คลังเก็บหมวดหมู่: Funds

จัดพอร์ตลงทุน แบบระบบและแผนการเล่นฟุตบอล

การลงทุนให้สนุก ผมคิดว่าเราควรทำมันให้เหมือนเราเล่นเกมๆหนึ่ง อย่างตั้งใจ ครับ การเล่นในที่นี้ไม่ใช่การเอาเงินมาโยนถลุง ๆ ซื้อขายเล่น ๆ อันนี้ผมเรียก “ผลาญเงิน” แต่เป็นการจัดการ จัดพอร์ตลงทุน เหมือนเล่นฟุตบอล

พูดให้เห็นภาพ คือ การลงทุนเป็นเกมที่ต้องใช้ทักษะบริหารเงินพอสมควร และใครที่เป็นคอเกมจะพบว่าปัจจัยสำคัญในการเล่น คือ “กลยุทธ์และวินัย” — กีฬามักจะมีการวางแผนที่คล้ายกับการลงทุนพอสมควร และกีฬาที่จะนำมาอธิบายเปรียบเทียบการลงทุนในวันนี้ คือ “ฟุตบอล”

ฟุตบอลเป็นเกมที่มีระบบ การจะเอาชนะแต่ละแมตช์ โค้ชควรจะมองภาพรวมเกมให้ออก การลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราก็ควรจะมองให้ออกว่า วันนี้เรากำลังแข่งในสนามไหน สนามที่ทุกคนกำลังเล่นอยู่แน่ ๆ คือ สนามอิสรภาพทางการเงิน หมายถึง การเก็บแต้มลงทุนเพื่อให้เงินเติบโตทบต้นจนเรามีฐานะดีในอนาคต ถึงขนาดที่เงินลงทุนทั้งหมดสามารถให้ดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนมาให้เราใช้จ่ายได้ทั้งปี โดยไม่ต้องพึ่งเงินเดือนอีกเลย

การเล่นฟุตบอลนั้นจะมีผู้เล่นในทีมฝั่งละ 11 คน แต่แผนการเล่นจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มคือ กองหน้า กองกลาง กองหลัง และผู้รักษาประตู ซึ่งโค้ชอย่างเราต้องเลือกว่าจะให้ใครอยู่ตรงจุดไหน

กองหน้า (forward and striker)

ผู้สร้างผลตอบแทนหลักต้องให้อยู่กองหน้า แน่นอนว่า “หุ้น” เป็นตัวเลือกการลงทุนที่ดี การถือกองทุนดัชนีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด ก็น่าจะมั่นใจได้ว่า ผลตอบแทนระยะยาวจะยิงประตูได้ดีกว่าผู้เล่นกองหน้าอีก 70-75% ของทุกค่าย คนที่ลงทุนเชิงรุกหน่อย การจัดพอร์ตเลือกหุ้นดี ๆ ศึกษาเรื่องลงทุนเอง คุณก็อาจจะได้หุ้นแบบ Lionel Messi เข้าพอร์ตก็ได้ แต่ถ้าไม่เก๋าพอคุณก็อาจจะขาดทุนจากการจ่ายมากเกินไป เพื่อซื้อกองหน้าแย่ที่ตอนหลังต้องให้นั่งข้างสนามแทน แต่การลงทุนเราสามารถวางแผนได้อิสระที่เหมาะสมกับชีวิต เราอาจจะเลือกบริหารเงินในพอร์ตหุ้นเองส่วนหนึ่งและเล่นแบบเซฟ ๆโดยแบ่งเงินในกองทุนหุ้นควบคู่กันไปได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพยายาม ความเข้าใจ และการออกแบบชีวิตที่วางไว้ (ลองอ่านบทความนี้ประกอบครับ ทางเลือกในการลงทุนหุ้น )

กองกลาง (midfielder)

กองกลาง คือ ผู้เล่นที่ส่งเงินให้กองหน้า และบ่อยครั้งเกมดี ๆ ในฟุตบอลหลายเกมมาจากผู้เล่นกองกลางที่ดี ผมยกให้กองกลาง คือ รายได้ของเรา (incomes) เงินที่เราได้จากเงินเดือน เงินโบนัส รายได้จากการทำงานอื่นที่หักมาลงทุนเป็นผู้เล่นกองกลางคนที่ 1 ส่วนกองทุนตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ เป็นผู้เล่นที่ 2 และสินทรัพย์ลงทุนอื่น เช่น การปล่อยคอนโดหรือบ้านให้เช่า ที่ดิน ทองคำ หุ้นกู้ พันธบัตร เป็นผู้เล่นที่ 3 ทั้งสามกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนพลังผลตอบแทนและเพิ่มปริมาณเงินมาลงทุนของเรา คนสำคัญคือ ผู้เล่นอย่าง กองทุนตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น พยายามสะสมเงินตรงนี้ให้มาก เมื่อใดที่หุ้นตก การส่งบอล(ส่งเงิน)ให้กองหน้าซึ่งก็คือ หุ้น ยิงเพื่อทำประตู จะช่วยให้เกมมุ่งหน้าสู่ชัยชนะได้ไวขึ้น

กองหลัง (defender)

คือ play safe ระยะยาว ผมยกให้ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนประหยัดภาษีอย่าง LTF/RMF เป็นแบ็คหลัง ด้วยสาเหตุว่า ต่อให้การบริหารเงินกองหน้าและกองกลางไม่ดี ในอนาคตวัยเกษียณยังมีเงินเหล่านี้ช่วยให้เราใช้จ่ายสบาย ๆ ตอนเกษียณได้ เพราะเด้งสำคัญของมันคือได้ผลตอบแทนตั้งแต่ลงทุนด้วยการประหยัดเงินภาษีไปแล้วตั้งแต่ต้น และระยะเวลาลงทุนนาน ๆ ก็แทบจะทำให้การลงทุนพวกนี้มีโอกาสขาดทุนค่อนข้างน้อย

ประเด็นสำคัญคือ กองหลังจะถูกถอนหรือนำมาใช้ได้ก็อีกไกล เช่น ตอนอายุ 55 ปีสำหรับ PVD หรือ RMF มันจึงเป็นทัพหลังสุดท้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเอามันไปลงทุนในอะไรที่ผลตอบแทนต่ำ ๆ นะครับ อย่าง LTF ก็คือกองทุนหุ้น PVD/RMF ถ้าอายุยังน้อย ๆ หรือมีเวลาให้ลงทุนอีกมาก ควรอัดหุ้นหนัก ๆ 80-90-100% ไปเลย บางทีผลตอบแทนของมันอาจจะสูงกว่ากองหน้าด้วยซ้ำ (ปกติก็สูงกว่าอยู่แล้วถ้ารวมผลตอบแทนจากสิทธิประโยชน์ทางภาษีไปด้วย)

ทว่าเกมการแข่งขันย่อมมีขึ้นมีลง คนที่ทำให้เราอุ่นใจคือ

ผู้รักษาประตู (goalkeeper)

แน่นอนว่าเพื่อปกป้องชีวิตจากอะไรที่ไม่คาดคิด คุณควรมี เงินสำรองฉุกเฉิน เป็นเงินสดหรือสภาพคล่องเพียงพอต่อการใช้ชีวิตเกิน 6 เดือนถึงหนึ่งปีสบาย ๆ (เอาเงินเดือน x 6หรือ x 12) อาจจะพักเงินพวกนี้ในกองทุนตลาดเงินก็ได้ และแนะนำว่าควรมีเงินฉุกเฉินติด ATM ไว้ด้วยครับ

invest-football

รักษากลยุทธ์ตามที่ได้ จัดพอร์ตลงทุน

ที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อเกมฟุตบอลเปิดฉาก โค้ชที่ดีต้องรักษากลยุทธ์พวกนี้ไว้ แม้จะยืดหยุ่นระหว่างเกมได้ แต่หลักสำคัญคือในการเล่นเกมระยะยาวหลาย ๆ แมตช์ โค้ชควรจะเน้นกลยุทธ์ที่วางไว้ตอนแรกมากกว่า การเปลี่ยนแผนระหว่างเกมทุกแมตช์เป็นทางเสี่ยงสู่ความล้มเหลว และบ่งบอกว่าคุณไม่ค่อยมีฝีมือ เพราะอาจแสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่ไม่ดีตั้งแต่แรก

