและการลงมือทำตามทัศนคติที่ว่านั้น สำคัญมากต่อผลลัพธ์ทางการเงินที่เราจะได้รับ วิธีคิดบางอย่างอาจจะช่วยทำให้เรามีโอกาสประสบความสำเร็จในด้านการเงินมากขึ้นได้

1. แยกสินทรัพย์และหนี้สิน

อย่างแรก ต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือทรัพย์สินและหนี้สิน แล้วพยายามสร้างและ สะสมทรัพย์สินทางการเงิน ซึ่งต้องเป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้เราด้วย เพราะฉะนั้น ถ้ายึดถือตามข้อนี้ “รถ” โดยปกติไม่ควรจะถือว่าเป็นทรัพย์สินทางการเงิน ใครที่อยากสร้างตัวไว ๆ ถ้าไม่จำเป็น อย่าพึ่งมีรถ มันมีแต่ค่าใช้จ่ายหนัก

นอกจากนี้ ต้องพยายามอย่าไปติดกับดักค่าใช้จ่ายหนักทั้งหลาย อย่าใช้จ่ายเงินมากกว่าฐานะ คนจะรวยได้มีอย่างเดียว ต้องใช้จ่ายให้ต่ำกว่าฐานะ ถ้าจ่ายมากกว่าฐานะตัวเอง ก็ไม่ต้องเดาเลย ได้ 100 ใช้ 120 ก็ไม่น่ารอดครับ

อย่าหลงมนต์บัตรเครดิต บัตรที่รูดปรื๊ด ๆ ของที่ได้มา ของผ่อน ของเช่าซื้อทั้งหลาย (รวมถึงรถด้วย) ถ้าไม่จำเป็นอย่าไปเอาเงินในอนาคตมาใช้ ให้เอาเงินในปัจจุบันไปลงทุนสร้างเงินในอนาคตแทน ลองใช้เกณฑ์เงินสด ถ้าเงินสดยังไม่มีก็อย่าซื้อ ถ้าจะซื้อต้องจำเป็นจริง ๆ ตั้งคำถามกับการซื้อตัวเองบ่อย ๆ

2. ฝึกบริหารเงินให้เป็น

เราควรจะต้องรู้ว่าเงิน 100 บาทที่เข้ามาจะเอาไปทำอะไรบ้าง อย่างน้อยควรจะมีเงินเก็บออมเงินลงทุนสัก 20-30% ของเงินเดือนขึ้นไป จะทำให้ชีวิตในช่วงแรก ๆ เรียบง่ายพอดี มีปรับพฤติกรรมนิดนึง แต่เวลาผ่านไปสัก 5-6 ปี เราจะมีเงินก้อนหรือเงินลงทุนที่ใหญ่มาก แล้วเรื่องเงินจะเริ่มไม่ใช่ปัญหา ที่สำคัญคือช่วงแรก ๆ ในชีวิต “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวเอง” พยายามสร้างความรู้ สร้างทักษะ พัฒนาความสามารถ เพราะช่วงนี้มีไฟและเวลาที่สุดแล้ว

3. ต่อยอดเงินลงทุนให้ได้

พยายามสะสมอะไรที่สร้างกระแสเงินสดให้เราเข้ามา เช่น อสังหาริมทรัพย์ ซื้อบ้าน คอนโด หุ้น กองทุนรวม ของพวกนี้ยิ่งสะสมไว พอเวลาผ่านไป กระแสเงินสดจะเข้ามามาก จนเราไม่ต้องพะวงกับเรื่องเงินเดือนสักเท่าไหร่ ถ้าอยากให้บรรลุไวขึ้น พยายามหารายได้เพิ่มจากการทำงานอื่น หรือสร้างพวกรายได้ที่เป็นกระแสเงินสด เช่น ค่าลิขสิทธิ์ ค่าเช่า เงินปันผล ดอกเบี้ย พยายามสร้างรายได้ตรงนี้ให้ไว ให้ใกล้เคียงหรือมากกว่ารายได้จากการทำงานก็จะสบายขึ้น

4. มีวินัยและอดทน

ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ การที่จะมีอะไรดีดีในวันนี้ก็เพราะเราทำและตัดสินใจดีมาตั้งแต่อดีต ถ้าอยากให้เงินเติบโตระยะยาวควรลงทุนหุ้นในสัดส่วนที่มากของพอร์ตการลงทุนเอง เช่น สะสมซื้อกองทุนหุ้นเป็นประจำ ถือและลงทุนไปเรื่อย ๆ ระยะยาวผลตอบแทน 10% ต่อปีเป็นไปได้

5. สร้างสมดุลชีวิต

ถ้าทำตามสี่ข้อแรกได้หมด ที่เหลือแค่ บาลานซ์ชีวิต เรื่องสุขภาพ เรื่องสังสรรค์ เรื่องชีวิตส่วนตัว ครอบครัว พอสักอายุ 35 ขึ้นไป เราจะมีฐานะและเงินระดับล้านต้น ๆ แล้ว อันนี้คิดแบบเฉลี่ยเริ่มลงทุนตอนอายุ 25 ลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นเฉลี่ยเดือนละ 5000 ไปเรื่อยๆ ค่อย ๆ เติมครับ แรก ๆ เงินน้อยไม่เป็นไรขอให้ลงทุนไว้ก่อน ตอนนี้เงินไม่ใช่ปัญหาของเราแล้ว ที่เหลือก็ทำอะไรที่มีความสุขได้แล้ว ทำอะไรที่ฝันไว้ เอาเวลาไปช่วยคนอื่นเพิ่มได้

