คลังเก็บป้ายกำกับ: Markets

P/BV – DIV Yield – PE ตลาดหุ้นไทย ย้อนหลัง

ปีที่แล้วผมเคยทำการคำนวณ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี ในปีนี้ (2016) เลยตั้งใจเก็บสถิติสำคัญตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ครบครับ ทั้ง PE ตลาดหุ้นไทย ทั้ง P/B และ Dividend Yield ไว้เป็นข้อมูลอ้างอิง

เพราะถ้านับปีแรกที่ตลาดหลักทรัพย์ (SET) เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1975 นี่ปี 2016 ก็ผ่านมาเกือบ 40 กว่าปีแล้ว ค่าเฉลี่ยของอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณได้ โดยส่วนตัวผมคิดว่าค่อนข้างนิ่งและก็ใช้ประกอบการตัดสินใจได้ระดับหนึ่ง เรามาทำความรู้จักกับอัตราส่วนทางการเงินสำคัญๆกันอีกรอบก่อนครับ

P/E (Price/Earning) เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรที่เราจะได้” ถ้าใช้กับ SET ก็จะหมายความว่า มูลค่ารวมของทุกบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ในตอนนี้คิดเป็นกี่เท่าของกำไรสุทธิ ตัวเลขคร่าว ๆ คือ ปี 2015 บริษัทจดทะเบียนใน SET ทำกำไรสุทธิรวมกันได้ประมาณ 7 แสนล้านบาท ถ้ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดอยู่ที่  13 ล้านล้านบาท ก็จะได้ค่า P/E ที่ 18.6 เท่า ผมแนะนำให้อ่านบทความเก่า ๆ จะพูดถึงตัวเลขนี้ค่อนข้างลึกครับ > P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี

P/B (Price/Book Value) — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้คิดเป็นกี่เท่าของมูลค่าทางบัญชีของกิจการ” (หรือก็คืออัตราส่วนราคาหุ้นต่อส่วนของผู้ถือหุ้น) ตัวเลขนี้ส่วนตัวผมว่าเสถียรระดับหนึ่ง คือ book value จะนิ่งกว่า earning เพราะกำไรสุทธิรายปีมันผันผวนได้รุนแรง อาจจะมองว่า book value มันก็คือตัวสะท้อนกำไรที่สะสมมาเรื่อย ๆ ครับ มันจึงไม่ผันผวนมาก เป็นตัวเลขที่ผมชอบดูระดับหนึ่งเลยทีเดียว เพราะบอกว่านักลงทุนกำลังจ่ายแพงขนาดไหน ซึ่งต้องไม่ลืมว่าในตลาดหุ้น ยิ่งจ่ายแพงเท่าไหร่ ผลตอบแทนที่คุณจะได้ก็จะลดลง

มองให้ลึกไปอีก ROE (Return on Equity) หรืออัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เมื่อ equity ก็คือ book value การซื้อที่ book value เท่ากับ 1 ก็คือซื้อธุรกิจโดยได้ ROE เท่านั้นเลย แต่ยิ่งซื้อแพงเท่าไหร่ ระดับของ ROE ก็จะลดลงจากที่เราควรจะได้ลงมาเรื่อย ๆ ผกผันกับราคาที่เราจ่ายแพงขึ้น

Dividend Yield — เป็นตัวเลขที่บอกเราว่า “ราคาที่จ่ายในการซื้อ ณ วันนี้จะได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลในอัตรากี่เปอร์เซ็นต์” เช่น ถ้าตัวเลขนี้อยู่ที่ 3% ก็หมายความว่า ถ้าซื้อหุ้นทุกตัวทั้ง SET วันนี้ อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่จะได้รับคือร้อยละ 3 (อ้างอิงจากตัวเลขปันผลล่าสุด)


ลองไล่ดูทีละตัวครับ ในแต่ละรูปจะมีพื้นหลังสีแดงกับสีเขียว สีแดงหมายถึงในช่วงเวลานั้นตัวเลขอัตราส่วน “แย่” กว่าค่าเฉลี่ย ส่วนสีเขียวหมายความว่าอยู่ในช่วงดีกว่าค่าเฉลี่ย ที่ใช้คำว่าดีกว่า แย่กว่า เพราะต้องแยกกันครับ กรณี P/E กับ P/B ตัวเลขมากแสดงว่าเรากำลังจ่ายแพงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ Dividend Yield ตัวเลขมาก คือ อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งอันนี้ถือว่าดีครับ

(1) PE ตลาดหุ้นไทย

PE-1975-2015

สำหรับ P/E นี้ ตัวเลขค่าเฉลี่ยย้อนหลังคือ 12.5 เท่าครับ

ช่วงแดง ๆ เช่น 1994-1997 ก็จะเห็นว่า มันแพงกว่าค่าเฉลี่ย และสูงสุดยุคนั้นก็คือ P/E 25-30 เท่ากันไปเลย (ช่วงที่ SET Index อยู่ที่ 1500-1700 จุด)

และก็ตามมาด้วยวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งทำให้ตลาดหลักทรัพย์ร่วงลงมาภายในสองสามปีถัดมากว่า 70-90% เหลือประมาณ 200-300 จุดแทน

อีกช่วงที่น่าสนใจคือตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ 2011 เป็นต้นมา ตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยมายาวนานครับ สองสามปีที่แล้วน่าจะมีคนทันช่วง 2013 ที่ดัชนีแตะ 1650 จุด (P/E ประมาณ 20) และตลาดหุ้นในเวลาต่อมาก็ตกหนักอีกรอบครับ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับ PE ตลาดหุ้นไทย

ข้อที่น่าสังเกตคือ P/E ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยอาจจะอยู่ได้นานหลายปี การที่มันมีค่าสูงไม่ได้หมายถึงจะเกิดวิกฤตในเร็ววัน แต่เราต้องระลึกไว้ตลอดไม่ประมาทเพราะถ้ามันสูงนานมาก ๆ ด้วยกฎสำคัญของตลาดทุน คือ “Reversion to the Mean” (RTM) สักวันมันจะร่วงลงมาให้กลับสู่ค่าเฉลี่ย ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/E 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 13.3 เท่า ซึ่งก็จะไม่ค่อยต่างกับค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 12.5 สักเท่าไหร่ครับ


(2) P/B

PB-1975-2015

ค่าเฉลี่ยย้อนหลังของ P/B คือ 2.3 เท่าครับ (ตัวเลขนี้เริ่มคำนวณ 1988 นะครับ) จะเห็นว่า โดยปกติแล้วจากภาพรวมนั้น ตัวเลขนี้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยครับ มีช่วงที่ทะยานจริง ๆ คือ ช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือก่อนปี 1997

และช่วงที่น่าสนใจคือ 2013 ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยไปหน่อย อันตามด้วยการตกจากยอดดอย SET Index 1650 จุด

ที่ผมเคยบอกว่าตัวเลขนี้น่าสนใจก็เพราะว่า ปกติถ้ามันแพงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ๆ มันมักจะบอกเราได้ดีครับว่าตลาดหุ้นเริ่มไปต่อไม่ไหว ส่วนตัวคิดว่าเกิน 2 เท่านี่ก็น่าระวังระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องดูประกอบตัวอื่นด้วยเหมือนกัน

ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย P/B 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.84 เท่าครับ อันนี้จะเห็นว่า ต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 0.5% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่าครับ เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ P/B 1.85 เท่าเป็นตัวเทียบแทน


(3) Dividend Yield

YIELD-1975-2015

ค่าเฉลี่ยอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลอยู่ที่ 4.35% ซึ่งถ้าดูจากรูปจะเห็นว่ามันแดงไปซะหมด ข้อสังเกตคือในช่วงหลัง ๆ ปี 1990 อัตราส่วนเงินปันผลในภาวะปกติจะอยู่ที่ประมาณ 3% โดยเฉลี่ย

ทั้งนี้ถ้าลองดูค่าเฉลี่ย 15 ปีย้อนหลัง (2001-2015) ตัวเลขจะอยู่ที่ 3.37% ครับ อันนี้จะเห็นว่าต่างจากตัวเลขเฉลี่ยระยะยาวถึงเกือบ 1% ถ้าจะเอาอนุรักษ์นิยมควรใช้ตัวเลขที่น้อยกว่า เพราะฉะนั้นในยุคนี้เราอาจจะใช้ 3.4% เป็นตัวเทียบแทน


บทสรุป

ในช่วง 10-20 ปีย้อนหลังมานี้ ตลาดหุ้นมีอัตราส่วนหลายอย่างที่เปลี่ยนไป เช่น อัตราส่วนค่าเฉลี่ย P/B หรือค่า Dividend Yield ที่ลดลงจากอดีตค่อนข้างมาก ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของ P/E ก็สูงขึ้น เมื่อค่าเฉลี่ยยุคหลังต่ำกว่า ตัวเลขที่เราจะใช้ยิ่งควรที่จะต้องใช้เลขแบบอนุรักษ์นิยมเพื่อจะได้ดูปลอดภัยกว่า ดังนั้นตัวเลขอัตราส่วนเฉลี่ยที่อนุรักษ์นิยมของเราจะได้แก่ P/E — 12.5P/B — 1.84Dividend Yield — 3.37%

เมื่อลองเทียบตลาดหลักทรัพย์ล่าสุด (7 มิถุนายน 2016) P/E — 21.84, P/B— 1.85, Dividend Yield — 3.31%  เทียบกับอัตราส่วนค่าเฉลี่ยที่เราคำนวณได้นั้น ตอนนี้ตลาดหลักทรัพย์ SET ของเรานั้นมี P/E สูงกว่าค่าเฉลี่ย P/B ใกล้ค่าเฉลี่ย และอัตราส่วนผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนิดหน่อย ตัวเลขไปทางเดียวกัน ก็พอบอกได้ระดับหนึ่งว่า นักลงทุนควรระมัดระวังไม่ประมาทครับ แต่ระดับของผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไปครับ เช่น