ดังนั้น การลงทุนของเราก็ควรจะเดินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ เช่น เราควรจะกำหนดเลยว่า เงินลงทุนกี่ % จะอยู่ในอะไรบ้าง เช่น กองหน้า 50% กองกลาง 20% กองหลัง 20% ผู้รักษาประตู 10%

เราก็จะได้กลยุทธ์ว่าเงิน 100 บาทของเราควรลงทุนอยู่ใน หุ้น 50 การลงทุนอื่น 20 กองทุนลดหย่อนภาษี 20 เงินสด 10 ส่วนการยืดหยุ่นระหว่างเกมคือ อาจจะปรับบางส่วนมากขึ้นลงได้ เช่น ถ้าเราไม่สบายใจอาจลดกองหน้าอย่างกองทุนหุ้นลงมาหน่อยเหลือสัก 40% ก็ได้ แล้วเพิ่มเงินสดแทน แต่ที่สำคัญสุดๆๆๆๆ คือ คุณต้องมีขั้นต่ำที่จะไม่ละเมิดกฎ เช่น สัดส่วนกองทุนหุ้นทั่วไปไม่ควรจะต่ำกว่า 40% ไม่ว่าคุณจะกลัวโลกถล่มทลายขนาดไหน จะไม่ขายทิ้งจนเหลือต่ำกว่า 40% ของสินทรัพย์ หรือต่อให้มั่นใจแค่ไหนก็จะไม่ให้เกิน 60% ของสินทรัพย์ลงทุน การทำแบบนี้ระยะยาว พลังแห่งการรักษาวินัยจะช่วยให้การลงทุนประสบความสำเร็จง่ายขึ้นครับ

จำไว้ว่า ฟุตบอลแม้กระทั่งทีมแชมป์ การเล่นทั้งฤดูกาลก็มีแมตช์ที่แพ้บ่อย ๆ ไม่มีใครชนะทุกเกม การลงทุนก็เช่นกัน ในกีฬาฟุตบอล ผมมักไม่ค่อยเห็นทีมที่เล่นหวือหวา 2-3 แมตช์จะได้คว้าถ้วยกับเขาสักเท่าไหร่ รางวัลมักจะเป็นของทีมที่ทำผลงานได้ดีสม่ำเสมอมากกว่า แม้เขาจะแพ้บ้าง แต่ปลายทางเขาคือผู้ชนะครับ การลงทุนก็เช่นกัน เราลงทุนระยะยาว ในระยะเวลาช่วงสั้น ๆ สินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ นั้น ย่อมมีความผันผวนเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ความอดทนในการทำตามวินัยจึงสำคัญมากครับ

Stay Calm, stay hold, and stay Invest!

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

          บทความนี้เรามาคุยกันถึงกองทุนพักเงินที่เรียกว่า “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น”—Short term Bond กันดีกว่า พิเศษหน่อยคือผมจะพูดถึงกองทุนพวกนี้ที่ผมลงทุนเองอยู่และประสบการณ์ที่ผ่านมาปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

          กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ โดยมีอายุตราสารเฉลี่ยประมาณ 1-1.5 ปี ตราสารพวกนี้ก็จะหมดอายุแล้วก็คืนเงินต้น ปกติจะดำรงรักษา duration ของพอร์ตที่เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 1.0-1.5 มันก็คล้าย ๆ กองทุนตลาดเงิน (Money Market—MMF)  เวอร์ชั่นพัฒนาขึ้นมานั่นเองครับ แต่จริงๆมันคือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ทำให้ขายแล้วได้เงินวันถัดไป (T+1) อาจจะเรียกมันว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ทุกวันและ(ทำให้)มีสภาพคล่องใกล้เคียงกับ MMF — Daily Fixed (DF) คือ กองทุนนี้มักจะลงทุนแกนกลางกึ่ง ๆ MMF แต่จะมีการผสมตราสารหนี้อายุยาวขึ้นมาลงไปนิดหน่อย ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นจากปกติ หรืออาจจะเปิดโอกาสให้ไปลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างขวางขึ้น เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศ แต่ก็ยังคงลักษณะบางอย่างของ MMF เอาไว้ เช่น ยังเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ยังเป็นกองทุนที่ขายวันนี้ได้รับเงินวันทำการถัดไป (T+1)  ส่วนตัวผมเลิกเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ไปนานมากแล้ว และเปลี่ยนมาใช้กองทุนพวกนี้เพื่อพักเงินระหว่างที่ยังไม่ได้ทำอะไรแทน ทุกวันนี้พอได้เงิน ผมก็จะค้างไว้ในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ที่เหลือจะเอาไปซื้อกองทุนพวกนี้หมด ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการลงทุนของกองทุนพวกนี้คือ

  1. ไว้พักเงินสภาพคล่อง เช่น เงินเดือนส่วนที่หักไว้เป็นเงินออม, รอซื้อสินทรัพย์อื่น เช่น หุ้น
  2. เก็บไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในระยะเวลาใกล้ๆ เช่น ค่าเทอม
  3. เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน
  4. เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว แต่ไม่ควรเกิน 20% มีไว้เป็นสภาพคล่องเฉย ๆ


       สมัยแรก ๆ ผมใช้วิธีทั่วไปคือก็ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบผลตอบแทน กองไหนดีก็ไปเปิดบัญชีกับที่นั่น เนื่องจากผมมีบัญชีธนาคารครบเกือบทุกธนาคารจึงอิสระมาก ๆ เรียกว่ามีบัญชีกองทุนทุกที่ และสมัยก่อนเป็นนักศึกษาจึงมีเวลาสำหรับการไปฝากไปโอนเงิน คนส่วนใหญ่ถ้ามาเปิดกองทุนพักเงินตอนทำงานแล้วก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้น กองทุนในเครือธนาคารที่ตนรับเงินเดือนหรือไปทำธุรกรรมได้สะดวก แต่กองทุนพวกนี้จริง ๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนนะครับ แม้มันจะดูเหมือน ๆ กันก็เถอะ หลายเจ้ามักจะมีกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้รวมกันประมาณ 2-3 กอง ถ้าแบ่งแบบง่าย ๆ ก็คือ กองที่เน้นปลอดภัย ลงทุนแต่ตราสารการเงินที่รัฐบาลออกและค้ำประกัน กับ กองที่ยังปลอดภัยแต่ผสมอะไรให้มันผลตอบแทนดีขึ้น เช่น ใส่เงินฝาก ใส่ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ลงไปบ้าง อย่างที่บอกสมัยก่อนผมลงทุนโดยดูผลตอบแทนเป็นหลัก แต่หลัง ๆ นี้เรื่องกลับเปลี่ยนไป พอศึกษามากขึ้น ผมกลับสังเกตว่า พอร์ตลงทุนของกองทุนพวกนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่กองทุนถือมันก็ใกล้เคียงกัน ตัวที่จะวัดว่าใครผลตอบแทนดีไม่ดีคืออะไรรู้ไหมครับ มันก็คือ “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” นั่นเอง สมมติว่าเฉลี่ยแล้วกองทุนพวกนี้ถือตราสารทั้งหมดแล้วให้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่ากัน ซึ่งมันควรจะเป็นผลตอบแทนของคุณทั้งหมด แต่ด้วย range หรือช่วงกว้างของค่าใช้จ่ายที่แต่ละเจ้าเรียกเก็บ มีตั้งแต่ 0.2 – 1.0% ต่อปี นั่นคือ คุณจะได้ผลตอบแทนทั้งปี 2.0% – 2.8% ต่อปี เนื่องจากโดนชาร์จค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน สำหรับกองทุนพวกนี้แล้ว ฝีมือของผู้จัดการกองทุนส่งผลน้อยมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดจะไปโดนค่าใช้จ่ายรวมกัดกินผลตอบแทนส่วนเกินกันหมด กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดว่าผลตอบแทนสุดท้ายคุณจะได้เท่าไหร่ จึงนำมาสู่แนวทางลงทุนของผม หลักสำคัญคือดู นโยบายลงทุน คู่ไปกับ ค่าใช้จ่ายกองทุน โดยให้น้ำหนักตัวหลังเยอะกว่า


