คลังเก็บป้ายกำกับ: Fixed-Income

กองทุนตลาดเงิน

Money Market Fund (MMF)

ปกติแล้ว เพื่อนๆพักเงินเอาไว้ที่ไหนครับ? ในบัญชีออมทรัพย์หรือในเอทีเอ็มหรือเปล่า วันนี้ผมจะพาไปรู้จักกองทุนรวมตลาดเงิน (mmf) ครับ กองทุนที่นักลงทุนส่วนใหญ่เขาเอาไว้พักเงินกัน อย่างผมปัจจุบันนี้ก็แทบจะไม่ค่อยมีเงินอยู่ในเงินฝากออมทรัพย์เลย เพราะอยู่ใน MMF ซะหมด มาดูกันว่ามันจะเก๋ไก๋สไลเดอร์อย่างไรบ้าง

MMF หรือ กองทุนตลาดเงิน  ก็คือกองทุนรวมที่เอาเงินนักลงทุนไปลงในตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ ส่วนมากอายุตราสารหนี้ไม่เกิน 1 ปี ดังนั้นแหล่งลงทุนของมันจะค่อนข้างกว้างครับ เช่น เงินฝากประจำ ตั๋วเงินคลัง ตั๋วแลกเงิน พันธบัตรรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย หุ้นกู้ของรัฐวิสาหกิจหรือบริษัทเอกชน และสภาพคล่องตราสารสูง มีการซื้อขายกันบ่อยและง่ายจึงแปลงเป็นเงินสดได้ค่อนข้างเร็ว ตราสารหนี้บางตัวอาจอายุเกิน 1 ปี แต่เฉลี่ยแล้วทั้งพอร์ตลงทุนมักจะถัวกันไปมาไม่เกิน 1 ปี ถ้าเป็นกองทุนตลาดเงินแท้ๆ มักจะดำรงอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ในพอร์ตไม่เกิน 3 เดือนทำให้ duration* ของกองทุนพวกนี้ไม่มาก —คือตราสารหนี้ที่ถือจะหมดอายุไวมาก และจะได้เงินต้นคืนมาพร้อมดอกเบี้ยแล้วก็เอาไปลงทุนใหม่ ทำให้ความผันผวนของดอกเบี้ยไม่ค่อยส่งผลกระทบกับกองทุนตลาดเงินสักเท่าไหร่ เพราะแป๊บ ๆ ก็ต้องซื้อใหม่แล้ว และเนื่องจากลงทุนในตราสารหนี้ (ซึ่งส่วนมากรัฐบาลเป็นผู้ออกด้วย) ทำให้กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงแทบจะต่ำสุดในบรรดากองทุนรวมทั้งหมด

ข้อเสีย
ถ้าอยากได้เงินต้องขายกองทุนและจะได้เงินในวันทำการถัดไป ถ้าเราขายวันจันทร์ก่อนเวลาที่กำหนด (ส่วนมากคือ 15.30) เราจะได้รับเงินในวันรุ่งขึ้นก่อนเที่ยง ขายวันศุกร์จะได้เงินวันจันทร์ แต่ออมทรัพย์ปกติเรากดตู้เอทีเอ็มแล้วได้เงินเลย ทำให้เวลาขายกองทุนต้องวางแผนมากขึ้นนิดหน่อย
กองทุนรวมไม่มีรับประกันเงินต้น ต่างจากธนาคารที่มีรับประกันเงินฝาก (แต่ความเสี่ยงของ MMF นี่มีน้อยมาก ถือว่าต่ำสุด ๆ แล้วในบรรดากองทุนรวมทั้งหมด)

ข้อดี
ทำผลตอบแทนได้ค่อนข้างน่าพอใจกับการเอาเงินไปพักไว้ ถ้าเงินอยู่ในกองทุนรวมตลาดเงินจะมีผลตอบแทนโดยปกติดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไป
สามารถสลับย้ายไปกองทุนอื่นในเครือได้วันนั้นเลย คือ ในสายตาของกองทุนรวม มันมีสภาพคล่องสูง สมมติวันนี้หุ้นตก เราสามารถสลับกองตลาดเงินเป็นกองทุนหุ้นได้ในวันนั้นทันที เสมือนมีเงินสดติดบัญชี ทำให้ไม่พลาดโอกาสในการลงทุน
ผลตอบแทนนั้นเราจะได้มาเลยเมื่อขาย ต่างกับดอกเบี้ยออมทรัพย์ที่มักจะจ่ายตอนปลายเดือนมิถุนายนกับธันวาคม ให้เห็นภาพคือสมมติเงินฝากกับกองทุนตลาดเงินทำผลตอบแทนได้เท่ากันที่ 3% ต่อปี ถ้าเงินต้น 10,000 บาทเท่ากัน ดอกเบี้ยทั้งปีคือ 300 บาท ครึ่งปีคือ 150 บาท ถ้าลงทุนตั้งแต่ต้นปีเท่ากัน แล้วขายกองทุนหรือถอนเงินตอนเดือนมีนาคม กองทุนรวมจะได้ผลตอบแทนประมาณ 75 บาท แต่เงินฝากจะไม่ได้ 75 บาทต้องรอถึงตอนมิถุนายนเขาจึงจะจ่าย 75 นั้นให้เรานะจ้ะ
เงินหลายล้านลงทุนในกองทุนรวม การขายไม่เสียภาษีจากกำไรส่วนต่างที่ได้ แต่เงินฝากอย่างออมทรัพย์ ถ้าดอกเบี้ยเกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยจะถูกหักภาษี 15% เช่นเดียวกับเงินฝากประจำ
– บางเจ้านั้นสามารถทำศูนย์บัญชาทางการเงินได้ เช่น กองทุนตลาดเงินของบลจ.กรุงศรี ฯลฯ เพราะสามารถผูกบัญชีได้หลากหลาย เช่น คุณสามารถตัดเงินซื้อกองทุนจากบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงเทพแล้วสั่งขายให้เงินเข้าบัญชีธนาคารกสิกรไทยได้ ซึ่งมันจะสะดวกมาก ๆ ครับ สำคัญคนมีหลายบัญชี

ทั้งนี้มีบางกองทุนผสมตราสารหนี้อายุมาก ๆ เพิ่มตราสารที่มีระยะเวลายาวนานขึ้นเข้าไปบ้างเพื่อให้ผลตอบแทนดีขึ้นมา พวกนี้ก็ใช้พักเงินได้เหมือนกันครับแต่ก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นมานิดหน่อย จัดเป็น กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

ถ้าจะถามว่าให้เลือกแค่สามประเภทกองทุนเพื่อลงทุน นอกจากกองทุนหุ้นแล้ว กองทุนตลาดเงินหรือ MMF ก็เป็นหนึ่งในตัวหลักที่ขาดไม่ได้ หากแต่มีประเด็นสำคัญต้องระลึกไว้ตลอดเวลา คือ

เนื่องจากมันลงทุนในสินทรัพย์ที่ผมอธิบายข้างบนไปซึ่งจะเห็นได้ว่ามันคล้าย ๆ กันมาก กองทุนตลาดเงินแต่ละกองแต่ละบลจ.มักจะลงทุนอะไรคล้าย ๆ กัน ทำให้ผลตอบแทนขั้นต้น (Gross Return) ไม่ต่างกันมากนัก ผลตอบแทนขั้นต้นระยะยาวจริง ๆ ของกองทุนตลาดเงินน่าจะประมาณ 2-3% ต่อปี แต่ตัวที่ทำให้ต่าง คืออะไรเอ่ย คำตอบคือ ค่าธรรมเนียมบริหารและค่าใช้จ่ายรวม !! เป็นปัจจัยที่กระทบต่อผลตอบแทนแทบจะมากที่สุดเลยครับ ฝีมือการคัดเลือกตราสารลงทุนไม่ค่อยช่วยเท่าไหร่ ผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้โดยเฉพาะคนที่บริหารกองทุนตลาดเงินอาจจะสร้างความแตกต่างแทบจะไม่ได้เลย พันธบัตรรัฐบาล เงินฝากที่ออกมา มันก็ให้เรตผลตอบแทนเดียวกับตลาดไม่หนีกัน จึงน่าคิดว่าเขาจะสามารถสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้อย่างไร ต่อให้หลุดมามีคนที่สร้างได้ สมมติเกินมา 0.25% ต่อปี คำถามคือ ถ้ากองทุนตลาดเงินปกติได้ผลตอบแทน 2% คิดค่าใช้จ่าย 0.2% เหลือผลตอบแทน (Net Return) ให้เรา 1.8% แต่ถ้ากองไหนที่สร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มได้ สมมติเพิ่มจากตลาดมา 0.25% ก็จะมีผลตอบแทนขั้นต้น 2.00+0.25 =2.25% แต่ถ้าคิดค่าใช้จ่าย 0.5% ต่อปี ผลตอบแทนสุทธิที่เราได้ก็จะเหลือ 1.75% น้อยกว่ากองทุนที่ไม่มีผลตอบแทนส่วนเพิ่มแต่คิดค่าใช้จ่ายถูกกว่าเสียอีก

