คลังเก็บป้ายกำกับ: Stock-Equity

ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริงๆมันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ ว่าเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์จากเงินลงทุน สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ (และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย) อธิบายทีละตัวได้ว่า

เงินฝาก : เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน

สลาก : ได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล”อย่าง สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ (ฮ่าๆ)

ตราสารหนี้ : ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภทนี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ
3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี ทว่าจริงๆแล้วยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (Gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือถ้าขายต่อราคาจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยในอัตราเท่านี้ของพันธบัตรจากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบสี่เปอร์เซนต์) แต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่างๆ เพราะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ โดยทั่วไปก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือจนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขายหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ทองคำ : อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อทองคำหนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% (สังเกตได้ว่าผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมากๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียวมันไม่งอกครับ)

อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม : ผลตอบแทนปกติมี 2 อย่าง

หนึ่ง : ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain)
สอง : ผลตอบแทนจากเงินปันผล ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend)

ซึ่งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีก่ารจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับหรือ 100% แต่ถ้ากองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ เท่ากับว่าเราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) ซึ่งต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

** การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ คือ เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก (รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย–gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก Capital Gain และ Dividend(ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น : โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจากหุ้น 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับเงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 300 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 350 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา 50 บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ 13 บาทเท่ากับได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 4.3% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในปตท.ครั้งนี้จึงเท่ากับ 21% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลักๆคือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f..ถึง z เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น(หรือลดลง) อธิบายง่ายๆ กองทุนถ้าได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะเอาไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไร(ราคาสูงกว่าตอนซื้อมา) ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็น อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


 

      ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริงๆ ผลตอบแทนพวกนี้เป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross) เราอาจจะได้น้อยลงมากๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลายๆอย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net) ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริงๆ
คือผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” 

เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล  (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น, ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน,  ค่าธรรมเนียมบัตร, ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง, ฯลฯ พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามากครับ ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้นโปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

ผลตอบแทน จากการลงทุนสินทรัพย์การเงิน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทน จากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริง ๆ มันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ เวลาเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์จากเงินลงทุนเท่าไหร่ สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย อธิบายทีละตัวได้ว่า

ผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์

เงินฝากและสลาก

ทั้งคู่เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน พิเศษตรงสลากเพราะจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล” สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ 

ผลตอบแทน ตราสารหนี้

ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภท “ตราสารหนี้” นี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ 3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี

ทว่าจริง ๆ แล้ว ยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (capital gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือ ถ้านำไปขายต่อ ราคาขายจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยของพันธบัตรในอัตราเท่านี้จากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์) 

หากแต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่าง ๆ  เพราะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ โดยทั่วไปนักลงทุนก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือตราสารหนี้จนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขาย หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ผลตอบแทน ทองคำ

อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อ ทองคำ หนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% ซึ่งสังเกตได้ว่า ผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมาก ๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียว ทองคำมันไม่งอกครับ

อสังหาริมทรัพย์

ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม

กองทุนรวม มีผลตอบแทนปกติ 2 อย่าง คือ ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain) และผลตอบแทนจากเงินปันผล ในกรณีที่กองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีการจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับ (100%)

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ ซึ่งเท่ากับว่า เราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) เมื่อต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท กำไรที่ได้ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก  gain และ dividend (ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น

โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจาก “หุ้น” 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับ เงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 30 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 35 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 3.33% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหุ้นปตท.ครั้งนี้จึงรวมกันได้ประมาณ 20% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลัก ๆ คือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f…ถึง z เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล

หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น (หรือลดลง)

อธิบายง่าย ๆ ในกรณีกองทุนหุ้นได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะนำกำไรไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อย ๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไรเพราะขายได้ในราคาสูงกว่าตอนซื้อมา

ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ถ้าราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุน กองทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ

และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


ผลตอบแทน ขั้นต้นกับสุทธิ

ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริง ๆ ผลตอบแทนพวกนี้ที่ว่ามาเป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross returns) เราอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยลงมาก ๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริง ๆ
จึงเป็นผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” (Returns after taxes and costs) เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน  ค่าธรรมเนียมบัตร ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง ฯลฯ (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามาก ๆ

ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้น โปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

“Reversion to the Mean” (RTM)

“Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า กฎแห่งการเข้าสู่ “ค่าเฉลี่ย” อธิบายง่ายๆก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้นๆ(ซึ่งอาจจะหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อยๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น เวลาพูดแบบนี้ต้องอธิบายให้ชัดๆไปสักนิดว่า มันคือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่าคุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นแล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนเรื่อยๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่า แล้วก็คุณจะต้องลงทุนนานมากๆด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีผ่านไป จะเหมาไปเลยว่าผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปีแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง บนคำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากันต่างปีกัน ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009(หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกลๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอๆกันประมาณค่าเฉลี่ย

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นวิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุดคือคุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนคุณลงก็คือ ค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวคุณไม่ได้เอาหลักการไปทั้งหมด คุณต้องเลือกกองที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิดๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี, ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี, 1996-2015 อยู่ที่ 8.11%, แต่ถ้ามันยาวนานพอมันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ๆกันครับ เช่น 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี ก็กลับมาคำถามเดิม คุณบอกคุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปีแต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริงๆนะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมากๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี, ถ้า 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว หรืออย่างไทย ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 2537-2538 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แต่จะได้ผลตอบแทนแค่ประมาณ 2-3% ทบต้นต่อปี ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่ เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนเฉลี่ยๆไป ซื้อสะสมรายเดือนรายปีเวลาหุ้นตกก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อโดยใช้วิธีซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับ

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลายๆปีมานี้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมากกกก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่าอนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลงให้กลับไปสู่ 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยเพิ่มตัวเลขน้อยๆหรือตัวเลขติดลบ ซึ่งมักจะจบที่ลดลงสู่ค่าเฉลี่ยโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหนักๆหลาย รอบให้มันกลับมาสมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหาร (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมากๆในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้นๆไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็เพราะ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” เป็นตัวการหลัก ดูตัวอย่างประกอบของกองทุนไทย (Click) > ตัวอย่างกองทุนหุ้นไทย, ตัวอย่างที่สอง, เป็นต้น อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวการคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อยๆทำได้ค่อนข้างยาก คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงเป็น “กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”


โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าผลตอบแทนสูงๆมาตลอด หรือต่ำมานานมาก ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้นความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใดๆรายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใดๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก เหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง การซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในเรื่องนี้

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

ตัวอย่างโหมด 1

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

ตัวอย่างโหมด 2

ในหนังสือ “A Random Walk Down Wall Street” ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่าถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1938-2008 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.7% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นเหล่านั้นร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ๆกัน

หนังสือ Stock For The Long Run ซึ่งอ้างถึงว่า บทวิจัยของ Fama และ French ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ จะแพ้วิธีอื่นๆในช่วงปี 1987-2012 คือเขากำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วทำตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้ ส่วนศาสตราจารย์ Malkiel (คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีท) กำลังตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวว่า หุ้นคุณค่า (Value) ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ในระยะยาวข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยยะสำคัญ เพราะช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (Growth) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (Outperforming)

ตัวอย่างโหมด 3

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายหนักๆในช่วง 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13ปี ; 1977-1990) ซึ่งได้ผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268%—ผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี แต่หลังจาก Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% — วันที่ทำบทความนี้ พฤษภาคม 2016 แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่านักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อยๆก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูงๆ เป็นผลตอบแทนกองทุนหุ้นธรรมดาๆที่แพ้ดัชนี เห็นไหมครับว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ระยะยาวระดับ 20-40 ปีสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่าเป็นทฤษฎีที่เขาทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่าในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอ

Reversion to the Mean: ทุกอย่างสู่ค่าเฉลี่ย

1. “Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า “กฎแห่งการเข้าสู่ค่าเฉลี่ย” (reversion to the mean) อธิบายง่าย ๆ ก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้น ๆ (ซึ่งอาจจะนานหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อย ๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น

เวลาพูดเรื่องผลตอบแทนหุ้นอาจจะต้องอธิบายให้ชัด ๆ ไปสักนิดว่ามันคือ ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่า คุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้น แล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนต่อเรื่อย ๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่านั้น และคุณจะต้องลงทุนนานมาก ๆ ด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีแล้วจะเหมาไปเลยว่า ผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปี แบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้คำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากัน หรือต่างปีกันออกไป ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009 (หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกล ๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอ ๆ กันประมาณค่าเฉลี่ยครับ