ถ้าทำต่อไปอีกเรื่อย ๆ เราจะมีอิสระเรื่องเงินแน่ ๆ และจะเป็นคนที่พูดได้เต็มปากจริง ๆ ว่า เงินไม่ใช่ทุกอย่างในชีวิต พูดในฐานะที่เป็นคนที่มีสุขภาพทางเงินที่ดี ไม่ต้องเลือกระหว่างเงินหรือความสุขด้วย เพราะจะมีทั้งสองอย่าง ทั้งตัวเอง-ทั้งคนรอบข้าง-และคนที่รักด้วย

ถ้าใครยังไม่ได้เริ่ม ลองคิดตัดสินใจดูครับ แรก ๆ การเริ่มออมและลงทุน เราต้องใช้จ่ายเงินต่ำกว่าฐานะระดับหนึ่ง มันอาจจะทำให้เราถูกมองจากภายนอกว่าดูใช้ชีวิตไม่ฟู่ฟ่าเหมือนคนอื่น แต่ไม่ว่าจะเรื่องสุขภาพดี เรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง รวมถึงเรื่องเงิน

มันทำยากเพราะจะต้องทำอะไรที่คนอื่นไม่อยากทำ

ทำอะไรที่ในวันนี้มันไม่เห็นผลตรงหน้า ไม่เห็นผลตอนนี้ คนเขาไม่เอา

แต่ถ้าทำได้แล้ว เราถึงจะมีในสิ่งที่คนอื่นอยากมี (แต่มีไม่ได้)

เพราะสุดท้ายจะแพ้จะชนะ ส่วนหนึ่งอยู่ที่ใจและวินัยตัวเองล้วน ๆ เลยครับ

วลีเท่ ๆ ที่อาจส่งผลเสียในการออมเงิน

หนังสือ A Gift to My Children เป็นหนังสือที่ Jim Rogers นักลงทุนชื่อดังคนหนึ่งของโลก ได้เขียนคำสอนไว้ล่วงหน้าเพื่อสอนลูกสาวของเขา ซึ่งข้อความหนึ่งที่เขียนไว้ในหนังสือสำหรับเตือนลูกสาวที่โตขึ้นมา ก็คือ 

ให้ระวังคำพูดของคนกลุ่มหนึ่งที่จะคะยั้นคะยอให้ลูกจ่ายเงินตามใจชอบ ซึ่งพวกเขามักจะบอกว่า “ตายไปก็เอาไปไม่ได้”

โดย Rogers ยังสำทับต่อไปอีกว่า จงอย่าไปตกหลุมพรางของการใช้จ่าย เพียงเพราะว่าเรามีเงินพอให้จ่าย ถ้าสมมติเรามีเงินเราก็เอาแต่ใช้จ่าย ท้ายที่สุดเราก็จะลืมไปว่า อะไรคือสิ่งสำคัญที่เราจะต้องมีเงินเพื่อบรรลุมันให้ได้

1. ปัญหาเรื่องเงินคือปัญหาส่วนใหญ่ของชีวิต

การไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเงิน = ไม่มีปัญหาในชีวิตกว่า 80% ดูจะเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าลองไล่ปัญหามากมายในชีวิตคนเรา ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นเงิน ๆ ทอง ๆ นี่ล่ะครับ ทำให้วลีที่ว่า “เก็บเงินไปทำไมตายไปก็เอาไปไม่ได้” ที่อาจจะมาพร้อมกับวลียอดฮิตอย่าง “ใช้ชีวิตให้คุ้ม” ซึ่งถ้าพูดทื่อ ๆ มันก็ถูกนะครับ โอเคคนเราพอตายไปมันก็ไม่สามารถเอาเงินทองติดตัวไปได้ แต่ถ้าเอามาใช้ในการดำเนินชีวิตแบบเต็มสตรีมมันก็คือหายนะดี ๆ นี่เอง เพราะมันจะทรมานกันตั้งแต่ยังไม่ตายทีเดียว

ในความเป็นจริงวลีข้างบนทั้งสองนั้น มันมักจะถูกใช้เป็นข้ออ้างเวลาคนเราไม่อยากเก็บเงินซะมากกว่า ซึ่งมักจะได้ยินบ่อยจากคนหนุ่มสาวทั้งหลาย เก็บเงินไปทำไม เอาไปใช้ตอนแก่ ๆ หรอ? ทำไมไม่หาความสุขกันตั้งแต่ตอนนี้เลยล่ะ เที่ยวตอนอายุเยอะ ๆ ไม่สนุกหรอก เกิดเก็บไปแล้วสักพักตายก็ไม่ได้ใช้ล่ะ เก็บเงินมาทั้งชีวิตให้คนอื่นได้ใช้ เสียดายแย่ ฯลฯ เหล่านี้ก็คือประโยคที่จะได้ยินบ่อย ๆ หรือพบเห็นได้ง่ายตามความเห็นในกระทู้หรือในเพจต่าง ๆ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถ้าคุณได้เงินตอนนี้ 20,000 บาท คุณใช้หมดเลย คุณเดือนชนเดือน คุณซื้อทุกอย่าง ด้วยความคิดที่ว่า เดือนหน้าเงินเดือนก็ออก  หนักไปอีกคือ นอกจากคุณจะเดือนชนเดือนแล้ว คุณยังอาจต่อไปเดือนชนสองเดือน ชนสามเดือนได้ด้วยวิธีการรูดบัตรเครดิตหรือกู้หนี้ยืมสินหรือกดบัตรเงินสดเพื่อนำเงินไปใช้ผ่อนอะไรไม่รู้มากมาย ซึ่งคุณจะมีความสุขก็เมื่อตอนที่ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว หากแต่ยังต้องมานั่งไล่จ่ายให้สิ่งที่ตัวเองซื้อในอดีตต่อไปเรื่อย ๆ ในอนาคต

คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าตนยังเป็นหนุ่มเป็นสาวหรือมีอายุน้อย ๆ ก็เลยคิดว่ายังสามารถเอาเวลาที่มีไปแลกเป็นเงินได้ แต่หากเราคิดแบบนี้มันอาจจะลงเอยว่าเราก็จะต้องเอาเวลาไปแลกเงินตลอดชีวิต 

เรื่องเงินนี่สร้างปัญหาชีวิตด้านความก้าวหน้าระดับหนึ่งด้วยนะครับ เช่น ถ้าคุณไม่มีเงินสำรองเลย แล้วคุณยังมีภาระผ่อนบ้าน รถ บัตรเครดิต คุณจะย้ายงาน ลาออกจากงาน (หรือตกงาน) แทบจะไม่ได้เลย ชีวิตคือเหมือนถูก “ล่ามโซ่” ระดับหนึ่ง ไม่ต้องพูดถึงการทำตามความฝันอะไร เพราะจะกินจะใช้ก็ลำบากแล้ว อย่างที่ Rogers บอก คุณก็จะลืมไปเลยว่าชีวิตนี้อะไรคือสิ่งสำคัญ นอกจากมีวัตถุสิ่งของรอบกายแล้ว อะไรจริง ๆ ที่สำคัญกับชีวิต ที่เป็นความฝันที่เกิดมาต้องการทำ และในท้ายที่สุด คุณก็จะถูกกลืนชีวิตไปกับฝูงชนที่ตอบไม่ได้ว่าตัวเองต้องการและมีความฝันทำอะไร หรือตอบได้แต่ก็ไม่มีทุนตั้งต้นจะไปเริ่มทำแบบที่คิด

2. ปัญหาทัศนคติด้านการเงินที่ไม่สอดรับกับการออม

เรื่องการเก็บเงินนี่มันมีปัญหาอีกด้านตรงที่ว่า เราถูกสอนมาว่าให้หารายได้เยอะ ๆ ให้พูดเลยก็ได้ว่า 90% ของเด็กมหาวิทยาลัยที่โตมา ไม่มีใครถูกสอนเรื่องว่าจะบริหารการเงินการลงทุนอย่างไร (แม้กระทั่งเด็กจบการเงินเองก็ตาม) ทำให้คนส่วนใหญ่เคว้งคว้าง ลงเอยด้วยยากนัก ก็ไม่ทำแม่งเลยล่ะกัน ในยุคที่โฆษณาเต็มเมือง จ่ายอะไรก็จ่ายง่าย ๆ ยิ่งเข้าไปกันใหญ่ แถมยังมีแรงกระตุ้นจากคนรอบข้าง จากเพื่อน ๆ ทั้งในโลกจริงและโลกโซเชียล สุดท้ายทุกคนก็พยายามใช้จ่ายให้ดูว่าเรามีระดับเหมือนกันนะ

อีกอย่างหนึ่งคือต้องบอกไว้ว่า การเก็บเงินออมและลงทุนในสินทรัพย์การเงิน กับ การออมเพื่อเอาไปใช้จ่าย อันหลังไม่ได้ทำให้รวยขึ้นในระยะยาวนะครับ ผมเรียกมันว่า ออมเพื่อจ่ายในอนาคต เช่น เก็บเงินไปซื้อตั๋วเที่ยวต่างประเทศ ซื้อรถ ซื้อมือถือใหม่ ท้ายที่สุดเงินก้อนนี้มันก็ไม่ใช่เงินออม ไม่เปลี่ยนฐานะคุณอยู่ดี

การออมเพื่อเปลี่ยนฐานะ ต้องเป็นอะไรที่สร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เช่น หักเงินลงทุนทุกเดือนไปซื้อกองทุนรวมหุ้น ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ให้บริษัทหักเงินเดือนไปสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พวกนี้ถึงจะนับว่าออมและลงทุนจริง ๆ

ถ้าใครกำลังเริ่มออมหรือลงทุนอยู่ ก็ขอให้ภูมิใจได้นะครับ เพราะผมจะบอกเลยว่าเรื่องแบบนี้มันยาก คุณจะดูแปลกประหลาด ไม่ค่อยมีใครทำหรอก (โดยเฉพาะคนรุ่นอายุช่วง 20-30) เอาจริง ๆ แล้ว แค่ใช้ชีวิตแบบไม่มีหนี้สิน มีเงินฝากในธนาคาร ยังเป็นเรื่องยากเลย ถ้าให้กะคร่าว ๆ สมมติมีเหตุการณ์หยุดโลกหมุนสัก 6 เดือน คือ ไม่มีเงินเดือนไม่มีรายได้ประมาณครึ่งปี เราอาจมั่นใจและทายว่าคนกว่า 7 จาก 10 จะต้องลำบากและมีปัญหาเรื่องเงินแน่นอน

อนึ่ง ชีวิตที่มีแต่เก็บเงินหมดเลย ไม่ใช้จ่ายเลยอันนั้นก็สุดโต่งระดับหนึ่งเหมือนกัน ลองบาลานซ์สมดุลชีวิตดูครับ ดึงความสุขในอนาคตมาใช้กับวันนี้หมดเลย กับดึงความสุขทุกอย่างในชีวิตไปอยู่ในอนาคตจนหมดก็ตึงเกินไปทั้งคู่

3. บทสรุปทางแก้คือออมให้ไว!

