คลังเก็บป้ายกำกับ: Stock-Equity

การลงทุน : หัวใจสำคัญ ผลตอบแทน-ค่าใช้จ่าย-ความเสี่ยง

สามเหลี่ยมแห่ง การลงทุน เป็นแนวคิดของ John C. Bogle ครับ ว่าในการลงทุนนั้น เราจะต้องคำนึงถึงหัวใจสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ ผลตอบแทน (returns) ค่าใช้จ่าย (costs) และ ความเสี่ยง (risks)

ไม่ว่าเราจะลงทุนอะไร อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน คอนโด พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ ทองคำ หุ้น กองทุนรวม ฯลฯ เราจะต้องนึกถึงรูปสามเหลี่ยมนี้เสมอเป็นกรอบในการตัดสินใจเสมอ เพราะมันจะช่วยทำให้เรามีทัศนคติกำกับการลงทุนที่ดี กรณีที่เราเข้าใจมันอย่างถ่องแท้ครับ ผมจะยกตัวอย่างการลงทุนที่สำคัญที่สุดอันหนึ่ง นั่นก็คือ “กองทุนรวมหุ้น” 

กองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น เงินที่เราลงทุนไป กองทุนนั้นจะนำไปลงทุนในหุ้น นอกเหนือจากสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า กองทุนรวมคืออะไร ในเมื่อมันลงทุนในหุ้น เราก็ต้องรู้ว่า หุ้นคืออะไร เมื่อรู้ทั้งหมดแล้ว เราก็ต้องเจาะทีละด้านของสามเหลี่ยม ซึ่งการที่เรามาพิจารณาอะไรตรงนี้ ผมว่าเราก็แทบจะต่างจากนักลงทุนหรือคนที่ซื้อกองทุนทั่วไปแล้วล่ะ เพื่อให้เข้าใจเห็นภาพชัดผมจะอธิบายไปทีละด้านครับ

การลงทุน ด้านที่ 1 : ผลตอบแทน (returns)

การลงทุนในกองทุนรวมหุ้น ผลตอบแทนแรก ย่อมมาจากหุ้นที่ถือ ถ้าเราลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้น (index funds) ซึ่งก็คือ กองทุนที่ลงทุนเลียนแบบดัชนีของตลาดหุ้น ผลตอบแทนระยะยาวของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนรวมที่ตลาดหุ้นทำได้ ส่วนผลตอบแทนระยะสั้น อาจจะขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรของนักลงทุนเอง ในกรณีที่นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขาย ๆ จับจังหวะลงทุน หรือในกรณีที่แม้จะลงทุนระยะยาว

หากแต่ช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผลตอบแทนของเราก็จะเคลื่อนไหวไปตามผลตอบแทนของตลาดหุ้นที่มันผันผวน แม้เราจะลงทุนระยะยาว แต่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงความผันผวนระยะสั้นได้ เงินลงทุนระยะยาวจึงอาจติดลบหรือขาดทุนตัวเงินในระยะสั้นได้ เรื่องนี้เราต้องเข้าใจให้ดี หากแต่ในระยะยาวจริง ๆ การเก็งกำไรจะไร้ผล และผลตอบแทนของเราจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอย่างเดียว

แล้วผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นมาจากไหน? มันจะมาจากผลตอบแทนที่แท้จริงของภาคธุรกิจ หรือบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (ที่ประกอบกันเป็นดัชนีหุ้น ซึ่งกองทุนของเราเลียนแบบลงทุนอยู่) — โดยปกติก็จะมาจากสองส่วน คือ ผลตอบแทนทางกำไรที่เติบโตตามเศรษฐกิจ (subsequent rate of earnings growth) บวกกับ ผลตอบแทนจากเงินปันผล (the annual dividend yield)[1. John C. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing: The Only Way to Guarantee Your Fair Share of Stock Market Return (Hoboken: Wiley, 2007), 192.] ซึ่งผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาวควรจะอยู่ที่ประมาณ 8-11% ทบต้นต่อปี

ดังนั้น ในกรณีที่คุณลงทุนระยะยาวด้วยการถือครองกองทุนดัชนีหุ้น กลยุทธ์แห่งชัยชนะคือการเก็บเกี่ยวผลตอบแทนของทุนโดยการถือครองธุรกิจ (ผ่านกองทุนรวม) ไม่ใช่การซื้อขายเก็งกำไร

การลงทุน ด้านที่ 2 :  ค่าใช้จ่าย — costs

ค่าใช้จ่ายกับผลตอบแทนเป็นอะไรที่สัมพันธ์กันมาก จนเราสามารถเรียกได้ว่า ค่าใช้จ่ายก็คือผลตอบแทนของเรานั่นล่ะ เป็นผลตอบแทนที่เราไม่ได้จ่ายออกไป แทนที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย(ที่ไม่ควรจ่าย) เราเก็บส่วนนี้ไว้ดีกว่า ซึ่งผลตอบแทนในการลงทุนระยะยาวจะลดลงจากค่าใช้จ่ายที่เสียไป อันได้แก่

(1) ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (total expenses)

อันนี้เคยเขียนบทความไว้ละเอียดมาก สำคัญที่สุด ต้องอ่านครับ โดยสรุปก็คือ กองทุนที่มีค่าใช้จ่ายสูงย่อมเป็นการเพิ่มโอกาสที่ผลตอบแทนในอนาคตของกองทุนนั้นจะแพ้ตลาด[1. Burton G. Malkiel and Charles D. Ellis, The Elements of Investing: Easy Lessons for Every Investor, updated ed. (Hoboken: Wiley, 2013), 88.] ค่าใช้จ่ายที่นักลงทุนเสียไปให้กับอุตสาหกรรมการเงินยิ่งมากเท่าไหร่ ผลตอบแทนในอนาคตที่นักลงทุนได้รับก็จะน้อยลงไปอย่างน่าใจหาย

