คลังเก็บหมวดหมู่: Funds

ค่าใช้จ่ายในการลงทุน – ตัวเขมือบผลตอบแทนระยะยาว

ตามหลักการทั่วไป ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนที่จะได้รับอย่างมาก เพราะผลตอบแทนสุทธิที่นักลงทุนจะได้รับ ย่อมมาจากสมการที่ว่า ผลลัพธ์ขั้นต้น – ค่าใช้จ่ายทั้งหมด = ผลตอบแทน โดยผมขออนุญาตยกตัวอย่างสำคัญ คือ ผลตอบแทนของ กองทุนหุ้น” มาอธิบายในประเด็นข้างต้นนี้

I. ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ของกองทุนรวม

การลงทุนในกองทุนหุ้นนั้น เนื่องจากกองทุนนำเงินไปลงทุนในหุ้น ซึ่งผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจาก 1. การเติบโตของผลตอบแทนจากกำไรที่บริษัทจดทะเบียนทำได้ (earnings growth) กับ 2. ผลตอบแทนจากเงินปันผลที่บริษัทจ่ายออกมา (dividend) ซึ่งเราสามารถนำเงินปันผลนี้มาลงทุนทบต้นไปเรื่อย ๆ ได้

ในขณะที่ผลตอบแทนระยะสั้นของตลาดหุ้น จะถูกกระทบจากปัจจัยเกี่ยวกับการเก็งกำไรซะมากกว่า ซึ่งผลจากการเก็งกำไรจะหายไป เมื่อคุณได้ลงทุนในระยะเวลาที่ยาวนานมาก ๆ เช่น 10 ปีขึ้นไป

ด้วยเหตุนี้ ผลตอบแทนของการลงทุนในกองทุนหุ้น จึงจะมาจากการลงทุนระยะยาวถือครองกองทุนหุ้นนั้นเพื่อรับผลประโยชน์จากการเติบโตกำไรของบริษัทจดทะเบียนตามเศรษฐกิจระยะยาว และการนำเงินปันผลที่ได้รับมาลงทุนกลับ ซึ่งถ้าเราลงทุนในกองทุนหุ้นที่มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล กองทุนจะนำกำไรจากการลงทุนและเงินปันผลที่ได้รับจากบริษัท ไปลงทุนทบต้นต่อเนื่องอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเราลงทุนโดยถือครองกองทุนหุ้นที่มันลงทุนในหุ้นทั้งตลาดหุ้น เช่น กองทุนดัชนี ผลตอบแทนเราก็จะเทียบเท่าใกล้เคียงกับผลตอบแทนของตลาดหุ้น ดังที่ John Bogle กล่าวไว้ว่า “กลยุทธ์ในการลงทุนที่จะชนะในระยะยาว คือการเก็บเกี่ยวรับผลตอบแทนจากระบบทุนนิยม ซึ่งทำได้ด้วยการถือครองหุ้นทั้งตลาด อันเป็นการลงทุนถือครองธุรกิจทั้งหมด ไม่ใช่การซื้อขายหุ้น (In investing, the winning strategy for reaping the rewards of capitalism depends on owning business, not trading stocks.)[1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Returns (Hoboken: Wiley, 2007), 192.]

นำมาสู่หลักการที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของเรา ก็จะมาจากผลตอบแทนขั้นต้นของตลาดหุ้น (gross returns) แต่เนื่องจากการลงทุนในกองทุนรวมจะมี ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ต่าง ๆ อันทำให้ ผลตอบแทนขั้นต้นถูกหักออกไปอีก ผลตอบแทนสุทธิที่คุณจะได้รับจริง ๆ ก็จะมาจาก ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้น หักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด (gross returns – costs)

และนำไปสู่หลักการลงทุนต่อเนื่องที่ว่า ในเมื่อผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นนั้นคงที่ การจะได้ผลตอบแทนที่ใกล้เคียงที่สุด เราจะต้องลงทุนโดยมีค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด และถ้าเราลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราก็ควรจะต้องทำยังไงก็ได้ให้ ค่าใช้จ่ายกองทุนรวมทั้งหมด ต่ำที่สุด โดยค่าใช้จ่ายที่จะลดทอนผลตอบแทนเรา ได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายในการลงทุน ทั้งหลายของกองทุนรวม

เริ่มตั้งแต่ค่าธรรมเนียมในการซื้อขายกองทุน (front-end load) ค่าใช้จ่ายในการซื้อขายหลักทรัพย์ (transation fees) ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการกองทุน (management fee) ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับกองทุน ซึ่งถ้ารวมกับค่าบริหารก็จะเรียกเหมา ๆ ว่า “Total expenses” ยังไม่หมดครับ เวลาขายก็โดยค่าธรรมเนียมในการขาย (back-end load) อีก