ผมตกใจมากกับกองทุนตลาดเงินของบางธนาคารที่คิดค่าใช้จ่ายรวมถึง 0.7-0.8% ต่อปี (เป็นอัตราที่กินนิ่มมาก) นี่กำลังเล่นอะไรกันอยู่ สมมติก็อบปี้การลงทุนมาเด๊ะ ๆ เลยนะครับ กอง A กับ กอง B มีผลตอบแทนเท่ากันที่ 2.5% แต่กอง A คิดค่าธรรมเนียม 0.2% จะให้ผลตอบแทนจริง ๆ กับเรา 2.3% ในขณะที่กอง B ที่คิดค่าธรรมเนียมเรา 0.8% จะเหลือผลตอบแทนจริงๆให้เราที่ 1.7% เราได้ผลตอบแทนแค่ 70% ของที่ควรได้ อีก 30% หายไปกับค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่าย—เป็นการจ่ายไปที่ไม่มีเหตุผลมาก ๆ (และกองทุนที่ผมว่านี้มีเงินลงทุนของนักลงทุนหลักหมื่นหลักแสนล้านบาทเชียว) ซึ่งผลตอบแทนตลาดเงินมันไม่มีหนีกันมาก ค่าใช้จ่ายรวมพวกนี้ล่ะที่กร่อนเงินเราไปเรื่อย ๆ

ถามว่าอัตราค่าใช้จ่ายรวมของกองทุนตลาดเงินในบ้านเราที่ต่ำ ๆ ควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ เท่าที่สำรวจตลาดมา ระดับ 0.2-0.3% ต่อปี ไม่เกินนี้ถือว่าถูกสุด ๆ แล้วครับ อันนี้คือแต้มต่อมาก (กองทุนตลาดเงินบ้านเราชอบมีค่าใช้จ่ายรวมโหด ๆ ที่ 0.4-05% ต่อปี และค่ายยอดนิยมบางค่ายคิด 0.6-0.8% ต่อปี นักลงทุนพักเงินแต่บลจ.เพิ่มกำไร) คือลองคิดดี ๆ นะครับ ถ้าปกติกองทุนตลาดเงินได้ผลตอบแทนที่ 2.5% ต่อปี การที่คุณยอมให้เขาหักค่าใช้จ่ายค่าธรรมเนียมไป 0.5% นั่นคือคุณได้ผลตอบแทนแค่ 80% จากที่ควรจะได้ ลองคิดภาพกองทุนตลาดเงินส่วนใหญ่นั้นลงทุนในเงินฝากและพันธบัตรรัฐบาล ทำไมเราต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรขนาดนั้นด้วย เวลาเลือกกองทุนตลาดเงิน โปรดเลือกกองทุนที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ๆ ครับ กองทุนตลาดเงินลงทุนเหมือนกัน ผลตอบแทนห่างกันแบบฟ้ากับดินได้ เพราะ ค่าใช้จ่ายของกองทุนรวม โปรดระวัง!


ผมลองรวบรวมตัวอย่างคร่าว ๆ ของกองทุนตลาดเงินกับกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 0.3% ต่อปีมาให้ครับ นักลงทุนจะได้ไปศึกษาต่อได้ (Edit** อัพเดตข้อมูล ณ 18 พ.ย. 2560 อ้างอิงจาก Fund Fact Sheet และรายงานประจำปีผสมกัน ณ วันที่รวบรวม)

ค่าใช้จ่ายรวมต่อปีชื่อย่อกองทุน—ชื่อย่อกองทุน

  • 0.17%—K-CASH
  • 0.20%—TCMFENJOY
  • 0.22%—SCBTMFPLUS-I ; ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
  • 0.27%—KFSPLUS
  • 0.30%—KT-ST
  • 0.31%—B-TREASURY ; ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก
  • 0.31%—TMBTM ; ตราสารหนี้ภาครัฐเป็นหลัก

 


*duration =  อายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ โดยให้น้ำหนักตามมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินในแต่ละงวด หรือระดับความอ่อนไหวของมูลค่าตราสารหนี้หรือพอร์ตโฟลิโอตราสารหนี้ต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย เพราะอัตราดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามตลาด นิยาม Duration มักจะเป็นร้อยละของการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้ ต่ออัตราดอกเบี้ยอ้างอิงที่เปลี่ยนแปลงไปร้อยละ 1 ดังนั้นพอร์ตกองทุนรวมที่มีดูเรชั่นต่ำ ๆ จึงไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่เปลี่ยนแปลงและไม่ผันผวนมากเท่ากองทุนรวมที่มีค่านี้สูง ๆ ครับ

กองทุนรวม (101)

กองทุนรวม นั้นก็คือ กองเงินที่ทุกคนหรือนักลงทุนทุกคนเอาเงินมาสมทบมารวมกันเพื่อเอาไปลงทุนตามที่นโยบายกองทุนได้กำหนดกันไว้ ลองคิดภาพเพื่อนสมัยมัธยมเราทุกคนเอาเงินมารวมกันเท่าไหร่ก็ได้ คนละล้าน คนละหมื่น คนละพัน แล้วมันจะได้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาไปซื้ออะไรแพงๆได้ง่ายขึ้น เช่นกันครับ

สมมติให้กองทุนหนึ่งมีคนลงทุนสามคน คนนึงลงทุน 800,000 อีกคนลงทุน 150,000 และคนสุดท้ายลงทุน 50,000 รวมกันเท่ากับ 1 ล้านบาท สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนนี้ก็จะเป็นของสามคน คนละ 80% , 15% , 5% ตามลำดับ ต่อมาเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินราคาหนึ่งล้านบาทเป๊ะๆ  พอราคาที่ดินพุ่งไป 1.5 ล้านบาทแล้วกองทุนนี้ก็ขายที่ดินทิ้ง ก็จะคืนเงินต้นตามที่ทุกคนลงมา ส่วนกำไร 5 แสนก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนเช่นเดียวกัน กองทุนรวมในทางการเงินก็คอนเซปต์เดียวกันเป๊ะๆครับ คิดภาพว่านักลงทุนทุกคนเอาเงินมาร่วมลงทุนกันมันจะได้เงินก้อนใหญ่มาก (กองทุนบางกองในไทยขนาด 1 แสนล้านบาทก็มี) ทำให้เอาเงินไปลงทุนในอะไรได้สารพัด

ตลาดกองทุนรวมนั้นมีกองทุนมาขายเรานับร้อยนับพันกองทุน สุดแต่ว่าเราจะอยากเอาเงินไปลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็น กองทุนที่เอาเงินไปลงทุนในเงินฝาก,ในพันธบัตร,ในหุ้นกู้,ในตราสารหนี้,ในหุ้น,ในอสังหาริมทรัพย์,ในทองคำ,ในน้ำมัน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเอาไปลงทุนในต่างประเทศก็ได้ แต่ละอันก็แยกย่อย เช่น กองทุนหุ้นก็จะมี กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ๆ กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก ลงทุนในบริษัทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น จะลงทุนเฉพาะหุ้นเกี่ยวกับกิจการธนาคาร สถาบันการเงินเท่านั้น มีหมดครับ แล้วแต่เราจะถูกใจว่าอยากเอาเงินเราไปซื้อกองทุนอะไรเพื่อลงทุนดี

กองทุนรวมนั้นมีหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ด้วย เช่น กองทุนรวมธรรมดา (ที่อธิบายไปด้านบน) กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเราดีขึ้น เช่น ข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข)เอกชนมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ—PVD, ประกันสังคมก็มีกองทุนเหมือนกันเอาเงินประกันสังคมไปลงทุนหาเงินเพิ่มกองทุนลดหย่อนภาษี—LTF RMF, กองทุนเปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น—ETF และอีกมากมาย แต่ที่ผมจะอธิบายนั้น เราจะเน้นที่ กองทุนรวมธรรมดา (Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทกองทุนเปิด คือซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารและตลาดหุ้นเปิดทำการ ใครลงทุนไปแล้วอยากขายก็มาขายคืนได้ อันนี้คือกองทุนรวมที่เราได้ยินคนพูดถึงกันบ่อยๆ นั่นเอง