(2) ภาษี (taxes)

หลัก ๆ เลยสำหรับคนที่ลงทุนกองทุนรวม คือ ภาษีหักจากเงินปันผล ซึ่งโดยปกติจะถูกหัก 10% ณ ที่จ่าย

(3) เงินเฟ้อ (inflations)

อันนี้เป็นต้นทุนค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็น มันจะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวหายไป โดยที่เราไม่รู้ตัว เป็นค่าใช้จ่ายในเชิงลบ คือ ลบอำนาจซื้อ (purchasing power)ในอนาคตของเราทิ้งไป

(4) ค่าใช้จ่ายจากการเลือกกองทุน (selections)

อันนี้ผมว่า มันเป็นตัวฆ่าผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างดี นักลงทุนที่นั่งเลือกกองทุน โยกย้าย สับเปลี่ยน เปิดเว็บ นั่งเรียงผลตอบแทน ดูรางวัล ดูดาว พอซื้อปุ๊บ กองทุนผลตอบแทนไม่ดี นักลงทุนก็กระโดดไปอีกกองทุนหนึ่ง พอมีการจัดอันดับผลตอบแทนที่หนึ่ง นักลงทุนก็กระโดดออก ซื้อ ๆ ขาย ๆ

คนที่ชอบทำแบบนี้ ระยะยาวมักจะไม่ประสบความสำเร็จในการลงทุน เพราะการโยกกองทุน มีทั้งค่าใช้จ่ายในการเสียจังหวะ เงินหายจากการขาดทุนกองเก่า รวมไปถึงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนไหว ทั้งค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขายกองทุนขาเข้าขาออกอีก

(5) การจับจังหวะลงทุน (market timing)

การจับจังหวะซื้อขาย ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนไม่ดี เพราะการจับจังหวะล้วนมีค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนแฝงที่มองเห็นและมองไม่เห็น ต้นทุนแฝงที่มองไม่เห็น คือ ต้นทุนโอกาสที่นักลงทุนจะได้ลงทุนในหุ้น นักลงทุนก็มาถือเงินสดไว้ ในระยะยาวมีน้อยครับที่ใครมันจะจับจังหวะลงทุนได้ถูกต้องตลอดเวลา เป็นเรื่องเพ้อฝันยั่วยวนนักลงทุนซะมากกว่า

ส่วนต้นทุนไม่แฝงเห็นชัดเจนก็คือ ค่าธรรมเนียม (loads) ในการซื้อขายนั่นเอง โดนหักไป 1% บ้าง 1.5% บ้าง บ่อย ๆ เข้า มันก็กินเงินต้นลดลงฮวบฮาบครับ ไม่นับจากการขาดทุนที่เกิดจากการจับจังหวะผิดพลาดอีก

การลงทุน ด้านที่ 3 : ความเสี่ยง – risks

ความเสี่ยงที่ควรจะถือเป็นความเข้าใจ คือ ความเสี่ยงที่ทำให้นักลงทุนจะสูญเสียเงินต้นไปจนหมด ความเสี่ยงต่อมา คือ ความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ โดยเฉพาะความเสียหายอันรุนแรงที่จะเกิดขึ้นเมื่อคุณคิดว่าคุณรู้ แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่รู้ และคุณลงทุนไปด้วยความไม่รู้นั้น

ความเสี่ยงจากความไม่รู้ แต่คิดว่าตัวเองรู้ เช่น นักลงทุนชอบซื้อ ๆ ขายๆ กองทุนหุ้น จับจังหวะลงทุน นักลงทุนคิดว่านักลงทุนเข้าใจ นักลงทุนรู้ว่าเวลาไหนหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่ส่วนใหญ่แล้วนักลงทุนไม่รู้ เอาลูกมั่วเข้าตัดสินใจ แบบนี้คือความเสี่ยงที่เกิดจากความไม่รู้ และจะทำให้ในระยะยาว นักลงทุนมีโอกาสจะสูญเสียเงินลงทุนหนัก ๆ ได้

ในกรณีของการลงทุนหุ้น นักลงทุนจะเจอความเสี่ยงที่จัดได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ความเสี่ยงจากภาวะตลาดหุ้น (market risk) กับ ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว (individual stocks risks) ความเสี่ยงอันแรก อธิบายง่าย ๆ ก็คือการที่หุ้นมันผันผวนขึ้นลง ตลาดหุ้นตก หุ้นขึ้น นั่นล่ะครับ เป็นความเสี่ยงที่เกิดกับหุ้นทั้งตลาด เป็นความเสี่ยงแบบกว้าง ในขณะที่ความเสี่ยงของหุ้นรายตัว ก็จะขึ้นกับหุ้นตัวที่เราไปลงทุน ว่ามันจะมีความเสี่ยงทางธุรกิจอะไร ยังไงบ้าง แต่ถ้าลงทุนผ่านกองทุนรวมหุ้น เราจะต้องเพิ่มความเสี่ยงไปอีกหลายอย่าง คือ

(I) ความเสี่ยงของผู้จัดการกองทุน (risk of manager selection) คือ ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนบริหาร (active funds) โดยเราเชื่อว่าเขาจะทำผลตอบแทนได้ดี แต่ระยะยาวต่อไป ผลตอบแทนของเขาอาจจะแย่มาก ๆ ก็ได้ครับ ซึ่งความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการกองทุน ก็จะมาพร้อมกับ

(II) ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุนที่ถูกใจ (risk of fund selection) กองทุนที่คุณเลือกลงทุนโดยเฉพาะกองทุนบริหารแบบเชิงรุก อาจจะเป็นกองทุนที่ห่วยมาก ๆ ในระยะยาวก็ได้ และ