(2) ภาษี (taxes)

โดยเฉพาะภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายจ่ายปันผล ซึ่งจะทำให้คุณต้องเสียภาษีจากปันผลที่กองทุนจ่ายครั้งละ 10% ดูเหมือนไม่เยอะ แต่ระยะยาวนั้น ส่วนต่างตรงนี้ถ้าได้นำไปลงทุนให้ได้ผลตอบแทนทบต้นต่อเนื่อง มันจะเป็นมูลค่าเงินที่สูงมาก ๆ (ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้เกี่ยวกับ กองทุนที่มีนโยบายจ่ายปันผล ลองอ่านได้ครับ) ในทางกลับกัน ถ้าเป็นได้ เราควรจะลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ให้ครบตามสิทธิก็จะเป็นประโยชน์ขึ้นไปอีก

(3) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selection costs) 

พวกนี้ก็คือต้นทุนทั้งหลายเวลานักลงทุนเลือกกองทุนรวม โดยนั่งดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองทุนติดดาว กองทุนที่โฆษณาจัดอันดับ กองทุนฮิต ๆ คือ นักลงทุนจะระงับพฤติกรรมตรงนี้ได้ นักลงทุนต้องเชื่อก่อนว่าระยะยาว กองทุนรวมบริหารเชิงรุก (actively managed funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมาก และจะเป็นกองไหนเราไม่รู้หรอก ยิ่งไอ้เรื่องการดูผลตอบแทนย้อนหลัง กองที่ 1 ที่ 2 แม้จะมีงานวิจัยมากมายหาอ่านได้ว่า วิธีแบบนี้เชื่อถือไม่ได้ ผลตอบแทนย้อนหลังในอดีตของกองทุนรวมไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคตเลย (In fund performance, the past is rarely prologue.)[1. ibid., 87.] แต่นักลงทุนก็ไม่เชื่อกันอยู่ดี

นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่าตัวเองจะเลือกผู้ชนะได้ พฤติกรรมแบบนี้ทำให้นักลงทุนเกิดการกระโดดไปมา ซื้อกองทุนนู้น ขายกองทุนนี้ โดยเชื่อว่าตนจะเลือกกองเทพ ๆ ได้ถูกต้อง ผลเสียจะเกิดขึ้นเพราะการกระโดดเคลื่อนย้ายมีค่าใช้จ่าย นักลงทุนต้องเสียค่าธรรมเนียมในการเข้าออก นักลงทุนต้องเสียเวลามานั่งงมข้อมูล นักลงทุนจะขาดทุนเงินต้น ซึ่งต้นทุนพวกนี้จะไปกัดกินผลตอบแทนของนักลงทุนเอง ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่งด้วย

(4) ค่าใช้จ่ายจากการจับจังหวะตลาดได้แย่ (counter productive market timing)

นักลงทุนมักจะเชื่อว่าตัวเองซื้อถูกขายแพงได้ สามารถจับจังหวะซื้อขายแล้วได้กำไร แต่เรื่องจริง มีนักลงทุนน้อยมาก ๆ ที่จะทำได้ ซึ่งเคยมีงานวิจัยทำการศึกษาข้อมูลช่วงปี 1984-1998 พบว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว 15 ปีนั้น ดัชนี the S&P500 ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย 17.9% ต่อปี ในขณะที่นักลงทุนที่ลงทุนในกองทุนรวมทำผลตอบแทนได้เพียง 7% ต่อปี (ทำผลตอบแทนได้เพียง 39% จากผลตอบแทนของตลาดหุ้น) โดยสาเหตุของผลลัพธ์ที่เลวร้ายมาจากการที่นักลงทุนพยายามจับจังหวะซื้อขายเข้าออกกองทุนรวม พยายามจับจังหวะตลาด และกระโดดไปมาระหว่างกองทุนรวม[1. Charles D. Ellis, Winning the Loser’s Game: Timeless Strategies for Successful Investing, 6th ed. (New York: McGraw-Hill, 2013),129.]