วิธีแก้ปัญหาการเงินใระยะยาวที่ดีที่สุด คือ การเริ่มออมและลงทุนตั้งแต่ช่วงอายุ 20 เป็นต้นไป มีเงินก็หักไปลงทุนก่อน เช่น ได้เงินมา 1,000 ก็หักไปออมสัก 10-30% แม้จะลงทุนด้วยเงินไม่มาก แต่มีเวลาเป็นตัวคูณก็ช่วยได้เยอะทีเดียว และยังช่วยเสริมสร้างวินัยสำหรับการลงทุนระยะยาวได้อย่างดีด้วย

อย่างน้อยถ้าอยากจะเริ่มออมเริ่มลงทุน ผมแนะนำให้เก็บเงินให้ได้สัก เงินเดือนคูณด้วย 6 หรือคูณ 10 หรือ 12+ ซึ่งงนั่นหมายความว่า เราจะมีเงินใช้ได้สบาย ๆ เป็นเวลาครึ่งปีถึงหนึ่งปีโดยที่ไม่ต้องพึ่งเงินเดือน ก็ถือว่าเราหลุดจากเส้นค่าเฉลี่ยแล้วครับ แล้วหลังจากนั้นเก็บเงินไปเรื่อย ๆ ซื้อสะสมพวกกองทุนรวมหุ้นก็ได้ แล้วเอาเงินออมก้อน 6 เท่าของเงินเดือนนั้นมาจัดทัพเป็น “เงินสำรองฉุกเฉิน” (Reserve Fund)

ทั้งนี้ เราอาจจะมีคำถามว่าเราควรจะออมเงินหรือลงทุนไปถึงจำนวนเงินเท่าไหร่ดี? จริง ๆ มันมีวิธีวัดความมั่งคั่งง่าย ๆ อย่างหนึ่งอยู่ครับ คือ เราลองเอาค่าใช้จ่ายทั้งปี สมมติเดือนละ 20,000 = ปีละ 240,000 บาท แล้วหาร 4% หรือหาร 0.04 จะได้ตัวเลขกลม ๆ เช่นกรณีนี้ได้ 6 ล้าน ตัวเลขนี้ล่ะครับที่บอกว่า ถ้าคุณมีเงิน 6 ล้าน คุณเอาไปลงทุนแบบไม่เสี่ยง เช่น ซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ที่ดอกเบี้ยสุทธิ 4% คุณจะได้เงินพอดีกับค่าใช้จ่ายทั้งปี

ด้วยเหตุนี้ จากตัวอย่างสมมติด้านบนถ้าคุณมีเงินก้อนจำนวนที่เท่ากับ 6 ล้าน อาจจะถือเป็นกำลังใจระดับหนึ่งได้ว่า ชีวิตกำลังจะหลุดจากภาระทางการเงินเกือบ 80% แล้ว (ลองคำนวณตัวเลขของแต่ละคนเอาเองนะครับ) ซึ่งถ้าจะให้ดี เราควรพยายามทำตัวเลขความมั่งคั่งนี้ให้ได้ประมาณช่วงอายุ 40 ก็ปลดเรื่องภาระทางการเงินในอนาคตได้สบาย ๆ ครับผม

Becoming Warren Buffett

ก่อนหน้านี้ผมได้ดูสารคดีของ HBO ที่ชื่อ “Becoming Warren Buffett” ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของนักลงทุนในตำนานของโลก คือ Warren Buffett (วอร์เรน บัฟเฟตต์) เลยอยากจะเขียนข้อคิดที่น่าสนใจเก็บไว้ครับ เพราะต้องถือว่าบัฟเฟตต์เป็นต้นแบบและผู้ให้ความรู้แก่ผมมาตั้งแต่เริ่มลงทุน ผมได้ซึบซัมหลักคิด วิธีการใช้ชีวิต ทัศนคติเกี่ยวกับการลงทุนจากเขามากที่สุด และนำมาใช้ปฏิบัติในหลายด้านจนทุกวันนี้

I. ด้านการลงทุน

(1) หุ้นไม่รู้หรอกว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรกับมัน

เมื่อหุ้นไม่รู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรกับมันและหุ้นก็ไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นเจ้าของมัน เพราะฉะนั้นอย่าใช้อารมณ์กับการลงทุน มันจะทำให้ผลลัพธ์จากการลงทุนไม่ดี ซึ่งสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วอารมณ์กับการลงทุนมักจะเกี่ยวพันกัน โดยเฉพาะอารมณ์ที่เกิดจากความกลัวและความโลภ วิธีหนึ่งที่จะตัดปัญหาเรื่องอารมณ์ทิ้งไปก็คือ การใช้วินัย เช่น ใช้วิธีลงทุนแบบประจำ (DCA) ในการลงทุน

เมื่อใช้วินัยและความอดทนในการลงทุนระยะยาวแล้ว โอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนย่อมมีสูงขึ้น ในทางกลับกัน การลงทุนระยะสั้นหรือการพยายามจับจังหวะเก็งกำไร ซื้อขายบ่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในการใช้อารมณ์กับการลงทุน เมื่ออารมณ์ได้เข้าครอบงำ ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลก็จะหายไป เพราะนักลงทุนจะถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าทำให้ตัดสินใจลงทุนแบบผิดพลาดได้