(ก) นักลงทุนที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง อันนี้ขึ้นอยู่กับแนวทางของท่าน

(ข) นักลงที่ลงทุนโดยใช้วิธีลงทุนระยะยาวในกองทุนรวมหุ้นโดยใช้วิธีประเภท DCA อันนี้ผมว่า เราก็ลงทุนของเราไปเรื่อย ๆ อาจจะสะสมเงินสดไว้เพิ่มเติมเผื่อตลาดหุ้นตกในระยะอันใกล้นี้ จะได้มีเงินสดไว้ลงทุนตอนหุ้นถูก ๆ เพิ่มขึ้น แต่ท่านจะไม่สนใจมันและลงทุนซื้อเฉลี่ยไปเรื่อย ๆ ก็ได้ เพราะท่านก็จะต้องอยู่กับตลาดหุ้นไปอีก 10 ปีขึ้นไป บางคนที่อายุยี่สิบอาจจะต้องลงทุนไปอีก 30-50 ปี

เพราะฉะนั้นการที่ตลาดหุ้นจะขึ้นจะลงมันเป็นภาพสั้นเกินไปในช่วงระยะเวลาการลงทุนของเรา จะปล่อยผ่านก็ได้ครับ แต่ที่คิดว่าห้ามเลยคือ การจับจังหวะลงทุนโดยขายหุ้นทิ้งหมด

เพราะคำถามคือ ถ้าภาวะแบบนี้ยังยาวนานต่อไปท่านจะทำอย่างไร?

หรือถ้าท่านขายถูกจังหวะเป๊ะ ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ท่านจะกลับมาซื้อทัน ต้นทุนการผิดพลาดตรงนี้สูงไปครับ ควรมีวินัยแล้วลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ ดีกว่า หุ้นถูก หุ้นตก ท่านก็จะได้ซื้ออยู่ดี ถ้าท่านมีวินัยลงทุนต่อไปเรื่อย ๆ

(ค) คนที่ลงทุนแบบปรับสัดส่วนลงทุน (Asset Allocation) ถ้ามีตัวเลขตายตัวอยู่แล้วแบบ 60/40 หุ้น:ตราสารหนี้ อันนี้ก็ไม่น่าห่วงครับ ก็ทำตามวินัยไป

ทั้งนี้นักลงทุนจะต้องระวังอย่างที่ John Maynard Keynes เคยเตือนว่า “The market can stay irrational longer than you can stay solvent.” ตลาดหุ้นอาจจะไร้เหตุผล แพงแล้วก็แพงขึ้นไปอีก กระทิงแล้วกระทิงอีก หรือหมีแล้วหมีอีก ตกแล้วก็ตกหนักได้อีก

นักลงทุนแต่ละคนมีแผนการลงทุนที่แตกต่างกัน จึงควรสนใจที่วิธีลงทุนของตนเป็นหลัก ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญคือ นักลงทุนจะต้องมี “วินัยในการลงทุนและอดทนทำตามแผน” อย่างแน่วแน่ครับ

Outliers สัมฤทธิ์พิศวง

สัมฤทธิ์พิศวง (Outliers) เป็นหนังสือที่ดี ดีจริง ๆ แนะนำเลยครับ ผู้แต่งคือ Malcolm Gladwell ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่า การจะประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดขึ้นมา มันต้องอาศัยกระทั่งเวลาเกิด ช่วงอายุ มรดกทางวัฒนธรรม ปัจจัยที่พ่อแม่เลี้ยงดู ฐานะของพ่อแม่ การสอนในโรงเรียน และโอกาสบางอย่างที่สังคมหยิบยื่นให้ ยกตัวอย่าง เช่น การที่ Bill Gates เป็นผู้ที่สร้างบริษัทอย่างไมโครซอฟ กับ Steve Jobs ผู้สร้างแอปเปิ้ลขึ้นมานั้น มันต้องอาศัยอะไรหลายอย่างที่ว่ามาอย่างมาก

ยกตัวอย่างเช่น คอมพิวเตอร์สมัยก่อนเป็นสิ่งที่ราคาแพงและการฝึกเขียนโปรแกรมมีต้นทุนสูงมาก มีจำนวนคอมพิวเตอร์น้อยในช่วงนั้น แต่ Gates อยู่ในโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ใช้และเขาก็หมกตัวในนั้นทั้งวัน แถมเขาหลงใหลถึงขั้นว่า ตอนห้าทุ่มต้องย่องจากบ้านไปศูนย์คอมแถวบ้าน เพราะที่นั่นใช้งานได้ทั้งคืน แล้วค่อยกลับมานอนตอนเช้า ๆ เขาฝึกฝนการเขียนโปรแกรมมากถึงมากกว่าเด็กหลายคนในยุคเดียวกัน ขณะที่ Jobs ก็อยู่ในแถบที่บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่าง HP กำลังเติบโต เขาชอบไปนั่งฟังและซักถามวิศวกรทั้งหลาย กระทั่งผู้บริหาร (CEO) ของ HP ก็ให้ชิ้นส่วนคอมกับเขาไปศึกษา นอกจากความหลงใหลคอมพิวเตอร์ ผู้แต่งยังเจาะไปถึงอายุว่า ทั้งคู่เป็นกลุ่มที่เกิดปีใกล้กันคือ 1954-1955 ซึ่งจะมีอายุ 20 กว่าปีในช่วงที่วงการอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์จุดพลุพอดี และผลจากการฝึกฝนบวกอยู่กับมันมาตลอดกว่าสิบปี พวกเขาคือกลุ่มคนที่พร้อมที่สุด ณ เวลานั้นครับ (มีคนน้อยมากที่จะได้ใช้คอมในช่วงเวลาก่อนหน้า)

ข้อที่ผมคิดว่า อาจจะทำให้คนที่อ่านเล่มนี้คิดสวนทางกันไปเลย คือ จุดประสงค์หลักของหนังสืออยากจะทำให้เราเข้าใจว่า ผู้ที่เรามองว่าแปลกแยกประสบความสำเร็จโดดเด่นมันอยู่ที่ตัวเขาอย่างเดียว แต่จริง ๆไม่ใช่ มันมีองค์ประกอบมากมายกว่าที่เห็น ในขณะที่เราอาจจะอ่านแล้วนำไปสู่บทสรุปเองว่า เพราะบ้านเขาฐานะดีในตอนนั้น เกิดถูกที่ถูกเวลา ฯลฯ แล้วก็จะพาลเชื่อแต่เรื่องคนพวกนั้นอยู่ ณ จุดที่เหมาะเหม็งมีบุญวาสนาอะไรประมาณนี้ ซึ่งจริง ๆไม่ใช่เลย ถ้าจะพูดแบบนั้นยุคนั้นก็มีลูกคนรวยตั้งเยอะแยะที่ได้ใช้คอมและเกิดช่วงปี 1955 แต่ทำไมถึงมีน้อยคนที่จะเป็นแบบเกตส์และจ็อบส์

สิ่งที่สำคัญที่น่าสนใจมาก (ซึ่งมีเขียนในเล่มนี้เหมือนกัน) คือ กฎ 10,000 ชั่วโมง”

การที่คนๆหนึ่งจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่องอย่างสุดยอด คุณต้องซ้อมและฝึกฝน “อย่างใจจดจ่อและมุ่งมั่น” ใช้คำว่าหลงใหลก็ได้ แล้วก็ฝึกฝนอย่างหนักให้ได้เกินหนึ่งหมื่นชั่วโมงเพื่อรับโอกาสที่จะมาถึง (วง The Beatles ก็เล่นเพลงใน  Hamburg มามากกว่าหมื่นชั่วโมง) ตัวอย่างในเรื่องคือ นักไวโอลินชั้นเยี่ยมกับมือสมัครเล่น ความต่างคือการฝึกซ้อมครับ ขีดเส้นใต้เลย ผมเจอประเด็นนี้ในหนังสือเล่มต่อมา— Talent is Overrated” เด็กรุ่นเดียวกันที่อยากเป็นนักไวโอลินระดับโลก มีตารางการใช้ชีวิตเหมือนกันเป๊ะ เรียนอะไรเท่ากัน ตารางกิจกรรมเหมือนกัน แต่ตัวต่างที่ทำให้ชีวิตของทั้งคู่ห่างกันลิบลับคือ จำนวนเวลาที่ฝึกฝนด้วยตัวเอง อันหมายถึงต้องฝึกฝนอย่างจดจ่อโดยไม่มีใครสั่ง ที่ทุกคนรู้ว่าต้องทำนะ แต่มันไม่สนุกและยาก ผลลัพธ์ของคนที่ชนะใจตนเองจึงต่างมาก ตอนอายุ 18 กลุ่มที่ดีเยี่ยมซ้อมไปกว่า 8,000 ชั่วโมง ในขณะที่มือสมัครเล่นจะซ้อมต่ำกว่า 3,000 ชั่วโมง และยังเห็นไปอีกว่า ความต่างของชั่วโมงมาจากการสั่งสมเล็กน้อยตอนเด็ก ๆ คือ กลุ่มดีเยี่ยมจะซ้อมถึงวันละ 12 ชั่วโมงตั้งแต่อายุน้อย ๆ แล้วความสามารถก็ค่อย ๆ ทบทวีมาเรื่อย ด้วยเหตุนี้ การทำอะไรดี ๆ แค่เล็กน้อย ๆ ที่มากขึ้น ระยะยาวมันจะส่งผลกระทบมหาศาล ในด้านดีกับชีวิตเราเลยล่ะครับ