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นนั้น วิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุด คือ คุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนที่เราจะได้รับลงก็คือ ค่าใช้จ่าย

เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวถือว่ายังไม่ครบหลักการ คุณต้องเลือกกองทุนดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

2. สำรวจกฎ RTM ในต่างประเทศ

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิด ๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี ช่วง 1996-2015 อยู่ที่ 8.11% แต่ถ้าช่วงระยะเวลามันยาวนานพอ มันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ ๆ กันครับ เช่น ช่วงปี 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี

ด้วยเหตุนี้ เมื่อวกกลับมาคำถามเดิม คุณบอกว่า คุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐ ก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปี แต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริง ๆ นะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมาก ๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี ถ้าช่วงปี 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี

มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว

3. กฎ RTM สำรวจในไทย

ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 1994-1995 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แค่จะได้ผลตอบแทนเพียง 2-3% ทบต้นต่อปีเท่านั้น ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนแบบประจำหรือลงทุนเฉลี่ย ๆ ไป (regular savings or DCA)

DCA เป็นการซื้อสะสมรายเดือนหรือตามระยะเวลาที่กำหนดชัดเจน เช่น รายไตรมาส รายปี ซึ่งเวลาหุ้นตกเราก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ในระยะยาวต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับว่า เราจะลงทุนหนัก ๆ ตอนที่ตลาดหุ้นตกต่ำลงอย่างเดียว

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลาย ๆ ปีมานี้ ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมาก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่า อนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลง เพื่อให้กลับไปสู่ค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือ ตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยปีถัดไปให้ผลตอบแทนไม่มาก หรือทำให้ตัวเลขผลตอบแทนติดลบ ซึ่งมักจะจบด้วยการที่ตลาดหุ้นตกหนัก ๆ เพื่อทำให้ผลตอบแทนลดลงสู่ค่าเฉลี่ย หรือโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหลายรอบให้ผลตอบแทนระยะยาวมันกลับมาสู่จุดที่สมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหารจัดการ (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมาก ๆ ในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่กองทุนดังกล่าวจะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้น ๆ ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย

หากแต่ตัวการหลักที่ทำให้กองทุนพวก actively managed funds เหล่านี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็คือ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” ของพวกมันนั่นเอง

ดู ตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้น และ คำอธิบายผลกระทบของค่าใช้จ่าย

อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวนั้น การคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อย ๆ ทำได้ค่อนข้างยาก

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงสมควรยึดหลัก “ลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”

4. ย่อสั้นเกี่ยวกับ RTM

โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าช่วงเวลาที่ผ่านมามันให้ผลตอบแทนสูง ๆ มาตลอด หรือต่ำมานานมากแล้ว ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้น ความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใด ๆ รายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใด ๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในอดีตหรือในอนาคตข้างหน้าที่จะถึง

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก การหาผู้ชนะระยะยาวเหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง และการซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในหลายเรื่องเลยทีเดียว

5. ตัวอย่างของ RTM และบทสรุป

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

I. Price/Earnings

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

set40y

II. Growth vs Value

ในหนังสือ A Random Walk Down Wall Street ซึ่งเขียนโดยศาสตราจารย์ Malkiel ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่า ถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1937-2013 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 10.1% และ 10.2% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นประเภทนี้ร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า แต่ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ ๆ กัน[1. Burton G. Malkiel, A Random Walk down Wall Street: The Time-tested Strategy for Successful Investing, 11th ed. (New York: W. W. Norton & Company, 2016), 274-275.]

หนังสือ Stock For The Long Run ของ Jeremy Siegel ซึ่งอ้างถึงบทวิจัยของ Fama และ French ที่ตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมาก ๆ แต่ทว่าวิธีนี้จะแพ้วิธีอื่น ๆ ในช่วงปี 1987-2012 พูดอีกแบบก็คือ Siegel กำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วลงทุนตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่ดีหรือไม่เป็นแบบในบทวิจัยก็ได้[1. Jeremy J. Sielgel, Stocks for the Long Run: The Definitive Guide to Financial Market Returns & Long-Term Investment Strategies, 5th ed. (New York: MaGrawHill Education, 2014),185-186.]