(III) ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม (risk of market sectors) โดยเฉพาะในนักลงทุนบางคนที่ชอบซื้อกองทุนที่เน้นลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งมักจะฮิต ๆ เป็นเทรนด์ในช่วงนั้น อาทิ health care (กลุ่มธุรกิจหุ้นสุขภาพ), IT (กลุ่มหุ้นเทคโนโลยี), aging (ธุรกิจเกี่ยวกับความชรา) อะไรแบบนี้

ทั้งที่จริงแล้ว แค่นักลงทุนแบกรับความเสี่ยงจากตลาด (market risk) โดยการลงทุนในหุ้น มันก็เป็นความเสี่ยงที่สูงระดับหนึ่งแล้ว เรายอมลงทุนในหุ้น เพราะในระยะยาวผลตอบแทนจากตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่น่าประทับใจ และเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวของเงินออมได้ดีในระดับต้น ๆ ความเสี่ยงอื่น ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรจะต้องไปแบกรับอีกครับ

r-c-r

สรุปข้อคิดเกี่ยวกับ การลงทุน

เมื่อพิจารณาจากสามด้านสำคัญแห่งการลงทุน ถ้าคุณต้องการจะลงทุนในกองทุนหุ้น ตัวเลือกที่เหมาะสมจึงควรเป็น กองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ด้วยเหตุผลประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

(1) ผลตอบแทนระยะยาวของคุณจะขึ้นอยู่กับผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นอยู่แล้ว คุณสามารถคาดหวังผลตอบแทนระยะยาวในการลงทุนหุ้นของคุณได้จากกองทุนดัชนี เพราะมันลงทุนเลียนแบบให้ได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นมากที่สุด

(2) จากข้อข้างบน คุณควรทำค่าใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อที่จะได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นทำได้ จึงควรเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด ไม่ซื้อขายกองทุนรวมบ่อย ๆ ยึดมั่นมีวินัยในการลงทุนถือหุ้นตลอด ไม่จับจังหวะการลงทุนและลงทุนระยะยาว ไม่ควรซื้อกองทุนแบบที่จ่ายปันผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียผลตอบแทนไปกับภาษี และในกรณีทำงานเสียภาษีแล้ว กองทุนประเภทที่ให้สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น PVD LTF RMF ควรจะใช้สิทธิซื้อกองทุนพวกนี้เพื่อลงทุนระยะยาวก่อน และ

(3) การลงทุนในกองทุนดัชนีหุ้นที่มีการกระจายความเสี่ยงที่ดีและมีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด คุณจะตัดความเสี่ยงทิ้งทั้งหมด คือ ความเสี่ยงจากหุ้นรายตัว ความเสี่ยงจากการเลือกกองทุน ความเสี่ยงจากผู้จัดการกองทุน ความเสี่ยงจากอุตสาหกรรม เหลือแค่ความเสี่ยงแบบตลาดที่คุณจะต้องแบกรับ[2. Bogle, The Little Book of Common Sense Investing, 189.] ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว และเราสามารถหาวิธีจัดการโดยสร้างทัศนคติ วินัย และอะไรมากำกับตัวเองได้

เพราะฉะนั้น ทุกครั้งที่ลงทุน ถามตัวเองเสมอว่า มองรอบด้านของสามเหลี่ยม ครบหรือยังครับ


บทความอ่านประกอบเพิ่มเติม

♠  ผลตอบแทน (returns) : ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

♠  ค่าใช้จ่าย (costs) : ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม (ทั้งหมด!!) และ ผลโดยตรงของค่าใช้จ่ายต่อผลตอบแทนจากการลงทุน

♠  ความเสี่ยง (risks) : ความเสี่ยง (risks)

ต้นทุนของการรอหุ้นตก

“รอให้หุ้นตกหนักๆก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าเป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วๆไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุน “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่าตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนว่าต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไร นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถมาเดาได้ว่าตลาดหุ้นตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ นักลงทุนจะได้ไม่เชื่อว่าตัวเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือรู้ว่าตนไม่สามารถเดาได้หรอกว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเดา ตรงนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุดและซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปเองในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้นเพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้นๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1,400 จุดก็จะมองว่า 1,300 จุดคือหุ้นถูก ซึ่งจริงๆมันอาจไม่ถูกก็ได้ถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ แต่นั่นล่ะเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไป

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และ จะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง + มี “วินัย” ที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือลงทุนโดยใช้หลักการ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

และถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป แต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี ( 1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้ให้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใครๆก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอน 1,200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้ว โดยส่วนตัวจึงคิดว่าคำแนะนำที่ว่าให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอๆจะไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลยถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลายๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มากแต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อยๆ

และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ

รอหุ้นตก : ต้นทุนที่มองไม่เห็นในระยะยาว

“รอหุ้นตก หนัก ๆ  ก่อนค่อยเริ่มลงทุน ต้นทุนจะได้ต่ำกว่าปกติ”

“ตอนนี้ตลาดหุ้นขึ้นมาสูงแล้ว อย่าพึ่งไปเริ่มลงทุน”

“รอตลาดหุ้นตกไปมากกว่านี้อีกสิ ค่อยลงทุน อย่ารีบ”

ประโยคข้างบนเป็นประโยคที่ดูดี แต่เป็นกับดักที่ร้ายแรงสำหรับนักลงทุนทั่วไปด้วย ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนนะครับว่า ประโยคข้างบนนั้นถูกต้องสำหรับนักลงทุนที่เลือกลงทุนสไตล์เชิงรุก (Active Investment) ทั้งหลาย เช่น กลุ่ม VI  เพราะการรอซื้อหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า เป็นหลักการสำคัญในการลงทุนสำหรับนักลงทุนเหล่านี้