หลังจากอ่านสองเล่มนี้จบ ผมก็ลบคำว่า “พรสวรรค์” ที่คนส่วนใหญ่เชื่อทิ้งไปเลย คนเราจะประสบความสำเร็จในอะไรสักเรื่อง คุณต้อง “ฝึกฝนอย่างจดจ่อและต่อเนื่อง” ถามว่ามากแค่ไหน กฎที่ดีเยี่ยมคือ 10,000 ชั่วโมง หรือ กฎ 10 ปี โชคดีจะมาถ้าคุณทำงานหนัก และการจะทำงานหนักอย่างสนุกได้ คุณต้องใจรักและเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนชีวิตคุณก่อนเท่านั้น ถ้าคุณไม่มุ่งมั่น ให้เกณฑ์เทวดาทั้งสวรรค์มาช่วยก็คงจะส่ายหน้าครับ ความพยายามจึงเป็นใบเบิกทางสำหรับทุกสิ่ง

คติสำคัญในหัวของผมตอนนี้อาจจะเหมือน J. Paul Getty แล้วก็ได้ บุรุษผู้รวยสุดในประวัติศาสตร์ อเมริกา ผู้ตั้งเป้าว่าจะรวยตั้งแต่อายุยังน้อย ถ้าถามเขาว่าแล้วจะรวยยังไง ประโยคในตอนนั้นของเขาคือ

“ตื่นแต่เช้า ทำงานหนัก หาน้ำมัน” 

“Rise early, work hard, and strike oil” 


นักไวไอลินที่ซ้อมอย่างมุ่งมั่นจดจ่อมาแล้ว 10,000 ชั่วโมงจะมีโอกาสได้ไปแข่งระดับโลก ถ้าซ้อมระหว่าง 5,000-8,000 คือนักไวโอลินมืออาชีพ แต่ถ้าจะเป็นแค่มือสมัครเล่น ต่ำกว่า 2,000 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว และจุดที่ทำให้เขาต่างกันขนาดนี้ ก็เพียงแค่ตอนเด็ก ๆ คนแรกซ้อม 12 ชั่วโมง ส่วนมือสมัครเล่นซ้อมแค่ 3 ชั่วโมง ส่วนต่าง 9 ชั่วโมงต่อวันเป็นเวลา 10 ปีนั่นคือตัวคัดแยกฝีมือในอนาคต”

แล้วการลงทุนมีกฎ 10,000 ชั่วโมงไหม?

ผมเชื่อแบบลึกสุดใจเลยว่า มีครับ! การลงทุนก็เป็นศาสตร์หนึ่งที่ต้องศึกษาและฝึกซ้อมเหมือนกัน การจะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องโฟกัสจดจ่ออย่างมุ่งมั่นที่จะศึกษามัน การทำงานหนักคือตัวที่ทำให้เกิดคำว่าโชคดี ไม่มีคำว่าพรสวรรค์ครับ (คำนี้ลบจากหัวผมไปแล้ว) ถ้าได้ลองอ่านประวัติของนักลงทุนระดับโลกทั้งหลาย ส่วนมากจะเกิดจากความสนใจแง่มุมธุรกิจหรือลงทุนตั้งแต่เด็ก แล้วก็เริ่มทำงานกันตั้งแต่ยังหนุ่มสาว กว่าจะโชว์ผลงานให้โลกตะลึงกันได้ก็ช่วงอายุ 40 ปีกันทั้งนั้น จุดสำคัญสุดคือช่วงที่เขาเงินลงทุนน้อยหรือรับบริหารเงินก้อนเล็ก ๆ พวกเขาต้องสั่งสมประสบการณ์ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าก่อน พอผ่านไปสัก 10 ปี ด้วยผลของดอกเบี้ยทบต้นทำให้เงินก้อนของเขาใหญ่ขึ้นและพอทำผลตอบแทนได้สูง (ฝีมือมาพร้อมล่ะตอนนั้น) การลงทุนแต่ละทีจึงได้ผลตอบแทนเน้น ๆ และเป็นเงินมูลค่าหลายร้อยล้าน เข้าสู่วงจรเงินต่อเงินในที่สุด

ต้องเข้าใจด้วยว่า การทำงานในสาขาวิชาชีพหนึ่งมา 10 ปี ไม่ได้บ่งบอกว่าคน ๆ นั้นจะได้ 10,000 ชั่วโมงนะครับ มันอาจจะเป็นแค่การทำงาน 1 ปีที่ทำไป 10 ครั้งก็ได้โดยไม่ได้พัฒนาอะไรขึ้นก็ได้

หัวใจคือ “โฟกัส จดจ่อ มุ่งมั่น” ต้องเรียนรู้และแก้ไขปรับปรุงตลอดเวลา ไม่ใช่ให้เกิดอะไรผิดซ้ำ ๆ เรื่อย ๆ และจะต้องมีใจรักพอที่จะกระหายศึกษาลงทุนทุกวัน ๆ ผมอ่านประวัติแต่ละคน นักลงทุนเหล่านั้นหนีไม่พ้นกิจวัตรข้างล่างนี้เลย

  • อ่าน อ่าน อ่าน 
  • อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวันและติดตามข่าวธุรกิจต่าง ๆ
  • อ่านรายงานประจำปี และเจาะลึกเรื่องราวธุรกิจที่สนใจ
  • อ่านนิตยสารหรือหนังสือหมวดอุตสาหกรรมที่ชอบ
  • ฝึกคิดและวิเคราะห์เชื่อมโยงจุดแข็งจุดอ่อนของหุ้น
  • ฝึกฝนและฝึกอารมณ์ตามกฎการลงทุนของตน
  • มองหาแนวคิดดี ๆ ใหม่ ๆ เช่น สอบถามคนในวงการอุตสาหกรรม
  • มองภาพเทรนด์ในอนาคตให้ออก 
  • เดินห้างในแบบที่มองหากิจการต่าง ๆ ว่าอันไหนน่าลงทุน
  • ทบทวนความผิดพลาดที่ผ่านมาของตัวเองและแก้ไข

และพวกเขาลงมือทำแบบนี้ตลอดเวลา … ทางของนักลงทุนที่ตั้งใจก็ไม่ต่างจากงานอื่นครับ


Outliers ในการลงทุน

ส่วนของนักลงทุนที่เน้นลงทุนในกองทุนรวม ในเมื่อเราตัดสินใจว่า จะไม่ทุ่มเวลาเข้ามานั่งคัดเลือกหุ้น หรือสละเวลามาทุ่มเทกับการลงทุน แต่ใช้วินัยในการลงทุนแทน เพราะฉะนั้น 10,000 ชั่วโมงที่ว่า จึงควรถูกนำไปใช้พัฒนาศักยภาพชีวิตในด้านอื่น เช่น การทำงาน การทำตามความฝัน ฯลฯ และนำเงินที่ได้จากการทำงานหรือรายได้ส่วนหนึ่งจากการทำงานที่เรารักแบ่งมาลงทุนส่วนหนึ่งครับ แล้วก็มีวินัย “จ่ายให้ตัวเองก่อน” แบบ “จ่ายเป็นอัตโนมัติ” เช่น หักเงินเดือนมาลงทุนทุกเดือน เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญก็จะอยู่ที่วินัยและความอดทน

เส้นทางของคนกลุ่มนี้คือ ชีวิตได้ทำตามความฝัน ทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น เก่งขึ้น ได้เงินเดือนหรือผลตอบแทนมากขึ้น เงินรายได้ถูกหักมาลงทุน และ 10,000 ชั่วโมงที่ว่าจะทรงพลังสองทาง คือ คุณจะเก่งในสิ่งที่คุณอยากทำ และเงินส่วนหนึ่งของคุณจะเติบโตทบต้นทบทวี ทำให้ในอนาคตคุณร่ำรวยขึ้นไปด้วย เป็นคนที่เก่งในวงการนั้น ๆ และไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่มีฐานะและความมั่งคั่งสูงด้วย พร้อมทั้งมีบางสิ่งที่เหมือนกันกับนักลงทุนที่ทุ่มเทเวลาลงทุนเองครับ นั่นคือ 

โชคดีไม่ได้วิ่งเข้าหา ทำงานหนักและพยายามจึงได้มาต่างหาก”

“หุ้น” คืออะไร?

“หุ้น หุ้น หุ้น”

ทุกคนน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ “หุ้น” ใครๆก็เล่นหุ้น มีแต่คนพูดถึงหุ้น ในรถไฟฟ้าก็ได้ยิน เพื่อนของเพื่อนก็ลงทุน อ้าวแล้วถ้าเราจะซื้อหุ้นกับเขาบ้างต้องไปที่ไหน อย่างไร?