ผมลองพาเดินทัวร์ทำความรู้จักกองทุนประเภทนี้ของแต่ละบลจ.หลัก ๆ ดีกว่าครับ (บางกองอาจถูกจัดเป็นกองทุนตลาดเงินได้นะครับ แต่ผมว่ามันเป็นกองตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า อิงเกณฑ์ตาม Morningstar เป็นหลัก) โดยจะคัดมาแต่กองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมต่ำ ๆ ประมาณไม่เกิน 0.40% ต่อปีครับ เพราะฉะนั้นหลายค่ายหลายกองจะหายไปทันที (จริง ๆ แล้วมันมีกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเยอะนะครับ เช่น K-SF/K-SFPLUS ของ K-Asset หรือ TMBUSB ของ TMBAM เป็นต้น)  ทั้งนี้สภาพคล่องต้องดีต้องขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไปด้วย (T+1)

ชื่อบริษัทจัดการ—ชื่อกองทุน—ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี

  • KTAM— KT-ST —0.30% (ต้องซื้อกับบลจ.โดยตรง)
  • KTAM— KTSTPLUS —0.30%
  • KTAM— KTPLUS —0.38%
  • KSAM— KFSMART —0.39%

ปล. ข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปีผสมกัน แก้ไขปรับปรุง ณ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2560



วิธีเลือกกองพวกนี้ในปัจจุบันของผม จึงสรุปได้เรียงตามลำดับ คือ

1. เลือกที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีต่ำสุด (ถ้าเป็นไปได้)

2. ถ้าผลตอบแทนไม่ต่างกัน เลือกกองทุนที่เน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก (แต่ส่วนตัวเห็นว่า กองทุนพวกนี้นโยบายลงทุนมักจะอนุรักษ์นิยมพอสมควรครับ ไม่มีใครอยากเสียชื่อเสียงเรื่องบริหารกองทุนตราสารหนี้ผิดพลาด ลองดูพวกตราสารที่ลงทุนก็ได้ครับ ถ้าคงระดับเรตติ้งที่ A มาก ๆ เป็นส่วนใหญ่ก็จะปลอดภัยขึ้นมาหน่อย แต่ถ้ามีแต่ BBB+ มาก ๆ อันนี้ควรจะตั้งข้อสงสัยครับ)

3. พิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น ความสะดวกในการใช้บริการ อาทิ กองทุนของบลจ.กรุงศรี ธนชาต ยูโอบี ฯลฯ มักจะผูกบัญชีธนาคารทั้งตัดเงินและรับเงินได้หลากหลายครับ (ดู บทความนี้ ประกอบ)


ปล. การลงทุนในกองทุนพวกนี้ยังไงก็ยังหลงเหลือความเสี่ยงครับ บทความนี้อธิบายประสบการณ์และการลงทุนส่วนตัวให้ลองไปศึกษาดู แต่ละคนมีแนวทางลงทุนต่างกันครับ และกองทุนพวกนี้ไม่ได้คุ้มครองเงินต้น มีโอกาสจะสูญเงินได้แม้กระทั่งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล้วน ๆ (แต่โอกาสน้อยมาก) เพราะฉะนั้นควรลงทุนอะไรที่เราเข้าใจกับมันดีที่สุดครับ

 

กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น (short-term bond)

บทความนี้เรามาคุยกันถึงกองทุนพักเงินที่เรียกว่า กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น” — Short-term Bond กันดีกว่า พิเศษหน่อยคือผมจะพูดถึงกองทุนพวกนี้ที่ผมลงทุนเองอยู่และประสบการณ์ที่ผ่านมาหลายปี คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์นะครับ

1. กองทุนตราสารหนี้ – ระยะสั้น

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ก็คือ กองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ เช่น พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ โดยมีอายุตราสารเฉลี่ยประมาณ 1.0-1.5 ปี ตราสารพวกนี้ก็จะหมดอายุแล้วก็คืนเงินต้น ปกติจะดำรงรักษา duration ของพอร์ตที่เฉลี่ยประมาณไม่เกิน 1.0-1.5 มันก็คล้าย ๆ กับ กองทุนตลาดเงิน — MMF เวอร์ชั่นพัฒนาขึ้นมานั่นเองครับ

หากแต่จริง ๆ แล้วมันคือ กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่ทำให้สามารถขายแล้วได้รับเงินคืนวันถัดไป (T+1) อาจจะเรียกมันว่า กองทุนตราสารหนี้ที่ซื้อขายได้ทุกวันและปรับปรุงให้มีสภาพคล่องใกล้เคียงกับ MMF — กลายเป็นกองทุนตราสารหนี้แบบ Daily Fixed (DF)

โดยปกติ กองทุนตราสารหนี้ ชนิดนี้มักจะลงทุนแกนกลางคล้ายกับ MMF แต่จะมีการผสมตราสารหนี้อายุยาวขึ้นมาเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผลตอบแทนสูงกว่ากองทุนตลาดเงิน หรือมีนโยบายลงทุนที่อาจจะเปิดโอกาสให้ไปลงทุนตราสารหนี้ที่กว้างขวางขึ้น เช่น ตราสารหนี้ระยะสั้นในต่างประเทศ แต่ทั้งนี้ก็ยังจะต้องคงลักษณะบางอย่างของ MMF เอาไว้ เช่น ยังเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ยังเป็นกองทุนที่ขายวันนี้ได้รับเงินวันทำการถัดไป 

ส่วนตัวผมเองนั้น เลิกเก็บเงินในบัญชีออมทรัพย์ไปนานมากแล้ว และเปลี่ยนมาใช้กองทุนพวกนี้เพื่อพักเงินระหว่างที่ยังไม่ได้ทำอะไรแทน ทุกวันนี้พอได้เงิน ผมก็จะค้างเงินสดไว้ในบัญชีไม่เกิน 10,000 บาท ที่เหลือจะเอาไปซื้อกองทุนพวกนี้หมด ดังนั้น วัตถุประสงค์ ในการลงทุนของกองทุนพวกนี้คือ

•  ไว้พักเงินสภาพคล่อง เช่น เงินเดือนส่วนที่หักไว้เป็นเงินออม หรือรอซื้อสินทรัพย์อื่น ๆ ในอนาคต เช่น หุ้น กองทุนรวมหุ้น

•  เก็บเผื่อไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในระยะเวลาใกล้ ๆ ที่กำลังจถึง เช่น ค่าเทอม เงินผ่อน

•  เป็นเงินสำรองฉุกเฉิน **

•  เป็นส่วนหนึ่งในพอร์ตลงทุนระยะยาว แต่ไม่ควรมีสัดส่วนเกิน 20% ของพอร์ต เพราะมีไว้เป็นสภาพคล่องเฉย ๆ เท่านั้น

2. การเลือก กองทุนตราสารหนี้ ระยะสั้น

สมัยแรก ๆ ผมใช้วิธีทั่วไปในการเลือกกองทุน คือ ดูเว็บไซต์เปรียบเทียบผลตอบแทน กองไหนดีก็ไปเปิดบัญชีกับที่นั่น เนื่องจากผมมีบัญชีธนาคารครบเกือบทุกธนาคารจึงอิสระมาก ๆ เรียกว่ามีบัญชีกองทุนทุกเจ้า และสมัยก่อนตอนเป็นนักศึกษาจึงมีเวลาสำหรับการไปฝากไปโอนเงิน ในทางกลับกัน คนส่วนใหญ่ถ้ามาเปิดกองทุนพักเงินตอนทำงานแล้ว ก็มักจะหนีไม่ค่อยพ้นกองทุนในเครือธนาคารที่ตนรับเงินเดือนหรือไปทำธุรกรรมได้สะดวก