สมมติเราเลือกว่าเราจะลงทุน “กองทุนหุ้น” เราก็ต้องเลือกต่อไปว่า เราจะให้ใครเป็นคนดูแลและบริหารกองทุนที่เราซื้อ คนที่เราต้องรู้จักคือ บลจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ครับ คนนี้คือคนที่จะบริหารเงินเรา แต่ส่วนมากเขาจะเป็นเครือของธนาคาร ทำให้เวลาเราได้ยินคนพูดกันว่า ไปซื้อกองทุนไทยพาณิชย์ กองทุนกสิกร เราต้องไม่สับสนนะครับ คนบริหารคือ บลจ. ส่วนธนาคารเป็นแค่ตัวแทนขายให้เราเฉยๆ จึงต้องดูที่ฝีมือคนบริหารเป็นสำคัญ ถ้าธนาคารเจ๊ง กองทุนไม่เจ๊งนะครับ กองทุนถูกจดทะเบียนแยกออกไป(เป็นนิติบุคคลต่างหาก) มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สมมติซื้อกองทุนของบลจ. abc ธนาคาร abc ขายให้ ถ้าวันดีคืนดี ธนาคาร abc และบลจ. abc ได้หายไป กองทุนที่เราซื้อก็จะถูกยกไปให้บลจ.อื่นดูแลและบริหารแทน

กลับมาต่อครับ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น และ สมมติ ว่าเราเลือกว่าจะซื้อของบลจ.กสิกรไทย ก็ต้องดูว่ากองทุนหุ้นของกสิกรซึ่งจะมีกองทุนหุ้นหลายกองมากๆ มีนโยบายลงทุนต่างกันไป สมมติเราซื้อไปสักกองหนึ่ง ลงทุน 10,000 บาท เราจะเป็น ผู้ถือหน่วยลงทุน—unit holder สิ่งที่เราจะได้มาคือ จำนวนหน่วยลงทุน(units) ซึ่ง จำนวนหน่วยลงทุนจะได้จาก เอาเงินลงทุน 10,000 / หารด้วย ราคาหน่วยลงทุน—NAV(per unit) สมมติราคาหน่วย 20 บาท เราจะได้หน่วยทั้งสิ้น 10,000/20 = 500 หน่วยนั่นเอง

NAV—Net Asset Value คืออะไร? เข้าใจง่ายๆมันก็คือ การเอาเงินทั้งหมดที่ลงทุนของกองทุน สมมติ 1,000 ล้านบาท(หักด้วยหนี้สินและค่าใช้จ่าย) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่มีทั้งหมด (units) เช่น 100 ล้านหน่วย เท่านี้ NAV ก็จะเท่ากับ 1,000 ล้านบาท/100ล้านหน่วย = ได้ราคา NAV ต่อหน่วยเท่ากับหน่วยละ 10 บาท

เราควรทำความเข้าใจ NAV นะครับ เพราะอย่างที่บอกว่าราคาหน่วยที่เราซื้อ หรือราคา NAV ที่เราซื้อนั้นเป็นตัวที่จะบอกกำไรของเราครับ ในทุกวันๆจะมีการคำนวณกำไรขาดทุนของกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนำเงินไปลงทุนงอกเงยได้กำไร ราคา NAV จะขึ้นครับ ราคาที่ขึ้นนั่นล่ะคือกำไรของเราเป็นผลตอบแทนที่เราได้รับ ถ้าอยากได้ก็ขายกองทุนทิ้ง แต่กลับกัน เราสามารถปล่อยกองทุนเติบโตไปเรื่อยๆ ถ้ามีกำไรเรื่อยๆ ราคา NAV ต่อหน่วยก็จะโตไปเรื่อยๆ

กองทุนเวลาตั้งขึ้นมาครั้งแรก NAV per unit หรือราคาต่อหน่วยจะเริ่มต้น(par) = 10 บาท เวลาเราจะซื้อกองทุนสมมติเห็น ราคาหน่วยละ 20 กับหน่วยละ 5 บาท บางคนจะซื้อกองทุนที่สองโดยให้เหตุผลว่า จะได้ unit หรือหน่วยลงทุนเยอะๆ เพราะราคา NAV ต่อหน่วยมันถูกกว่า อันนี้ผิดนะครับ ผลตอบแทนที่เราได้จะเป็นเปอร์เซนต์ สมมติทั้งสองกองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน ราคา nav กองทุนแรกจะเป็น 22 บาท กองทุนที่สองจะเป็น 5.5 บาท ได้กำไรเท่ากันอยู่ดี (ถ้ามองดีๆ สมมติกองทุนนี้ตั้งมาพร้อมกัน แสดงว่าเริ่มจาก 10 บาททั้งคู่และนโยบายลงทุนแบบเดียวกัน ดังนั้นกองทุนแรกนั้นเก่งมาก เพราะราคาหน่วยขึ้นมาจาก 10 เป็น 20 บาท ในขณะที่กองทุนที่สองทำไมเหลือแค่ 5 บาท? ซึ่งแสดงว่ามีการบริหารขาดทุน) เพราะฉะนั้นประเด็นราคา NAV ต่อหน่วยถูกแพงไม่สำคัญเลย อย่าหลงไปกับการเห็นว่าราคาต่อหน่วยถูกกว่าเลยซื้อ เพราะจะได้หน่วยมากๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เป็นความเข้าใจผิดลำดับต้นๆของนักลงทุนมือใหม่เลยทีเดียว (สามารถอ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมได้)

กองทุนสองประเภทที่ผมเห็นว่าทุกคนควรรู้จักและลงทุนเป็นตัวหลักในพอร์ตลงทุน คือ

กองทุนหุ้น กับ กองทุนตราสารหนี้


 

“กองทุนรวมตราสารหนี้”—Fixed Income fund

ก็คือ กองทุนที่จะเอาเงินไปลงทุนใน ตราสารหนี้ ลงทุนในรูปแบบการให้กู้ยืม ทำให้เรามี สถานะเป็นเจ้าหนี้  ในการลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จะได้ผลตอบแทนจากราคาที่ขึ้นลง (gain) กับ ดอกเบี้ย (Interest income) ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นหนักๆ มีในกรณีที่ลูกหนี้เชิดเงินหรือล้มละลาย (บางอย่างนั้น เช่น พันธบัตรรัฐบาล แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้เลย) ทำให้กองทุนประเภทนี้ทำผลตอบแทนเรื่อยๆไม่หวือหวา ค่อยขึ้นๆ ถ้าถือเกินหนึ่งปีขึ้นไปผลตอบแทนเป็นบวกเกือบทั้งหมด (แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงนะครับ ถ้ากองทุนดันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดหรือไม่จ่ายเงินต้น กองทุนก็จะขาดทุน ราคาหน่วยก็จะลดลงฮวบฮาบ แต่ปกติกองทุนพวกนี้จะถือตราสารจำนวนมาก อาจจะถึง 50-100 ตัว จึงกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง และกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลล้วน หรือพันธบัตรรัฐบาลกับตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่น ธปท. รัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือเงินฝากที่รัฐค้ำประกัน พวกนี้ก็จะแทบมีความเสี่ยงต่ำสุดๆไปเลย) ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ควรจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ในกองทุนรวมบ้านเรานั้นเงินส่วนใหญ่ก็กองอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ซะเป็นส่วน ใหญ่ ข้อดีเรื่องโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อยกลับกลายเป็นข้อเสียในระยะยาว คือว่า การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยากมากที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูงๆ โอกาสโดนเงินเฟ้อกินเกิดได้ง่าย มูลค่าเงินโตไม่ทันราคาของ ในความคิดของผม สำหรับคนที่มีเงินออมและอายุยังน้อย การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ควรมากจนเกินไปเพราะจะเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตในอนาคตอย่างมาก เหมือนที่ Peter Lynch เคยพูดว่า “คนลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดอะไรไปบ้าง” เพราะถ้าเกินสิบปีขึ้นไปเงินจะโตน้อยกว่าหุ้นหลายเท่าตัวทีเดียว

แต่มีกองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นๆ ส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก มักจะรักษาอายุตราสารไม่เกินหนึ่งปี ช่วงเวลาไม่เกิน 3-6 เดือนตัว ตราสารจะหมดอายุแล้วก็เริ่มซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่มาแทน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อย ตัวกองทุนมีสภาพคล่องสูง ถ้าขายกองทุนวันนี้ ได้รับเงินพรุ่งนี้ (T+1) สำหรับนักลงทุนแล้วมันมีไว้สำหรับพักเงินให้มีผลตอบแทนที่รับได้ระหว่างรอการลงทุนรอบต่อไป กองทุนตัวนี้มีชื่อว่า “กองทุนตลาดเงิน” หรือ Money market fund (MMF) ซึ่งทุกบลจ.มีกองทุนรวมตัวนี้ขายทั้งหมดครับ ผลตอบแทนจะดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แถมถ้าต้องการเงินก็สามารถขายกองทุนทิ้ง เงินก็จะเข้าบัญชีวันรุ่งขึ้น สำหรับผู้เริ่มต้นซื้อกองทุน ผมแนะนำให้มีกองทุน MMF ติดไว้ครับ มันดีมาก ดีจริงๆ โดยส่วนตัวเงินทั้งหมดของผมที่รอลงทุนก็นอนในเจ้านี่ล่ะ เวลาจะลงทุนก็ขายทิ้งรับเงิน ข้อดีอีกอย่างคือถ้าผมมีกองทุนเจ้าเดียวกัน เช่น กองทุน MMF กับกองทุนหุ้น ผมสามารถสลับกองทุน MMF ไปซื้อกองทุนหุ้นในเครือบลจ.เดียวกันได้ในวันนั้นเลย สะดวกมาก ทั้งนี้อาจจะเลือกพักเงินใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ Short-term Bond Fund ก็ได้