“หุ้น” จริงๆมันเป็นคำเรียกความเป็นเจ้าของ เป็นการร่วมทุนของบริษัท หรือภาษาที่เราเรียกและได้ยินกันบ่อยๆว่า ไปเป็นหุ้นส่วนกันนั่นล่ะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ผมกับเพื่อนรวมกันห้าคน ลงเงินร่วมกัน 100,000 บาท หรือที่เรียกกันว่า ทุน เปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จตุจักร แล้วเราก็มาคิดกันว่า จะแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของยังไง เราก็เอาหนึ่งแสนบาทนั้นตั้ง แล้วก็หารเป็นส่วนเท่าๆกัน ถ้าแบ่งเป็นส่วนละหนึ่งหมื่นก็จะมีสิบส่วน ไอ้ส่วนที่ว่านี่ล่ะครับเรียกว่า หุ้น ดังนั้น ถ้ารวมเงินกันหนึ่งแสน แบ่งเป็น 10 หุ้น ถ้าเราอยากได้หนึ่งหุ้นก็จะต้องจ่าย 10,000 บาท พออ่านมาถึงตรงนี้หลายๆคนจะเริ่มคิดล่ะ ทำไมหุ้นมันแพงจุงเบย ดังนั้นถ้าเราระดมทุนให้ได้เงินเยอะๆ จากคนหลายๆคน เราก็ทำให้หุ้นหนึ่งหุ้นราคาถูกลงนั่นเอง ไอ้ราคาที่ตั้งไว้นั้นเค้าเรียก ราคาพาร์ (par) ครับ เพื่อให้ระดมเงินเปิดร้านเสื้อผ้าที่จตุจักรได้ง่ายขึ้น ผมก็เลยเอาหนึ่งแสนบาทที่ตั้งไว้ แบ่งเป็น 100,000 หุ้น หุ้นละ 1 บาท ใครอยากซื้อเท่าไหร่ก็เอาเงินมา พอจะเข้าใจไอ้คำว่า หุ้น มากขึ้นแล้วใช่เปล่าครับ

แล้วหุ้นที่ซื้อมานั้นเราถือไว้จะได้อะไรขึ้นมา อย่างแรกเลยที่สำคัญมาก คือ ซื้อเท่าไหร่เราก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการดังกล่าวเท่านั้นครับ เช่น ร้านขายเสื้อของเราใช้เงินลงทุนรวมหนึ่งแสนบาท มีหนึ่งแสนหุ้น ถ้าผมซื้อมา 60,000 หุ้น หรือ 60% ของหุ้นทั้งหมด ผมก็จะมีสถานะความเป็นเจ้าของและสัดส่วนในกิจการ 60% ของร้านเสื้อนี้ ซึ่งเอาจริงๆแล้ว หุ้น นั้นจะมีขึ้นมาได้ ต้องตั้งกิจการเป็นบริษัทครับ ถ้าซื้อตามที่ว่า ผมก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 60% มีสิทธิออกเสียงโหวตได้ 60% (ไม่มีใครใหญ่กว่าผมในบริษัทนี้แล้ว อิอิ)

ต่อมาพอมีหุ้นแล้ว และกิจการของเราที่ว่าก็ขายเสื้อไปเรื่อยๆ พอสิ้นปี สรุปยอดว่าได้ กำไร (Net Income) เท่าไหร่ เราจะได้เป็นเจ้าของกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่เรามีครับ และมีสิทธิได้รับ เงินปันผลDividend (ถ้าจ่าย) สมมติ ร้านเสื้อของเราขายดีมาก สิ้นปีขายแล้วได้กำไรทั้งปี 100,000 บาทถ้วน เราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 60% จะมี สิทธิในสัดส่วนกำไร 60% หรือ 60,000 บาทนั่นเองครับ ถ้าบริษัทจ่ายกำไรออกมาคืนแก่คนร่วมทุนทุกคนทั้งหมด เขาเรียกจ่ายเงินปันผล (และกรณีนี้จ่าย 100%) ดังนั้นเราจะได้เงินปันผล 60,000 บาท ถ้าจ่ายครึ่งนึงอีกครึ่งนึงเก็บไปซื้อเสื้อผ้าทำทุนขายต่อปีหน้าอีก บริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลแค่ครึ่งเดียวคือ 50,000 บาท ซึ่งเราจะได้เงินปันผล 30,000 บาทแทน (60%ของเงินปันผลที่จ่าย)

อย่างที่บอกครับจากตัวอย่างร้านเสื้อของเรามีหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น (หุ้นละบาท) มีกำไรสิ้นปี 100,000 บาท ดังนั้น กำไรต่อหุ้น (Earning per share–EPS) จะเท่ากับ 1 บาท (กำไรหารด้วยหุ้นทั้งหมด) ถ้าต่อไปในอนาคต ร้านเสื้อของเราขายดีมาก เป็นแลนด์มาร์กของจตุจักร ขายได้กำไรปีละหนึ่งล้านบาท กำไรต่อหุ้นก็จะตกอยู่ที่กำไรต่อหุ้นหุ้นละ 10 บาท ซึ่งถ้าจ่ายปันผล 50% ก็จะจ่ายเงินปันผล 500,000 บาท มีหุ้นหนึ่งแสนหุ้น ก็จ่ายปันผลให้หุ้นละ 5 บาท (Dividend per share–DPS) เรามีหุ้นทั้งหมดจำได้ไหมครับ ว่า 60% ของหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น หรือมี 6 หมื่นหุ้น เราก็จะได้เงินปันผลปีนี้ 300,000 แสนบาทนั่นเอง อย่าลืมนะครับว่าเราลงทุนไปแค่ 6 หมื่นเองนะ

ต่อมาครับ เราจะเห็นว่าหุ้นของเรามูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวันๆ วันหนึ่งก็มีคนขอเข้าพบเพื่อซื้อหุ้นที่เราถือ เพราะเขาอยากได้กำไรบ้าง อันนี้ล่ะครับ ที่เราจะได้กำไรอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital gain) พวกเราคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะขายหุ้นละเท่าไหร่? ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ 1 บาทครับ ในเคสนี้เราสามารถขายหุ้นได้หุ้นนึงเกิน 25-50 บาท ขึ้นไปได้เลย (ลองคิดดีๆครับ เขาซื้อไป 50 บาทต่อหุ้นก็จริง แต่ร้านเสื้อของเราสามารถจ่ายปันผลได้ปีละ 5 บาท 10 ปีเขาก็คืนทุนแล้ว นี่ถ้าร้านขายดีต่อไปอีก กำไรโตพรวดพราดอีก เขาก็คืนทุนเร็วขึ้นไปด้วยนะ) ซึ่งราคาหุ้น x หุ้นทั้งหมดจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า มูลค่าของบริษัทตามราคาตลาด (Market Capitalization—Marketcap)

นี่ล่ะครับคอนเซปต์หลักๆของหุ้น เวลาซื้อหุ้น เราก็จะได้เป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในกิจการตามสัดส่วนที่ถือหุ้น เวลาบริษัทได้กำไรเราก็ได้เป็นเจ้าของกำไรบริษัทตามสัดส่วนดังกล่าว ถ้าจ่ายกำไรออกมาเรียกว่าจ่ายเงินปันผลเราก็ได้เงินตามสัดส่วนหุ้นที่เราถือ แถมหุ้นนั้นเราก็เอาไปขายแลกเปลี่ยนมือได้ ซึ่งประเด็นนี้ล่ะครับ ทำให้เกิดตลาดหุ้นขึ้นมา

วัตถุประสงค์ของตลาดหุ้น คือมีไว้เพื่อระดมทุนให้บริษัทต่างๆขยายงานขยายกิจการได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการที่เจ้าของบริษัทเดิม นำหุ้นบางส่วนมาขายเอามากระจายให้ประชาชนทั่วไปได้ถือหุ้น แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปขยายกิจการต่อ สมมติ(อีกแล้ว) ว่าร้านเสื้อผ้าที่ว่าของเรา ตอนนี้ใหญ่มาก รายได้ขายเสื้อพุ่งเป็นปีละ 500 ล้านบาท กำไรปีละ 50 ล้านบาท ผมกับเพื่อนก็ตกลงกันเอาบริษัทมาระดมทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ (ชื่อจริงของตลาดหุ้น) โดยอาจยอมลดสัดส่วนกลุ่มผมและเพื่อนถือหุ้นรวมกันเหลือ 60% หุ้นอีก 40% ขายให้ประชาชนนักลงทุน แต่จะได้เงินค่าขายหุ้นมา สมมติว่า 100 ล้านบาท เอาไปสร้างโรงงานผลิตเสื้อได้อีก ไม่ต้องไปกู้ด้วย

นี่ล่ะครับตลาดหุ้นที่ว่า ลองนึกถึงตลาดจตุจักรก็ได้ครับ แค่ไม่ได้ขายเสื้อผ้า แต่ขายหุ้น ขายความเป็นเจ้าของกิจการ คนที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทไปแล้วก็เอามาขายได้ ลองนึกภาพเดินเข้าโครงการแล้วเจอร้าน ปตท., ธนาคารไทยพาณิชย์, เอไอเอส, เซเว่น, เซ็นทรัล ฯลฯ มาขายเอาหุ้น วันนี้อาจจะมีราคาขายหุ้นละ 10 บาท 300 บาท 150 บาทเท่านั้น หน้าร้านก็มีคำอธิบายบอกว่า บริษัทนี้ทำอะไร ขายอะไร มีกำไรเท่าไหร่ รายได้ปีละกี่ล้าน งบการเงินเป็นอย่างไร ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของ นโยบายจ่ายปันผลปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะขยายกิจการยังไง ใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลมีเยอะแยะ และจำนวนบริษัทก็มีมากมาย เรามีหน้าที่เลือกบริษัทที่ต่อไปเติบโต กำไรมากขึ้นเรื่อยๆ ขายของได้มากขึ้น เข้ามาเป็นหุ้นในพอร์ตลงทุนเรา สิ่งเหล่านี้คือหลักพื้นฐานที่สำคัญ


 

หุ้น คือ ธุรกิจ

คำว่า หุ้น จริงๆค่อนข้างลึกซึ้งนะครับ บนความหมายที่รับรู้แตกต่างกันไปของคนที่เป็นนักลงทุนและคนที่ไม่ได้เป็น ในทางกฎหมาย หุ้น ก็คือส่วนทุนของบริษัทที่ถูกแบ่งออกเท่าๆกัน เพราะฉะนั้นศัพท์ทางการเงินที่ใช้เรียกหุ้นว่า “ตราสารทุน” ก็เข้าใจได้ง่ายๆว่า ถ้าคุณซื้อหุ้น คุณก็จะมีสถานะทางการเงิน(และทางกฎหมาย) เป็นผู้มีส่วนทุนในบริษัทหรือกิจการนั้นๆ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่เราควรจะระลึกไว้ตลอดเวลาคือ หุ้นทุกหุ้นที่เราซื้อ มันมีเบื้องหลังเป็น “ธุรกิจ” เสมอ เราไม่ได้ซื้อกระดาษหรือซื้อแค่ตัวย่อภาษาอังกฤษที่มีราคาขึ้นลงเปลี่ยนไปมาทุกนาที เราซื้อสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริงๆ

ฟังดูก็ไม่มีอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นรายวัน ไม่ได้มองหุ้นเป็นธุรกิจ พวกเขามองมันสองอย่างไวๆคือ มันมีตัวย่อว่าอะไร และราคาตอนนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถามลึกลงไปว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน เชื่อสิครับว่าน้อยคนนักจะตอบได้ ผมยกตัวอย่างหุ้นที่แม้คนไม่ได้ลงทุนก็ต้องรู้จัก อย่าง PTT —ชื่อย่อหุ้นของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โอเคว่าเวลาเขาจะซื้อหุ้นปตท. ทุกคนจำได้ว่ามันคือ PTT แต่ถ้าจะถามคำถามที่ทุกคนพอจะตอบได้ คุณต้องถามว่าตอนนี้มันราคาหุ้นละเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เขาจะหามาให้คุณได้ แต่ถ้าถามว่าไหนลองเล่าโมเดลธุรกิจปตท.คร่าวๆสักสองสามนาทีว่ามันทำกิจการอะไร โครงสร้างรายได้มาจากไหน กำไรของบริษัทจริงๆมาจากหน่วยธุรกิจใด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง?. ผมว่าในร้อยคนจะมีคนตอบให้คุณฟังได้และถูกต้องด้วยน้อยมากๆ

น่าแปลกใจไหมครับว่า พวกเขาเอาเงินหลักหมื่นหลักล้านมาซื้อหุ้นพวกนี้แต่พวกเขาไม่เคยสละเวลามานั่งศึกษาค้นคว้าหรือทำความเข้าใจเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวว่าทำธุรกิจอย่างไร ทั้งๆที่กลับกันเวลาเขาเหล่านี้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมือถือ พวกเขามักจะทำการบ้านกันเป็นอย่างดี เทียบราคา เทียบคุณภาพ หาโปรโมชันที่ดีที่สุด แต่กับหุ้น คนส่วนใหญ่ทำการบ้านน้อยมาก แถมยอมจ่ายแพงกว่าปกติเยอะๆด้วย (เป็นไม่กี่ที่บนโลกเลยมั้งครับที่เห็นของมีราคาถูกแล้วมักจะเกิดความกลัวไม่กล้าซื้อกัน)

ในบรรดานักลงทุนระดับตำนานทั้งหลาย ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เสมอว่า หุ้นกับธุรกิจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องยึดโยงกัน Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยพูดว่าตัวเขาเองเป็นนักลงทุนที่ดีเพราะเข้าใจธุรกิจ และก็ทำได้ดีในธุรกิจเพราะเป็นนักลงทุน และในส่วนของหุ้นนั้นระยะยาวแล้วก็จะให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ก็มาจากตัวธุรกิจหรือกิจการของหุ้นตัวนั้นเอง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืมๆมันไป ส่วน Peter Lynch นักลงทุนตำนานของโลกคนหนึ่งได้บอกไว้ว่า แม้มันจะง่ายที่จะลืมก็เถอะ แต่หุ้นทุกตัวคือส่วนหนึ่งของธุรกิจ คุณต้องจำข้อนี้ให้ได้ แล้วคุณจะต่างไปเลยจากนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้น

ปรัชญาที่ว่า หุ้นคือส่วนของธุรกิจ จึงสำคัญ และเบื้องหลังหุ้นทุกตัวมีธุรกิจและกิจการผูกอยู่เสมอ ถ้าจะลงทุนระยะยาวให้ได้ผลตอบแทนดี แนวคิดที่ว่า ซื้อหุ้นคือซื้อธุรกิจ ควรจะเป็นหลักการและทัศนคติที่ยึดมั่นไว้เสมอเวลาลงทุนครับ

 

หุ้น คืออะไร? – สิ่งที่ควรรู้ในการลงทุนตราสารทุน หุ้นสามัญ

หุ้น คือสิ่งที่ทุกคนน่าจะเคยได้ยิน ใคร ๆ ก็เล่นหุ้น มีแต่คนพูดถึงหุ้น ในรถไฟฟ้าก็ได้ยิน เพื่อนของเพื่อนก็ลงทุนหุ้น อ้าวแล้วถ้าเราจะซื้อหุ้นกับเขาบ้างต้องไปที่ไหน อย่างไร?

“หุ้น” จริง ๆ มันเป็นคำเรียกความเป็นเจ้าของ เป็นการร่วมทุนของบริษัท หรือภาษาที่เราเรียกและได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า ไปเป็นหุ้นส่วนกันนั่นล่ะครับ ยกตัวอย่าง เช่น ผมกับเพื่อนรวมกันห้าคน ลงเงินร่วมกัน 100,000 บาท หรือที่เรียกกันว่า ทุน เปิดร้านขายเสื้อผ้าที่จตุจักร แล้วเราก็มาคิดกันว่า จะแบ่งสัดส่วนความเป็นเจ้าของยังไง เราก็เอาหนึ่งแสนบาทนั้นตั้ง แล้วก็หารเป็นส่วนเท่า ๆ กัน ถ้าแบ่งเป็นส่วนละหนึ่งหมื่น ก็จะมีสิบส่วน ไอ้ส่วนที่ว่านี่ล่ะครับเรียกว่า หุ้น

ดังนั้น ถ้ารวมเงินกันหนึ่งแสน แบ่งเป็น 10 หุ้น ถ้าเราอยากได้หนึ่งหุ้นก็จะต้องจ่าย 10,000 บาท พออ่านมาถึงตรงนี้หลาย ๆ คนจะเริ่มคิดล่ะ ทำไมหุ้นมันแพงจุงเบย ดังนั้นถ้าเราระดมทุนให้ได้เงินเยอะ ๆ จากคนหลายคน เราก็น่าจะต้องทำให้หุ้นหนึ่งหุ้นมีราคาถูกลงนั่นเอง ไอ้ราคาที่ตั้งไว้นั้นเค้าเรียก ราคาพาร์ (par) ครับ เพื่อให้สามารถระดมเงินเปิดร้านเสื้อผ้าที่จตุจักรได้ง่ายขึ้น ผมก็เลยเอาหนึ่งแสนบาทที่ตั้งไว้ แบ่งเป็น 100000 หุ้น หุ้นละ 1 บาท ใครอยากซื้อเท่าไหร่ก็เอาเงินมา แบบนี้พอจะเข้าใจไอ้คำว่าหุ้นมากขึ้นแล้วใช่เปล่าครับ

1. สิ่งที่จะได้รับจากการถือหุ้น

คำถามคือ หุ้น ที่เราซื้อมานั้น ถ้าเราถือไว้จะได้อะไรขึ้นมา อย่างแรกเลยที่สำคัญมาก คือ ซื้อเท่าไหร่เราก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของในกิจการดังกล่าวเท่านั้นครับ เช่น ร้านขายเสื้อของเราใช้เงินลงทุนรวมหนึ่งแสนบาท มีหนึ่งแสนหุ้น ถ้าผมซื้อมา 60000 หุ้น หรือ 60% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ผมก็จะมีสถานะความเป็นเจ้าของและสัดส่วนในกิจการ 60% ของร้านเสื้อนี้ ซึ่งเอาจริง ๆ แล้ว หุ้นนั้นจะมีขึ้นมาได้ต้องตั้งกิจการเป็นบริษัทครับ ถ้าซื้อตามที่ว่า ผมก็มีสัดส่วนความเป็นเจ้าของ 60% มีสิทธิออกเสียงโหวตได้ 60% (ไม่มีใครใหญ่กว่าผมในบริษัทนี้แล้ว อิอิ)

ต่อมาพอมีหุ้นแล้วและกิจการของเราที่ว่าก็ได้ทำการขายเสื้อไปเรื่อย ๆ พอสิ้นปี สรุปยอดว่าได้ กำไร (Net Income) เท่าไหร่ เราจะได้เป็นเจ้าของกำไรของบริษัทตามสัดส่วนหุ้นที่เรามีครับ และมีสิทธิได้รับ เงินปันผล — Dividend (ถ้ามีการจ่ายเงินปันผล)

สมมติ ร้านเสื้อของเราขายดีมาก สิ้นปีขายแล้วได้กำไรทั้งปี 100,000 บาทถ้วน เราซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 60% จะมี สิทธิในสัดส่วนกำไร 60% หรือ 60,000 บาทนั่นเองครับ ถ้าบริษัทจ่ายกำไรออกมาคืนแก่คนร่วมทุนทุกคนทั้งหมด ซึ่งเขาเรียกว่าจ่ายเงินปันผล (และกรณีนี้จ่ายปันผล 100% ของกำไรที่มี) ดังนั้น เราจะได้เงินปันผล 60,000 บาท ถ้าจ่ายครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเก็บไปซื้อเสื้อผ้าทำทุนขายต่อปีหน้าอีก บริษัทก็จะจ่ายเงินปันผลแค่ครึ่งเดียวคือ 50,000 บาท ซึ่งเราจะได้เงินปันผล 30,000 บาทแทน (60% ของเงินปันผลที่จ่าย)

อย่างที่บอกครับ จากตัวอย่างร้านเสื้อของเรามีหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น (หุ้นละหนึ่งบาท) มีกำไรสิ้นปี 100,000 บาท ดังนั้น กำไรต่อหุ้น (Earning per share – EPS) จะเท่ากับ 1 บาท (กำไรหารด้วยหุ้นทั้งหมด)