หากแต่นักลงทุนทั่วไป (Average Persons) จะประสบปัญหากับคำแนะนำนี้มาก เพราะเมื่อไหร่คือต้นทุนต่ำแล้ว เมื่อไหร่คือหุ้นตก เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือยอดดอย เมื่อไหร่ตลาดหุ้นคือจุดต่ำสุด-จุดสูงสุด คำถามเหล่านี้ยากมาก เนื่องจากนักลงทุนทั่วไปมีปัญหาใหญ่คือ ประเมินมูลค่าหุ้นไม่คล่องหรือไม่เป็น (ซึ่งไม่แปลก คนรู้วิธีประเมินยังประเมินแตกต่างกันได้เหลือเชื่อ) แต่เมื่อไหร่ที่นักลงทุนรู้ว่าตนเองประเมินมูลค่าหุ้นไม่เป็น สิ่งนี้จะไม่ใช่จุดอ่อนของนักลงทุนอีกแล้ว เพราะนักลงทุนได้ “รู้ว่าตัวเองไม่รู้” ซึ่งสำคัญมาก!

เมื่อนักลงทุนเข้าใจแล้วว่าตนไม่รู้หรอกว่า ตลาดหุ้นมันจะประเมินมูลค่าแบบไหนถึงจะเรียกว่าจุดต่ำสุดสูงสุด หุ้นตกหุ้นขึ้นคำนวณอย่างไรก็ไม่รู้ เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ นักลงทุนก็จะไม่คิดว่าตัวเองสามารถเดาตลาดหุ้นได้ว่าตอนนี้อยู่ในจุดไหน ทำให้นักลงทุนสามารถทิ้งการจับจังหวะตลาดหุ้น (market timing) ไปได้ และยังทำให้นักลงทุนไม่เชื่อว่าตนเองสามารถซื้อหุ้นที่จุดต่ำสุด ขายหุ้นที่จุดสูงสุด หรือยอมรับอย่างสดใสว่าตนนั้นไม่สามารถเดาได้หรอกนะว่าตลาดหุ้นจะไปทางไหน เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องไปเดา ไม่ต้องไปจับจังหวะซื้อขายให้เสียเวลา

ข้างบนนี้สำคัญมาก ขีดเส้นใต้แปดเส้นเลยครับ เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดหุ้นไม่รู้ว่าตัวเองกำลังไม่รู้อะไร นักลงทุนเชื่อว่าตนเองรู้ไปซะหมดทุกอย่าง เชื่อมั่นว่าตัวเองจะขายหุ้นทิ้งที่จุดสูงสุด และซื้อหุ้นคืนที่จุดต่ำสุดได้ หรือเชื่อว่าที่ตนเองขายหุ้นทิ้งนั้นถูกต้องเพราะเดี๋ยวหุ้นจะตก อะไรเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ได้ผลลัพธ์การลงทุนที่แย่ เพราะนักลงทุนไม่สามารถขีดวงกลมความสามารถตัวเองได้ว่า “อะไรที่ตนเองไม่รู้” นักลงทุนที่ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ก็จะได้รับบทเรียนจากการลงทุนต่อไปในอนาคต

เพราะฉะนั้นนักลงทุนระยะยาวทั่วไปไม่ควรกังวลเรื่องนี้เลยครับ หลักสำคัญคือ เราควรจะอยู่ในหุ้นตลอดเวลาเพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาที่หุ้นขึ้น และไม่ควรจะออกจากหุ้น เพราะตรงไหนคือจุดออกจุดเข้าเราไม่รู้ การไปจับจังหวะลงทุนยิ่งแย่เข้าไปอีก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 1 คือทายถูกว่าหุ้นจะตก นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่สองด้วยการขายหุ้นนั้นทิ้งไป นักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 3 คือทายถูกว่าหุ้นกำลังจะขึ้น และนักลงทุนจะต้องถูกครั้งที่ 4 คือ ต้องซื้อหุ้นนั้นก่อนที่มันจะขึ้นด้วย พูดง่ายแต่ทำยากมาก เลิกคิดซะ

การจะมานั่งรอเพื่อให้ได้ลงทุนที่จุดต่ำสุดนั้นมีต้นทุนค่าเสียโอกาสสูงมาก เพราะนักลงทุนจะต้องคำนวณได้นะว่าอะไรคือจุดต่ำสุด หุ้นตกตรงนี้พอไหม ซึ่งมันจะมีอคติเข้ามาเกี่ยวข้องหลายอย่าง นักลงทุนมักจะไปยึดติดกับตัวเลขดัชนี (anchoring) กลุ่มคนที่เข้ามาเห็นดัชนีตอนไหนก็จะยึดติดกับเลขนั้น ๆ เช่น คนที่เข้ามาลงทุนตอน 1400 จุดก็จะมองว่า 1300 จุดคือหุ้นถูก กลับกัน คนที่มาลงทุนตอน 1800 จุด ก็จะเห็นว่า 1650 จุดนั้นเป็นดัชนีที่ต่ำมาก ๆ แล้ว (ซึ่งคนกลุ่มแรกที่ชินกับ 1400 จุดก็จะตกใจว่านั่นคือต่ำหรอ) ซึ่งถ้านักลงทุนคำนวณมูลค่าได้ นักลงทุนก็อาจจะหาตัวเลขออกมาได้ แต่นั่นล่ะเมื่อเรารู้ว่าเราประเมินมูลค่าไม่ได้ก็จบ ปล่อยให้ปัญหานี้เป็นที่กังวลกับนักลงทุนคนอื่นไปซะ

สิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไปคือ เราต้องลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น และจะต้องมีกระบวนการลงทุนที่ถูกต้อง ประกอบกับมีวินัยที่จะลงทุนตามกระบวนการที่ถูกต้องด้วย 