ในประเด็นนี้ ศาสตราจารย์ Malkiel คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีทยังได้ช่วยตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวที่มีการสรุปว่า หุ้นคุณค่า (value) น่าจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่าในระยะยาว เพราะข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยสำคัญ เนื่องจากช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (growth stocks) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (outperforming) หุ้นคุณค่า (value stocks) ทำให้เราควรจะต้องตั้งคำถามเสมอว่าแบบแผนของผลตอบแทนที่ถูกค้นพบขึ้นมานั้นมันทำเงินได้จริงหรือไม่?[1. Malkiel, A Random Walk down Wall Street, 274.]

III. Mutual Funds

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายและได้รับความนิยมในช่วงปี 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13 ปี : 1977-1990) ซึ่ง Lynch ได้ทำผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี

หากแต่หลังจากที่ Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% และ ณ วันที่ทำบทความนี้ (พฤษภาคม 2016) แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่า นักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อย ๆ ก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูง ๆ เป็นผลตอบแทนแบบกองทุนหุ้นธรรมดา ๆ ที่แพ้ดัชนี

IV. Conclusion

จะเห็นได้ว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ในระยะยาว 20-40 ปีและสามารถทำผลตอบแทนสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ผู้ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่า เป็นทฤษฎีที่เขาผู้ซึ่งทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่า ในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอในทุกภาคส่วนของตลาดการเงิน[1. John C. Bogle, Common Sense on Mutual Funds: New Imperatives for the Intelligent Investor, Fully Updated 10th Anniversary Edition ed. (Hoboken: Wiley, 2010), 328.]

P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี

มีหน้าเว็บหนึ่งของตลาดหลักทรัพย์ที่ผมชอบเข้าดูบ่อยๆ คือ หน้า สรุปภาพรวมตลาด โดยเฉพาะส่วนล่างค่าสถิติสำคัญซึ่งอัตราส่วนทั้งหมดนี้ค่อนข้างสำคัญและผมชอบเอามาวิเคราะห์บ่อยๆครับ

ข้อมูล ณ 18 กันยายน 2558
ข้อมูล ณ 18 กันยายน 2558

และอัตราส่วนที่ผมชอบดูมากที่สุดคือ P/E ของตลาดหุ้นครับ ใครที่ศึกษาเรื่องหุ้นมาแล้ว ค่านี้เป็นตัวหลักที่นักลงทุนทุกคนควรจะเข้าใจ เพราะมันเป็นตัวเลขสำคัญที่จะบอกอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับหุ้นตั้งแต่ระดับพื้นๆไปจนถึงเชิงลึกเลยทีเดียว สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักมัน เราสามารถสรุปเรื่องของ P/E ย่อๆได้ว่ามันเป็นตัวเลขที่ “บอกเราว่าราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คุณซื้อบริษัทที่ทำกำไรได้แน่นอนมากปีละ 100 ล้าน ผ่านไปกี่ปีก็ไม่ลดไม่เพิ่ม ยืนยันที่จะทำกำไรได้ปีละ 100 ล้านเท่านั้น ถ้าคุณซื้อมันทั้งกิจการที่ 100 ล้านพอดี ซื้อปุ๊บปีเดียวคุณก็คืนทุนล่ะ ถ้าสมมติกำไร 100 ล้านนั้นเป็นเงินสดและจ่ายให้คุณทั้งหมด แต่ถ้าตัวเลขเป็นว่าคุณจ่าย 1,000 ล้านบาทที่ระดับกำไรนี้ คุณจะต้องใช้เวลาคืนทุนยาวไปถึง 10 ปี (1,000/100) วิธีคิด P/E จึงง่ายมากๆ เอาราคาตั้งแล้วหารด้วยกำไรที่บริษัททำได้ ไม่ว่าจะใช้ มูลค่าตามราคาตลาดหารด้วยกำไรสุทธิ (MarketCap/Net income) หรือ ราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น (Price/EPS) ตัวเลขจะออกมาเท่ากัน ส่วนถ้าบริษัทขาดทุน ตัวเลขจะคำนวณไม่ได้ เว็บตลาดหลักทรัพย์จะโชว์เป็น N/A