อนึ่ง กองทุนพวกนี้จริง ๆ แล้วมันมีอะไรซับซ้อนนะครับ แม้มันจะดูเหมือน ๆ กันก็เถอะ ผู้ให้บริการ (บลจ.และธนาคาร) หลายเจ้า มักจะมีกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นพวกนี้รวมกันประมาณ 2-3 กอง ถ้าแบ่งแบบง่าย ๆ ก็คือ กองที่เน้นปลอดภัยเพราะลงทุนแต่ตราสารการเงินที่รัฐบาลออกและค้ำประกัน กับ กองที่ยังปลอดภัยแต่ผสมอะไรให้มันผลตอบแทนดีขึ้น เช่น ใส่เงินฝากระยะยาว ๆ ใส่ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ระยะยาวลงไปบ้าง

อย่างที่บอกสมัยก่อนผมลงทุนโดยดูผลตอบแทนเป็นหลัก แต่หลัง ๆ นี้เรื่องกลับเปลี่ยนไป พอศึกษามากขึ้น ผมกลับสังเกตว่า พอร์ตลงทุนของกองทุนพวกนี้ไม่ค่อยแตกต่างกันหรอก ผลตอบแทนของตราสารหนี้ที่กองทุนถือมันก็ใกล้เคียงกัน ตัวที่จะวัดว่าใครผลตอบแทนดีไม่ดีคืออะไรรู้ไหมครับ มันก็คือ “ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี” นั่นเอง

ลองสมมติว่า เฉลี่ยแล้วกองทุนพวกนี้ถือตราสารทั้งหมดแล้วให้ผลตอบแทนระยะยาวเฉลี่ย 3% ต่อปีเท่ากัน ซึ่งมันควรจะเป็นผลตอบแทนของคุณทั้งหมด แต่ด้วยช่วงกว้าง (range) ของค่าใช้จ่ายที่แต่ละเจ้าเรียกเก็บ มีตั้งแต่ 0.2 – 1.0% ต่อปี นั่นคือ คุณจะได้ผลตอบแทนทั้งปีประมาณ 2.0% – 2.8% ต่อปี ซึ่งมีความแตกต่างมหาศาล เนื่องมาจากโดนชาร์จเรียกเก็บค่าใช้จ่ายไม่เท่ากัน

สำหรับกองทุนพวกนี้แล้ว ฝีมือของผู้จัดการกองทุนส่งผลน้อยมาก ๆ เพราะท้ายที่สุดจะไปโดนค่าใช้จ่ายรวมกัดกินผลตอบแทนส่วนเกินกันหมด กลายเป็นว่าค่าใช้จ่ายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะวัดว่าผลตอบแทนสุดท้ายคุณจะได้เท่าไหร่ จึงนำมาสู่แนวทางลงทุนของผม หลักสำคัญคือดู นโยบายลงทุน คู่ไปกับ ค่าใช้จ่ายกองทุน โดยให้น้ำหนักตัวหลังเยอะกว่า

ทั้งนี้ หลักการลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ (low-cost index fund) สามารถนำมาใช้กับกองทุนตราสารหนี้ได้ หากแต่ปัญหาอย่างหนึ่งของกองทุนตราสารหนี้ในประเทศไทย คือ การไม่มีกองทุนดัชนีตราสารหนี้ (bond index funds)

อย่างไรก็ดี กองทุนตราสารหนี้ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำมาก ๆ ก็ยังพอนำมาทดแทนกองทุนดัชนีตราสารหนี้ได้ เพราะกองทุนตราสารหนี้แบบบริหารจัดการ (Actively managed fund) ยังมีข้อดีเฉกเช่นกองทุนดัชนีตราสารหนี้ในเรื่องของการกระจายการลงทุนที่เหมาะสม (broad diversification) เพราะมีการลงทุนในตราสารหนี้จำนวนมาก

ผมลองพาเดินทัวร์ทำความรู้จักกองทุนประเภทนี้ของแต่ละบลจ.หลัก ๆ ดีกว่า (บางกองอาจถูกจัดเป็นกองทุนตลาดเงินได้ แต่ผมคิดว่ามันก้ำกึ่งจะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า) โดยจะคัดมาแต่กองทุนที่ค่าใช้จ่ายรวมต่ำ ๆ ประมาณไม่เกิน 0.4% ต่อปี เพราะฉะนั้นหลายกองจะหายไปทันที เช่น K-SF, K-SFPLUS, TMBUSG และกองทุนที่คัดมาต้องมีสภาพคล่องดี เป็นกองที่ขายแล้วได้เงินวันทำการถัดไป (T+1) โดยดึงข้อมูลจากหนังสือชี้ชวนและรายงานประจำปี ซึ่งทำการรวบรวม ณ วันที่ 18/11/17

ชื่อบริษัทจัดการ: ชื่อกองทุน (ค่าใช้จ่ายรวมต่อปี)

•   KTAM: KT-ST (0.30%), KTSTPLUS (0.30%), KTPLUS (0.38%)

•  KSAM: KTSMART (0.39%)

3. สรุป กองทุนตราสารหนี้ – ระยะสั้น

วิธีเลือกกองทุนพวกนี้ในปัจจุบันของผม สรุปได้เรียงตามลำดับ ดังนี้

(1) เลือกที่มีค่าใช้จ่ายรวมต่อปีต่ำสุดถ้าเป็นไปได้ จริง ๆ อยากให้เลือกกองทุนดัชนีตราสารหนี้ แต่เท่าที่รู้คือตอนนี้ในไทยยังไม่มี

(2) ประเด็นเรื่องพอร์ตลงทุนของกองทุน โดยปกติกองทุนพวกนี้จะมีนโยบายลงทุนอนุรักษ์นิยมพอสมควร ไม่มีใครอยากเสียชื่อเรื่องบริหารกองทุนตราสารหนี้ผิดพลาด ตราสารที่ลงทุนมักจะมีส่วนหนึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน และมักจะมีระดับเรตติ้งที่ A แต่หากมี BBB+ เยอะ ๆ ให้ตั้งข้อสงสัยนะครับเรื่องความเสี่ยง

(3) พิจารณาประเด็นอื่น ๆ เช่น ความสะดวกในการใช้บริการ อย่างกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นของบลจ.กรุงศรี ธนชาต สามารถผูกบัญชีธนาคารได้หลากหลาย (ดูบทความนี้ประกอบ)

(4) กองทุนพวกนี้มีการกระจายความเสี่ยงในระดับหนึ่งแล้วตามที่อธิบายไปข้างบน เพราะกองทุนตราสารหนี้ที่แม้จะไม่ใช่กองทุนดัชนีก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนในตราสารหนี้หลายตัว ในหลายประเภท (พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ฯลฯ) และในหลายองค์กรผู้ออก (บริษัทเอกชน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ สถาบันการเงิน)

กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นโดยส่วนใหญ่จึงไม่มีความแตกต่างจนเกินไปในเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่นักลงทุนอาจนั่งเปรียบเทียบดูก็ได้ครับ เพราะบางกองก็เน้นลงทุนในตราสารที่ออกโดยสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ บางกองทุนก็เน้นลงทุนในพันธบัตรของหน่วยงานรัฐ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย

ต้องย้ำว่า การลงทุนในกองทุนพวกนี้ยังไงก็ยังหลงเหลือความเสี่ยงครับ บทความนี้อธิบายประสบการณ์และการลงทุนส่วนตัวให้ลองไปศึกษาดู แต่ละคนมีแนวทางลงทุนต่างกันครับ และกองทุนพวกนี้ไม่ได้คุ้มครองเงินต้น มีโอกาสจะสูญเงินได้แม้กระทั่งกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลล้วน ๆ (แต่โอกาสน้อยมาก) เพราะฉะนั้นควรลงทุนอะไรที่เราเข้าใจกับมันดีที่สุดครับ

 

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

     ในบรรดาการลงทุนทั้งหมดนั้น แผนการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ—Provident Fund (PVD) สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานเอกชน ผมอยากให้สนใจการลงทุนในกองทุนนี้เป็นสำคัญ เพราะมันคือ การลงทุนที่ดีที่สุด เท่าที่การลงทุนหนึ่งจะมีให้ได้แล้วครับ