เพราะฉะนั้นในเมื่อกรณีนี้เราควบคุมตลาดหุ้นไม่ได้ สิ่งที่เราควบคุมได้แน่นอนคือ “วินัย” ที่จะลงทุนระยะยาว  ซึ่งวิธีลงทุนที่น่าจะช่วยได้เยอะในการควบคุมวินัยลงทุนในสายตาผม คือ ลงทุนโดยใช้หลักการลงทุนแบบประจำหรือ DCA เพราะนักลงทุนจะได้ลงทุนตลอดเวลา หุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ หุ้นลงก็ได้ซื้อ และตัดปัจจัยด้านอารมณ์ทิ้งไปเลย

นอกจากนี้ ถ้าลงทุนด้วยวิธี DCA การเริ่มตอนไหนดูจะไม่น่าสำคัญ เนื่องจากสมมติคุณลงทุนซื้อกองทุนดัชนีหุ้นที่มีค่าใช้จ่ายต่ำสุดเดือนละ 2,000 บาท การที่คุณจะไปนั่งรอให้หุ้นตกเพื่อจะได้เริ่ม ต้นทุนค่าเสียโอกาสจะเสียหายหนักมาก เพราะคุณจะได้ต้นทุนต่ำ ๆไม่กี่เดือนหรอก และคุณก็จะต้องเจอตลาดหมีที่หุ้นตกในรอบถัดไปอยู่ดี เพราะมันคือธรรมชาติตลาดหุ้น ซึ่งถ้าคุณลงทุนตอนตลาดหุ้นทะยานเป็นกระทิง ก็น่าจะเดาได้ว่าเดี๋ยวก็เจอตลาดหมีต่อไป

หากแต่ถ้าคุณลงทุนแบบ DCA ซื้อสะสมตลอดเป็นประจำอย่างมีวินัย ตอนหุ้นตกก็ได้ซื้อ ตอนหุ้นขึ้นก็ได้ซื้อ ระยะยาวต้นทุนคุณก็จะเป็นค่าเฉลี่ยอยู่ดี สมมติเราจะลงทุนเป็นประจำทุกเดือนต่อเนื่องไปอีก 50 ปี (1 ปีมี 12 เดือน) เพราะฉะนั้นคุณจะได้ลงทุนเกือบ 600 ครั้ง

คำถามคือคุณจะมารอหุ้นตกเพื่อจะได้เริ่มต้นลงทุนในช่วงหุ้นตกแค่ 10-20 ครั้งหรอครับ แต่คุณจะต้องรอลงทุนอะไรแบบนี้ไม่รู้ว่าตอนไหน ใคร ๆ ก็เชื่อว่าตัวเองจับจังหวะลงทุนถูก คำถามคือตอนดัชนี 1200 จุดซึ่งถือว่าต่ำสุดในระยะหลายปีที่ผ่านมา (2012-2017) มีนักลงทุนทั่วไปกี่คนกันที่ได้ลงทุนเพราะรู้ว่ามันคือต้นทุนต่ำแล้วในช่วงเวลานั้น

โดยส่วนตัวจึงคิดว่า คำแนะนำที่ให้หาจุดต่ำสุดหรือรอจุดต่ำสุดค่อยลงทุน ในทางปฏิบัติสำหรับคนส่วนใหญ่ทำได้ยากครับ เผลอ ๆ จะทำให้ไม่ได้ลงทุนเลย

การจับจังหวะลงทุนถูกต้องผมว่าเป็นปัจจัยที่ไม่สำคัญเลย ถ้าคุณจะเริ่มต้นลงทุนระยะยาวไปอีกหลาย ๆ ปี สิ่งที่สำคัญกว่ามากคือ การปลูกฝังพฤติกรรมหรือเริ่มลงทุนสร้างวินัยต่างหากที่สำคัญ ซึ่งการจะบ่มเพาะอุปนิสัยเหล่านี้จะต้องใช้เวลา เขาถึงมีคำพูดกันว่าเวลาที่เริ่มต้นลงทุนที่ดีสุดคือ “ตอนนี้” ยังไงล่ะครับ เพราะพฤติกรรมการลงทุนที่ดีมีวินัยมันต้องใช้เวลา การลงทุนก็ต้องใช้เวลา คุณจะต้องสร้างอุปนิสัยการลงทุนที่ดี การเริ่มทันทีจะทำให้เราสร้างอุปนิสัยเริ่มต้นด้วยจำนวนเงินที่ไม่มาก แต่เมื่อมีเงินลงทุนจำนวนที่มากต่อไป เราจะมีอุปนิสัยการลงทุนที่ดีพร้อมแล้ว!

ซึ่งถ้าคุณไม่เริ่มต้นสักที คุณก็น่าจะรอไปเรื่อย ๆ และสำหรับบางคนอาจจะรอตลอดไปเลยก็ได้ครับ

SET Index v. SET TRI

เรามักจะได้ยินคำว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไม่ไปไหน ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีเคยสูงสุดที่ 1,753 จุดตอนต้นปี 4 มกราคม พ.ศ. 2537 หากแต่ตอนนี้ยังอยู่แค่ประมาณ 1,500 – 1,600 จุด แสดงว่าผ่านมาเกือบ 25 ปี ตลาดหุ้นไทยยังกลับไปจุดเดิมไม่ได้เลย ไหน ไหน ไหน ใครบอกให้ลงทุนในหุ้น