ถ้าคุณดูค่า P/E ล่าสุดของตลาดหุ้นไทย (SET) ที่ 18.32 มันจะบอกเราว่า
1.ที่มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด 13.12 ล้านล้านบาท คุณกำลังซื้อที่ราคา 18.32 เท่าของกำไรที่ตลาดหุ้นไทยทำได้ประมาณปีละ 0.72 ล้านบาท หรือ
2.ที่ดัชนีตลาดหุ้น SET 1,390.32 คุณกำลังจ่ายที่ 18.32 เท่าของกำไรที่บริษัทใน SET ทั้งหมดรวมกันทำได้ 75.89 บาทต่อปี (คล้ายๆคำนวณจาก Price/EPS ครับ)

หลักการง่ายๆ ของ P/E คือยิ่งตัวเลขนี้น้อยเราก็จะคืนทุนได้ไว (จ่ายไม่แพงสำหรับกำไรของสินทรัพย์ที่เราซื้อทำได้) สมมติคุณฝากเงินในธนาคารได้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี วิธีหาค่า P/E มันก็คือ 100/2 = 50 นั่นคือ สมมติคุณต้องการจะคืนทุนทั้งหมดด้วยการฝากเงินรับดอกเบี้ยปีละ 2% คุณต้องรอไปถึง 50 ปี !! (ยังมีใครเห็นด้วยอยู่หรือไม่ว่าฝากเงินธนาคารจะทำให้เรารวยได้)

แถมตัวเลข P/E นั้นถ้าคุณกลับสัดส่วนเป็น E/P คุณจะได้ตัวเลขของผลตอบแทนที่คุณคาดหวังครับ (Earnings Yield) มีอีกวิธีคิดง่ายๆ คือ เอา 100 หารด้วย P/E เช่น ตัวเลข P/E SET คือ 18.32 แสดงว่าคุณหวังผลตอบแทนที่คาดหวังจากการซื้อหุ้นทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยวันนี้ที่ 100/18.32 = 5.46% ต่อปี ซึ่งการที่คุณจะตัดสินใจอะไรได้ดีขึ้นในการลงทุน คุณควรเทียบค่านี้ในอดีตว่าที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยนั้นมีการซื้อขายเฉลี่ยที่ P/E เท่าไหร่ และสูงสุดต่ำสุดมันคือตัวเลขไหน จะได้มีกรอบในการลงทุนซึ่งผมได้ทำมาฝากครับ ลองดูรูปต่อไปนี้ได้เลย

PE 40

จะเห็นได้ว่า 40 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยมีการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ P/E ประมาณ 12.50 เท่า และเคยสูงสุดที่ 29 เท่า (O_o) และต่ำสุดที่ 3.5 เท่าช่วงหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง (ซึ่งก่อนหน้านั้น 2-3 ปี มี P/E เฉลี่ย 20-25 เท่า) ตัวเลขนี้กำลังบอกเราว่า P/E ตลาดหุ้นไทยที่ 18.32 เท่านั้นแพงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตเกือบๆ 50% ช่วงนี้จะลงทุนหุ้นอะไรโปรดระมัดระวังครับ

ผมใส่ไฮไลต์สีให้ได้ สีเขียวคือช่วงที่ P/E ต่ำกว่าเฉลี่ยซึ่งส่วนมากมักจะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นดูไม่ดีหรือหลังเกิดวิกฤต เช่น หลังปี 1999-วิกฤตต้มยำกุ้ง 2008-วิกฤตสินเชื่อซับพาร์มสหรัฐ 2011-น้ำท่วมใหญ่ ส่วนช่วงที่แพงกว่าค่าเฉลี่ยจะใช้สีชมพูครับ

การที่มี P/E เฉลี่ย 12.5 มองมุมกลับคือ นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นไทยนัน มักจะมองผลตอบแทนที่คาดหวังประมาณ 8% ต่อปี (100/12.5) ซึ่งเมื่อรวมกับผลตอบแทนเฉลี่ยของเงินปันผลที่ 3% เราจะได้ผลตอบแทนรวมของการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่ประมาณ 11% ซึ่งเป็นผลตอบแทนเฉลี่ยของตลาดหุ้นระยะยาวครับ ถือว่าสมเหตุผล