หากจะอธิบายให้เห็นภาพชัดเจน ในช่วงเวลาดังกล่าว 15 ปี เงินจำนวน 1 ล้านบาทที่ลงทุนในดัชนี S&P500 จะกลายเป็น 11.82 ล้านบาท ส่วนเงินที่นักลงทุนในงานวิจัยทำได้คือ 2.76 ล้านบาท ส่วนต่างที่หายไปคือเงินถึง 9 ล้านบาท!! นี่คือภัยพิบัติของการพยายามจับจังหวะตลาดและผลของการคิดว่าตนสามารถเลือกช่วงเวลาลงทุนและเลือกกองทุนรวมได้ถูกต้อง

โดยสาเหตุประการสำคัญอีกอย่างเกี่ยวข้องกับ “ค่าใช้จ่าย” นั่นเป็นเพราะว่า โดยปกตินักลงทุนที่ซื้อขายกองทุนโดยเฉพาะพวก Actively Managed Funds จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประเภท Loads ตอนที่ซื้อหรือขายกองทุนเก่า และจ่ายค่าธรรมเนียมซื้อเข้ากองทุนใหม่ และการชอบโยกของนักลงทุน มักจะโยกจากกองทุนที่นักลงทุนไม่กำไร เพราะฉะนั้นก็จะมีผลขาดทุนค้างอยู่ พอนักลงทุนทำซ้ำแบบนี้เรื่อย ๆ นักลงทุนก็จะกินเงินต้นตัวเองไปอีก

อันตรายอีกอย่างหนึ่งของการจับจังหวะ คือ นักลงทุนจะต้องถือเงินสด จนเกิดภาวะที่พลาดในการลงทุน ลองนึกภาพเงินที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้นเพราะคอยจังหวะ แต่พอตลาดหุ้นทะยาน แล้วเรากลับเข้าไปซื้อไม่ทัน เราจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า (cash drag) เพราะเงินสดจะให้ผลตอบแทนต่ำมากเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของตลาดหุ้นในช่วงกระทิง นี่ก็เป็นผลที่ทำให้นักลงทุนมีผลตอบแทนที่ลดลง

และบางทีก็มี cash drag สองเด้ง คือนักลงทุนถือเงินสดรอลงทุน แต่พอนักลงทุนตัดสินใจลงทุน นักลงทุนไปเลือกกองทุนบริหาร ซึ่งกองทุนพวกนี้ก็จะจับจังหวะลงทุนอีก ทำให้พวกเขาถือเงินสดยังไม่ยอมลงทุนหุ้นเต็มจำนวนเงินที่มี ทำให้นักลงทุนเจอสภาวะ cash drag ถึงสองต่อ

II. Causation ระหว่างผลตอบแทนกับ ค่าใช้จ่ายในการลงทุน

ด้วยเหตุนี้ ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำและผลลัพธ์ (causation) อาจปรากฏในวงการลงทุน ในลักษณะของการกระทำกับผลที่ว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นของคุณ จะลดลงจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อาทิเช่น ภาษี ค่าใช้จ่ายกองทุนรวม ต้นทุนค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุนรวม จากการจับจังหวะลงทุนที่แย่ และในการกลับกัน การเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวที่คุณจะได้รับในอนาคตอย่างหนึ่งก็คือการลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนลงนั่นเอง[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 87.]

ลองนึกภาพนะครับ ถ้าตลาดหุ้นระยะยาวให้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณถือกองทุนรวมที่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดปีละประมาณ 2.5% คุณมีต้นทุนจากการเลือกกองทุนโดยการกระโดดไปมาอีกปีละ 0.5% การจับจังหวะลงทุนทำให้คุณพลาดช่วงตลาดหุ้นกระทิงทำให้เกิด cash drag ลดผลตอบแทนไปอีก 0.25% และค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ภาษี ก็ลดผลตอบแทนคุณไปอีกเป็นตัวเลขกลม ๆ 0.25% สรุปแล้วค่าใช้จ่ายของคุณเบ็ดเสร็จ 3.5% ต่อปี

เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นหักด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด คุณจะเหลือผลตอบแทนสุทธิได้รับจริงแค่ 10-3.5 = 6.5% ต่อปี คุณอาจจะคิดว่ามันดูไม่น่าต่างอะไร แต่ในวงการเงินเรียกสิ่งนี้ว่า “Black Magic of Decompounding” เพราะมูลค่าเงินลงทุนของคุณในอนาคตจะหายไปมหาศาล

สมมติว่า ถ้าคุณเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุ 20 ปี ไปจนถึงอายุ 70 ปี ซึ่งจะมีเวลาลงทุนประมาณ 50 ปี ถ้าคุณลงทุนด้วยเงินก้อนเดียว 10,000 บาท จำนวนเงินที่คุณจะได้ในปีที่ 50 ระหว่างผลตอบแทน 10% ต่อปี กับผลตอบแทนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย 6.5% ต่อปี ช่างน่าเหลือเชื่อนัก เงิน 10,000 บาทที่ได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีทบต้นในระยะเวลา 50 ปี จะกลายเป็นเงินประมาณเกือบ 1,174,000 บาท