คนที่ทำงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเจ้านี่พอสมควร เพราะโดนหักกันทุกเดือน และหลายคนก็จะวุ่นวายใจกับมันมากเพราะโดนมันหักเงินไปแทนที่จะได้เงินเดือนเต็มๆมาใช้ แต่เจ้า PVD นั้นผมนับว่าเป็นการลงทุนที่ดีมากๆ ถ้าเทียบเป็นไพ่ก็ป๊อกเก้า 3 เด้งเลยทีเดียวครับ หลักการของมันก็คือ สมมติเงินเดือนเรามี 100% PVD จะหักเงินเราไปลงทุนเลยตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินเดือนให้ บางบริษัทอาจจะหัก 5% บางบริษัท 10% ซึ่งมันทำตัวแบบภาษีครับ คือหักไปก่อนโดยตั้งแต่แรกตั้งแต่ก่อนเห็นเงินเดือน ทำให้มันเป็นการลงทุนที่ดีเพราะเรา “จ่ายให้ตัวเองก่อนโดยอัตโนมัติทันที” อันนี้คือข้อดีสุดๆอย่างหนึ่งของมันครับ ส่วนสามเด้งที่ผมว่าของ PVD ได้แก่ มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง, จำนวนเงินออมเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง, และได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอีกต่างหาก ลองมาดูทีล่ะอันครับ

(1) เด้งที่หนึ่ง ; มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง

เนื่องจาก PVD นั้นหักเงินไปลงทุนตั้งแต่เดือนแรกๆที่ทำงาน และหักไปเรื่อยๆ ตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ ทำให้ถ้าเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เช่น ตั้งแต่อายุ 20 ปีต้นๆ อายุที่จะนำเงิน PVD มาใช้อย่างสบายใจคืออายุ 55 ปีตามเงื่อนไข เท่ากับมีเวลาลงทุนสูงสุดได้เกือบ 30 ปี ระยะเวลาลงทุนที่นานขนาดนั้น เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในระยะสั้นแต่ผลตอบแทนสูงมากๆในระยะยาวอย่างหุ้นได้อย่างสบายใจ เนื่องจากลงทุนนานเกิน 10-20 ปีขึ้นผลตอบแทนหุ้นจะเป็นบวกเสมอตามสถิติและได้รับผลตอบแทนสามัญของหุ้นที่ประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีได้ พูดถึงการลงทุนในหุ้น 100% ล้วนนั้น ผมนึกถึงพาหนะการลงทุน 2 อย่างที่สามารถทำได้ คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้ง 2 อย่างนี้ถ้าคุณอายุไม่เกิน 40 โดยเฉพาะคนที่ยังลงทุนตั้งแต่อายุต่ำกว่า 30 เราสามารถอัดหุ้นเต็มกระสุนได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าอายุไม่มาก แผนลงทุนที่ดีที่สุดนั้นควรจะเลือกนโยบาย PVD แผนที่ลงทุนในหุ้นเยอะที่สุดครับ  เพราะอะไรน่ะหรือ การที่หุ้นขึ้นลงรายวัน รายเดือน ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเงินลงทุนระยะยาวคุณเลย ไม่ต้องสนใจการขึ้นลงรายปีด้วย เพราะกว่าเราจะขายได้ก็นู่นนนน อายุ 55 ปี ถ้าเราเลือกลงทุนแต่ตราสารหนี้ ผมถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งนึงในชีวิตเลยทีเดียว ความมั่งคั่งที่เป็นตัวเงินของคุณที่หายไปอาจจะแตะระดับแปดหลัก อาจมีมูลค่าเกิน 10 ล้านขึ้นไปยังได้ ซึ่งมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดง่ายๆแบบนี้นี่เอ


    ลองสมมติตัวอย่างนะครับ ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 มีเงินเดือนแค่ 20,000 บาท ไม่ปรับขึ้นเลยตลอดชีวิตไปจนถึงอายุ 55 ปี (ชีวิตโหดร้ายมากแต่แบบอยากให้เห็นตัวเลขชัดๆ) ถ้าสมมติ คุณเลือกสะสมหัก PVD ที่ 10% คุณจะมีเงินไปออมเดือนละ 2,000 บาท พออายุ 55 ปี สำหรับคนที่ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วน ระยะยาวผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ 3.5% ทบต้นต่อปี เท่ากับ คุณจะมีเงินตอนนั้น(ไม่รวมส่วนของนายจ้าง) ที่ประมาณ 1,270,000 ล้านบาท ในขณะที่ถ้าคุณเลือกแผนหุ้น 100% ตั้งแต่แรกๆ แล้วระยะยาวในเวลาเท่ากันได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในตอนนั้นประมาณ 3,660,000 ล้านบาท (หรือเกือบ 3 เท่าของคนที่อยู่ในแผนตราสารหนี้ล้วน) อันนี้แค่เงินเราอย่างเดียว กรณีนายจ้างสมทบให้เท่ากัน(กรณีนี้คือ 10%) คนที่ลงทุน PVD ตราสารหนี้ล้วนอาจจะมีเงินออกมาที่ 2-3 ล้านบาท แต่คนที่ลงทุนแผนหุ้น 100% ได้เงินออกมาที่ประมาณ 7 ล้านบาท แค่นี้คุณภาพชีวิตก็ต่างกันมากๆแล้วครับ แล้วนี่คือการสมมติในแบบที่เงินเดือนไม่ขึ้นด้วยนะครับ 30 ปี ถ้าเงินเดือนโตอีกปริมาณเงินที่ต่างกันยิ่งมหาศาล เนื่องจากการลงทุนใน PVD นั้น มีตัวเร่งการลงทุนและปริมาณเงินหลักๆคือ

  • จำนวนเงินที่เราหักมาสะสม—คนหักแค่ 5% ย่อมไม่เท่าคนหัก 10% หรือ บริษัทที่สมทบ 5% ย่อมไม่เท่ากับบริษัทที่สมทบ 10% หรือแม้กระทั่งบางคนก็ไม่ยอมหักเลย หรือออกจากงานปุ๊บก็เอาไปใช้หมด อันนี้ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทำร้ายฐานะการเงินในอนาคตมากๆ
  • ผลตอบแทน—คนลงทุนแผนหุ้นล้วนผลตอบแทนย่อมมากกว่าคนที่จมอยู่กับตราสารหนี้หรือตลาดเงินมากๆ อย่างที่ผมบอกเลยไม่มีอะไรจะพลาดเท่านี้แล้วถ้าตัดสินใจ(หรือไม่ยอมตัดสินใจจนทำให้)ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วนไปตลอดชีวิตการทำงาน
  • เวลา—ยิ่งทำงานไว มีระยะเวลาทำงานนานยิ่งสะสมทบต้นให้เงินโตมหาศาลกว่าครับ ทั้งนี้ต้องปล่อยให้เงินลงทุนโตต่อเนื่องโดยการที่ไม่ดึงมันมาใช้หรือขายทิ้งนะครับเวลาออกจากงานเก่าไปงานใหม่


จากที่เคยอ่านบทวิจัยเมื่อนานมามากแล้ว เงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ลูกจ้างในอเมริกาได้รับมาจาก 
401(k) เป็นเงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขาจากการทำงาน ซึ่งในไทยก็คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) แต่ค่อนข้างน่าเศร้าครับ ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของสำนักงานกลต. โดยเฉลี่ยแลัวลูกจ้างจะออกจากงานไปโดยได้เงินก้อนดังกล่าวต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ได้ตอนเกษียณอายุนะครับ คือเป็นเงินก้อนท้ายๆที่จะเอาไปใช้ชีวิตหลังอายุหกสิบปี ทว่าตัวเลขที่ลึกไปอีก คือ เงินที่ต่ำกว่าล้านที่ว่าคือ 300,000 บาท ! หรือใช้ได้อีก 20 ปีแต่ต้องใช้เดือนละ 1,300 บาท !!!! บนสภาวะที่ราคาของปรับตัวขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุที่ผมคิดว่ามันต่ำขนาดนี้ ความผิดพลาดก็คือ