ถ้าต่อไปในอนาคต ร้านเสื้อของเราขายดีมาก เป็นแลนด์มาร์กของจตุจักร ขายได้กำไรปีละหนึ่งล้านบาท กำไรต่อหุ้นก็จะตกอยู่ที่กำไรต่อหุ้น ๆ ละ 10 บาท ซึ่งถ้าจ่ายปันผล 50% ก็จะจ่ายเงินปันผล 500,000 บาท มีหุ้นหนึ่งแสนหุ้น ก็จ่ายปันผลให้หุ้นละ 5 บาท (Dividend per share – DPS) เรามีหุ้นทั้งหมดจำได้ไหมครับ ว่า 60% ของหุ้นทั้งหมดหนึ่งแสนหุ้น หรือมี 6 หมื่นหุ้น เราก็จะได้เงินปันผลปีนี้ 300,000 แสนบาทนั่นเอง อย่าลืมนะครับว่าเราลงทุนไปแค่ 6 หมื่นเองนะ

ต่อมาครับเราจะเห็นว่า หุ้นของเรามูลค่าเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ วันหนึ่งก็มีคนขอเข้าพบเพื่อซื้อหุ้นที่เราถือ เพราะเขาอยากได้กำไรบ้าง อันนี้ล่ะครับ ที่เราจะได้กำไรอีกส่วนหนึ่ง ที่เรียกว่า ส่วนต่างราคาหุ้น (Capital gain) พวกเราคิดว่าถ้าเป็นผม ผมจะขายหุ้นละเท่าไหร่? ซึ่งแน่นอน ไม่ใช่ 1 บาทตามราคาที่เราซื้อมาแต่แรกครับ ในเคสนี้เราสามารถขายหุ้นได้หุ้นนึงเกิน 25-50 บาท ขึ้นไปได้เลย

ลองคิดดี ๆ ครับ เขาซื้อไป 50 บาทต่อหุ้นก็จริง แต่ร้านเสื้อของเราสามารถจ่ายปันผลได้ปีละ 5 บาท 10 ปีเขาก็คืนทุนแล้ว นี่ถ้าร้านขายดีต่อไปอีก กำไรโตพรวดพราดอีก เขาก็คืนทุนเร็วขึ้นไปด้วยนะ) ซึ่งไอ้การคำนวณในลักษณะเอาราคาหุ้นคูณกับหุ้นทั้งหมด มันจะได้ตัวเลขที่เรียกว่า มูลค่าของบริษัทตามราคาตลาด (Market Capitalization — Marketcap

ทั้งหมดนี่ล่ะครับคอนเซปต์หลัก ๆ ของหุ้น เวลาซื้อหุ้น เราก็จะได้เป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในกิจการตามสัดส่วนที่ถือหุ้น เวลาบริษัทได้กำไร เราก็ได้เป็นเจ้าของกำไรบริษัทตามสัดส่วนดังกล่าว ถ้าจ่ายกำไรออกมาเรียกว่าจ่ายเงินปันผล เราก็ได้เงินปันผลตามสัดส่วนหุ้นที่เราถือ แถมหุ้นนั้นเราก็เอาไปขายแลกเปลี่ยนได้ด้วย ซึ่งประเด็นนี้ล่ะครับ ทำให้เกิดตลาดหุ้นขึ้นมา

2. แนวคิดเกี่ยวกับตลาด หุ้น

วัตถุประสงค์ของตลาดหุ้น คือมีไว้เพื่อระดมทุนให้บริษัทต่าง ๆ ขยายงานขยายกิจการได้รวดเร็วขึ้น ด้วยการที่เจ้าของบริษัทเดิม นำหุ้นบางส่วนมาขาย เอามากระจายให้ประชาชนทั่วไปได้ถือหุ้น แล้วเอาเงินที่ได้จากการขายหุ้นไปขยายกิจการต่อ

สมมติ(อีกแล้ว)ว่า ร้านเสื้อผ้าของเรา ตอนนี้ใหญ่มาก รายได้ขายเสื้อพุ่งเป็นปีละ 500 ล้านบาท กำไรปีละ 50 ล้านบาท ผมกับเพื่อนก็ตกลงกันเอาบริษัทมาระดมทุนใน ตลาดหลักทรัพย์ (ชื่อจริงของตลาดหุ้น)

โดยอาจยอมลดสัดส่วนความเป็นเจ้าของทั้งกลุ่มผมและเพื่อนให้ถือหุ้นรวมกันเหลือ 60% หุ้นอีก 40% ขายให้ประชาชนนักลงทุนทั่วไป แต่ร้านของเราจะได้เงินค่าขายหุ้นมา สมมติว่า 100 ล้านบาท เอาไปสร้างโรงงานผลิตเสื้อได้อีก ไม่ต้องไปกู้ด้วย

นี่ล่ะครับตลาดหุ้นที่ว่า ลองนึกถึงตลาดจตุจักรก็ได้ครับ แค่ตลาดหุ้นไม่ได้ขายเสื้อผ้า แต่ขายหุ้น ขายความเป็นเจ้าของกิจการ คนที่ซื้อหุ้นแต่ละบริษัทไปแล้วก็เอามาขายได้ ลองนึกภาพเดินเข้าโครงการแล้วเจอร้าน ปตท. ธนาคารไทยพาณิชย์ เอไอเอส เซเว่น เซ็นทรัล ฯลฯ เอาหุ้นมาขาย วันนี้อาจจะมีราคาขายหุ้นละ 10 บาท 30 บาท 150 บาทเท่านั้น

โดยหน้าร้านแต่ละเจ้าก็จะมีคำอธิบายบอกว่า บริษัทนี้ทำอะไร ขายอะไร มีกำไรเท่าไหร่ รายได้ปีละกี่ล้าน งบการเงินเป็นอย่างไร ปัจจุบันใครเป็นเจ้าของบ้าง นโยบายจ่ายปันผลปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ต่อไปจะขยายกิจการยังไง ใครเป็นผู้บริหาร ใครเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ข้อมูลมีเยอะแยะ และจำนวนบริษัทก็มีมากมาย เรามีหน้าที่เลือกบริษัทที่ต่อไปเติบโต กำไรมากขึ้นเรื่อย ๆ ขายของได้มากขึ้น เข้ามาเป็นหุ้นในพอร์ตลงทุนเรา สิ่งเหล่านี้คือหลักพื้นฐานที่สำคัญ

3. หุ้น คือธุรกิจ

คำว่าหุ้นจริง ๆ ค่อนข้างลึกซึ้งนะครับ บนความหมายที่รับรู้แตกต่างกันไป ระหว่างคนที่เป็นนักลงทุนและคนที่ไม่ได้เป็น ในทางกฎหมาย หุ้น ก็คือส่วนทุนของบริษัทที่ถูกแบ่งออกเท่า ๆ กัน เพราะฉะนั้นศัพท์ทางการเงินที่ใช้เรียกหุ้นว่า “ตราสารทุน” ก็เข้าใจได้ง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณซื้อหุ้น คุณก็จะมีสถานะทางการเงินและทางกฎหมายเป็นผู้มีส่วนทุนในบริษัทหรือกิจการนั้น ๆ เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่เราควรจะระลึกไว้ตลอดเวลาคือ หุ้นทุกหุ้นที่เราซื้อ มันมีเบื้องหลังเป็น “ธุรกิจ” เสมอ เราไม่ได้ซื้อกระดาษหรือซื้อแค่ตัวย่อภาษาอังกฤษที่มีราคาขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไปมาทุกนาที เราซื้อสินทรัพย์ที่มีตัวตนจริง ๆ

ฟังดูก็ไม่มีอะไร แต่เชื่อหรือไม่ว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาซื้อขายหุ้นรายวัน ไม่ได้มองหุ้นเป็นธุรกิจ พวกเขามองมันสองอย่างไว ๆ คือ มันมีตัวย่อว่าอะไร และราคาตอนนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าถามลึกลงไปว่าหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจอะไร มีโมเดลธุรกิจแบบไหน เชื่อสิครับว่าน้อยคนนักจะตอบได้ ผมยกตัวอย่างหุ้นที่แม้คนไม่ได้ลงทุนก็ต้องรู้จัก อย่าง PTT — ชื่อย่อหุ้นของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)

โอเคว่า เวลานักลงทุนจะซื้อหุ้นปตท. ทุกคนจำได้ว่าชื่อย่อมันในตลาดหุ้น คือ PTT แต่ถ้าจะถามคำถามที่ทุกคนพอจะตอบได้ คุณต้องถามว่าตอนนี้มันราคาหุ้นละเท่าไหร่ ส่วนใหญ่เขาจะหามาให้คุณได้ แต่ถ้าถามว่าไหนลองเล่าโมเดลธุรกิจ ปตท. คร่าว ๆสักสองสามนาทีว่ามันทำกิจการอะไร โครงสร้างรายได้มาจากไหน กำไรของบริษัทจริงๆมาจากหน่วยธุรกิจใด มีความเสี่ยงอะไรบ้าง? ผมว่าในร้อยคนจะมีคนตอบให้คุณฟังได้และถูกต้องด้วยน้อยมาก ๆ ไม่น่าจะถึง 10 คน

น่าแปลกใจไหมครับว่า พวกเขาเอาเงินหลักหมื่นหลักล้านมาซื้อหุ้นพวกนี้ แต่พวกเขาไม่เคยสละเวลามานั่งศึกษาค้นคว้า หรือทำความเข้าใจเบื้องหลังของหุ้นแต่ละตัวว่าทำธุรกิจอย่างไร ทั้ง ๆ ที่กลับกัน เวลาเขาเหล่านี้ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือมือถือ พวกเขามักจะทำการบ้านกันเป็นอย่างดี เทียบราคา เทียบคุณภาพ หาโปรโมชันที่ดีที่สุด แต่กับหุ้น คนส่วนใหญ่ทำการบ้านน้อยมาก แถมยอมจ่ายแพงกว่าปกติเยอะมากด้วย