กองทุนอีกประเภทนึงที่ยังไงทุกคนก็ไม่ควรพลาด คือ


 

“กองทุนหุ้น”—Equity Fund

ในระยะยาวหุ้นเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุดครับ คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ในระดับ 9-10% ต่อปีได้เลย แต่ระยะเวลาจะต้องนานพอที่ทำให้หุ้นผ่านวัฎจักรขึ้นลงหนึ่งรอบแล้วสะท้อนผลตอบแทนออกมาตามกิจการของบริษัทที่เติบโตขึ้น พูดง่ายๆคือ ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะเวลายาวๆ 10-15 ปีขึ้นไป (ในระยะเวลาน้อยกว่าห้าจนถึงสิบปี ไม่มีใครตอบได้ครับว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง ซื้อตอนนี้แล้วขายอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะขาดทุนไหม โดยปกติมีโอกาสขาดทุนสูง แต่ถ้า 10 ปีขึ้นไปแทบจะมั่นใจได้ว่ายังไงต้องได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจหรือผลตอบแทนควรเป็นบวก ไม่ขาดทุนครับ) ทุกบลจ.มีกองทุนหุ้นให้เราเลือกลงทุนหลากหลายตามไลฟ์สไตล์เลยครับ ชอบเจ้าไหน รักใคร แต่อย่างหนึ่งนั้น เวลาพวกเราทุกคนจะลงทุนในกองทุนไหน ควรจะศึกษานโยบายลงทุน วิธีการคัดเลือกหุ้น ค่าใช้จ่าย ฝีมือบริหารให้ดีก่อน ทุกบาททุกสตางค์ควรจะอยู่ในกองทุนรวมที่คุ้มค่า

ทั้งนี้กองทุนหุ้นจะลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศก็ได้ แต่ส่วนมากกองทุนที่ไปลงุทนในหุ้นต่างประเทศจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า และมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น ตอนเราลงทุน กองทุนได้โอนเงินเราออกไปที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ขากลับมาอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 35 บาท เท่ากับตอนกำไรกลับมาเราแลกเงินบาทได้มากขึ้น แบบนี้ก็จะกำไรเพิ่มจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงครับ แต่ถ้าเหลือ 25 บาทต่อดอลลาร์ เราแลกกลับมาได้เงินน้อยกว่าเก่า แบบนี้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในหลายๆกรณีเราอาจได้กำไรจากหุ้นหรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่ขาดทุนตัวที่เหลือแทน

กองทุนรวมหุ้นนั้น มักจะมีนโยบายเกี่ยวกับผลตอบแทนสองแบบครับ

  1. ไม่มีการจ่ายปันผล เงินกำไรที่ทำได้จะเก็บไปลงทุนต่อ ทำให้ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนมักจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ถ้าอยากได้เงินมาใช้เราต้องขายกองทุนออกมา กับ
  2. จ่ายปันผล คือถ้ากองทุนมีกำไร ราคา NAV ขึ้น ก็จะหักออกมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งตรงนี้เสียภาษี 10% (หรือเราจะเลือกเอาไปคำนวณรวมเงินเสียภาษีปลายปีก็ได้) กองทุนที่จ่ายปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดมาใช้ระหว่างปีครับ ถ้าใครไม่ต้องการ ลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดีกว่ามากๆ เงินเราจะเติบโตทบต้นไปตลอด ไม่ต้องเสียภาษีใดๆ ในระยะยาวผลตอบแทนจะสูงกว่าแบบปันผลกว่ามาก
    (อ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนจ่ายปันผลเชิงลึกได้ ที่นี่)

ส่วนใครจะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วนกองทุนหุ้นกี่เท่าไหร่ กองทุนตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้แล้วแต่จุดมุ่งหมายแต่ละคน ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนของเราโตมากๆ แล้วมีระยะเวลาลงทุนยาวนานมาก ลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนหุ้นเกิน 80% ของสินทรัพย์จะเห็นความแตกต่างมากๆ ชนิดที่เพื่อนร่วมรุ่นโตมาด้วยกันจะงงว่าเราไปรวยมาจากไหนเลยทีเดียว โดยส่วนตัวผมนั้นก็มีเงินลงทุนนับทั้งหุ้น กองทุนหุ้น เกิน 80% ของเงินลงทุนเหมือนกัน ย้ำอีกทีด้วยว่า กองทุนรวมหุ้นจะให้ผลตอบแทนดีต้องลงทุนระยะยาวยาวเท่านั้นนะครับ ถ้าจะลงทุนสั้นๆ อันนี้ผลตอบแทนจะผันผวนมาก ลงทุนกองทุนหุ้นต้องใจเย็นๆ อดทนถือครองระยะยาวให้ได้ครับ

กองทุนรวม คืออะไร? : ความรู้เบื้องต้น 101

กองทุนรวม นั้นก็คือ กองเงินที่ทุกคนหรือนักลงทุนทุกคนเอาเงินมาสมทบมารวมกัน เพื่อนำไปลงทุนตามที่นโยบายกองทุนได้กำหนดไว้ ลองคิดภาพเพื่อนสมัยมัธยมเราทุกคนเอาเงินมารวมกันเท่าไหร่ก็ได้ คนละล้าน คนละหมื่น คนละพัน แล้วมันจะได้เป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้นมาก สามารถเอาไปซื้ออะไรแพง ๆได้ง่ายขึ้น 

สมมติให้กองทุนหนึ่งมีคนลงทุนสามคน คนนึงลงทุน 800,000 อีกคนลงทุน 150,000 และคนสุดท้ายลงทุน 50,000 รวมกันเท่ากับ 1 ล้านบาท สัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนนี้ก็จะเป็นของสามคน คนละ 80%, 15%, 5% ตามลำดับ ต่อมาเอาเงินไปลงทุนซื้อที่ดินราคาหนึ่งล้านบาทเป๊ะ ๆ  พอราคาที่ดินพุ่งไป 1.5 ล้านบาทแล้วกองทุนนี้ก็ขายที่ดินทิ้ง เพื่อคืนเงินต้นตามที่ทุกคนลงมา ส่วนกำไร 5 แสนก็แบ่งกันไปตามสัดส่วนเช่นเดียวกัน

กองทุนรวมในทางการเงินก็มีหลักการและแนวคิดเดียวกันเป๊ะ ๆ ครับ คิดภาพว่า นักลงทุนทุกคนเอาเงินมาร่วมลงทุนกันมันจะได้เงินก้อนใหญ่มาก ทำให้เอาเงินไปลงทุนในอะไรได้สารพัด (กองทุนบางกองในไทยมีขนาดสินทรัพย์เกิน 1 แสนล้านบาทก็มี) ซึ่งต้องถือว่ามันเป็นหนึ่งในไอเดียการลงทุนที่ดี เพราะมอบคุณประโยชน์มากมายแก่นักลงทุน ทั้งการกระจายความเสี่ยงที่ดี ง่ายต่อการถือครอง ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษี และมีค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ไม่มากจนเกินไป[1. Richard A. Ferri, All About Index Funds: The Easy Way to Get Started, 2nd ed. (New York: McGraw-Hill, 2007), 13.]