1) หักเงินเข้า PVD กันน้อย
2) ลงทุนในตราสารหนี้กันหมด ทำให้เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อ (ข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งอุตสาหกรรมมีเงินลงทุนในหุ้นเพียงแค่ 10-15% ที่เหลือเป็นตราสารหนี้เกือบหมด) 
3) พอออกจากงานก็เลือกที่จะขายกองทุนทิ้งหมด ไม่โอนมายัง PVD ที่ทำงานใหม่
4) บริษัทต่างๆไม่อยากเพิ่มต้นทุนตัวเอง เลยสมทบต่ำสุดเท่าที่กม.กำหนด


(2) เด้งที่สอง ; จำนวนเงินออมเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง

ใครที่ทำงานบริษัทที่จ่ายเงินสมทบกองสำรองเลี้ยงชีพให้ใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของมันนะครับ มันคือการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่มีในทุกสินทรัพย์แล้วเพราะ “มันมีคนทบทวีเงินออมของเราเพิ่มด้วย” เช่น คุณโดนหักเงินไป 5 บาท ถ้าบริษัทสมทบให้เท่ากันคือ 5 บาท เงินที่เราจะได้ลงทุนรวมคือ 10 บาท แถมยังเอา 5 บาทที่ว่าไปหักลดหย่อนภาษีได้อีก โคตรของโคตรดี เพราะฉะนั้นให้พยายามลงทุนในส่วนนี้ให้เต็มอัตรา แล้วพยายามเลือกการลงทุนที่อัดหุ้น  มีเวลาทำงานอีก 30-40 ปี ถ้าลงทุนได้ยาวขนาดนี้ การลงทุนโดยอยู่ในแผนที่มีสัดส่วนลงทุนหุ้น 100% นี่ล่ะที่จะทำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณในตอนท้ายโตทะยานมหาศาล กว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันที่เลือกแผนอื่นๆเพราะกลัวหุ้นแน่นอน ซึ่งถ้าทำงานกันยาวๆ อาจจะต่างกันหลายล้านทีเดียวเพราะส่วนที่นายจ้างทบทวีให้ซึ่งถ้าสมทบเท่ากันสูงสุดอาจจะทำให้เงินโตขึ้นอีกเท่าตัว! (เช่น บางบริษัท คุณหักไปสะสม 10% ของเงินเดือน นายจ้างสมทบให้อีก 10% แค่นี้ก็มูลค่ามหาศาลเป็นล้านในอนาคตแล้วครับ ถ้าทำงานนานๆ)

อาจจะมีหลายคนยังไม่รู้นะครับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพตอนนี้กฎหมายยปรับใหม่ อนุญาตให้ลูกจ้างหักเงินได้มากกว่าที่นายจ้างสมทบ เช่น เราสามารถเลือกว่าจะหัก 5 7 9 11 13 หรือ 15% ของเงินเดือนก็ได้ แม้นโยบายบริษัทจะสมทบให้แค่ 5% ก็ตาม ทั้งนี้การสมทบเงินของนายจ้างก็ยังอยู่ที่เขากำหนดนะครับ เช่น เราสะสม 15% นายจ้างก็อาจจะจ่ายเงินสมทบที่ 5-10% ตามอายุงาน ถือว่าเป็นการปลดล็อกประเด็นที่เดิมทำให้ลูกจ้างหักเงินเกินนายจ้างสมทบไม่ได้


     (3) เด้งที่สาม ; ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

    เงิน PVD ส่วนที่โดนหักไปนั้น เราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ครับ รัฐส่งเสริมในส่วนนี้เพื่อจะได้ทำให้คนลงทุนระยะยาวและแบ่งเบาภาระของรัฐในการช่วยเหลือในอนาคต และถ้าลงทุน PVD ไม่เรื่อยๆจนอายุ 55 ปี ตราบใดที่ยังไม่มีการขายออกมา ภาษีจะไม่มายุ่งกับเราเลย แถมพอครบเงื่อนไขคืออายุเกิน 55 ปีแล้ว เงินก้อน PVD ที่เราได้รับจะได้รับยกเว้นภาษีด้วย โอ้โห คือมันดีมากๆๆ จริงครับ สำหรับนักลงทุนที่ต้องออกจากงานก่อน การขายทิ้ง PVD จะทำให้ท่านต้องนำมันไปยื่นเสียภาษีด้วย ทางออกที่รัฐวางไว้คือ ให้ท่านคงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไว้กับบริษัทเก่าก่อน พอได้งานที่ใหม่ค่อยโอนไปยัง PVD ของที่ทำงานใหม่ครับ แค่นี้ก็ไม่ถือว่าขายแล้ว หรือกฎเกณฑ์ใหม่สามารถโอน PVD นั้นไปยังกองทุน RMF ที่รองรับการโอนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ (บนเงื่อนไขขายได้แบบปลอดภาระทุกอย่างที่อายุ 55 เหมือนเดิม) ทั้งนี้ใครที่คิดว่าออมใน PVD ยังไม่พอ สามารถซื้อ RMF ลงทุนคู่ไปได้ ทั้งนี้ PVD รวม RMF และประกันบำนาญ ต้องไม่ไม่เกิน 500,000 บาท และอย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ด้วย (ประเด็นภาษีมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูตัวเต็มด้วยนะครับทั้ง PVD ทั้ง RMF เลย)


สรุป

ใครอายุน้อยๆ พึ่งเริ่มทำงาน แล้วบริษัทมีให้เลือกแผนลงทุนหุ้นได้ 100% สามารถเลือกนโยบายหุ้นล้วนแล้วลงกองสำรองเลี้ยงชีพให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้จะเป็นการตัดสินใจที่ดีมากๆครับ ส่วนที่ผมชอบมันค่อนข้างมาก เพราะมันคือ การลงทุนอัตโนมัติ จ่ายให้ตัวเองก่อนแบบแท้ๆ เราไม่เห็นเงินก้อนนี้ตอนเงินเดือนออกแน่นอน คล้ายๆภาษีที่รัฐเอาไปก่อน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีอัตราความไวไม่แพ้สรรพากรครับ แถมยังได้ผลประโยชน์ถึงสามทาง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน, ได้เงินสมทบจากนายจ้าง, และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

ไม่มีการลงทุนใดดีเท่านี้อีกแล้วครับ

PVD – กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คืออะไร ?

ในบรรดาการลงทุนทั้งหมดนั้น การลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund or PVD) สำหรับนักลงทุนรายย่อยทั่วไป โดยเฉพาะคนที่เป็นพนักงานเอกชน ผมอยากให้สนใจการลงทุนในกองทุนนี้เป็นสำคัญ เพราะมันคือ การลงทุนที่ดีที่สุด เท่าที่การลงทุนหนึ่งจะมีให้ได้แล้วครับ

คนที่ทำงานบริษัทเอกชนส่วนใหญ่น่าจะรู้จักเจ้านี่พอสมควร เพราะโดนหักเงินกันทุกเดือน และหลายคนก็จะวุ่นวายใจกับมันมากเพราะโดนมันหักเงินไป แทนที่จะได้เงินเดือนเต็ม ๆ มาใช้ แต่เจ้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น ผมนับว่าเป็นการลงทุนที่ดีมาก ๆ ถ้าเทียบเป็นไพ่ป๊อกเก้าก็ 3 เด้งเลยทีเดียวครับ

หลักการของมันก็คือ สมมติเงินเดือนเรามี 100% กองทุนนี้มันจะหักเงินเราไปลงทุนเลยตั้งแต่ก่อนจ่ายเงินเดือนให้ บางบริษัทอาจจะหัก 5% บางบริษัท 10% ซึ่งมันทำตัวแบบภาษีครับ คือหักไปก่อนตั้งแต่แรก เรียกว่าเอาไปตั้งแต่ก่อนเราจะเห็นเงินเดือน ทำให้มันเป็นการลงทุนที่ดีเพราะเรา “จ่ายให้ตัวเองก่อนโดยอัตโนมัติทันที” อันนี้คือข้อดีสุด ๆ อย่างหนึ่งของมันครับ

ส่วนสามเด้งที่ผมว่าของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ได้แก่ ประการแรกนั้น การมีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงถ้าลงทุนสินทรัพย์ที่ถูกต้อง ส่วนประการที่สองนั้น จำนวนเงินออมจะเพิ่มมากขึ้นอีกจากการสมทบโดยเงินของนายจ้าง และประการสุดท้าย คือ PVD ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีด้วย ลองมาดูทีล่ะอันครับ