บัฟเฟตต์จะใช้แนวคิดนี้กับการถือหุ้นรายบริษัทเป็นหลัก คือ ตัวบริษัทหรือตัวหุ้นนั้น มันไม่รู้ว่าใครถือครองมันครบ มันโตไปตามธุรกิจของมัน นักลงทุนบางคนมีอคติบางอย่างในการลงทุน เมื่อลงทุนไปแล้วจะรักหุ้นมาก แม้ผลประกอบการหรือโมเดลธุรกิจจะเปลี่ยนไปหรือบริษัทไม่สามารถทำกำไรและแข่งขันได้ในตลาด นักลงทุนก็จะยังหน้ามืดถือมันอยู่ ซึ่งจะว่าไปก็คล้ายกับนักลงทุนที่ถือกองทุนที่ไม่ดี คนเหล่านั้นมักจะไม่ยอมขายกองทุนที่ตนลงทุนผิดพลาดทิ้ง ยิ่งเป็นกองทุนที่ขาดทุนยิ่งไม่ยอมขาย อาจเรียกว่าเป็นการตัดกับดักอคติกลัวการสูญเสียอีกเด้งหนึ่งด้วย (Loss Aversion)

(2) สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำเงินคือ “เวลา”

คุณไม่จำเป็นต้องฉลาดมาก แต่คุณจะต้องใจเย็น ๆ ในการลงทุนนั้นจะต้องใช้เวลา ต้องย้ำเสมอว่าคนทั่วไปควรรีบที่จะลงทุน โดยเฉพาะคนที่อายุน้อย ๆ อย่าหมิ่นเงินน้อย ลงทุนเดือนละ 500 หรือ 1,000 บาทก็เริ่มลงทุนก่อนเพื่อฝึกวินัยและนำตัวเองไปสู่การฝึกฝนลงทุนในแนวทางที่ถูกต้อง การลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยจะทำให้คุณมีเวลาพอที่เงินจะเติบโตทบต้นนานขึ้น ยิ่งลงทุนได้ไวเท่าไหร่ เงินก้อนสุดท้ายในอนาคตยิ่งมีโอกาสทบทวีมหาศาล

ตามกฎ 72 ถ้าคุณทำผลตอบแทนระยะยาวได้ 10% ทบต้นต่อปี การที่ออมเงินได้ไวกว่าคนอื่นที่ลงทุนเหมือนกันเป๊ะ ๆ แต่ลงทุนช้าไปประมาณ 7 ปี คุณจะมีเงินมากกว่าคนนั้นหนึ่งเท่าตัว ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งเท่าตัวที่ว่าอาจจะหมายถึงเงินหลักล้านหรือร้อยล้านเลยทีเดียว

แม้บริบทหลักของคำพูดนี้จะเข้าใจได้ว่าบัฟเฟตต์หมายความอย่างกว้างโดยเฉพาะการลงทุนหุ้นรายตัว ซึ่งเมื่อผนวกคำสอนที่ว่า เวลาเป็นเพื่อนกับธุรกิจที่ดีแต่เป็นหายนะสำหรับธุรกิจที่แย่ หากแต่ผมเข้าใจว่าเขาน่าจะหมายความรวมถึงเรื่องของดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เป็นประเด็นสำคัญด้วย

(3) ลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง

นักลงทุนควรลงทุนในขอบเขตความสามารถของตัวเอง (circle of competence) อันนี้สำคัญนะครับ ลงทุนในสิ่งที่อยู่ในขอบข่ายความสามารถของตัวเอง คือ ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจมันจริง ๆ ถ้าเอามาเทียบกับการลงทุนในกองทุนรวมก็คือ คุณควรจะต้องเข้าใจวิธีที่สินทรัพย์ที่ลงทุนของกองทุนนั้นให้ผลตอบแทนคืออะไร แล้วก็ไม่จำเป็นว่าเราจะต้องลงทุนเปรอะไปหมด ลงทุนทุกอย่าง ลงทุนกระจายความเสี่ยงแบบเบี้ยหัวแตก ไม่จำเป็นเลยว่าคุณจะต้องมีกองทุนทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องมีครบทั้งกองทุนหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทย ตราสารหนี้ต่างประเทศ ทองคำ พันธบัตรขยะ น้ำมัน ฯลฯ

เราควรลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจ เอาแค่ว่ากองทุนหุ้นทำไมต้องลงทุนระยะยาว และเราจะมีหลักลงทุนอย่างไรที่จะทำให้ได้ผลตอบแทนที่ดีจากกองทุนหุ้น แค่นี้ผมว่าก็ครอบคลุมเกือบ 80% ของผลตอบแทนที่เราจะได้รับในอนาคตแล้วครับ


II. การใช้ชีวิต

(1) เขียนภาพชีวิตที่คุณอยากเป็น

บัฟเฟตต์บอกว่า “มันคงจะบ้ามากที่จะใช้เวลาทั้งชีวิตเขียนภาพที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากจะมอง” เราควรรักในสิ่งที่เราทำและใช้ชีวิตตามความฝันและภาพชีวิตที่คุณวาดไว้ ทำงานที่เรารัก อยู่กับคนที่เรารัก ใช้ชีวิตแวดล้อมกับคนที่เราอยากอยู่ด้วย บัฟเฟตต์จะถามว่า ทำไมเราต้องใช้ชีวิตกับอะไรที่เราไม่ชอบด้วยล่ะ? แล้วเขายังแนะนำด้วยว่า ถ้าจะคิดจะฝันก็ต้องฝันให้สุด ๆ ไปเลย แล้วลงมือทำซะ