1. ประเภทของ กองทุนรวม

ตลาดกองทุนรวมนั้นมีกองทุนมาเสนอขายเรานับร้อยนับพันกองทุน สุดแต่ว่าเราจะอยากเอาเงินไปลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์อะไร ไม่ว่าจะเป็นกองทุนที่เอาเงินไปลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตราสารหนี้ หุ้น ในอสังหาริมทรัพย์ ทองคำ น้ำมัน ฯลฯ หรือแม้กระทั่งเอาไปลงทุนในต่างประเทศก็ได้

โดยแต่ประเภทของกองทุนแต่ละอันก็แยกย่อย เช่น กองทุนหุ้นก็จะมีกองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ ๆ กองทุนหุ้นที่ลงทุนในบริษัทขนาดเล็ก ลงทุนในบริษัทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น จะลงทุนเฉพาะหุ้นเกี่ยวกับกิจการธนาคารหรือสถาบันการเงินเท่านั้น กองทุนที่ว่ามามีให้ลงทุนจริงทั้งหมดครับ แล้วแต่เราจะถูกใจว่า อยากเอาเงินเราไปซื้อกองทุนอะไรเพื่อลงทุนดี

กองทุนรวมนั้นยังมีหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ด้วย เช่น กองทุนรวมธรรมดา (ที่อธิบายไปด้านบน) กองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้ชีวิตในวัยเกษียณของเราดีขึ้น เช่น ข้าราชการมีกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เอกชนมี กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ — PVD อย่างประกันสังคมก็มีกองทุนเหมือนกันนั่นคือ กองทุนประกันสังคม เอาเงินที่เก็บได้จากประกันสังคมไปลงทุนหาเงินเพิ่ม หรือกองทุนรวมที่ให้สิทธิในการหักลดหย่อนภาษี — LTF RMF หรือกองทุนเปิดที่ซื้อขายในตลาดหุ้น — กองทุนอีทีเอฟ ETF และอีกมากมาย

2. กองทุนรวม แบบย่อ ๆ

ในบทความนี้เราจะเน้นที่ กองทุนรวมธรรมดา (Mutual Fund) ซึ่งเป็นกองทุนประเภทกองทุนเปิด (open-end fund) คือ เป็นกองทุนที่สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการที่ธนาคารและตลาดหุ้นเปิดทำการ ใครลงทุนไปแล้วอยากขายก็มาขายคืนได้ อันนี้คือกองทุนรวมที่เราได้ยินคนพูดถึงกันบ่อย ๆ นั่นเอง

สมมติเราเลือกว่า เราจะลงทุน “กองทุนหุ้น” เราก็ต้องเลือกต่อไปว่า เราจะให้ใครเป็นคนดูแลและบริหารกองทุนที่เราซื้อ คนที่เราต้องรู้จักคือ บลจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ครับ คนนี้คือคนที่จะบริหารเงินเรา แต่ส่วนมาก บลจ. ในประเทศไทยเขามักจะเป็นบริษัทในเครือของธนาคาร ทำให้เวลาเราได้ยินคนพูดกันว่า ไปซื้อกองทุนไทยพาณิชย์ กองทุนกสิกร เราต้องไม่สับสนนะครับ คนบริหารกองทุนคือ บลจ. ส่วนธนาคารเป็นแค่ตัวแทนขาย ให้เราเฉย ๆ จึงต้องดูคนบริหารจัดการเป็นสำคัญ

ในกรณีที่ตัวแทนขายอย่างธนาคารเจ๊ง กองทุนไม่เจ๊งนะครับ กองทุนถูกจดทะเบียนแยกออกไปเป็นนิติบุคคลต่างหาก มีสินทรัพย์เป็นของตัวเอง สมมติเราซื้อกองทุนของบลจ. abc ธนาคาร abc ขายให้ ถ้าวันดีคืนดี ธนาคาร abc และบลจ. abc ได้หายไป กองทุนที่เราซื้อก็จะถูกยกไปให้ บลจ.อื่น เช่น บลจ. xyz ดูแลและบริหารแทน

กลับมาต่อครับ ถ้าเราตัดสินใจว่าจะซื้อกองทุนรวมที่ลงทุนในหุ้น และสมมติว่า เราเลือกว่าจะซื้อของ บลจ.กสิกรไทย ก็ต้องดูว่ากองทุนหุ้นของกสิกรซึ่งจะมีกองทุนหุ้นหลายกองมาก ๆ และมีนโยบายลงทุนที่แตกต่างกันไป สมมติเราซื้อไปสักกองหนึ่ง ลงทุน 10,000 บาท เราจะเป็น ผู้ถือหน่วยลงทุน — unit holder สิ่งที่เราจะได้มาคือ จำนวนหน่วยลงทุน (units) ซึ่งจำนวนหน่วยลงทุนจะได้มาจาก การเอาเงินลงทุน 10,000 หารด้วย ราคาหน่วยลงทุน — NAV (per unit) สมมติราคาหน่วยกองทุน 20 บาท เราจะได้หน่วยทั้งสิ้น 10,000/20 = 500 หน่วยนั่นเอง

3. ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ NAV

NAV  Net Asset Value คืออะไร? เข้าใจง่าย ๆ มันก็คือ การเอาเงินทั้งหมดที่ลงทุนของกองทุน สมมติ 1,000 ล้านบาท (หักด้วยหนี้สินและค่าใช้จ่าย) แล้วหารด้วยจำนวนหน่วยที่มีทั้งหมด (units) เช่น 100 ล้านหน่วย เท่านี้ NAV ก็จะเท่ากับ 1,000 ล้านบาท / 100ล้านหน่วย = ผลลัพธ์ได้ราคา NAV ต่อหน่วยเท่ากับหน่วยละ 10 บาท

เราควรทำความเข้าใจ NAV นะครับ เพราะอย่างที่บอกว่า ราคาหน่วยที่เราซื้อ หรือราคา NAV ที่เราซื้อนั้นเป็นตัวที่จะบอกกำไรของเราครับ ในทุกวัน ๆ จะมีการคำนวณกำไรขาดทุนของกองทุน ถ้าสมมติกองทุนนำเงินไปลงทุนงอกเงยได้กำไร ราคา NAV จะขึ้นครับ ราคาที่ขึ้นนั่นล่ะคือกำไรของเรา เป็นผลตอบแทนที่เราได้รับ ถ้าอยากได้กำไรก็ขายกองทุนทิ้ง แต่กลับกัน เราสามารถปล่อยกองทุนเติบโตไปเรื่อย ๆ ถ้ามีกำไรเรื่อย ๆ ราคา NAV ต่อหน่วยก็จะโตไปเรื่อย ๆ เช่นกัน

กองทุนเวลาตั้งขึ้นมาครั้งแรก NAV per unit หรือราคาต่อหน่วยจะเริ่มต้น (par) มักจะเท่ากับ 10 บาท เวลาเราจะซื้อกองทุน สมมติเห็น ราคาหน่วยละ 20 กับหน่วยละ 5 บาท บางคนจะซื้อกองทุนที่สองโดยให้เหตุผลว่า จะได้ unit หรือหน่วยลงทุนเยอะ ๆ เพราะราคา NAV ต่อหน่วยมันถูกกว่า อันนี้ผิดนะครับ ผลตอบแทนที่เราได้จะเป็นเปอร์เซนต์ สมมติทั้งสองกองทุนทำผลตอบแทนได้ 10% เท่ากัน ราคา NAV กองทุนแรกจะเป็น 22 บาท กองทุนที่สองจะเป็น 5.5 บาท ได้กำไรเท่ากันอยู่ดี ถ้าคุณซื้อด้วยเงิน 10,000 บาท คุณก็จะได้กำไรเท่ากันทั้งคู่ คือ 1,000 บาท

หากแต่ถ้ามองกันดี ๆ สมมติกองทุนนี้ตั้งมาพร้อมกันแสดงว่า มันเริ่มจาก 10 บาททั้งคู่ และถ้านโยบายลงทุนแบบเดียวกัน ดังนั้น กองทุนแรกเก่งมาก เพราะราคาหน่วยขึ้นมาจาก 10 เป็น 20 บาท ในขณะที่กองทุนที่สองทำไมเหลือแค่ 5 บาทกันล่ะ? ซึ่งอาจแสดงว่ากองทุนที่สองมีการบริหารขาดทุน เพราะฉะนั้นประเด็นราคา NAV ต่อหน่วยถูกแพงไม่สำคัญเลย อย่าหลงไปกับการเห็นว่า ราคาต่อหน่วยถูกกว่าเลยซื้อ เพราะจะได้หน่วยมาก ๆ ไม่เกี่ยวกันเลยครับ เป็นความเข้าใจผิดลำดับต้น ๆ ของนักลงทุนมือใหม่เลยทีเดียว (สามารถอ่าน บทความนี้ เพิ่มเติมได้)

อนึ่ง กองทุนสองประเภทที่ผมเห็นว่าทุกคนควรรู้จักและลงทุนเป็นตัวหลักในพอร์ตลงทุน คือ กองทุนรวม ตราสารหนี้ กับ กองทุนหุ้น 

4. กองทุนรวม “ตราสารหนี้”

มันคือกองทุนที่จะเอาเงินไปลงทุนใน ตราสารหนี้ (fixed income) ลงทุนในรูปแบบการให้กู้ยืม ทำให้เรามี สถานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่ว่าจะลงทุนในเงินฝาก พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ฯลฯ การลงทุนในสินทรัพย์เหล่านี้จะได้ผลตอบแทนจากราคาที่ขึ้นลง (gain) กับ ดอกเบี้ย (interest income)