จริงๆแล้ว ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ดัชนีที่ประกาศกันอยู่ในแต่ละวัน คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ดัชนี SET Index ซึ่งคำนวณเฉพาะราคาหุ้น (รายละเอียดวิธีการคำนวณ) โดยเริ่มต้นที่ 100 จุด ณ วันที่ตลาดหุ้นเปิดทำการวันแรก ชื่อของมันอีกอย่าง คือ SET Price return index (SET PR) หากแต่ลองคิดภาพเราถือหุ้นทั้งตลาดหุ้น บริษัทหรือกิจการที่อยู่เบื้องหลังหุ้นนั้นๆ ถ้ามีกำไรก็จะต้องจ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้นักลงทุนด้วย เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นที่แท้จริงจะต้องมาจาก 1) ราคาหุ้น (gain) กับ 2) เงินปันผล (dividend) และถ้านักลงทุนนำเงินปันผลที่ได้มาซื้อหุ้นเพิ่มอีก ทำให้ในปีต่อไปจำนวนหุ้นที่ถือจะมากขึ้น ผลตอบแทนปันผลก็ควรจะมากขึ้นตามไปด้วย หากนักลงทุนทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีเมื่อได้ปันผลก็นำปันผลมาลงทุนทบต้นกลับ (re-invest) ที่มักจะเรียกกันว่า ลงทุนแบบทบต้น ทำให้ผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายกับดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) i.e. ปีที่หนึ่งฝากเงิน 100 บาทได้ดอกเบี้ย 5% คือ 5 บาท เอา 5 บาทมาฝากเป็นเงินต้นกลับ ปีที่สองก็จะมีเงินต้นที่ 105 บาทและจะได้ดอกเบี้ย 5.25 บาทก็เอามาฝากทบต้นต่อ แล้วก็ทำไปเรื่อยๆๆๆ

ซึ่งดัชนีที่ทำหน้าที่แสดงผลตอบแทนทบต้นและผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นจริงๆ ก็คือ SET Total Return Index (SET TR หรือ SET TRI) ซึ่งคำนวณเสมือนมีการถือหุ้นทั้งตลาดแล้วเวลาได้ปันผลก็นำมาลงทุนทบต้นกลับทันทีดังที่อธิบายข้างบนครับ ถามว่ามันแตกต่างกันมากหรือไม่ ลองดูภาพข้างล่างนี้ครับ เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มคำนวณ SET TR ในวันที่ 2 มกราคม 2545 (2002) และเลขฐานคือ 1,000 จุด ในขณะเดียวกันวันดังกล่าวดัชนีตลาดหุ้น SET PR หรือ SET Index อยู่ที่ 305.19 จุด ผมได้เทียบผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยให้วันดังกล่าวเริ่มต้นที่ 100% ข้างล่างคือภาพเปรียบเทียบผลตอบแทนของ SET TR กับ SET Index ครับ (SET TR คือเส้นสีฟ้า)

settri-v-index-2jan02-2jan17
ผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่าง SET Index – เส้นส้ม กับ SET TR – เส้นฟ้า  (02 Jan 02 – 16 Jan 17)

นั่นก็คือผ่านมา 15 ปี เริ่มต้นเงินที่ 10,000 บาท เงินที่ลงทุนใน SET โดยไม่ได้นำปันผลมาลงทุนทบต้น จะกลายเป็นเงินมูลค่า 51,502 บาท (จาก 100% เป็น 515.02%) ในขณะที่ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นโดยนำปันผลกลับมาลงทุนทบต้นต่อ เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 92,349 บาท !! (923.49%) หรือเกือบ 2 เท่าของเงินก้อนเดียวกันที่นำปันผลไปใช้ หมายความว่า ส่วนต่างถึง 40,847 บาทเป็นผลตอบแทนรวมของเงินปันผล ที่คนที่เอาเงินออกไปใช้จะไม่รู้หรอกว่าเขาจะพลาดอะไรบ้าง (แต่ตอนนี้น่าจะรู้แล้ว) แสดงว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทย (Total Return) ถ้าแบ่งเป็น 100% จะมาจากเงินปันผลถึง 44.23% หรือกล่าวแบบรวบยอดได้ว่า 15 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยเกือบร้อยละ 45 มาจากเงินปันผล !! ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นจะมาจากผลตอบแทนของเงินปันผลทบต้น ทำให้ผมนึกถึงตอนอ่านหนังสือ Stocks for the Long Run ของ Jeremy Siegel ที่คำนวณผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาจะพบว่า เงินปันผลคือผลตอบแทนส่วนสำคัญของผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้นในระยะยาว¹ เพราะฉะนั้นวิธีลงทุนของเราจึงควรสอดคล้องกับสิ่งที่เราค้นพบข้างบน นั่นคือ จะต้องลงทุนในลักษณะที่สร้างพลังของดอกเบี้ยทบต้น และ เงินปันผลที่ได้รับก็ควรนำกลับมาลงทุนต่อ ไม่ใช่เอาออกไปใช้

วิธีที่น่าจะเรียบง่ายที่สุดของนักลงทุนทั่วไปก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด และเป็นกองทุนประเภทที่ไม่จ่ายปันผลเพื่อให้เงินของเราลงทุนทบต้นต่อไปเรื่อยๆ ไม่นำออกมาใช้ และไม่ต้องโดนภาระภาษีจากเงินปันผล และถ้านักลงทุนต้องการผลตอบแทนแบบนี้ นักลงทุนจะต้องลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นโดยการถือครองระยะยาว และเพื่อสอดคล้องกับหลักการลงทุนอัตโนมัติก็ควรจะ ซื้อแบบสะสม เพื่อลงทุนระยะยาวเรื่อยๆ ซึ่งเป็นวิธีที่นักลงทุนที่เป็นตำนานหลายๆคน แนะนำ


พูดถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึงสมัยก่อนที่กองทุนในไทยมักจะชอบใช้ดัชนีชี้วัด (benchmark) เป็น SET Index (SET PR) ทำให้เราจะเห็นว่ากองทุนส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขมาใช้ SET TR เป็นดัชนีชี้วัดแทน ต่อไปก็จะได้เห็นชัดๆครับว่าระยะยาว กองทุนแบบบริหาร (active funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมากจริงๆ


บทสรุปของบทความนี้ก็คือ การลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น ควรลงทุนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผลตอบแทนตลาดหุ้น นั่นคือ ลงทุนโดยการถือครองหุ้นระยะยาวและเวลาได้ผลตอบแทนก็นำกลับไปลงทุนทบต้น ปล่อยให้เงินที่ลงทุนเติบโตต่อเนื่องต่อไป เสมือนดั่งการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถสร้างต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ภายในเวลาไม่กี่ปีครับ การลงทุนต้องใช้เวลา อดทนถือลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัย และลงทุนอย่างสม่ำเสมอให้ได้ครับ แล้วผลลัพธ์ที่สดใสจะรอนักลงทุนทุกคนอยู่

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.” — Warren Buffett

ปล. หลังจากทำบทความนี้ได้ 2 เดือน ผมก็ได้ข้อมูลครบของ SET TRI ทำให้ค้นพบว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นกว่าร้อยละ 80 มาจากผลตอบแทนของดอกเบี้ยทบต้นครับ !! — เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น ******


¹ ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นสหรัฐช่วงปี 1802-2012 อยู่ที่ 8.1% ต่อปี ซึ่งมาจากผลตอบแทนในส่วนของเงินปันผลถึง 5.1% ต่อปี, รายละเอียดโปรดดู Jeremy J. Siegel, Stocks for the Long Run, fifth edition (New York: MaGrawHill Education, 2014), pp. 82-83.

SET Total Return vs. SET Index return

ก่อนถึงประเด็นเรื่อง SET Total Return เราต้องย้อนไปหาประเด็นเรื่องตลาดหุ้นก่อน เพราะเรามักจะได้ยินคำว่าดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ไม่ไปไหน ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ดัชนีเคยสูงสุดที่ 1753 จุดตอนต้นปี 4 มกราคม พ.ศ. 2537 หากแต่ตอนนี้ยังอยู่แค่ประมาณ 1500 – 1600 จุด แสดงว่าผ่านมาเกือบ 25 ปี ตลาดหุ้นไทยยังกลับไปจุดเดิมไม่ได้เลย ไหน ไหน ไหน ใครบอกให้ลงทุนในหุ้น

ความแตกต่างระหว่าง SET Total Return กับ SET Index

จริง ๆ แล้ว ต้องทำความเข้าใจกันก่อนนะครับ ดัชนีที่ประกาศกันอยู่ในแต่ละวัน คือ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ ดัชนี SET Index ซึ่งคำนวณเฉพาะราคาหุ้น (รายละเอียดวิธีการคำนวณ) โดยเริ่มต้นที่ 100 จุด ณ วันที่ตลาดหุ้นเปิดทำการวันแรก ชื่อของมันอีกอย่าง คือ SET Price return index (SET PR)

หากแต่ลองคิดภาพเราถือหุ้นทั้งตลาดหุ้น บริษัทหรือกิจการที่อยู่เบื้องหลังหุ้นนั้น ๆ ถ้ามีกำไรก็จะต้องจ่ายออกมาเป็นเงินปันผลให้นักลงทุนด้วย เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นที่แท้จริงจะต้องมาจาก 1. ราคาหุ้น (capital gain) กับ 2. เงินปันผล (dividend) และถ้านักลงทุนนำเงินปันผลที่ได้มาซื้อหุ้นเพิ่มอีก ทำให้ในปีต่อไปจำนวนหุ้นที่ถือจะมากขึ้น ผลตอบแทนปันผลก็ควรจะมากขึ้นตามไปด้วย

หากนักลงทุนทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ โดยในแต่ละปีเมื่อได้ปันผลก็นำปันผลมาลงทุนทบต้นกลับ (re-invest) ที่มักจะเรียกกันว่า ลงทุนแบบทบต้น ทำให้ผลตอบแทนที่ท่านจะได้รับ เป็นไปในรูปแบบที่คล้ายกับดอกเบี้ยทบต้น (compound interest) เช่น ในปีที่หนึ่งฝากเงิน 100 บาทได้ดอกเบี้ย 5% คือ 5 บาท เอา 5 บาทมาฝากเป็นเงินต้นกลับ ปีที่สองก็จะมีเงินต้นที่ 105 บาทและจะได้ดอกเบี้ย 5.25 บาทก็เอามาฝากทบต้นต่อ แล้วก็ทำไปเรื่อย ๆ

โดยดัชนีที่ทำหน้าที่แสดงผลตอบแทนทบต้นและผลตอบแทนโดยรวมของตลาดหุ้นจริง ๆ ก็คือ SET Total Return Index (SET TR หรือ SET TRI) ซึ่งคำนวณเสมือนมีการถือหุ้นทั้งตลาดแล้วเวลาได้ปันผลก็นำมาลงทุนทบต้นกลับทันที ดังที่อธิบายข้างบนครับ ถามว่ามันแตกต่างกันมากหรือไม่ ลองดูภาพข้างล่างนี้ครับ

เนื่องจากตลาดหลักทรัพย์ได้เริ่มคำนวณ SET Total Return ในวันที่ 2 มกราคม 2545 (2002) และเลขฐานคือ 1000 จุด ในขณะเดียวกันวันดังกล่าวดัชนีตลาดหุ้น SET PR หรือ SET Index อยู่ที่ 305.19 จุด ผมได้เทียบผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ โดยให้วันดังกล่าวเริ่มต้นที่ 100% ข้างล่างคือภาพเปรียบเทียบผลตอบแทนของ SET TR กับ SET Index ครับ (SET TR คือเส้นสีฟ้า)

settri-v-index-2jan02-2jan17
ผลตอบแทนเปรียบเทียบระหว่าง SET Index – เส้นส้ม กับ SET TR – เส้นฟ้า  (02 Jan 02 – 16 Jan 17)