(2) ประเมินตนเอง

ในสารคดีนี้ ชาร์ลี มังเกอร์อธิบายว่า บัฟเฟตต์เป็นคนที่ชอบประเมินตนเองอย่างหนักหน่วง เราควรจะต้องเป็นคนที่ประเมินตนเองในอดีตเพื่อที่จะได้รู้ว่าในอนาคตเราจะต้องไม่ผิดพลาดอะไรบ้าง การประเมินตนเองทำให้เราต้องประเมินความผิดพลาด ต้องรู้ให้ได้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง เมื่อเรารู้ แก้ไข และหาทางป้องกัน เราจะได้ไม่ผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคต

(3) จงมุ่งเน้น

บัฟเฟตต์บอกว่า “FOCUS” เป็นคำที่แรงมากในชีวิตและตัวของเขา ถ้าเขาสนใจอะไรมาก ๆ เขาจะอ่านมัน จะไปคุยกับคนที่รู้ และพยายามอย่างหนัก (work-hard) เพื่อจะให้รู้เรื่องนั้นให้ดีให้ได้ อย่างเช่นเวลาบัฟเฟตต์จะซื้อบริษัทอะไร บัฟเฟตต์ก็จะอ่านรายงานประจำย้อนหลังไปเยอะมาก แล้วเขาทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนยังไม่ซื้อหุ้นนะครับ เขาทำมาเรื่อย ๆ ตั้งแต่ยังหนุ่ม ๆ พอโฟกัสกับการลงทุนอย่างเดียว ทำให้เขารอบรู้เรื่องของธุรกิจต่าง ๆ อย่างมาก เลยทำให้ในช่วงเวลาต่อมาเวลาตัดสินใจทำอะไร บัฟเฟตต์จะทำได้ไว เพราะมีฐานข้อมูลพร้อมตัดสินใจในหัว

นอกจากนี้บัฟเฟตต์ยังแนะนำอีกว่า ถ้าคุณพยายามตีเป็นพันครั้ง คุณจะไม่ได้ทำอะไรที่สำคัญซักเท่าไหร่นัก แต่ถ้าคุณตีเน้น ๆ ไม่กี่ครั้งคุณจะเปลี่ยนอะไรได้มหาศาล! นอกจากหลักคิดนี้จะใช้ในเรื่องการลงทุนส่วนตัวของบัฟเฟตต์แล้ว เรื่องโฟกัสหรือมุ่งเน้นยังเป็นสิ่งที่ชีวิตของบัฟเฟตต์แสดงให้เห็นว่า คนที่โฟกัสและทุ่มเทในอะไรสักอย่างมาทั้งชีวิต เขามีโอกาสที่จะเป็นตำนานได้เลยทีเดียว

(4) รักการอ่าน

บัฟเฟตต์เป็นคนที่อ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 5-6 ชั่วโมง แล้วก็ชอบนั่งเฉย ๆ เพื่อคิด แม้จะดูเสียเวลา แต่บัฟเฟตต์บอกว่ามันมีความสสุขมากที่ได้คิดเรื่องของธุรกิจและการลงทุน เวลาส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันจึงถูกใช้ไปในการอ่านและคิด ซึ่งเขาทำแบบนี้มาตั้งแต่หนุ่ม ๆ ครั้งหนึ่งเขาเคยแนะนำนักศึกษาว่า ถ้าอยากจะให้ความรู้ทบต้น จงพยายามอ่านให้ได้ทุกวันอย่างน้อย 500 หน้าเกี่ยวกับหนังสือพิมพ์ หนังสือ รายงานประจำปี เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจและการเงิน แล้วต่อไปคุณจะเก่งมาก ๆ

ทั้งนี้ยังมีอีกหลายแง่คิดที่สำคัญครับแต่ไม่ได้เลือกมาเขียน เช่น การที่ไม่มีหนี้ในชีวิต การมีชื่อเสียงที่ดีจะเป็นประโยชน์มากในชีวิต ฯลฯ แนะนำให้ดูตัวเต็มจะมีประโยชน์มากครับ 😍

หนังสือการลงทุนแนะนำสำหรับนักลงทุนทั่วไป

ในการทำสงครามนั้นแม่ทัพหรือเสนาธิการย่อมมีตำราพิชัยยุทธ์ที่ดีไว้เป็นคู่มือ เช่นเดียวกันกับในการลงทุนหนังสือการลงทุนที่ดีย่อมช่วยเราในการทำความเข้าใจ สร้างกลยุทธ์ และเป็นหลักชัยกำกับการลงทุนที่นำไปสู่ผลสำเร็จในอนาคตของเรา แค่นี้เราก็จะได้คำถามหนึ่งข้อล่ะว่า แล้วเล่มไหนดี?

ในฐานะที่อ่านหนังสือลงทุนมามากระดับหนึ่ง ต้องบอกก่อนว่า หนังสือลงทุนที่ดี ที่เขียนหลักการลงทุนระยะยาวได้ดีเยี่ยม มีหลายเล่มมาก ๆ ครับ แต่ก็เหมือนการเรียนในมหาวิทยาลัยนั่นล่ะ มันจะมีหนังสือ introduction to การลงทุนเบื้องต้น หนังสือการลงทุนขั้นกลาง ขั้นสูง จนไปถึงตำนาน ซึ่งหนังสือที่ดีมาก ๆ บางเล่ม ถ้าให้มาอ่านแต่แรกก็เป็นลมได้เหมือนกัน

อีกปัญหาหนึ่งคือ การลงทุนมันก็แยกได้เป็นหลายแนว อย่างการลงทุนระยะยาว มันก็จะมีทั้งการลงทุนที่เป็นแบบเชิงรับเป็นหลัก การลงทุนแบบมุ่งเน้น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า รวมไปถึงหนังสือที่เขียนเฉพาะลงทุนในหุ้นรายตัว ลงทุนในกองทุนรวม หรือเขียนผสมกันในเล่มเดียว เราก็จะ โว้ยยย! ต้องอ่านทุกเล่มเลยหรอ