ความเสี่ยงที่จะสูญเสียเงินต้นหนัก ๆ มีในกรณีที่ลูกหนี้เชิดเงินหรือล้มละลาย (ตราสารหนี้บางอย่าง เช่น พันธบัตรรัฐบาล แทบจะไม่มีความเสี่ยงจากการถูกเบี้ยวหนี้เลย) ทำให้กองทุนประเภทนี้ทำผลตอบแทนเรื่อย ๆ ไม่หวือหวา ราคาหน่วยค่อยขึ้น ๆ ถ้าถือเกินหนึ่งปีขึ้นไปผลตอบแทนมักจะเป็นบวกเกือบทั้งหมด แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยงนะครับ ในกรณีที่กองทุนดันไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ผิดนัดหรือไม่จ่ายเงินต้น กองทุนก็จะขาดทุน ราคาหน่วยก็จะลดลงฮวบฮาบ

หากแต่โดยปกติแล้ว กองทุนพวกนี้จะถือตราสารจำนวนมาก อาจจะถึง 50-100 ตัว จึงกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง และกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลล้วน หรือพันธบัตรรัฐบาลกับตราสารที่รัฐบาลค้ำประกัน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจบางแห่ง หรือเงินฝากที่รัฐบาลค้ำประกัน พวกนี้ก็จะแทบมีความเสี่ยงต่ำลงอย่างมาก

ในระยะยาวกองทุนตราสารหนี้ควรจะมีผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งในกองทุนรวมบ้านเรานั้น เงินลงทุนมักไปกองลงทุนอยู่ในกองทุนตราสารหนี้ซะเป็นส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ข้อดีเรื่องโอกาสสูญเสียเงินต้นน้อยกลับกลายเป็นข้อเสียในระยะยาว เพราะเหตุว่า การลงทุนในตราสารหนี้นั้นยากมากที่จะสร้างผลตอบแทนให้สูง ๆ โอกาสโดนเงินเฟ้อกัดกินเกิดขึ้นได้ง่าย ทำให้มูลค่าเงินโตไม่ทันราคาของ ในความคิดของผม สำหรับคนที่มีเงินออมและอายุยังน้อย การลงทุนในตราสารหนี้ไม่ควรมากจนเกินไป เพราะจะเสียโอกาสที่เงินจะเติบโตในอนาคตอย่างมาก เหมือนที่ Peter Lynch เคยพูดว่า “คนลงทุนในตราสารหนี้อย่างเดียวไม่รู้หรอกว่าเขาพลาดอะไรไปบ้าง” (Gentlemen who prefer bonds don’t know what they’re missing.)[1. Peter Lynch and John Rothchild, Beating the Street, revised ed. (New York: Simon & Schuster, 1994), 16.] เพราะถ้าเกินสิบปีขึ้นไปเงินจะโตน้อยกว่าหุ้นหลายเท่าตัวทีเดียว 

ทั้งนี้ มีกองทุนตราสารหนี้ประเภทหนึ่งที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ๆ ส่วนใหญ่ลงทุนในพันธบัตรและเงินฝาก ซึ่งมักจะมีนโยบายลงทุนรักษาอายุตราสารไม่เกินหนึ่งปี ช่วงเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน ตัวตราสารจะหมดอายุ แล้วก็เริ่มซื้อตราสารหนี้ตัวใหม่มาแทน ทำให้ได้รับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยน้อย ตัวกองทุนมีสภาพคล่องสูง ถ้าขายกองทุนวันนี้ ได้รับเงินพรุ่งนี้ (T+1) สำหรับนักลงทุนแล้วมันมีไว้สำหรับพักเงินให้มีผลตอบแทนที่รับได้ ระหว่างรอการลงทุนรอบต่อไป กองทุนตัวนี้มีชื่อว่า “กองทุนตลาดเงิน” หรือ Money-market fund (MMF) ซึ่งทุก บลจ. มีกองทุนรวมตัวนี้ขายทั้งหมดครับ ผลตอบแทนจะดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ แถมถ้าต้องการเงินก็สามารถขายกองทุนทิ้ง เงินก็จะเข้าบัญชีวันรุ่งขึ้น

สำหรับผู้เริ่มต้นซื้อกองทุน ผมแนะนำให้มีกองทุน MMF ติดไว้ครับ มันดีมาก ดีจริง ๆ โดยส่วนตัวเงินทั้งหมดของผมที่รอลงทุนก็นอนพักในเจ้ากองทุน MMF นี่ล่ะ เวลาจะลงทุนก็ขายทิ้งรับเงิน ข้อดีอีกอย่างคือ ถ้าผมมีกองทุนใน บลจ. เจ้าเดียวกัน เช่น กองทุน MMF กับกองทุนหุ้น ผมสามารถสลับกองทุน MMF ไปซื้อกองทุนหุ้นในเครือ บลจ. เดียวกันได้ในวันนั้นเลย สะดวกมาก ทั้งนี้อาจจะเลือกพักเงินใน “กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น” หรือ Short-term Bond Fund ก็ได้

ส่วนกองทุนอีกประเภทนึงที่ยังไงทุกคนก็ไม่ควรพลาด คือ

5. กองทุน “หุ้น”

ในระยะยาวนั้น “หุ้น” (equity) เป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ทำให้เงินของเราเติบโตได้มากที่สุดครับ คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวได้ในระดับ 9-10% ต่อปีได้เลย แต่ระยะเวลาจะต้องนานพอที่ทำให้หุ้นผ่านวัฎจักรขึ้นลงหนึ่งรอบแล้วสะท้อนผลตอบแทนออกมาตามกิจการของบริษัทที่เติบโตขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ ต้องลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะเวลายาว ๆ 10-15 ปีขึ้นไป

ในระยะเวลาน้อยกว่าห้าจนถึงสิบปี ไม่มีใครตอบได้ครับว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง หรือซื้อตอนนี้แล้วขายอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะขาดทุนไหม และโดยปกติก็จะมีโอกาสขาดทุนสูงมาก แต่ถ้า 10 ปีขึ้นไปแทบจะมั่นใจได้ว่า ยังไงต้องได้ผลตอบแทนที่น่าพึงพอใจหรือผลตอบแทนควรเป็นบวก ไม่ขาดทุนครับ

ทุก บลจ. จะมีกองทุนหุ้นให้เราเลือกลงทุนหลากหลายตามไลฟ์สไตล์เลยครับ ชอบเจ้าไหน รักใคร แต่อย่างหนึ่งนั้น เวลาพวกเราทุกคนจะลงทุนในกองทุนไหน ควรจะศึกษานโยบายลงทุน วิธีการคัดเลือกหุ้น ค่าใช้จ่าย ฝีมือบริหารให้ดีก่อน ทุกบาททุกสตางค์ควรจะอยู่ในกองทุนรวมที่คุ้มค่า

ทั้งนี้กองทุนหุ้นจะลงทุนในหุ้นไทยหรือหุ้นต่างประเทศก็ได้ แต่ส่วนมากกองทุนที่ไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่า และมีโอกาสกำไรหรือขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนด้วย เช่น ตอนเราลงทุน กองทุนได้โอนเงินเราออกไปที่อัตราแลกเปลี่ยน 30 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์ ขากลับมาอัตราแลกเปลี่ยนกลายเป็น 35 บาท เท่ากับตอนขายทำกำไรกลับมา เราจะแลกเงินบาทคืนได้มากขึ้น แบบนี้ก็จะมีกำไรเพิ่มจากค่าเงินที่อ่อนค่าลงครับ

ในทางกลับกัน ถ้าเหลือ 25 บาทต่อดอลลาร์ เราแลกกลับมาได้เงินน้อยกว่าเก่า แบบนี้เราขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในหลาย ๆ กรณีเราอาจได้กำไรจากหุ้นหรืออัตราแลกเปลี่ยนแต่ขาดทุนตัวที่เหลือแทน

กองทุนรวมหุ้นนั้น มักจะมีนโยบายเกี่ยวกับผลตอบแทนสองแบบครับ (กองทุนประเภทอื่นก็เช่นกัน)

(1) ไม่มีการจ่ายปันผล เงินกำไรที่ทำได้จะเก็บไปลงทุนต่อ ทำให้ NAV หรือราคาหน่วยลงทุนมักจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ถ้าอยากได้เงินมาใช้เราต้องขายกองทุนออกมา กับ