4. ตลาด หุ้น ที่คนชอบซื้อของแพง

ตลาดหุ้นอาจเป็นไม่กี่ที่บนโลกเลยมั้งครับ ที่คนเห็นของมีราคาถูกแล้วมักจะเกิดความกลัวไม่กล้าซื้อกัน แต่เห็นราคาหุ้นแพงพุ่งทะยาน ๆ แล้วอยากเข้ามาร่วมวงซื้อเก็งกำไรให้ได้

ในบรรดานักลงทุนระดับตำนานทั้งหลาย ก็มีการพูดถึงเรื่องนี้เสมอว่า หุ้นกับธุรกิจเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องยึดโยงกัน Warren Buffett ครั้งหนึ่งเคยพูดว่า ตัวเขาเองเป็นนักลงทุนที่ดีเพราะเข้าใจธุรกิจ และก็ทำได้ดีในธุรกิจเพราะเป็นนักลงทุน และในส่วนของหุ้นนั้น ระยะยาวแล้วก็จะให้ผลตอบแทนดีหรือไม่ก็มาจากตัวธุรกิจหรือกิจการเบื้องหลังหุ้นตัวนั้นเอง แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะลืม ๆ มันไป

ส่วน Peter Lynch นักลงทุนตำนานของโลกคนหนึ่งได้บอกไว้ว่า แม้มันจะง่ายที่จะลืมก็เถอะ แต่ เบื้องหลังหุ้นทุกตัวคือธุรกิจ (Behind every stock is a company.)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 305.] คุณต้องจำข้อนี้ให้ได้ แล้วคุณจะต่างไปเลยจากนักลงทุนจำนวนมากในตลาดหุ้น

ปรัชญาที่ว่า หุ้นคือส่วนของธุรกิจ จึงสำคัญ และเบื้องหลังหุ้นทุกตัวมีธุรกิจและกิจการผูกอยู่เสมอ ถ้าจะลงทุนระยะยาวให้ได้ผลตอบแทนดี แนวคิดที่ว่า ซื้อหุ้นคือซื้อธุรกิจ ควรจะเป็นหลักการและทัศนคติที่ยึดมั่นไว้เสมอเวลาลงทุนครับ

“Reversion to the Mean” (RTM)

“Reversion to the Mean” (RTM)

วันนี้พามารู้จักกฎหนึ่งของการลงทุนที่น่าจะเรียกเป็นไทยได้ว่า กฎแห่งการเข้าสู่ “ค่าเฉลี่ย” อธิบายง่ายๆก็คือ ในบรรดาสินทรัพย์การลงทุนทั้งหลาย มันมีค่าเฉลี่ยผลตอบแทนของมันอยู่ครับ แม้ว่าในระหว่างปีมันจะมีการเปลี่ยนไปมา ขึ้นลงผันผวนในระยะเวลาสั้นๆ(ซึ่งอาจจะหลายปี) แต่สุดท้ายมันก็จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยอยู่ดี ที่อาจจะจำกันได้บ่อยๆ ก็คือ ผลตอบแทนรวมของหุ้นโดยเฉลี่ยคือประมาณ 8-10% ต่อปีทบต้น เวลาพูดแบบนี้ต้องอธิบายให้ชัดๆไปสักนิดว่า มันคือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น คือคิดเสมือนว่าคุณลงทุนกับหุ้นทุกตัวในตลาดหุ้นแล้วมีเงินปันผลได้รับมาก็เอากลับมาลงทุนเรื่อยๆ ตลาดหุ้นถึงจะให้ผลตอบแทนเป็นตัวเลขที่ว่า แล้วก็คุณจะต้องลงทุนนานมากๆด้วย ไม่ใช่ลงทุน 3-7 ปีผ่านไป จะเหมาไปเลยว่าผลตอบแทนหุ้นมันไม่เห็นจะถึง 10% ทบต้นต่อปีแบบนี้ก็ไม่ถูกต้อง บนคำว่าค่าเฉลี่ยก็จะมีผลอีกว่า การลงทุนต่างเวลากันต่างปีกัน ค่าเฉลี่ยก็อาจจะไม่เท่ากัน เช่น ลงทุนตอนปี 2007 (ก่อนวิกฤต) กับปี 2009(หลังวิกฤต) ผลตอบแทนของคุณก็จะไม่เท่ากันด้วย ทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนรายคนแตกต่างกันได้อย่างมีนัย แต่ถ้าปาไปไกลๆ 20-30 ปีขี้น ผลตอบแทนของนักลงทุนที่ถือหุ้นทั้งตลาดและลงทุนทบต้นกลับควรจะได้พอๆกันประมาณค่าเฉลี่ย

การจะได้ผลตอบแทนเท่าตลาดหุ้นวิธีเดียวที่ใกล้เคียงสุดคือคุณต้องถือกองทุนดัชนีที่เลียนแบบตลาดหุ้น และย้ำเครื่องหมายด้วยว่า กองทุนดัชนีนั้นต้องมีค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมกันแล้วต่ำที่สุด ในเมื่อผลตอบแทนสูงสุดที่เราจะได้คือผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้น ดังนั้น สิ่งที่จะบั่นทอนผลตอบแทนคุณลงก็คือ ค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น การถือกองทุนดัชนีอย่างเดียวคุณไม่ได้เอาหลักการไปทั้งหมด คุณต้องเลือกกองที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่ต่ำที่สุดด้วย ถ้าเข้าใจหลักการตรงนี้แม่น คำถามว่า ถ้าระยะยาวจะลงทุนกองทุนดัชนีต่างประเทศด้วยจะดีไหม? เราจะพอให้เหตุผลได้

ลองอ่านงานวิจัยต่างประเทศ อย่าง the S&P500 Index ซึ่งเป็นดัชนีหลักของตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกา ผลตอบแทนระยะยาวก็จะวิ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 9-10% ต่อปีนิดๆ (Stern.NYU) มันแตกต่างกันตรงที่เราจะเอาปีไหนเป็นปีเริ่มต้นหรือปีไหนเป็นปีที่สิ้นสุด เช่น เลือกช่วงปี 2006-2015 ดัชนี S&P500 Total Return ผลตอบแทนอยู่ที่ 7.25% ทบต้นต่อปี, ถ้าเลือกช่วง 2001-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 4.95% ต่อปี, 1996-2015 อยู่ที่ 8.11%, แต่ถ้ามันยาวนานพอมันก็จะได้ผลตอบแทนใกล้ๆกันครับ เช่น 1928-2015 หรือ 1966-2015 ผลตอบแทนทบต้นจะอยู่ที่ 9.50-9.60% ต่อปี ก็กลับมาคำถามเดิม คุณบอกคุณอยากลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐก็เลยซื้อกองทุนดัชนี S&P500 ถ้าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนตลาดหุ้นระยะยาวคือ 10% ต่อปีแต่กองทุนที่คุณถือคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 1.2% ต่อปี (มีจริงๆนะครับหลายกองทุนด้วย) ระยะยาวผลตอบแทนคุณก็จะต่ำมากๆ สู้ถือกองทุนดัชนีหุ้นไทยที่ค่าใช้จ่ายต่ำกว่าไม่ได้แน่นอน (อันนี้เราเทียบโดยสมมติตัวแปรอื่นคงที่หมดนะครับ)

ลองเอาประเทศอื่นบ้าง เช่น ดัชนี FTSE-All-Share Index ของประเทศอังกฤษ (อ้างอิง) ผลตอบแทนทบต้นต่อปีตั้งแต่ 1996-2015 อยู่ที่ 6.72% ต่อปี, ถ้า 1986-2015 อยู่ที่ 9.48% ต่อปี มีประเทศที่แหวกกฎระยะยาวเหมือนกัน เช่น ญี่ปุ่น ถ้าคุณถือหุ้นทั้งดัชนี TOPIX Japan ตั้งแต่ 1996-2015 (ผ่าน lost-decade ทศวรรษที่หายไป) คุณจะไม่ได้ผลตอบแทนอะไรเลย แต่ไม่ขาดทุนนะ (สมมติซื้อด้วยเงินก้อนเดียว) ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมา 2011-2015 คุณจะได้ผลตอบแทนหนึ่งเด้งเท่าตัว หรืออย่างไทย ดัชนี SET Index นั้น 40 ปีที่ผ่านมาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยทบต้นประมาณ 11-12% ต่อปี แต่ถ้าไปพลาดซื้อก่อนต้มยำกุ้งและซื้อตรงจุดพีคที่ปี 2537-2538 การถือมาจนปี 2015 คุณก็ยังไม่ขาดทุนนะครับ แต่จะได้ผลตอบแทนแค่ประมาณ 2-3% ทบต้นต่อปี ฟังแล้วอาจจะตกใจ แต่ เรื่องจริงโดยปกติ วิธีลงทุนของคนทั่วไปจะไม่ถูกแจ็คพ็อตแบบนั้น เพราะเราไม่ได้ลงทุนกันก้อนเดียว เราจะลงทุนเฉลี่ยๆไป ซื้อสะสมรายเดือนรายปีเวลาหุ้นตกก็จะได้ซื้อเพิ่มมากขึ้น หุ้นขึ้นก็จะได้ซื้อน้อยลง (ซื้อโดยใช้วิธีซื้อเฉลี่ยกองทุนรวมดัชนี) ต้นทุนคุณก็จะกระจายเป็นค่าเฉลี่ย ไม่ต้องพะวงไปครับ

RTM หรือกฎกลับสู่ค่าเฉลี่ยในความเข้าใจอีกอย่างคือ ถ้าหลายๆปีมานี้ผลตอบแทนของตลาดหุ้นดีมากกกก วิ่งหนีค่าเฉลี่ย 10% ต่อปีไปเยอะ เช่น สมมติ 10 ปีย้อนหลังมานี้ผลตอบแทนหุ้นเป็น 20% ต่อปีทบต้น มันก็บ่งบอกได้ว่าอนาคตโอกาสที่ผลตอบแทนจะลดลงให้กลับไปสู่ 10% ต่อปีมีสูงมาก ซึ่งวิธีดึงค่าเฉลี่ยลงก็คือตลาดหุ้นมักจะทำให้มันต่ำลงโดยเพิ่มตัวเลขน้อยๆหรือตัวเลขติดลบ ซึ่งมักจะจบที่ลดลงสู่ค่าเฉลี่ยโดยการที่ตลาดหุ้นร่วงลงหนักๆหลาย รอบให้มันกลับมาสมดุล