1. ผลตอบแทน PVD จะสูงถ้าลงทุนถูกต้อง

เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นหักเงินไปลงทุนตั้งเดือนแรก ๆ ที่ทำงาน และมันจะหักไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่คุณยังทำงานอยู่ ทำให้ถ้าเราเริ่มทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ เช่น ตั้งแต่อายุ 20 ปีต้น ๆ พอไปถึงอายุที่จะนำเงิน PVD มาใช้อย่างสบายก็คือ อายุ 55 ปีตามเงื่อนไข

นั่นเท่ากับว่า ถ้าเรามีเวลาลงทุนสูงสุดได้เกือบ 30 ปี ระยะเวลาที่ลงทุนนานขนาดนั้น เราสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความผันผวนในระยะสั้นแต่ให้ผลตอบแทนสูงมาก ๆ ในระยะยาวอย่างหุ้นได้อย่างสบายใจ เนื่องจากเรามีระยะเวลาในการลงทุนที่นานเกิน 10-20 ปีขึ้นไป ทำให้ผลตอบแทนหุ้นมักจะเป็นบวกเสมอตามสถิติที่ผ่านมา และทำให้เราได้รับผลตอบแทนของหุ้นที่ประมาณ 9-10% ทบต้นต่อปีได้

และเมื่อพูดถึงการลงทุนในหุ้น 100% ล้วนนั้น ผมนึกถึงพาหนะการลงทุน 2 อย่างที่สามารถทำได้ คือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ทั้ง 2 กองทุนนี้ถ้าคุณอายุไม่เกิน 40 ปี ยิ่งคนที่ลงทุนตั้งแต่อายุต่ำกว่า 30 เราสามารถอัดหุ้นเต็มกระสุนได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าอายุไม่มาก แผนการลงทุนที่ดีที่สุดนั้นควรจะเลือกนโยบาย PVD แผนที่ลงทุนในหุ้นเยอะที่สุดครับ

หุ้นในระยะยาวคือสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในระดับ 10% ทบต้นต่อปีได้เลยทีเดียว บนอัตราเร่งเท่านี้ ทุก ๆ 7 ปีเงินจะโตเป็นเท่าตัว 

สาเหตุเพราะอะไรน่ะหรือ? การที่หุ้นขึ้นหุ้นลงรายวัน รายเดือน ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับเงินลงทุนระยะยาวเลย เราไม่จำเป็นที่จะต้องสนใจการขึ้นลงรายปีของหุ้นด้วย เพราะกว่าเราจะขายได้ก็นู่น อายุ 55 ปี

คนที่อายุน้อยแต่เลือกลงทุนในตราสารหนี้ 100% ไปตลอด อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิตเลยทีเดียว และแก้ไขไม่ได้ด้วยเมื่อครบอายุ 55 ปีแล้ว

ความมั่งคั่งที่เป็นตัวเงินของคุณที่หายไปอาจจะแตะระดับแปดหลัก อาจมีมูลค่าเกิน 10 ล้านขึ้นยังได้ ซึ่งมาจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดง่าย ๆ แบบนี้นี่เอง

ลองสมมติตัวอย่างนะครับ ถ้าเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 25 มีเงินเดือนแค่ 20,000 บาท ไม่ปรับขึ้นเลยตลอดชีวิตไปจนถึงอายุ 55 ปี (ชีวิตโหดร้ายมากแต่แบบอยากให้เห็นตัวเลขชัด) ถ้าสมมติคุณเลือกสะสมหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ 10% คุณจะมีเงินไปออมเดือนละ 2,000 บาท พออายุ 55 ปี สำหรับคนที่ลงทุนแผนตราสารหนี้ล้วน ระยะยาวผลตอบแทนน่าจะอยู่ที่ 3.5% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในตอนนั้น (ไม่รวมส่วนของนายจ้าง) ที่ประมาณ 1,270,000 บาท

ในขณะที่ถ้าคุณเลือกแผนหุ้น 100% ตั้งแต่แรก ๆ แล้วในเวลาเท่ากันได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9% ทบต้นต่อปี เท่ากับคุณจะมีเงินในอนาคตประมาณ 3,666,000 บาท หรือเกือบเท่า 3 เท่าของคนที่อยู่ในแผนตราสารหนี้ล้วน (นับเฉพาะแค่เงินเราอย่างเดียวกันะครับ)

กรณีนายจ้างสมทบให้เท่ากัน (สมมติให้สมทบตามที่คุณหักเต็มจำนวน 100%) คนที่ลงทุนแผนนโยบายตราสารหนี้ลล้วนอาจจะมีเงินออกมาที่ 2-3 ล้านบาท แต่คนที่ลงทุนแผนหุ้น 100% ได้เงินออกมาที่ประมาณ 7 ล้านบาท แค่นี้คุณภาพชีวิตก็ต่างกันมาก ๆ แล้วครับ และยังต้องย้ำอีกว่า นี่คือการสมมติในแบบที่เงินเดือนไม่ขึ้นเลยด้วยนะครับ 30 ปี ถ้าเงินเดือนโตหรือขึ้นอีก ปริมาณเงินที่จะได้รับยิ่งต่างกันมหาศาล

2. ตัวเร่งมูลค่าของ PVD

การลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นจะมีตัวเร่งการลงทุนและปริมาณเงินหลัก ๆ คือ

I. จำนวนเงินที่เราหักมาสะสม

ปริมาณเงินเป็นสิ่งสำคัญเพราะเป็นตัวทวีอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับความมั่งคั่งระยะยาว คนที่หักเงิน PVD แค่ 5% ย่อมไม่เท่าคนหัก 10% หรือบริษัทที่สมทบเงิน 5% ย่อมไม่เท่ากับบริษัทที่สมทบ 10% หรือเลวร้ายที่สุดคือบางคนไม่ยอมหักเงินเข้า PVD เลย หรือบางคนออกจากงานปุ๊บก็เอาไปใช้หมดเลย แบบนี้ก็จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะทำร้ายฐานะทางการเงินในอนาคตมาก ๆ

II. ผลตอบแทนที่ได้รับ

คนที่ลงทุนแผนหุ้นล้วน (ตราสารทุน 100%) ผลตอบแทนย่อมมากกว่าคนที่จมอยู่กับตราสารหนี้หรือตลาดเงินมาก ๆ และอย่างที่ผมบอกเลย ไม่มีอะไรจะพลาดเท่านี้แล้วถ้าตัดสินใจ (หรือไม่ยอมตัดสินใจจนทำให้) ลงทุนแผนตราสารหนี้ลล้วนไปตลอดชีวิตการทำงาน และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ถ้าไม่ยอมเข้าแผนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

III. ระยะเวลาในการลงทุน

ยิ่งทำงานไว มีระยะเวลาทำงานนานยิ่งสะสมทบต้นให้เงินโตมหาศาลกว่าครับ ทั้งนี้ต้องปล่อยให้เงินลงทุนโตต่อเนื่อง โดยการที่ไม่ดึงมันมาใช้หรือขายทิ้งนะครับ เวลาออกจากงานเก่าไปงานใหม่

จากที่เคยอ่านบทวิจัยเมื่อนานมาแล้ว เงินก้อนที่ใหญ่ที่สุดที่ลูกจ้างในอเมริกาได้รับมาจาก 401(k) เป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดของพวกเขาจากการทำงาน ซึ่งในไทยนั้น 401(k) ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่ค่อนข้างน่าเศร้าครับ ในไทยนั้นผมเคยอ่านบทความสัมภาษณ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยเฉลี่ยแล้วลูกจ้างจะออกจากงานไป โดยได้รับเงินก้อนดังกล่างต่ำกว่า 1 ล้านบาท ซึ่งเงินพวกนี้ได้รับตอนเกษียณอายุนะครับ คือมันจะเป็นเงินก้อนท้าย ๆ ที่จะเอาไปใช้ชีวิตหลังอายุ 60 ปี