(2) มีนโยบายจ่ายปันผล คือถ้ากองทุนมีกำไร ราคา NAV ขึ้น ก็จะหักออกมาจ่ายเป็นเงินปันผล ซึ่งตรงนี้เสียภาษี 10% (หรือเราจะเลือกเอาไปคำนวณรวมเงินเสียภาษีก็ได้) กองทุนที่จ่ายปันผลจะเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เงินสดมาใช้ระหว่างปีครับ ถ้าใครไม่ต้องการกระแสเงินจากปันผล การลงทุนกองทุนที่ไม่จ่ายปันผลดีกว่ามาก ๆ เพราะเงินเราจะเติบโตทบต้นไปตลอด ไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ ในระยะยาวผลตอบแทนจะสูงกว่าแบบปันผลกว่ามาก (อ่านบทความเกี่ยวกับกองทุนจ่ายปันผลเชิงลึกได้ ที่นี่)

ส่วนใครจะแบ่งเงินลงทุนสัดส่วนกองทุนหุ้นเท่าไหร่หรือกี่เปอร์เซ็นต์ กองทุนตราสารหนี้กี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้แล้วแต่จุดมุ่งหมายแต่ละคน ถ้าเราอยากให้เงินลงทุนของเราโตมาก ๆ แล้วเรามีระยะเวลาลงทุนยาวนานมาก (สมมติลงทุนตอนอายุ 20-30 ปี) ลงทุนเพื่อเกษียณ การลงทุนหุ้นเกิน 80% ของสินทรัพย์จะสร้างความแตกต่างมาก ๆ ชนิดที่เพื่อนร่วมรุ่นโตมาด้วยกันจะงงว่าเราไปรวยมาจากไหนเลยทีเดียว

โดยส่วนตัวผมนั้นก็มีเงินลงทุนนับทั้งหุ้น กองทุนหุ้น เกิน 80% ของเงินลงทุนเหมือนกัน ย้ำอีกทีด้วยว่า กองทุนรวมหุ้นจะให้ผลตอบแทนดี ต้องลงทุนระยะยาวยาว เท่านั้น ถ้าจะลงทุนสั้น ๆ อันนี้ผลตอบแทนจะผันผวนมาก ลงทุนกองทุนหุ้นต้องใจเย็น ๆ อดทนถือครองระยะยาวให้ได้ครับ

ผลตอบแทนจากการลงทุนมาจากไหน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริงๆมันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ ว่าเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซนต์จากเงินลงทุน สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ (และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย) อธิบายทีละตัวได้ว่า

เงินฝาก : เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน

สลาก : ได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล”อย่าง สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ (ฮ่าๆ)

ตราสารหนี้ : ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภทนี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ
3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี ทว่าจริงๆแล้วยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (Gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือถ้าขายต่อราคาจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยในอัตราเท่านี้ของพันธบัตรจากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบสี่เปอร์เซนต์) แต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่างๆ เพราะถ้าไม่จำเป็นจริงๆ โดยทั่วไปก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือจนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขายหรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ทองคำ : อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อทองคำหนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% (สังเกตได้ว่าผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมากๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียวมันไม่งอกครับ)

อสังหาริมทรัพย์ : ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม : ผลตอบแทนปกติมี 2 อย่าง

หนึ่ง : ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain)
สอง : ผลตอบแทนจากเงินปันผล ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend)

ซึ่งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีก่ารจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับหรือ 100% แต่ถ้ากองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ เท่ากับว่าเราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) ซึ่งต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

** การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ คือ เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก (รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย–gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก Capital Gain และ Dividend(ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น : โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจากหุ้น 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับเงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 300 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 350 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา 50 บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ 13 บาทเท่ากับได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 4.3% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในปตท.ครั้งนี้จึงเท่ากับ 21% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลักๆคือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f..ถึง z เพราะฉะนั้นผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น(หรือลดลง) อธิบายง่ายๆ กองทุนถ้าได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะเอาไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไร(ราคาสูงกว่าตอนซื้อมา) ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ไม่จำเป็น อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


 

      ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริงๆ ผลตอบแทนพวกนี้เป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross) เราอาจจะได้น้อยลงมากๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลายๆอย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net) ดังนั้นผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริงๆ
คือผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” 

เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล  (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น, ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน,  ค่าธรรมเนียมบัตร, ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง, ฯลฯ พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามากครับ ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้นโปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)

ผลตอบแทน จากการลงทุนสินทรัพย์การเงิน

เวลาผมพูดเรื่อง ผลตอบแทน จากการลงทุน เราหลายคนอาจจะงงว่ามันคิดกันยังไง จริง ๆ มันก็คือ กำไรจากการลงทุนนั่นล่ะครับ เวลาเราลงเงินทุนไปแล้วเราได้ผลตอบแทนกลับมาคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์จากเงินลงทุนเท่าไหร่ สมมติเราลงทุนไป 100 บาทตอนต้นปี พอปลายปีได้เงินมา 5 บาท แบบนี้ก็จะถือว่าเราได้ผลตอบแทนจากการลงทุน 5% ต่อปี ซึ่งแต่ละการลงทุน มันมีผลตอบแทนต่างกันครับ และมันมีกระแสเงินสดจากการลงทุนต่างกันด้วย อธิบายทีละตัวได้ว่า

ผลตอบแทนแต่ละสินทรัพย์

เงินฝากและสลาก

ทั้งคู่เราจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย” อันนี้เข้าใจง่ายหน่อยเพราะทุกคนน่าจะคุ้นชิน พิเศษตรงสลากเพราะจะได้ผลตอบแทนเป็น “ดอกเบี้ย+ถูกรางวัล” สมมติสลากออมสินอายุ 3 ปี หน่วยละ 50 บาท ถ้าฝากครบ 3 ปี ได้ดอกเบี้ย 2.25 บาท หรือคิดเป็นผลตอบแทน 1.5% ต่อปี ถ้าใครถูกรางวัลก็จะได้ผลตอบแทนเพิ่มอีก ซึ่งตัวหลังนี่ก็แล้วแต่โชคของแต่ละคนครับ มิอาจก้าวล่วงได้ 

ผลตอบแทน ตราสารหนี้

ไม่ว่าจะตั๋วเงินคลัง พันธบัตร หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน ตัวสัญญาใช้เงิน สินทรัพย์ประเภท “ตราสารหนี้” นี้จะได้ผลตอบแทนจาก “ดอกเบี้ย” เช่นกันครับ สมมติซื้อ พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ดอกเบี้ย 3.5% เขาก็จ่ายดอกเบี้ยให้เราปีละ 3.5% เรื่อยๆทุกปี พอถึงปีที่ 10 ก็จะคืนเงินต้นกลับมาให้ อันนี้หล่ะครับคือผลตอบแทนต่อปี

ทว่าจริง ๆ แล้ว ยังมีผลตอบแทนจากส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (capital gain) สมมติพันธบัตรตามตัวอย่าง พอผ่านไปอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดลดลง มีพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีตัวใหม่ออกมาแต่ให้ดอกเบี้ย 2% ต่อปี แบบนี้พันธบัตรตัวที่เราถือ ถ้านำไปขายต่อ ราคาขายจะต้องสูงกว่าเดิมครับ เพราะนักลงทุนไม่สามารถหาดอกเบี้ยของพันธบัตรในอัตราเท่านี้จากตลาดได้ (ตัวที่เราถือให้ดอกเบี้ยตั้งเกือบ 4 เปอร์เซ็นต์) 

หากแต่โดยปกตินักลงทุนจะไม่ได้รับผลกระทบจากราคาขึ้นลงของพันธบัตรหรือตราสารหนี้ต่าง ๆ  เพราะถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ โดยทั่วไปนักลงทุนก็มุ่งเน้นแค่ดอกเบี้ย เนื่องจากน่าจะตั้งใจถือตราสารหนี้จนครบอายุกันซะเป็นส่วนใหญ่ ก็จะไปกระทบเฉพาะคนที่ต้องขาย หรือมีความจำเป็นต้องใช้เงินจึงต้องขายตราสารหนี้ออกมาก่อน

ผลตอบแทน ทองคำ

อันนี้ผลตอบแทนจะมาจาก ราคาทองคำที่เพิ่มขึ้นหรือส่วนต่างราคา” สมมติเราซื้อ ทองคำ หนักหนึ่งบาทตรงราคาบาทละ 27,000 ถ้าทองคำเหลือ 20,000 เราจะมีผลตอบแทนขาดทุนติดลบเกือบ 26% ซึ่งสังเกตได้ว่า ผลตอบแทนของทองคำมาจากราคาส่วนต่างอย่างเดียว เราซื้อเพราะเราคาดว่าราคามันจะสูงเพราะมีคนให้ราคามากขึ้น จัดว่าเป็นอะไรที่ผมว่ามันเสี่ยงมาก ๆ เพราะโดยตัวมันเองถือไปสิบปีมีทองก้อนเดียวผ่านไปมันก็มีแค่ก้อนเดียว ทองคำมันไม่งอกครับ