เอาจริง ๆ แล้ว ถ้าคุณหลงไหลในการลงทุนมาก ๆ การอ่านหลายเล่มย่อมช่วยให้เรามีหลักชัยในการลงทุนที่ดี เพราะจะมองภาพการลงทุนได้กว้างและภาพลึก แต่แน่นอนมันก็มีต้นทุนเวลา จะให้มาอ่านทุกเล่มก็ไม่ใช่

บทความนี้จึงเลือกหนังสือเล่มสำคัญที่เหมาะกับนักลงทุนทั่วไปที่ต้องการลงทุนเพื่อสร้างเงินออมให้เติบโตระยะยาว วางแผนบริหารจัดการเงินเก็บของตัวเอง โดยหน้าที่หลักอยู่ที่การทำงานตามวิชาชีพ หรืออาชีพที่ตนรัก หรือทำตามความฝันอื่น (ที่ไม่ใช่การเป็นนักลงทุนชั้นเซียน) โดยลักษณะจึงเป็นนักลงทุนที่เอาเวลาไปทุ่มเทกับงานหรือพัฒนาตัวเองด้านอื่น แต่แบ่งเงินมาลงทุนด้วยเงินออมบางส่วน และต้องการลงทุนระยะยาว โดยไม่ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยววุ่นวายกับตลาดหุ้นมากนัก ซึ่งด้านล่างนี้ก็จะเป็นหนังสือ 5 เล่มที่คัดมาแนะนำครับ

automa

(1) Automatic Millionaire — แปลไทยในชื่อ “เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ” เขียนโดย David Bach

เล่มนี้เป็นหนังสือที่ดีต่อการปูพื้นฐานหลักการลงทุนอย่างมาก ขณะเขียน ก็อยู่ข้างตัวผมเล่มนึง ถ้าใครเป็นเพื่อนกับผมในชีวิตจริง ผมมักจะซื้อเป็นของขวัญวันเกิดให้ ซึ่งสิ่งที่ดีมาก ๆ ของหนังสือเล่มนี้ คือมันจะบอกคุณว่า (i) คุณควรลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น (ii) คุณต้องออมเงินเพื่ออนาคต (iii) การออมเงินนั้นควรออมแบบจ่ายให้ตัวเองก่อน – Pay yourself first! และ (iv) ทำการออมนั้นให้เป็นอัตโนมัติ ซึ่งทั้งสี่ข้อนี้คือหลักการลงทุนที่สำคัญมากกกกกกกกกก (ก.ไก่ ล้านตัว)

ก่อนจะไปสู่แนวทางลงทุนใด ๆ คุณต้องได้หลัก 4 ข้อนี้ก่อน เพราะต่อให้มีวิธีลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้สูงขนาดไหน ถ้าไม่มีเงินเก็บมาลงทุนคุณก็จบ! หนังสือเล่มนี้สำคัญในแง่ของการปูพื้นฐานเรื่อง “การออม” มันจะสอนให้คุณ ออมเงินให้ตัวเองก่อนแบบอัตโนมัติ บทที่สำคัญคือบทที่ 1-5 ของเล่ม ซึ่งอ่านทวนได้เรื่อย ๆ เลยครับ

จัดทัพลงทุนรวยอัตโนมัติ

(2) จัดทัพลงทุน ตอน รวยอัตโนมัติ — เขียนโดย ดร.สมจินต์ สอนไพศาล

เล่มนี้หายากหน่อย เป็นหนังสือที่คล้ายคลึงกับเล่มข้างบน สรุปหลักการออมเงินเบื้องต้น แต่เสริมด้วยหลักการลงทุนในกองทุนรวม และการจัดพอร์ตลงทุน รวมไปถึงแนวทางการแบ่งสินทรัพย์ลงทุน เล่ม Automatic Millionaire คือเน้นเรื่องการออมเงิน (Saving) ในขณะที่เล่มนี้เน้นเรื่องลงทุน (investing)

ถ้าอ่านคู่กันสองเล่มเราก็จะเข้าใจหลักการออมเงินที่ดีจากเล่มข้างบน แล้วก็ได้หลักการลงทุนที่ดีจากเล่มนี้ เขียนอ่านง่ายครับ แนะนำเลย เวลาเจอที่ร้านหนังสือ ผมชอบซื้อติดมือเป็นประจำ เอาไว้ฝากเป็นของขวัญให้เพื่อน

RandomWalk_Cover2

(3) A Random Walk Down Wall Street — แปลไทยในชื่อ “เดินสุ่มในวอลสตรีท” เขียนโดย Burton G. Malkiel

นี่คือหนังสือในตำนานแห่งวงการลงทุนของโลก นักศึกษา MBA ในโรงเรียนธุรกิจดังของโลก ล้วนต้องอ่าน ผมว่านักลงทุนไม่ว่าจะใช้วิธีลงทุนแนวไหน ก็ควรจะต้องอ่านเล่มนี้ครั้งหนึ่งในชีวิตครับ  มือใหม่อ่านอาจจะยากหน่อย เพราะเป็นหนังสือลงทุนขั้นกลาง-สูง เนื่องจากใช้ศัพท์การเงินระดับหนึ่ง