ในขณะที่ถ้าเหลือผลตอบแทนทบต้นแค่ 6.5% ต่อปีจะเป็นเงินประมาณ 233,000 บาท ห่างกันประมาณ 5 เท่า หรือพูดง่าย ๆ ว่า ค่าใช้จ่าย 3.5% ต่อปี คิดเป็นเงินถึง 941,000 หรือประมาณ 77.85% (เกือบ 80%) ของเงินที่คุณควรจะได้รับจากการลงทุน หรือพูดอีกแบบ ก็คือ แทนที่คุณจะได้ผลตอบแทน 10% ทบต้นต่อปี คุณสร้างค่าใช้จ่ายขึ้นมาเยอะ ๆ จนลดผลตอบแทนคุณเหลือ 6.5% ต่อปี เงินคุณจะเหลือแค่ 1/5 ของเงินที่คุณควรจะได้!

50yearcausation

นำไปสู่ข้อสรุปง่าย ๆ ของเรา ก็คือ ผลตอบแทน (Returns) เป็นผลโดยตรงจาก ค่าใช้จ่าย (Costs) 

อะไรที่คุณไม่เสียออกไป ก็คือ ผลตอบแทนที่คุณได้รับไว้ในมือ

เพราะฉะนั้น อย่าจ่ายอะไรออกไปอย่างไร้เหตุผล ครับ

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุน

สามเหลี่ยมแห่งการลงทุนเป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุน เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks) ดังรูปนี้

r-c-r

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจ และมันจะช่วยให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี ถ้าเราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาทำอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ


(1) ผลตอบแทนreturns

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเรา ก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว แต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหว ไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของคุณ จะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ที่กองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)¹ ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร


(2) ค่าใช้จ่ายcosts

จริง ๆ แล้ว ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่าย ก็คือผลตอบแทนของคุณนั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่คุณไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวของคุณจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่คุณเสียไป ได้แก่

  1. ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ
  2. ภาษี (taxes) : หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล
  3. เงินเฟ้อ (inflations) : อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวของคุณหายไป โดยที่คุณไม่รู้ตัว โดยเป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อที่คุณควรได้รับออกไป
  4. ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections) : อันนี้ผมว่า เป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนจะมานั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อขายกองทุนทั้งขาเข้าขาออกอีก
  5. การจับจังหวะ (counter productive market timing) : การจับจังหวะซื้อขาย ก็ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็ถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (load) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

(3) ความเสี่ยงrisks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้ในระยะยาวคุณจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น อันนี้พูดยาก เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ แต่ส่วนใหญ่นักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกอย่าง คือ

ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร – active funds โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็น่าจะมาพร้อมกับ

ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจด้วย (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุกอาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

นักลงทุนบางคน ที่พบเห็นก็เช่น คนที่ชอบซื้อกองทุนอุตสาหกรรม ฮิต ๆ health care, IT, aging อะไรแบบนี้ คุณจะเพิ่มความเสี่ยงที่เรียกว่า ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) เข้ามาอีก

แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น เอาจริง ๆ ผมว่ามันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ


โดยสรุป 

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลที่ว่า

1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด และเมื่อเป็นเช่นนี้

2) คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ ควรเลือกกองทุนดัชนีที่ค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุน ไม่จำเป็นและลงทุนระยะยาว ก็ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อเพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ² ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม


¹ อ้างอิงจาก John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing : The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (New Jersey: John Wiley & Sons, 2007), p. 192.

² ibid, p. 189.

 

การลงทุน : หัวใจสำคัญ ผลตอบแทน-ค่าใช้จ่าย-ความเสี่ยง

สามเหลี่ยมแห่ง การลงทุน เป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุนนั้น เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks)

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจเสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี กรณีที่เราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาพิจารณาอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ

การลงทุน ด้านที่ 1 : ผลตอบแทน (returns)

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว

หากแต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของเราจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน? มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ซึ่งกองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)[1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (Hoboken: Wiley, 2007), 192.] ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร

การลงทุน ด้านที่ 2 :  ค่าใช้จ่าย — costs

ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่ายก็คือผลตอบแทนของเรานั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่เราไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย(ที่ไม่ควรจ่าย) เราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ซึ่งผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (total expenses)

อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ โดยสรุปก็คือ กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนนั้นจะแพ้ตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 88.] ค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไปให้กับอุตสาหกรรมการเงินยิ่งมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนในอนาคตที่นักลงทุนได้รับก็จะน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

(2) ภาษี (taxes)

หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล ซึ่งโดยปกติจะถูกหัก 10% ณ ที่จ่าย

(3) เงินเฟ้อ (inflations)

อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวหายไป โดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อ (purchasing power)ในอนาคตของเราทิ้งไป

(4) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections)

อันนี้ผมว่า มันเป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนที่นั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ

คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนไหว ทั้งค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขายกองทุนขาเข้าขาออกอีก

(5) การจับจังหวะลงทุน (market timing)

การจับจังหวะซื้อขาย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็มาถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า

ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (loads) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นลดลงฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนที่เกิดจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

การลงทุน ด้านที่ 3 : ความเสี่ยง – risks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น

ความเสี่ยงจากความไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้ เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ว่าเวลาไหนหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินลงทุนหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกหลายอย่าง คือ

(I) ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร (active funds) โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ซึ่งความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็จะมาพร้อมกับ

(II) ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจ (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกลงทุนโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุก อาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

(III) ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) โดยเฉพาะในนักลงทุนบางคนที่ชอบซื้อกองทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะฮิต ๆ เป็นเทรนด์ในช่วงนั้น อาทิ health care (กลุ่มธุรกิจหุ้นสุขภาพ), IT (กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี), aging (ธุรกิจเกี่ยวกับความชรา) อะไรแบบนี้

ทั้งที่จริงแล้ว แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น มันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ

r-c-r

สรุปข้อคิดเกี่ยวกับ การลงทุน

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด

(2) จากข้อข้างบน คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ จึงควรเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุนและลงทุนระยะยาว ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อกองทุนพวกนี้เพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

(3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ[2. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing, 189.] ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม

♠  ผลตอบแทน (returns) : ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

♠  ค่าใช้จ่าย (costs) : ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (ทั้งหมด!!) และ ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

♠  ความเสี่ยง (risks) : ความเสี่ยง (risks)

ต้นทุนของการรอหุ้นตก

“รอให้หุ้นตกหนักๆก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าเป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วๆไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุน “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่าตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนว่าต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไร นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถมาเดาได้ว่าตลาดหุ้นตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ นักลงทุนจะได้ไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือรู้ว่าตนไม่สามารถเดาได้หรอกว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเดา ตรงนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุดและซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปเองในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้นเพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้นๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1,400 จุดก็จะมองว่า 1,300 จุดคือหุ้นถูก ซึ่งจริงๆมันอาจไม่ถูกก็ได้ถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ แต่นั่นล่ะเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไป

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และ จะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง + มี “วินัย” ที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือลงทุนโดยใช้หลักการ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

และถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป แต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี ( 1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้ให้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใครๆก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอน 1,200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้ว โดยส่วนตัวจึงคิดว่าคำแนะนำที่ว่าให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอๆจะไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลยถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลายๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากแต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อยๆ

และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ

รอหุ้นตก : ต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะยาว

“รอหุ้นตก หนัก ๆ  ก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า เป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุนได้ “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่า ตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าจุดต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถเดาตลาดหุ้นได้ว่าตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ และยังทำให้นักลงทุนไม่เชื่อว่าตนเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือยอมรับอย่างสดใสว่าตนนั้นไม่สามารถเดาได้หรอกนะว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องไปเดา ไม่ต้องไปจับจังหวะซื้อขายให้เสียเวลา

ข้างบนนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุด และซื้อหุ้นคืนที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้น เพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้น ๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1400 จุดก็จะมองว่า 1300 จุดคือหุ้นถูก กลับกัน คนที่มาลงทุนตอน 1800 จุด ก็จะเห็นว่า 1650 จุดนั้นเป็นดัชนีที่ต่ำมาก ๆ แล้ว (ซึ่งคนกลุ่มแรกที่ชินกับ 1400 จุดก็จะตกใจว่านั่นคือต่ำหรอ) ซึ่งถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ นักลงทุนก็อาจจะหาตัวเลขออกมาได้ แต่นั่นล่ะเมื่อเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไปซะ

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และจะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง ประกอบกับมีวินัยที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย 

เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือ ลงทุนโดยใช้หลักการลงทุนแบบประจำหรือ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

นอกจากนี้ ถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 บาท การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำ ๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป

หากแต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี (1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง

คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใคร ๆ ก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอนดัชนี 1200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา (2012-2017) มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้วในช่วงเวลานั้น

โดยส่วนตัวจึงคิดว่า คำแนะนำที่ให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอ ๆ จะทำให้ไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลย ถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลาย ๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อย ๆ และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