อสังหาริมทรัพย์

ที่ดิน บ้าน คอนโด ผลตอบแทนก็มาจาก “ราคา” ที่มันเพิ่มขึ้นกับผลตอบแทนของ “ค่าเช่า” เช่น ซื้อที่ดินมา 1 ล้านบาท ผ่านไป 3 ปี ขายได้ 1.3 ล้าน ก็ตกผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณปีละ 10% หรือซื้อคอนโดมา 3 ล้านบาท ปล่อยเช่าได้เดือนละ 1 หมื่น ตกปีละ 120,000 ก็จะได้ผลตอบแทนจากการเช่าตกปีละ 4% ครับ

กองทุนรวม

กองทุนรวม มีผลตอบแทนปกติ 2 อย่าง คือ ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น (Capital gain) และผลตอบแทนจากเงินปันผล ในกรณีที่กองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล (Dividend) ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เราเลือกได้ครับ ถ้าเราลงทุนในกองทุนที่ไม่มีการจ่ายปันผล เราจะได้ผลตอบแทนจาก capital gain อย่างเดียว สมมติเราซื้อกองทุนราคาหน่วยละ 10 บาท พอปลายปีราคาหน่วยเป็น 20 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนเท่าตัวครับ (100%)

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นกองทุนจ่ายปันผล สมมติจ่ายปันผล 8 บาท เราจะยังได้กำไรจากส่วนต่างราคาหน่วยที่ 2 บาทที่ค้างอยู่ ซึ่งเท่ากับว่า เราก็ได้ผลตอบแทนรวม 10 บาทเหมือนกัน (รวมเงินปันผลอีก 8 บาท) เมื่อต้นทุนซื้อมาที่หน่วยละ 10 บาท กำไรที่ได้ก็จะคิดเป็นผลตอบแทน 100% เช่นกัน

การลงทุนในสินทรัพย์หลายอย่างนักลงทุนสามารถลงทุนผ่านกองทุนรวมได้ ไม่ว่าจะเป็น กองทุนรวมตราสารหนี้ กองทุนรวมหุ้น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนแม้จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น REITs พวกนี้เป็นทรัสต์ที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ผลตอบแทนส่วนใหญ่ก็จะมาจากลักษณะแบบกองทุนรวมครับ

ยกตัวอย่างเช่น เราซื้อ REITs จากตลาดหุ้น ก็จะได้ปันผลเป็นหลัก รวมถึงราคาที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงด้วย (gain) หรือกองทุนตราสารหนี้ กองทุนไปถือตราสารหนี้ เวลาได้ดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นกองทุนก็จะได้รับ แต่เรานักลงทุนจะได้ผลตอบแทนจาก  gain และ dividend (ถ้ากองทุนนั้นมีนโยบายจ่ายปันผล) กองทุนหุ้นก็หลักการแบบเดียวกันครับ

หุ้น

โดยทั่วไปคนเราจะได้ผลตอบแทนจาก “หุ้น” 2 อย่าง คือ ราคาหุ้นที่เพิ่ม (Capital gain) กับ เงินปันผล (Dividend) สองอย่างรวมกันครับ เช่น ซื้อหุ้น ปตท. ที่ราคา 30 บาท สิ้นปีราคา หุ้นปตท. ขึ้นไปอยู่ที่ 35 บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างราคา บาท  หรือคิดเป็นผลตอบแทนที่ 16.67% และปตท.มีกำไรจึงจ่ายเงินปันผลทั้งปีที่ บาท เท่ากับเราได้ผลตอบแทนจากเงินปันผลอีก 3.33% ผลตอบแทนรวมจากการลงทุนในหุ้นปตท.ครั้งนี้จึงรวมกันได้ประมาณ 20% นั่นเอง

ประเด็นสำคัญของหุ้นที่ผมอยากจะเน้นเป็นพิเศษ คือ ผลตอบแทนของหุ้น กับผลตอบแทนของกองทุนหุ้น อันนี้หลายคนจะสับสนกันพอสมควร ผลตอบแทนหุ้นอย่างที่บอกครับว่ามีสองอย่างหลัก ๆ คือ ส่วนต่างราคากับเงินปันผล แต่ผลตอบแทนของกองทุนหุ้นนั้น สมมตินะครับ กองทุน A ถือหุ้น b,c,d,e,f…ถึง z เพราะฉะนั้น ผลตอบแทนที่กองทุน A จะได้รับจากการลงทุนหุ้นก็คือ ส่วนต่างราคาและเงินปันผล

หากแต่ผลตอบแทนที่นักลงทุนในกองทุนรวมหุ้นจะได้รับ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้น ถ้ากองทุนไม่มีนโยบายจ่ายปันผล ผลตอบแทนที่ท่านได้รับจะมาจาก ส่วนต่างของราคาหน่วย NAV per unit ของกองทุนที่สูงขึ้น (หรือลดลง)

อธิบายง่าย ๆ ในกรณีกองทุนหุ้นได้กำไรจากการลงทุนหรือได้รับเงินปันผล  กองทุนก็จะนำกำไรไปลงทุนต่อ (reinvest) โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทบต้นไปเรื่อย ๆ แต่ถ้ากองทุนมีนโยบายจ่ายปันผล กองทุนก็จะจ่ายออกมา โดยอาจจะจ่ายจากปันผลที่ได้รับ หรือจ่ายจากการขายหุ้นที่ได้กำไรเพราะขายได้ในราคาสูงกว่าตอนซื้อมา

ดังนั้น อย่าสับสนปันผลของหุ้นกับปันผลของกองทุนหุ้นนะครับ กองทุนหุ้นที่จ่ายปันผลจะจ่ายปันผลเมื่อกองทุนมีกำไรเท่านั้น ซึ่งแม้ในปีนั้นมันจะได้กำไรจากส่วนที่ได้รับเงินปันผลจากหุ้นที่ถือ แต่ถ้าราคาหุ้นทุกตัวที่ถือกลับร่วงลงหนักเกินกว่ากำไรจากปันผล แบบนี้ถือว่าขาดทุน กองทุนก็อาจจะจ่ายปันผลไม่ได้ครับ

และในกรณีเดียวกัน ถ้าสองกองทุนมีทุกอย่างเหมือนกันหมด การลงทุนระยะยาวควรจะลงทุนในกองทุนที่ไม่จ่ายปันผล เพราะกองทุนจะมีการลงทุนกลับตลอดเวลา เราไม่ต้องทำอะไร แต่การจ่ายปันผลนักลงทุนจะเสียภาษีที่ 10% (ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขที่จะขอคืนภาษี) ดังนั้น ถ้าจะลงทุนระยะยาว ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ก็อย่าไปลงทุนในกองทุนที่จ่ายปันผลครับ


ผลตอบแทน ขั้นต้นกับสุทธิ

ถ้าจะคิดให้ละเอียดจริง ๆ ผลตอบแทนพวกนี้ที่ว่ามาเป็นผลตอบแทนขั้นต้นครับ (Gross returns) เราอาจจะได้ผลตอบแทนน้อยลงมาก ๆ ถ้าคิดรวมค่าใช้จ่ายหลาย ๆ อย่างเหลือเป็นผลตอบแทนสุทธิ (Net Returns) ดังนั้น ผลตอบแทนจากการลงทุนที่แท้จริงจึงควรจะต้องหักค่าใช้จ่ายในการลงทุนทั้งหมดด้วยครับ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้ว เราได้ผลตอบแทนเท่าไรกันแน่

ผลตอบแทนที่เราควรสนใจจริง ๆ
จึงเป็นผลตอบแทน “หลังหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างรวมถึงภาษีแล้ว” (Returns after taxes and costs) เพราะบางทีที่เห็นมีกำไรตอนแรกก็อาจจะพลิกเป็นขาดทุนก็ได้ ถ้าหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดทั้งมวล เช่น  ค่านายหน้าค่าคอมในการซื้อขายหุ้น ค่าธรรมเนียมซื้อขายกองทุน  ค่าธรรมเนียมบัตร ค่าส่วนกลางซ่อมแซมบำรุง ฯลฯ (เราจะตัดพวกค่าใช้จ่ายที่คำนวณไม่ได้ เช่น ค่าจิตใจ ความเครียดออกนะครับ) พวกนี้ลดทอนผลตอบแทนของเรามาก ๆ

ถ้าเราทำผลตอบแทนเบื้องต้นได้สูง แต่สุดท้ายแล้วหักค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วไม่มีกำไรก็ถือว่าเราเหนื่อยฟรีครับ ในโลกของการลงทุนนั้น มักจะเริ่มต้นในฐานะวงการที่

“คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณไม่ได้จ่ายเงินออกไป”

เพราะฉะนั้น โปรดระวังต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหลายให้ดีครับ (Cost is matter)