นั่นก็คือผ่านมา 15 ปี เริ่มต้นเงินที่ 10,000 บาท เงินที่ลงทุนใน SET โดยไม่ได้นำปันผลมาลงทุนทบต้น จะกลายเป็นเงินมูลค่า 51,502 บาท (จาก 100% เป็น 515.02%) ในขณะที่ถ้าคุณลงทุนในตลาดหุ้นโดยนำปันผลกลับมาลงทุนทบต้นต่อ เงินก้อนนั้นจะกลายเป็น 92,349 บาท !! (923.49%) หรือเกือบ 2 เท่าของเงินก้อนเดียวกันที่นำปันผลไปใช้ หมายความว่า ส่วนต่างถึง 40,847 บาทเป็นผลตอบแทนรวมของเงินปันผล ที่คนที่เอาเงินออกไปใช้จะไม่รู้หรอกว่าเขาจะพลาดอะไรบ้าง (แต่ตอนนี้น่าจะรู้แล้ว)

นั่นแสดงว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นไทย (Total Return) ถ้าแบ่งเป็น 100% จะมาจากเงินปันผลถึง 44.23% หรือกล่าวแบบรวบยอดได้ว่า 15 ปีที่ผ่านมา ผลตอบแทนของตลาดหุ้นไทยเกือบร้อยละ 45 มาจากเงินปันผล !! ยิ่งลงทุนนานเท่าไหร่ ผลตอบแทนระยะยาวของหุ้นจะมาจากผลตอบแทนของเงินปันผลทบต้น

SET Total Return ผ่านเลนส์ต่างประเทศ

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนอ่านหนังสือ Stocks for the Long Run ของ Jeremy Siegel ที่คำนวณผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นสหรัฐช่วงร้อยกว่าปีที่ผ่านมาจะพบว่า เงินปันผลคือผลตอบแทนส่วนสำคัญของผลตอบแทนหุ้นและตลาดหุ้นในระยะยาว[1. ผลตอบแทนระยะยาวตลาดหุ้นสหรัฐช่วงปี 1802-2012 อยู่ที่ 8.1% ต่อปี ซึ่งมาจากผลตอบแทนในส่วนของเงินปันผลถึง 5.1% ต่อปี, See Jeremy J. Sielgel, Stocks for the Long Run: The Definitive Guide to Financial Market Returns & Long-Term Investment Strategies, 5th ed. (New York: MaGrawHill Education, 2014), 82.-83.]

เพราะฉะนั้นวิธีลงทุนของเราจึงควรสอดคล้องกับสิ่งที่เราค้นพบข้างบน นั่นคือ จะต้องลงทุนในลักษณะที่สร้างพลังของดอกเบี้ยทบต้น และ เงินปันผลที่ได้รับก็ควรนำกลับมาลงทุนต่อ ไม่ใช่เอาออกไปใช้

วิธีที่น่าจะเรียบง่ายที่สุดของนักลงทุนทั่วไปก็คือ ลงทุนในกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด และเป็นกองทุนประเภทที่ไม่จ่ายปันผลเพื่อให้เงินของเราลงทุนทบต้นต่อไปเรื่อย ๆ ไม่นำออกมาใช้ และไม่ต้องโดนภาระภาษีจากเงินปันผล

และถ้านักลงทุนต้องการผลตอบแทนแบบนี้ นักลงทุนจะต้องลงทุนระยะยาวในกองทุนหุ้นโดยการถือครองระยะยาว และเพื่อสอดคล้องกับหลักการลงทุนอัตโนมัติก็ควรจะ ซื้อแบบสะสม เพื่อลงทุนระยะยาวเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นวิธีที่นักลงทุนที่เป็นตำนานหลายๆคน แนะนำ

พูดถึงเรื่องนี้ทำให้นึกถึงสมัยก่อนที่กองทุนในไทยมักจะชอบใช้ดัชนีชี้วัด (benchmark) เป็น SET Index (SET PR) ทำให้เราจะเห็นว่ากองทุนส่วนใหญ่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นตลอด ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่ปัจจุบันได้มีการแก้ไขมาใช้ SET TR เป็นดัชนีชี้วัดแทน ต่อไปก็จะได้เห็นชัด ๆ ครับว่า ระยะยาว กองทุนแบบบริหาร (active funds) ที่ชนะตลาดหุ้นมีน้อยมาก

บทสรุปเกี่ยวกับ SET Total Return

บทสรุปของบทความนี้มีอยู่ว่า การลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น ควรลงทุนให้สอดคล้องกับธรรมชาติของผลตอบแทนตลาดหุ้น นั่นคือ ลงทุนโดยการถือครองหุ้นระยะยาว และเวลาได้ผลตอบแทนก็นำกลับไปลงทุนทบต้น ปล่อยให้เงินที่ลงทุนเติบโตต่อเนื่องเรื่อยไป เสมือนดั่งการปลูกต้นไม้ใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถสร้างต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ภายในเวลาไม่กี่ปีครับ การลงทุนต้องใช้เวลา อดทนถือลงทุนระยะยาวอย่างมีวินัย และลงทุนอย่างสม่ำเสมอให้ได้ครับ แล้วผลลัพธ์ที่สดใสจะรอนักลงทุนทุกคนอยู่

“Someone is sitting in the shade today because someone planted a tree a long time ago.” — Warren Buffett

ปล. หลังจากทำบทความนี้ได้ 2 เดือน ผมก็ได้ข้อมูลครบของ SET TRI ทำให้ค้นพบว่า ผลตอบแทนระยะยาวของตลาดหุ้นกว่าร้อยละ 80 มาจากผลตอบแทนของดอกเบี้ยทบต้นครับ !! — เงินปันผล : หัวใจแห่งผลตอบแทนหุ้น ****