ตัวเลข P/E ที่ตลาดหลักทรัพย์ใช้คำนวณนั้นมักจะเป็นตัวเลขที่ใช้ 4 ไตรมาสล่าสุดมาคิด ทำให้เป็นตัวเลขที่ผสมกับตัวเลขในอดีต แต่ผมว่ามันก็สะท้อนอะไรได้ดีกว่าการเอาตัวเลขในอนาคตมาใช้แบบที่นักวิเคราะห์ชอบพูดว่า Forward P/E ครับ แม้ตลาดหุ้นจะเป็นการลงทุนที่มองอนาคตไปข้างหน้า แต่การลงทุนจะให้ได้ผลตอบแทนที่ดี ควรจะต้องตั้งอยู่บนความอนุรักษ์นิยมพอสมควร ส่วนตัวผมถือคติ อยากรู้ว่าจะได้กำไรตั้งแต่ลงทุนเท่าไหร่ มากกว่าจะหวังว่าอนาคตจะได้มากกว่านี้เท่าไหร่ ถ้าได้เกินผมถือว่าเป็นส่วนเพิ่ม (Surplus) แต่ผมมักจะสนใจมากกว่าว่าโอกาสขาดทุนหรือการวิเคราะห์ของเราผิดพลาดได้มากแค่ไหนยังไง แล้วผมก็ยังเชื่อว่าระดับ P/E ที่เหมาะสมของตลาดหุ้นไทยคือ 10-12 เท่า และระดับ 18 เท่านี้คือแพง ยิ่งถ้าคำนวณโดยใช้ Earning Yield Gap ด้วยแล้ว ก็จะพบว่ามันแพงอยู่ดีครับผม (แต่ตัวอย่างก็มีให้เห็นเหมือนกันว่า บางช่วงหลังเกิดวิกฤตที่กระทบกับการทำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นก็ทำให้ตัวเลข P/E สูงขึ้นมา เช่น ช่วงปี 2009 ซึ่งราคาหุ้นตรงนั้นถูกมาก ดัชนีก็ไม่สูง แต่เพราะบริษัทส่วนใหญ่ขาดทุนหรือกำไรตกต่ำทำให้ ค่า P/E สูงขึ้นมา นักลงทุนจึงควรพิจารณาประเด็นนี้ประกอบด้วย ต้องระวังการถูก P/E หลอก)

แม้จะเป็นตัวเลขง่ายๆ คำสั้นๆว่า P/E หรือ Price/Earning แต่การประยุกต์ต่อยอดนั้นสูงมากๆครับ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์สุดๆ ผลลัพธ์ไปไกลได้หลายด้านมากๆ สมมติ P/E ตลาดหุ้นตอนนี้ที่ 18

  • คนกลุ่ม A จะบอกว่าซื้อหุ้นที่ Set Index ระดับนี้เฉลี่ยแล้วจะคืนทุนที่ 18 ปี
  • คนกลุ่ม B จะบอกว่าซื้อแล้วคืนทุนไวกว่านั้น เพราะกำไรพวกนี้รวมกำไรไม่ปกติด้วย อนาคตคืนเร็วกว่านั้น อาจจะไม่ถึงหรอก
  • คนกลุ่ม C จะบอกว่าซื้อแล้วคืนทุนช้ากว่านั้น เพราะกำไรพวกนี้ไม่ปกติและมากเกินไปด้วย อนาคตคืนทุนช้ากว่าตัวเลขที่เห็น
  • คนกลุ่ม D จะบอกว่าจริงๆมันโดนผลของหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นขนาดเล็กยังเติบโตดี จริงๆตลาดยังกำไรดี คืนทุนเร็วกว่าเดิม
  • คนกลุ่ม E จะบอกว่ากำไรของ SET มาจากบริษัทขนาดใหญ่อยู่แล้วในระยะยาว แล้วทำไมจะไม่เชื่อว่าคืนทุนเท่านั้นล่ะ (คือสิบแปดปี)

เห็นไหมครับให้เซียนดูเซียนยังว่าไม่เหมือนกันเลย ขึ้นอยู่กับวิธีการ หลักการ แนวทางการลงทุนและมุมมองของแต่ละคนครับ

สำหรับผมแล้วการลงทุนมีความเสี่ยง รักษาเงินต้นเป็นเรื่องสำคัญกว่า ผมไม่ชอบขาดทุนครับ เพราะฉะนั้นตัวเลขไหนอนุรักษ์นิยมสุด จำกัดความเสี่ยงไม่คาดคิดสุด ผมเอาอันนั้นครับ  หุ้นรายตัวอาจจะต้องประเมินพื้นฐานและมองอนาคตบ้าง จึงอาจใส่สมมติฐานด้าน Forward ไปบ้าง แต่สำหรับ SET หรือตัวดัชนีตลาดหุ้น ผมใช้ P/E ปกติ จะไม่ค่อยใช้การคาดการณ์อนาคตครับ : )