ทว่าตัวเลขที่ลึกลงไปก็คือ เงินที่ต่ำกว่าหนึ่งล้านที่ว่านั้นเป็นจำนวนเงินแค่ 300,000 บาท! หรือสามารถนำเงินไปใช้ได้อีกแค่ 20 ปีหรือใช้ได้แค่เดือนละ 1,300 บาท!!! บนสภาวะที่ราคาของปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ สาเหตุที่ผมคิดว่ามันต่ำขนาดนี้ ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากสาเหตุดังนี้

(1) หักเงินเข้าสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพกันน้อยเกินไป

(2) เงินที่ลงทุนใน PVD ลงทุนในแผนตราสารหนี้ล้วนทำให้เงินโตไม่ทันเงินเฟ้อ ซึ่งข้อนี้น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ เพราะขณะนี้กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งอุตสาหกรรมมีเงินลงทุนในหุ้นเพียงแค่ 10-15% ส่วนที่เหลือคนเอาเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เกือบทั้งหมด

(3) เวลาที่ออกจากงานก็เลือกที่จะขายกองทุนทิ้งหมด ไม่ยอมโอนเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังที่ทำงานใหม่

(4) บริษัทต่าง ๆ ไม่อยากเพิ่มต้นทุนตัวเองเลยสมทบเงินลงทุนต่ำสุดเท่าที่กฎหมายกำหนด

 3. พลังของเงินสมทบจากนายจ้าง

ใครที่ทำงานบริษัทที่จ่ายเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ เราจะต้องใช้ประโยชน์ที่ดีที่สุดของมันให้ได้ เนื่องจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเท่าที่มีในทุกสินทรัพย์แล้ว เพราะ “มันมีคนทบทวีเงินออมของเราเพิ่มให้ด้วย” เช่น คุณหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 5 บาท ถ้าบริษัทสมทบให้ 100% บริษัทจะใส่เงินให้มาอีก 5 บาท ทำให้เงินที่เราจะได้ลงทุนรวมแล้วคือ 10 บาท แถมยังสามารถนำเอา 5 บาทที่ว่าไปหักลดหย่อนภาษีได้อีก เรียกได้ว่าเป็นโคตรของโคตรดี

เพราะฉะนั้นโปรดจำไว้ว่า เราควรพยายามลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยหักเงินให้เต็มตามอัตราสมทบและเลือกแผนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นมากที่สุด

ยิ่งเรามีระยะเวลาทำงานอีก 30-40 ปี อันเป็นระยะเวลาที่สามารถลงทุนได้นานมาก ๆ การลงทุนโดยอยู่ในแผนที่มีสัดส่วนลงทุนหุ้น 100% นี่ล่ะที่จะทำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของคุณในท้ายที่สุดโตทะยานมหาศาลกว่าคนทั่วไปในรุ่นเดียวกันที่เลือกลงทุนแผนอื่น ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งความต่างที่ว่าคือหลักล้านได้เลยทีเดียว

สาเหตุที่มันต่างกันมโหฬารก็เพราะว่า ส่วนที่นายจ้างสมทบเงินให้ (โดยเฉพาะกรณีสมทบเท่ากัน 100% ของเงินที่ถูกหัก) มันจะช่วยเข้ามาทบให้เงินโตเป็น 2 เท่า เช่น บริษัทบางแห่งนั้น หากคุณหักเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 10% ของเงินเดือน นายจ้างจะสมทบให้เท่ากัน แค่นี้ก็ถือเสมือคุณได้มีเงินไปลงทุนถึง 20% ของเงินเดือนกันไปเลย ความต่างของมูลค่าเงินในอนาคตจึงสูงมากไปตามระยะเวลาลงทุนที่เหลือหรือระยะเวลาทำงานที่เหลือก่อนเกษียณ

ในปัจจุบันนั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ถูกปรับปรุงด้วยกฎหมายใหม่ อนุญาตให้ลูกจ้างสามารถหักเงินได้มากกว่าที่นายจ้างสมทบ เช่น เราสามารถเลือกว่าจะหักเงิน 5-7-9-11-13-15% ของเงินเดือนก็ได้ แม้นโยบายของบริษัทที่เราทำงานจะสมทบเงินให้แค่ 5% ก็ตาม

ทั้งนี้การสมทบเงินของนายจ้างก็ยังอยู่ตามที่บริษัทหรือนายจ้างกำหนดอยู่นะครับ เช่น แม้เราจะสะสม 15% นายจ้างก็จะจ่ายเงินให้ 5-10% สมทบตามอายุงาน เพียงแต่กฎหมายปรับใหม่ให้ดีกว่าแต่ก่อน เพราะเดิมนั้นลูกจ้างจะหักเงินเกินกว่าที่นายจ้างสมทบไม่ได้

4. หนึ่งเด้งจากสิทธิประโยชน์ทางภาษี

เงินส่วนที่โดนหักไปลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้น เราสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ครับ รัฐเข้ามาส่งเสริมในส่วนนี้เพื่อจะทำให้คนลงทุนระยะยาว และเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐในการช่วยเหลือพลเมืองในอนาคต และถ้าเราลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปเรื่อย ๆ จนอายุ 55 ปี ตราบเท่าที่ยังไม่มีการขายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกมา ภาระภาษีจะไม่เข้ามายุ่งกับเราแล้ว และเมื่อครบเงื่อนไขที่อายุ 55 ปีแล้ว เงินก้อนนี้ซึ่งเราจะได้รับก็ยังยกเว้นภาษีเงินได้ให้อีกด้วย

สำหรับนักลงทุนที่ต้องออกจากงานก่อน การขายทิ้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะทำให้ท่านต้องนำเงินที่ขายมาไปยื่นเสียภาษีด้วย ทางออกที่รัฐวางไว้ก็คือ ให้ท่านทำการคงเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานเก่าไว้ในบริษัทเก่าก่อน พอได้งานที่ใหม่ค่อยทำเรื่องย้ายไปยังกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของที่ทำงานใหม่ (ไม่ถือว่าเป็นการขายที่ผิดเงื่อนไขทางภาษี)

นอกจากนี้ตามกฎเกณฑ์ใหม่นั้น ท่านสามารถโอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ที่รองรับการโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากแต่ยังต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่จะขายได้แบบปลอดภาระภาษีก็ตอนอายุ 55 เหมือนเดิม

ทั้งนี้ใครที่คิดว่าออมในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังไม่พอ สามารถซื้อ RMF ลงทุนคู่ไปได้ โดยจำนวนเงินที่ลงทุนทั้งสองกองทุนนี้และประกันบำนาญ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และอย่าลืมเงื่อนไขของ RMF ด้วย (ประเด็นภาษีมีรายละเอียดเพิ่มเติมให้ดูข้อกฎหมายตัวเต็มด้วยนะครับ)

5. บทสรุปของ PVD

ทบทวนหลักการลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอีกรอบ หากใครที่ยังมีอายุน้อย ๆ พึ่งเริ่มทำงาน แล้วบริษัทมีให้เลือกแผนลงทุนหุ้นได้ 100% สามารถเลือกนโยบายหุ้นล้วนแล้วลงกองสำรองเลี้ยงชีพให้สูงที่สุดเท่าที่ทำได้ ซึ่งมันจะเป็นการตัดสินใจที่ดีมาก ๆ ครับ แบบที่คุณในอนาคตจะต้องขอบคุณตัวเองสุดฤทธิ์

ส่วนที่ผมชอบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพค่อนข้างมาก เพราะมันคือ การลงทุนอัตโนมัติ จ่ายให้ตัวเองก่อนแบบแท้ ๆ เราไม่เห็นเงินก้อนนี้ตอนเงินเดือนออกแน่นอน คล้าย ๆ ภาษีที่รัฐใช้วิธีเก็บเอาไปก่อน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพจึงมีอัตราความไวไม่แพ้สรรพากรครับ แถมยังได้ผลประโยชน์ถึงสามทาง ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน ได้เงินสมทบจากนายจ้าง และได้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี

แทบจะไม่มีการลงทุนบนโลกนี้ที่จะดีทุกด้านเท่านี้อีกแล้วครับ