คำแนะนำผมคือ พลิกไปอ่านส่วนที่ 4 ก่อน สำหรับนักลงทุนทั่วไป ส่วนที่ 4 นี่ครอบคลุมการวางแผนจัดพอร์ตลงทุนเกือบครบถ้วนแล้ว ตั้งแต่การออมเงินเบื้องต้น ไปจนถึงจะลงทุนในกองทุนรวมอย่างไร ผมว่าเขาเขียนได้ดีมาก และส่วนตัวคิดว่าเป็นแนวทางลงทุนระยะยาวที่ถูกต้องอย่างยิ่ง ผมชอบหยิบมาอ่านซ้ำ ๆ ย้ำใส่หัวให้แม่น เป็นเล่ม Must Have! เล่มหนึ่งเลยครับ

การซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านจะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าอย่างยิ่ง (พออ่านส่วน 4 ครบค่อยไล่มาย้อนอ่านตั้งแต่ส่วนที่ 1 ก็ได้ครับ) เป็นหนังสือลงทุนที่ตั้งคำถามกับแนวทางลงทุนต่าง ๆ ไม่ว่าจะสายเทคนิคหรือสายปัจจัยพื้นฐาน อีกทั้งในเล่มยังเขียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความบ้าคลั่งของตลาดหุ้น ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่า การจะประสบความสำเร็จในการลงทุน เราต้องอาศัยการควบคุมทางอารมณ์ที่ดี ความมีวินัย และความอดทนอย่างยิ่ง

comonsense

(4)  The Little Book of Common Sense Investing — เขียนโดย John C. Bogle

เล่มนี้ยังไม่มีแปลไทย นักลงทุนท่านใดที่พอจะอ่านภาษาอังกฤษได้ ผมแนะนำเล่มนี้ด้วย เพราะท่านจะได้หลักการลงทุนที่ดี ที่ชัดเจนแจ่มแจ้งดั่งแสงตะวัน เล่มนี้เขียนโดย John C. Bogle บุคคลในตำนานผู้สร้างกองทุนดัชนี (index funds) ให้เติบโตมาจนทุกวันนี้

เล่มนี้มีหลักการทุกอย่างของการลงทุน เน้นหนักไปที่เรื่องการลงทุนระยะยาวในกองทุนรวม ในเล่มจะมีทั้งการเขียนเชิงแนะนำว่า ทำไมถึงควรลงทุนระยะยาวในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ โดยเปรียบเทียบให้เห็นภาพ มีตัวอย่างประกอบว่า ถ้าท่านหลงไปหลงทุนในกองทุนแบบ active funds ท่านจะเจออะไรบ้าง รวมไปถึงการเขียนอธิบายเกี่ยวกับความเข้าใจผิดต่าง ๆ ของนักลงทุน เป็นหนังสือที่ผมชอบมาก ๆ เลยครับ

สรุปให้ 3 คำว่า “ควรอ่าน อ่าน และก็อ่าน” 

tharv

(5)  Secrets of the Millionaire Mind — แปลไทยชื่อ “ถอดรหัสลับสมองเงินล้าน” เขียนโดย T. Harv Eker

เล่มนี้ปิดท้าย ซึ่งไม่ได้สอนหลักการลงทุนอะไร แต่ผมว่ามันก็สำคัญ เพราะการลงทุนกับทัศนคติการใช้ชีวิตมันไปด้วยกัน เราจะลงทุนได้ดี เราต้องมี mind set หรือกลุ่มชุดทัศนคติกำกับที่สอดรับไปด้วย หนังสือของ Eker จะอธิบายถึงกระบวนการคิดภายในของแต่ละคน และนำไปสู่เหตุผลว่าทำไมถึงมีคนที่ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินน้อย ส่วนหนึ่งก็เพราะ “วิธีคิด” ของพวกเขาครับ วิธีคิดที่พวกเขาใช้กับการมองเงิน การมองความมั่งคั่ง การตัดสินใจดำเนินชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์ของชีวิตเขาทั้งสิ้น

หนังสือเล่มนี้ผมว่ามันจะช่วยให้เราเข้าใจตรงนี้ได้ดีขึ้น เพราะจากการสังเกตของผม แม้จะได้หลักการลงทุนที่ถูกต้องไป แต่คนกลุ่มหนึ่งก็ไม่สามารถลงทุนไปตามนั้นได้ เพราะขาด mind set กำกับการลงทุนคู่ไปด้วย คือ ถ้าไม่มี เขาก็จะตั้งคำถามอยู่ดีว่า จะต้องลงทุนไปทำไม? หรือแม้จะรู้เรื่องลงทุนดีแล้ว พวกเขาก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการลงทุน

ตัวอย่างประจักษ์คือ คนที่เรียนหรือทำงานเกี่ยวกับการเงิน ไม่จำเป็นต้องประสบความสำเร็จในการเงินการลงทุน แม้พวกเขาจะเข้าใจทฤษฎีและวิชาการเงินก็ตาม ส่วนหนึ่งผมคิดว่า เป็นเพราะพวกเขาขาดทัศนคติที่ดีทางการเงินครับ เพราะฉะนั้น ผมจึงแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ด้วย จะได้มีแนวคิดที่ครบครันระดับหนึ่งครับ

ถ้านักลงทุนมีเวลา ผมก็อยากจะให้อ่านทั้ง 5 เล่มนี้ให้ครบครับ จะเป็นประโยชน์ต่อตัวนักลงทุนเอง การลงทุนในความรู้สำคัญที่สุด เพราะความไม่รู้เป็นภัยอย่างยิ่งต่อการลงทุนระยะยาว ก่อนจะลงทุนในสินทรัพย์ใด ๆ โปรดลงทุนในความรู้ก่อน เพราะนั่นคือการลงทุนในสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของชีวิต ซึ่งก็คือ “ตัวเราเอง” ครับ