RTM นอกจากจะใช้กับตลาดหุ้นโดยรวมได้แล้ว ยังใช้กับพวกกองทุนรวมแบบบริหาร (Active Funds) ได้ด้วย โดยเฉพาะกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีมากๆในอดีต ระยะยาวมีโอกาสที่จะกลับไปสู่ค่าเฉลี่ยและต่ำกว่าค่าเฉลี่ยได้ (มีตัวอย่างให้เห็นค่อนข้างมาก) โดยสาเหตุมีหลากหลายตั้งแต่ แนวทางการลงทุนเปลี่ยน ผู้จัดการกองทุนเปลี่ยน ฝีมือบริหารลดลง ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวมสูงขึ้น หรือแนวทางยังคงเดิมแต่วิธีนั้นๆไม่สามารถสร้างผลตอบแทนสูงได้อีก สิ่งเหล่านี้คือความเสี่ยงที่สำคัญของกองทุนบริหารทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทำให้กองทุนพวกนี้ทำฝีมือได้แย่และแพ้ตลาดหุ้นในระยะยาว (รวมถึงกองทุนดัชนีด้วย) ก็เพราะ “ค่าใช้จ่ายที่สูง” เป็นตัวการหลัก ดูตัวอย่างประกอบของกองทุนไทย (Click) > ตัวอย่างกองทุนหุ้นไทย, ตัวอย่างที่สอง, เป็นต้น อย่างที่บอกครับ นักลงทุนโดยเฉลี่ยก็ควรจะได้ผลตอบแทนเท่ากับตลาดหุ้น การที่ต้องมีต้นทุนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เช่น กองทุนคิดค่าใช้จ่ายที่ 2% ต่อปี เท่ากับว่าขั้นต่ำแล้วกองทุนนั้นจะต้องได้ผลตอบแทนที่ 12% ต่อปีก่อนหักค่าใช้จ่าย ซึ่งในระยะยาวการคงผลตอบแทนสูงกว่าตลาดหุ้นเรื่อยๆทำได้ค่อนข้างยาก คุณจึงไม่ควรหลงเชื่อคำโปรยโฆษณาเรื่องผลตอบแทนย้อนหลังอะไรพวกนั้นหรอกครับ ส่วนมากมักจะไม่ค่อยเป็นจริงเหมือนเดิมในอนาคตสักเท่าไหร่ วิธีลงทุนที่ดีที่สุดของนักลงทุนทั่วไปในกองทุนรวมจึงเป็น “กองทุนรวมดัชนีที่มีค่าใช้จ่ายต่ำที่สุด”


โดยสรุปก็คือ “Reversion to the Mean” อาจจัดเป็น 3 โหมดใหญ่ๆ คือ

(1) ผลตอบแทนของสินทรัพย์ทางการเงิน เช่น หุ้น ตราสารหนี้ มันจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยของมัน ถ้าผลตอบแทนสูงๆมาตลอด หรือต่ำมานานมาก ในระยะยาวมันจะกลับสู่ค่าเฉลี่ยเอง เพราะฉะนั้นความผันผวนของตลาดหุ้นหรือสินทรัพย์ใดๆรายปี ในภาพยาวก็คือการเขย่าผลตอบแทนให้กลับสู่ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวนั่นเอง

(2) ในสินทรัพย์ประเภทเดียวกัน วิธีการลงทุนใดๆ อาจจะดีในบางช่วงเวลา แต่ระยะยาวกว่านั้น หรือบางช่วงเวลาที่ดึงมาคำนวณ อาจจะไม่ดีแบบที่คิด อาทิ กองทุนหุ้นขนาดใหญ่อาจจะผลตอบแทนสูงช่วงหนึ่ง ขณะที่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นขนาดเล็กในช่วงเวลาเดียวกันไม่ดี แต่ถ้าเลื่อนเวลาออกไป หรือดึงบางช่วงเวลาในประวัติศาสตร์มาอ้าง กองทุนหุ้นเล็กอาจจะผลตอบแทนดีกว่ากองทุนหุ้นใหญ่ในช่วงเวลาดังกล่าว

(3) กองทุนรวมเองก็กลับสู่ค่าเฉลี่ยได้ ผลตอบแทนในอดีตไม่เกี่ยวข้องกับผลตอบแทนในอนาคต กองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ชนะตลาดหุ้นอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวมีน้อยมาก เหมือนดั่งงมเข็มในกองฟาง การซื้อกองทุนประเภทบริหารจะพบความเสี่ยงในเรื่องนี้

ลองมาดูตัวอย่างที่น่าสนใจของกฎแห่งการวกกลับสู่ค่าเฉลี่ยครับ

ตัวอย่างโหมด 1

อาจจะดูจากบทความ P/E ตลาดหุ้นไทย 40 ปี คือถ้า P/E มีส่วนกลับเป็นผลตอบแทนที่คาดหวังของหุ้น และระยะเวลา 40 ปีที่ผ่าน P/E เฉลี่ยอยู่ที่ 12.50 เราก็จะเห็นภาพว่าแม้มันจะขึ้นสูงไปแค่ไหน ท้ายที่สุดสักวันมันก็ต้องตกลงมาเพื่อให้ค่าเฉลี่ยเป็นเท่าเดิมครับ เพียงแต่อาจจะต้องใช้เวลาหน่อย

ตัวอย่างโหมด 2

ในหนังสือ “A Random Walk Down Wall Street” ได้ยกตัวอย่าง กองทุนหุ้นคุณค่า (Value) กับ กองทุนหุ้นเติบโต (Growth) จะเห็นว่าถ้าคุณลงทุนกองทุนทั้งสองประเภทตั้งแต่ช่วงปี 1938-2008 ทั้งคู่ทำผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกันมาก คือ ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 9.7% ต่อปี แต่ถ้าดูเป็นช่วงเวลาเช่น ยุค 1960 ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นเติบโตจะต่ำมากเพราะหุ้นเหล่านั้นร่วงลงหนัก ในขณะที่ช่วงต้นของยุค 1970 หุ้นคุณค่าจะทำผลงานได้ดีกว่า ทว่าถ้าคุณถือมายาวนานพอ ผลตอบแทนมันก็จะใกล้ๆกัน

หนังสือ Stock For The Long Run ซึ่งอ้างถึงว่า บทวิจัยของ Fama และ French ซึ่งตีพิมพ์ในปี 1992 ว่า การลงทุนในหุ้นคุณค่าโดยใช้วิธี P/BV ที่มีค่าต่ำจะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ จะแพ้วิธีอื่นๆในช่วงปี 1987-2012 คือเขากำลังจะบอกว่า พอเราอ่านบทวิจัยจบในปี 1992 แล้วทำตาม ทศวรรษต่อมาผลตอบแทนอาจจะไม่เป็นแบบนั้นก็ได้ ส่วนศาสตราจารย์ Malkiel (คนเขียนเดินสุ่มในวอลสตรีท) กำลังตั้งคำถามกับแบบจำลองดังกล่าวว่า หุ้นคุณค่า (Value) ทำผลตอบแทนได้ดีกว่า ในระยะยาวข้อสรุปนี้อาจไม่มีผลนัยยะสำคัญ เพราะช่วงเวลาที่ใช้ในบทวิจัยนั้น หุ้นเติบโต (Growth) กำลังทำผลตอบแทนได้แย่กว่า (Outperforming)

ตัวอย่างโหมด 3

นักลงทุนน่าจะเคยได้ยิน Peter Lynch ผู้จัดการกองทุน Fidelity Magellan กองทุนนี้เป็นตัวอย่างคลาสสิกของ RTM อย่างดี กองทุนนี้เปิดขายหนักๆในช่วง 1980 ที่ Lynch เข้ามาบริหารกองทุนนี้ (13ปี ; 1977-1990) ซึ่งได้ผลตอบแทนระดับตำนาน 588% เทียบกับดัชนี the S&P500 ที่ 268%—ผลตอบแทนเฉลี่ย 29% ต่อปี แต่หลังจาก Lynch ลาออกแล้ว กองทุนนี้ทำผลตอบแทนช่วง 1990-2011 ได้ 368% แพ้ S&P500 ซึ่งทำได้ 487% — วันที่ทำบทความนี้ พฤษภาคม 2016 แอบไปดูผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี กองทุนนี้ทำผลตอบแทนได้ 4.6% ส่วน S&P500 ทำได้ 6.9% ต่อปี กลายเป็นว่านักลงทุนที่ถือลงทุนมาเรื่อยๆก็จะเปลี่ยนผลตอบแทนสูงๆ เป็นผลตอบแทนกองทุนหุ้นธรรมดาๆที่แพ้ดัชนี เห็นไหมครับว่า การเลือกกองทุนแบบบริหารที่ทำผลตอบแทนได้ระยะยาวระดับ 20-40 ปีสม่ำเสมอชนะดัชนีและตลาดหุ้นตลอดเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ชนะในวันนี้ก็แพ้ในวันหน้าได้  กองทุนส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาผลการดำเนินงานแบบนั้นได้ เพราะกองทุนบริหารทั้งหลายหนี – “Reversion to the Mean” ไม่พ้น ซึ่งเป็นกฎที่ John C. Bogle เคยบอกไว้ว่าเป็นทฤษฎีที่เขาทำงานในวงการลงทุนและกองทุนรวมมานานแล้วพบว่าในระยะยาวกฎนี้มักจะเป็นความจริงเกือบเสมอ